ค้นหาแรงบันดาลใจจากสถานที่ท่องเที่ยวไทยที่ดังไกลระดับโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/662622

วันที่ 08 ก.ย. 2564 เวลา 08:55 น.ค้นหาแรงบันดาลใจจากสถานที่ท่องเที่ยวไทยที่ดังไกลระดับโลกเตรียมเช็กลิสต์ให้พร้อม! รับแรงบันดาลใจจากสถานที่ท่องเที่ยวกับสุดยอดทริปในไทยที่ผู้เดินทางจากทั่วโลกต่างประทับใจและอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง

ปัจจุบันด้วยสถานการณ์และข้อจำกัดด้านการเดินทางที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้ผู้คนต่างอยากออกเดินทางมากกว่าที่เคย เห็นได้จากผลการวิจัยล่าสุดของ Booking.com ที่เปิดเผยว่า 68% ของผู้เดินทางรู้สึกว่าการท่องเที่ยวมีความสำคัญกับพวกเขาเป็นอย่างมาก เมื่อเทียบกับช่วงก่อนที่เกิดการแพร่ระบาด นอกจากนี้ 57% ของผู้เดินทางชาวไทยได้ใช้เวลาที่มีเพิ่มขึ้นจากการต้องกักตัวอยู่แต่บ้าน ในการวางแผนถึงทริปเดินทางครั้งต่อไป และรู้สึกตื่นเต้นกับโอกาสที่จะได้ทำตามแผนดังกล่าวในปีนี้และในอนาคต 

ประเทศไทยของเรามีเสน่ห์ซ่อนอยู่อีกมากมาย รวมถึงจุดหมายปลายทางที่โด่งดังในระดับโลกที่คุณเองอาจจะยังไม่เคยไปด้วยเช่นกัน หากคุณกำลังจินตนาการถึงแผนการเที่ยวในอนาคตอยู่แล้วละก็ ลองพิจารณาถึงสุดยอดทริปในไทยที่ผู้เดินทางจากทั่วโลกต่างประทับใจและอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง ลิสต์สถานที่ท่องเที่ยวระดับโลกในไทยเหล่านี้อาจจะช่วยจุดประกายจิตวิญญาณนักสำรวจโลกกว้างของคุณให้กลับมาลุกโชนอีกครั้ง เตรียมเช็คลิสต์ให้พร้อมแล้วไปหาแรงบันดาลใจในการท่องเที่ยวครั้งต่อไปกันเลย!

เกาะหลีเป๊ะ – จังหวัดสตูล

ขอบคุณภาพจาก Adang Island Resort

เกาะหลีเป๊ะ หรือมัลดีฟส์เมืองไทยที่มีชื่อเสียงในระดับโลก ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามของหาดทรายขาว อ่าวเปิดโล่ง และวิวทิวทัศน์อันแสนงดงามของน้ำทะเลสีฟ้าครามใส เริ่มวางแผนการท่องเที่ยวล่วงหน้าเพื่อดื่มด่ำไปกับความสมบูรณ์ทางธรรมชาติในทะเลอันดามันฝั่งใต้ ด้วยการดำน้ำท่ามกลางแนวปะการังที่ผ่านการฟื้นตัวอย่างเต็มที่ นอกจากนั้น สวรรค์บนดินแห่งนี้ยังมีกิจกรรมให้เลือกทำมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินเที่ยวรอบเกาะที่สามารถเชื่อมต่อถึงกันโดยไม่ต้องใช้ยานพาหนะ กีฬาทางน้ำต่าง ๆ หรือผ่อนคลายไปกับช่วงเวลาอาหารเย็นในสไตล์ท้องถิ่น พร้อมดื่มด่ำบรรยากาศที่ชวนหลงใหลริมชายหาด หรือการนั่งชมภาพความงามของพระอาทิตย์ยามลาลับขอบฟ้า หรือยามย่ำรุ่งของวัน ก็สามารถทำให้ช่วงเวลาพักผ่อนของคุณกลายเป็นที่น่าจดจำ

 

อำเภอแม่ริม – จังหวัดเชียงใหม่

ขอบคุณภาพจาก Hmong Hilltribe Lodge                              

ขอบคุณภาพจาก ปานวิมาน เชียงใหม่ สปารีสอร์ท

อำเภอแม่ริมตั้งอยู่ในพื้นที่แถบทิวเขาอันงดงามในภาคเหนือของประเทศไทย และขึ้นชื่อด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น สัตว์ป่า รวมไปถึงธรรมชาติอันหลากหลาย หากคุณชื่นชอบในประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบใกล้ชิดธรรมชาติ และการได้สัมผัสความงดงามของเอกลักษณ์ในท้องถิ่น อำเภอแม่ริม คือจุดหมายปลายทางที่คุณกำลังมองหา เพราะเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติและวัฒนธรรมที่จะเติมเต็มความต้องการของคุณผ่านกิจกรรมมากมาย ตั้งแต่การสำรวจน้ำตกแปดชั้นท่ามกลางป่าไม้สูงตระหง่านและอุดมสมบูรณ์ เยี่ยมชมสวนพฤกษศาสตร์ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา และหมู่บ้านม้ง ไปจนถึงกิจกรรมที่เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจอย่างการทัวร์ล่องแก่ง เดินป่า และนั่งรถไฟเหาะล่องป่าที่น่าตื่นเต้น รวมไปถึงการเล่นซิปไลน์ท่ามกลางธรรมชาติ และห้ามพลาดการชมวิวบนยอดเขาที่ม่อนแจ่ม ที่คุณจะได้พบกับศนียภาพอันแสนงดงามของธรรมชาติและขุนเขาแบบ 360 องศา ไม่มีสิ่งก่อสร้างหรือสิ่งกีดขวางมาบดบัง ให้คุณได้ผ่อนคลายไปกับการสัมผัสไอเย็นและอากาศบริสุทธิ์จากธรรมชาติอย่างแท้จริง

 

เกาะยาวน้อย – จังหวัดพังงา

ขอบคุณภาพจาก Cape Kudu Hotel, Koh Yao Noi                         

ขอบคุณภาพจาก TreeHouse Villas, Koh Yao Noi               

เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา สถานที่ที่ท่องเที่ยวรู้จักกันในนามเกาะสวรรค์ในประเทศไทยที่ใครไปก็ต้องหลงรัก เกาะแห่งนี้ถือเป็นสวรรค์ในเขตร้อนอย่างแท้จริง ที่มีหน้าผาสูงตระหง่าน ป่าฝนเขียวชอุ่ม และหาดทรายสีทองยาวหลายไมล์ รอให้ผู้มาเยี่ยมเยือนได้ชื่นชมพร้อมกับใจอนุรักษ์ นอกจากนี้ ยังมีท้องฟ้าสีแจ่มใสและน้ำทะเลสีฟ้าครามที่จะมอบสัมผัสแห่งความผ่อนคลายให้กับทุกคนอย่างเต็มที่ เตรียมปากกาจดเช็คลิสต์ให้พร้อม แล้ววางแผนการเดินทางครั้งต่อไปของคุณไปสู่ชายหาดที่เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา เพื่อใช้เวลาวันหยุดไปกับเพื่อนซี้เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ หรือสร้างช่วงเวลาสุดแสนโรแมนติกกับคนรักของคุณเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการออกเดินทางอีกครั้ง

 

หาดบ้านใต้ – จังหวัดสุราษฎร์ธานี

ขอบคุณภาพจาก SeaEsta Beach      

ขอบคุณภาพจาก Tiki Beach Koh Phangan

จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถือเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมตลอดกาลสำหรับผู้เดินทางทั่วโลก จุดหมายปลายทางแห่งนี้มีกิจกรรมที่สร้างความประทับใจและน่าจดจำให้กับผู้มาเยือนอย่างนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการเยี่ยมชมหาดบ้านใต้ ที่นำเสนอผู้มาเยือนด้วยวิวทิวทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ของชายหาดที่รายล้อมไปด้วยทิวแถวต้นมะพร้าว  นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกที่จะมาเยี่ยมชมจุดหมายปลายทางแห่งนี้ในช่วงวันหยุดฤดูร้อน พร้อมเพลิดเพลินไปกับแสงแดดบนหาดทรายสีขาวในช่วงบ่ายแก่ๆ และดื่มด่ำกับความสวยงามของช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน ภายในที่พักซึ่งรายล้อมไปด้วยภูเขาและทะเล เหนือสิ่งอื่นใด ผู้มาเยือนสามารถรู้สึกถึงความเป็นกันเองและผ่อนคลายได้อย่างสบายใจที่สุดเมื่อเข้าพักผ่อนในหาดอันเงียบสงบแห่งนี้ นอกจากนั้นยังสามารถเพลิดเพลินไปกับบรรยากาศรอบข้างระหว่างรอชมความงดงามของพระอาทิตย์ตกดินในช่วงเย็น ที่จะสาดประกายสีทองส่องกระทบน้ำทะเลและชายหาด

 

อําเภอปาย – จังหวัดแม่ฮ่องสอน

ขอบคุณภาพจาก เรเวอรี่ สยาม    

ขอบคุณภาพจาก โยมา โฮเทล ปาย

แม่ฮ่องสอนหรือที่หลายๆ คนขนานนามว่าคือ ‘สวิตเซอร์แลนด์เมืองไทย’ แหล่งท่องเที่ยวแนวใกล้ชิดธรรมชาติที่ให้ผู้มาเยือนได้ปลีกตัวจากความวุ่นวายในเมืองใหญ่มาใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติอย่างแท้จริง ด้วยมนต์เสน่ห์และความงามของผืนป่าอันเขียวชอุ่ม นักเดินทางส่วนใหญ่ชอบที่จะกางเต็นท์ท่ามกลางทัศนียภาพอันงดงามและยิ่งใหญ่ของทิวเขาและทะเลสาบที่น่าตื่นตา ลองนึกภาพการเดินทางครั้งต่อไปของคุณในช่วงฤดูหนาว ที่คุณกำลังดื่มด่ำกับสภาพอากาศอันบริสุทธิ์และได้สัมผัสกับอัตลักษณ์และความงดงามที่เรียบง่ายในการใช้ชีวิตของชุมชนท้องถิ่นใน ณ อำเภอปาย นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่น การแสดงพื้นบ้าน และศิลปะของชาวไทใหญ่ที่อยู่ด้วยกันอย่างกลมกลืนมานานหลายร้อยปีอีกด้วย

สั่ง 1 ได้ถึง 2 พร้อมประสบการณ์ความอร่อยเหนือระดับกับ ‘เรดสกาย’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/662531

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 12:35 น.สั่ง 1 ได้ถึง 2 พร้อมประสบการณ์ความอร่อยเหนือระดับกับ ‘เรดสกาย’ชิมสุดยอดเมนูเด็ดไฮไลท์ประจำห้องอาหารเรดสกาย ที่สั่ง 1 ได้ถึง 2 กับสเต็กฝีมือเชฟคริสเตียนแฮม ฟรีหางล็อบสเตอร์

แวะมาอร่อยกับเมนูไฮไลท์สุดพิเศษที่ ห้องอาหารเรดสกาย โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ ต้อนรับเดือนใหม่ให้คุณได้เติมเต็มความอร่อยทุกวันของคุณให้พิเศษยิ่งขึ้น ขอเชิญชวนทุกท่านมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยเหนือระดับ ตื่นตาตื่นใจไปกับเมนูไฮไลท์ ด้วยสเต็กฝีมือเชฟคริสเตียนแฮม หัวหน้าพ่อครัวประจำห้องอาหารเรดสกาย ที่นำเนื้อเกรดพรีเมียมมาเนรมิตเป็นเมนูชั้นเลิศ  บรรจงปรุงอย่างพิถีพิถันผสานกับวัตถุดิบคุณภาพจากทั่วทุกมุมโลกมาให้คุณได้ลิ้มรสความอร่อย

อาทิ สันในเทนเดอร์ลอยน์ 9 ออนซ์ (250 กรัม) 1,895 บาท++, สันในเทนเดอร์ลอยน์ 14 ออนซ์ (400 กรัม) 2,595 บาท++,  สันนอกเซอร์ลอยน์ 14 ออนซ์ (400 กรัม) 2,295 บาท++,  ริบอาย 14 ออนซ์ (400 กรัม) 2,295 บาท++ เสิร์ฟพร้อมซอสแบร์เนส , ซอสแปริกอร์และซอสไวน์แดง

สุดพิเศษเมื่อสั่งเมนูสเต็กฝีมือเชฟคริสเตียนแฮม ห้องอาหารเรดสกายแถมฟรี “หางล็อบสเตอร์” เสิร์ฟพร้อมกับสเต็กแสนอร่อย พร้อมอิ่มเอมช่วงเวลาแห่งความสุขให้แก่คนรู้ใจท่ามกลางบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก ชมทัศนียภาพอันสวยงามยามค่ำคืนแบบ 360 องศา บนยอดตึกสูงกลางใจเมือง

ตื่นตาตื่นใจไปกับอีกเมนูไฮไลท์ “เซิร์ฟ แอนด์ เทิร์ฟ ทาวเวอร์” ผสมผสานทุกความลงตัวด้วยอาหารทะเลสดและเนื้อเกรดพรีเมียม อาทิ เนื้อวากิวริบอาย ซี่โครงแกะออสเตรเลีย ล็อบสเตอร์จากรัฐเมนย่าง กุ้งอันดามัน ก้ามปูอลาสก้ารสหวาน และ หอยเชลล์สดจากฮอกไกโด ทั้งหมดเสิร์ฟพร้อมผักเครื่องเคียง มันฝรั่งอบยัดไส้ และซอสชนิดต่างๆ ในราคาเพียงเซ็ตละ 6,955++ บาท

ตามไปสัมผัสประสบการณ์ความอร่อยเหนือระดับกับ ‘เรดสกาย’ ได้ที่ชั้น 55  ตั้งแต่เวลา 16.00 – 20.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม หรือ สำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 02 – 100 – 6255 หรืออีเมล : diningcgcw@chr.co.th  เว็บไซต์: www.centarahotelsresorts.com/redsky เฟสบุ๊ค: Red Sky Bangkok อินสตาแกรม: redskybkk_centara

วิถีการเดินทางแบบหนอนหนังสือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/662479

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 16:45 น.วิถีการเดินทางแบบหนอนหนังสือโรงแรมและภัตตาคาร Kimpton เปิดตัวคลับคนรักหนังสือใหม่ ให้หนอนหนังสือสามารถเพลิดเพลินไปกับการท่องเที่ยวในโลกวรรณคดีระหว่างรอการเดินทางท่องเที่ยวอย่างแท้จริง

ในขณะที่สถานที่ท่องเที่ยวที่ควรไปในชีวิตของพวกเราบางคนอาจจะต้องหยุดชะงักไว้ก่อนในช่วงนี้ แต่การค้นพบสถานที่ วัฒนธรรม และผู้คนใหม่ๆ ผ่านหน้ากระดาษหนังสือก็ยังคงเต็มไปด้วยคำมั่นสัญญาแห่งความสุขและการหลีกหนีจากความวุ่นวายได้อย่างดี ซึ่งตัวเลขของการจับจ่ายไปกับหนังสือนั้นสูงขึ้นถึง 400% ต่อสัปดาห์ในบางช่วงระหว่างที่มีโรคระบาด เนื่องจากผู้คนจำนวนมากได้กลับมาค้นพบว่าความสุขจากการอ่านหนังสือเปรียบสเมือนการเจริญสติและการหลบหนีความวุ่นวายไปกับจินตนาการอีกครั้ง สำหรับใครที่พร้อมจะเดินทางแล้วนั้น การนึกถึงเก้าอี้อาบแดดหรือเปลญวนพร้อมกับหนังสือดีๆ สักเล่มก็เป็นหนึ่งในเหตุผลมากมายที่ช่วยให้คุณตัดสินใจจองทริปเที่ยวได้แล้ว

Kimpton Book Club เปิดตัวแล้ววันนี้ ขอเชิญชวนเหล่านักเดินทางมาสำรวจเมืองอันน่าหลงไหล ซึ่งสามารถค้นพบได้ในโรงแรม Kimpton ผ่านเรื่องราวไม่ว่าจะเก่าหรือใหม่ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจหรือสร้างขึ้นจากจุดหมายปลายที่เป็นที่โปรดปรานและอยู่ในรายการที่ท่องเที่ยวที่ต้องมาเยือนสักครั้งในชีวิต โดยหนังสือเหล่านี้เขียนโดยนักเขียน นักประพันธ์ และนักกวี จากทั้งในยุคเก่าและยุคใหม่ จากชาวพื้นเมืองหรือผู้มาเยือน ซึ่งเปิดเผยเรื่องราวผ่านสายตาของพวกเขา แชร์ภาพสแนปช็อตในทุกๆ วัน บอกเล่าเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในมุมของพวกเขาหรือเรื่องราวความหลังของสถานที่นั้น โดยจะมีรายการหนังสือที่ได้รับการจัดเตรียมไว้ให้อ่านเป็นพิเศษ ซึ่งหมายความว่าคุณสามารถสำรวจเอดิบะระผ่านเรื่องราวของเด็กซ์เตอร์และเอ็มม่าในนวนิยายเรื่อง One Day ปี 2009 ของเดวิด นิชอลหรือจะลองพิจารณา Tokyo ด้วยบทกวีแห่งความทรงทำของยาโยอิ คึซะมะ ใน Every Day I Pray for Love หรือทำไมคุณไม่ลองเที่ยวกรุงเทพมหานครผ่านหน้าหนังสือสูตรอาหารดูหน่อยล่ะ?

เจาะลึกลงไปในรายการหนังสือจากโรงแรม Kimpton ในกรุงเทพฯ ลอนดอน อัมสเตอร์ดัม โตเกียว ปารีส บาร์เซโลน่า และเอดินบะระ รวมทั้งที่บาหลี (จะเปิดทำการในปีนี้) ได้จากเว็บไซต์ Kimpton Book Club ได้

โรงแรม Kimpton ชินจูกุ โตเกียว ได้ออกแบบแพคเกจหนึ่งคืนสำหรับหนอนหนังสือสายนักเดินทาง ซึ่งรวมชุดน้ำชายามบ่ายในห้องให้เพลิดเพลินขณะอ่านหนังสือ ได้สิทธิ์เข้าถึงรายการหนังสือของ Kimpton Book Club ผ่านแท็บเล็ตดิจิทอลในระหว่างการเข้าพัก รวมถึงหนังสือปกอ่อนให้คุณได้นำกลับไปอ่านที่บ้านหลังจากเช็กเอาท์หรือในทริปหน้า ทั้งหมดทั้งมวลนี้อยู่ในสิทธิพิเศษอันเป็นเอกลักษณ์ ให้คุณได้พบปะสังสรรค์ในช่วง 5 โมงเย็นและเริ่มต้นวันใหม่ในช่วงเช้า ที่ คาเฟ่และบาร์ The Jone โดยรายระเอียดและเงื่อนไขและข้อกำหนดสามารถดูได้ จองที่พักได้โดยตรงกับทางโรงแรมและภัตตาคาร Kimpton และโรงแรมและรีสอร์ต IHG สำหรับความคุ้มค่าและนโยบายการยกเลิกแสนยืดหยุ่น พร้อมกับการรับและใช้คะแนน เพลิดเพลินไปกับสิทธิพิเศษจาก IHG Rewards

Kimpton ยังได้สนับสนุนให้ทำการเชื่อมต่อผ่าน Kimpton Book Club สำหรับท่านทั้งหลายที่ยังมีข้อจำกัดด้านการเดินทางในปัจจุบัน โดยเพื่อนและสมาชิกในครอบครัวจะสามารถสำรวจโลกไปพร้อมๆ กันผ่านรายการหนังสือที่คัดสรรไว้ มีทั้งหนังสือแต่งขึ้นและที่อิงจากเรื่องจริงให้คุณได้เลือกรับผ่านร้านหนังสือใกล้บ้านหรือดาวน์โหลดเป็น e-book มาเก็บไว้อ่านได้ถึงหลากหลายภาษา

รอพบกับกิจกรรม Book Club เพิ่มเติมจาก Kimpton Maa-Lai Bangkok ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และการเปิดรีสอร์ทแห่งแรกของแบรนด์ในประเทศไทย Kimpton Kitalay Samui ในปลายปี 2564 ต้อนรับแขกผู้เข้าพักสู่ประสบการณ์ที่แตกต่างบนหาดเชิงมน

บริการของ Kimpton ขับเคลื่อนด้วยความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลด้วยความจริงใจ ทุกรายละเอียดที่คัดสรรมาอย่างดีและนำเสนอออย่างมีศิลปะเพื่อให้ประสบการณ์ของแขกที่มาพักโดยยังคงความเป็นส่วนตัว และมีความหมาย แชร์ช่วงเวลาของคุณบนโซเชียลด้วย #KimptonBookClub

โรงแรม Kimpton ในสหรัฐอเมริกาได้เปิดตัวความร่วมมือกับทาง Literary Hub ซึ่งเป็นเว็บไซต์สำหรับผู้รักหนังสือและวัฒนธรรมเชิงวรรณกรรม เพลิดเพลินไปกับส่วนลดและราคาห้องพักในโรงแรม Kimpton ที่มีหนังสือแนะนำตามฤดูกาล หรือร่วมออกสำรวจแผนการเดินทางของผู้รักหนังสือ โดยหนังสือที่คัดเลือกไว้ในแต่ละฤดูกาลจะสะท้อนให้เห็นว่าวรรณกรรมตอบสนองต่อช่วงเวลาทางวัฒนธรรมและความเป็นจริงของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงของเราอย่างไร

ตรวจคัดกรองมะเร็งปอด ลดความเสี่ยงตายได้ 20 เปอร์เซ็นต์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663573

วันที่ 20 ก.ย. 2564 เวลา 10:10 น.ตรวจคัดกรองมะเร็งปอด ลดความเสี่ยงตายได้ 20 เปอร์เซ็นต์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด เผย “โรคมะเร็งปอด” ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ และเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประชากรโลก ย้ำการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดช่วยลดอัตราการตายได้ 20 เปอร์เซ็นต์

ในปัจจุบันการตรวจคัดกรองโรค มีความสำคัญอย่างยิ่งในการจำแนกผู้ที่มีโรคให้ได้รับการวินิจฉัยและรับการรักษาก่อนที่จะแสดงอาการของโรค โดยผู้ป่วยในบางครั้งเริ่มมีอาการของโรคเกิดขึ้น แต่ยังไม่แสดงอาการ การตรวจคัดกรองจึงเป็นวิธีการตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือการทดสอบอื่น ๆ การจัดให้มีการตรวจคัดกรองโรค ควรพิจารณาจากลักษณะจำเพาะของโรคนั้น ๆ ได้แก่ โรคที่เป็นปัญหาสาธารณสุขของประเทศ มีวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจพบได้ในระยะก่อนมีอาการ วิธีการตรวจคัดกรองจะต้องปลอดภัย มีประสิทธิผลต่อต้นทุนและควรพิจารณาถึงผลดี ผลเสียของการตรวจคัดกรองโรค ตลอดจนประเด็นทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้องกับการตรวจคัดกรองโรค

นพ.ศิระ เลาหทัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ศัลยศาสตร์ทรวงอกเฉพาะทางด้านโรคปอด โรงพยาบาลวชิรพยาบาล กล่าวว่าโรคมะเร็งปอดยังคงเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ และ เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของประชากรโลก โดยตั้งแต่ปีค.ศ. 1950 พบว่า มะเร็งปอดเป็นมะเร็งที่พบบ่อยมากที่สุดในโลกและจนกระทั่งในปีล่าสุด โดยในปีค.ศ. 2019 พบว่า มีผู้ป่วยเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดมากถึง 140,000 คน ในสหรัฐอเมริกา โดยโอกาสรอดชีวิตที่ 5 ปีของโรคมะเร็งปอดขณะพบโรคนี้มีเพียงแค่ 19 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนมากพบในระยะแพร่กระจายเป็นหลัก ถึงแม้ว่าจะมีผู้ป่วยหลายรายที่ตรวจสุขภาพเป็นประจำ แต่ไม่สามารถคัดกรองโรคมะเร็งปอดในระยะต้น ๆ ได้อาจเป็นเพราะการตรวจสุขภาพนั้นเป็นแบบกว้าง ซึ่งอาจไม่ละเอียดเพียงพอหรืออาจเกิดจากผู้ป่วยไปตรวจตอนที่มีอาการแล้ว เช่น ไอหรือเหนื่อย ซึ่งมักจะพบในโรคมะเร็งปอดระยะท้าย ๆ ทำให้โอกาสการรอดชีวิตค่อนข้างต่ำ จากข้อเท็จจริงนี้ส่งผลทำให้เริ่มมีการส่งเสริมการคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งปอดมากขึ้น

จากรายงานการวิจัยของสมาคมนานาชาติมะเร็งปอด ( international association for the study of lung cancer: IASLC) ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างการทำเอ็กซเรย์ปกติ ( Chest x-ray) กับเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ( Low dose Computed tomography chest screening: LDCT ) ในกลุ่มประชากรที่ความเสี่ยงพบว่าการทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (LDCT) สามารถพบมะเร็งปอดได้ดีกว่าการทำเอ็กซเรย์ปกติ ( rate ratio 1.13: 95% confidence interval, 1.03 to 1.23) และยังสามารถทำให้ลดอุบัติการณ์การเสียชีวิตจากมะเร็งปอดในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยง ได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์

โดยข้อดีของการทำเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ ( Low dose Computed tomography chest screening: LDCT ) นั้นคือ

  1. ปริมาณรังสีน้อยกว่าเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ปกติน้อยกว่าปกติ CT chest 5 เท่า ( เท่ากับเอ็กซเรย์ปกติ 15 ใบ )
  2. ใช้เวลาทำน้อยกว่า 1 นาที
  3. ไม่มีการฉีดสี
  4. ไม่ต้องตรวจค่าไต
  5. ระดับรังสีจะลงมาเป็นปกติภายใน 6 เดือน

ทั้งนี้ จากคำแนะนำจากสมาคมกลุ่มโรคมะเร็งปอดนานาชาติ ( National comprehensive cancer network; NCCN ) ในปีค.ศ. 2021 ได้แนะนำว่าให้กลุ่มคนที่มีความเสี่ยงควรทำ เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ปอด (LDCT) เป็นประจำปี ปีละ 1 ครั้ง จนถึง อายุ 77 ปี และไม่แนะนำให้ทำการเอ็กซเรย์ปอดปกติในการคัดกรองความเสี่ยงของมะเร็งปอด

ดังนั้น กลุ่มที่ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดกรองอาการได้แก่ กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง High risk group คือ 1.คนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป 2.กำลังสูบบุหรี่ หรือเคยสูบบุหรี่ระยะเวลาเฉลี่ยมากกว่า 20 ปีและมากกว่า 1 ซองต่อวัน

ยกตัวอย่างเช่น สูบบุหรี่มา 10 ปี เฉลี่ยวันละ 2 ซอง หรือสูบบุหรี่มา 20 ปี เฉลี่ยวันละ 1 ซอง หรือ มีประวัติเสี่ยง เช่น ทำในโรงงานโลหะหนักหรือมีประวัติครอบครัวสายตรงเป็นโรคมะเร็งปอด

สำหรับประโยชน์ของการคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งปอด นอกจากจะลดโอกาสการเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปอดแล้ว ยังสามารถเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและเพิ่มโอกาสการเจอโรคอื่น ๆ นอกจากมะเร็งปอดที่ต้องได้รับการรักษา “เพราะสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญ ยิ่งตรวจพบได้เร็ว ยิ่งเพิ่มโอกาสการรอดชีวิต”

Long COVID เชื้อจบ อาการไม่จบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663538

วันที่ 19 ก.ย. 2564 เวลา 13:30 น.Long COVID เชื้อจบ อาการไม่จบทำความเข้าใจ “ภาวะเรื้อรัง” หลังหายป่วยโควิด-19 (LONG COVID)

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก ชี้แจงเกี่ยวกับภาวะลองโควิด (LONG COVID) อาการที่สามารถเกิดขึ้นกับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 แม้จะหายจากการติดเชื้อแต่ยังมีผลข้างเคียงซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้ป่วยในระยะยาว พร้อมแนะแนวทางปฏิบัติเพื่อฟื้นสุขภาพร่างกายเมื่อหายป่วย

พญ.เปี่ยมลาภ แสงสายัณห์ หัวหน้ากลุ่มงานอายุรศาสตร์ปอด สถาบันโรคทรวงอก อธิบายว่า Long COVID หรือ อาการหลงเหลือหลังติดเชื้อโควิด-19 พบในผู้ป่วยบางรายที่เป็น โควิด–19 และพ้นระยะการแพร่เชื้อ ( เชื้อ โควิดอยู่ในร่างกายประมาณ 10-14 วันมากสุด 21 วัน) แล้วแต่ยังแสดงอาการคล้ายคลึงกับอาการขณะที่ยังติดมีเชื้อโควิด–19 อยู่ ในภาวะปกติหลังติดเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะมีอาการฟื้นตัวได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ ต่ในผู้ป่วย Long COVID กลับพบว่ามีอาการมากกว่า 2 เดือนขึ้นไป และสามารถมีอาการได้นานถึง 4-6 เดือน ลักษณะอาการที่สามารถสังเกตได้ในกรณีที่มี ภาวะ Long COVID คือจะมีอาการคั่นเนื้อคั่นตัว อาการไอเล็กน้อย อ่อนเพลีย ยังรู้สึกถึงการไม่ฟื้นตัวจากอาการป่วย เช่น ยังรู้สึกเหนื่อยหายใจไม่อิ่ม อาการ Long COVID ไม่มีผลต่อสุขภาพในระยะยาวกว่านั้น

อย่างไรก็ดี ภาวะ LONG Covid ใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่หายจากอาการติดเชื้อทุกคน สาเหตุของภาวะ Long COVID นั้นเกิดจากภาวะอักเสบที่ยังหลงเหลือ หรือเกิดจากการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิด LONG Covid ได้แก่ อายุ กล่าวคือผู้สูงอายุมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่พบว่ามีภาวะ LONG Covid หรือโรคประจำตัวเช่น ภาวะอ้วน ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ หรือ ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ คนไข้จึงรู้สึกอ่อนเพลีย อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิด LONG Covid คือความเครียด ซึ่งอาจเกิดจากความวิตกกังวลอันเนื่องจากความเจ็บป่วย หรือความเครียดที่เกิดขึ้นเมื่อต้องถูกจำกัดบริเวณจากการกักตัวเป็นเวลานาน

แนวทางการรักษาภาวะ Long COVID นั้นจะเน้นที่การรักษาตามอาการเป็นหลัก ผู้ป่วยสามารถรอให้หายเองได้หากรู้สึกถึงอาการเพียงเล็กน้อย แต่หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง เช่น อยากมีอาการไอ เหนื่อย หอบมมากขึ้น หรือมีอาการทางระบบประสาทที่มีมากกว่าปกติ เช่น รู้สึกสับสน ผู้ป่วยควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและหาแนวทางการรักษาต่อไป การออกกำลังกายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การกลับมาทำงานของร่างกายได้อย่างรวดเร็วและสมบูรณ์ นอกจากนี้ป่วยต้องอาศัยกำลังใจทั้งจากตนเองและคนรอบข้าง อย่างเช่นการพูดคุย สื่อสาร ทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อบรรเทาความเครียด ก็สามารถช่วยให้สุขภาพจิตที่ย่ำแย่อันเนื่องมาจากภาวะ Long COVID ดีขึ้นได้

“อีกหนึ่งข้อสงสัยที่ว่าการรับวัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Long COVID ได้หรือไม่นั้น สามารถกล่าวได้ว่าวัคซีนจะเป็นตัวช่วยให้ผู้ป่วยเมื่อติดเชื้อ จะไม่มีอาการเจ็บป่วยรุนแรง กล่าวคือ เมื่อไม่มีอาการเจ็บป่วยรุนแรง ก็เท่ากับว่ามีโอกาสที่จะเกิดภาวะ Long COVID ได้น้อยลงแน่นอน”

มีข้อสงสัยว่าในผู้ป่วยที่ภาวะปอดอักเสบรุนแรงจากการติดเชื้อโควิด-19 หลังจากดีขึ้นแล้ว กลับมามีปัญหาหอบเหนื่อย และมีภาวะออกซิเจนต่ำนั้น คือภาวะ Long COVID หรือไม่ อาการดังที่กล่าวเกิดจากความเสียหายของปอดนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาวะ Long COVID โดยตรง หากแต่มีผลมาจากการทำลายเนื้อเยื่อโดยภูมิคุ้มกันทำให้ปอดมีความเสื่อม และยังไม่ฟื้นตัวพร้อมทำงานอย่างเต็มที่ เกิดภาวะพร่องออกซิเจนที่ทำให้เหนื่อยหอบ หรือเกิดจากการติดเชื้อ อื่นซ้ำเติมเช่น เชื้อราหรือ แบคทีเรีย อาการของ Long COVID ที่แท้จริงคืออาการที่ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว รู้สึกมีอาการไข้ หรือไอมากกว่าปกติ แต่ไม่ได้ส่งผลให้เนื้อปอดอักเสบเพิ่มขึ้น

ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน อุบัติการณ์ที่คร่าชีวิตประชากรโลกมากถึง 1 ใน 4 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663300

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 07:40 น.ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน อุบัติการณ์ที่คร่าชีวิตประชากรโลกมากถึง 1 ใน 4เชื่อหรือไม่! 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะที่เกี่ยวเนื่องกับโรคลิ่มเลือดอุดตัน และโรคดังกล่าวพบได้ในผู้คนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงอายุ

เรื่องนี้ข้อมูลจาก ศาสตราจารย์นายแพทย์พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า กระบวนการสร้างลิ่มเลือดเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการเสียเลือดมากเกินไปเมื่อหลอดเลือดเกิดการบาดเจ็บโดยปกติหลังจากแผลหายดีแล้วร่างกายจะทำการสลายเลือดที่แข็งตัวตามธรรมชาติอย่างไรก็ตามในบางกรณีเลือดเกิดการแข็งตัวภายในหลอดเลือดโดยไม่ได้เกิดจากอาการบาดเจ็บและไม่เกิดการสลายโดยธรรมชาติเมื่อเลือดเกิดการแข็งตัวจะส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดช้าลงหรือปิดกั้นการไหลเวียนระบบไหลเวียนโลหิตซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดอุดตันที่รุนแรงหรือที่รู้จักกันในชื่อโรคลิ่มเลือดอุดตันหรือหลอดเลือดอุดตัน

เป็นเรื่องจริงที่ว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะที่เกี่ยวเนื่องกับโรคลิ่มเลือดอุดตัน และโรคดังกล่าวพบได้ในผู้คนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงอายุ โดยมีปัจจัยเสี่ยงได้แก่ การสูบบุหรี่ การมีน้ำหนักตัวมากเกินไป ความดันโลหิตสูง หรือคอเลสเตอรอลสูง รวมถึงโรคอักเสบเรื้อรัง การตั้งครรภ์ หรือช่วง 6 เดือนภายหลังจากตั้งครรภ์ เพิ่งรับการรักษาหรือกำลังทำการรักษาโรคมะเร็ง หลังเข้ารับการผ่าตัด สูงวัย ติดเชื้อโควิด-19 มีประวัติคนในครอบครัวมีภาวะเลือดแข็งตัว การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นประจำ และกลุ่มที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อยู่ในอิริยาบถเดิมนานๆ ยิ่งไปกว่านั้น สมาคมการแพทย์อเมริกัน เผยว่า มีประชากรราวปีละ 2 ล้านคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งนับเป็นจำนวนที่มากกว่าอุบัติการณ์ของโรคภาวะหัวใจล้มเหลว หรือโรคหลอดเลือดสมองในแต่ละปี

แต่ที่น่าเสียดายคือ จากผลสำรวจโดยวันโรคลิ่มเลือดอุดตันโลกจาก 9 ประเทศ พบว่า การตระหนักรู้ของผู้คนเกี่ยวกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ (68%) และแค่เพียง 50% สำหรับภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ (Venous Thromboembolism: VTE) ในขณะที่การรับรู้เกี่ยวกับโรคร้ายแรงอื่นๆอยุ่ในระดับที่สูงกว่านี้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และโรคเอดส์ (ที่ 90%, 85%, 82%, 87% ตามลำดับ)

ดังนั้น การทำความเข้าใจและรับรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ภาวะลิ่มเลือดอุดตันจึงเป็นแนวทางการป้องกันที่เหมาะสมรวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการตรวจภาวะลิ่มเลือดอุดตันโดยแพทย์ 

ศาสตราจารย์นายแพทย์พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ กล่าวว่า อาการและอาการแสดงของภาวะลิ่มเลือดอุดตันประกอบไปด้วย อาการปวดบวมที่ขา มีอาการกดเจ็บ ผิวหนังเปลี่ยนสีหรือเป็นสีแดง พบเส้นเลือดฝอยบนผิวหนัง เส้นเลือดขอด หรือรู้สึกอุ่นๆ บริเวณผิวหนัง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยภาวะลิ่มเลือดอุดตันบางรายแสดงอาการน้อยมาก ดังนั้น จึงถือเป็นภัยเงียบที่น่ากังวล

“เมื่อการไหลเวียนของเลือดเพื่อไปหล่อเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญถูกขัดขวาง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพที่รุนแรง เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว (หัวใจวาย) โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด และไตวาย จากการศึกษาล่าสุดพบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยโควิด-19 และภาวะลิ่มเลือดอุดตัน รวมถึงผู้ป่วยที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล” 

ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (VTE) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตและการพิการอันดับต้นๆ ทั่วโลก เป็นภาวะที่เกิดการแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือดบริเวณขา ขาหนีบ หรือแขน (ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก – deep vein thrombosis, DVT) หากลิ่มเลือดเกิดการหลุดออกและไหลผ่านระบบไหลเวียนโลหิตไปยังปอด จะกลายเป็นภาวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตที่เรียกว่าภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด ในประเทศไทยภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ส่งผลให้ผู้ป่วยพบปัญหาหายใจลำบาก ส่งผลให้เกิดอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 30 ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอดพบว่าตั้งแต่ปี 2560-2563 มีผู้ป่วยประมาณ 12,900-26,800 คนที่เผชิญปัญหาดังกล่าวในประเทศไทย ซึ่งเท่ากับว่าจะมีผู้ป่วย 200-400 คนในประชากรทุกๆหนึ่งล้านคน1 ทั้งนี้ จากที่กล่าวมาข้างต้น ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำมากที่สุดคือหลังจากการผ่าตัดใหญ่ การบาดเจ็บ ภาวะหัวใจล้มเหลว มะเร็งหรือภาวะหัวใจวาย ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ประกอบไปด้วยโรคอ้วน การบริโภคสุรา การสูบบุหรี่ การบาดเจ็บทางร่างกาย หรือการใช้ยาที่มีส่วนประกอบของเอสโตรเจน 

ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AFib) เป็นภาวะที่พบบ่อยที่สุดของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะและเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน คลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกตินี้ทำให้หัวใจห้องบนสุดเกิดอาการสั่นพลิ้ว อาการของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ วิงเวียนศีรษะ หายใจถี่และวิตกกังวล อาการเจ็บหน้าอกและเหงื่อออก อย่างไรก็ตาม บางครั้งไม่พบมีอาการแสดงที่ชัดเจน และตรวจพบภาวะนี้ในระหว่างการตรวจร่างกายเท่านั้น ดังนั้นจึงแนะนำว่าควรทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด

ทั้งนี้ นายแพทย์พันธุ์เทพ ได้แนะนำว่า การตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอเป็นเรื่องจำเป็น และควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการหรือมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

กล้ามเนื้อแข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันก็แข็งแรง จริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663299

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 07:10 น.กล้ามเนื้อแข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันก็แข็งแรง จริงหรือ?ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เผยความเชื่อมโยงระหว่าง “มวลกล้ามเนื้อ” และ “ระบบภูมิคุ้มกัน” ปราการสำคัญป้องกันการติดเชื้อ พร้อมแนะเทคนิคการเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพื่อเสริมเกราะภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย

ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายของมนุษย์ เป็นระบบที่ทำงานตลอดเวลา เพื่อป้องกันการติดเชื้อต่างๆ แต่เราก็มักจะมองข้ามการดูแลระบบภูมิคุ้มกัน จนเราเริ่มมีอาการเจ็บป่วย หรือเวลาที่เราต้องการที่จะป้องกันตนเองจากการติดเชื้อต่างๆ ซึ่งการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันนั้นมีอยู่หลากหลายวิธี เช่น การรับประทานผักผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอและการพักผ่อนที่เพียงพอ แนวทางเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและเริ่มต้นได้ที่ตัวเราเอง นอกจากนี้ เราอาจจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องการดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อให้แข็งแรงอยู่เสมอ ซึ่งอาจส่งผลต่อการช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วยเช่นเดียวกัน

ความเชื่อมโยงระหว่าง “มวลกล้ามเนื้อ” และ “ระบบภูมิคุ้มกัน”

กล้ามเนื้อลายมีสัดส่วนประมาณ 40% ของน้ำหนักตัวทั้งหมด และเป็นแหล่งกักเก็บโปรตีนอย่างน้อย 50% ในร่างกาย และเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยในการเคลื่อนไหว และแสดงถึงความแข็งแรงของร่างกาย อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่ากล้ามเนื้อและระบบภูมิคุ้มกันมีความสัมพันธ์กันด้วยเช่นกัน

มวลกล้ามเนื้อมีการผลิตและหลั่งสารสำคัญที่มีบทบาทในการเพิ่มจำนวนการกระตุ้น และการกระจายตัวของเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิด แม้ว่าอาจยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม แต่ก็มีข้อมูลบ่งชี้ว่า การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อนั้นสัมพันธ์กับการทำงานที่บกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันและส่งผลให้เกิดการติดเชื้อง่ายขึ้น จากการศึกษา ในผู้สูงอายุพบว่าการเพิ่มขึ้นของตัวชี้วัดการอักเสบมีความสัมพันธ์กับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยและการทำงานของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ มวลกล้ามเนื้อยังเป็นแหล่งสะสมกรดอะมิโนที่สำคัญ ซึ่งร่างกายจะนำไปใช้ในกรณีที่ได้รับบาดเจ็บหรือมีการติดเชื้อ  ดังนั้นภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยร่วมกับการได้รับโปรตีนที่ไม่เพียงพอ จะส่งผลต่อการตอบสนองของร่างกายเมื่อได้รับบาดเจ็บหรือการติดเชื้อ

ภก.พงษ์ศิวะ กู่นอก เภสัชกรที่ได้รับการอบรมจากโครงการ Nutrition Expert ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ กล่าวว่า เพราะระบบภูมิคุ้มกันเป็นหนึ่งในหลายระบบในร่างกาย ทำหน้าที่สำคัญในการดูแลรักษาความสมดุลของร่างกาย โดยเมื่อเราอายุเพิ่มขึ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันนี้จะค่อยๆเสื่อมถอยลง ส่งผลให้เรามีความเสี่ยงที่จะเกิดการเจ็บป่วยหรือติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงต้องปรับพฤติกรรมการกินอาหาร ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอ โดยควรได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพการนอนที่ดี เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ซึ่งจะช่วยเสริมเกราะให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรง

เทคนิคเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพื่อเสริมเกราะภูมิคุ้มกัน

การเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อเริ่มต้นได้ด้วยวิธีง่ายๆ ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และดูแลโภชนาการให้เหมาะสมกับวัย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเมื่ออายุมากขึ้น เพราะเมื่อเข้าสู่วัย 40 เรามีโอกาสที่จะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ถึง 8% ภายในระยะเวลา 10 ปี และเมื่อก้าวสู่ช่วงอายุ 70 ปีขึ้นไป อัตราการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

จากการศึกษาวิจัยโครงการ SHIELD (Strengthening Health In Elderly through nutrition) ของโรงพยาบาลชางงี ร่วมกับศูนย์การแพทย์ SingHealth Polyclinics และบริษัทแอ๊บบอตฯในประเทศสิงคโปร์ พบว่าในแต่ละปี กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป มีอัตราส่วนที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ของปัจจัย (the odds) ในการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 13% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก

ดังนั้น เพื่อดูแลมวลกล้ามเนื้อ เรามีเคล็ดลับมาฝาก ดังนี้

1. ตั้งเป้าออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในแต่ละสัปดาห์: การกำหนดเป้าหมายออกกำลังกายควรเริ่มต้นที่ระดับมาตรฐานคือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ รวมถึงการออกกำลังกายแบบมีแรงต้านที่หลากหลายเพื่อชะลอการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและเพื่อให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง

2. รับประทานโปรตีนให้เพียงพอ: อาหารที่เป็นแหล่งสำคัญของโปรตีนได้แก่ อาหารทะเล, เนื้อไก่, ไข่ไก่, ถั่วต่างๆรวมถึงผลิตภัณฑ์จากนม โดยเฉลี่ยเราควรได้รับโปรตีนประมาณ 25-30 กรัมต่อ 1 มื้ออาหารและในผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปมีความต้องการโปรตีนมากกว่าคนวัยอื่นและอาจมีความต้องการโปรตีนสูงขึ้นเป็น 2 เท่าในผู้สูงอายุบางคนที่มีภาวะขาดสารอาหาร รวมถึงผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง และเพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่เพียงพอ อาจจะต้องรับประทานโปรตีนเสริมในกรณีที่จำเป็น

3. ปรับสมดุลโภชนาการ: เลือกรับประทานอาหารที่หลากหลายและครบถ้วนในแต่ละมื้ออาหาร ประกอบด้วย ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีน ไขมันดี รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุสำคัญที่มีส่วนช่วยในการทำงานร่วมกับโปรตีน เช่น แคลเซียมและวิตามินดี เป็นต้น

‘โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง’ รีบรักษาก่อนเรื้อรัง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663235

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 12:02 น.'โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง' รีบรักษาก่อนเรื้อรัง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีแพทย์ชี้ “โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง” รุนแรงกว่าที่คิด แนะภาครัฐให้สิทธิผู้ป่วยเท่าเทียมกัน

ทราบหรือไม่ว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือที่เรียกว่า Atopic Dermatitis มากกว่า 230 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งพบได้ในทุกช่วงอายุ ในประเทศไทยพบบ่อยที่สุดในเด็กทารกจนถึง 3 ขวบปีแรก และพบว่ามีเด็กไทยอายุ 6-12 ปี ป่วยเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ร้อยละ 16.51 และพบน้อยลงในอายุ 13-17 ปี อยู่ที่ร้อยละ 12.79 ซึ่งหากไม่รีบทำการรักษาและดูแลให้ถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ อาจมีอาการรุนแรงมากขึ้นหรือเป็นเรื้อรังจนถึงตอนโตได้ ฉะนั้น การพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อรับการรักษาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการบรรเทาลง กลับมามีความมั่นใจในการใช้ชีวิต และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

นพ.กันย์ พงษ์สามารถ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรคภูมิแพ้อิมมูโนวิทยา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปิดเผยว่า “ทุกวันที่ 14 กันยายนของทุกปี ได้ถูกกำหนดให้เป็น ‘วันผื่นภูมิแพ้ผิวหนังโลก’ หรือ ‘World Atopic Dermatitis Day’ ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เพราะถือเป็นหนึ่งในโรคผิวหนังที่แพร่หลายมากที่สุดในโลก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประมาณการว่ามีผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ผิวหนังมากกว่า 230 ล้านคนทั่วโลก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ โรคนี้กลับถูกมองข้าม โดยทั่วไปมักมองว่าเป็นแค่ความผิดปกติของผิวหนังภายนอก แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง การรณรงค์สร้างการรับรู้ในวงกว้างอย่างต่อเนื่องจึงเสมือนพลังขับเคลื่อนเพื่อให้วงการแพทย์  หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาชนได้เริ่มหันมาใส่ใจและดูแลผู้ป่วยโรคนี้มากยิ่งขึ้น”

โดยในความเป็นจริงแล้ว โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เป็นมากกว่าอาการคันที่ผิวหนัง โรคนี้มีกระบวนการของการดำเนินโรคอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้แบ่งชั้นของความรุนแรงของโรคเป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ รุนแรงน้อย รุนแรงปานกลาง และรุนแรงมาก  ซึ่งมีปัจจัยหรือตัวแปรที่เข้ามากระตุ้นความรุนแรงของโรคได้ในหลายมิติ ที่สำคัญโรคนี้ยังส่งผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยเองทั้งในด้านสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ นับรวมถึงความมั่นใจในการใช้ชีวิต และคุณภาพชีวิต ไม่เพียงเท่านั้นโรคนี้ยังส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ครอบครัวผู้ป่วยอีกด้วย  

นพ.กันย์ พงษ์สามารถ กล่าวแนะนำให้ผู้ปกครองควรสังเกตลูกว่ามีอาการของผิวหนังอักเสบ ได้แก่ แห้ง แดง คัน โดยอาการคันจะเด่น ผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีอาการคันยุบ ๆ ยิบ ๆ จนไม่สามารถนั่งอยู่นิ่ง ๆ ได้ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้บริเวณผิวหน้า แขน ขา ข้อพับ ซอกคอ มือ เท้า รอบใบหู หรือศรีษะ ในรายที่มีอาการรุนแรงก็จะมีผื่นขึ้นได้ทั้งตัว มีน้ำเหลืองเยิ้มตามผิวหนัง และผู้ป่วยบางรายอาจมีโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจร่วมด้วย โดยผู้ปกครองควรพาบุตรหลานมาปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อจะได้วางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลให้มีอาการรุนแรงขึ้นในระยะยาว

ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุของการเกิดโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้อย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน อาทิ

·    ปัจจัยทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยภายในของผู้ป่วยที่เกิดความผิดปกติของผิวหนังร่วมกับการมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในกรณีที่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งมีประวัติเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง บุตรก็มีโอกาสเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง สูงกว่าคนปกติ 2-3 เท่า แต่หากบิดาและมารดาเป็นผู้ป่วยโรคนี้ทั้งคู่ บุตรก็มีโอกาสเป็นสูงกว่าคนปกติ ถึง 3-5 เท่า

·    ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้อาการกำเริบ โดยผู้ป่วยแต่ละรายจะมีปัจจัยกระตุ้นที่แตกต่างกันไป ปัจจัยกระตุ้นที่พบได้บ่อย เช่น ภาวะอากาศร้อนจัดหรือหนาวจัด การติดเชื้อที่ผิวหนัง การแพ้สารเคมีบางชนิด การใส่เสื้อผ้าที่ระคายเคือง หรือสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังไม่มีวิธีการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังให้หายขาดได้ โดยแนวทางการรักษาที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงการรักษาผิวหนังที่อักเสบให้กลับมาเป็นผิวหนังที่ปกติ และป้องกันการกำเริบซ้ำของผื่น โดยแพทย์จะใช้วิธีบรรเทาโรคตามอาการที่เกิดขึ้น อาทิ ใช้ครีมมอยเจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและลดอาการคัน หรือในกลุ่มที่มีอาการมากขึ้น ก็ต้องใช้ยาทาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบของผิวหนัง หรือบางรายที่มีบริเวณผื่นคันหลายตำแหน่งเป็นวงกว้างก็อาจต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันร่วมด้วย ซึ่งในกลุ่มยาทาสเตียรอยด์ และยากดภูมิคุ้มกัน ก็จะมีข้อจำกัดเพราะหากมีการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ย่อมส่งผลข้างเคียง อาจกระทบต่อภาวะการเจริญเติบโตของเด็ก

นพ.กันย์ พงษ์สามารถ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ด้วยเทคโนโลยีความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้ปัจจุบันมีนวัตกรรมการรักษาแบบใหม่ อาทิ การใช้ยากลุ่มชีวภาพ ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ที่นับว่ามีประสิทธิภาพมาก โดยนวัตกรรมรูปแบบใหม่นี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้รักษาโรคในกลุ่มภูมิแพ้ชนิดเดียวกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบนี้โดยเฉพาะ ซึ่งสิ่งสำคัญคือวิธีนี้สามารถยังช่วยลดการใช้สเตียรอยด์รวมถึงลดการใช้ยากดภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่ควบคุมโรคไม่ได้ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถกลับมามีอาการที่ดีขึ้นและกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติหากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง”

แต่ด้วยทุกวันนี้ ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในเรื่องสิทธิของผู้ป่วยในการเข้าถึงการรักษาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านระบบสาธารณสุขที่ไม่มีความสัมพันธ์หรือเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนสถานพยาบาล รวมถึงยังมีสิทธิการรักษาต่าง ๆ หลายประเภท อาทิ สวัสดิการของรัฐ บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า บัตรประกันสังคม เป็นต้น ซึ่งก็ยังไม่สามารถครอบคลุมการเข้าถึงการรักษาโรคได้อย่างที่ควรจะเป็นทั้งหมด ทำให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยาบางรายการเกิดภาระค่าใช้จ่าย ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมาบัตรสุขภาพในแต่ละประเภทยังมีมาตรฐานการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดปัญหาเวลาที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องเปลี่ยนสิทธิ เช่น หากบุตรมีพ่อหรือแม่รับราชการหรือทำงานรัฐวิสาหกิจก็จะได้รับสวัสดิการของรัฐไปด้วยจนถึงอายุ 20 ปี แต่หลังจากนั้นจะถือว่าพ้นสิทธิการรักษาของสวัสดิการของรัฐ  ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายต่อไปได้ โดยตามระบบก็จะถูกเปลี่ยนไปให้ใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเด็กเหล่านี้สำเร็จการศึกษา หลายๆ คนก็จะถูกเปลี่ยนสิทธิเป็นประกันสังคม และมักจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานพยาบาล และเปลี่ยนแพทย์ผู้รักษาอีกครั้ง เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาไม่เพียงเฉพาะกับผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังอักเสบชนิดนี้ แต่ยังเกิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่นๆ มากมายที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากจำต้องยุติการรักษา เนื่องจากภาระค่าใช้จ่าย เป็นต้น ซึ่งในแง่ของสิทธิมนุษยชนในหมวดสุขภาพของสหประชาชาติแล้ว สิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กและเยาวชน ควรจะได้รับสิทธิในการเข้าถึงและดูแลรักษาด้านสุขภาพในมาตรฐานเดียวกันอย่างเท่าเทียมกัน ในส่วนนี้ยังถือเป็นความท้าทายของระบบสาธารณสุขของไทยอย่างมาก จึงอยากวิงวอนให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณาในระดับนโยบายด้านสุขภาพของประชาชนอย่างยั่งยืนภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างถ้วนหน้า

Top 10 อาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสู้ COVID-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663113

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 06:30 น.Top 10 อาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสู้ COVID-19แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย เปิด 10 อันดับอาหารสุขภาพที่มีผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับยืนยันแล้วว่าช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันช่วยต่อสู้ไวรัส

ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 การรับประทานอาหารให้ครบถ้วนเพียงพอตามหลักโภชนาการ มีส่วนช่วยให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงพร้อมต่อสู้กับเชื้อไวรัส มีงานวิจัยทางการแพทย์ชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารจากพืช ผัก ผลไม้ เห็ดต่าง ๆ รวมไปถึงธัญพืช และถั่ว (Plant-Based Diet) เป็นประจำช่วยลดอาการป่วยหนักในผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ได้ 73% และการรับประทานจากพืช ผัก ผลไม้ เห็ด ธัญพืช ถั่ว ปลา และซีฟู๊ด (Pescatarian) เป็นประจำจะช่วยลดอาการป่วยหนักในผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ได้ 59% ในขณะที่กลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อ COVID–19 ที่เน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงจากเนื้อสัตว์เป็นประจำ จะมีอาการป่วยหนักกว่าผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ที่รับประทานอาหารจากพืช มากกว่าถึง 3 เท่า

พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยมากกว่า 20 ปี จาก Addlife Check-Up Center แนะนำ 10 อันดับ อาหารสุขภาพที่มีผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับยืนยันแล้วว่าช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันช่วยต่อสู้ไวรัส

1. กระเทียม มีเควอซิทิน (Quercetin) และอัลลิซิน (Allicin) สารสำคัญที่ช่วยต้านการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระ และมีงานวิจัยพบว่าช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ได้

2. ขมิ้น มีวิตามินซี เคอร์คูมิน (Curcumin) มีส่วนช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้อยู่ในระดับปกติ

3. ผักเคล หรือผักคะน้า มีสารซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) และเควอซิทิน (Quercetin) ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

4. เห็ดต่างๆ มีสารเบต้ากลูแคน (Beta-Glucan) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

5. มะขามป้อม มีวิตามินซีค่อนข้างสูงโดยพบว่าสูงกว่าส้มถึง 8 เท่า มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดขาว เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบภูมิคุ้มกัน

6. กิมจิ มีสารสำคัญ โปรไบโอติกส์ (Probiotics) ชนิดแลกโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ช่วยให้สุขภาพของลำไส้ดีขึ้น และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

7. มะละกอ โดยเฉพาะมะละกอสุกเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) ที่ล้วนแต่เป็นสารสำคัญในกระบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว จึงมีความสามารถในการสกัดกั้นเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น

8. เมล็ดฟักทอง มีวิตามินอี โอเมก้า-3 และสังกะสี ที่มีส่วนเพิ่มการสร้างเซลล์ต่าง ๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน

9. ดาร์กช็อคโกแลต อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระอาจช่วยให้ร่างกายสามารถจัดการกับไวรัส

10. แซลมอน มีวิตามินดี และโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดขาว และเป็นสารสำคัญในกระบวนการทำงานของระบบภูมิต้านทานในร่างกาย

นอกจากนี้ เครื่องดื่มประเภท ชาเขียว มีสารสำคัญคาเทชิน (Catechin) และฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และปรับภูมิคุ้มกัน และช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ได้

ดังนั้น ในช่วงที่มีการระบาดของ COVID-19 การนำอาหารเหล่านี้มาใช้ปรุงอาหารก็จะช่วยส่งเสริมให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรที่สามารถป้องกัน COVID-19 ได้ 100% จึงควรป้องกันตนเองด้วยการล้างมือบ่อย ๆ และเว้นระยะห่าง ก็จะช่วยให้สามารถห่างไกลจาก COVID-19 ได้

‘ขี้แพ้’ หมอไขความลับ ‘เด็ก’ แพ้อะไรได้บ้าง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663068

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 14:10 น.'ขี้แพ้' หมอไขความลับ 'เด็ก' แพ้อะไรได้บ้าง?เฝ้าระวัง “โรคภูมิแพ้ในเด็ก” รู้จัก เข้าใจ พร้อมรับมือ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา เผยที่มา-อาการของโรคภูมิแพ้ในเด็ก เพื่อให้พ่อคุณแม่ทำความเข้าใจและรับมือ เมื่อลูกน้อยต้องพบกับอาการ “แพ้”

สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้ คือ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งพันธุกรรมเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ทุกชนิด โดยถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่ก่อนแล้ว ลูกก็จะมีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ได้มากขึ้น ส่วนสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่ตอนคุณแม่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่เลี้ยงดูเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอยู่ในสถานที่ที่มีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง ละอองหญ้า เกสรดอกไม้ ใกล้ชิดคนสูบบุหรี่ พื้นที่ที่มีฝุ่น pm 2.5 หนาแน่นจะเพิ่มความเสี่ยงและความรุนแรงของการเป็นโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ในเด็กสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ไม่น้อย พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา โรงพยาบาลนวเวช จึงได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ เพื่อให้พ่อคุณแม่ได้รู้จัก ทำความเข้าใจ และรับมือได้เมื่อลูกน้อยเป็นโรคภูมิแพ้

การเกิดโรคภูมิแพ้มักเป็นไปตามอายุ เช่น

โรคภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy) มักพบในช่วงขวบปีแรก โดยมีการแพ้อาหารของเด็ก ตามช่วงอายุดังนี้

  • การแพ้โปรตีนนมวัว (cow’s milk protein allergy) มักพบในช่วงขวบปีแรก โดยพบว่าการที่แม่ดื่มนมวัวปริมาณมากกว่าปกติในช่วงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร การมีพี่น้องมีอาการแพ้โปรตีนนมวัวอยู่แล้วจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • การแพ้ไข่ (Egg allergy) แพ้แป้งสาลี (Wheat allergy) แพ้ถั่ว (Peanut allergy) ในปัจจุบันพบว่าเกิดได้ทั้งจากที่เด็กเริ่มกินเองเป็นครั้งแรก หรือที่ผ่านทางน้ำนมแม่ ก็มีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเช่นกัน

โรคภูมิแพ้อากาศ (Allergic rhinitis) จะต่างจากการเป็นโรคภูมิแพ้อาหาร มักจะพบในช่วงเด็กอายุ 2-3 ขวบปี โดยพบว่าการเลี้ยงดูในสิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เชื้อรา หญ้า วัชพืช และละอองเกสร รวมไปถึงการมีสัตว์เลี้ยงในบริเวณบ้าน ทั้งสุนัข และแมว จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในอายุที่น้อยลง และกระตุ้นทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้นได้

การเกิดภาวะหลอดลมไวหลังการติดเชื้อไวรัส (Viral induced wheezing) และการเป็นโรคหอบหืด (Asthma) นั้น สามารถพบได้ในช่วงอายุที่หลากหลาย ซึ่งถ้ามีภาวะหลอดลมไวหลังการติดเชื้อไวรัสบ่อยครั้งก่อนอายุ 5 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหอบหืดได้มากกว่าปกติถึง 2-3 เท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การติดเชื้อจากไวรัสทางเดินหายใจ RSV

อาการแสดงเบื้องต้นของการแพ้อาหารมีได้หลายลักษณะ

อาการทางผิวหนัง เช่น

  • ผื่นคัน ผื่นแดง ผื่นเม็ดทราย (Maculopapular rash) ซึ่งมักพบบริเวณลำตัวได้มากที่สุด
  • ผื่นแพ้ผิวหนังบริเวณที่เฉพาะเจาะจง (Atopic dermatitis) มีลักษณะหยาบ หนา แห้ง คันเรื้อรัง เฉพาะบริเวณ เช่น แก้ม ข้อมือ ข้อเท้า ข้อพับแขนขา รวมไปถึงตามลำตัวและท้องได้ ซึ่งผื่นนี้ เด็กทารกมักมีอาการคันมาก การเกาทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณผิวหนังตามมาได้บ่อย ๆ ทำให้รักษาหายขาดได้ยาก
  • ผื่นลมพิษแบบเฉียบพลัน (Urticaria)
  • อาการบวมของเยื่อบุบริเวณเปลือกตา ปาก หู ทั่วใบหน้า (Angioedema) ไปจนถึงแพ้แบบรุนแรงAnaphylaxis ได้

อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น

  • การแน่นจมูก จาม มีน้ำมูกใส ๆ ไหลเรื้อรัง หรือเป็น ๆ หาย ๆ (Rhinorrhea/Rhinitis) ซึ่งอาการมีความคล้ายกับอาการของภูมิแพ้อากาศได้
  • หายใจครืดคราด ติดขัด หายใจหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก (Chest tightness) ไปจนถึงหายใจแบบมีเสียงวี๊ด (Wheezing) ซึ่งอาการมีความคล้ายกับอาการของโรคหอบหืดได้เช่นกัน

ทั้งนี้ อาการทางระบบทางเดินหายใจอาจมีความรุนแรงไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น

  • การคัน ระคายในคอในช่องปาก ปวดท้องแบบบีบเกร็ง ซึ่งทำให้ทารกร้องกวนบ่อย ๆ นอนได้ไม่นาน ไม่สบายท้อง แน่นท้อง (Abdominal discomfort) ลักษณะเหมือนมีลมในท้อง ซึ่งอาจทำให้สะอึกหรือขย้อนนมตามหลังการกินนมได้
  • ถ่ายบ่อย ถ่ายท้องเสีย (Enteritis) โดยเฉพาะถ่ายปนมูก ถ่ายปนมูกเลือด (Mucous bloody stool appearance)
  • กินนมยาก น้ำหนักไม่ขึ้น เลี้ยงไม่โต
  • ร้องไห้โคลิค (Colic)

คำแนะนำสำหรับการเริ่มต้นอาหารมื้อแรก ในเด็กกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการแพ้อาหาร เป็นดังนี้

1. ข้าว เป็นอาหารหลัก เริ่มที่มื้อแรก ควรเป็นข้าวขาว ในทารกที่กินนมแม่สามารถกินเป็นข้าวบดผสมนมแม่ได้

2. ผัก ผลไม้ เริ่มที่อายุ 4-6 เดือน เนื่องจากเป็นอาหารความเสี่ยงน้อยต่อการแพ้อาหาร สามารถกินซ้ำเพียง 2-3 วัน ได้ตามลำดับ

  • ผักสีขาว-เขียวอ่อน : ผักกาดขาว หัวหอม หัวไชเท้า ซูกินี่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก
  • ผักสีเขียวเข้ม : ผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง ตำลึง บลอคโคลี่ ผักโขม
  • ผักสีเหลือง ส้ม แดง ม่วง : ข้าวโพด ฟักทอง แครอท มะเขือเทศ บีทรูท มะเขือม่วง

3. เนื้อสัตว์ เริ่มที่อายุ 6 เดือน: เนื้อไก่ เนื้อหมู ตับ และปลาน้ำจืด ตามลำดับ

4. อาหารกลุ่มความเสี่ยงสูง ควรเริ่มตามอายุ ดังนี้

  • ไข่แดง : อายุ 6 เดือน
  • ไข่ขาว : อายุ 7-9 เดือน
  • แป้งสาลีและธัญพืช : 11-12 เดือน
  • ถั่วเหลือง : อายุ 6-7 เดือน
  • ถั่วลิสง และถั่วเปลือกแข็ง : อายุ 3 ปีขึ้นไป
  • อาหารทะเล เช่น ปลาทะเล กุ้ง ปู หอย : อายุ 2 ปีขึ้นไป / ปลาหมึก : อายุ 2-3 ปีขึ้นไป