รากศรัทธาคืออะไร สร้างขึ้นมาได้อย่างไร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/658336

วันที่ 19 ก.ค. 2564 เวลา 08:55 น.

รากศรัทธาคืออะไร สร้างขึ้นมาได้อย่างไรโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

เมื่อพิจารณาถึงปัญหาด้านศรัทธา มันเป็นภาวะของความไม่ไว้ใจกัน ไม่เชื่อใจกัน ไม่ยอมรับกัน ไม่เห็นคุณค่าซึ่งกันและกัน ไม่เห็นคุณค่าในความแตกต่าง จึงนำไปสู่ความขัดแย้ง ความไม่เข้าใจกัน เล่นไม่เป็นทีม ขาดพลังร่วม ไม่สอดคล้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อขาดศรัทธา ภาวะผู้นำก็ไม่เกิด ดังนั้น การจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ไปในแนวทางเดียวกันก็เป็นไปไม่ได้ และนอกจากตนจะไม่ได้รับความร่วมมือแล้ว องค์กรก็ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ ส่วนรวมก็เสียหาย

จากประเด็นดังกล่าวข้างต้น เมื่อพูดถึงรากของปัญหาด้านศรัทธา ผมขอให้ท่านพิจารณาเรื่องต่อไปนี้มีป้าคนนึงกำลังโบกรถอยู่ที่กลางสี่แยก ทำหน้าที่คล้ายตำรวจจราจร แกพยายามส่งสัญญาณให้รถด้านหนึ่งหยุด อีกด้านไปได้ แต่ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครทำตาม ตำรวจที่สี่แยกเห็นท่าจะไม่ได้การ เกรงว่าป้าจะได้รับอันตราย จึงเชิญป้ามาที่โรงพัก เท่านั้นแหละ แกส่งเสียงเอะอะโวยวายลั่นโรงพัก แกแสดงอาการโกรธและไม่พอใจอย่างยิ่ง พร้อมกับตวาดค่ากราดไปทั่วว่า “มึงจับกูมาทำไม มึงรู้ไหมว่ากูนี่ใคร” และก็เป็นอย่างนี้ตลอดบ่าย จนเจ้าหน้าที่ไม่เป็นอันทำงาน ร้อยเวรที่ทำหน้าที่ตอนนั้นพยายามแล้วพยายามอีก ทั้งปลอบทั้งขู่ ก็ไม่ได้ผล

พอตกเย็น เปลี่ยนร้อยเวรคนใหม่ แต่ป้าแกก็ยังเหมือนเดิม เอ็ดตะโรลั่นโรงพักว่า “มึงจับกูมาทำไม มึงรู้ไหมว่ากูนี่ใคร” ร้อยเวรรับรู้เหตุการณ์มาตลอดบ่าย ก็เลยสั่งให้ป้าไปสงบสติอารมณ์ ไปนอนที่มุมห้อง คราวนี้ป้าแกอาละวาดหนัก โวยวายลั่นว่าจับข้ามาทำไม เอ็งรู้ไหมว่ากูนี่ใคร สุดท้ายร้อยเวรก็ยอมแพ้ อ่อนใจ บอกป้าว่าอยากจะทำอะไรก็ทำ เพราะรู้ว่าแกไม่ปกติ และป้าก็ยังส่งเสียงเอะอะลั่นโรงพัก

ตกดึก สถานการณ์เหมือนเดิม แต่คราวนี้มีนายสิบเดินเข้าไปหาป้าอย่างขึงขัง พร้อมกับสั่งด้วยเสียงอันดัง ให้ป้าแกเงียบเสียงในทันที แล้วสั่งให้ไปนอนเดี๋ยวนี้ เท่านั้นเอง ป้าแกเดือดหนักกว่าเดิม ลุกขึ้นยืน มือเท้าสะเอว กระทืบเท้าดังปัง พร้อมกับชี้ไปที่หน้านายสิบ แล้วตะโกนว่า “เอ็งเข้ามาหาข้านี่ ไม่คลานเข่าเข้ามาเหรอ เดี๋ยวกูสาบให้เป็นคางคกเลยนี่ เอ็งรู้ไหมว่ากูนี่ใคร กูนี่แหละเจ้าแม่” นายสิบได้ยินดังนั้น แกก็เท้าสะเอวบ้าง กระทืบเท้าดังปัง แล้วชี้กลับไปที่ป้า พร้อมกับตะโกนว่า “แล้วเอ็งรู้ไหมว่ากูนี่ใคร กูนี่แหละพระอินทร์”

เมื่อป้าได้ยินดังนั้น แกยกมือทั้งสองขึ้นสูงท่วมหัว พร้อมกับตอบไปด้วยความตกใจและอุทานว่า“หา! ท่านเสด็จมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมไม่บอกหม่อมฉัน ต้องขออภัยด้วยที่ไม่ได้ไปต้อนรับ” นายสิบได้ทีจึงชี้ไปที่มุมห้อง สั่งให้ป้าไปนอน แล้วสั่งห้ามมีเสียงอย่างเด็ดขาด “ค่ะๆๆ” แล้วป้าแกก็คลานไปที่มุมห้อง นอนหลับสบาย เป็นอันว่าคืนนั้นสงบเรียบร้อยทุกอย่าง

จากที่เล่ามานี้ ท่านคิดว่าเรื่องทั้งหมดจบลงได้อย่างไร ทำไมร้อยเวรจึงอาไม่อยู่ แต่นายสิบเอาอยู่ อะไรคือความแตกต่าง แล้วมันเกี่ยวอะไรกับศรัทธา ท่านคิดว่าศรัทธาคืออะไร อะไรคือรากของศรัทธา ศรัทธาเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เกิดขึ้นได้อย่างไร ปัญหาความไม่เข้าใจกัน ความเห็นไม่ตรงกันในองค์กรเป็นเรื่องปกติ แต่นำมาซึ่งการสูญเสียโอกาสและทรัพยากรมากมาย

ท่านคิดว่าจะนำความเข้าใจนี้ไปเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การสร้างทีมงานที่เข้มแข็งอย่างมีส่วนร่วม ให้สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว ด้วยบรรยากาศของความเข้าใจ ไว้ใจ มีความเชื่อมั่นและศรัทธาร่วมกัน อย่างมีความสุขได้อย่างไร

How to สร้างความผ่อนคลาย ทำงานได้ไม่ Burnout #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/658297

วันที่ 18 ก.ค. 2564 เวลา 13:45 น.

How to สร้างความผ่อนคลาย ทำงานได้ไม่ Burnoutแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช แนะเทคนิคสร้างความผ่อนคลาย เพื่อป้องกันภาวะหมดไฟจากการทำงาน (Burnout)

ด้วยสถานการณ์การผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในปัจจุบันที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้หลายบริษัทได้ปรับเปลี่ยนวิธีมาเป็นการทำงานที่บ้าน (Work from home) ส่งผลให้หลายคนต้องใช้เวลาทำงานยาวนานขึ้นและอยู่ในบรรยากาศเดิมๆทุกวันทำให้เกิดความเหนื่อยล้าสะสมจากการทำงานอย่างต่อเนื่องจนเริ่มมีอาการเบื่อหน่ายขาดแรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานลดทอนประสิทธิภาพในการทำงานจนนำมาสู่อาการหมดไฟในที่สุด

แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผมจากสารสกัดธรรมชาติ ‘ธัญ’ (THANN)  เชิญแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช แพทย์หญิงดุจฤดี อภิวงศ์ ร่วมแนะนำเทคนิคสร้างความผ่อนคลายระหว่างการทำงานที่บ้าน เพื่อป้องกันการเกิดภาวะหมดไฟจากการทำงาน (Burnout) พร้อมเผยผลิตภัณฑ์ Time to Refresh, เครื่องกระจายกลิ่นหอม, น้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ 100%, ก้านไม้หอม และเทียนหอมไร้ควัน  ร่วมกับเซเลบริตี้สาวสวยมาร่วมเผยเคล็ดลับการรับมือกับภาวะหมดไฟ 

แพทย์หญิงดุจฤดี อภิวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช ได้แนะแนวทางสร้างบรรยากาศผ่อนคลายทางด้านอารมณ์ ป้องกันภาวะหมดไฟจากทำงาน (Burnout Syndrome)  ว่า ภาวะหมดไฟในการทำงาน (Burnout) เป็นภาวะผิดปกติที่เกิดจากการทำงาน (Occupational Phenomenon) แต่ไม่ใช่โรค (not a medical diagnosis) เนื่องจากการขาดสมดุลของชีวิตและการทำงาน (Work-Life Balance) จนเกิดความเครียดสะสมเรื้อรังในสถานที่ทำงานโดยที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเหมาะสม ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ อารมณ์ และส่งผลกระทบต่อร่างกายตามมา

กลุ่มอาการภาวะหมดไฟจากการทำงาน (Burnout) มักเกิดจากภาระความรับผิดชอบในงานที่สูง รวมถึงปริมาณงานจำนวนมากที่มีความซับซ้อนและต้องทำในเวลาเร่งรีบ นอกจากนี้อาจเกิดจากปัญหาการเรียงลำดับความสำคัญของงาน การขาดอำนาจในการตัดสินใจ หรือต้องทำงานที่ตนเองไม่ถนัด เป็นต้น ส่วนการสังเกตว่าตัวเรากำลังอยู่ในภาวะหมดไฟจากการทำงานสามารถประเมินได้จาก

อาการทางกาย : เหนื่อย หมดแรง อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อบ่อย ไม่อยากอาหารหรือทานอาหารมากเกินไป ปวดท้อง คลื่นไส้ ความสามารถในการจำและการทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัด

อาการทางจิตใจ : หดหู่ เบื่อ ขาดแรงจูงใจ ไม่มีความสุขในการทำงาน มองโลกในแง่ร้าย โกรธ หงุดหงิดง่าย รู้สึกโดดเดี่ยว สิ้นหวัง ไม่มีใครเข้าใจ ไม่พอใจในตัวเองและรู้สึกไม่ประสบความสำเร็จ

อาการทางด้านพฤติกรรม : พูดคุยกับคนรอบตัวน้อยลง ชอบแยกตัวไม่สุงสิงกับใคร ไม่อยากตื่นมาทำงาน มาทำงานสายแต่กลับบ้านเร็ว ขี้เกียจมากขึ้น ไม่กระตือรือร้น ไม่อยากพัฒนา เริ่มใช้สิ่งเสพติด เช่น เหล้า บุหรี่

เราสามารถแก้ไขภาวะหมดไฟจากการทำงานเบื้องต้นได้ด้วยการเปลี่ยนทัศนะคติ ยอมรับปัญหา เปิดใจรับฟังความคิดเห็นคนอื่น ไม่ทำงานหักโหมเกินเวลา รู้จักฝึกขอความช่วยเหลือหรือฝึกทักษะการปฏิเสธอย่างเหมาะสม แบ่งเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น หาเวลาทำกิจกรรมที่ช่วยสร้างความผ่อนคลาย เช่น แช่น้ำอุ่น ใช้เวลากับสัตว์เลี้ยง หรือต้นไม้ ออกกำลังกาย ที่ใช้การฝึกลมหายใจร่วมด้วย เช่น โยคะ พิลาทิส รวมถึงการใช้กลิ่นหอมบำบัด (Aromatherapy) จากน้ำมันหอมระเหยจากธรรมชาติมาช่วยในการสร้างบรรยากาศความผ่อนคลายภายในบ้านซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่สามารถบรรเทาความเครียดได้เร็วที่สุด

เมื่อจมูกได้รับกลิ่นมาเพียงไม่กี่วินาที กลิ่นจะถูกส่งผ่านประสาทรับกลิ่น (Olfactory Nerves) ซึ่งอยู่เหนือโพรงจมูกไปยังกระเปาะรับกลิ่น (Olfactory Bulbs) และส่งต่อไปยังสมองส่วนควบคุมอารมณ์และความรู้สึก (Limbic System) อณูของน้ำมันหอมระเหยจะกระจายไปตามประสาทรับกลิ่นเข้าสู่สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์และความรู้สึก (Emotion Center หรือ Limbic System) โดยไปกระตุ้นให้สมองสั่งการไปที่ระบบต่อมไร้ท่อ เพื่อหลั่งสารที่มีประโยชน์ และมีอิทธิพลต่ออารมณ์และความรู้สึก ได้แก่ เอ็นโดฟิน (Endorphin) สารที่ช่วยลดความเจ็บปวด คลายความเครียด และความวิตกกังวล, เอนเคฟาลิน (Enkephalin) สารที่ช่วยลดอาการซึมเศร้า และเซโรโทนิน (Serotonin) ช่วยทำให้สงบ เยือกเย็น และผ่อนคลายจากสภาวะเครียดได้”

ด้านเซเลบริตี้ต่างร่วมทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ พร้อมเผยเคล็ดลับการผ่อนคลายทางด้านอารมณ์ตามแบบฉบับตนเอง เริ่มที่ บงกชทิพย์ ภิรมย์ภักดี เผยว่า “ปกติแล้วบัวจะได้แรงบันดาลใจในการทำงานจากการเดินทาง แต่พอมาเจอช่วงโควิดก็ต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติใหม่ พยายามทำจิตใจไม่ให้เครียดด้วยการฝึกนั่งสมาธิเพื่อไม่ให้จิตใจฟุ้งซ่าน อย่างวันไหนคิดงานไม่ออกก็จะระบายอารมณ์ด้วยการวาดภาพ หากวันไหนเริ่มรู้สึกเบื่อขาดแรงบันดาลใจก็จะเพิ่มพลังด้วยกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ โดยจะวางไว้ทุกมุมภายในบ้านโดยเฉพาะในห้องนอนก็จะวางก้านไม้หอมหรือไม่ก็จุดเทียนหอมไว้ ส่วนกลิ่นที่ชอบจะเป็นกลิ่นอีสเทิร์น ออร์ชาร์ด เพราะรู้สึกสดชื่น กระปรี้ประเปร่า พอร่างกายและจิตใจเราสดชื่นความคิดทางด้านบวกและแรงบันดาลใจก็จะตามมาเรื่อยๆ ทำให้เราสามารถสร้างสรรค์ผลงานดีๆ ออกมาได้”

ต่อที่ บุญญาพร ศรีอรทัยกุล เล่าว่า “เพิร์ลเชื่อว่าเป็นเรื่องปกติที่เราทุกคนจะประสบปัญหาหมดไฟไม่ว่าจะเกิดจากการเรียนหรือการทำงานอย่างหนัก เพราะเพิร์ลเองก็เคยเป็นช่วงใกล้สอบ หรือไม่ก็ตอนทำโปรเจ็คใหญ่ๆ ช่วงนั้นรู้สึกเครียดมากๆ ทำให้ไม่มีสมาธิ ปวดหัว อ่อนเพลีย ขาดพลังและแรงบันดาลใจในการทำงาน แต่เราจะพยายามลดความเครียดด้วยการพูดคุยกับคนในครอบครัว ฟังเพลง ออกกำลังกาย และใช้กลิ่นหอมจากน้ำหอมระเหยธรรมชาติ เพื่อสร้างความผ่อนคลายไม่ว่าจะเป็น ไทม์ ทู รีเฟรช ที่พกติดตัวแบบขาดไม่ได้เลย เพราะถ้าอยากได้ความผ่อนคลายเมื่อไหร่ก็เอามาใช้ได้ทันที นอกจากนี้ก็จะวางเทียนหอม หรือ เครื่องกระจายกลิ่นหอม ที่ใช้คู่กับน้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ โดยหลักๆ ก็จะวางไว้ในห้องทำงาน และห้องนอน สำหรับกลิ่นที่ชอบก็คือ อะโรมาติก วูด เป็นกลิ่นหอมสดชื่น มีชิวิตชีวาของส้ม, แทนเจอรีน ผสมกับกลิ่นไม้หอมอย่างจันทน์เทศและแซนดัลวู้ด”

ปิดท้ายกับ ณัชชา ธนากิจอำนวย เผยว่า “ชาช่ามุ่งมั่นกับการทำงานมาก เพราะอยากให้งานประสบผลสำเร็จอย่างที่เราตั้งใจไว้ จึงชอบตั้งเป้าหมายและวางแผนการทำงานไว้ล่วงหน้า เพื่อให้งานมีแบบแผนและทิศทางการทำงานที่ชัดเจน ทำให้เรามีแรงผลักดัน มีพลังในการทำงานเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่วางแผนไว้ ถ้าช่วงไหนที่ทำงานหนักมากๆ แต่ก็อาจทำให้เกิดความเครียด เหนื่อยล้า หรือคิดงานไม่ออก เราก็จะมีวิธีผ่อนคลายตัวเองด้วยการหยุดพักผ่อนสักสาม-สี่วัน เพื่อไปท่องเที่ยวตามแหล่งธรรมชาติ ไปอยู่ในที่อากาศปลอดโปร่ง เป็นการหาแรงบันดาลใจใหม่ๆ แต่พอเกิดโควิดก็ไม่ได้ออกไปไหนเลย จึงต้องปรับเปลี่ยนวิธีมาใช้กลิ่นหอมผ่อนคลายด้วยการใช้น้ำมันหอมระเหยธรรมชาติ ซึ่งที่บ้านจะวางก้านไม้หอมและชุด น้ำมันหอมระเหยไว้ทุกห้อง ไม่ว่าจะเป็นในห้องนอน, ห้องทำงานหรือโต๊ะกาแฟ เพื่อช่วยสร้างบรรยากาศที่ดี อย่างกลิ่นที่ชอบก็จะเป็นกลิ่นอีเดน บรีซ เป็นกลิ่นหอมที่ผสมระหว่างดอกมะลิและกุหลาบที่มอบความสงบผ่อนคลายให้เราได้ดี”

Lifestyle Diary หรือ Destiny ของผิวหน้า? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/658295

วันที่ 18 ก.ค. 2564 เวลา 13:20 น.

Lifestyle Diary หรือ Destiny ของผิวหน้า?หลาก Lifestyle แต่จุดมุ่งหมายเดียวกัน เมื่อโควิดมาได้เวลากอบกู้ผิวหน้าให้กลับมาสดใส

กิจวัตรในแต่ละวันตาม Lifestyle ของเรา ไม่ว่าจะกิน จะเที่ยว หรือทำอะไรยังไงก็ย่อมส่งผลสำคัญต่อผิวของเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วแบบนี้ต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถกอบกู้ผิวหน้าให้กลับมาสดใส เพราะคิดว่าครีมบำรุงอย่างเดียวคงเอาไม่อยู่ คงต้องมีกำลังเสริมอย่างมาสก์หน้ามาช่วย

หลายคนอาจจะยังไม่เคยรู้ว่า ผลิตภัณฑ์เฟเชียลมาสก์ชีทตราวัตสัน ในระยะเวลา 6 ปี ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2014–2019 วัตสันทั่วทั้งเอเชียมีการจำหน่ายแผ่นมาสก์หน้าสูงถึง 884.1 ล้านแผ่น  ซึ่งจากตัวเลขนี้ก็รับรองได้เลยว่าวัตสันจะสามารถเป็นตัวเลือกให้กับคุณได้ ไม่ใช่มากแค่ทางเลือกที่หลากหลาย แต่ยังเปี่ยมไปด้วยคุณภาพที่ถูกคัดสรรมาจากวัตสันเป็นอย่างดี ซึ่งกิจวัตรของเราในแต่ละวันก็หลากหลายไม่แพ้กัน ถ้าอย่างนั้นวันนี้ลองมานั่งบันทึก Lifestyle Diary กันดูหน่อย เพราะสุดท้ายแล้วมันจะกลายเป็น Destiny ที่กำหนดโชคชะตาของผิวหน้าเราด้วย เพื่อคุณจะได้สามารถเลือกมาสก์ที่ใช่ นำมาสยบปัญหารายวันของผิวนั้นให้หมดไป เริ่มบันทึกกันเลย!

“ในวันนี้ที่ฉันงานหนัก เครียดจริงนัก หน้าเหี่ยวไม่ได้พักเลยแก”

เพราะวันทำงานที่เกิดความเครียดต่างๆ หรือการใช้สมองคิดงาน ใบหน้าก็แสนอ่อนล้าตามไปด้วย ทั้งขมวดคิ้ว เพ่งที่หน้าจอ ไลฟ์สไตล์แบบชมรมคนรักงานขนาดนี้ เรื่องที่ตามมาก็คงหนีไม่พ้น ‘ริ้วรอย’ สินะ เพราะเคยได้ยินมาว่าความเครียดส่งผลให้คอลลาเจนในตัวเราน้อยลง จริงๆ มันก็เริ่มน้อยลงตั้งแต่ก้าวเข้าเลข 20 แล้ว นี่จึงเป็นที่มาแบบไม่ต้องสืบว่าริ้วรอยของเรามาจากอะไร สิ่งที่เราทำได้หลังจากเลิกงานก็คงหันไปหยิบครีมบำรุงมาทา และก็ขอหยิบมาสก์มาเติมน้ำให้ผิวได้ผ่อนคลาย บอกบายริ้วรอยด้วยดีกว่า

Tips and Tricks

มาสก์หน้าสำหรับคนมีไฟทำงาน เติมน้ำดับไฟให้หน้าได้พักจากรอยเหี่ยวด้วยสูตร “กู้หน้าเด้งใน 5 วัน” ถ้าได้ควบคู่ไปกับการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ทานน้ำเยอะๆ และหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ก็จะพอช่วยให้หน้าเราไม่เหี่ยวก่อนวัยอันควรได้

“วันที่ฉันจะออกงาน สิวก็มารุกรานถูกเวลาเสียจริง”

และเป็นอีกวันที่เรามีออกงาน รักชีวิตแบบเข้าสังคมแต่สิวดันพาลอักเสบขึ้นมาซะงั้น ได้แต่โทษน้องสิวในใจว่าไม่รักดีเลย แต่พอมาลองทบทวนดูดีๆ ก็ได้รู้ว่าเป็นเพราะพฤติกรรมของเราเอง ด้วยความที่จะออกงานทั้งทีผิวก็ต้องดีหน่อย เราก็เลยต้องล้างหน้า สครับหน้า ทำบ่อยๆ ไปเลย แต่…เราดันไม่รู้เลยว่าถ้าทำบ่อยเกินไปทำให้เกิดการรบกวนของสิว กระตุ้นให้สิวอักเสบขึ้นมา ทั้งที่จริงแล้วล้างหน้าวันละ  2 -3 ครั้งต่อวันก็เพียงพอแล้ว สครับหน้าก็อาทิตย์ละ 1  ครั้งก็พอแล้วเหมือนกัน  แต่เราก็มั่นใจด้วยว่าครั้งนั้นสะอาดแล้วจริงๆ ด้วยนะ ครั้งหน้าอย่าเผลอทำบ่อยอีกละ

และอีกอย่างที่ใกล้ตัวมาก แต่เราห้ามได้ยากเลย คือการใช้มือสัมผัสใบหน้าบ่อยๆ เพื่อเช็คความสวยหรืออะไรก็ตามระหว่างวัน ตั้งใจบ้าง ไม่ตั้งใจบ้าง แต่มันไม่ควรทำอย่างยิ่ง! เพราะมือของเราอุดมไปด้วยแบคทีเรีย หรือเชื้ออื่นๆ ที่จะส่งผลให้หน้าเราเป็นสิวผุดขึ้นมาได้ ถ้ายังห้ามไม่ได้ก็จะทำให้คุณยังเป็นสิวเหมือนเดิม เพิ่มเติมคืออักเสบขึ้นด้วย หยุดพฤติกรรมผิดๆ ได้แล้ว มาหันหน้าหามาสก์ที่ช่วยทำให้สิวของเรานั้นหายไป หรือช่วยให้อักเสบน้อยลงก็เป็นพอ

Tips and Tricks

มาสก์หน้าสำหรับสิวไม่รักดีของเรากับสูตร “คืนหน้าใสไร้สิว” วันใดที่สิวผุดขึ้นมา ก็เป็นหน้าที่ของเราที่ต้องทำให้น้องไม่อักเสบขึ้น มาสก์ดีๆ ก็จะช่วยลดการอักเสบลงได้ หรือ ลดของหวานก็จะช่วยทำให้สิวไม่อักเสบขึ้นมาได้เช่นกันนะ

“วันเหงาๆ กักตัวอยู่บ้านไม่เจอใคร แต่ยังต้องสดใส ใส่ใจกับผิวหน้า”

นี่คือเวลาทำคะแนนให้กับผิวของเรา! สำหรับเราที่รับบทนางเฝ้าบ้าน ถ้าลองปรับพฤติกรรมของตัวเองนิดหน่อย เราก็จะสามารถมีผิวที่สวยรอต้อนรับเพื่อนๆ ในการเจอกันครั้งต่อไปได้แน่นอน เพราะเพื่อนหลายคนเข้าใจผิดกันไปว่าวันๆ อยู่แต่บ้าน เราไม่ได้ออกไปไหน ไม่เจอใครอยู่แล้ว ทำไมต้องดูแลตัวเองด้วย

โอ๊ะ No No No อย่างนี้ไม่ดี

ขอบอกไว้เลยว่าวันที่เราอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้แปลว่าผิวของเรานั้นจะไม่มีผลกระทบใดๆ เลย และสำหรับคนที่มีปัญหาผิวอยู่แล้วยิ่งต้องดูแล อย่าปล่อยเบลอให้ผิวโดนทำร้าย เพราะในแสงแดดรังสี UVA 95% และ UVB 5 % ในตอนเช้าที่เรานั่งอยู่ในบ้านมันจะสามารถทะลุกระจกพุ่งมาสร้างความหมองให้กับเราได้ หรือจะมาในรูปแบบของความร้อน หรือไอร้อนก็ได้เช่นกัน และกับแสงที่มองไม่เห็นทำให้หมองคูณสองไปอีก ไม่พอนะ ผิวจะแห้งกร้านได้อีกด้วย ดังนั้นฉันจะอยู่เฉยได้เหรอ ครีมบำรุงก็ต้องหยิบมาทา มาสก์ต้องหยิบมาเสริม เพราะเมื่อวันเปิดเทอม เราจะได้พาน้องผิวไปเฉิดฉายเปล่งประกายให้คนอื่นเห็น

Tips and Tricks

มาสก์หน้ากักตัวผิวใส เดี๋ยวเจอเลยกับสูตร “ไล่ผิวหมองฉลองผิวใส” ไล่ความหมองให้หายไป ต้อนรับผิวใสให้กลับมา บำรุงให้ชุ่มก็สามารถช่วยผิวของเราได้แล้ว มาสก์เสร็จก็ทาครีมบำรุง ตบท้ายด้วยกันแดด ก็ผิวสวยอยู่บ้านได้สบายใจ

“วันนี้นี้ขอดูซีรีส์ก่อนนอนแค่สองตอน พอจะนอนอีกทีตีสามแล้ว”

ไม่ทันไรก็จะเช้าวันใหม่แล้ว ในขณะที่เรากำลังดูซีรีส์สุดโปรด แต่ดันลืมดูเวลาแล้ว แถมยังลืมดูแลหน้าของเราอีก รู้ทั้งรู้นะว่าตอนดูซีรีส์มันมีแสงสีฟ้าจากหน้าจอที่ทำร้ายผิวเราเพลินไปด้วย และยังไม่พอเมื่อร่างกายของเราไม่ได้นอน “โกรทฮอร์โมน” จะไม่ถูกหลั่งออกมา ทำให้ผิวของเราไม่ได้รับการซ่อมแซมเซลล์ผิว และขาดความชุ่มชื้น ถ้าจะตื่นมาแล้วหน้าโทรมก็ไม่ต้องแปลกใจเลยนะ เมื่อเรารู้แบบนี้แล้วครีมบำรุงคงไม่พอ ต้องขอตัวไปมาสก์หน้าบำรุงผิวก่อน

Tips and Tricks

มาสก์หน้าสำหรับชาวติดซีรีส์ดูทีข้ามวันกับสูตร “เติมน้ำผิวดุจโอเอซิสกลางทะเลทราย” ที่จะช่วยเติมน้ำให้กับผิวของเรา เมื่อหน้าอิ่มน้ำด้วยมาสก์ แล้วก็อย่าดูซีรีส์เพลินจนลืมมองดูเวลานะ ดูจบแล้วก็ดื่มน้ำสักแก้วก็จะพอช่วยให้ผิวอิ่มน้ำได้อีกแรง

จะวันไหน ผิวดราม่ายังไง ก็สยบได้ด้วย Have a happy mask day!

เมื่อได้อ่าน Lifestyle Diary มาถึงตรงนี้ จดลิสต์มาสก์ที่เข้ากับปัญหาผิวของคุณไว้แล้วหรือยัง เพราะวันนี้คุณสามารถเลือกมาสก์ที่ใช่ ให้วันของคุณกันด้วยโปรโมชันสุดคุ้มจากวัตสันที่ให้คุณได้เลือกจัดเซตมาสก์ได้ตามใจ หรืออิงจาก Lifestyle ของคุณในแต่ละวันที่ส่งปัญหาต่อผิวของคุณ ทั้งริ้วรอยของผิวที่เกิดจากความเครียด การอักเสบของสิวที่เราต้องดูแล ความหมองคล้ำที่เกิดจากเราลืมดูแลผิว หรือสุดท้ายผิวขาดน้ำเพราะตามซีรีส์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาใดเราก็พร้อมให้มาสก์เป็นตัวช่วยให้กับคุณ

หาซื้อมาสก์ที่ตรงใจคุณได้แล้วที่วัตสันทุกสาขา หรือผ่านแอปพลิเคชัน WatsonsTH ทั้ง PlayStore และ AppStore พร้อมพบกับโปรโมชั่นดีๆ ตั้งแต่วันนี้–21 ก.ค. 64  เพียงเท่านี้คุณก็สามารถใช้ Lifestyle ในทุกวันได้เต็มที่ และเป็น Destiny ที่ดีของผิวหน้าเราด้วยแล้ว

ส่งท้ายปลายซีซั่นฤดูร้อน 2021 ด้วย Keds x Kate Spade New York New Collection #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/658093

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

ส่งท้ายปลายซีซั่นฤดูร้อน 2021 ด้วย Keds x Kate Spade New York New Collection ใครที่เป็นแฟนประจำของรองเท้า Keds โดยเฉพาะรุ่นพิเศษที่ทางแบรนด์มักจับมือออกแบบร่วมกับแบรนด์ต่างๆ บอกเลยว่าไม่ควรพลาดคอลเลคชั่นส่งท้ายซีซั่นฤดูร้อน 2021 นี้อย่าง Keds x Kate Spade New York ด้วยประการทั้งปวง

เพราะในคอลเลคชั่นนี้นอกจากจะเป็นการร่วมงานกันของสองแบรนด์ดังแล้ว ยังมีความพิเศษตรงการนำเทคนิคการตัดเย็บแบบใหม่ๆ และวัสดุที่ทั้งความหลากหลายมาใช้ ทำให้ได้ผลลัพธ์ที่มีทั้งความสดใสและนุ่มสบายในคราวเดียวกัน

Keds x Kate Spade New York Crew Kick Rubber Applique Canvas White (ราคา 3,250 บาท)

หยิบเอาความน่ารักสไตล์สปอร์ตวินเทจของรองเท้า Keds รุ่น Crew Kick75 มาใช้ พร้อมประดับลายหัวใจที่ทำจากยางโทนสีเดียวกับตัวรองเท้าและขอบรองเท้า อีกทั้งยังผสมผสานระหว่างความสปอร์ตและกลิ่นอายความเป็นผู้หญิงในแบบของ Kate Spade ได้อย่างลงตัว ซึ่งรองเท้ารุ่นนี้สามารถแมทช์กับเสื้อผ้าได้หลากสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นกางเกงเลกกิ้ง กางเกงยีนส์ ชุดเดรส หรือแม้แต่ชุดว่ายน้ำเก๋ๆ ริมชายหาด โดยตัวรองเท้าทำจากผ้าแคนวาส บุด้วยนวม Kiss Foam บริเวณส่วนบนและส่วนหุ้มข้อเพื่อให้ใส่สบายมากยิ่งขึ้น

Keds x Kate spade New York Crew Kick Slip on Hearts (3,250 บาท)

สำหรับสาวๆ คนไหนที่ชอบรองเท้าสนีกเกอร์สไตล์ Slip on ที่ยังมีความเท่ทะมัดทะแมงแบบสปอร์ตแต่ยังเจือด้วยกลิ่นอายหวานๆ สไตล์เฟมินินอยู่ เราขอแนะนำรุ่น Crew Kick รองเท้าทรงสปอร์ตย้อนยุคที่แค่เห็นครั้งแรกก็สัมผัสได้ถึงความคิ้วท์ โดยใช้ผ้าใบสีชมพูอ่อนเป็นวัสดุหลักชองตัวรองเท้า พร้อมตกแต่งด้วยยางทรงหัวใจสีขาวบนตัวรองเท้าและขอบรองเท้า นอกจากจะสวมใส่สบายด้วยพื้นด้านในแบบ Softerra แล้วยังบุด้วยนวม Kiss Foam บริเวณส่วนบนและส่วนหุ้มข้อเพื่อให้ใส่สบายมากยิ่งขึ้นด้วย

Keds x Kate Spade New York Kickstart Mule TPU Clear (2,450 บาท)

นี่เป็นการโคจรมาเจอกันของรองเท้าเจลลี่และหนึ่งในรองเท้าผ้าใบรุ่นยอดนิยมอย่าง Kickstart Mule ด้วยการนำเอาจุดเด่นของรองเท้าเจลลี่ที่มีความโปร่งใสมาออกแบบโดยใช้รูปทรงของรุ่น Kickstart Mule พร้อมเพิ่มรูระบายอากาศบริเวณด้านในของรองเท้า เพื่อช่วยให้ระบายอากาศได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ได้ผลลัพธ์เป็นรองเท้าดีไซน์น่ารักสดใสที่สามารถสวมใส่ง่ายในชีวิตประจำวัน

Keds x Kate Spade New York Triple Decker Stripe Mesh (2,850 บาท)

อีกหนึ่งรองเท้ารุ่นใหม่ที่นำวัสดุอันหลากหลายมาใช้ในการผลิต โดยครั้งนี้ได้นำผ้าตาข่ายที่มีคุณสมบัติเบาและถ่ายเทอากาศได้ดีมาใช้กับรองเท้าสไตล์สลิปออนแพลตฟอร์มของแบรนด์อย่าง Triple Decker โดยตาข่ายที่เลือกมาใช้นั้นเป็นตาข่ายลายทางสีเขียวมิ้นท์ ซึ่งทางแบรนด์สั่งทำพิเศษขึ้นสำหรับคอลเลคชั่นนี้โดยเฉพาะ เหมาะสำหรับใส่คู่กับกางเกงยีนที่ให้ลุคทะมัดทะแมง หรือจะลองหยิบไปแมทช์กับเสื้อผ้าสไตล์อื่นๆ เพื่อเพิ่มดีเทลสนุกๆ ก็ยังได้

Keds x Kate Spade New York Triple Kick Multi Stripe Canvas (3,250 บาท)

ปิดท้ายคอลเลคชั่นพิเศษนี้ด้วยการนำรองเท้ารุ่น Triple Kick มาระบายสีใหม่ โดยได้แรงบันดาลใจมากจากเทคนิกการต่อลายผ้ามาปริ้นท์ลงบนผืนผ้าแคนวาส ให้ความรู้สึกที่สดใส และ พร้อมรับพลังบวกแบบเต็มๆ โดยสะท้อนผ่านสีสันหลากหลายเฉดสีของสายรุ้งที่พาดบนตัวรองเท้า ตัดกับของยางสีขาวและเชือกรองเท้าสีเดียวกัน เป็นการจับคู่สีในแบบของแบรนด์ Kate Spade New York มาใช้ อีกทั้งยังให้สัมผัสนุ่มสบายในทุกย่างก้าวที่เดินอีกด้วย

เป็นเจ้าของคอลเลคชั่นสุดพิเศษนี้ที่ www.keds.co.th ทาง LINE :@KedsThailand หรือคลิกได้เลยที่ http://bit.ly/KedsLine พร้อมทั้งติดตามข่าวสารจาก Keds Thailand ได้ที่ Facebook และ Instagram : @KedsThailand

Chloe กับน้ำหอมจากห้วงความทรงจำคอลเลกชั่นใหม่ L’ATELIER DES FLEURS #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/658090

วันที่ 15 ก.ค. 2564 เวลา 16:02 น.

Chloe กับน้ำหอมจากห้วงความทรงจำคอลเลกชั่นใหม่ L’ATELIER DES FLEURSความหอมจากหมู่มวลดอกไม้ธรรมชาติ สู่น้ำหอมที่เกิดขึ้นจากห้วงความทรงจำ ด้วยคอลเลกชั่นน้ำหอม L’ATELIER DES FLEURS ใหม่ล่าสุดจาก Chloe

Chloé (โคลเอ้) รวบรวมกลิ่นหอมและกลิ่นที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว รังสรรค์คอลเลคชั่นสุดพิเศษที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความลับแห่งความหอมภายในห้องปฏิบัติการแห่งความฝัน ก่อเกิดเป็นน้ำหอมทั้งหมด 9 กลิ่น ประกอบไปด้วยน้ำหอมที่มีชื่อมาจากดอกไม้ต่างๆ ความพิเศษของน้ำหอมทั้ง 9 กลิ่นนี้ สามารถทวีความหอมด้วยการฉีดผสมคู่กัน หรืออาจจะเพิ่มดีกรีด้วยการผสานความหอมถึง 3 กลิ่น เกิดเป็นกลิ่นหอมที่เข้ากันอย่างลงตัว ด้วยการหลอมรวมส่วนผสมจากธรรมชาติ

น้ำหอมแต่ละกลิ่นมีเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว ถูกรวบรวมไว้เป็นคอลเลคชั่นสุดพิเศษที่แท้จริง เหตุนี้ Chloé จึงนำเอาพืชพันธุ์ของดอกไม้ที่ได้รับความนิยมนานาชนิดมาใช้เป็นส่วนผสมหลัก อันเป็นหัวใจสำคัญของน้ำหอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟที่สามารถแบ่งปันเรื่องราวแบบไม่ซ้ำใครได้อย่างเหนือระดับ

จากความทรงจำในวัยเด็ก ประสบการณ์ของการเดินทาง การรำลึกถึงสถานที่ต่างๆ หรือช่วงเวลาที่ผ่านมาในชีวิต…สู่น้ำหอมที่สามารถทำให้หวนความทรงจำในอดีตเกี่ยวกับการได้กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ในแบบฉบับของโคลเอ้ให้ย้อนคืนมาอีกครั้ง ผ่านการปรุงกลิ่นโดยนักออกแบบน้ำหอมชื่อดังมากมาย

ศิลปะแห่งการผสมผสานมวลหมู่ดอกไม้

บางคนชื่นชอบดอกไม้ชนิดเดียวกันทั้งช่อ ขณะที่บางคนอาจหลงใหลดอกไม้หลากหลายสีสันในช่อเดียว คุณอาจเลือกดอกไม้ที่ชื่นชอบในร้านแล้วนำมารวมเป็นช่อดอกไม้ เสมือนกับ “Chloé Atelier des fleurs” (โคลเอ้ อาเตอลิเย่ เดส์ เฟลอร์ส) คอลเลกชั่นน้ำหอมได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถัน เพื่อกลิ่นหอมที่ได้รับการผสมผสานให้เข้ากันอย่างลงตัวแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ความงดงามของส่วนประกอบอันเลอค่า

น้ำหอมที่มีส่วนผสมเข้มข้นผ่านกระบวนการผลิตที่กลั่นกรองอย่างปราณีต สู่ขวดน้ำหอมที่หรูหราแบบเหนือกาลเวลา ดีไซน์ขวดได้นำแรงบันดาลใจการจับจีบผ้ามาใช้ ฝาปิดเป็นหินอ่อนสีงาช้างสวยงามสะดุดตา ประดับประดาด้วยคอขวดสีเบจผสมสีทองดูดีมีระดับ นำเอาสีสันที่มีอยู่รอบตัวตามธรรมชาติมาใช้อย่างเรียบง่ายแบบไม่ซ้ำใคร มีให้เลือกด้วยกัน 2 ขนาด คือ ขนาด 50 ml (4,850 บาท) และ 150 ml ( 9,450 บาท) เหมาะแก่การนำมาฉีดผสมกันจนเกิดเป็นน้ำหอมที่มอบประสบการณ์แปลกใหม่ที่เป็นคุณ

คอลเลกชั่นน้ำหอม L’ATELIER DES FLEURS ประกอบด้วย

ROSA DAMASCENA ออกแบบโดย Amandine Clerc-Marie

“กุหลาบ” เป็นดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมสดชื่นและโดดเด่นอย่างเป็นธรรมชาติ โดย Amandine Clerc-Marie ได้นำแรงบันดาลใจจากกลีบดอกที่ซ้อนและเรียงตัวกันอย่างงดงามของดอกกุหลาบที่อยู่ในสวนดอกไม้ในวัยเด็กของเธอ โดยกุหลาบนั้นเป็นดอกไม้ที่มอบกลิ่นหอมสดชื่น เบาบางอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมกับเอกลักษณ์แห่งความสนุกสนานร่าเริงที่น่าประทับใจ แบบไม่มีที่สิ้นสุด

LAVANDA ออกแบบโดย Quentin Bisch

น้ำหอมที่เกิดขึ้นจากเสน่ห์ของแสงและเงา โดย Quentin Bisch ได้เก็บภาพจำในวัยเด็ก ขณะช่วงเวลาที่แม่ของเขาเดินออกมาจากสวนดอกไม้ที่มีสีสันสุดร้อนแรง กลับเข้าสู่ภายในบ้านที่เต็มไปด้วยแสงอันอบอุ่น และได้ฉีดพ่นสเปรย์กลิ่น ”ดอกลาเวนเดอร์” ลงบนแขนของเธอ เหตุนี้เขาจึงได้เก็บภาพความทรงจำของกลิ่นหอมนั้นไว้ แล้วนำมายกระดับความหอมให้เด่นชัดมากขึ้น

MAGNOLIA ALBA ออกแบบโดย Louise Turner

น้ำหอมที่เปี่ยมเสน่ห์ส่งกลิ่นหอมสดชื่น ด้วยคุณค่าจากกลีบ “ดอกแมกโนเลีย” ที่มีกลิ่นหอมอวบอวลแสนรัญจวนใจ ทำให้ Louise Turner ชาวพื้นเมืองอังกฤษ นึกถึงวันที่แสงแดดส่องแสงจ้า เกิดเป็นไอเดียนำมาออกแบบน้ำหอมที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอของความเรียบง่าย นำคุณค่าของกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของมะนาวผสานกับความหอมละมุนของดอกแมกโนเลียในช่วงฤดูใบไม้ผลิมารวมไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

CEDRUS ออกแบบโดย Quentin Bisch

เบื้องหลังความหอมของกลิ่น “เปลือกไม้” นี้ เกิดจากกลิ่นของยางไม้หอม (Balsam) ผสมกับกลิ่นควันที่ชวนให้คิดถึงของขวัญจากคนรักที่เปี่ยมไปด้วยความขี้เล่นแสนซน จากดอกไม้ช่อหนึ่งที่ทำให้ Quentin Bisch รำลึกเมื่อครั้งที่พ่อของเขาเคยมอบให้แก่แม่เขาในวัยเด็ก ซึ่งเป็นช่อดอกไม้ที่มีความงดงามและอ่อนโยนยิ่งนัก ให้ความรู้สึกถึงความละเอียดอ่อน พร้อมด้วยกลิ่นหอมจากมัสก์ก็ทำให้รู้สึกถึงอบอุ่นและความเป็นผู้นำ

HIBISCUS ABELMOSCHUS ออกแบบโดย Domitille Michalon Bertier

ในวันที่แสงแดดสาดส่อง เปิดรับความหอมของกลิ่นผลไม้หอมอ่อนๆและกลิ่นกลีบดอกไม้หอมละมุน ด้วยคุณค่าของ “ดอกชบา” ราชินีแห่งดอกไม้จากสวนโพลิเนีเชียน ที่ Domitille Michalon Bertier เคยจดจำได้ในวัยเยาว์ ซึ่งดอกชบาได้มอบความอบอุ่นให้แก่ช่อดอกไม้ พร้อมกลิ่นมัสก์ที่ทรงพลัง และกลิ่นหอมแป้งอ่อน ๆ

HERBA MIMOSA ออกแบบโดย Amandine Clerc-Marie

น้ำหอมกลิ่นแป้งอ่อน ๆ ที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยน ชวนให้นึกถึงความจำในวัยหนุ่มสาว กระตุ้นสัมผัสและปลุกเร้าอารมณ์ด้วยกลิ่นของ “ดอกมิโมซ่า” หรือไมยราบที่เบ่งบานอยู่บนเนินเขากราสเซ่ เมื่อ Amandine Clerc-Marie เธออายุช่วง 20 ปี ซึ่งกลิ่นหอมของดอกมิโมซ่านี้จะมอบความหอมอ่อนๆ ผสมผสานกับกลิ่นจากไม้ และพืชผัก เกิดเป็นกลิ่นที่เข้ากันอย่างพอเหมาะ สุดแสนล้ำค่า

NEROLI ออกแบบโดย Sidonie Lancesseur

จากการถ่ายทอดเรื่องราวผ่านกลิ่นหอมของ “ดอกส้มเนโรลิ” ทำให้ Sidonie Lancesseur ย้อนกลับไปคิดถึงการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองเซวิลล์ ประเทศสเปน เมื่อเขาได้กลิ่นหอมของดอกส้มจึงเกิดความรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวาและนึกถึงความอบอุ่นของแสงแดง และนึกถึงการเดินทางอันแสนหวาน เต็มไปด้วยความสะดวกสบายอย่างน่าโหยหา ชวนให้หวนกลับมาอีกครั้ง

VERBENA ออกแบบโดย Mylène Alran

กลิ่นหอมแนวอโรม่าของ “ดอกเวอร์บีน่า” ดอกไม้นำโชคจากสวนดอกไม้ ที่ Mylène Alran เคยเก็บมาถือไว้ในมือของเธอทุก ๆ วัน โดยกลิ่นหอมนี้ที่เกิดจากการนำกลิ่นดอกเวอร์บีน่าที่อยู่ในช่อดอกไม้ ผสมผสานเข้ากันอย่างลงตัวกับกลิ่นหอมสดชื่นของมะนาวที่โดดเด่น เปล่งประกายอย่างเป็นธรรมชาติ

JASMINUM SAMBAC ออกแบบโดย Louise Turner

เมื่อ Louise Turner ได้หยิบยกกลิ่นหอมอันมีเอกลักษณ์ของ “ดอกมะลิลา” ที่งดงาม มาใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการออกแบบน้ำหอมซึ่งมะลิลาเป็นดอกไม้ที่แสดงออกถึงความรักสำหรับมอบให้แก่แม่ในวันแม่แห่งชาติของคนไทย และเธอได้เคยดมกลิ่นหอมครั้งนั้นที่ กรุงเทพมหานคร ด้วยกลีบดอกมะลินั้นมอบความรู้สึกอ่อนโยนราวกับหยดน้ำค้างที่กลิ้งอย่างนุ่มนวลอยู่ในช่อดอกไม้ที่เจิดจรัสงดงาม

สัมผัสกับน้ำหอมทั้ง 9 กลิ่นหอม ในคอลเลกชั่นน้ำหอม L’ATELIER DES FLEURS ได้แล้ววันนี้ที่เคาน์เตอร์น้ำหอม CHLOE Beauty Hall, ชั้น M ห้างสรรพสินค้าสยาม พารากอน ชั้น M The Mall Lifestore Ngamwongwan , Sephora Siam Center, Sephora Online และ M online

บันทึกภาพกรุงเทพมหานคร ในวันที่ความเหงามาเยือน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657996

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 15:40 น.

บันทึกภาพกรุงเทพมหานคร ในวันที่ความเหงามาเยือนจารึกไว้ในความทรงจำ Leica Camera Thailand จัดแคมเปญ Leica Bangkok Captures บันทึกภาพกรุงเทพมหานครในวันที่ความเหงามาเยือน

ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งปีครึ่งที่เราคนไทยต้องเผชิญกับโควิด-19 โรคระบาดร้ายที่โลกต้องจารึกไว้ ซึ่งแน่นอนว่าหลายธุรกิจต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด หลายชีวิตต้องดิ้นรน อดทน ประคับประคอง และหวังลึกๆ ว่าฟ้าหลังฝนจะมาให้เห็นในไม่ช้า การจราจรบนท้องถนนในกรุงเทพมหานครเมืองหลวงที่ขึ้นชื่อว่ารถติดมากที่สุดในโลก หากในสภาวะปกติชาวกรุงเทพฯ ต้องเผื่อเวลาเดินทางอย่างน้อย 1 ชั่วโมง หลายคนคุ้นชินกับภาพความวุ่นวายของผู้คนที่เดินกันขวักไขว่ในย่านสีสม สยาม อโศก เยาวราช ภาพนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อคิวยาวเพื่อเข้าชมวัดพระแก้ว ภาพถนนข้าวสาร ย่านพัฒน์พงษ์ ที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียงในยามราตรี

แต่โควิด-19 ได้เปลี่ยนกรุงเทพฯ ให้กลายเป็นเมืองที่เงียบเหงา ร้านค้า ร้านอาหารต่างปิดบริการ สถานที่ท่องเที่ยวที่เคยคึกคักวันนี้กลับไร้ผู้คน กรุงเทพฯ ในวันนี้คือภาพที่หลายคนไม่เคยคาดคิดว่าจะมีโอกาสได้เห็น Leica Camera Thailand (ไลก้า คาเมร่า ไทยแลนด์) จึงจัดทำแคมเปญ Leica Bangkok Captures ชวน KOLs ผู้รักการถ่ายภาพ อย่าง กิตติพัฒน์ สมานตระกูลชัย, วรชัย ศิริคงสุวรรณ และคู่พี่น้อง กาน อาสาฬห์ประกิต – กฤตนัย อาสาฬห์ประกิต, พร้อมด้วย อาณกรภูเบศวร์ เฮงสุวรรณ์ ช่างภาพสายแฟชั่น และ ศิรวิทย์ คุววัฒนานนท์ ช่างภาพสตรีทรุ่นใหม่ มาเก็บช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่คนไทยทุกคนต่างต้องจดจำ เรียนรู้ และปรับวิถีการดำเนินชีวิต ภาพประวัติศาสตร์เหล่านี้เป็นเสมือนจิ๊กซอว์สำคัญในการเชื่อมอดีตกับปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อส่งต่อให้คนรุ่นหลังเรียนรู้ถึงคุณค่าของความยากลำบากและการร่วมใจกันต่อสู้เพื่อให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปให้ได้

โดยสามารถชมภาพประวัติศาสตร์จากแคมเปญ Leica Bangkok Captures ได้ที่ Instagram: leicacamerathailand และ Facebook: https://www.facebook.com/LeicaCameraThailand/

EQ สำคัญอย่างไรกับชีวิตการทำงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657952

วันที่ 14 ก.ค. 2564 เวลา 10:31 น.

EQ สำคัญอย่างไรกับชีวิตการทำงานความฉลาดทางอารมณ์ หรือการเป็นคนที่มีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ดี มีแรงผลักดันในการทำงาน มองโลกในแง่บวก ดีต่อทั้งต่อพนักงานและต่อองค์กร แล้วความฉลาดทางอารมณ์ สำคัญอย่างไรกับชีวิตการทำงาน เรามาดูกัน

Hard skill นับว่ามีความสำคัญกับการทำงานเป็นอย่างยิ่ง และเป็นสิ่งที่องค์กรต้องการ ในตัวพนักงาน เป็นทักษะความรู้ความสามารถทางปัญญา หรือที่เรารู้จักกันว่า IQ แต่ขณะเดียวกันอีกหนึ่งทักษะที่จะมาช่วยส่งเสริมให้พนักงานทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและก้าวสู่ความสำเร็จได้อย่างรวดเร็วก็คือ EQ ความฉลาดทางอารมณ์ คือการเป็นคนที่มีความยืดหยุ่น ปรับตัวได้ดี มีแรงผลักดันในการทำงาน มองโลกในแง่บวก ซึ่งดีต่อทั้งต่อพนักงานและต่อองค์กร JobsDB เผยความฉลาดทางอารมณ์ สำคัญอย่างไรกับชีวิตการทำงาน เรามาดูกัน

EQ ช่วยให้การทำงานร่วมกันลื่นไหล

การที่งานจะออกมาอย่างมีประสิทธิภาพ ทีมงานต้องแข็งแกร่ง การสร้างทีม จึงต้องอาศัย EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์เข้ามาช่วย หัวหน้างานควรต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ เพื่อบริหารทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตรงสู่เส้นชัย ขณะเดียวกัน หากพนักงานภายในทีมต่างก็มี EQ ด้วยแล้ว จะยิ่งทำให้การทำงานเป็นไปอย่างลื่นไหล สื่อสารกันได้เข้าใจ โดยไม่ใช้อารมณ์มาตัดสิน

EQ ช่วยปรับการ Work From Home ให้มีสมดุล

หลายคนต้องประสบกับปัญหาการ Work From Home แล้วทำให้สมดุลชีวิตหายไป เพราะเวลางานปนเปไปกับเวลาที่ใช้กับครอบครัว การทำงานเปลี่ยนจากเข้างาน 8 โมง เลิกงาน 5 โมง เป็นยืดหยุ่นเวลาเข้าออกงานมากขึ้น แต่กลับทำให้ชั่วโมงการทำงานเพิ่มขึ้นแบบไม่รู้ตัว EQ จะเข้ามาช่วยคุณจัดการทางอารมณ์และควบคุมจิตใจได้ หากคุณมีความฉลาดทางอารมณ์มากพอ ก็จะทำให้สามารถบริหารจัดการกับอารมณ์ที่เกิดจากชั่วโมงการทำงานที่มากขึ้น และรับมือกับอารมณ์จากเพื่อนร่วมงาน หรือแม้แต่อารมณ์ของลูกน้อง และหัวหน้างานได้เป็นอย่างดี

EQ ช่วยจัดการทางอารมณ์ระหว่างองค์กรและพนักงาน

ทั้งด้วยสภาพเศรษฐกิจ และสถานการณ์โควิดทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้าง และนายจ้างเปลี่ยนไป ขณะที่องค์กรคาดหวังกับปริมาณงานที่เพิ่มมากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น พนักงานก็คาดหวังกับผลตอบแทนในรูปแบบต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน ฉะนั้นการจัดการทางอารมณ์ที่ดีจะช่วยให้ทั้งพนักงานและองค์กรผ่านสถานการณ์วิกฤตนี้ไปได้

EQ ช่วยให้เข้าใจพนักงาน Gen Z

2-3 ปีมานี้ องค์กรได้มีโอกาสเปิดรับพนักงานที่อยู่ในวัย Gen Z เข้ามาทำงาน ซึ่งจากผลวิจัยพบว่า คน Gen Z มีวิธีการทำงานต่างจากคน Gen อื่น ๆ พร้อมกับมีแนวโน้มจะเกิดความเหงาจากการทำงานมากกว่า Gen อื่น ๆ ถึง 73% และอยากได้รับความใส่ใจจากหัวหน้างานมากเป็นพิเศษ ฉะนั้น EQ ความฉลาดทางอารมณ์ จึงมีความสำคัญในการทำงานในปัจจุบันโดยเฉพาะกับคน Gen Z เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะหัวหน้างานที่ต้องเข้าใจความแตกต่างในแต่ละ Gen เพื่อให้งานสำเร็จลุล่วงไปได้นั่นเอง

How to การเลือกเนื้อชั้นดีไว้เนรมิตเมนูหรูที่บ้าน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657892

วันที่ 13 ก.ค. 2564 เวลา 15:15 น.

How to การเลือกเนื้อชั้นดีไว้เนรมิตเมนูหรูที่บ้านสุดยอดเคล็ดลับที่เชฟแพมอยากบอกต่อ! เทคนิคการเลือกเนื้อออสเตรเลียรังสรรค์เมนูหรูที่บ้าน ต้องเลือกส่วนไหนให้เหมาะสำหรับปรุงเป็นเมนูในใจมากที่สุด

บรรดาเชฟชั้นนำต่างรู้ดีว่า ขั้นตอนแรกของการปรุงอาหารคือการเลือกสรรวัตถุดิบคุณภาพดี โดยเฉพาะเมนูที่มีเนื้อเป็นตัวชูโรง ยิ่งต้องใส่ใจเลือกวัตถุดิบจากแหล่งผลิตเนื้อที่เชื่อถือได้และเป็นที่ยอมรับในวงการอาหารโลก และเนื้อออสเตรเลียก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้น ๆ ที่เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเนื้อชื่อดังไว้วางใจ เพราะมีชิ้นส่วนต่าง ๆ ให้เลือกหลากหลาย ทั้งยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่มาจากการทำปศุสัตว์แบบธรรมชาติ ทำให้ได้เนื้อคุณภาพเยี่ยมที่มอบรสชาติอร่อย เข้มข้น และให้กลิ่นหอมหวนเป็นเอกลักษณ์ที่เนื้อจากแหล่งอื่น ๆ ให้ไม่ได้

เมื่อพูดถึงผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารเนื้อในเมืองไทย หลายคนคงนึกถึง เชฟแพม-พิชญา อุทารธรรม ผู้เจนจัดในเรื่องศาสตร์ของเนื้อทุกส่วนตั้งแต่หัวยันหางและเป็นเชฟชื่อดังที่ปรากฏตัวตามสื่อชั้นนำมากมาย และเมื่อเร็ว ๆ นี้ เชฟแพมยังได้รับการแต่งตั้งจากหน่วยงานส่งเสริมผลิตภัณฑ์เนื้อของรัฐบาลออสเตรเลีย (Meat & Livestock Australia – MLA) ให้เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ True Aussie Beef คนแรกของประเทศไทย และหลายคนอาจยังไม่รู้ว่าเชฟแพมมีเชื้อสายออสซี่ ซึ่งทำให้เธอรู้สึกผูกพันกับรสชาติและความเป็นออสเตรเลียอย่างลึกซึ้ง

“การรู้แหล่งวัตถุดิบเนื้อวัวถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เราต้องรู้ว่าสัตว์ถูกเลี้ยงมาด้วยอะไรและสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงนั้นเป็นอย่างไร เพราะปัจจัยเหล่านี้ส่งผลถึงเนื้อสัมผัสและรสชาติของเนื้ออย่างมาก ในฐานะเชฟ เราก็อยากให้แต่สิ่งที่ดีที่สุดแก่ลูกค้าเท่านั้น ซึ่งถ้าพูดถึงเนื้อออสเตรเลียแล้ว ชิ้นส่วนที่แพมชอบมากที่สุดก็คือส่วนออยสเตอร์เบลด (ส่วนใบพาย)” เชฟแพม-พิชญา อุทารธรรม กล่าว

เมื่อทราบแหล่งผลิตเนื้อและอาหารที่ใช้เลี้ยงวัว คุณย่อมรู้สึกมั่นใจมากขึ้นในการเลือกเนื้อชิ้นนั้นมาปรุงเป็นเมนูโปรดที่บ้าน หรือแม้แต่การเลือกรับประทานเมนูเนื้อในร้านอาหาร แต่เพราะเหตุใดเนื้อจากออสเตรเลียจึงมีคุณภาพดีจนทำให้เชฟแถวหน้ามั่นใจเลือกใช้ปรุงเป็นเมนูเด็ดบนโต๊ะอาหารของพวกเขา?

ประเทศออสเตรเลียตั้งอยู่ในพื้นทวีปที่เป็นเกาะกว้างใหญ่ห่างไกลจากทวีปอื่น ๆ และมีความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์มาก ในขณะที่รัฐบาลกำหนดระเบียบการป้องกันพรหมแดนที่เข้มงวด ทำให้อุตสาหกรรมเนื้อแดงของประเทศมีสถานะปลอดโรคและความปลอดภัยทางอาหารสูงมาก นอกจากความอุดมสมบูรณ์ของภูมิประเทศ เกษตรกรยังนิยมทำฟาร์มปศุสัตว์แบบยั่งยืน โดยเลี้ยงสัตว์ในฟาร์มด้วยหญ้าและธัญพืช ปล่อยให้สัตว์เดินท่องไปในทุ่งขนาดใหญ่ได้อย่างเสรีและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีมาก ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์เนื้อที่มีคุณภาพดีอย่างโดดเด่น

อุตสาหกรรมเนื้อแดงของออสเตรเลียซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 200 ปี ดำรงอยู่บนรากฐานทางสังคมที่ให้ความสำคัญกับผู้คน ยึดถือในการสร้างความเชื่อมั่นและความซื่อสัตย์ในการผลิต ซึ่งเห็นได้จากแนวทางการดำเนินธุรกิจเนื้อแดงในตลาดโลก ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้แก่อุตสาหกรรมเนื้อแดงของออสเตรเลียในหมู่คู่ค้าทั่วโลกเสมอมา

คนรักเนื้อต้องเคยได้ยินคำว่า “ชั้นไขมันลายหินอ่อน” ซึ่งก็คือชั้นไขมันแทรกในกล้ามเนื้อของวัวนั่นเอง เมื่อเรานำเนื้อที่มีชั้นไขมันลายหินอ่อนมาปรุงอาหารก็จะได้เมนูเนื้อที่มีความชุ่มฉ่ำและรสชาติที่เข้มข้นมาก โดยทั่วไปนั้น “เนื้อวัวเกรดสูง” ก็จะยิ่งมีชั้นไขมันลายหินอ่อนแทรกตัวอยู่หนาแน่นมาก โดยเนื้อจากออสเตรเลียจะถูกแบ่งเกรดจากระบบการประเมินชั้นไขมันลายหินอ่อนของสมาคม AUS-MEAT ซึ่งแบ่งตั้งแต่ระดับ 0 (ปราศจากชั้นไขมันลายหินอ่อนที่มองเห็นได้) ไปจนถึงระดับ 9 (ปรากฏชั้นไขมันลายหินอ่อนหนาแน่น) ซึ่งการเกิดชั้นไขมันลายหินอ่อนในเนื้อวัวมาจากหลายปัจจัย อาทิ อายุของสัตว์ อาหารที่ใช้เลี้ยง (หญ้าหรือธัญพืช) รวมถึงสายพันธุ์

หากสิ่งสำคัญที่ผู้ซื้อต้องจำไว้ก็คือ ยิ่งเนื้อวัวมีชั้นไขมันลายหินอ่อนแทรกตัวหนาแน่น ก็จะยิ่งให้รสชาติที่เข้มข้นมากขึ้น

นอกจากชั้นไขมันและเกรดของเนื้อส่วนต่าง ๆ อีกหนึ่งข้อพิจารณาสำคัญในการเลือกซื้อเนื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านเนื้อนำเข้าก็คือ “การเปรียบเทียบสีที่แตกต่าง” เพราะสีสามารถบ่งบอกได้ถึงระยะเวลาที่เนื้อถูกเก็บไว้บนชั้นจำหน่ายหรือผ่านกระบวนการชำแหละมาเป็นเวลานานเท่าใดแล้ว โดยปกติเนื้อวัวจะมีตั้งแต่สีแดงอมชมพู ไปจนถึงสีแดงเชอร์รี่หรือแดงเข้ม ซึ่งขึ้นอยู่กับอายุของวัวและวิธีการบรรจุภัณฑ์ เช่น เนื้อที่บรรจุแบบสุญญากาศมักมีสีแดงเข้มมากกว่าเนื่องจากออกซิเจนถูกดึงออกไปจากบรรจุภัณฑ์ ส่วนเนื้อที่มาจากวัวอายุน้อยก็มักมีสีอ่อนกว่า หากมีข้อสงสัย เราควรสอบถามผู้จำหน่ายเนื้อในซูเปอร์มาร์เก็ตหรือดูข้อมูลวันที่เหมาะสมกับการบริโภคบนฉลากบรรจุภัณฑ์

ขั้นตอนสุดท้ายในการเลือกเนื้อคือเราต้องรู้ว่าชิ้นเนื้อส่วนไหนเหมาะสำหรับปรุงเป็นเมนูใด และนี่คือแนวทางง่าย ๆ ในการเลือกคัตเนื้อของ True Aussie Beef เพื่อให้คุณเลือกคัตเนื้อที่เหมาะสมมาปรุงจานเด็ดได้แบบไม่มีพลาด

· เมนูสเต็ก – ควรใช้ชิ้นเนื้อส่วนสันนอก (top sirloin) สันใน (tenderloin) หรือเนื้อส่วนใบบัว (flank) เพราะเหมาะสำหรับการย่างบนตะแกรง ทั้งยังเหมาะกับการเซียร์ด้วยความร้อนสูงแล้วนำออกมาพักไว้สักครู่ ก่อนยกเสิร์ฟ

· เมนูอบ – เนื้อซี่โครง (rib-eye) ขา (leg) เนื้อส่วนลูกมะพร้าว (eye round) เนื้อสะโพกบน (top round) และสันนอก (striploin) เหมาะกับการทำเมนูอบมากที่สุด

· เมนูแบบเนื้อบด – ชิ้นเนื้อที่เหมาะสมกับการปรุงรูปแบบนี้ ได้แก่ ส่วนสะโพก (round) ทั้งส่วนบนและล่าง สามารถนำมาบดเพื่อทำเป็นซอสพาสต้า มีตบอล และทาโค ได้อย่างดี

· เมนูที่ปรุงด้วยความร้อนนาน – ชิ้นเนื้อทุกส่วนสามารถปรุงด้วยความร้อนได้ แต่มีบางชิ้นส่วนที่เหมาะสมมากกว่า อาทิ เนื้อเสือร้องไห้ (brisket) เนื้อซี่โครงส่วนปลาย (short ribs) เนื้อไหล่ (blade) สันคอ (chuck) เพราะเมื่อนำมาปรุงด้วยความร้อนอย่างช้า ๆ เป็นเมนูแกงต่าง ๆ แคสเซอโรล ซุป หรือเมนูตุ๋น ชิ้นเนื้อเหล่านี้จะให้เนื้อสัมผัสนุ่มจนละลายในปาก

ยิ่งคุณมีความรู้เกี่ยวกับเนื้อที่คุณเลือกมาเท่าไหร่ คุณก็จะยิ่งสนุกสนานและเพลิดเพลินกับการนำเนื้อส่วนนั้นมาปรุงและรับประทานอย่างเอร็ดอร่อยมากยิ่งขึ้น ดังนั้น อย่าลืมเลือกซื้อเฉพาะเนื้อเกรดดีที่มีชั้นไขมันลายหินอ่อน เพื่อให้ได้รสชาติอาหารที่เข้มข้น นุ่มละมุนลิ้น และชุ่มฉ่ำ ไม่แพ้ร้านอาหารดัง ๆ ที่คุณชื่นชอบเลยทีเดียว

One More Thing จากผ้าทอมีสไตล์ สู่งานดีไซน์ล้ำสมัย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657798

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 14:28 น.

One More Thing จากผ้าทอมีสไตล์ สู่งานดีไซน์ล้ำสมัย“อยู่ที่เดิมไม่มีอะไรดีขึ้น อยากหาการพัฒนา เปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราทำเดิมๆ มาทำสิ่งใหม่ที่ดีกว่าเดิม” จุดเริ่มต้นของการสร้างแบรนด์ One More Thing แบรนด์สินค้าผ้าทอแบบมีสไตล์

One More Thing คือแบรนด์สินค้าผ้าทอที่มีไลน์โปรดักส์หลากหลาย มาจากแนวคิดของ หนุ่ม-ณรงค์ศักดิ์ ทองวัฒนาวณิช ที่อยากทำสินค้าคอนเซปต์ “ผ้า” แต่เป็นลักษณะของ surface ที่พื้นผิวสร้างสัมผัสได้หลากหลาย เพื่อสร้างจุดเด่นและความแตกต่าง ให้สินค้าดูเหมือนไม่ได้ทำจากผ้า สัมผัสแล้วไม่ได้รู้สึกว่าเป็นผ้า

ณรงค์ศักดิ์ ทองวัฒนาวณิช เจ้าของแบรนด์ One More Thing กล่าวว่า ด้วยความที่บ้านมีธุรกิจโรงงานทอผ้าที่เปิดมานานอยู่แล้ว แต่ยุคสมัยที่เปลี่ยนไปจะหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ ทำให้คิดเปิดแบรนด์เป็นของตัวเอง โดยสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากผ้าที่เราทอ ผ้าทอไม่เหมือนผ้าพิมพ์เพราะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เราสร้างความแตกต่างและเสริมจุดแข็งให้สินค้าได้ ถ้าทำไปแล้วเหมือนคนอื่นๆเราจะไม่ทำ เราออกแบบลายผ้าเอง ออกแบบไลน์สินค้าเอง แม้ว่าอาจดูคล้ายแบรนด์อื่น แต่ OMT ก็สร้างซิกเนเจอร์ที่ไม่เหมือนใครต่างจากสินค้าเบสิคที่ขายได้ ซิกเนเจอร์ของเราคือลายผ้าที่เราออกแบบเองไม่ต่ำกว่า 1,000 ลาย ร่วมคอลลาบอเรชั่นกับศิลปินหลายๆท่านเพื่อความหลากหลายแต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแต่ละคนรวมถึงเอกลักษณ์ของแบรนด์ สินค้าเรามากมีความหลากหลายกว่า 60 รายการ มีลายผ้าเกินพันลาย ถ้าแยกเป็นลายเฉพาะก็ไม่ต่ำกว่า 600 ลาย โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มคือ กลุ่มแรกเป็นผ้าทอทั้งผืน กลุ่มสองเป็น Lifestyle and Fashion Products กลุ่มสามคือ Home Textile สิ่งทอที่อยู่ภายในสถานที่ ตึกอาคาร ร้านอาหาร ที่ทำงาน เหมือนเป็น building textile และกลุ่มสี่คือ Home Product ของหุ้มโต๊ะที่ต้องมีพื้นผิว หมอนอิง โคมไฟ bean bag เป็นต้น”เจ้าของแบรนด์ OMT กล่าว

สิ่งที่ทำให้ทำงานมาจนถึงจุดนี้ได้ คุณณรงค์ศักดิ์ บอกว่าคือการยึดถือ ความซื่อสัตย์ ขยัน และอดทน ซื่อสัตย์ต่อตัวเอง คู่ค้า และลูกค้า ,ขยันเป็นพื้นฐานของความสำเร็จ ไม่ฉลาดคิดช้าแต่ถ้าเราขยันก็ไปถึงเส้นชัยได้ เช่นเดียวกับความอดทน ไม่ย่อท้อ เพราะทุกลมหายใจที่เดินไปมีแต่อุปสรรค เราไม่มีสูตรสำเร็จในการทำงานเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาคนนึง แต่เรามีเป้าหมายที่ใหญ่คือต้องขยายสาขาไปอยู่ในทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 100 ช้อปภายในเวลา 3 ปี และเป้าหมายเราจะขยายต่อไปอีกเรื่อยๆ แน่นอน

สนใจสินค้าแบรนด์ผ้าทอมีสไตล์ด้วยผิวสัมผัสที่แตกต่างจาก One More Thing แวะไปได้ที่ร้าน Absolute Siam Store ชั้น 1 สยามเซ็นเตอร์ หรือ FB : absolutesiamstore หรือช้อปเพลินๆเพียงปลายนิ้วสัมผัสได้ที่ OneSiam Ultimate Chat & Shop https://onesiam.one-viz.com หรือ Line @ONESIAM คลิกเมนู OneSiamUltimate Chat & Shop เริ่ม ช้อปได้ทันที ง่ายๆแค่นี้ก็รอรับสินค้าอยุ่บ้านอย่างสบายใจได้เลย สอบถามโทร 0-2658-1000

Cherry blossom bridal คอลเลกชั่นชุดแต่งงานสุดโมเดิร์น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/657737

วันที่ 12 ก.ค. 2564 เวลา 10:10 น.

Cherry blossom bridal คอลเลกชั่นชุดแต่งงานสุดโมเดิร์นวนัช กูตูร์ เผยโฉมคอลเลกชั่นชุดแต่งงานสุดหวานราวกับดอกซากุระ “Cherry blossom bridal collection”

ต้อนรับเดือนกรกฎาคม ด้วยคอลเลกชั่นชุดแต่งงานสุดโมเดิร์น “Cherry blossom bridal collection” ของห้องเสื้อชื่อดัง วนัช กูตูร์ ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับงานแต่งงานในยุคนิวนอร์มอลในปัจจุบัน ซึ่งคอลเลกชั่นนี้ทางห้องเสื้อได้รับแรงบันดาลใจมาจาก ดอกซากุระ (cherry blossom) สีชุดที่เลือกใช้จึง เน้นโทนสีขาวและสีชมพูเป็นหลัก ให้ความรู้สึกสุดแสนโรแมนติกเหมือนดอกซากุระที่กำลังผลิบาน เสริมลุคให้เจ้าสาวดูสวยหวาน ทันสมัย เรียบหรู และดูมีรสนิยมแบบสาวยุโรป ใช้ได้ทั้งงานหมั้นและงานเลี้ยงฉลอง เหมาะกับธีมงานแต่งงานที่เน้นแบบมินิมอลสไตล์ ในยุคนี้มากทีเดียว นอกจากรูปแบบของงานดีไซน์ที่เรียบหรูดูแพงแล้ว งานคัตติ้งก็เนี๊ยบขั้นสุดไม่แพ้กัน ช่วยเสริมลุคให้เจ้าสาวดูมีออร่าและงดงามมากยิ่งขึ้น และสำหรับในคอลเลกชั่นนี้ทางห้องเสื้อก็จัดเต็มอีกเช่นเคยโดยเนรมิตชุดเจ้าสาวมาให้เลือกถึง 10 แบบ เพื่อตอบโจทย์รสนิยมของว่าที่เจ้าสาวที่มีความหลากหลายในยุคนี้อีกด้วย

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาชุดวิวาห์ที่ดูหรูหราและมีรสนิยมแบบนี้ สามารถติดต่อเข้ามา ได้ที่ ห้องเสื้อ วนัช กูตูร์ ได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ พิกัดปากซอยลาดพร้าว 50 สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/vanuscouture หรือ โทร 020024895, 020024896, 086-491-5445 Line: @ vanuscouture