‘บุคลากรที่มีทักษะ สร้างได้ไม่ต้องซื้อ’ 3 ค่านิยมที่ผู้นำองค์กรควรนำไปใช้ในยุค AI เปลี่ยนโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/613380

วันที่ 31 ม.ค. 2563 เวลา 09:35 น.

'บุคลากรที่มีทักษะ สร้างได้ไม่ต้องซื้อ' 3 ค่านิยมที่ผู้นำองค์กรควรนำไปใช้ในยุค AI เปลี่ยนโลก

เมื่อ AI และแมชชีน เลิร์นนิ่ง เริ่มถูกนำมาใช้ในบริษัทหรือองค์กรยุคใหม่ ธุรกิจจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้แรงงานที่มีทักษะมาร่วมงานท่ามกลางการแข่งขันที่สูง ระหว่างซื้อแรงงานที่มีทักษะ หรือสร้างแรงงานให้มีทักษะ

ปัจจุบันเทคโนโลยีอันล้ำสมัยส่งผลให้วิธีการทำงานของคนเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว จนในบางครั้งก็ยากที่จะเตรียมรับมือ อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวยังส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของผู้คนและเศรษฐกิจของประเทศ การนำเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่างการใช้งานหุ่นยนต์เพื่อปฏิบัติงานพื้นฐาน ซึ่งสามารถทำได้รวดเร็วกว่ามนุษย์ หรือการใช้เทคโนโลยี AI และแมชชีน เลิร์นนิ่ง ซึ่งมีความสามารถในการรับรู้แยกแยะข้อมูลหรือความรู้สึกและตัดสินใจแทนมนุษย์ได้เกิดขึ้นแล้วในบริษัทหรือองค์กรยุคใหม่ที่ล้ำสมัย

ร๊อบ เนเวล รองประธานฝ่ายพัฒนาวิศวกรรมโซลูชั่น เซลส์ฟอร์ซ ภูมิภาคเอเชีย เผยว่า เมื่อเทคโนโลยีเหล่านี้ถูกนำมาใช้แพร่หลายมากขึ้นในอนาคต ทักษะแรงงานที่ธุรกิจมองหาสำหรับการจ้างงานจะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งปัจจุบันเราเริ่มเห็นปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะทางด้านเทคโนโลยี คำถามที่คงเลี่ยงไม่ได้คือ ธุรกิจจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้แรงงานที่มีทักษะมาร่วมงานท่ามกลางการแข่งขันที่สูง ซื้อแรงงานที่มีทักษะ หรือสร้างแรงงานให้มีทักษะ

สภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทยคาดคะเนว่า การใช้งานหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่เพิ่มมากขึ้น จะมีผลกระทบต่อการจ้างงานในประเทศทั้งในอุตสาหกรรมการเงิน, ค้าปลีก-ส่ง และอุตสาหกรรมยานยนต์ อาทิ แผนเดินหน้าสร้างโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจะส่งผลให้ภายในปี 2022 แรงงานกว่า 300,000 ตำแหน่งในประเทศได้รับผลกระทบ

การสร้างทักษะให้แรงงานเป็นสิ่งที่ธุรกิจสามารถทำได้ โดยเปลี่ยนจากการใช้ความรู้และวิถีการทำงานและการปฏิบัติแบบเดิมๆ มาเป็นการส่งเสริมความรู้ด้านดิจิทัลเพิ่มเข้าไป โดยเน้นการให้ความรู้และทักษะในการทำงานที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่อย่าง AI

สำหรับองค์กรที่อยากประสบความสำเร็จในการพัฒนาทักษะทางด้านดิจิทัลให้กับแรงงาน เซลส์ฟอร์สได้แนะนำ 3 ค่านิยมที่ผู้นำองค์กรควรนำไปใช้ อันได้แก่ 

1.สร้างวัฒนธรรมใฝ่รู้อย่างสม่ำเสมอ

ในองค์กรวัฒนธรรมใฝ่รู้และพร้อมที่จะพัฒนาตนเองของพนักงานในองค์กรเป็นสิ่งสำคัญ องค์กรควรส่งเสริมพนักงาน โดยการช่วยสร้างความเข้าใจ และสร้างทักษะทางดิจิทัลที่เกี่ยวกับการทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ หรือเทคโนโลยี AI อื่น ๆ ให้แก่พนักงาน และจะต้องทำอย่างต่อเนื่องเนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

เห็นได้จากการที่บริษัทสมัยใหม่ที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี มักจัดทำโปรแกรมส่งเสริมทักษะและความรู้ทางดิจิทัลเพิ่มเติมให้กับพนักงานอย่างต่อเนื่อง แม้พนักงานจะมีวุฒิการศึกษาทางด้านเทคโนโลยีเป็นพื้นฐานอยู่แล้วก็ตาม

เอริก บรายจอฟซัน ผู้อำนวยโครงการ ดิจิทัล อีโคโนมี่ หนึ่งในโครงการริเริ่มโดยสถาบันเทคโนโลยี  MIT และเป็นอาจารย์สถาบัน MIT Sloan School of Management กล่าวว่า     “คอร์สประเภท Massive Online Open Courses (MOOCs) ที่เปิดให้ผู้สนใจทุกเพศ ทุกวัยสามารถเรียนทางออนไลน์ได้ โดยมีทั้งแบบฟรี หรือมีค่าใช้จ่าย คือสิ่งที่บริษัทที่ต้องการสร้างทักษะทางดิจิทัลให้พนักงานสามารถพิจารณานำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อวิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของพนักงานด้านทักษะทางเทคโนโลยี รวมถึงสามารถสร้างคอร์สการเรียนรู้แบบองค์รวม เพื่อสร้างเสริมทักษะที่ตรงจุดให้ดียิ่งขึ้น”

2.ให้ความสำคัญกับทุกความเห็นส่วนตัวเพื่อเป็นความเห็นส่วนรวม

มาร์โค คาซาไลน่า รองประธาน การจัดการผลิตภัณฑ์ เซลส์ฟอร์ซ ไอนสไตน์ กล่าวว่า “ระบบจะไม่มีประสิทธิภาพถ้าพนักงานไม่มีความศรัทธาในระบบ เช่น พนักงานดูแลลูกค้าจะไม่นำเอาข้อมูลที่ AI วิเคราะห์ได้มาใช้ ถ้าพนักงานไม่เชื่อในประสิทธิภาพ หรือมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อ AI  หรือหากพนักงานรู้สึกว่า AI เข้ามาแทนที่การทำงานของพวกเขา พนักงานจะเริ่มรู้สึกต่อต้านทันที ดังนั้นบริษัทจึงจำเป็นต้องพูดคุยกับพนักงานทุกคน เพื่อสร้างความเข้าใจในการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ และประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับจากเทคโนโลยีดังกล่าว เพราะการพูดคุยกันอย่างเปิดเผยกับพนักงาน จะทำให้พนักงานตระหนักถึงความใส่ใจ และรู้สึกได้รับการสนับสนุนจากบริษัทในการพัฒนาทักษะของตัวเอง”

3.มีนโยบายส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนาทักษะเพื่อดึงดูดแรงงานใหม่

แรงงานที่มีทักษะกำลังเป็นที่ต้องการของธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจต้องแข่งขันอย่างเต็มที่เพื่อดึงดูดพนักงาน คุณซาร่า แฟรงคลิน, รองประธานบริหารด้าน Developer Relations และผู้จัดการทั่วไปของแพลตฟอร์ม Trailhead กล่าวว่า “บริษัทที่มีโปรแกรมในการพัฒนาทักษะของพนักงาน และให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะของพนักงานอย่างต่อเนื่อง จะเป็นองค์กรที่แรงงานที่มีทักษะให้ความสนใจ”

การเสริมสร้างทักษะให้พนักงานเพื่อความพร้อมในการทำงานในยุคเทคโนโลยีนั้นไม่เพียงแค่ให้การสนับสนุนด้านความรู้หรือการปฏิบัติทางเทคนิค บริษัทจำเป็นต้องเสริมสร้างสำนึกส่วนรวม และศีลธรรมให้แก่พนักงานด้วย    เทคโนโลยี AI ควรถูกนำมาประยุกต์ใช้บนพื้นฐานของความโปร่งใส มีเหตุมีผล และปราศจากทัศนคติด้านลบ

นอกจากนี้การทำงานร่วมกับสถานบันการศึกษาเพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะเป็นเรื่องที่บริษัทควรทำเพื่อให้แน่ใจว่าจะได้แรงงานที่มีประสิทธิภาพตามความต้องการเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในวันนี้ให้เป็นเศรษฐกิจยุคดิจิทัล และใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยในการสร้างงาน เพราะวิถีการทำงานแห่งอนาคตนั้นไม่ได้มีเพียงเทคโนโลยี AI เป็นตัวขับเคลื่อน แต่ต้องพึ่งพาแรงงานที่มีทักษะเป็นตัวช่วยผลักดัน

Son of Russian billionaire is renting a $500-a-month apartment #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30381267?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Son of Russian billionaire is renting a $500-a-month apartment

Jan 30. 2020
By Syndication Washington Post, Bloomberg · Alex Sazonov, Irina Reznik 
You wouldn’t know that Alexander Fridman is the child of Russia’s 11th-richest person. He rents a two-room flat on the outskirts of Moscow for $500 a month and uses the subway to get to work.

“I eat, live, sleep, dress in everything that I earned myself,” said Fridman, 19, whose father, Mikhail Fridman, has a $13.7 billion fortune, according to the Bloomberg Billionaires Index.

The junior Fridman returned to Moscow last year after graduating from a high school near London. Five months ago, he started SF Development, a distributor with five employees and $405,000 of revenue. Another business distributes hookah products to Moscow restaurants. And then there’s BloggerPass, an online marketing platform that’s set to debut next month.

While he’s striking out on his own without interference from his father, Alexander is certainly benefiting from his connections. SF Development distributes products to his father’s retail shops, in addition to other clients. Fridman doesn’t see it that way, saying managers won’t put goods on the shelves just because he’s the owner’s son.

This privileged form of entrepreneurship still stands out in a country where business titans often employ their children to teach them the nuances of doing business in Russia. Olga Rashnikova, 42, the daughter of steel tycoon Victor Rashnikov is on the board of his Magnitogorsk Iron & Steel Works. Andrey A. Guryev, 37, is chief executive officer of Phosagro, a fertilizer maker founded by his father, Andrey G. Guryev.

Then there are those who already are transferring fortunes to their heirs. Last year, steel magnate Alexey Mordashov, 54, handed $1.7 billion of his holdings to sons Kirill and Nikita. Vladimir Evtushenkov, 71, gave a 5% stake in publicly traded Sistema PJSC to his son Felix. Billionaire Leonid Fedun, 63, turned over $1.4 billion of his holding in Lukoil PJSC to his children, Anton and Ekaterina.

Globally, the ultra-rich are preparing to embark on the largest wealth transfer in history. Russia stands out because the country’s legal framework offers little support to those seeking to pass down fortunes. Instead, its business environment depends on informal agreements and guarantees.

“My father told me that in our country business and politics are deeply intertwined,” said Alexander, adding that his dad always told him that he plans to transfer his wealth to charity. “I lived with the understanding that I wouldn’t inherit any fortune.”

Mikhail Fridman is one of founders of Alfa Group, which he started with two college classmates, German Khan and Alexey Kuzmichev, in the last days of communism.

Now the investment company owns stakes in Alfa Bank, Russia’s fifth-largest lender, and X5, the country’s biggest food retailer. In 2013, he co-founded LetterOne to invest the $14 billion his company reaped from the sale of their oil venture with BP to Kremlin-controlled Rosneft PJSC.

Fridman is also known as one of Russia’s toughest businessmen.

“We run our business aggressively but fairly,” Alexander Fridman said in response to a question about what lessons he’s learned from his father. “My father also always said to me: ‘I have partners in every project. If you want to earn, you should be able to share.'”

The younger Fridman was planning to attend New York University’s Stern School of Business in September, but decided to take a gap year. Now he’s considering whether to forgo NYU entirely to devote himself to his companies full time.

“I have friends who graduated from Yale and are 23 years old now and who earn $80,000 to $100,000 working 16 hours a day,” he said. “You can earn more money, and in a more clever way.”

Martha Stewart Living’s Melissa Ozawa on going green at home #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30381263?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Martha Stewart Living’s Melissa Ozawa on going green at home

Jan 30. 2020
Pilea peperomioides. MUST CREDIT: Noe DeWitt/Martha Stewart Living

Pilea peperomioides. MUST CREDIT: Noe DeWitt/Martha Stewart Living
By The Washington Post · No Author · FEATURES, HOMEGARDEN 

Melissa Ozawa, features and garden editor at Martha Stewart Living, joined staff writer Jura Koncius for The Washington Post’s Home Front online chat. Here is an edited excerpt.

Q: What are your favorite house plants that are low maintenance, attractive and good for the home environment?

A: I love sansevieria, or snake plants. I have several at home. They are not at all fussy: They don’t require a lot of water, can handle different light conditions (though are best in partial light), and can handle some neglect. Chinese money plants (Pilea peperomioides) are also easy to grow and have been popping up at all the cool plant stores.

Peperomia caperata. MUST CREDIT: Noe DeWitt/Martha Stewart Living

Peperomia caperata. MUST CREDIT: Noe DeWitt/Martha Stewart Living

Q: My room doesn’t get much direct sunlight, but I’d like to get some plants to liven it up. I don’t have enough light for flowers. I know plants are huge now, but it seems like every Instagram, blog or magazine feature I look at includes things like snake plants, fiddle-leaf figs, etc. How do I find things that aren’t also in everyone else’s house?

A: The good news about the popularity of houseplants is that there are many more available. What about plants with colored foliage? If your room gets some light (four to five hours), try a begonia or peperomia. They have incredible foliage that looks great all the time.

Q: While visiting Longwood Gardens in Kennett Square, Pennsylvania, I fell in love with florist’s cyclamen. On a whim, I bought a pink one at the grocery store. The tag says to give it plenty of sun and to water it regularly. Other than that, do you have any more helpful advice about caring for my four-inch potted plant?

A: I love cyclamens; they offer a burst of color in the winter. But they can be a little demanding. A little like Goldilocks, they don’t like it too hot or too cold, preferring 60-degree temperatures, which I know is not ideal at home. Water it about once a week; test the soil, and if it’s wet, hold off a little longer. When you do water, bring the plant to the sink and give it a long drink until the water flows out the drainage hole.

Q: I live in Delaware. Are there certain species of trees that are better for the environment, besides native trees?

A: A native tree is often the best choice. They have adapted with your environment, so they don’t need a lot of extra fuss to thrive, they support pollinators and they’re beautiful. You can find a tree that works well in your area by plugging in your ZIP code at the Arbor Day Foundation’s website (arborday.org).

Q: Is there an eco-friendly cleaner for wood floors that can stand up to teenagers and a dog?

A: I’m a big fan of vinegar and water. I think it’s the best for cleaning floors.

Q: We just cleaned out a house that was occupied by the same family for 67 years. In the process, we found tons of photos of the children, the aunts, uncles, parents, grandparents, both maternal and paternal, and snapshots that fill boxes and boxes. What do we do with them? Should we digitize them and put them on CDs? If so, how do I digitize them? We can’t have 30 boxes of photos sitting around.

A: What a treasure trove of family history. Do you have access to a scanner? You could scan the photos and share them with your family.

Q: I’ve been stalling on buying reusable bags for the kids’ lunches, as they sometimes forget and throw them away. Do you have any recommendations for ones that are reasonably priced? We all take our lunches every day.

A: What about using reusable containers instead of bags for your kids? They might be less likely to throw them away. They have all different sizes for snacks – even ones that fit sandwiches.

Q: I use linen napkins for my household and for when guests come. We use napkin rings the old-fashioned way – so we can tell our napkins apart when we use them for more than one meal. They get washed every few days or after one use if they are particularly messy. But not everywhere has abundant water. How do you tell when it’s better to wash or use disposable? One of our nearby government complexes is heated in large part by trapped methane from a landfill, so it doesn’t seem as simple an equation as “reusable is always better.”

A: I like your idea about using napkin rings to differentiate napkins. There are some things you can do to cut back on resources for your reusables, such as collecting rainwater, making sure your dishwasher and washer are full before running them, and really watching how much water you use.

Q: Why are so many manufacturers of, for example, soy milk, now packaging in the rounded-at-the-bottom plastic containers instead of the old paper cartons? Even at Whole Foods I see nothing but plastic.

A: Why don’t you write the manufacturers to find out? Or start a social media campaign to encourage them to switch from plastic. They will listen to consumers; they depend on us.

Q: I make my own cleaner with white vinegar and next will tackle making laundry detergent. What other things can we do to cut down on toxins and plastic use?

A: There are BioBags that are compostable in an industrial composter. You could give them a try.

คำสองคำ ‘ภาวะผู้นำ’ กับ ‘ตำแหน่ง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/588612

  • วันที่ 29 ม.ค. 2563 เวลา 06:16 น.

คำสองคำ 'ภาวะผู้นำ' กับ 'ตำแหน่ง'

คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าภาวะผู้นำเชื่อมโยงกับเรื่องของตำแหน่ง แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

Leader คือผู้นำซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องของตำแหน่งหน้าที่ ในขณะที่ Leadership เป็นเรื่องของภาวะผู้นำที่เป็นเรื่องลักษณะ บุคลิก และเรื่องของภาวะผู้นำนี้เองเป็นเรื่องที่คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกตำแหน่งสามารถมี สร้างให้เกิดและพัฒนาได้ตามความเหมาะสม

ยิ่งไปกว่านั้น คนที่มีภาวะผู้นำอยู่ในตัวโดยพื้นฐานยังจะช่วยเพิ่มโอกาสในการก้าวหน้าในอาชีพการงานได้มากกว่าคนที่ไม่มีเสียอีก เพราะทุกคนต่างก็มีความมุ่งหวังที่จะเติบโตในสายอาชีพ ไม่ว่าจะทำงานอยู่ในตำแหน่งไหนก็สามารถเตรียมตัวให้พร้อมได้ตั้งแต่วันนี้ มาดูจุดเริ่มต้นง่ายๆ 3 ข้อที่นอกจากจะช่วยพัฒนาภาวะผู้นำได้แล้ว ยังอาจช่วยให้เราก้าวเป็นผู้นำด้วย

1.กล้าคิดและกล้านำเสนอ

ความกล้าคิดกล้านำเสนอ นอกจากจะเป็นการแสดงความตั้งใจในการทำงาน แล้วยังเป็นการแสดงออกว่ามีความต้องการให้งานออกมาดียิ่งๆ ขึ้น ซึ่งถือเป็นคุณสมบัติสำคัญของคนที่เป็นผู้นำ นอกจากนั้นหากคุณสามารถแสดงออกได้ว่างานยากหรืองานใหญ่ไม่เคยหวั่น มีสิ่งที่เรียกว่า Can Do Attitude คนก็จะเห็นว่าเราเป็นคนที่ชอบความท้าทาย และไม่หวั่นเกรงต่อปัญหาใดๆ เป็นโอกาสแสดงซึ่งศักยภาพและภาวะผู้นำได้อย่างชัดเจน

2.ภาวะผู้นำต้องเกี่ยวกับเรื่องการเข้าสังคมด้วย

ภาวะผู้นำเป็นสิ่งที่ต้องการทั้งเรื่องของไอคิว ความสามารถ ศักยภาพ และเรื่องของอีคิว หรือความสามารถในการจัดการด้านอารมณ์ ซึ่งหนึ่งในนั้นเรื่องของการเข้าสังคมก็เป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ลองคิดดูว่าไม่ว่าจะเป็นคนที่ทำงานเก่งขนาดไหน แต่ถ้าเราเป็นคนที่ไม่ชอบสุงสิงกับใคร วันๆ ก็ก้มหน้าทำงานแล้วรีบกลับบ้าน ก็อาจจะเป็นการยากที่ผู้บริหารจะเลือกเราขึ้นมาเป็นหัวหน้าคน เพราะคนที่จะเป็นผู้นำที่ดีได้นั้นจะต้องสื่อสารกับผู้คนมากมาย ทั้งในและนอกองค์กร คำแนะนำคือเราอาจจะเริ่มง่ายๆ ด้วยการให้เกียรติเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ หาเวลาสังสรรค์ทำกิจกรรมร่วมกันบ้าง รวมถึงเป็นที่ปรึกษาหรือเป็นผู้ฟังที่ดีให้กับพวกเขาในยามที่เจอปัญหา

3.แสดงออกซึ่งความรับผิดชอบ

คนที่มีภาวะผู้นำต้องมีความรับผิดชอบ คือทั้งรับผิดและรับชอบ ทั้งเรื่องของงานและเรื่องส่วนตัว โดยการแสดงความรับผิดชอบจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือได้กับตัวเราเอง เรื่องนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่กลับมีผลอย่างมากในการใช้ชีวิตไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับงานหรือไม่ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรักษาคำพูด รับปากอะไรไว้ก็ต้องทำให้ได้ ส่งงานได้ทันกำหนด รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างดี รวมถึงคนที่สามารถจัดการกับปัญหาในที่ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะคงไม่มีใครอยากได้คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่ง หรือคนที่ทำงานผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีกมาเป็นหัวหน้า

 

ภาพ Freepik.com

4 เรื่องที่มนุษย์เงินเดือนควรลงทุนเพื่อตัวเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/613000

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 07:09 น.

4 เรื่องที่มนุษย์เงินเดือนควรลงทุนเพื่อตัวเอง

ลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อครอบครัว เพื่อกิจการและความสำเร็จไปมากเท่าไหร่กัน แล้วการลงทุนเพื่อตัวเองล่ะ มีอะไรควรทำไปดูกันเลย

1. ความรู้และทักษะ

ความรู้และการเพิ่มทักษะ เป็นสมบัติหนึ่งที่จะไม่มีใครมาพรากไปจากตัวเราได้ ความรู้จะเป็นตัวช่วยชั้นดีที่ทำให้เราไม่ล้าหลังและมีความรู้เกี่ยวกับทักษะใหม่ๆ อยู่เสมอ เป็นการเพิ่มคุณค่าของตัวเอง ย่อมนำมาสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ผลงานที่ดีขึ้น และตำแหน่งที่ดีขึ้นเช่นเดียวกัน ลองมองหาวิธีที่จะเพิ่นพูนศักยภาพของตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนต่อเกี่ยวกับความรู้เฉพาะด้านที่จำเป็นในระดับที่สูงขึ้น หรือการเทคคอร์สสั้นๆ ที่ช่วยเพิ่มทักษะด้านวิชาการแบบ Hard Skills และทักษะด้านอารมณ์อย่าง Soft Skills ให้แก่เราได้ การเวิร์กช็อปเจ๋งๆและการหางานอดิเรกใหม่ๆ ก็สามารถช่วยได้เหมือนกัน

2. สุขภาพ

การลงทุนกับสุขภาพ นับเป็นการลงทุนที่ฉลาดที่สุด เพราะหากเราละเลยสิ่งนี้ กว่าจะรู้ตัวก็ต้องเจอกับปัญหาสุขภาพเรื้อรังที่ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายมหาศาล นอกจากนั้นปัญหาสุขภาพกายและสุขภาพใจยังเป็นเหมือนแก่นกายของเรา ถ้าสุขภาพไม่ดี การจะผลิตงานที่ดีและมีคุณภาพก็ย่อมเป็นเรื่องยาก กระทบกันเป็นโดมิโน่ไปหมด เรียกได้ว่าหากกายไม่พร้อม ใจไม่พร้อม งานก็จะไม่พร้อมเช่นเดียวกัน

Dr. Paul Lanthois เคยกล่าวถึงตัวเลขสถิติในงานวิจัยเอาไว้ว่า คนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพอย่างลึกซึ้ง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตของตัวเอง ตอบสนองต่อความเครียดด้วยการพัฒนาความสุขมากกว่าการพึ่งพาแอลกอฮอลล์และสิ่งบันเทิงใจที่หยุดความเครียดได้ตามอาการนั้น จะเป็นกลุ่มคนที่สามารถมีความสุขและหารายได้ได้มากกว่ากลุ่มคนที่ละเลยสุขภาพของตัวเองและตามใจปาก เพราะพฤติกรรมเหล่านั้นจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และความสัมพันธ์รอบตัวท้ายที่สุด

3. ที่อยู่อาศัย

หนี้ก้อนใหญ่ที่สุดที่ทุกคนปรารถนาจะก้าวข้ามไปให้ได้ก็คือการซื้อบ้านที่อยู่อาศัย แม้จะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดในชีวิต แต่ก็ให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ามากที่สุดเช่นกันทั้งทางร่างกายและจิตใจ หากเราเลือกลงทุนในเวลาที่เหมาะสมกับอสังหาริมทรัพย์แล้ว ย่อมได้รับผลตอบแทนที่คุ้มค่าและเผชิญกับความเสี่ยงน้อย แต่ทั้งนี้ก็อย่าเลือกบ้านที่มีราคาสูงและความเสี่ยงเกินตัว เพราะนั่นจะนำมาสู่ปัญหายุ่งยากในภายหลังได้เช่นกัน นอกจากนั้น บ้านยังตอบสนองในเรื่องของจิตใจ ไม่ใช่แค่ที่ซุกหัวนอนเพียงอย่างเดียว หลังการทำงานที่เหนื่อยยากในแต่ละวันและได้กลับมาในสถานที่ที่ผ่อนคลาย เราย่อมมีความสุขและสามารถทำกิจกรรมสุดโปรดของตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องมีใครมารบกวนหรือเกรงใจใคร บ้านย่อมเป็นสิ่งที่สามารถเติมเต็มความสุขในหัวใจมนุษย์เงินเดือนทุกคนได้

4. การลงทุนด้วยเงินในรูปแบบต่างๆ

หากเงินออมทรัพย์นอนอยู่เฉยๆ มูลค่าก็จะมีแต่ตกลงเรื่อยๆ ดังนั้นสิ่งที่เราหลายคนควรสนใจ นั่นก็คือเรื่องของการลงทุนให้เงินทำงานให้เราบ้างค่ะ แต่ทั้งนี้ก็ควรเลือกลงทุนในสิ่งที่เรามีความรู้เฉพาะด้านเป็นอย่างดี หรืออย่างน้อยมีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำแนะนำแก่เราได้

อย่างการซื้อหุ้นเองก็เป็นสิ่งที่หลายคนเริ่มศึกษาและให้ความสนใจมากขึ้น เพราะมีตัวอย่างของคนที่ประสบความสำเร็จจากการเล่นหุ้นจริง แต่การจะเริ่มซื้อหุ้นสักตัวจำเป็นจะต้องอาศัยความรู้และข้อมูลหลายอย่าง เราต้องประเมินตัวเองก่อนว่าเราพร้อมสำหรับความเสี่ยงแบบไหน การซื้อหุ้นที่มีความเสี่ยงสูง แน่นอนว่าเราจะได้รับค่าตอบแทนเป็นกอบเป็นกำ แต่ก็ต้องยอมแบกรับความเสี่ยงที่เราจะเสียเงินทุนของเราไปเช่นกัน แต่ถ้าเรายังไม่พร้อมที่จะเสียเงินเก็บก้อนนี้ไป การลงทุนกับหุ้นที่มีความเสี่ยงต่ำอาจเป็นคำตอบที่ดีกว่า ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดคือการประเมินตนเอง

นอกจากการซื้อหุ้นเพื่อหวังกำไรแล้ว การลงทุนบางประเภทก็ให้ผลประโยชน์กับเราได้มากกว่า การลงทุนกับกองทุนรวมเพื่อการออม (Super Saving Fund : SSF) หรือ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund : RMF) คืออีกทางเลือกที่จะทำให้เราได้ทั้งผลตอบแทนและได้ลดหย่อนภาษีไปได้พร้อมๆ กัน

SSF เป็นกองทุนน้องใหม่โดยเป็นกองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออมในระยะยาว กองทุนนี้ไม่มีกำหนดขั้นต่ำในการซื้อ และไม่จำเป็นต้องซื้อต่อเนื่องทุกปี แต่ซื้อได้ไม่เกิน 30% ของรายได้ทั้งปีและไม่เกิน 200,000 บาท โดยกองทุนนี้ก็ให้สิทธิเราในการลดหย่อนภาษี

ส่วน RMF เป็นกองทุนที่ให้ผลประโยชน์ระยะยาวช่วยให้เราออมเงินเพื่อใช้ยามเกษียณ และให้สิทธิลดหย่อนภาษีเช่นเดียวกับ SSF ซึ่งนโยบายการลงทุนของ RMF จะมีหลากหลาย และมีความเสี่ยงทั้งระดับต่ำ กลาง สูง ให้เลือกได้ตามความต้องการ.สิ่งสำคัญสำหรับการลงทุนทุกประเภทคือ ผู้ลงทุนจำเป็นจะต้องศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนการลงทุน เพื่อให้แน่ใจว่าเรารู้ทุกแง่มุมของการลงทุน เพื่อให้การลงทุนนี้เกิดประโยชน์สูงสุดกับระบบการเงินของเรา

เตรียมตัว 5 ปียังมีเวลาอัพสกิลรับอาชีพที่จะมาแรงในปี 2025 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612998

  • วันที่ 28 ม.ค. 2563 เวลา 06:07 น.

เตรียมตัว 5 ปียังมีเวลาอัพสกิลรับอาชีพที่จะมาแรงในปี 2025

นั่งไทม์แมชชีนดูอาชีพที่กำลังจะมาแรงในอีก 5 ปีข้างหน้า เตรียมตัวตั้งแต่ตอนนี้ ยังพอมีเวลาพัฒนาทักษะ หากไม่อยากตกงานในอนาคต

เมื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาทดแทนทรัพยากรบุคคลได้ หรือคนที่มีความรู้ความสามารถรอบด้านจะเป็นที่ต้องการในทุกองค์กร หากเราสามารถพัฒนาตัวเองให้อยู่ในจุดที่มีความรู้ความสามารถรอบด้าน และรู้จักปรับตัวในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะไปสมัครงานที่ไหนก็ย่อมเป็นที่หมายปองขององค์กรต่างๆ

และต่อไปนี้คือ 5 อาชีพสุดปังที่กำลังจะมาแรงในปี 2025 กับทักษะที่ต้องมี มาดูกันว่าจะมีอาชีพไหนที่น่าสนใจ และควรจะเตรียมพร้อมอย่างไรกันบ้าง

1.นักบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

หลายบริษัทมีส่วนงานที่เชื่อมโยงกันระหว่างประเทศ นอกจากการติดต่อประสานงานกันตามหน้าที่หลักของบริษัทแล้ว (core job) การบริหาร รักษาความสัมพันธ์ รวมถึงแก้ไขความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำงานของทั้งสองบริษัท ก็เป็นอีกหนึ่งงานสำคัญที่จะทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างระยะยาวระหว่างสองบริษัท ที่จะส่งผลดีต่อการเจรจา และการทำธุรกิจร่วมกันในระยะยาว นักบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงจำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประเทศนั้นๆ อย่างลึกซึ้ง รู้จักการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรม เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลาง ประสานผลประโยชน์ระหว่างทั้งสององค์กร รวมทั้งรักษาผลประโยชน์สูงสุดของบริษัท

2.ผู้เชี่ยวชาญการท่องเที่ยว

เทรนด์การท่องเที่ยวประเทศไทยเติบโตขึ้นอย่างมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากในแต่ละปีที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย จากสถิติของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พบว่า ประเทศที่ครองแชมป์นักท่องเที่ยวมาเยือนประเทศไทยสูงสุดอย่างต่อเนื่องคือ ประเทศจีน ในปีที่ผ่านมา มีนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเยือนไทยจำนวนกว่าสิบล้านคน ส่วนอีกหนึ่งประเทศที่น่าจับตามอง ในแง่ของประเทศที่ดึงดูดเม็ดเงินด้านการท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยได้อย่างก้าวกระโดด ได้แก่ ประเทศอินเดีย โดยในปีที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวอินเดียทำเงินให้กับประเทศไทยสูงกว่า 5.6 หมื่นล้านบาท หรือสูงขึ้นร้อยละ 16.55 เมื่อเทียบกับปี 2560 ซึ่งนักท่องเที่ยวจากประเทศเหล่านี้ มีความต้องการเฉพาะในการมาท่องเที่ยวประเทศไทย จึงเริ่มมีธุรกิจบางประเภทที่เล็งเห็นโอกาสจากนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้

3.นักการตลาดออนไลน์ระหว่างประเทศ

หากพูดถึงสายงานที่มาเป็นอันดับหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ย่อมหนีไม่พ้น “งานขาย” ซึ่งในอีก 5 ปีข้างหน้า งานขายจะยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่อง แต่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์หรือ E-Commerce มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ตลาด E-Commerce ของจีนที่มีการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ตั้งแต่ปี 2557-2561 มีการเติบโตเริ่มจากร้อยละ 13-28.6 เมื่อเปรียบเทียบกับมาร์เก็ตแชร์ของรีเทลธรรมดา และในอีก 5 ปีข้างหน้า การค้าขายบนแพลตฟอร์มนี้จะเติบโตขึ้นอย่างมาก อาชีพนักการตลาดออนไลน์ระหว่างประเทศจึงเป็นอีกอาชีพที่น่าสนใจ ผู้ที่จะเป็นนักการตลาดออนไลน์ระหว่างประเทศได้ ต้องมีความเข้าใจความต้องการ พฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ รวมถึงธรรมเนียมการค้าระหว่างประเทศ ประกอบกับความสามารถด้านการจัดการข้อมูล และด้านไอที เพื่อวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ

4.นักวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า

อีกหนึ่งอาชีพที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน และเป็นที่พูดถึงกันอย่างมากก็คือ นักวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า เนื่องด้วยในปัจจุบันเราอยู่ในยุคที่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายและรวดเร็ว หรือที่เรียกว่า “สภาวะข้อมูลท่วมท้น” การวิเคราะห์เซ็ตข้อมูลขนาดใหญ่ หรือบิ๊กดาต้า และนำมาเชื่อมโยงกับเทรนด์ทางการตลาด ความต้องการของผู้บริโภคจะช่วยให้บริษัทสามารถตัดสินใจทางธุรกิจ รวมทั้งปรับปรุงการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า (Big Data Analytics) ที่ต้องมีแล้ว ความสามารถทางด้านการสื่อสารกับคนนอกวงการไอทีให้รู้เรื่อง ทักษะด้านการนำเสนอ การทำงานเป็นทีม ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนทำงานด้านไอทีไม่ควรมองข้าม

5.เจ้าของธุรกิจ

ด้วยไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ที่รักอิสระ ต้องการเป็นนายตัวเอง ประกอบกับผู้ประกอบการในยุคนี้ นิยมจ้าง outsource มากขึ้น เนื่องจากสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ถึงร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับการจ้างงานประจำ ทำให้ในปัจจุบัน มีผู้ประกอบอาชีพฟรีแลนซ์ในไทยมากกว่า 2 ล้านคน และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น 3-6 แสนคนในทุกปี โดยหมวดหมู่งานฟรีแลนซ์ 5 อันดับแรก ได้แก่ กราฟิกดีไซน์ การตลาดออนไลน์และโฆษณา เว็บและโปรแกรมมิ่ง งานเขียนและแปลภาษา และงานภาพและเสียง นอกจากความสามารถในแต่ละหมวดหมู่อาชีพ (Hard Skill) ที่ต้องมีแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่จะทำให้คนประกอบอาชีพฟรีแลนซ์มีความโดดเด่นและแตกต่างจากคนทำอาชีพฟรีแลนซ์เหมือนกัน ก็คือทักษะทางด้านสังคม (soft skill) หรือความสามารถในการติดต่อสื่อสาร การรู้จักเจรจาต่อรองอย่างมีศิลปะ หากมีทักษะทั้งหมดนี้ จะทำให้เติบโตในสายงานฟรีแลนซ์อย่างแน่นอน

 

ภาพ freepik

เทรนด์ใหม่การใช้เงิน Shibal biyoung มีเท่าไหร่ใช้ไปเถอะ! #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612921

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 10:21 น.

เทรนด์ใหม่การใช้เงิน Shibal biyoung มีเท่าไหร่ใช้ไปเถอะ!

Shibal Biyong ปรากฏการณ์ควักเงินหมดหน้าตักซื้อความสุข เพราะอนาคต “ไร้ซึ่งความหวัง” การคิดแค่ระยะสั้นจึงเกิดขึ้น จุดกำเนิดความคิดจากเกาหลีใต้ที่เริ่มขยายไปในหลายประเทศ รวมถึงไทย

เทรนด์การจ่ายเงินเพื่อเยียวยาความสิ้นหวังฉบับหนุ่มสาวเกาหลีใต้ หรือที่ถูกเรียกกันว่า “Shibal biyoung” หากแปลตรงตัวก็คือ “ซื้อๆ ไปเถอะ” พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้แสดงว่าหนุ่มสาวรุ่นใหม่ไม่ประเมินความเสี่ยงในชีวิต แต่พวกเขาคิดมาอย่างดีแล้วว่า อนาคตมัน “ไร้ซึ่งความหวัง” จึงเลือกที่จะใช้และวางแผนการเงินในระยะสั้นๆ แบบที่พอจะให้ตัวเองมีความสุขและดำเนินชีวิตต่อไปได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น หลายคนเลือกซื้อความสบายโดยการนั่งรถมอเตอร์ไซค์วิน เรียกรถแท็กซี่ หรือใช้บริการเรียกรถผ่านแอพพลิเคชั่นให้มารับถึงที่ แม้สนนด้วยราคาแสนแพงแทนรถประจำทางสาธารณะที่ราคาย่อมเยากว่า แต่เพราะเหน็ดเหนื่อยเกินจะต่อสู้กับความหนาแน่นกับผู้คนจึงยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับความสบาย

บางคนช็อปกระจายทั้งในออนไลน์และออฟไลน์เพื่อเยียวยาความเครียดจากการทำงาน หรือเลือกสนองความต้องการตอบโจทย์ความสะดวกสบายด้วยเทคโนโลยีที่ราคาค่าใช้จ่ายสูงมาก เช่น รถยนต์รุ่นใหม่ สมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ ทั้งที่ของที่มีอยู่ยังใช้ได้ดี

ในสังคมเกาหลีใต้ 70% ของกลุ่ม Gen Y มองว่าปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำในประเทศเป็นปัญหาสำคัญที่สุด และมันทำให้พวกเขารู้สึกว่ามันไม่มีอนาคตที่แน่นอนทั้งทางเศรษฐกิจ หรือคุณภาพชีวิตก็ตาม ดังนั้นในเมื่อไม่รู้ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้นก็เอาเงินที่มีอยู่มามีความสุขในวันนี้

นี่ไม่ใช่คลื่นของความสิ้นหวังที่มีแค่ในเกาหลีใต้ แต่กำลังขยายไปยังคนรุ่นใหม่ทั่วโลก เช่น แคนาดา ที่กำลังเผชิญกับสภาวะฟองสบู่แตกของที่อยู่อาศัยและปัญหาการว่างงาน และน่ากลัวที่คนไทยก็เริ่มมีพฤติกรรมแบบนี้ให้เห็นมากขึ้น เห็นได้จากค่าเฉลี่ยคน GEN Y ที่ยอมสูญเงินไปกับ “ของมันต้องมี” อย่างเช่นมือถือ เครื่องสำอาง กระเป๋า เฉลี่ย 95,000 บาทต่อคนต่อปี แม้ว่าที่ไทยจะยังไม่ได้มีการพูดถึง Shibal Biyong กันชัดเจน แต่พฤติกรรมที่ปรากฏก็นับว่ามีความใกล้เคียงอย่างยิ่ง

 

ภาพ freepik

10 คำถามสัมภาษณ์งานที่เจอบ่อย เตรียมคำตอบไว้ไม่ตกงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612889

  • วันที่ 27 ม.ค. 2563 เวลา 06:15 น.

10 คำถามสัมภาษณ์งานที่เจอบ่อย เตรียมคำตอบไว้ไม่ตกงาน

Q & A ตัวอย่างคำถามคลาสสิคที่พบบ่อยในการสัมภาษณ์งาน พร้อมแนวทางการตอบเพื่อเอาตัวรอดในการสัมภาษณ์  ลองนำไปปรับใช้ให้เหมาะกับตัวคุณ

Q : ช่วยแนะนำตัวให้เรารู้จักคุณมากขึ้น

A : แนวทางการตอบ ควรกล่าวถึงประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องหรือมีผลต่อการสมัครงาน มากกว่ากล่าวถึงข้อมูลทั่วๆ ไปของคุณ เช่น คุณเป็นคนตรงต่อเวลามาก แต่ก็มีข้อเสียคือจะหงุดหงิดมากเมื่อผู้อื่นไม่ตรงเวลา ซึ่งคุณกำลังหาทางแก้ไขข้อบกพร่องของคุณอยู่

 

Q : ทำไมคุณจึงอยากเปลี่ยนงาน

A : ข้อนี้ควรหลีกเลี่ยงการกล่าวถึงด้านไม่ดีของที่ทำงานเก่า โดยคุณอาจเลือกที่จะตอบกลางๆ เช่น ต้องการความก้าวหน้าในการทำงาน ต้องการทำงานที่ท้าทาย หรือหากคุณมีปัญหากับเจ้านายเก่า ควรตอบให้ดูดี เช่น รูปแบบการทำงานต่างกัน

 

Q : ทำไมคุณจึงอยากทำอาชีพนี้

A : แนวทางการตอบ ควรตอบให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงของคุณที่จะประกอบอาชีพนี้ เช่น อาชีพนี้เป็นงานที่ต้องใช้ทักษะในการเจรจาต่อรอง และคุณมีคุณสมบัติเหมาะสม

 

Q : ทำไมคุณจึงอยากทำงานที่บริษัทของเขา

A : คำตอบข้อนี้ควรกล่าวให้เห็นว่า คุณมีความรู้เกี่ยวกับบริษัทพอสมควร บริษัทมีทิศทางอย่างไร และคุณก็มีทิศทางแบบเดียวกัน เช่น คุณได้ยินชื่อเสียงของบริษัทมานานและประทับใจผู้บริหาร (ระบุชื่อ) ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลในการเจาะตลาดใหม่ คุณคิดว่าเป็นความท้าทายมากที่คุณจะได้มีโอกาสช่วยงานทางด้านการตลาด

 

Q : ทำไมเขาจึงควรรับคุณเข้าทำงาน

A : แนวทางการตอบ ควรตอบว่าตัวเราเก่งอะไร มีความสามารถอะไร เหมาะกับตำแหน่งที่เขาต้องการอย่างไร ในกรณีที่คุณสมบัติของคุณยังไม่ตรงกับที่เขากำหนดเสียทีเดียวพยายามใช้ทักษะชี้ชวนให้เขาเห็นว่า คุณมีสิ่งอื่นที่ทดแทนกันได้

 

Q : คุณเห็นตัวเองทำงานอะไรอีก 5 ปีต่อจากนี้

A : คำตอบประเด็นนี้ควรตอบให้รู้ว่าคุณมีเป้าหมายในชีวิตและอาชีพอย่างไร คุณจะก้าวไปสู่ตำแหน่งใด และมีความรับผิดชอบมากขึ้นอย่างไร

 

Q : คุณสมัครงานที่อื่นไว้บ้างหรือเปล่า

A : ควรตอบให้เขาแน่ใจว่าคุณมีความตั้งใจจริงที่จะอยู่กับเขาไปนานๆ แม้คุณจะสมัครงานที่อื่นด้วย แต่ถ้าเขารับคุณ คุณก็จะอยู่กับเขา

 

Q : จุดเด่น จุดด้อยของคุณคืออะไร

A : แนวทางการตอบ ควรพูดถึงจุดด้อยที่ไม่มีผลต่อการทำงานของคุณมากนัก เช่น คิดเลขไม่เก่ง ว่ายน้ำไม่เป็น ส่วนจุดเด่นก็ควรเป็นจุดเด่นที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน และต้องตอบให้มีน้ำหนัก โดยมีข้อมูลสนับสนุนด้วย

 

Q : คุณคิดว่าจะร่วมงานกับหัวหน้างานที่มีนิสัยที่ต่างกับคุณได้หรือไม่

A : ควรตอบว่าคุณสนใจที่เป้าหมายของงานมากกว่า ส่วนเรื่องนิสัยใจคอ คุณมีความยืดหยุ่นพอที่จะทำงานกับใครก็ได้

 

Q : คุณเคยทำอะไรที่ล้มเหลวหรือไม่ ถ้าเคย คุณจัดการอย่างไร

A : แนวทางการตอบคำถามนี้ให้คิดเสมอว่าโลกนี้ไม่มีใครที่สมบูรณ์แบบ ดังนั้น จึงไม่ควรตอบว่าคุณไม่เคยทำอะไรผิดพลาดเลยสักครั้ง แต่ควรตอบบนพื้นฐานของความเป็นจริงว่า เมื่อได้ทำอะไรผิดพลาดไปคุณได้นำมาเป็นบทเรียน และพยายามไม่ทำให้มันเกิดขึ้นอีก

The Polish hero who volunteered to go to Auschwitz – and warned the world about the Nazi death machine #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30381103?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

The Polish hero who volunteered to go to Auschwitz – and warned the world about the Nazi death machine

Jan 27. 2020
Left: A colorized portrait of Witold Pilecki sometime before World War II. Right: Pilecki as prisoner No. 4859 in Auschwitz in 1941. MUST CREDIT: Auschwitz-Birkenau Museum and Memorial

Left: A colorized portrait of Witold Pilecki sometime before World War II. Right: Pilecki as prisoner No. 4859 in Auschwitz in 1941. MUST CREDIT: Auschwitz-Birkenau Museum and Memorial
By POLAND-HISTORY
The Washington Post · Gillian Brockell 

It wasn’t until the 1990s that Zofia and Andrzej Pilecki found out their father was a hero. As teens in postwar Poland, they had been told he was a traitor and an enemy of the state, and they listened to news reports about his 1948 trial and execution on the school radio.

In fact, Witold Pilecki was a Polish resistance fighter who voluntarily went to Auschwitz to start a resistance, and he sent secret messages to the Allies, becoming the first to sound the alarm about the true nature of Nazi Germany’s largest concentration and extermination camp.

Auschwitz was liberated 75 years ago on Monday. In a new book, “The Volunteer: One Man, an Underground Army, and the Secret Mission to Destroy Auschwitz,” former war correspondent Jack Fairweather unearths the story of Pilecki’s heroism.

Pilecki (pronounced peh-LET-skee) was born into an aristocratic Polish farming family in 1901. As a young man, he fought against the Soviets in the Polish-Soviet War, earning citations for gallantry. Upon inheriting the family land, he took up the life of a country gentleman, married and had two children.

When the Nazis invaded Poland in 1939 at the start of World War II, Pilecki was called back to military service. But Poland fell in less than a month, split by the Nazis and the Soviets. Pilecki went into hiding and joined the burgeoning Polish resistance.

“The French resistance is so famous, but in actual fact, over half of all the intelligence from continental Europe to reach London came from the Polish underground,” Fairweather said in an interview with The Washington Post. “It was the biggest operation in Europe, and they provided the highest-quality intelligence – much prized by the Allies – about German capacity and war production.”

As the Nazi occupation’s grip tightened on Polish Jews, some Poles turned against Jews, too, while many others secretly helped their Jewish neighbors. The leader of Pilecki’s resistance cell pushed to make the group Catholic-only. Pilecki was a Catholic, but he argued against the change and pushed successfully to unite the group with a mainstream resistance cell that believed in equal rights for Jews.

“When (the Nazis) are doing their best to try and atomize society and break down the bonds between Poles, Pilecki doesn’t turn inwards, he doesn’t retreat into his ethnicity or his class,” Fairweather said. “He actually does the complete opposite, and begins to reach out to those around him.”

Then Pilecki got his first big mission: get arrested and sent to Auschwitz. At the time, the site run by Germany in occupied Poland was known to be a Nazi work camp for Polish prisoners of war. Pilecki was to gather information about conditions inside and organize a resistance cell, perhaps even an uprising.

The dangerous mission was voluntary; he could have refused. On Sept. 18, 1940, he placed himself in the middle of a Gestapo sweep and was sent to Auschwitz.

Nothing could have prepared him for the brutality he found. As he leaped out of a train car with hundreds of other men, he was beaten with clubs. Ten men were randomly pulled from the group and shot. Another man was asked his profession; when he said he was a doctor, he was beaten to death. Anyone who was educated or Jewish was beaten. Those remaining were robbed of their valuables, stripped, shaved, assigned a number and prison stripes, and then marched out to stand in the first of many roll calls.

“Let none of you imagine that he will ever leave this place alive,” an SS guard announced. “The rations have been calculated so that you will only survive six weeks.”

The mass gassings that came to define the Holocaust had yet to begin, but the crematorium was up and running. The only way out of Auschwitz, another guard said, was through the chimney.

Thus began 2½ years of misery. As Pilecki and other prisoners starved, lice and bedbugs feasted on them. Typhus outbreaks regularly ranged through the camp. Work assignments were exhausting. Guards delighted in punishing them. Prisoners, in desperation, stole from and betrayed one another for scraps. Many killed themselves by leaping into the electrified fence.

But slowly, Pilecki organized his underground. At first it was just a few men he knew from before. In the end, there were nearly a thousand. They formed a network to steal and distribute food and extra clothing, sabotage Nazi plans, hide injured and sick prisoners, and improve morale with a sense of brotherhood and regular news from the outside world.

“With almost a thousand men by 1942, and – barring for one incident with a Gestapo spy – not one of Pilecki’s men betrayed each other, in extraordinary circumstances of starvation and violence,” Fairweather said. “He built something really powerful in that camp.”

Starting in October 1940, the underground worked together to smuggle messages to the resistance outside. The first was sent via prisoner Aleksander Wielopolski. In Auschwitz’s early days, a few prisoners were able to secure their release if their families paid big enough bribes. Wielopolski was one of those few. Rather than risk smuggling out a paper report, Pilecki had him memorize it.

Once free, Wielopolski passed the message on to Pilecki’s friends in the resistance. Pilecki never knew whether his reports reached the Allies, but Fairweather and his researchers were able to track down how they were smuggled across Europe to the highest levels in London.

His first message was blunt: Bomb Auschwitz. Even if it meant killing everyone inside, himself included, it would be merciful. Conditions were horrifying, and the Nazis had to be stopped, he implored.

The British considered Pilecki’s request in early 1941, Fairweather found, but ultimately decided against it. The United States had not yet entered the war, and the British Royal Air Force was down to fewer than 200 planes, all of which lacked radar. It would have stretched the limits of their fuel capacity. And the British had no precedent to take action for humanitarian reasons.

Over the next two years, Pilecki continued to send messages to London via risky escapes by his men and notes passed to Polish farmers neighboring the camp.

Each message was more dire: The Nazis were conducting disgusting medical experiments on patients in the camp hospital. The Nazis killed thousands of Soviet POWs in a mass execution. The Nazis were testing a way to gas prisoners en masse. The camp was expanding. Huge trainloads of Jews were being gassed and cremated. Hundreds of thousands of men, women and children were being murdered.

“Pilecki, by recording every step of the camp’s evolution towards the Holocaust, he was in some ways grappling with the very essence of the Nazi’s evil before anyone else,” Fairweather said.

Pilecki kept asking: Couldn’t the Allies at least bomb the train lines leading to the gas chambers? Or create a distraction so the prisoners could try to rise up and escape?

Fairweather said he gained a lot of sympathy for the British from their initial decision not to bomb the camp. But later, when the United States joined the war, bringing a far superior air force, continuing that decision “becomes untenable,” he said. The Allies fell back on the original decision without considering that both the necessity and their capabilities had changed.

Not bombing Auschwitz is “one of history’s great might-have-beens,” Fairweather said.

By spring 1943, it was clear the Allies weren’t going to help the prisoners of Auschwitz. Without any outside help, an uprising would never succeed. Increasingly frail and in danger of being found out, Pilecki decided it was time for him to leave.

It took months to plan, but he and two friends pulled off an incredible escape through the camp bakery in the early hours of April 27. From there, he sneaked into Warsaw, where he was briefly reunited with his wife and children.

Pilecki began working for the resistance again, but the symptoms of what we might now call post-traumatic stress disorder dragged him down. He “struggled to connect” with his friends and family, according to Fairweather, and wrote day and night about the horrors he had witnessed. He even returned to Auschwitz after the war, where he found other former prisoners living in their old barracks and giving tours to the curious.

In the summer of 1944, the Soviets were advancing on the German army, pushing them westward and out of Poland. The Polish resistance hoped to kick the Germans out of Warsaw ahead of the Soviets’ arrival to re-establish a sovereign state. Pilecki was one of thousands who fought in the Warsaw Uprising, the largest action taken by a European resistance group in World War II. In the end, the Soviets held back their advance so the Nazis could crush the Poles. Then they swooped in and took over.

The Soviets liberated Auschwitz on Jan. 27, 1945. By then, 1.1 million people had been killed there, most of them Jews.

“For a lot of us in the West, we think of May 1945 as the end of the Second World War in Europe, and parades and so on,” Fairweather said. “Pilecki’s story is a powerful reminder that what happened in Eastern Europe was the Allies gave (Soviet leader Joseph) Stalin a free hand to occupy and subjugate half of continental Europe. And the war didn’t end for so many people.”

Poland would spend the next four decades as a communist puppet state behind the Iron Curtain. But Pilecki didn’t see much of it. He remained loyal to the idea of a free Polish republic and continued sending messages to British intelligence. He was arrested by communist authorities in 1947, tortured repeatedly and executed as an enemy of the state the next year.

According to a Polish newspaper, as he was led to his death, he said, “I’ve been trying to live my life so that in the hour of my death I would rather feel joy than fear.”

Pilecki’s reports remained hidden away in Polish archives until the 1990s. Now he has been showered with posthumous awards and hailed as the hero he was. A documentary about him is scheduled for release this year.

He is also a symbol of the way many Poles were forced to bury their war experiences for decades, Fairweather said, comparing it to if the American heroes of D-Day had been treated as traitors and pariahs.

That reckoning continued as leaders from all over the world gathered in Israel on Thursday to commemorate the liberation of Auschwitz. In attendance was Russian President Vladimir Putin, who has recently spread misinformation about the Poles during World War II. He was given a top speaking role at the ceremony, prompting Polish President Andrzej Duda to boycott the event.

Duda is expected to attend a commemoration ceremony at Auschwitz on Monday. Zofia and Andrzej, now 86 and 88, will not be there, Fairweather said – they prefer to honor their father on the day of his execution. For years under communism, Zofia would light a candle alone outside the prison walls where her father was killed. Last year, hundreds of people joined her.

สรุปเทรนด์ฮอต TikTok ประจำปี 2019 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612868

  • วันที่ 26 ม.ค. 2563 เวลา 14:36 น.

สรุปเทรนด์ฮอต TikTok ประจำปี 2019

TikTok สรุปเทรนด์สุดฮอตของไทยในปี 2019 “เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น” ครองอันดับ 1 ครีเอเตอร์ไทยที่มียอดวิวสูงสุด “ธารารัตน์” YOUNGOHM รั้งอันดับเพลงใหม่ยอดนิยม

TikTok แพลตฟอร์มสร้างสรรค์วิดีโอสั้นชั้นนำระดับโลก สรุปเทรนด์สุดฮอตของไทยประจำปี 2019 พบสถิติผู้ใช้มากกว่า 50% มีอายุระหว่าง 18-34 ปี โดยส่วนใหญ่เป็น “ผู้หญิง” อยู่ในพื้นที่ “กรุงเทพฯ” และกระจายอยู่ในหัวเมืองใหญ่ต่างๆ ทั่วประเทศ ใช้เวลาเฉลี่ยบนแพลตฟอร์มอยู่ที่  26 นาทีต่อวัน

สำหรับเทรนด์สุดฮอตแห่งปี 2019 นั้น มาเริ่มต้นกันที่

ครีเอเตอร์ไทยที่มียอดวิวสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่

รัชนก สุวรรณเกตุ (ID: @2153414416) นักร้องวัยรุ่นชื่อดังเจ้าของฉายา เจนนี่ ได้หมดถ้าสดชื่น โดยในปีที่ผ่านมามียอดวิว รวมสูงถึง 1.17 พันล้านวิว

อันดับสองที่ตามมาติดๆ คือ เกรซ (ID: @grace_2557) ครีเอเตอร์เน็ตไอดอลที่มาพร้อมยอดวิวที่สูงถึง 1.16 พันล้านวิว

อันดับ 3 คืออีกหนึ่งครีเอเตอร์เน็ตไอดอลที่ใช้ชื่อ กนกพร ศรีปากดี (ID: @pondkanokporn) มียอดวิวรวมอยู่ที่ 8.14 แสนวิว

อันดับ 4  คือ ไอซ์ซี่ กินยั่ว (ID : @irich.65) ครีเอเตอร์สายชิมที่โชว์เมนูอาหารพร้อมการกินแบบยั่วๆ

และ 5  กิ๊ก (ID: @kik0404) ซึ่งเป็นอีกหนึ่งครีเอเตอร์ที่แจ้งเกิดบน TikTok แบบปังๆ ด้วยคลิปไอเดียเก๋ๆ มียอดวิว รวม 5.15 แสนวิว และ 4.14 แสนวิว ตามลำดับ

แคมเปญปังๆ ประจำปี 2019

“สาดไม่กลัว กลัวไม่สวย!” กับแคมเปญท้าทายการแต่งหน้า รับเทศกาลสงกรานต์ สาดยังไงหน้าก็ไม่หลุด สงกรานต์เมคอัพ คือแคมเปญที่มีคนเข้าร่วมเล่นมากที่สุดในไทย สำหรับปี 2019 ที่ผ่านมา

ตามมาด้วยแคมเปญ “ส่งต่อความรัก” ที่มีผู้เข้าร่วมแบ่งปันความรักให้แก่กันและกัน

ธีมต้อนรับเทศกาลปีใหม่ 2019 “สวัสดีปีหมู” ติดอันดับ 3 ของแคมเปญที่มีคนเล่นมากที่สุดในปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ยังมีแคมเปญยอดฮิตที่มีคนร่วมเล่นสูงสุดในปีที่ผ่านมาทั้งในประเทศไทยไทยและทั่วโลก อย่าง “tiktoktravel” แคมเปญที่ชวนให้ทุกคนร่วมแชร์สถานที่ที่สวยงาม ผ่านประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลก

“halloween2019” แคมเปญที่ชวนเหล่าครีเอเตอร์มาร่วมสร้างแรงบันดาลใจในการแต่งหน้าผีชวนให้ขนลุกในช่วงเทศกาลฮาโลวีน อีกด้วย

เพลงฮิตติดชาร์ต

สำหรับวงการเพลงแล้ว TikTok ขึ้นชื่อว่าเป็นพื้นที่ของการเปิดตัวซิงเกิลใหม่ ของบรรดานักร้องจากทั่วโลกและประสบความสำเร็จในการสร้างกระแสติดชาร์ต มาแล้วทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทย ซึ่งเพลงยอดนิยมฮิตติดชาร์ตบน TikTok ในปี 2019 นั้น ได้แก่

ธารารัตน์ โดย YOUNGOHM

รักติดไซเรน โดย ไอซ์ พาริส และ แพรวา ณิชาภัทร

เจ็บจนพอ โดยแว่นใหญ่

อาวรณ์ โดย POLYCAT ตามลำดับ

แฮชแท็กชาเลนจ์

ปิดท้ายเทรนด์ประจำปี 2019 กันที่ แฮชแท็กชาเลนจ์ ที่ถูกเล่นมากที่สุดในไทย ได้แก่

#เป็นคนแบดๆ ชื่อแฮชแท็กที่ดูเหมือนจะแสดงออกในลุคของแบดบอย ผ่านการใช้สติกเกอร์บน TikTok แต่ถูกสร้างสรรค์ออกมาได้อย่างน่ารัก ทำให้มียอดวิวสูงสุดถึง 189.3 ล้านวิว

อันดับถัดมาคือ #สงกรานต์งานดี ที่ท้าทายให้ครีเอเตอร์คนไทยร่วมแบ่งปันช่วงเวลาดีๆ สนุกในช่วง เทศกาลสงกรานต์ให้กับผู้คนทั่วโลกได้รับรู้ ที่มียอดวิวมากถึง 160.1 ล้านวิว

#โพกาดอท ที่มาพร้อมกับการใช้สติกเกอร์ โพกาดอทในรูปแบบต่างๆ กับยอดวิว 77.4 ล้านวิว

#หน้าตาที่เปลี่ยนไป ที่ชวนให้ทุกคนมาร่วมแบ่งปันพัฒนาการของตนเองทั้งรูปร่างและหน้าตา ซึ่งต่างก็มีผู้คนมาเข้าร่วมเล่นมากมายจนกลายเป็นกระแสนิยม

#meowdance ที่มาพร้อมกับการชวนให้เหล่าครีเอเตอร์ มาร่วมสนุกกับการใช้สติกเกอร์แมวเหมียวและเต้นท่าแมวสุดคิ้วท์ เป็นแฮชแท็กชาเลนจ์ ที่มียอดวิวมากที่สุดถึง 424.7 ล้านวิว ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

สำหรับคอนเทนท์หรือเนื้อหาที่คนไทยนิยมนั้นจะมีความหลากหลายครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็น “ไลฟ์สไตล์ (Lifestyle)” ที่ครอบคลุมเนื้อหาเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง, ความรัก, Vlog และครอบครัว, “เพอร์ฟอร์มแมนซ์ (Performance)” เนื้อหาที่เกี่ยวกับความสามารถและตลก “เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ (Entertainment)” ที่เน้นเกม, ป๊อปคัลเจอร์, คอสเพลย์ และกลุ่มแฟนคลับ “กีฬาและกิจกรรมกลางแจ้ง (Sport & Outdoor)” สำหรับหัวข้อกีฬาและการออกกำลังกาย “ท่องเที่ยวและพักผ่อน (Travel & Leisure)” เน้นอาหารเครื่องดื่มและสถานที่ท่องเที่ยว “บิวตี้ (Beauty)” ประกอบด้วยเรื่องของความงามและแฟชั่น รวมถึง “ความรู้ (Learning)” “ความคิดสร้างสรรค์ (Creativity)” และ อื่นๆ

ส่วนคอนเทนท์ยอดนิยมที่มียอดไลค์สูงสุด ก็คือ ตลก (Comedy) และความสามารถพิเศษ (Talent) ส่วนประเภทของคอนเทนท์ที่มีคนติดตามมากที่สุดยังคงเป็น ตลก (Comedy) และอีกประเภท คือ อาหาร (Food) แสดงให้เห็นถึงค่านิยมคนไทย ที่ให้ความสำคัญกับความบันเทิง สนุกสนาน และอาหารการกิน โดยรูปแบบ ของคอนเทนท์ที่ครีเอเตอร์คนไทยนิยมเล่นมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ แรนดอม ชูท, ลิปซิงค์, Vlog, เซลฟี และ ดูเอท

ในปี 2019 ที่ผ่านมา TikTok เป็นแพลตฟอร์มวิดีโอสั้นที่กำลังโด่งดังและมาแรงที่สุดทั่วโลกและในประเทศไทย ที่ส่งเสริมให้ผู้ใช้งานสร้างสรรค์และแบ่งปันวิดีโอกับผู้คนทั่วโลก มีผู้ใช้ส่วนใหญ่มากกว่า 50% อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 18 – 34 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงคิดเป็นสัดส่วน 75% และอีก 25% เป็นเพศชาย ผู้ใช้ TikTok ในประเทศไทย ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และส่วนที่เหลือกระจายอยู่ในจังหวัดอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยเฉพาะตามหัวเมืองใหญ่ อาทิ นครราชสีมา พัทยา ขอนแก่น และเชียงใหม่

นอกจากนี้ คนไทยยังนิยมเล่น TikTok ในช่วงเทศกาลมากที่สุด อาทิ เทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ รวมถึงวันหยุดยาว ส่วนช่วงเวลาที่เล่นมากที่สุดจะเป็นช่วงเวลาพักผ่อนก่อนเข้านอน คือ ประมาณ 22.00 น. และช่วงที่มีเวลาว่างจากการทำงาน และการเรียน คือ 12.00 น. ไปจนถึง 18.00 น. และมีอัตราการใช้เวลาบนแพลตฟอร์ม โดยเฉลี่ยนานถึง 26 นาทีต่อวัน

ทั้งนี้ ในปี 2019 ที่ผ่านมา TikTok ยังคงเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อเป็นเวทีสำหรับผู้คนทั่วโลกได้แสดงออกถึงการใช้ความคิดสร้างสรรค์และแบ่งปันประสบการณ์ในรูปแบบวิดีโอขนาดสั้น ซึ่งมีเครื่องมือการใช้งานทีง่ายพร้อมลูกเล่นที่เข้ามาช่วยเพิ่มสีสันและความสนุกสนานให้กับการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ ของเหล่าครีเอเตอร์ เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของแพลตฟอร์ม ส่วนเทรนด์ในประเทศไทย ประจำปี 2020 นี้ จะเป็นอย่างไรนั้น TikTok ได้เปิดพื้นที่ให้เป็นเวทีสำหรับคนไทย ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์และแสดงออกกันอย่างเต็มที่เพื่อแบ่งปันให้กับผู้คนทั่วโลกได้รับรู้