Top 5 ความเสี่ยงที่มนุษย์ต้องเจอและโลกต้องเผชิญ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612848

  • วันที่ 26 ม.ค. 2563 เวลา 09:37 น.

Top 5 ความเสี่ยงที่มนุษย์ต้องเจอและโลกต้องเผชิญ

ไม่ใช่แค่ฝุ่น PM2.5 โรคระบาด เศรษฐกิจทรุด World Economic Forum เผยความเสี่ยงที่โลกต้องเผชิญและมนุษย์ต้องรับมือในปี 2020 พร้อมมุมมองความเสี่ยงเรื่องสิ่งแวดล้อม 5 อันดับแรกในอีก 10 ปีข้างหน้า

รายงานความเสี่ยงที่โลกต้องเผชิญจาก World Economic Forum (WEF) เผยแพร่ความเสี่ยงที่โลกต้องเผชิญ Global Risks Report 2020 พบว่า การแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจ และนโยบายทางการเมืองที่ดุเดือดในปีนี้อาจนำพาปัญหามาสู่มนุษย์ได้ ดังนั้น ผู้นำโลก ธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบายต่างต้องร่วมมือเพื่อยับยั้งภัยคุกคาม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเทคโนโลยี ที่อาจส่งผลกระทบกับตนเอง

ตามรายงานคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะชะลอตัวและความวุ่นวายทางรัฐศาสตร์จะนำไปสู่ความไม่แน่นอนจากการแข่งขัน ซึ่งรัฐบาลแต่ละประเทศต้องโฟกัสไปที่การทำงานร่วมกัน เพื่อจัดการกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญและผู้มีอำนาจตัดสินใจมากกว่า 750 ราย มีความกังวลอย่างมากในเรื่องการเผชิญทางเศรษฐกิจ และการเมืองที่จะเพิ่มขึ้นในปี 2020

ครั้งนี้ยังเป็นครั้งแรกของรายงาน Global Risks Report 2020 ที่มุมมองความเสี่ยงในเรื่องของสิ่งแวดล้อมเข้ามาติด 5 อันดับแรกในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งแบ่งประเด็นออกดังต่อไปนี้

  1. สภาพอากาศแปรปรวนขั้นรุนแรงที่ส่งผลกระทบคุณภาพชีวิตของมนุษย์
  2. ความล้มเหลวในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศของรัฐบาล และธุรกิจ
  3. มนุษย์เป็นผู้ทำลายสิ่งแวดล้อม และก่อให้เกิดภัยพิบัติ
  4. การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และการพังทลายของระบบนิเวศ ที่ไม่สามารถสร้างกลับคืนได้
  5. ภัยธรรมชาติที่รุนแรง เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด และพายุ

ทางด้าน Borge Brende ประธาน World Economic Forum กล่าวว่า ภูมิทัศน์ทางการเมือง ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และไฟป่าที่กำลังไหม้ลุกลาม เหล่านี้จึงทำให้ผู้นำโลกต้องทำงานร่วมกันในทุกภาคส่วน เพื่อฟื้นฟูให้กลับมาอีกครั้ง โดยไม่ใช่เพียงแค่ผลประโยชน์ระยะสั้น แต่เป็นการแก้ไขความเสี่ยงไปยังรากลึก

4 สิ่งที่ควรมีก่อนอายุ 40 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612842

  • วันที่ 26 ม.ค. 2563 เวลา 07:57 น.

4 สิ่งที่ควรมีก่อนอายุ 40

ใครที่เริ่มเข้าสู่เลข 4 หรือวัย 40 กันอย่างเต็มตัว ก็คงถึงเวลาที่เราต้องเริ่มใส่ใจกับรายละเอียดในชีวิตอย่างจริงจัง ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่วัยกลางคนโดยสมบูรณ์

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตัวเลขอายุคือสิ่งหนึ่งที่ทำให้หลายคนเครียด อายุที่เพิ่มขึ้นทุกปีก็เป็นเหมือนสัญญาณที่บ่งบอกว่าเวลากำลังผ่านพ้นไป ใครที่เริ่มเข้าสู่เลข 4 หรือวัย 40 กันอย่างเต็มตัว ก็คงถึงเวลาที่เราต้องเริ่มใส่ใจกับรายละเอียดในชีวิตอย่างจริงจัง ก่อนที่จะก้าวเข้าสู่วัยกลางคนโดยสมบูรณ์

วันนี้เรามีคำแนะนำสิ่งที่ควรมีในชีวิตก่อนอายุ 40 มาฝากกัน

1. ทักษะภาษาใหม่ๆ

การมีทักษะ 2 ภาษา Thai-English ติดตัวกลายเป็นเรื่องปกติธรรมดาไปแล้วสำหรับทุกคน ดังนั้น อย่าปล่อยให้เรื่องของทักษะภาษาเป็นเรื่องของเด็กอย่างเดียว ผู้ใหญ่และวัยกลางคนทุกคนก็สามารถที่จะเรียนรู้ทักษะภาษาใหม่ๆเช่นเดียวกัน เพิ่มความสามารถให้เราในการติดต่อสื่อสารกับประเทศอื่นๆได้มากยิ่งขึ้น อาจเริ่มจากภาษาที่ตัวเองมีความสนใจหรือคุ้นชินเป็นทุนเดิมอยู่แล้วก็ได้ ก็จะทำให้เรียนรู้ได้ไวยิ่งขึ้น

ที่สำคัญการเรียนรู้ภาษาหรือทักษะอะไรใหม่ๆ นอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสในการทำงานแบบใหม่ๆแล้ว ยังเป็นวิธีที่ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อมด้วย เนื่องจากเรากระตุ้นให้สมองมีการทำงานตลอดเวลานั่นเอง

2. สุขภาพที่ดี

ข้อนี้ไม่พูดไม่ได้จริงๆ เพราะ “สุขภาพที่ดี” เป็นสิ่งที่ต้องใช้ระยะเวลาในการสร้าง เหมือนกับจะสร้างตึกที่มั่นคงได้ เราก็ต้องสร้างรากฐานที่แข็งแรงก่อน ดังนั้นเราจึงควรเริ่มให้ไวและรักษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพที่ดีเอาไว้อย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยของร่างกายและจิตใจในวันข้างหน้า

อายุที่มากขึ้นก็เหมาะกับกิจกรรมการออกกำลังกายที่แตกต่างกันไป ลองหาเวลาทบทวนสุขภาพของตัวเองสักนิดว่าเรายังเหมาะกับกิจกรรมที่ลงแรงตามไขข้อต่างๆ หรือกิจกรรมที่เกิดอาการบาดเจ็บได้ง่ายๆอยู่มั้ย จากนั้นปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม หากเราดูและสุขภาพได้เป็นอย่างดีแล้วอายุจะเป็นเพียงตัวเลขที่ไม่สามารถขัดขวางเราจากการใช้ชีวิตได้อีกต่อไป

3. เป้าหมายในชีวิต

ใครบอกว่าอายุเยอะแล้วเป้าหมายไม่จำเป็น เป้าหมายนี่แหละจะเป็นสิ่งที่ช่วยชุบชูใจและผลักดันให้เราก้าวเข้าสู่ปีต่อๆไปอย่างเข้มแข็งทั้งสุขภาพกายใจ ไม่ว่าจะเป็นเป้าหมายทางอาชีพ เป้าหมายในชีวิต หรือแม้กระทั่งเป้าหมายทางการเงินก็สำคัญทั้งนั้น ขอเพียงตั้งเป้าหมายและมีแนวทางที่แน่ชัดในการพิชิตมันก็พอ

สำหรับคนที่มักจะล้มเลิกกลางครันอยู่บ่อยๆ ลองหา Habit Tracking แอปพลิเคชันต่างๆ มาลองใช้งานดู นี่ก็เป็นอีกวิธีที่จะช่วยให้เราปรับนิสัยและพุ่งสู่เป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น มาลองสัญญากับตัวเองกันว่า 40 แล้วเราจะไม่ท้อถอยง่ายๆ เหมือนเดิม

4. ความสุข

ชีวิตจะสมบูรณ์แค่ไหน หากไม่รู้สึกแฮปปี้ก็ไร้ความหมาย ใครที่กำลังรู้สึกว่าการเป็นวัยกลางคนนั้นแสนจะเต็มไปด้วยความเครียดและภาระ ก็ต้องไม่ลืมที่จะหาจังหวะผ่อนคลาย วิ่งเข้าหาความสุขในชีวิตของตัวเองกันด้วย

ไม่ว่าจะเป็นการให้เวลากับการทำงานอดิเรก การให้รางวัลตัวเองด้วยการทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ รวมถึงการจัดทริปท่องเที่ยวเพื่อเติมพลังให้ชีวิตให้ตัวเอง ก็ล้วนเป็นสิ่งที่เพิ่มขีดความสุขในใจเราให้สดใสไม่แพ้วัยรุ่น และเต็มไปด้วยประสบการณ์ใหม่ๆ อยู่เสมอ

 

ภาพ freepik

How to survive falling through ice #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30381060?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

How to survive falling through ice

Jan 26. 2020
From slowing your breath to kicking your feet until your body is horizontal, here's what to do if you fall through ice.
Photo by: The Washington Post — The Washington Post

From slowing your breath to kicking your feet until your body is horizontal, here’s what to do if you fall through ice. Photo by: The Washington Post — The Washington Post
By  The Washington Post · Katie Shepherd · NATIONAL, FEATURES, SPORTS

Similar tragedies shocked neighboring New Jersey suburbs on Wednesday as thin layers of ice on ponds cracked beneath the feet of two teenage boys.

Yousef Khela, 13, slid into frigid water near a public library in East Brunswick around 5 p.m. Just two hours later and 20 miles away, David Tillberg, 14, dropped through the ice in a local park in Carteret.

Neither boy survived the plunge.

“Our small community is saddened and shocked over this tragedy,” Carteret Mayor Dan Reiman said in a statement on Facebook after Tillberg was pronounced dead early Thursday at a hospital.

The neighboring township’s police chief gave a stern warning about the dangers of walking on ice.

“No ice is safe ice. If you see ice on a lake, it’s not safe,” said East Brunswick Police Chief Frank LoSacco, according to WABC. “Don’t go out on any ice unless it’s an ice-skating rink.”

Every year, children and even some old enough to know better venture onto thin ice, despite warnings to stay away. And in many northern states, where ponds and lakes freeze over every winter, going onto the inches-thick slabs of ice is a common, if risky, recreational pastime. People fish, skate and drive snowmobiles on thick, clear ice.

So what should you do if you fall through ice?

“First, try not to panic,” Minnesota state officials advise in a guide to surviving an accidental icy plunge. “This may be easier said than done, unless you have worked out a survival plan in advance.”

1. Stay calm.

Don’t let the shock of falling into the ice-cold water take over. This may be the hardest part of saving yourself.

“Suddenly you find yourself immersed in water so cold it literally takes your breath away,” according to the guide. “And the pain is incredible!”

But you need a clear mind to rescue yourself from the water. You have about 10 minutes before your body gets too cold to pull itself out.

2. Let your winter clothes act as a buoy.

Keep your winter clothes on. Although you might think a heavy coat or snowsuit will immediately soak up freezing water and sink, they can actually hold warm air that will help you float.

“Heavy clothes won’t drag you down,” Minnesota state officials said.

3. Turn back toward the direction you came from and use the solid ice to pull yourself out of the water.

The ice is probably thicker and stronger where it previously held you up. You’ll need solid ice to support your weight as you pull yourself out of the water.

“If your clothes have trapped a lot of water, you may have to lift yourself partially out of the water on your elbows to let the water drain before starting forward,” according to the Minnesota DNR website.

Reach out and place your arms flat on the ice, and begin to squirm back onto the surface of the ice.

“Two words: kick, and pull,” Gordon Giesbrecht, a professor at the University of Manitoba who studies hypothermia and is known as “Professor Popsicle,” told ABC News. “Put your arms on the ice, and just kick your legs, and just try to pull yourself along the ice.”

Ice picks can help a lot. Fishermen and snowmobile drivers often carry them in case ice breaks. Screwdrivers or even nails driven into pieces of wood as a homemade method can also be used to grip the slippery surface and claw your way back onto the ice, Minnesota officials said.

4. Stay horizontal on the ice. Don’t stand up too soon.

When you manage to wiggle your way onto the ice, keep lying down. If you stand up, you might cause the ice to crack again.

“Roll away from the hole to keep your weight spread out,” the Minnesota guide advises.

5. Warm up, quickly and carefully.

Once you’re back on solid ground, the danger is not quite over.

Get somewhere warm, where you can change into dry clothes, as quickly as you can. The water in your clothes will start to freeze immediately, but you should have time before your body begins to lose more heat than it can create.

“It’s going to take at least half an hour [in freezing water] before you became hypothermic,” Giesbrecht told ABC News.

You should also seek medical help once you’re out of the water. Your body can go into shock from the rapid temperature changes, according to the Minnesota guide. Cold blood from your hands and feet can rush into your heart.

“The shock of the chilled blood may cause ventricular fibrillation leading to a heart attack and death,” according to the guide.

รู้รักษาตัวรอดสู้วิกฤตฝุ่น ฉบับมนุษย์เงินเดือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612649

  • วันที่ 24 ม.ค. 2563 เวลา 09:45 น.

รู้รักษาตัวรอดสู้วิกฤตฝุ่น ฉบับมนุษย์เงินเดือน

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานในกรุงเทพและจังหวัดปริมณฑลถือว่าเข้าขั้นวิกฤต jobsDB แนะนำวิธีการดูแลตัวเองด้วย 5 วิธีสู้วิกฤตฝุ่นฉบับมนุษย์เงินเดือน

1. สวมหน้ากากอนามัย N95

ปัจจุบันมีหน้ากากอนามัยหลายประเภทที่จำหน่ายตามท้องตลาด แต่ละแบบก็ใช้งานไม่เหมือนกัน ซึ่งหน้ากากอนามัยที่ป้องกันฝุ่น PM 2.5 ได้มีประสิทธิภาาพที่สุดคือหน้ากากอนามัย N95 สามารถกรองฝุ่นอนุภาคเล็กตั้งแต่ 2.5 ไมครอนลงมาได้ รวมทั้งเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรียต่างๆ หากสถานการณ์ฝุ่นคลี่คลายลง ก็ยังสวมหน้ากากนี้ได้ถ้ามีอาการป่วย ไอ หรือจาม จะได้ไม่เป็นการแพร่เชื้อให้คนอื่น หน้ากากประเภทนี้มีอายุการใข้งานประมาณ 3 สัปดาห์ สามารถใช้ซ้ำได้ แต่ควรเปลี่ยนทุกๆ 2 วัน ข้อเสียคือหน้ากาก N 95 มีราคาค่อนข้างสูง บางชนิดจะมาพร้อมระบบวาล์วระบายอากาศ และมีขนาดให้เลือกเพื่อให้สวมใส่สบาย ถ้าไม่ใช้หน้ากาก N95 อาจใช้หน้ากากอนามัยที่มีฟิลเตอร์ 3 ชั้นแทน

2. ติดตั้งเครื่องฟอกอากาศ

เครื่องฟอกอากาศมีคุณสมบัติกำจัดเชื้อโรค ฝุ่น แบคทีเรีย และกลิ่นอับภายในห้อง แผ่นตัวกรองอากาศในเครื่องจะดักจับสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้แล้วปล่อยอากาศบริสุทธิ์ออกมา และยังช่วยป้องกันโรคทางเดินหายใจที่เกิดจากฝุ่นได้ ควรเลือกซื้อขนาดเครื่องฟอกอากาศให้สัมพันธ์กับขนาดของห้อง ถ้าห้องใหญ่ก็เลือกเครื่องรุ่นใหญ่ และเลือกรุ่นที่มีแผ่นกรองแบบที่อากาศไหลผ่านได้ดี จะได้ไม่กินไฟมาก

เครื่องฟอกอากาศสำหรับติดตั้งในรถยนต์ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน สามารถป้องกันฝุ่นควันจากรถยนต์ ให้คนขับรถใช้ชีวิตบนท้องถนนอย่างปลอดภัย รวมถึงมีแบบพกพาขนาดเล็ก มาพร้อมกับสายคล้องคอ พกติดตัวง่ายเมื่อเราต้องออกไปทำกิจกรรมนอกบ้าน สามารถดักจับฝุ่นให้ตกสู่พื้นก่อนที่เราจะหายใจเอาอากาศเข้าไป นอกจากนี้เครื่องตรวจวัดฝุ่น PM 2.5 ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะสามารถตรวจวัดค่าปริมาณฝุ่นในสถานที่หรือห้อง แล้วจะแสดงผลบนหน้าจอได้ทันที

3. กินอาหารต้านฝุ่นเสริมเกราะป้องกัน

ถึงแม้จะเรามีอุปกรณ์ป้องกันฝุ่น PM 2.5  แต่ต้องไม่ลืมการดูแลตัวเองจากภายใน โดยเฉพาะเรื่องอาหารและน้ำดื่ม ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผักตระกูลกะหล่ำ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาดขาว คะน้า บลอกโคลี ฯลฯ เพราะมีสารช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย ส่วนผลไม้ก็เน้นที่มีวิตามินสูง เช่น ฝรั่ง ส้ม มะนาว มะลอกอ ฯลฯ นอกจากจะช่วยบำรุงผิวแล้ว ยังช่วยลดอาการภูมิแพ้ด้วย การเลือกดื่มน้ำสะอาดก็สำคัญมากเช่นกัน

4. งดออกกำลังกายกล้างแจ้ง

ใส่ใจเรื่องอาหารอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ การออกกำลังกายเพื่อสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคน แต่ใครที่ชอบวิ่งในสวนสาธารณะตอนเช้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีฝุ่น PM 2.5 หนาแน่น ช่วงนี้ควรงดออกกำลังกายกล้างแจ้งทุกรูปแบบก่อนนะคะ และไม่ควรใส่หน้ากากอนามัยขณะออกกำลัง เพราะจะทำให้ร่างกายหายใจแรงและเร็วขึ้น หัวใจก็จะทำงานหนักกว่าปกติ ช่วงนี้ควรเลือกออกกำลังกายในฟิตเนสที่มีระบบฟอกอากาศดีกว่า

5. Work From Home

ปัจจุบันรูปแบบการทำงานของพนักงานประจำมีความยืดหยุ่นสูง ไม่จำเป็นต้องทำงานเข้าออฟฟิศสัปดาห์ละ 5 วัน บางบริษัทมีนโยบายให้พนักงาน Work from home สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ ขอแค่ส่งงานให้ครบตามกำหนด ซึ่งนโยบายนี้เข้ากับเหตุการณ์ปัจจุบันมาก ทำให้พนักงานไม่ต้องเสี่ยงกับภัยฝุ่น PM 2.5 และช่วยลดปัญหาการจราจรได้ด้วย เพราะส่วนหนึ่งของสาเหตุฝุ่นก็มาจากเครื่องยนต์บนท้องถนน ใครที่กำลังมองหางานใหม่อยู่พอดี รูปแบบการทำงาน Work from home ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ

Cover Letter และ Resume สองเรื่องต้องรู้ก่อนก้าวสู่การทำงาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612614

  • วันที่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 15:49 น.

Cover Letter และ Resume สองเรื่องต้องรู้ก่อนก้าวสู่การทำงาน

ไม่ว่าจะเป็นเด็กจบใหม่ หรือคนที่กำลังอยากหางานทำใหม่ ยังไงการแนะนำตัวผ่านจดหมายและเรซูเม่สมัครงานก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องทำอยู่ดี

ซึ่งสองนี้จะช่วยสร้างความประทับใจแต่แรกแก่นายจ้าง เสมือนคุณได้ขายตัวเองและบอกผ่านตัวอักษร ดังนั้นคุณจึงควรแสดงโชว์จุดเด่นด้านการจัดการด้านอารมณ์ (soft skill) อย่างเช่นการสื่อสาร ความเป็นผู้นำ การจัดการปัญหา การจัดการความขัดแย้งและการทำงานเป็นทีม การเขียนเชิงโน้มน้าวเพื่อที่จะสามารถชักจูงให้นายข้างคล้อยตามในสิ่งที่คุณกำลังจะสื่อว่าคุณเหมาะสมกับบริษัทมากแค่ไหน ถึงแม้คุณจะยังไม่มีประสบการณ์ก็ตามที

 

Cover Letter

คือจดหมายสมัครงาน มีจุดประสงค์เพื่อแนะนำตัวให้ฝ่ายทรัพยากรบุคคลรู้จักประวัติเบื้องต้นของผู้สมัครและทราบเหตุผลที่ต้องการสมัครตำแหน่งงานนี้ ยิ่งเขียนได้น่าสนใจเท่าไหร่ก็ยิ่งดึงดูดให้คนสนใจอ่าน Resume ต่อ และอยากนัดสัมภาษณ์ในที่สุด ควรใช้ภาษาที่เป็นทางการ โดยปกติแล้วการเขียน Cover Letter จะเเบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ

ส่วนแนะนำ (Introduction) เริ่มด้วยการเขียนแนะนำตัวประวัติสั้นๆ และระบุตำแหน่งที่ต้องการสมัคร

เนื้อหาหลัก (Body) เป็นส่วนที่เปิดโอกาสให้คุณบอกเล่าคุณสมบัติของตัวเอง ทัศนคติในการทำงาน พร้อมด้วยการบอกเหตุผลว่าทำไมคุณถึงเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ ยิ่งถ้าคุณไม่ได้ร่ำเรียนมาโดยตรง ก็ควรเขียนอธิบายให้ผู้อ่านเห็นถึงมุ่งมั่นของคุณอย่างชัดเจน ควรระบุถึงผลงานที่โดดเด่น ประสบการณ์ฝึกงาน เวิร์กชอป หรืองานอดิเรกที่ส่งเสริมกับตำแหน่งที่สมัคร มีการยกตัวอย่างการเขียนที่ถนัดซึ่งตรงกับความต้องการของบริษัท แต่ ไม่ควรเขียนเยิ่นเย้อหรือบรรยายความสามารถเกินจริง เพราะส่วนของเนื้อหาเป็นส่วนสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้คุณถูกคัดเลือกสัมภาษณ์

ส่วนปิดท้าย (Closing) ควรเขียนถึงเหตุผลว่าทำไมถึงอยากร่วมงานกับบริษัทนี้ และถ้าได้ร่วมงานกันในอนาคต คุณจะมีส่วนช่วยผลักดันองค์กรได้อย่างไร

 

Resume

Resume มีไว้เพื่อบอกข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญ ทั้งด้านการศึกษา ความสามารถพิเศษ ทักษะที่เชี่ยวชาญ ที่จะเป็นประโยชน์ในการพิจารณาเพิ่มเติม เช่น ทักษะทางภาษา โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การถ่ายภาพ ฯลฯ รวมทั้งจุดมุ่งหมายในอาชีพ หรือ Career Objective ที่ควรอยู่ในย่อหน้าแรกของ Resume เพราะเป็นการสรุปให้บริษัททราบว่าคุณมีดีอะไร ทำไมถึงเหมาะสมกับตำแหน่งนี้ ควรเขียนด้วยประโยคที่เรียบง่าย ความยาวไม่เกิน 2 บรรทัด ระบุเงินเดือนที่คาดหวังไปด้วย

ทั้งนี้ Resume ไม่ควรยาวเกิน 1 หน้ากระดาษ สิ่งสำคัญคือควรแยกแต่ละหัวข้อให้ชัดเจน เรียงลำดับข้อมูลการศึกษาและฝึกงานตามลำดับเวลา จัดหน้ากระดาษให้ดูอ่านง่าย ใช้คำที่กระชับ เพราะ Resume ที่มีรายละเอียดเยอะจนเกินไป อ่านแล้วไม่สบายตา จะเสี่ยงต่อการถูกคัดทิ้ง

จะเห็นได้ว่า Resume และ Cover Letter นั้นมีจุดประสงค์แตกต่างกัน โดยสรุปก็คือ Resume มีไว้เพื่อบอกข้อมูลเบื้องต้นของผู้สมัคร ส่วน Cover Letter มีไว้เพื่อแนะนำตัวและโน้มน้าวให้ฝ่าย HR ทราบว่าทำไมคุณถึงเหมาะสมกับตำแหน่งงาน  ขอแนะนำให้คุณยื่นทั้งสองอย่างในการสมัครงาน ในบางสาขาอาชีพอาจจะต้องมี Portfolio เพื่อประกอบการพิจารณา เช่น สายงานดีไซน์และครีเอทีฟ ให้คุณคัดเลือกผลงานเด่นๆ หรือจะสร้างผลงานใหม่ขึ้นมาเลยก็ได้

7 งานยุคใหม่ที่จะเติบโตไปพร้อมกับการมาของปัญญาประดิษฐ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/600727

  • วันที่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 07:08 น.

7 งานยุคใหม่ที่จะเติบโตไปพร้อมกับการมาของปัญญาประดิษฐ์

เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก งานยุคเก่าค่อยๆ หายไป ส่งงานยุคใหม่ๆ เข้ามาแทน! มาดูกันว่า 7 อาชีพที่น่าสนใจและจะเติบโตไปพร้อมกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) มีงานไหนน่าจับตาเป็นพิเศษบ้าง

เรารู้กันดีว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตของมนุษย์มากขึ้น ทั้งทำให้เกิดเป็นอาชีพใหม่ที่มีความหลากหลายมากขึ้นตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาชีพทางด้านการวิเคราะห์ข้อมูล งานด้านวิทยาศาสตร์ งานด้านการเก็บรวบรวมข้อมูล และงานด้านวิจัย ฯลฯ

แม้จะมีกระแสความหวาดกลัวว่า “AI” (Artificial Intelligence) หรือปัญญาประดิษฐ์ จะทำให้คนตกงานเป็นจำนวนมาก แต่แท้จริงแล้ว AI จะทำให้เกิดงานใหม่ๆ ขึ้น และช่วยให้งานของมนุษย์สบายขึ้น เพียงแต่เราต้องมีการปรับตัวและพัฒนาทักษะของตนเอง เรียนรู้การใช้เทคโลยีและนวัตกรรมต่างๆ ที่พัฒนาขึ้นมาให้ทัน ทางด้านผู้ประกอบการก็ต้องสนับสนุนให้แรงงานได้เรียนรู้พัฒนาความสามารถ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ เช่นเดียวกัน

มีข้อมูลที่น่าสนใจจากรายงานของ Gartner ที่ระบุว่า ในปี 2020 แม้ว่า AI จะลดการจ้างงานไป 1.8 ล้านตำแหน่ง แต่ก็จะสร้างงานใหม่ได้ 2.3 ล้านตำแหน่ง ซึ่ง Peter Sondergaard หัวหน้านักวิจัยของ Gartner ได้คาดการณ์ว่า AI จะเพิ่มความสามารถของแรงงานและอาจเป็นผู้สร้างงานทั้งหมด

7 อาชีพที่จะเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ แม้จะมีการนำ AI มาใช้ ได้แก่

1.ตำรวจไซเบอร์/นักรบไซเบอร์

เนื่องจากในปัจจุบันการเข้าถึงข้อมูลเป็นเรื่องที่ง่าย หากมีการนำข้อมูลไปบิดเบือนและนำออกมาเผยแพร่อย่างไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นมาได้ ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีผู้รักษาความปลอดภัยด้านระบบดิจิทัล เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจสอบ วิเคราะห์ และคอยอุดช่องโหว่ที่อาจจะเกิดขึ้นจากฝีมือของเหล่าแฮกเกอร์ ที่จะเข้ามาสร้างความเสียหายให้กับระบบขององค์กร

2.วิศวกรพัฒนายานยนต์

เมื่อโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่ต้องการพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและมีความประหยัดควบคู่กันไป จึงทำให้การผลิตยานยนต์ในอนาคตที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามาเป็นตัวขับเคลื่อน ก็ได้เริ่มเข้ามามีความสำคัญและมีบทบาทมากขึ้นในชีวิตของมุนษย์ และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย จึงไม่แปลกเลยที่อาชีพด้านวิศวกรพัฒนายานยนต์กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานโลก

3.นักเทคโนโลยีชีวภาพ

เมื่อคำว่า เกษตรกรรม ไม่ใช่เพียงแค่การทำงานด้านการเกษตรเท่านั้น แต่ว่าในระหว่างกระบวนการผลิตเรายังสามารถนำกากเหลือทางการเกษตรมาพัฒนามาเป็นพลังงานทดแทนได้อีกด้วย จึงถือได้ว่าอาชีพนักเทคโนโลยีชีวภาพมีความจำเป็นอย่างมากในอนาคต

4.นักวิจัยอาหาร

ถือได้ว่าคนในยุคปัจจุบันได้หันมาให้ความสำคัญในเรื่องของการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น โดยไม่ได้รับประทานอาหารเพื่อความอร่อยเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว ทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมด้านอาหารต้องทำการปรับตัวตาให้ตามทันเทรนด์การทานอาหารเพื่อสุขภาพของคนในรุ่นต่างๆ อีกด้วย โดยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ ๆ เข้าไปเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์อาหารเหล่านั้น

5.นักวิจัย Big Data

สำหรับในวงการธุรกิจการมีข้อมูลเก็บเอาไว้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก และในปัจจุบันก็มีข้อมูลอยู่มากมาย แต่ก่อนที่เราจะนำข้อมูลเหล่านั้นออกมาใช้ประโยชน์ได้นั้น จะต้องผ่านการวิเคราะห์จากนักวิจัยเสียก่อน เพื่อให้ข้อมูลเหล่านั้นมีความถูกต้องและมีความคุ้มค่ามากที่สุดเมื่อนำออกมาใช้นั่นเอง

6.ผู้เชี่ยวชาญด้านฮาร์ดแวร์

ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพหลักตามอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในยุคที่ AI กำลังเข้ามา เช่น การผลิต GPU chips ที่มีรูปแบบเฉพาะของบริษัทด้านเทคโนโลยี ฯลฯ จากความต้องการในการใช้ชิพและฮาร์ดแวร์ของ AI ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ธุรกิจด้านนี้กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จึงทำให้อาชีพผู้เชี่ยวชาญด้านฮาร์ดแวร์เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานตามไปด้วย

7.วิศวกร ML : Machine Learning Engineers

สำหรับคนที่จะมาเป็นวิศวกรด้าน ML ได้นั้น จะต้องมีความเชี่ยวชาญทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ มีทักษะที่ดีเยี่ยมในการเขียน Code และต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยีต่างๆ เป็นอย่างดี ซึ่งในบางครั้งเรายังจะต้องทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลอีกด้วย

 

ภาพ : Freepik

หมอช้างเผย 9 ไอเท็มเสริมดวงเฮง รับเทศกาลตรุษจีนปี 2020 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612525

  • วันที่ 22 ม.ค. 2563 เวลา 19:59 น.

หมอช้างเผย 9 ไอเท็มเสริมดวงเฮง รับเทศกาลตรุษจีนปี 2020

หมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา เผยคัมภีร์เด็ดช็อปปิ้งสินค้าดีต้องซื้อแบบเจาะลึก ให้คนไทยเริ่มต้นทศวรรษใหม่ปี 2020 ด้วยความโชคดีร่ำรวยความสุขตลอดปี

เฮงๆ รับต้นปี! เมื่อ เซ็นทรัล รีเทล ชวนกูรูชื่อดัง หมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา มาเผย 9 เส้นทางเสริมเฮง-โชคลาภรับเทศกาลตรุษจีน ปีหนูทอง 2020 กับ คัมภีร์เด็ด ช็อปปิ้งสินค้าดี-ต้องซื้อแบบเจาะลึก ให้คนไทยเริ่มต้นทศวรรษใหม่ปี 2020 ด้วยความโชคดีร่ำรวยความสุขตลอดปี

หมอช้าง-ทศพร ศรีตุลา เผยว่า “เทศกาลตรุษจีนถือเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ที่มีความสำคัญในการรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามา โดยวันตรุษจีนปี 2020 คือวันที่ 25 มกราคม ซึ่งปีนี้ถือว่าเป็นปีหนูทองของแท้ ถ้าเราพลาดจากปีหนูทองปีนี้เราต้องรอไปอีก 60 ปี ปีหนูทอง เป็นปีธาตุทอง สีทองจึงเป็นไอเท็มที่ต้องมีในปีนี้”

9 เส้นทางเสริมเฮง-โชคลาภ

1) ซื้อของไหว้มงคล

การไหว้เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูเพื่อขอบคุณเทพเจ้าและบรรพบุรุษ ของไหว้หลักๆ ประกอบไปด้วยเนื้อสัตว์ที่มีความเป็นสิริมงคล หมูหมายถึงมีกิน มีใช้ อุดมสมบูรณ์ ปลาสื่อถึงการเหลือกินเหลือใช้ ส่วนผลไม้จะเป็นส้ม กล้วย องุ่น หมายถึงผู้สืบสกุลและการมีครอบครัวที่ดี ซึ่งแนะนำให้มาซื้อได้ที่ท็อปส์ที่เป็น Luckiest Store แปลว่าเป็นมงคลที่สุดแล้ว พร้อมกับไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ด้วยชุดไหว้และของไหว้ที่มีคุณภาพ เพื่อให้เกิดความเฮงรับตรุษจีนที่นี่มีทุกอย่างครบครัน

2) กระเป๋ารับทรัพย์

สิ่งของที่ควรช็อปเพื่อเสริมความเฮงในการเริ่มต้นปีใหม่คือ กระเป๋ารับทรัพย์สีโลหะ ทอง เงิน มันวาว ซึ่งฤกษ์สำคัญในการเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ใบใหม่ คือ คืนก่อนตรุษจีน วันที่ 24 มกราคม เวลา 5 ทุ่ม – ตี 1 และนำไปไหว้อธิษฐานขอพรกับ ไฉ่ซิงเอี๊ย เทพแห่งโชคลาภ

3) เสื้อผ้า-ของใช้เสริมเฮง

สีมงคลปีนี้คือสีทอง ที่ถือว่าเป็นสีหลักของปีหนูทอง 2020 แนะนำให้ซื้อเสื้อผ้าเครื่องประดับที่มีสีธาตุทอง ขาว เงิน น้ำตาล ครีม ฟ้า หรือน้ำเงิน เพื่อเสริมความเฮงและโชคลาภ

4) ชุดเครื่องนอนใหม่

เพราะการนอนเป็นกิจกรรม 1 ใน 3 ของชีวิต คนเราใช้ชีวิตอยู่ในห้องนอนเยอะมาก ดังนั้นตรุษจีนปีนี้ ให้ซื้อชุดเครื่องนอนใหม่ที่มีสีเงินหรือสีทองเพื่อปูรับความสุขตลอดปีหนูทอง

5) เครื่องฟอกอากาศบริสุทธิ์–โทรทัศน์รวมครอบครัวสุขสันต์

ปีนี้มลภาวะฝุ่นควัน PM2.5 กลับมาสูงมากอีกครั้ง แนะนำให้ซื้อเครื่องฟอกอากาศเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคนในครอบครัว โดยนำไปตั้งทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งเป็นทิศที่ดีที่สุดในปีนี้ เพื่อให้มีการเคลื่อนไหวเกิดอากาศที่บริสุทธิ์ภายในบ้าน หรืออาจจะซื้อพัดลมก็ได้ เพราะคำว่า “ฮวงจุ้ย” ฮวงคือลม จุ้ยคือน้ำ นอกจากนี้ของใช้ที่ควรซื้อเข้าบ้านใหม่หรือจัดบ้านใหม่ คือ โทรทัศน์ ซึ่งฮวงจุ้ยในการวางโทรทัศน์ที่ดีที่สุดคือห้องนั่งเล่น เพื่อให้คนในบ้านได้มานั่งเล่นรวมตัวกัน

6) รองเท้าและอุปกรณ์กีฬา

เสริมความแอ็กทีฟเดี๋ยวนี้คนใส่ชุดกีฬาหรือรองเท้าสปอร์ตไม่จำเป็นต้องไปออกกำลังกายเสมอไป แต่เป็นเทรนด์เพื่อรับกับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่ต้องแอ็คทีฟ คล่องตัวตลอดเวลา ที่สำคัญคือต้องดูเท่และดีกับสุขภาพ แนะนำให้ใช้รองเท้ากีฬาคอลเล็คชั่นที่เป็นสีทองหรือสีเงิน เข้ากับสีมงคลปีหนูทองพอดี

7) สกินแคร์-เครื่องสำอางสีทองคำ

เลือกซื้อสกินแคร์หรือเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของทองคำเพื่อเสริมโหงวเฮ้งความงามรับปีชวด เช่น เจลทารอบดวงตา มาส์กทองคำ เซรั่มทองคำ

8) จัดโต๊ะทำงานเสริมเฮง

แนะนำเรื่องการจัดโต๊ะทำงานตามหลักฮวงจุ้ย ซ้ายมือถือว่าเป็นตำแหน่งหยางเปรียบเหมือนมังกร ต้องวางของที่ต้องมีการเคลื่อนไหวมากๆ เช่น โทรศัพท์ และควรมีปากกาหรือดินสอเหลาแหลมๆ สี่แท่งใส่กล่อง ให้ปลายแหลมตั้งขึ้นไปช่วยเสริมสติปัญญา ซื้อปากกาหรือไดอารี่ใหม่เน้นเป็นสีออกเงินๆ ทองๆ ส่วนการจัดเก็บเอกสารสำคัญเพื่อให้มีเงินทองเข้ามา ควรเลือกแฟ้มสีทองเตรียมความเฮงรับปีใหม่

9) ซองอั่งเปา

เลือกซองอั่งเปาสวยๆ ความหมายดีๆ หรือหาซื้อพวงกุญแจปี่เซียะเล็กๆ มอบความเฮงความมงคลให้ลูกหลาน

มาจับจ่ายเพิ่มโชคลาภที่มีให้เลือกครบครันทุกไอเท็มเสริมดวงเฮงต้อนรับเทศกาลตรุษจีนกับเซ็นทรัล รีเทล ในแคมเปญ “Happy Chinese New Year 2020 ต้อนรับปีหนูทอง ฉลองแด่นักช็อป” ที่ผนึกกำลัง 9 ธุรกิจในอาณาจักรค้าปลีกเซ็นทรัล รีเทล และกลุ่มเซ็นทรัล ประกอบด้วย ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล, ท็อปส์, แฟมิลี่มาร์ท, มัทสึโมโตะคิโยชิ, ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน, เพาเวอร์บาย, ซูเปอร์สปอร์ต, ซีเอ็มจี และบีทูเอส เพื่อมอบสิทธิพิเศษและกิจกรรมส่งเสริมการขายที่เหนือกว่าให้แก่นักช็อป ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2563 ให้เหล่านักช็อปจุใจกับโปรโมชั่นสุดยิ่งใหญ่แห่งปี รับความเฮง 2 ต่อ 1) ลุ้นเฮง รับ iPhone 11 Pro สีทอง รวมมูลค่ากว่า 2.87 ล้านบาท 2) รับคะแนนเดอะวัน สูงสุด 20 เท่า ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.centralretail.com หรือที่เฟซบุ๊ก CENTRAL Group

Frieda Caplan, ‘Kiwi Queen’ who brought a touch of the exotic to the American fruit basket, dies at 96 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30380991?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

Frieda Caplan, ‘Kiwi Queen’ who brought a touch of the exotic to the American fruit basket, dies at 96

Jan 24. 2020
Frieda Caplan, shown here in 2003, displays the toma bella, a pepper and tomato hybrid. MUST CREDIT: Photo by Jonathan Alcorn for The Washington Post

Frieda Caplan, shown here in 2003, displays the toma bella, a pepper and tomato hybrid. MUST CREDIT: Photo by Jonathan Alcorn for The Washington Post
By The Washington Post · Emily Langer 

Arriving each morning at 1 a.m., dressed in a skirt and heels and ready for work in the rough-and-tumble of the Los Angeles Wholesale Produce Market, Frieda Caplan stood out – an exotic exception, much like the wares she began selling there in 1962.

Among the many merchants peddling tomatoes, onions and other mainstays of the traditional American dinner table, Caplan was for many years the lone woman. The staples of her stand were not staples at all. Rather, she dealt in rarities – the kiwi when the furry brown fruit was known as a Chinese gooseberry, alfalfa sprouts before they were a favorite of health-food nuts, and avocados before the brunch crowd began eating them on toast.

With her ever-evolving array of offerings, which she sold to specialty shops as well as to chains including Safeway, Whole Foods, Trader Joe’s and Costco, Caplan was credited with whetting the American appetite for dozens of once-rare fruits and vegetables that today are commonplace in groceries, kitchens and restaurants.

Caplan – known to admirers as the “Kiwi Queen” for her role in popularizing the fruit in the United States – died Jan. 18 at her home in Los Alamitos, California. She was 96. Her daughter Karen Caplan, the president and chief executive of Frieda’s Specialty Produce, which is based in Los Alamitos, confirmed her mother’s death but did not cite a specific cause.

Caplan had no experience in produce sales when she entered the trade in the 1950s as a bookkeeper for the wholesale operation run by her husband’s aunt and uncle. She had recently given birth to Karen, her first daughter, and was seeking work that would provide the flexibility necessary to nurse the baby. The early-morning hours of the wholesale fruit-and-vegetable trade suited her perfectly.

As Caplan told the story, she was managing the stand while the owners were on vacation when a client placed a request for a quantity of mushrooms in the neighborhood of 500 pounds. Frantically searching for a supplier able to satisfy such a large order, Caplan personally drove to a mushroom farm to procure them.

Her spunk and grit so impressed the wholesale market landlords that they invited her to open her own stand. She did, in 1962, and it grew into the modern-day company with annual sales of $60 million, according to Karen Caplan.

When she was starting out, mushrooms and pineapple were considered exotic.

“We didn’t have innovative produce departments,” she told the New York Times in 1985. “The mindset of produce merchandisers was potatoes, onions, grapefruit and apples. It was a matter of finding people who were innovative and progressive and getting them together with people who had something to offer.”

Chief among them was Caplan, and chief among her early successes was the kiwifruit – according to a profile of Caplan published last year in The Washington Post, “the first commercial fruit … introduced to the United States since the banana in the 1880s.”

When a client first requested the Chinese gooseberry, six months went by before she could locate one, Caplan told the Los Angeles Times. In an attempt to increase sales, she marketed the item as kiwifruit – a name suggested by a colleague in the supply chain because the fruit, which was grown in New Zealand, looked like the local kiwi bird.

The fruit took time to catch on – 18 years, by Caplan’s count – but today it is scarcely harder to find than a peach or pear. The New York Times once dubbed the kiwi “the Horatio Alger of exotic fruit.”

Other fruits reportedly introduced or popularized by Caplan included spaghetti squash, sugar snap peas, shiitake mushrooms, shallots, habanero peppers, sunchokes, purple potatoes, Meyer lemons, mangoes, passion fruit and star fruit.

“I couldn’t compete with all the boys on the big items,” Caplan told the Pasadena Star-News (California) in 2003, “so I built the business selling things that were different.”

She further distinguished herself from other vendors by packaging and labeling her more unusual offerings, a godsend to head-scratching grocery store clerks as well as to consumers who might not know how to serve jicama, or how to slice into a kiwano. (Late-night television host David Letterman, who once featured Caplan on his show, jokingly pronounced the latter fruit, also know as the horned melon, as “d— near inedible.”) Customers were invited to send away to Frieda’s for recipes; everyone, she said, received a reply.

Caplan stopped selling items when they became standard fare; by then, she reasoned, her work was done. She once received an industry award honoring the Produce Man of the Year. She declined to accept it until it was renamed the Produce Marketer of the Year.

Frieda Rapoport, a daughter of Jewish immigrants from Russia, was born in Los Angeles on Aug. 10, 1923. Her father was a pattern-cutter for a clothing factory, and her mother was a homemaker. She once recalled to USA Today that when she brought home $2 in earnings from her after-school job at a five-and-dime store, her mother exclaimed, “How wonderful. You’ll never be dependent on a man again.”

She studied political science at the University of California at Los Angeles, where she was active in student government and graduated in 1945. In 1951, she married Alfred Caplan, a labor relations consultant. He died in 1998.

As she was growing her business, Caplan once told the Orange County Register, she slept four hours a night. “The opportunity to introduce people to new fruits and vegetables was very exciting,” she said. One fruit she could not enjoy was the kiwi; she was allergic to it.

She was featured in the 2015 documentary “Fear No Fruit” by filmmaker Mark Brian Smith and said that she “never had a problem with the men on the market, at all.”

“Once they got over the fact that I was a woman and they learned they could make money with the items I was selling,” she said, “I had no problems.”

Caplan continued reporting to work into her 90s, long after she sold her business to her daughters in 1990. In addition to her daughter Karen, of Seal Beach, California, survivors include another daughter, Jackie Caplan Wiggins of Long Beach, California, who is the company’s chief operating officer; and four grandchildren.

For all her success stemming from her entrepreneurial spirit, Caplan sought to give credit where she thought credit due, and that was to the fruits and vegetables she sold.

“There have always been exotic food items,” she told the Los Angeles Times in 1972. “We just showcased them, dressed them up and sold them.”

‘I take pride in my gay son’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation

https://www.nationthailand.com/lifestyle/30380925?utm_source=category&utm_medium=internal_referral

‘I take pride in my gay son’

Jan 22. 2020
Hong Jung-seun poses for a photo on Jan. 16 in front of a Catholic church in southwestern Seoul while holding a book, titled “Coming Out Story,” which she co-authored with other parents of LGBT people. (Park Hyun-koo/The Korea Herald)

Hong Jung-seun poses for a photo on Jan. 16 in front of a Catholic church in southwestern Seoul while holding a book, titled “Coming Out Story,” which she co-authored with other parents of LGBT people. (Park Hyun-koo/The Korea Herald)
By The Korea Herald/ANN

Mother helps other parents struggling to accept their LBGT children

When her son Jiho, 38, came out as gay 12 years ago, Hong Jung-seun felt as if her world had stopped.

The ardent Roman Catholic asked God many times why she and her family were facing this personal crisis and what she had done wrong in her life. She begged God to change her son’s sexuality so that he could lead a normal life.

In the end, it was she who changed.

“I had been so devoted to serving God, but why my son? I thought it was a punishment for something I did wrong. I hated God,” Hong said during an interview with The Korea Herald.

For a while, she could not eat. She spent many sleepless nights in shock, denial and guilt. Her mood changed every second.

Her thoughts were fixed on what her son’s sexuality would mean for his life — and for her life — in a society where sexual minorities are often denied, discriminated against and hated.

After spending much time alone praying, she came to the realization that God was teaching her the virtues of love and acceptance, not punishing her.

“My life goal was to send my son to a good university, get him to have a good job and form a good family. But I learned to see and accept him as he is, not as I want him to be,” she said. “God taught me I cannot change a living thing but I can embrace it as it is.

“Without him coming out, I would have lived and died without breaking my prejudices, unable to wholeheartedly sympathize with the socially marginalized,” she said. “My views have been broadened and my world has been enriched. I learned the meaning of gratitude.”

Now, Hong leads a group of parents of sexual minorities who meet for three hours once a month. It’s her way of supporting other parents going through the same agony.

In South Korea, homosexuality is not illegal, but discrimination against sexual minorities remains widespread. Many Korean sexual minorities keep their identities hidden for fear of judgment.

According to the latest Organization for Economic Cooperation and Development report published in 2019, Korea was fourth from the bottom in terms of LGBTQ inclusiveness among member countries surveyed. It scored 2.8 points out of 10, with the OECD average being 5.1.

Teenage sexual minorities appear to be more vulnerable.

A 2014 poll by the National Human Rights Commission of Korea found that 54 percent of LGBTQ teens experienced bullying and discrimination at school, and 19.4 percent had attempted suicide.

Most parents who attend Hong’s group meetings have teenage children who have just come out. Those children, Hong said, are walking on the fence between life and death — and asking for help.

“There was a time when my son was very sensitive and I thought it was just due to stress from studying ahead of the college entrance exam,” she said. “I am sorry that he had to put up with fear and loneliness on his own.”

For her son, Hong hopes for a world where sexual minorities can thrive and find happiness as they are.

“Most urgently, we need an anti-discrimination law. Parents of sexual minorities are worried about their children’s safety every day,” she said. “I just want my gay son to be able to live here safely just like others. I am not asking for any privileges.”

Religion should be a bridge, not a barrier, she added, referring to Protestant groups that have been outspoken in their opposition to gay rights and expression.

Yet, Hong sees signs of positive change, albeit slow.

The group Hong leads won the Lee Don-myung Award — established in memory of the pro-democracy human rights lawyer — from Korea’s Catholic Human Rights Committee earlier this month.

The country’s pride parade is also getting bigger every year, with the 2019 parade in central Seoul attracting a record 80,000 LGBTQ people and their supporters.

Her son is not a source of worry anymore, she said. He is a source of happiness and reason for gratitude, as well as a bridge to a world that is richer and more colorful. For that, she thanks him every day for having appeared in her life and being who he is.

“Thank you, my son, for opening up a bigger world for me,” she said.

(laeticia.ock@heraldcorp.com)

Happy Workplace 8 ประการ สร้างความสุขในที่ทำงานแบบยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/612192

  • วันที่ 20 ม.ค. 2563 เวลา 10:37 น.

Happy Workplace 8 ประการ สร้างความสุขในที่ทำงานแบบยั่งยืน

สร้างความสุขในองค์กรตามแนวคิด Happy Workplace 8 ประการ จุดเริ่มต้นของการทำงานที่มีความสุขอย่างยั่งยืน

ผู้คนทั่วไปเคยชินกับการวัดความสำเร็จขององค์กรจากตัวเลขผลประกอบการ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วตัวเลขผลประกอบการไม่ได้เป็นเป้าหมายทางธุรกิจ แต่เป็นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นหากดำเนินธุรกิจด้วยแนวทางที่ถูกต้อง และแนวทางหนึ่งที่จะนำไปสู่ความสำเร็จขององค์กรก็คือ เมื่อทุกคนในองค์กรมีความสุขย่อมตามมาด้วยผลการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และต่อยอดสู่ความสำเร็จทางตัวเลขประกอบการได้ในที่สุด

ความสุขของคนในองค์กรนั้นสามารถเกิดขึ้นได้โดยอาศัยแนวคิด Happy Workplace 8 ประการ ที่เน้นสร้างความสุขแบบยั่งยืน ดังนี้

1. Happy Body สุขภาพดี เมื่อคนในองค์กรมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงก็จะมีจิตใจที่ดี พร้อมที่จะรับมือกับทุกปัญหาที่เข้ามา

2. Happy Heart น้ำใจงาม คนในองค์กรต่างมีน้ำใจเอื้ออาทรต่อกันและกัน

3. Happy Society สังคมดี สังคมดีเกิดขึ้นจากความรัก สามัคคี เอื้อเฟื้อต่อกัน มีสังคมและสภาพแวดล้อมที่ดี เพราะเมื่อผู้คนมีความเป็นอยู่ที่ดี ย่อมเป็นพื้นฐานทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความรัก ความปรองดอง สามัคคีต่อกัน พร้อมร่วมแรงร่วมใจช่วยกันพัฒนาชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

4. Happy Relax ผ่อนคลาย คนในองค์กรควรรู้จักการผ่อนคลายต่อสิ่งต่างๆ เพราะเชื่อว่า การที่คนทำงานไม่รู้จักแสวงความผ่อนคลายให้กับตนเองจะทำให้ร่างกายและจิตใจเกิดความเครียด ส่งผลกระทบต่อหน้าที่การทำงาน

5. Happy Brain หาความรู้ คนในองค์กรหมั่นศึกษาหาความรู้พัฒนาตนเองตลอดเวลา นำไปสู่การเป็นมืออาชีพและความมั่นคงก้าวหน้าในการทำงาน เกิดเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันที่ช่วยให้องค์กรพัฒนายิ่งขึ้นด้วยบุคลากรที่มีศักยภาพ

6. Happy Soul ทางสงบ คนในองค์กรมีความศรัทธาในศาสนาและมีศีลธรรมในการดำเนินชีวิต เพราะหลักธรรมคำสอนของทุกศาสนาช่วยให้ทุกคนดำเนินชีวิตไปในเส้นทางที่ดีทำให้ทุกคนมีสติ มีสมาธิในการทำงาน สามารถรับมือกับปัญหาที่เข้ามาได้

7. Happy Money ปลอดหนี้ คนในองค์กรรู้จักเก็บรู้จักใช้เงิน ไม่เป็นหนี้ ปลูกฝังนิสัยอดออม ประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง

8. Happy Family ครอบครัวดี คนในองค์กรมีครอบครัวที่อบอุ่นและมั่นคง ปลูกฝังนิสัยรักครอบครัว เพื่อนำไปเป็นหลักการใช้ชีวิต รู้จักความรัก ความเชื่อมั่น และศรัทธาในความดีงาม

 

ภาพ freepik