“นาฬิกอติภัค”นักสถิติผู้สร้างสถิติสู่นักบริหารมืออาชีพ

วันที่ 19 ธ.ค. 2564 เวลา 16:45 น.“นาฬิกอติภัค”นักสถิติผู้สร้างสถิติสู่นักบริหารมืออาชีพ“อย่าพยายามทำตัวให้เป็นผู้ประสบความสำเร็จ แต่จงพยายามทำตัวเองให้มีคุณค่า”

เจ้าของคำพูดนี้เคยกล่าวไว้เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. หรือ DASTA เมื่อหลายปีก่อน หลังจากนั้นผลงานเชิงประจักษ์สมัยเป็น ผอ.อพท. ครบ 2 วาระ 8 ปีเต็ม ก็ทำให้  “ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท” ได้รับการจดจำในฐานะบุคคลสำคัญของการผลักดัน “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” หรือ Community-Based Tourism (CBT) และยังทำให้หน่วยงาน อพท. จากประเทศไทยได้รับการยอมรับระดับนานาชาติด้วยการเป็นที่ปรึกษาในการจัดทำเครื่องมือประเมินการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนแบบมีส่วนร่วม หรือ ASEAN’s Sustainable and Inclusive Tourism Development Assessment Tool (ASITAT) เพื่อให้สมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ นำไปใช้ในประเทศของตนเองอีกด้วย

ก่อนหน้านี้ ชื่อของอดีต “ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท” ในตำแหน่ง ผอ. อพท. เป็นที่คุ้นเคยแพร่หลายของแวดวงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งฝั่งผู้ประกอบการท่องเที่ยวและสื่อมวลชน และทำให้คำคุ้นชินอย่าง “ท่องเที่ยวโดยชุมชน” เพื่อให้เกิด “ท่องเที่ยวยั่งยืน” ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องมีอยู่ในการบริหารจัดการหรือพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว ด้วยรูปแบบที่มีต้นทางจาก อพท. ซึ่งเรียกว่า Co-Creation ร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมปฏิบัติ ร่วมรับผิดชอบ และร่วมรับผลประโยชน์ ทั้งยังมีแนวทางอย่างชัดเจนว่าการท่องเที่ยวจะยั่งยืนและเป็นไปได้ ชุมชนท้องถิ่นที่เป็นเจ้าของทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว ต้องได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว

ถึงวันนี้ชื่อของ “ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท” ได้รับการพูดถึงอยู่บ่อยครั้งมากขึ้นอีกครั้ง ในตำแหน่งและหน่วยงานที่เปลี่ยนแปลงไป ด้วยการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด หรือ ธพส. นับตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา พร้อมภารกิจในการพัฒนาทรัพย์สินของรัฐให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคมตามหลักธรรมาภิบาล ที่ต้องยอมรับว่าเป็นอีกหนึ่งความท้าทายและบทพิสูจน์ของการเป็นเป็นนักบริหารมืออาชีพอย่างแท้จริง

ย้อนไปกว่าสามสิบปีก่อน เด็กหนุ่มวัย 19 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี สถิติศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บินลัดฟ้าไปศึกษาต่อจนได้ดีกรีปริญญาโท สาขา Operations Research จาก Stanford University สหรัฐอเมริกา ปริญญาโท สาขา Operations Research และปริญญาเอก สาขา Interdisciplinary จาก Massachusetts Institute of Technology (M.I.T.) สหรัฐอเมริกา ก่อนจะกลับมาเริ่มทำงานที่ประเทศไทย ด้วยการเลือกเข้ารับราชการทหาร และติดยศ “พันเอก” ในวัย 35 ปี รับผิดชอบด้านการติดต่อประสานงานระหว่างกองทัพต่างประเทศโดยผ่านผู้ช่วยทูตทหารซึ่งประจำอยู่ที่กรุงเทพฯ ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่ผู้ช่วยสมาชิกวุฒิสภาไปพร้อมกัน ทั้งยังจัดเวลาให้ตนเองได้ไป “ละเลียดทัวร์” อยู่เนืองๆ ด้วยความนิยมชมชอบการท่องเที่ยวที่เน้นการสัมผัสวิถีชุมชนและธรรมชาติ รวมถึงลิ้มลองอาหารอร่อยประจำถิ่นที่กลายเป็น “ต้นทุน” ของประสบการณ์ในการทำงานต่อมา

หากแต่เส้นทางชีวิตที่ครั้งหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า “ใช้ความท้าทายเป็นพลังในการขับเคลื่อนชีวิต” ก็ทำให้นายทหารหนุ่ม อนาคตไกล ที่ใครต่อใครต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเนี้ยบทุกเรื่อง ตัดสินใจรับตำแหน่ง “ผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร” คนแรก และก้าวเข้าสู่เส้นทางการเป็นนักบริหารในอีกหลากหลายหน่วยงาน ก่อนจะเป็นผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) ที่ทำให้ อพท. ได้รับคะแนนประเมินจาก กพร. เต็ม 5.0 หลายปีติดต่อกัน จนกระทั่งมาถึงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด หรือ ธพส. คนปัจจุบันที่ยังคงสร้างผลงานได้อย่างโดดเด่น ไม่น้อยหน้าความสำเร็จต่างๆ เมื่อครั้งเป็นผู้บริหารในหน่วยงานก่อนหน้า

ในช่วงแรกของการรับตำแหน่ง MD ธพส. นั้น ดร.นาฬิกอติภัค เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ธพส. จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2547 ตามมติของคณะรัฐมนตรี มีฐานะเป็นรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังถือหุ้น 100% ทำหน้าที่ในการลงทุนก่อสร้างอาคาร และบริหารโครงการศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ และบริหารจัดการทรัพย์สินอื่นของรัฐตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้การกำกับดูแลของกรมธนารักษ์ รายได้หลักก่อนหน้านี้ของ ธพส. มาจากการบริหารพื้นที่ศูนย์ราชการฯ มีรายได้เชิงพาณิชย์และค่าเช่าต่อปีรวมประมาณ 3,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากค่าเช่าสำนักงาน 2,600 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 87และรายได้จากพื้นที่เชิงพาณิชย์อีกราว 400 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13

ต่อมาภายใต้ยุทธศาสตร์ของ ดร.นาฬิกอติภัค ทำให้ ธพส. สามารถเติบโตสวนกระแสเศรษฐกิจซบเซาท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 กลายเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่สามารถลงทุนก่อสร้างโครงการได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งการก่อสร้างอาคารและบริหารจัดการภายในศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ และเพิ่มเติมด้วยการรับจ้างก่อสร้างอาคารให้แก่หน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐ ที่ ดร.นาฬิกอติภัค เรียกว่าเป็น “ดิเวลอปเปอร์ภาครัฐ” โดยเป็นโมเดลธุรกิจที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ให้ ธพส. ซึ่งมีการก่อสร้างแล้วเสร็จและส่งมอบเรียบร้อยแล้ว คือ อาคารสำนักงานประหยัดพลังงานซอยพหลโยธิน 11 มูลค่า 262 ล้านบาท และยังมีโครงการต่อเนื่อง ได้แก่ งานก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ประหยัดพลังงานให้กรมสรรพสามิต มูลค่า 200 ล้านบาท โครงการก่อสร้างที่พักอาศัยผู้สูงอายุ รามาฯ-ธนารักษ์ จังหวัดสมุทรปราการ มูลค่า 1,400 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างสนามกีฬาคอมเพล็กซ์ของกรมพลศึกษา พื้นที่ 454 ไร่ ที่สมุทรปราการ มูลค่า 20,000 ล้านบาท

นอกจากนั้น ยังจะมีรายได้จากอีกโมเดลธุรกิจใหม่คือการคุมงานก่อสร้างโครงการบูรณาการสวัสดิการที่พักอาศัยกับสถานที่ทำงาน และศูนย์บริการของข้าราชการพลเรือนสามัญ 14 อาคาร ที่เป็นคอนโดมิเนียมขนาด 76-650 ห้อง พื้นที่ใช้สอย 35-40 ตารางเมตรต่อห้อง โดยโมเดลนี้ ธพส.ทำหน้าที่ควบคุมการก่อสร้าง ส่วนค่าก่อสร้างลูกบ้านจะเป็นผู้รับผิดชอบเซ็นสัญญากับบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างที่ ธพส. เป็นผู้จัดหาให้ เป็นการเปิดให้เอกชนเข้าลงทุนก่อนแบบเหมาจ่ายทั้งโครงการ เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ ธพส.จะทำหน้าที่เข้าไปตรวจสอบแทนลูกบ้านเมื่อส่งมอบเรียบร้อยแล้ว ธพส. จึงจะจ่ายเงินลงทุนคืนให้เอกชน ซึ่งรูปแบบนี้จะช่วยให้การก่อสร้างรวดเร็วขึ้นจากเดิม โดยเวลาที่ใช้ในการก่อสร้างคอนโดมิเนียมแต่ละแห่งจะเหลือเพียง 10-12 เดือน จากเดิม 14-16 เดือน

เป้าหมายรายได้ของ ธพส. ในปี 2565 นั้น ดร.นาฬิกอติภัค ระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการทบทวนเป้าหมายรายได้และกำไรใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ขณะที่ในปี 2564 นี้ รายได้น่าจะอยู่ที่ 3,040 ล้านบาท กำไร 360 ล้านบาท โดยคาดว่า จากโครงการและโมเดลธุรกิจต่างๆ จะทำให้ ปี 2565 ธพส. จะมีรายได้และกำไรเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันเรื่องราวที่อยู่ในความสนใจและทำให้ชื่อของ “ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท” ได้รับการพูดถึงอยู่บ่อยครั้งคือโครงการพัฒนาพื้นที่ส่วนขยายศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ โซนซี (C) มูลค่า 30,000 ล้านบาท เพื่อเปิดให้บริการต้นปี 2567 ด้วยเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็นศูนย์ราชการเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งการบริหารและพัฒนาศูนย์ราชการฯ ในส่วนของโซน A และโซน B ที่มีอยู่เดิม และวางแผนพัฒนาโซน C ที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ควบคู่กันไป ซึ่งเป้าหมายเหล่านี้มีความเป็นไปได้สูง ด้วยการการันตีจากรางวัลระดับนานาชาติที่ ธพส. ได้รับอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นเมื่อปลายปี 2562 “อาคารธนพิพัฒน์” อาคารสำนักงานของ ธพส. ได้รางวัล “Energy Efficiency Award” จากการประกวดเทคโนโลยีและการนำพลังงานหมุนเวียนกลับมาใช้ภายในอาคาร โดยใช้เทคโนโลยีเยอรมัน (Made inGermany) และใช้เกณฑ์มาตรฐานอาคารยั่งยืน (DGNB) เป็นเกณฑ์ตัดสินการประกวดซึ่งนับเป็นสำนักงานแห่งแรกในประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับการรับรองให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอาคารยั่งยืนระดับแพลตินั่ม (DGNB Certificate in Platinum) จากสภาอาคารยั่งยืนของเยอรมัน (German Sustainable Building Council-DGNB) ต่อด้วยศูนยราชการเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐ ได้รับการประกาศเกียรติคุณ “อาคารราชการต้นแบบดานการจัดการนําเสีย” ระดับทอง ซึ่งเป็นระดับสูงสุด จัดขึ้นโดย กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ต่อด้วยรางวัลระดับโลกอย่างโครงการนวัตกรรมที่โดดเด่น ประเภท “District Energy in Developing Countries” ในการประกวด “Global District Energy Climate Awards ครั้งที่ 7” ซึ่งจัดขึ้นโดย “The Asian Pacific Urban Energy Association” จากผลงานอาคารศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ด้วยแนวคิดพื้นฐานของ District Energy (DE) คือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในเขตเมืองหรือชุมชน การนำพลังงานส่วนเกินกลับมาใช้ใหม่ ไม่ให้พลังงานนั้นสูญเปล่าเพื่อเป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และตอกย้ำการเป็นผู้นำบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ภาครัฐ ที่โดดเด่น Best Commercial Landscape Architectural Design ในการประกวด PropertyGuru Thailand Property Awards 2021 และรางวัล Best Landscape Architectural Design จากเวที PropertyGuru Asia Property Awards 2021 ซึ่งเป็นรางวัลระดับทวีปเอเชีย ด้วยจากโครงการอาคารจอดรถและศูนย์ซ่อมบำรุง (Depot) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ

ผลงานเชิงประจักษ์ที่มีมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง หากจะบอกว่า ธพส. ภายใต้การนำของแม่ทัพอย่าง “ดร.นาฬิกอติภัค แสงสนิท” เป็นยุคที่ศูนย์ราชการฯ มีการปรับเปลี่ยนไปในทิศทางที่สดใสหลากหลายมิติ และเป็นยุคแห่งการสร้างสถิติที่มุ่งเน้นคุณค่ามากกว่าความสำเร็จอีกครั้งก็คงไม่เกินเลยความจริง รวมทั้งการพยายามนำนวัตกรรมและมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมาปรับใช้กับโครงการต่างๆ ของ ธพส. เพื่อสร้างทั้งความเชื่อมั่นให้แก่สมาชิกในองค์กรและสร้างการยอมรับต่อสาธารณชนไปพร้อมกัน จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญในฐานะนักบริหารมืออาชีพอย่างแท้จริง

อวดโฉมคอลเลกชั่นพิเศษ Old Glam Sweetheart ปรากฏการณ์ทางแฟชั่นครั้งใหม่!

วันที่ 19 ธ.ค. 2564 เวลา 13:40 น.อวดโฉมคอลเลกชั่นพิเศษ Old Glam Sweetheart ปรากฏการณ์ทางแฟชั่นครั้งใหม่!สร้างปรากฏการณ์ทางแฟชั่นครั้งใหม่! เมื่อแบรนด์แฟชั่นออนไลน์ ‘M2S Signature’ จับมือดีไซน์เนอร์ชื่อดัง ‘เอก ทองประเสริฐ’ อวดโฉมคอลเลกชั่นพิเศษ ‘Old Glam Sweetheart’ ผสานกลิ่นอายความคลาสสิกจากยุค 50s รวมเข้ากับความทันสมัยของยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว

ส่งต่อความมั่นใจให้กับผู้หญิงยุคใหม่ด้วยเสื้อผ้าดีไซน์ล่าสุดจากแบรนด์แฟชั่นออนไลน์ ‘เอ็มทูเอส ซิกเนเจอร์’ (M2S Signature) ที่ล่าสุดได้จับมือกับดีไซน์เนอร์ไทยชื่อดังอย่าง ‘เอก ทองประเสริฐ’ ร่วมอวดโฉมคอลเลกชั่นพิเศษที่ชื่อว่า ‘โอลด์ แกลม สวีทฮาร์ท’ (Old Glam Sweetheart) นำเสนอแรงบันดาลใจจากการผสมผสานความแตกต่างของ 2 โลกเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัว โดยหยิบยกเอาความ ‘Old glam’ กลิ่นอายแห่งความสง่างามสุดคลาสสิกในอดีตจากยุค 50s หลอมรวมเข้ากับ ‘Young attitude’ ความทันสมัยของโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ถ่ายทอดสู่เสื้อผ้าดีไซน์คลาสสิกที่เต็มไปด้วยสีสัน และสามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส โดยในครั้งนี้ยังได้สองนักแสดงสาวเก่งแห่งยุคอย่าง มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง และ แพทริเซีย-ธัญชนก กู๊ด มาร่วมสร้างสรรค์สไตล์อันโดดเด่นผ่านเสื้อผ้าคอลเลกชั่น ‘โอลด์ แกลม สวีทฮาร์ท’ (Old Glam Sweetheart) พร้อมเผยถึงสไตล์การแต่งตัวที่ชื่นชอบ และสถานที่เคาท์ดาวน์ปลายปีนี้

M2S Signature แบรนด์แฟชั่นออนไลน์ที่ถูกออกแบบภายใต้แนวคิด Modern Elegant โดยยึดมั่นในเรื่องการส่งต่อพลังให้ผู้หญิงยุคใหม่ (Empowerment) ผ่านการดีไซน์เสื้อผ้าที่ยังคงไว้ซึ่งความคลาสสิก งดงามเหนือกาลเวลา และสามารถสวมใส่ได้ในหลากหลายโอกาส (Versatility) อีกทั้งยังมุ่งเน้นใส่ใจโลกด้วยการเลือกใช้ผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Sustainable Fashion) ประกอบกับการคัดเลือกวัสดุคุณภาพสูง ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์มากฝีมือ ควบคู่ไปกับการตัดเย็บอันปราณีตบรรจงจากทีมช่างมากประสบการณ์ ที่สามารถเสริมสร้างความมั่นใจให้กับหญิงสาวผู้สวมใส่ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

เอก ทองประเสริฐ กล่าวถึงจุดเด่นของคอลเลกชั่นนี้ว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่เราออกแบบคอลเลกชั่นร่วมกับแบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่น เพราะที่ผ่านมาจะทำกับแบรนด์เครื่องประดับมาตลอด มันก็เลยเหมือนเราต้องเอาคาแรคเตอร์ของแบรนด์เสื้อผ้าอื่นเข้ามาปรับใช้ในการออกแบบด้วย ซึ่งก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างท้าทาย และแปลกใหม่ดี โดยเราได้นำเอาตัวตนของแบรนด์เอ็มทูเอส ซิกเนเจอร์ ที่มีความโมเดิร์น อิลิแกนท์ และแนวทางของแฟชั่นในยุคปัจจุบันที่ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาหลอมรวมเข้าด้วยกัน ซึ่งแบรนด์เองก็เลือกใช้เนื้อผ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่เรามองว่านอกจากการเลือกใช้วัสดุแล้ว การดีไซน์ก็ต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยเช่นกัน เราจึงเกิดไอเดียว่าอยากจะทำเสื้อผ้าที่สามารถใส่ทำงานได้ ใส่ไปเที่ยวได้ หรือปาร์ตี้ก็ได้ บวกกับแนวคิดของทางแบรนด์ก็ต้องการทำเสื้อผ้าที่สามารถสวมใส่ได้หลากหลายโอกาสด้วย ก็เลยเกิดเป็นคอลเลกชั่นนี้ขึ้นมา โดยเราเลือกใช้ซิลลูเอทที่มีความคลาสสิกจากยุค 50s เข้ามาผสมผสานกับโทนสี และลวดลายกราฟิกที่มีความสนุกสนาน คอลเลกชั่นนี้จึงเป็นเหมือนความลงตัวที่พอใส่แล้วจะมีความทางการอยู่จากซิลลูเอทที่เลือกใช้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความสนุกจากโทนสี ลวดลาย และการมิกซ์แอนด์แมทช์แอคเซสเซอรี่อื่นๆ เข้าไป ก็จะสามารถสร้างสรรค์ลุคในแบบฉบับหญิงสาวเอ็มทูเอส ซิกเนเจอร์ ให้โดดเด่นได้”

สำหรับคอลเลกชั่น Old Glam Sweetheart ทางทีมดีไซน์ได้หยิบยกเอาความ ‘Old glam’ กลิ่นอายแห่งความสง่างามจากซิลลูเอทของเสื้อผ้าสุดคลาสสิกจากยุค 50s หลอมรวมเข้ากับ ‘Young attitude’ ความทันสมัยของโลกยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ผ่านการใช้ลายพิมพ์กราฟิก ไปจนถึงรูปทรงเรขาคณิต โดยซิลลูเอทหลักของคอลเลกชั่นนี้คือ เสื้อผ้าที่มีกลิ่นอายของความวินเทจ และถูกออกแบบมาให้สวมใส่สบาย เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้หญิงยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัว แต่เพิ่มความน่าสนใจด้วยเทคนิคการจับเดรป การทวิสต์เนื้อผ้า การจัดโบว์ เข้ามาผสมผสานให้ชุดมีกลิ่นอายของความเฟมินีน อย่างชุดเดรสคอปกที่มีการจับเดรปบริเวณช่วงเอว หรือเสื้อแขนกุดผูกโบว์ช่วงลำคอที่สามารถแมทช์กับกระโปรงคลุมเข่าเพื่อให้ได้ลุคทำงานที่มีความแคชชวลขึ้น รวมถึงชุดเดรสแขนกุดกระดุมหน้าสำหรับวันชิลล์ๆ หรือแมทช์กับแจ็คเก็ตตัวสั้นก็จะได้ลุคสำหรับวันทำงานเช่นกัน 

โดยทางทีมดีไซน์ได้เลือกใช้ผ้าลินินในการตัดเย็บเพื่อความสะดวกสบายในการสวมใส่ ประกอบกับเลือกใช้โทนสีที่มีความคลาสสิก อาทิ สีดำ สีขาว สีน้ำเงิน และสีน้ำตาล ตัดกับโทนสีพาสเทลที่มีความสดใสอย่างสีชมพู และสีฟ้า เพื่อสร้างความสนุกให้กับชุด ซึ่งมาจากความตั้งใจของดีไซน์เนอร์ที่ต้องการส่งต่อพลังบวกให้กับผู้หญิงยุคใหม่ที่ต้องใช้ชีวิตในหลากหลายบทบาท

โดยทาง M2S Signature ยังได้แนะนำเคล็ดลับการแต่งตัวตามแบบฉบับเวิร์คกิ้งวูแมนยุคใหม่ว่า สำหรับไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงทำงานยุคใหม่นั้นต้องการความคล่องตัวมากขึ้น ดังนั้นจึงควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่เข้ารูปจนเกินไปที่สามารถสวมใส่ได้ตั้งแต่ลุคทำงานตอนกลางวันจวบจนปาร์ตี้ยามค่ำคืน โดยอาจจะหยิบเดรสแขนกุดตัวยาวมาแมทช์กับแจ็คเก็ตตัวสั้น แล้วเติมเต็มลุคด้วยรองเท้าส้นสูงกับกระเป๋าหนังใบโปรดก็จะได้ลุคทำงานที่ดูน่าเชื่อถือ แต่ถ้ามีงานเลี้ยงสังสรรค์ต่อตอนกลางคืนก็อาจจะถอดแจ็คเก็ตออก แล้วเปลี่ยนรองเท้าเป็นบู๊ทหนังเท่ๆ ก็ได้ ส่วนผู้หญิงทำงานที่ต้องการลุคทางการมากๆ แต่ยังต้องการความสนุกในการแต่งตัวอยู่ ก็จะเหมาะกับการเลือกชุดที่มีสีสันสดใส อาจจะเป็นเสื้อลายพิมพ์กราฟฟิกโทนสีพาสเทลแมทช์กับกระโปรงคลุมเข่า แล้วเติมเต็มลุคด้วยแอคเซสเซอรี่อย่างกระเป๋าหนังใบสวยก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ สองนักแสดงสาวชื่อดังยังได้เผยถึงสไตล์การแต่งตัวที่ชื่นชอบ พร้อมวิธีมิกซ์แอนด์แมทช์ให้สาวๆได้แต่งตัวตามกันได้ง่ายๆ และสถานที่เคาท์ดาวน์ปลายปีนี้ เริ่มจาก มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง เผยว่า “จริงๆ สไตล์การแต่งตัวของเราจะค่อนข้างมีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับโอกาส ฤดูกาล หรืองานที่จะต้องไปร่วมด้วย แต่พื้นฐานเลยเราจะเลือกชุดที่ใส่แล้วรู้สึกสบาย คล่องตัว รวมถึงเสื้อผ้าที่เป็นลายพิมพ์ หรือเป็นลวดลายกราฟิกต่างๆ เพราะใส่แล้วจะช่วยทำให้ลุคดูไม่เรียบจนเกินไป แล้วมิกซ์แอนด์แมทช์ได้ง่าย อย่างถ้าเป็นลุคง่ายๆ ช่วงออทั่ม/วินเทอร์ เราก็จะหยิบเดรสยาวมาแมทช์กับเสื้อคลุม อาจจะเป็นโค้ท หรือเบลเซอร์ตัวสั้นก็ได้ ก็จะทำให้ลุคดูมีเลเยอร์ขึ้นมา ส่วนเคาท์ดาวน์ปีนี้ตั้งใจว่าจะไปเขาใหญ่ เพราะด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ เราก็ยังไม่สะดวกที่จะไปต่างประเทศ แล้วคิดว่าปีนี้ที่เขาใหญ่อากาศก็น่าจะเย็น เราจะไปตั้งแต่ช่วงหลังคริสต์มาสเลย ซึ่งก็มีเพื่อนๆ ที่จะแวะเวียนไปหา ก็นับเป็นเรื่องดีที่ทุกคนจะได้อยู่กันพร้อมหน้า เพราะปกติส่วนใหญ่ก็จะไปต่างประเทศกันหมด”

ทางด้าน แพทริเซีย-ธัญชนก กู๊ด เล่าว่า “ปกติเราเป็นคนที่แต่งตัวได้ทุกสไตล์ ชอบลองเปลี่ยนหลายๆ แบบ เพราะรู้สึกสนุกกับการมิกซ์แอนด์แมทช์ ส่วนถ้าเป็นเวลาทำงานก็จะต้องดูตามกาลเทศะของงานที่ต้องไป และดูว่าเราต้องทำกิจกรรมอะไรบ้าง แต่หลักๆ เลยจะเลือกชุดที่ใส่สบาย มีการตัดเย็บ และเลือกใช้เนื้อผ้าคุณภาพดี สามารถช่วยสร้างความมั่นใจให้เราได้ ส่วนช่วงอากาศเย็นๆ เราจะชอบใส่เสื้อผ้าในโทนสีเข้ม อย่างสีดำ สีน้ำตาล หรือสีน้ำเงิน อาจจะเป็นเดรสคอปกเรียบๆ หรือเป็นเดรสยาวแขนกุด แล้วเพิ่มความสนุกด้วยแอคเซสเซอรี่ หรือเพิ่มเลเยอร์ด้วยเสื้อคลุมคาร์ดิแกน หรือแจ็คเก็ต สำหรับเรื่องเคาท์ดาวน์ปีนี้ตั้งใจจะกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่ลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพราะไม่ได้ไปนานแล้ว และอยากไปรับอากาศหนาวๆ ด้วย สไตล์การแต่งตัวก็คงเน้นสบายๆ แต่งให้ร่างกายอบอุ่น แต่ก็ต้องมีความโมเดิร์น และเรียบโก้ด้วย”

พบกับเสื้อผ้าจากแบรนด์ ‘เอ็มทูเอส ซิกเนเจอร์’ (M2S Signature) ในคอลเลกชั่น ‘โอลด์ แกลม สวีทฮาร์ท’ (Old Glam Sweetheart) ได้แล้ววันนี้ที่ช่องทางโซเชียลมีเดีย Instagram: @M2Ssignature Line: @M2Ssignature หรือช้อปผ่านช่องทางออนไลน์ที่ M2Ssignature Line Shopping

รวมไอเดียชุดของขวัญ Merry Christmas and happy new year 2022

วันที่ 18 ธ.ค. 2564 เวลา 11:01 น.รวมไอเดียชุดของขวัญ Merry Christmas and happy new year 2022ต้อนรับช่วงเวลาแห่งความสุข และเทศกาลแห่งการให้ รวมไอเดียชุดของขวัญส่งท้ายปลายปี และเริ่มต้นปีใหม่ Merry Christmas and happy new year 2022

Power of Giving ส่งความสุขด้วยของระลึกการกุศล

มูลนิธิรามาธิบดีฯ จับมือ 14 ไทยดีไซเนอร์ จัดทำของระลึกการกุศล “Power of Giving ปีที่ 7” เพื่อส่งมอบความสุขให้แก่กันในช่วงเทศกาลปีใหม่ นำรายได้สมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้ ซึ่งได้รับความร่วมมืออันดีจาก 14 ไทยดีไซเนอร์ ที่มาร่วมสร้างสรรค์ลวดลายของที่ระลึกคอลเลกชั่นใหม่ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ใจ” เพราะหัวใจคือกุญแจสำคัญที่สุดของความสุขทุกชีวิต และเป็นจุดเริ่มต้นของการแบ่งปัน

นำโดย ASAVA (อาซาว่า), DISAYA (ดิษยา), GREYHOUND (เกรฮาวด์), ISSUE (อิชชู่), Janesuda (เจนสุดา), Kloset Etcetera (คลอเส็ท เอ็ทเซททรา), Milin (มิลิน), PAINKILLER (เพนคิลเลอร์), PATINYA (ปฏิญญา), POEM (โพเอม), Rotsaniyom (รสนิยม), Shaka (ชากะ),  SMILEYHOUND (สไมลี่ฮาวด์), และ Vickteerut (วิคธีร์รัฐ)   

สำหรับของที่ระลึก พาวเวอร์ ออฟ กิฟวิ่ง Power of Giving ปีที่ 7 นี้ ประกอบด้วย เซตแก้วและกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิ สามารถเก็บความเย็นและร้อนได้เป็นอย่างดี พกพาสะดวกและปลอดภัยต่อการใช้งาน บรรจุเป็นเซ็ตในกล่องพิมพ์ลายหัวใจอินฟินิตี จำนวนในราคาชุดละ 799 บาท พร้อมวางจำหน่ายแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคมไปเป็นต้นไป ที่มูลนิธิรามาธิบดีฯ (โรงพยาบาลรามาธิบดี และสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์ จ.สมุทรปราการ) เพื่อความปลอดภัย ทางมูลนิธิมีช่องทางออนไลน์ที่สามารถสั่งซื้อได้สะดวกมากๆ จัดส่งถึงบ้าน คลิกที่เว็บไซต์ www.ramafoundation.or.th และ สั่งซื้อผ่าน Line Official @RAMAFOUNDATION  หรือสั่งผ่าน LINE SHOPPING  พร้อมส่งตรงของที่ระลึกน่ารักๆ ไปให้ทุกท่านถึงหน้าบ้านอีกด้วย สอบถามเพิ่มเติมโทร 02-201 2222

.

Prelude ชุดของขวัญที่ควรค่าสำหรับคนพิเศษ

ภัทรา พอร์ซเลน ขอนำเสนอคอลเลคชั่นใหม่ “พรีลูด” (Prelude) มาในกล่องของขวัญประกอบด้วยดินเนอร์ เซ็ต (Dinner Set) และคอฟฟี่ เซ็ต (Coffee Set) ที่มีความโดดเด่นในแต่ละใบด้วยสีและรูปทรงที่แตกต่างกัน ซึ่งจะช่วยเติมเต็มองค์ประกอบและดึงดูดความน่าสนใจให้กับมื้ออาหารหรือการดื่มกาแฟของคุณ

ด้วยเทคนิคการปั้น เคลือบและเผาของภัทรา ทำให้ได้ชุดจานชามและชุดกาแฟที่เป็นเอกลักษณ์ รูปทรงแปลกตาแต่ลงตัวที่สุด ดีไซน์ของ พรีลูด ทั้ง 2 เซ็ต ถูกออกแบบให้แปลกใหม่ สนุกสนาน ตกแต่งให้สวยงามด้วยการลากลายเส้นพู่กันด้วยมือและวนไปรอบ ๆ ขอบจานและถ้วย ผสมผสานกับเทคนิคการใช้สีเคลือบและเผาจนเกิดการไหลของสีขอบที่สวยงาม อีกทั้งยังใช้งานได้หลากหลายอย่างกลมกลืน ไม่ว่าจะเป็นอาหารสไตล์ตะวันออกหรือตะวันตกอีกด้วย

โดย 1 เซ็ตมีทั้งหมด 6 ใบ สามารถเลือกได้ 2 สี คือขอบสีน้ำตาลและขอบสีแดง สำหรับดินเนอร์ เซ็ต (Dinner Set) ประกอบด้วยจานคูเป้, ชาม และแก้วมัค จำนวนอย่างละ 2 ใบ ราคา 1,360 บาท/ เซ็ต สำหรับคอฟฟี่ เซ็ต (Coffee Set) ประกอบด้วยจานคูเป้, จานรองถ้วยกาแฟ แและถ้วยกาแฟ จำนวนอย่างละ 2 ใบ ราคา 790 บาท/ เซ็ต 

คอลเลคชั่นพรีลูดในรูปแบบบ็อกเซ็ตมีวางจำหน่ายแล้วที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ทุกสาขา, ดิเอ็มโพเรียม และสยามพารากอน 

ดูข้อมูลเพิ่มเติมของภัทราและขอรับแคตตาล็อกได้ที่: https://www.facebook.com/PatraPorcelain หรือ www.patraporcelain.com

 

All About You Giving Season 2022

All About You ผู้คัดสรรรผลิตภัณฑ์ความงาม Clean Beauty ที่รวบรวมผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกและธรรมชาติจากทั่วโลก จัดเตรียมชุดของขวัญสุดพิเศษ จากผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกาย Panier Des Sens (ปานิเย เด ซองส์) แบรนด์จากประเทศฝรั่งเศส คุณค่าความหอมจากแคว้นโพรวองซ์ และ Kraam (คราม) แบรนด์คุณภาพของไทย ที่เน้นการคัดเลือกส่วนผสมจากธรรมชาติ ปราศจากสารเคมี เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุด สำหรับช่วงเวลาแห่งการให้ เพื่อร่วมส่งท้ายปลายปี 2021 และเริ่มต้นสู่ปีใหม่ กับ All About You Giving Season 2022

โดยเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2021 เป็นต้นไป จนกว่าสินค้าจะหมด มีวางจำหน่ายที่ร้าน All About You ทุกสาขาและช่องทางออนไลน์ https://allaboutyou.co.th/ และ Facebook : All About You

.

กาลนาน (Galanaan) HAPPY HOLIDAYS EXCLUSIVE GIFT BOX

‘กาลนาน’ (Galanaan) ร่วมต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขด้วย HAPPY HOLIDAYS EXCLUSIVE GIFT BOX แทนความห่วงใย พร้อมกับเพิ่มความเอ็กซ์คลูซีฟไปอีกระดับเพื่อเทศกาลนี้โดยเฉพาะ ด้วยกล่องกระดาษสวยหรูสีเขียวคาดแดงเคลือบลามิเนตด้าน สะดวกด้วยช่องเสียบการ์ดที่แค่เสียบนามบัตรหรือการ์ดอวยพร ก็สามารถมอบให้คนสำคัญได้ทันที โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการห่อของขวัญ แถมราคาพิเศษโดนใจ!!

มีให้เลือก 2 แบบ คือ

ชุด SAFE&CARE Alcohol Hands Gel 50 ml. เจลล้างมืออนามัยสูตรแอลกอฮอล์ กลิ่นหอม แพ็ก 12 หลอด ราคา 220 บาท (จากปกติ 760 บาท)

และชุด SAFE&CARE Alcohol Hands Spray 60 ml. สเปรย์ล้างมืออนามัยสูตรแอลกอฮอล์ กลิ่นหอม แพ็ก 12 ขวด ราคา 490 บาท (จากปกติ 1,000 บาท)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Galanaan Skincare Galanaan Skincare กาลนาน สกินแคร์ หรือโทร.080-796-6239

.

Happy Basket ของขวัญชิ้นพิเศษจากสลัดแฟคทอรี่

สลัดแฟคทอรี่ (Salad Factory) ร้านสลัดที่เสิร์ฟความอร่อยจากเมนูเพื่อสุขภาพที่หลากหลาย ให้คนทานได้ทานผักจากแหล่งผลิตอาหารที่ดี ภายใต้งานบริหารงานโดย บริษัท กรีนฟู้ด แฟคทอรี่ ขอร่วมต้อนรับเทศกาลแห่งความสุข ที่เต็มไปด้วยการเฉลิมฉลอง และรอยยิ้มจากคนที่คุณรัก ด้วย “แฮปปี้บาสเก็ต (Happy Basket)”กระเช้าผักดีไซน์พิเศษ ที่คัดสรรผักสดคุณภาพพรีเมี่ยม 4 ชนิด คือ คอส, เร้ดโอ๊ค, กรีนโอ๊ค และ ฟิลเล่ มาพร้อมกับน้ำสลัดโฮมเมดสุดพิเศษ 2 ขวด ที่มีให้เลือกถึง 6 รสชาติ ได้แก่ น้ำสลัดซีซาร์, น้ำสลัดซีฟู้ด, น้ำสลัดโหระพา, น้ำสลัดงาญี่ปุ่น, น้ำสลัดซีอิ๊วญี่ปุ่น และ น้ำสลัดทรัฟเฟิล (สามารถเลือกได้ 2 รสชาติ) เพื่อส่งมอบความสุขและสุขภาพดีให้แก่คนที่คุณรัก ในราคาเริ่มต้นเพียง 699 บาท หรือหากต้องการเพิ่มของขวัญเซอร์ไพร์สสุดพิเศษ ก็สามารถเพิ่ม Gift Voucher มูลค่า 500 บาท ได้ในราคาพิเศษเพียง 1,099 บาท (ราคานี้ยังไม่รวมค่าจัดส่ง และจัดส่งฟรี เมื่อสั่งซื้อ 10 กระเช้าขึ้นไป)

ใครที่กำลังมองหาของขวัญพิเศษ ขอแนะนำ “แฮปปี้บาสเก็ต (Happy Basket)” มอบให้กับคนที่คุณรัก โดยสามารถสั่งจองผ่านช่องทาง LineOA : @Salad Factory : https://lin.ee/nAy1OmQ (ระยะเวลาในการจัดส่ง 1- 3 วันหลังจากสั่งซื้อ)

พร้อมส่งความสุขพร้อมสุขภาพดีง่าย ๆ พร้อมส่งวันที่ 10 ธันวาคม 2564 เป็นต้นไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/saladfactoryofthailand

.

Mister Donut ChristmasGalaxydo น่ารักน่ากินรับเทศกาล Christmas

พร้อมส่งความสุขให้เพื่อนรัก!! น่ารัก น่ากินเวอร์ กับโดนัทคริสต์มาส กาแล็กซี 6 ชิ้น เพียง 139.- (ปกติ 150.-) มีทั้งหมด 6 รสชาติ ได้แก่ ฮอกไกโด กาแล็กซีริง , ช็อกโก กาแล็กซีริง , ช็อกโก ซานต้า , เรนเดียร์ คาราเมลมัคคิอาโต้ , บานาน่า กิฟ และช็อกโก คริสมาสต์ทรี

* เฉพาะเดลิเวอรี่ช่องทางที่ร่วมรายการสำหรับโดนัทคริสต์มาส กาแล็กซี 6 ชิ้น (ชิ้นละ 25.-)

*เฉพาะเดลิเวอรี่ช่องทางที่ร่วมรายการตั้งแต่วันนี้ – 4 มกราคม 2565

จะสั่งฉลองความอร่อยปาร์ตี้ไหนๆ หรือซื้อเป็นของขวัญ ก็ลงตัว พร้อมโปรคุ้มโดนๆให้ฟินเต็มที่ด้วยน๊าา

คลิกสั่งได้เลย

• GrabFood : https://grb.to/2YKyFFq

• Foodpanda : http://foodpanda.co.th/chain/cg9yt

• Lineman : https://lineman.onelink.me/1N3T/454c060a

• Robinhood : https://bit.ly/3BS6p7r

.

Kyo Roll En ต้อนรับเทศกาล เปิดตัว ‘Mochi Cookie’ คุกกี้สูตรโฮมเมดสไตล์ญี่ปุ่น สอดไส้โมจิเนื้อนุ่ม พร้อมชุดของขวัญรับเทศกาลแห่งความสุข ตั้งแต่วันนี้ ที่ Kyo Roll En ทุกสาขา

“ยืดให้สุด อร่อยไม่หยุด…กับคุกกี้ไส้โมจิ” ครั้งแรกของ Kyo Roll En ที่นำ ‘โมจิ’ ขนมยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น เป็นขนมมงคลที่ชาวญี่ปุ่นนิยมรับประทานในช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง ความนุ่มของโมจิสูตรต้นตำรับ นำมาสอดไส้ด้านในคุกกี้ ได้สัมผัสของความนุ่ม หนึบ และกรุบกรอบในคำเดียว เลือกอร่อยได้ทั้งแบบทานเย็นๆ และอุ่นร้อนๆ คู่กับเครื่องดื่ม หรือมอบเป็นชุดของฝากสุดประทับใจ ด้วย 4 รสชาติใหม่สุดละมุน เริ่มที่

1. Original ‘Kinako’ (ออริจินัล คินาโกะ) – คุกกี้ไส้โมจิรสถั่วเหลืองญี่ปุ่น ‘คินาโกะ’ ที่ได้ทั้งความหอมจาก ผงถั่วเหลืองคั่วคุณภาพดี ส่งตรงจากเกียวโต หอมกลิ่นของถั่วที่ผ่านการคั่วอย่างละเอียด และความนุ่มหนึบของโมจิสูตรต้นตำรับ

2. Yuzu Miso (ยูซุ มิโสะ) – ความหอมเป็นเอกลักษณ์ของส้ม ‘ยูซุ’ ขึ้นชื่อจากญี่ปุ่น สอดไส้ด้วย ‘โมจิรสยูซุ’ ได้ความสดชื่นแบบหวานอมเปรี้ยว ผสมรสเค็มเล็กน้อยของ ‘มิโสะ’ ทำจากถั่วเหลืองหมัก 2 ความพิเศษที่เข้ากันอย่างลงตัว

3. Organic Chocolate (ออร์แกนิค ช็อกโกแลต) – คุกกี้รสช็อกโกแลตเข้มข้น ที่ใช้ช็อกโกแลตจากผลโกโก้ ออร์แกนิคคุณภาพจากเชียงใหม่ สอดไส้โมจิและครีมช็อกโกแลตไหลเยิ้ม ท็อปด้วยถั่วรวมมิตร

4. Matcha-White Choc (มัทฉะ ไวท์ ช็อก) – รสชาติ Limited เฉพาะคริสมาสต์ ด้วยคุกกี้ชาเขียวมัทฉะจาก ‘อูจิ’ แบบฉบับ Kyo Roll En ท็อปด้วยไวท์ช็อกโกแลต สอดไส้โมจิชาเขียว ความอร่อยที่ Matcha Lover ห้ามพลาด!

ทั้ง 4 รสชาติพร้อมอร่อยได้ถึง 3 รูปแบบ :

1) ‘Crunchy’ อบในเตาอบได้เนื้อคุกกี้กรอบนอก นุ่มใน

2) ‘Softy’ อุ่นในไมโครเวฟ ให้เนื้อคุกกี้นุ่มละลายในปาก และโมจิยืดแบบสุดขีด

3) ‘Easy’ ทานแบบเย็น หยิบอร่อยได้ทุกเวลา

จำหน่ายเพียงชิ้นละ 75 บาท หรือเลือกเป็นชุดของขวัญปีใหม่ พร้อมโปรโมชั่นพิเศษช่วงเปิดตัว 4 แถม 1 เพียง 300 บาท (จากราคาปกติ 375 บาท) และห้ามพลาดกับของขวัญปีใหม่สุดพิเศษ กล่อง Limited ‘Christmas Box’ สุดเก๋ บรรจุ 12 ชิ้น ในราคาเพียง 680 บาท เท่านั้น

“ยืดให้สุด อร่อยไม่หยุด…กับคุกกี้ไส้โมจิ” สไตล์ญี่ปุ่น ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2564 ที่ Kyo Roll En ทุกสาขา หรือสั่งผ่าน Line: @kyorollen ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/KyoRollEn, IG :@kachabros

.

Jindai Sweets じんだい Welcome New Year Gift Set

Welcome…New Year Gift Set กับ Super Dark Choc Brownie ที่เราได้นำ premium chocolate มาเป็นวัตถุดิบหลัก ทำให้รสชาติมีความเข้มข้น เนื้อนุ่ม ละลายในปาก ใครที่ชอบเมนูบราวนี่แนะนำว่าห้ามพลาดเลย ใครที่มองหาของขวัญปีใหม่ เราห่อด้วยผ้าน่ารักไม่เหมือนใคร

มีแบบ 2 set- Super Rich Set : Colorful Topping “ผู้ให้+ผู้รับร่ำรวยความสุขรับปีใหม่ พบสีสันความสุขเหมือนบราวนี่ของเรา” และ Richies Set : Premium cookies Topping “ผู้ให้+ผู้รับได้รับความความสุข ความสมหวังอย่างที่คิดต้อนรับปีใหม่” ราคา 269 บาท ต่อชุด (มีจำนวน 6 ชิ้น)โปรพิเศษ สั่ง 3 ชุด ส่งฟรี >>> Add line @JindaiSweets ลดเพิ่ม 5%

ช่องทางการสั่งซื้อ สั่งออนไลน์ได้ที่ LINE : @JindaiSweets , สั่งผ่าน INBOX FACEBOOK : JINDAISWEETS , IG : JINDAISWEETS

.

Krispy Kreme Holiday Doughnuts

คริสปี้ ครีม (Krispy Kreme) ยกขบวนความอร่อยสุดคิ้วท์มาแจกรอยยิ้มต้อนรับเทศกาลแห่งความสุขด้วย “ฮอลิเดย์ โดนัท” (Holiday Doughnuts) เริ่มด้วย ”ซานต้า โดนัท” (Santa Doughnut) โดนัทเนื้อนุ่มสอดไส้ช็อกโกแลตฟัดจ์แบบเต็มคำตกแต่งเป็นหน้าคุณลุงซานตาคลอสใจดี

น้องกวาง “เรนเดียร์” (Reindeer Doughnut) เคลือบดาร์กช็อกโกแลตเข้มข้นตกแต่งเขากวางด้วยเพรทเซลกรุบกรอบ “คริสต์มาส ทรี” (X’ mas Tree Doughnut) โดนัทรูปต้นคริสต์มาส ตกแต่งลำต้นด้วยวาฟเฟิลช็อกโกแลต และเติมความสดใสด้วยสายรุ้งสปริงเคิลหลากสีสัน และ “เฟสทีฟ ริง” (Festive Ring Doughnut) มาพร้อมกับต้นฮอลลี่สัญลักษณ์ที่ถูกใช้ประดับในเทศกาลคริสต์มาสและเพิ่มความระยิบระยับด้วยกรีนช็อกโกแลตกามัวส์กับกลิตเตอร์สีทองสอดไส้ความอร่อยใหม่ของแอปเปิ้ลซินนามอนที่จัดให้มาแบบเน้นๆ

มาสร้างความประทับใจส่งท้ายปีกับ “ฮอลิเดย์ โดนัท” (Holiday Doughnuts) พร้อมกล่องลายลิมิเต็ด แบบแพ็ก 3 ในราคา 105 บาท (ฮอลิเดย์ โดนัท 3 ชิ้น) / แบบเซ็ต ในราคา 296 บาท (ออริจินัล เกลซ 6 ชิ้น และ ฮอลิเดย์ โดนัท 6 ชิ้น)

ฟินให้คูณสองด้วยเครื่องดื่มใหม่สีสันสดใส “มิ้นท์ตี้ สโนว์วี่” (Minty Snowy) นมรสมิ้นท์ปั่นหอมสดชื่นเพิ่มความอร่อยให้เคี้ยวเพลินด้วยคุกกี้แอนด์ครีมด้านบน และ “พิ้งกี้ สปริงเคิล” (Pinkie Sprinkles) นมสตรอว์เบอร์รี่รสละมุนตัดกับความเข้มของช็อกโกแลตตกแต่งด้วยวิปปิ้งครีมและสปริงเคิล ราคาแก้วละ 110 บาท (12 oz)

พิเศษสุด!! เมื่อซื้อฮอลิเดย์ โดนัทแบบแพ็ก 3 รับสิทธิ์แลกซื้อเครื่องดื่ม ได้ในราคา 65 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 3 มกราคม 2565 ที่ร้านคริสปี้ ครีม สาขาใกล้บ้านคุณ (ราคาดังกล่าวยกเว้นสาขาสนามบินดอนเมือง และ สนามบินสุวรรณภูมิ) รับข่าวสาร และโปรโมชั่นพิเศษก่อนใคร FB: Krispy Kreme Thailand

Q&A ไมโกะ คุโรโกจิ ดีไซเนอร์ชื่อดัง และแรงบันดาลใจในคอลเลคชั่น UNIQLO and Mame Kurogouchi

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/670639

วันที่ 15 ธ.ค. 2564 เวลา 08:55 น.Q&A ไมโกะ คุโรโกจิ ดีไซเนอร์ชื่อดัง และแรงบันดาลใจในคอลเลคชั่น UNIQLO and Mame Kurogouchiถามตอบ : “ไมโกะ คุโรโกจิ” ดีไซเนอร์ของแบรนด์ “มาเมะ คุโรโกจิ” ผู้รังสรรค์คอลเลคชั่น “UNIQLO and Mame Kurogouchi”

ไมโกะ คุโรโกจิ

ไมโกะ คุโรโกจิ ดีไซเนอร์ของแบรนด์ มาเมะ คุโรโกจิ แบรนด์เสื้อผ้าผู้หญิงที่สร้างชื่อเสียงไปทั่วโลก ด้วยคอลเลคชั่นสวยงามพิถีพิถัน ผสมผสานศิลปะและรายละเอียดที่ได้รับการออกแบบมาเป็นอย่างดี ด้วยแรงบันดาลใจที่ได้จากการพบเห็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน คุโรโกจิ ออกแบบเสื้อผ้าที่เสริมส่วนโค้งเว้าตามธรรมชาติของสรีระผู้หญิง เติมความมีระดับ รวมถึงอิสระในการเคลื่อนไหวและการแสดงออกให้กับเครื่องแต่งกายของผู้หญิงยุคใหม่

Q: หลักการพิจารณาของการออกแบบชุดชั้นในครั้งนี้คืออะไร เช่นหลักในการเลือกเนื้อผ้ามีอะไรบ้าง

A: ในแง่ของความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิในพื้นที่ในห้องและพื้นที่กลางแจ้งในฤดูหนาว เราได้นำผ้าคัตตอน AIRism มารักษาความสะดวกสบายในฤดูหนาว ซึ่งเมื่อใส่เสื้อผ้าพวกนี้จะทำให้เรารู้สึกสบายขึ้น เพราะในการใส่เสื้อผ้าหลายชั้นทำให้เหงื่อท่วมตัวได้

Q: ช่วยพูดถึงโทนสีของคอลเลคชั่นนี้หน่อย คุณอยากสื่อสารอะไรกับเสื้อผ้าคอลเลคชั่นนี้

A: องค์ประกอบหลักของการร่วมงานกันครั้งนี้คือโทนสีที่เรียบง่ายและสวมใส่ง่าย สำหรับคอลเลคชั่นฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวครั้งนี้ ฉันจินตนาการถึงโทนสีเทาอบอุ่น ที่สามารถเข้ากับสไตล์อื่นๆ ในฤดูหนาวได้

Q: ในบทสัมภาษณ์ คุณได้พูดถึงคอลเลคชั่นที่แล้วว่าคุณตัดสินใจใช้สีสันที่มีความหลากหลาย แล้วความหลากหลายยังคงอยู่กับคุณในครั้งนี้ไหม

A: ความหลากหลายเป็นรากฐานของคอลเลคชั่น UNIQLO and Mame Kurogouchi และเราตั้งเป้าหมายที่จะสร้างปรัชญาไลฟ์แวร์ (LifeWear) ให้กับผู้หญิงทุกคนทั่วโลก

Q: ธีมของคอลเลคชั่นนี้คือ Seamless Transition หรือการปรับเปลี่ยนที่ไร้ที่ติระหว่างเสื้อผ้าและชุดชั้นใน ธีมนี้จะถูกถ่ายทอดอย่างไรในซีซั่นนี้

A: ในช่วงฤดูหนาว เราต้องใส่เสื้อผ้าหลายชั้นเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกอบอุ่น แต่พอเราเข้าไปในห้องที่อุ่นอยู่แล้ว เหงื่อก็จะเริ่มออก ความหวังของฉันคือการออกแบบชุดชั้นในที่สามารถสวมใส่ใต้เสื้อคาร์ดิแกนหรือเสื้อสเวทเตอร์ แต่ก็ยังคงเป็นเสื้อผ้าที่สวมใส่ได้สวยงามเช่นกัน ฉันมีความเชื่อว่าชุดใช้ในเป็นได้หลายอย่าง สร้างอิสระในการแต่งตัวได้ และนี่คือเป้าหมายหลักของคอลเลคชั่นนี้ที่ฉันต้องการให้ความหมายหากฉันพูดคำว่า Seamless Transition หรือสิ่งที่เรียกว่าการเปลี่ยนแปลงที่ไร้ที่ดินั่นเอง

Q: องค์ประกอบของไอเทมใหม่มีอะไรบ้าง

A: ในส่วนของเสื้อสเวทเตอร์คอเต่าถือเป็นไอเทมหลักในหน้าหนาวสำหรับฉันและผู้หญิงอีกหลายๆ คน หากใส่คู่กับเสื้อถัก 3D ที่มาในสไตล์ที่เรียบง่ายจะช่วยส่งให้ไอเทมดูดีมากยิ้งขึ้น ความเรียบง่ายคือจุดโฟกัสของการปรับเปลี่ยนของเสื้อคาร์ดิแกนและเสื้อผ้าชิ้นอื่นๆ อีกด้วย

Q: ไอเทมไหนมีความหมายสำหรับคุณมากที่สุดในคอลเลคชั่นนี้

A: ไอเทมที่มีความหมายมากที่สุดคือเสื้อถักคอเต่า เหตุผลก็เหมือนที่กล่าวไปว่า เสื้อตัวนี้เป็นไอเทมหลักสำหรับหน้าหนาวของฉันและผู้หญิงอีกหลายคน พอจับมาแมทช์ก็จะยิ่งทำให้เสื้อถักตัวนี้ดูดียิ่งขึ้น ซึ่งพวกเราใช้เวลาในระดับนึงที่จะพัฒนาเสื้อตัวนี้

Q: คุณได้โฟกัสเสื้อผ้าตัวไหนเป็นพิเศษไหม เช่น วัสดุที่นำมาใช้เพื่อออกแบบไอเทมหน้าหนาว เป็นต้น

A: ในหน้าหนาว เราต้องพบเจอกับการเปลี่ยงแปลงของอุณหภูมิทั้งวัน จากอากาศไปจนถึงความอบอุ่นในห้อง เราก็ยังต้องใส่เสื้อผ้าหลายชั้นในเวลาเดียว แต่กับวัสดุผ้าคัตตอน AIRism ของยูนิโคล่ เราสามารถที่จะออกแบบไอเทมที่คงความแห้งและความสบายได้ตลอดทั้งวัน

Q: ทำไมเสื้อผ้าซีซั่นนี้ถึงมีไลน์อัพน้อยกว่าทุกซีซั่นที่ผ่านมา

A: เพราะฉันอยากโฟกัสที่ชุดชั้นในอันเป็นหัวใจหลักของเลคชั่นนี้ เราต้องการนำเสนอชุดชั้นในอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ คอลเลคชั่นแรก เพราะความต่อเนื่องสำคัญมากๆ และพวกเราก็ปรับปรุงการตัดเย็บของบางไอเทมจากซีซั่นแรกเพื่ออกแบบให้ไลน์อัพรอนนี้ดูสวยและมีมิติมากขึ้น

Q: สำหรับคอลเลคชั่น Spring/Summer ที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี คุณได้เรียนรู้อะไรจากการทำงานร่วมกับยูนิโคล่บ้าง

A: ฉันโชคดีที่สามารถออกแบบไลฟ์สไตล์ให้แก่ผู้หญิงผ่านชุดชั้นในได้ ฉันมองว่าเรื่องนี้มันสำคัญที่จะรักษาให้ คอลเลคชั่นนี้สวยงามและสร้างความสะดวกสบายให้ผู้หญิงทุกคนผ่านรายละเอียดการปรับปรุงเล็กน้อย ที่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับพวกเขาได้

Q: คุณยังคงทำงานในระหว่างการแพร่ระบาดของโลก COVID-19 ระบบความคิดของคุณได้เปลี่ยนไปบ้างไหม ระหว่างช่วงแรกและช่วงนี้

A: ฉันรู้สึกได้ว่าฉันเริ่มชินกับจังหวะของชีวิตประจำวันในช่วงการแพร่ระบาดได้แล้ว กับคอลเลคชั่นนี้และตัว คอลเลคชั่นหลักของ Mame Kurogouchi ฉันตั้งเป้าถึงหลักของความสบายไว้ การสวมใส่เสื้อผ้าเหล่านี้ในปีที่ผ่านมาเปิดโอกาสให้ฉันตระหนักถึงความพอดีและความสบาย มากกว่างานออกแบบ ฉันคิดได้เยอะมากว่าสิ่งที่ชุดชั้นในสามารถสร้างให้กับผู้หญิงได้ภายใต้คุณสมบัติที่ไอเทมเหล่านี้เป็น

Q: คุณมีช่วงเวลาหน้าหนาวที่โปรดปรานบ้างไหม

A: มี ช่วงเวลาที่ชอบคือการดูหิมะตกจากห้องที่อบอุ่นและสะดวกสบาย

Q: สินค้าหน้าหนาวของยูนิโคล่ชิ้นไหนเป็นที่ชื่นชอบของคุณมากที่สุด

A: ฉันคิดว่าทุกไอเทมของคอลเลคชั่นนี้จะเป็นไอเทมหน้าหนาวที่ฉันชอบมากที่สุด

Q: คุณมีนิทรรศการเดี่ยวครั้งแรกของตัวเองที่ Nagano Prefectural Art Museum เมื่อหลายเดือนที่ แล้วเพื่อฉลองการครบรอบ 10 ของแบรนด์คุณเอง ช่วงทศวรรษที่ผ่านมาของแบรนด์ Mame Kurogouchi เป็นอย่างไร คุณคิดว่าแบรนด์เดินทางไปอย่างไรในอีก 10 ปีข้างหน้า

A: ฉันขอบคุณโรงงานและฝ่ายตัดเย็บที่ทำให้เสื้อผ้า ตัวแทน และลูกค้าของเราที่สร้างเรามาถึงจุดนี้ ฉันยังต้องการค้นหาสิ่งที่เราสามารถประสบความสำเร็จได้ในฐานะแบรนด์แฟชั่นและอุตสาหกรรมเสื้อผ้า ซึ่งเราค่อยๆ วางรากฐานสำหรับไอเทมแต่ละชิ้นให้รักษาการตัดเย็บแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นเอาไว้อีกด้วย และตลอดความพยายามของ Mame Kurogouchi ฉันต้องการเปิดพื้นที่ให้งานฝีมือของญี่ปุ่นในหลากหลายมุมมองและสนับสนุนอุตสาหกรรมนี้อย่างเต็มที่ สิ่งที่ทำให้ฉันตื่นตาตื่นใจเกี่ยวกับการทำเสื้อผ้าคือคุณสามารถผลิตเสื้อผ้าที่สวยงามได้ในปริมาณที่ทั่วถึง และทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ และฉันก็เชื่อว่าหัวใจหลักของสิ่งต่างๆ ในอนาคต คือการรวมตัวของงานฝีมือที่ประณีตและใช้เทคโนโลยีนิดหน่อย กับและเทคโนโลยีระดับสูง

Q: คุณทำให้ตัวเองรู้สึกเฟรช หรือว่ารีเว็ทตัวเองใหม่อย่างไรในช่วงที่ยุ่ง ๆ ของการออกแบบดีไซน์ใหม่ๆ

A: ฉันไม่ได้รีเซ็ทวิธีการทำงานใหม่ แต่จะสร้างสรรค์จากสิ่งที่อยู่ในความคิดเพื่อออกแบบคอลเลคชั่นนี้เสมอ

Q: มีสไตล์ลิ่งไหนที่คุณอยากแนะนำบ้าง

A: ฉันออกแบบเสื้อถักคอเต่า (Turtleneck Knit) สำหรับการสวมใส่แบบที่สามารถพับได้และไม่ต้องพับ เวลาที่เราพับ แขนและข้อมือจะดูเพรียวและละเอียดอ่อนมากขึ้น ถ้าไม่พับ ความโค้งเว้าของชายเสื้อจะเน้นช่วงสะโพกให้ดูสวยยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะใส่เดี่ยวๆ หรือใส่คู่กับไอเทมอื่น ไอเทมนี้เข้ากันได้ดีกับเสื้อผ้าชุดอื่น ๆ ในตู้เสื้อผ้าของคุณ

Q: คุณได้พบเจอช่วงเวลาแห่งความสุขในการสร้างคอลเลคชั่นนี้บ้างไหม มีอะไรที่เกี่ยวกับความท้าทายในวิธีการทำงานไหม

A: ฉันใช้เทคโนโลยี 3D ของยูนิโคล่เพื่อที่จะออกแบบดีไซน์เสื้อถักคอเต่าที่คลุมได้ทั้งตัว

Q: ในระหว่างปี คุณนำเสนองานผ่านคอลเลคชั่น Mame Kurogouchi ทั้งแบบ Pre-Collection ไอเทมเบสิกอื่นๆ และการทำงานร่วมกับยูนิโคล่ คุณมีวิธีการทำงานแบบไหน ยืดหยุ่นอย่างไร แล้ววิธีการคิดได้เปลี่ยนไปหรือไม่

A: ฉันไม่ได้รีเซ็ทวิธีการทำงานใหม่ แต่จะสร้างสรรค์จากสิ่งที่อยู่ในความคิดเพื่อออกแบบคอลเลคชั่นนี้เสมอ

Q: ในส่วนของคอลเลคชั่นที่ผ่านมา ภาพวิชวล วิดีโอและความสร้างสรรค์ต่างๆ ที่ถ่ายทอดออกมาอย่างดีและเข้ากันกับความรู้สึกของคอลเลคชั่นได้อย่างดี ตอนที่ทำคอลเลคชั่นนี้คิดอะไรอยู่

A: ในคอลเลคชั่นนี้ ฉันต้องการเฉลิมฉลองการตัดเย็บของเสื้อผ้าและร่างกายของผู้หญิงที่ไปด้วยกันได้ดีกับส่วนโค้งเว้าธรรมชาติอันอ่อนโยนของผู้หญิง ฉันยังคงต้องการที่จะทำให้คอลเลคชั่นนี้เข้าถึงผู้หญิงทุกคนได้ทั่วโลกอีกด้วย

CANITT คอลเลกชั่นออทั่ม/วินเทอร์ 2021 ส่งต่อความมั่นใจให้ผู้หญิงยุคใหม่ที่กล้าจะแตกต่าง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/670635

วันที่ 15 ธ.ค. 2564 เวลา 08:50 น.CANITT คอลเลกชั่นออทั่ม/วินเทอร์ 2021 ส่งต่อความมั่นใจให้ผู้หญิงยุคใหม่ที่กล้าจะแตกต่างให้หญิงสาวโดดเด่นด้วยสไตล์อันโก้หรูสุดคลาสสิก กับแบรนด์เสื้อผ้าสตรี “คานิท” (CANITT) ในคอลเลกชั่นออทั่ม/วินเทอร์ 2021 ที่ชื่อว่า “แวร์ เดอะ ไวลด์ ติงส์ อาร์” (Where The Wild Things Are) แรงบันดาลใจจากแนวคิดของดีไซน์เนอร์ที่ต้องการส่งต่อความมั่นใจให้กับผู้หญิงยุคใหม่ที่กล้าจะแตกต่าง

ขนิษฐา ดรุณเนตร ครีเอทีฟไดเรคเตอร์

สนุกกับการสร้างสรรค์สไตล์ให้แตกต่างอย่างมั่นใจ ไปกับแบรนด์เสื้อผ้าสตรีหรู “คานิท” (CANITT) ที่ล่าสุด ขนิษฐา ดรุณเนตร ครีเอทีฟไดเรคเตอร์ฝีมือเฉียบประจำแบรนด์ ได้ถ่ายทอดไอเดียสดใหม่ เผยโฉมผลงานการออกแบบคอลเลกชั่นออทั่ม/วินเทอร์ 2021 ที่มีชื่อว่า “แวร์ เดอะ ไวลด์ ติงส์ อาร์” (Where The Wild Things Are) นำเสนอแรงบันดาลใจจากแนวคิดของดีไซน์เนอร์สาวที่ต้องการส่งต่อความมั่นใจให้กับผู้หญิงยุคใหม่ที่กล้าจะแตกต่าง ด้วยการปฏิวัติวงการแฟชั่นให้โดดเด่นด้วยสไตล์อันโก้หรู ผ่านเสื้อผ้าเรดี้-ทู-แวร์ ที่ถูกดีไซน์ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคใหม่โดยเฉพาะ พร้อมอวดโฉมแฟชั่นเซ็ทสุดพิเศษจากนักแสดงสาวชื่อดัง ณิชา-ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ ที่ถ่ายทอดสไตล์อันน่าจดจำผ่านเสื้อผ้าคอลเลกชั่น “แวร์ เดอะ ไวลด์ ติงส์ อาร์” (Where The Wild Things Are) ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

“คานิท” (CANITT) แบรนด์แฟชั่นสตรีหรูภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘แดซลิ่ง’ (Dazzling), ‘แมกนิฟิเซนท์’ (Magnificent) และ ‘เกรซฟูล’ (Graceful) สามคำที่สามารถบ่งบอกถึงเอกลักษณ์การดีไซน์ได้เป็นอย่างดี กับการนำความงดงามทางแฟชั่นในแต่ละยุคสมัยมาผสมผสานกับไลฟ์สไตล์ของหญิงสาวในยุคปัจจุบัน ให้สนุกไปกับการสร้างสรรค์ลุคใหม่ หญิงสาวในแบบฉบับของ “คานิท” (CANITT) จึงเป็นผู้หญิงที่มีความทันสมัย หลงไหลในสไตล์อันโก้หรู แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นหญิงสาวที่มีเสน่ห์ผสานความเซ็กซี่อย่างมีระดับเอาไว้

ขนิษฐา ดรุณเนตร กล่าวถึงแนวคิดหลักของการออกแบบคอลเลกชั่นนี้ว่า “ความสนุกของการแต่งตัวในทุกวันนี้คือการเป็นตัวเอง มั่นใจ และกล้าที่จะแตกต่าง ในคอลเลกชั่นนี้เราจึงอยากให้ผู้หญิงกลับมาสนุกกับการแต่งตัวกันอีกครั้ง แน่นอนว่าเรายังคงการออกแบบไว้ที่สไตล์โก้หรูเป็นหลัก เพราะเราเชื่อว่าความโก้หรูนั้นเป็นสไตล์ที่สามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส แต่ด้วยไลฟ์สไตล์ของผู้หญิงยุคใหม่ที่เปลี่ยนไป จากการทำกิจกรรมที่หลากหลาย และต้องการสวมใส่เสื้อผ้าที่มีความคล่องตัวมากขึ้น ดังนั้นคอลเลกชั่นนี้เราจึงเลือกออกแบบซิลลูเอท และใช้เนื้อผ้า ที่สามารถเพิ่มความคล่องตัว กระฉับกระเฉง ให้ผู้หญิงทุกคนสามารถสนุกกับการใช้ชีวิตได้มากขึ้น”

สำหรับคอลเลกชั่น “แวร์ เดอะ ไวลด์ ติงส์ อาร์” (Where The Wild Things Are) แรงบันดาลใจของดีไซน์เนอร์สาวได้ถูกถ่ายทอดสู่นิยาม “Modern Glamour” ผ่านการออกแบบเสื้อผ้าดีไซน์โก้หรูที่สามารถสวมใส่ได้ในทุกโอกาส สอดผสานความโมเดิร์นในแต่ละยุคสมัยเข้าไปได้อย่างลงตัว โดยสำหรับซีซั่นนี้เสื้อผ้าได้ถูกออกแบบมาในซิลลูเอทที่สวมใส่สบาย ไม่เข้ารูปจนเกินไป พร้อมเพิ่มกลิ่นอายของความซาฟารีเข้ามาในคอลเลกชั่น จากการที่ทีมดีไซน์ได้หยิบเอาชิ้นเด่นประจำแบรนด์ออกมาตีความใหม่อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น กางเกงขายาวดีไซน์เรียบโก้ที่ถูกออกแบบให้เป็นเอวยืด เพื่อเพิ่มความคล่องตัวขณะสวมใส่ หรือจะเป็นเสื้อเชิ้ตไอเทมคลาสสิกประจำตู้ของเหล่าสุภาพสตรี ที่ซีซั่นจะมีให้เห็นในซิลลูเอททรงโอเวอร์ไซส์ เพิ่มความสนุกด้วยแจ็คเก็ตเชิ้ตสไตล์ซาฟารี ที่โดดเด่นด้วยการดีไซน์กระเป๋าหลากหลายรูปแบบ และเน้นดีเทลบริเวณช่วงเอว เพื่อเสริมสร้างส่วนโค้งเว้าของผู้หญิงให้เด่นสะดุดตา รวมถึงเชิ้ตเดรสดีไซน์โก้ที่มีทั้งแบบเข้ารูป และแบบทรงลูส (Loose) สำหรับสวมใส่สบายๆ ในวันพักผ่อน และชุดสูทสำหรับเวิร์คกิ้งวูแมนที่ถูกออกแบบมาให้มีความทะมัดทะแมงมากขึ้น ผ่านการเลือกใช้เนื้อผ้าที่มีสวมใส่สบายอย่างผ้าซิลค์ซาติน และผ้าลูกไม้

สำหรับลายพิมพ์ประจำซีซั่นนี้คือลายแดซลิ่ง อินเนอร์ (Dazzling Inner) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากอารมณ์อันหลากหลายของผู้หญิง ที่มีทั้งบอบบาง สนุกสนาน รักอิสระ เย้ายวน แต่ก็พร้อมก้าวไปข้างหน้าในทุกสถานการณ์ โดยถ่ายทอดผ่านลวดลายนกเหยี่ยว ตัวแทนแห่งความอิสระ และสง่างาม รวมถึงการปักประดับคริสตัลลงบนลายพิมพ์ดังกล่าว เพื่อเป็นการเล่นแสงสะท้อนไปมาในทุกอิริยาบถของการเคลื่อนไหว โดยเฉดสีในคอลเลกชั่นนี้ ประกอบไปด้วย โทนสีน้ำตาลอย่างคาราเมล และบัตเตอร์สกอตช์ ที่ไล่ระดับเฉดสีตั้งแต่อ่อนไปหาเข้ม รวมถึงโทนสีเบสิกอย่างสีขาว สีเทา สีดำ และสีเบจ

นอกจากนี้ ขนิษฐา ดรุณเนตร ยังได้แนะนำเคล็ดลับการสร้างสรรค์ลุคให้โดดเด่นในทุกโอกาส ต้อนรับฤดูกาลออทั่ม/วินเทอร์นี้ว่า “เคล็ดลับการแต่งตัวให้ดูดีขั้นพื้นฐานเลยคือเราต้องเป็นตัวเอง และมีความมั่นใจ ไม่จำเป็นต้องตามเทรนด์ไปตลอด เพราะแฟชั่นเดี๋ยวนี้มาไวไปไว แต่สิ่งที่จะคงอยู่กับเราก็คือสไตล์ และเมื่อเรารู้สไตล์ของตัวเอง ก็อาจจะปรับเปลี่ยนการแต่งตัวตามความเหมาะสมของกิจกรรมหรือกาลเทศะบ้างเล็กน้อย แต่จะต้องคงไว้ซึ่งความเป็นตัวเองอยู่ อย่างยุคนี้ไลฟ์สไตล์ของคนนั้นค่อนข้างเปลี่ยนไป ต้องการความคล่องตัว กระฉับกระเฉงกันมากขึ้น และถ้าเป็นคนที่ชื่นชอบในสไตล์โก้หรูนั้น ก็ปรับเปลี่ยนได้ไม่ยากเลย อย่างถ้าเป็นวันทำงานของเวิร์คกิ้งวูแมนอาจจะใส่เป็นชุดสูทแต่เลือกกางเกงแบบสามส่วน หรือถ้าเป็นลุคกางเกงขายาวก็อาจจะเลือกเสื้อแบบแขนกุดก็จะได้ลุคที่ดูทะมัดทะแมงขึ้น แต่ถ้าเป็นวันพักผ่อนชิลล์ๆ อาจจะเลือกใส่ชุดลายพิมพ์เนื้อผ้าสบายๆ เป็นเสื้อกับกางเกงยืดขาสั้น หรือจะเป็นจั๊มสูทขาสั้นที่เข้ารูปช่วงเอว ก็จะได้สไตล์โก้หรูที่มีกลิ่ยอายของความสปอร์ตแฝงอยู่ สำหรับสาวสายปาร์ตี้ ถ้าใครที่ชอบความแคชชวลหน่อย อาจจะหยิบกางเกงขายาวดีไซน์เรียบโก้แบบเอวยืดมาแมทช์กับเสื้อเชิ้ตผ้าซาตินทรงโอเวอร์ไซส์ก็ได้ลุคเรียบโก้ที่ดูแปลกใหม่ขึ้น หรืออาจจะหยิบเป็นเดรสยาวสีดำแบบกระดุมหน้าแมทช์กับรองเท้าบู๊ทหนังทรงสูงก็เท่ไปอีกแบบ”

พบกับคอลเลกชั่น “แวร์ เดอะ ไวลด์ ติงส์ อาร์” (Where The Wild Things Are) ได้แล้ววันนี้ที่ร้านคานิท (CANITT) ศูนย์การค้าสยามพารากอน บริเวณพารากอนดีพาร์ทเม้นสโตร์ ชั้น 1 และศูนย์การค้าเซ็นทรัลชิดลม บริเวณโซนไทยไทย ชั้น 2 พร้อมติดตามรายละเอียดและโปรโมชั่นผ่านช่องทาง IG: CANITT_OFFICIAL และ Line ID: @CANITT_OFFICIAL

ดูแลสุขภาพแบบองค์รวมอย่างยั่งยืน สร้างสมดุลแห่งความสุขอย่างมีความหมาย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/67063

วันที่ 15 ธ.ค. 2564 เวลา 08:40 น.ดูแลสุขภาพแบบองค์รวมอย่างยั่งยืน สร้างสมดุลแห่งความสุขอย่างมีความหมาย‘ธัญ’ (THANN) แนะนำการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมอย่างยั่งยืน สร้างสมดุลแห่งความสุขอย่างมีความหมายที่ “ธัญ เวลเนส เดสทิเนชั่น” (THANN Wellness Destination)

เมื่อนำ สิ่งที่รัก + สิ่งที่ถนัด ก็จะเกิดเป็น ความหลงใหล (Passion)

หากเอา สิ่งที่รัก + สิ่งที่โลกต้องการ จะเป็น หน้าที่ (Mission)

หากเอา สิ่งที่โลกต้องการ + สิ่งที่สร้างรายได้ ก็จะเท่ากับ งานหาเลี้ยงชีพ (Vocation)

หากเอา สิ่งที่ถนัด + สิ่งที่สร้างรายได้ ก็จะได้เป็น อาชีพเชี่ยวชาญ (Profession)

สุขภาพดีแบบองค์รวมไม่ได้หมายถึงการไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ หรือความซึมเศร้า แต่คือ “กระบวนการ” ที่เปลี่ยนแปลงตลอดทั้งช่วงชีวิต เพื่อที่จะมีชีวิตที่สมดุล และมีความหมาย ในปัจจุบันการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมถือเป็นวิถีใหม่แห่งการดูแลสุขภาพที่กำลังได้รับความนิยม โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อฟื้นฟูสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีอย่างยั่งยืน  ‘ธัญ’ (THANN) แบรนด์ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพผิวและเส้นผม รวมถึงธุรกิจสปาชั้นนำของประเทศไทย ขอแนะนำอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม จุดหมายปลายทางของผู้ที่อยากมาพักผ่อนและฟื้นฟูทั้งสุขภาพกายและใจที่ “ธัญ เวลเนส เดสทิเนชั่น” (THANN Wellness Destination) อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ภายใต้หลักการ ‘ดูแลสุขภาพแบบองค์รวมอย่างยั่งยืน สร้างสมดุลแห่งความสุขอย่างมีความหมาย’

คุณฐิติพัฒน์ ศุภภัทรานนท์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ธัญ-ออริซ่า จำกัด กล่าวถึงการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมอย่างยั่งยืนว่า สุขภาพและสุขภาวะที่ดีถือเป็น 1 ใน 17 เป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) ที่สหประชาชาติได้กำหนดขึ้นเป็นวาระการพัฒนาระดับโลก ยิ่งในปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนในหลากหลายมิติ ทำให้ต้องหันกลับมาให้ความสำคัญต่อการดูแลสุขภาพกันมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ซึ่งไม่ได้พิจารณาเฉพาะโรคที่เป็น หรือเฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเท่านั้น แต่จะพิจารณาความสัมพันธ์ของทุกองค์ประกอบเพราะทุกส่วนล้วนมีความสัมพันธ์และส่งเสริมกันเมื่ออยู่ในสภาวะสมดุล สามารถแบ่งได้เป็น 6 องค์ประกอบ คือ

(1) ร่างกาย (Physical) การดูแลร่างกายอย่างเหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดี ปลอดโรค และมีความแข็งแรง รวมถึงการสร้างสมดุลของกิจกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวกับร่างกาย, การนอนหลับและภาวะโภชนาการที่เหมาะสม

(2) อารมณ์ (Emotional) ความสามารถในการเรียนรู้ และจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง

(3) จิตใจ (Spiritual) สภาวะจิตที่สงบ สมดุล และสอดคล้องกับตัวตนของเรา มีเป้าหมาย มีความไว้วางใจ มีความมั่นใจ ซึ่งจะทำให้เราเป็นคนที่เชื่อถือได้ ตรงไปตรงมา นิ่งและคิดบวก

(4) สังคม (Social) รูปแบบความสัมพันธ์ที่เรามีต่อผู้อื่นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เป็นความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้างไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ครอบครัว หรือชุมชนที่อาศัยอยู่ ซึ่งความสัมพันธ์ที่ดี การเป็นที่รักและมีคนที่เราสามารถพูดคุยเรื่องต่าง ๆ ได้ จะก่อให้เกิดความรู้สึกดีต่อตนเอง (Self-esteem)

(5) ความรอบรู้ (Intellectual) การเปิดรับความคิดใหม่ๆ การแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ เพิ่มพูนความรู้และทักษะผ่านกิจกรรมต่างๆ ทำให้เรามีความคิดอย่างเป็นตรรกะ

(6) สิ่งแวดล้อม (Environment) เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างโลก, สิ่งแวดล้อม และตัวเรา ลดการสร้างผลเสียและมีนิสัยที่ช่วยดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ได้แก่ การปลูกต้นไม้ ไม่ตัดไม้ทำลายป่า ดูแลรักษาความสะอาดแม่น้ำลำคลอง ช่วยอนุรักษ์พลังงาน เป็นต้น

อีกหนึ่งแนวความคิดที่อยากแนะนำเพื่อสร้างความสุขในการดำเนินชีวิต คือ อิคิไก (IKIGAI) แนวคิดเพื่อการสร้างความสุขแบบยั่งยืนอันโด่งดังของคนญี่ปุ่น ซึ่งมีความหมายว่า “การมองหาคุณค่าและความสุขจากการใช้ชีวิต” เปรียบเสมือนการค้นหาเข็มทิศ เพื่อช่วยค้นพบความหมายของการมีชีวิตอยู่ เมื่อเรามองเห็นหนทางหรือความชัดเจนในทุกเรื่อง มีเป้าหมาย โฟกัสกับสิ่งที่จำเป็น และตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นทิ้งไปบ้าง เราก็จะมีความสุขกับทุกนาทีมากขึ้น เห็นคุณค่าในตัวเองมากขึ้นด้วย

อิคิไก (IKIGAI) นั้นประกอบด้วยความสมดุลระหว่าง 4 สิ่ง คือ

·      สิ่งที่เรารักหรือมีความสุขที่ได้ทำ

·      สิ่งที่เราถนัดหรือทำได้ดี

·      สิ่งที่มีประโยชน์และโลกกำลังต้องการ

·      สิ่งที่สร้างรายได้ให้เรา

การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมนั้นไม่ได้จำกัดขอบเขต สิ่งใดที่สามารถทำแล้วช่วยให้ร่างกายและจิตใจมีสุขภาพดี สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข เป็นการกระตุ้นภูมิคุ้มกันและช่วยเสริมสร้างความสมดุลให้แก่ร่างกายก็ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น ทางธัญ เวลเนส เดสทิเนชั่น (THANN Wellness Destination) จึงได้จัดเตรียมกิจกรรมตามหลักการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมหลากหลายกิจกรรม เพื่อเป็นตัวช่วยในการฟื้นฟูสุขภาพกายใจท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาพักได้รับการพักผ่อนและสร้างสมดุลแห่งความสุขอย่างมีความหมาย”

“ธัญ เวลเนส เดสทิเนชั่น” (THANN Wellness Destination) ทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการพักผ่อนและฟื้นฟูสุขภาพกายใจแบบองค์รวมที่จะได้สัมผัสกับความเงียบสงบของแม่น้ำน้อย และทุ่งนาเขียวขจีของอำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อใช้เวลาอยู่กับตัวเองอย่างผ่อนคลาย ท่ามกลางธรรมชาติของแมกไม้นานาพันธุ์ในพื้นที่กว่า 25 ไร่ สัมผัสประสบกาณ์ใหม่ในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมอย่างแท้จริงภายใต้ 3 หลักการ ได้แก่ การออกกำลังกายและการทำกิจกรรมเพื่อสร้างความแข็งแรง (Active lifestyle), การปรับสมดุล ร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ (Balance of body mind and spirit ) และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น (Connect with others)

“ธัญ เวลเนส เดสทิเนชั่น” (THANN Wellness Destination) ประกอบด้วยห้องพักเพียงจำนวน 46 ห้อง โดยมีขนาดพื้นที่ตั้งแต่ 64-213 ตารางเมตร อาทิ ห้องสวีทวิวแม่น้ำ (Riverfront suite), บ้านต้นไม้ (Treehouse) และพูลวิลล่า (Pool villa) พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่จัดเตรียมไว้ภายในห้อง อาทิ อินฟิวส์ วอเตอร์ (Infused water), ของว่างเพื่อสุขภาพ (Health snack) รวมถึงผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผิวและเส้นผมของธัญ (THANN) เปิดให้บริการสำหรับแขกที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป เป็นแพ็กเกจแบบ All-inclusive package ที่รวมค่าห้องพักระดับ 5 ดาว, อาหารทุกมื้อตั้งแต่มื้อเย็นของวันแรกที่เข้าพัก, ชุดสำหรับสวมใส่ระหว่างเข้าพัก, มินิบาร์ภายในห้อง, คลาสออกกำลังกายและกิจกรรมสันทนาการแบบไม่จำกัดครั้ง รวมถึงการทำสปาทรีทเมนท์ 90 นาที/คืน/ท่าน

การออกกำลังกายและการทำกิจกรรมเพื่อสร้างความแข็งแรง (Active lifestyle) มีให้เลือกทำกิจกรรมมากกว่า 10 คลาส ที่ผสมผสานใน 3 รูปแบบ ได้แก่ การเสริมสร้างความแข็งแรงของหัวใจและปอด (Cardio exercise), การเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อ (Weight training) และการเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ (Flexibility exercise) อาทิ โยชิ บาลานซ์ (Yochi balance), การออกกำลังกายในน้ำ (Aqua exercise), จักรยานน้ำ (Water bike), แพดเดิ้ล บอร์ด (Paddle board) และเรือแคนนู (Canoe) ทั้งนี้ยังมีบริการให้คำแนะนำและออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมเพื่อผ่อนคลาย อาทิ การเรียนรู้วิธีการดูแลผิวหน้าให้มีสุขภาพดี (Facial workshop) หรือกิจกรรมชมแปลงปลูกพืชพรรณต่างๆ ที่ปลูกเองภายในรีสอร์ท และสามารถเลือกเก็บผลผลิตตามฤดูกาลเพื่อนำไปให้เชฟประกอบอาหารได้

การปรับสมดุล ร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ (Balance of body mind and spirit) ด้วยบริการสปาทรีทเมนท์ที่ถูกออกแบบมาภายใต้ปรัชญาของธรรมชาติบำบัด โดยเทอราปิสผู้เชี่ยวชาญที่ผ่านการอบรมและมีใบรับรองความรู้เกี่ยวกับกายวิภาค (Anatomy) พร้อมให้คำแนะนำทรีทเมนท์ที่เหมาะสำหรับแต่ละบุคคล โดดเด่นด้วยการใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลและบำรุงผิวของธัญ (THANN) เพื่อฟื้นฟูผิวให้กลับแลดูมีสุขภาพดี รวมถึงการนำศาสตร์การใช้กลิ่นบำบัดด้วยน้ำมันหอมระเหย (Aromatherapy) เพื่อบำบัดฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ ด้วยอโรม่าเทอราพี บาธ (Aromatherapy bath) และอโรม่าเทอราพี สตีม บาธ (Aromatherapy steam bath) โดยไอน้ำจะเป็นตัวนำพากลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้นผ่านการสูดดม กลิ่นหอมจะถูกส่งต่อไปยังสมองส่วนควบคุมอารมณ์ และความรู้สึก (Limbic system) เพื่อหลั่งสารที่มีประโยชน์และมีอิทธิพลต่ออารมณ์และความรู้สึก อาทิ เอ็นโดฟิน (Endorphin)  คลายความเครียด และความวิตกกังวล, เซโรโทนิน (Serotonin) ปรับสมดุลอารมณ์ให้สงบ ผ่อนคลาย เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีห้องเกลือบำบัด (Salt therapy room) โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการพ่นไอเกลือ (Pharma salt) ขนาดอนุภาค 1-5 ไมครอน รวมทั้งการควบคุมความชื้น อุณหภูมิ ความเข้มข้นของอณูเกลือให้มีปริมาณที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง และการเติมประจุไอออนลบที่ไม่ก่อให้เกิดการระคายเคืองเมื่อสูดดมเป็นเวลานาน ทำให้อณูเกลือขนาดเล็กสามารถทำความสะอาดและขจัดสิ่งแปลกปลอมที่เป็นประจุบวกในระบบทางเดินหายใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกัน และบรรเทาอาการผื่นแพ้ต่าง ๆ

“ธัญ เวลเนส เดสทิเนชั่น” (THANN Wellness Destination) ตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ด้วยการลดปริมาณขยะภายในรีสอร์ท ผ่านการจัดการอย่างเป็นระบบ โดยการนำเศษอาหารและวัตถุดิบที่เหลือใช้จากการตัดแต่ง เข้าสู่กระบวนการทำปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อหมุนเวียนมาใช้ในแปลงพืชผัก การลดการใช้พลังงานที่สิ้นเปลือง (Energy saving) โดยการให้ลูกค้าใช้สายรัดข้อมือ (Wristband) แทนการใช้คีย์การ์ดภายในห้องพัก รวมถึงลดการใช้พลาสติกครั้งเดียวทิ้ง

ส่วนทางด้านเซเลบริตี้ต่างก็ได้ร่วมแชร์เคล็ดลับการดูแลตัวเองแบบองค์รวมอย่างยั่งยืน เริ่มที่สาวยิ้มสวย จรสพรรณ สวัสดิวัตน์ ณ อยุธยา เผยว่า “ปกติแล้วเราก็ดูแลตัวเองเป็นประจำในทุกๆ ด้านควบคู่กันไป นอกจากจะดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากโรคภัยไข้เจ็บแล้ว อีกสิ่งที่สำคัญคือเราต้องดูแลอารมณ์ของเราควบคู่ไปด้วย อย่างเวลาที่มีเรื่องไม่สบายใจส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่กับตัวเองมากกว่าไปปรึกษาคนอื่น เราชอบฝึกจิตทำสมาธิ ฝึกควบคุมอารณ์ตัวเอง เพื่อไม่ให้โมโหง่าย ไม่ด่วนตัดสินใจอะไรเร็วเกินไป หากมีเวลาว่างก็จะหากิจกรรมที่ชอบทำอย่างฟังเพลง เลี้ยงสัตว์ อยู่กับธรรมชาติ และหาความรู้เพิ่มเติมอย่างการเรียนทำอาหาร ทำขนม รวมถึงการศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับตัวเองอีกด้วย”

ถัดมาที่คุณแม่ยังสาว แพรวปรียา ชุมสาย ณ อยุธยา กล่าวว่า “การดูแลสุขภาพแบบองค์รวมถือได้ว่าเป็นเทรนด์การดูแลสุขภาพแนวใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมมาก เพราะไม่ได้เป็นการดูแลสุขภาพเพียงแค่ด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น แต่ต้องดูแลควบคู่กันไปในทุกๆ ด้าน เพื่อสร้างความสมดุลให้กับชีวิต อย่างเราเองก็ชอบดูแลรูปร่างให้ดีอยู่เสมอด้วยการเลือกรับประทานอาหารลดแป้ง ลดน้ำตาล หมั่นออกกำลังกาย โดยกีฬาที่ชอบมากเป็นพิเศษในช่วงนี้ก็จะเป็นการขี่ม้า ทำให้เราได้ฝึกทรงตัว ได้ฝึกการควบคุมสิ่งต่างๆ ช่วงเวลาว่างก็จะไปท่องเที่ยวตามต่างจังหวัดกับครอบครัว ไปสัมมผัสกับธรรมชาติและสถานที่สวยๆ ซึ่งเป็นการใช้เวลาร่วมกันกับคนในครอบครัว แต่หากช่วงไหนที่รู้สึกเครียดก็จะหากิจกรรมเพื่อสร้างความผ่อนคลาย อย่างการทำสมาธิ การเข้าสปา รวมถึงการดูยูทูปเพื่อเรียนทำอาหาร ทำขนม ซึ่งถือเป็นการเปิดรับและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไปพร้อมกันด้วยค่ะ”

ปิดท้ายที่บิวตี้กูรู กานดา สายทุ้ม เล่าว่า “การดูแลตัวเองนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่การดูแลไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วย แต่ยังต้องดูองค์รวมทั้งหมดของร่างกายเราด้วย เพราะทุกส่วนของร่างกายเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียว ทั้งสุขภาพภายในและภายนอก รูปร่าง อารมณ์ จิตใจ ซึ่งจะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ส่วนตัวเป็นคนชอบใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย อยู่กับธรรมชาติ ได้สูดอากาศบริสุทธ์ ได้มีเวลานอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ ได้รับประทานอาหารที่ครบ 5 หมู่ ปลูกผักรับประทานเองเพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมีที่ตกค้าง ทุกๆ เช้าก็จะตื่นมาเล่นโยคะ เพื่อปรับร่างกายให้มีความสมดุล หากช่วงไหนเครียดๆ จะก็ใช้กลิ่นหอมบำบัดเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลายซึ่งทำให้เรารู้สึกดีได้ค่ะ”

สัมผัสประสบการณ์ที่มากกว่าความผ่อนคลาย เพื่อฟื้นฟูร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ ภายใต้พื้นฐานการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมที่ “ธัญ เวเนส เดสทิเนชั่น” (THANN Wellness Destination) อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลข 035-910910 หรือ www.thannwellness.com

3 สาว 3 สไตล์ ตัวแทนผู้หญิงยุคใหม่ แบรนด์แอมบาสเดอร์เครื่องประดับไทยระดับลักซ์ชัวรี่ Matara

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/67052

วันที่ 13 ธ.ค. 2564 เวลา 17:30 น.3 สาว 3 สไตล์ ตัวแทนผู้หญิงยุคใหม่ แบรนด์แอมบาสเดอร์เครื่องประดับไทยระดับลักซ์ชัวรี่ MataraMatara (มธรา) แบรนด์ไทยระดับลักซ์ชัวรี่ ความทันสมัยในความเรียบง่าย เปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ กับ 3 สาวเซเลบริตี้ 3 สไตล์ ตัวแทนของผู้หญิงยุคใหม่

นับเป็นเวลากว่า 6 ปีแล้ว ที่ Matara (มธรา) แบรนด์เครื่องประดับไข่มุกลักซ์ชัวรี่ระดับต้นๆ ของเมืองไทย ได้รังสรรค์เครื่องประดับไข่มุกให้เหมาะสำหรับคนทุกวัย ได้สวมใส่ในทุกโอกาส สลัดภาพเครื่องประดับไข่มุกแบบเดิม ให้ดูทันสมัยด้วยดีไซน์ที่เก๋และมีเอกลักษณ์เฉพาะของ Matara จนทำให้สามารถเติบโตในตลาดต่างประเทศอย่างรวดเร็ว นับว่าเป็นแบรนด์เครื่องประดับของคนไทยที่ประสบความสำเร็จอีกหนึ่งแบรนด์

ปัจจุบัน Matara ถือเป็นแบรนด์เครื่องประดับไข่มุกฝีมือคนไทย ที่ก้าวสู่ระดับอินเตอร์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยการนำเสนอสร้อยไข่มุก ต่างหูมุก แหวนไข่มุก รวมถึงจิวเวลรี่มุกอื่นๆ ในตลาดหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นฮ่องกง อังกฤษ และฝรั่งเศส โดยเมื่อไม่นานมานี้ จินต์ – จงจินต์ จึงสุระ ในฐานะผู้บริหารด้านการตลาดแบรนด์ Matara ได้พาคอลเลกชั่นใหม่ Matara High Jewelry ไปเปิดตัวที่ประเทศบาห์เรน ซึ่งได้รับกระแสตอบรับที่ดีมากๆ และมีแพลนที่จะเปิดตัวในอีกหลายประเทศทั่วโลก

สำหรับเป้าหมายในอนาคตของ Matara ที่จะขึ้นมาเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกนั้น จินต์ จงจินต์ เผยว่า อยากจะให้เป็นไปทีละสเต็ป เพราะนับตั้งแต่วันแรกที่สร้างแบรนด์ก็ตั้งใจที่จะทำให้ Matara เป็นแบรนด์ที่ International โดยมองภาพรวมของตลาดเครื่องประดับไข่มุกไม่ใช่แค่ที่ไทย แต่คือผู้หญิงทั่วโลก

โดยในปีนี้ Matara ได้รังสรรค์คอลเลกชั่นใหม่ ภายใต้ชื่อ Matara High Jewelry รวบรวมเอาความงามของการผสมผสานที่เปล่งประกายที่สุดของธรรมชาติอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ Mother of pearl อย่างเปลือกหอยมุกและเพชรน้ำงาม ผ่านการบรรจงสร้างของช่างฝีมือชั้นสูง เพื่อให้ได้ต่างหูมุกและจิวเวลรี่มุกที่สมบูรณ์แบบที่สุด

ระยะเวลากว่า 6 ปี ก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียวที่ Matara ได้ออกแบบเครื่องประดับจากไข่มุกมากมายหลากหลายแบบ ออกมาให้สาวๆ ได้สวมใส่กัน โดยทั้ง 3 คอลเลกชั่นของ Matara ที่ออกมานับเป็นเครื่องการันตีความสำเร็จของแบรนด์ ได้ไม่น้อย โดยแต่ละคอลเลกชั่นนั้นต่างก็มีจุดเด่นที่แตกต่างกัน

เริ่มกันที่ Matara Studio คอลเลกชั่นแรกที่ Matara ทำขึ้นเพื่อตอบโจทย์การเป็นแบรนด์เครื่องประดับไข่มุกแท้ โดย จินต์ จงจินต์ เน้นว่า “ต้องเป็นไข่มุกแท้เท่านั้น” คอลเลกชั่นนี้มาพร้อมกับดีไซน์ที่สวยคลาสสิก ไร้กาลเวลา ตัวเรือนใช้ Silver เป็นหลัก เพื่อให้ใส่ได้ง่ายในชีวิตประจำวันและราคาจับต้องได้อยู่ระหว่าง 3,000 ถึง 30,000 บาท

ส่วน Matara Fine Jewelry เป็นอีกหนึ่งคอลเลกชั่นที่สวยสะดุดตา ดึงดูดให้สาวๆ หลายคนต้องซื้อเก็บไว้ในครอบครอง โดยได้ทำงานร่วมกับแบรนด์ S.MANEEPHAND ผู้เชี่ยวชาญด้านเพชร โดยจะใช้เพชรแท้ ส่วนไข่มุกจะใช้สายพันธุ์อะโกย่า (Akoya Pearls) จากญี่ปุ่น เป็นไข่มุกสีขาวทรงกลมที่เปล่งประกายและแวววาวมากที่สุดในบรรดาไข่มุกเลี้ยงทั้งหมด โดยคอลเลกชั่นนี้ก็จะแฝงไปด้วยความเปรี้ยวและเท่ไปในตัว

สำหรับ Matara High Jewelry คอลเลกชั่นที่เปรียบเสมือนงานอาร์ต ด้วยดีไซน์ที่สวยคลาสสิก อีกหนึ่งระดับของเครื่องประดับที่ต้องใช้ความประณีตในทุกชิ้นส่วน ด้วยงานช่างฝีมือชั้นสูง เพื่อให้ได้ชิ้นงานที่สมบูรณ์แบบที่สุด โดยในประเทศไทยมีช่างเพียง 3 คนเท่านั้น ที่สามารถทำได้ จึงได้ชื่อว่าเป็น High Jewelry

พิเศษไปกว่านั้นในคอลเลกชั่นนี้จะใช้เปลือกหอยมุกธรรมชาติ 4 สี หรือที่เรียกว่า Mother of pearl ได้แก่ สีชมพู สีขาว สีน้ำเงิน และสีดำ นำมาเจียระไนรวมกันอย่างพิถีพิถัน สำหรับสาวๆ คนไหนที่ชอบงานคราฟต์ งานลายเส้น คอลเลกชั่นนี้ถือว่าเป็นชิ้นงานที่ควรค่าแก่การมีและสะสม อีกทั้งแต่ละสีของ Mother of pearl ก็ให้อารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป

หากจะกล่าวว่าเครื่องประดับจาก Matara ไม่ได้เป็นแค่เครื่องประดับที่สวมใส่เพื่อเพิ่มความสวยงามเพียงอย่างเดียว แต่ยังสามารถเก็บรักษาเพื่อส่งต่อไปยังลูกหลาน เป็นการส่งต่อความรักจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างงดงาม และมีคุณค่าทางจิตใจ

พร้อมกันนี้ได้เปิดตัว 3 เซเลบริตี้สาว 3 สไตล์ที่แตกต่างอย่างโดดเด่น ในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Matara เริ่มที่ แก้ม – สามสรา เอี่ยมเอกดุลย์  ตัวแทนของ Matara Studio เซเลบริตี้สาว พ่วงด้วยตำแหน่งผู้บริหารยุคใหม่ทีมาพร้อมกับเสน่ห์ และความสวยคลาสสิก ได้เผยความรู้สึกในฐานะที่เป็นตัวแทนของ Matara Studio ว่า “รู้สึกดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ เป็นลูกค้าของ Matara มาหลายปีแล้ว ชอบในความที่จิวเวลรี่ สวยไร้กาลเวลา จะใส่กี่ปีๆ ก็ยังสวย ทำให้เรามั่นใจในทุกๆ วัน ก่อนที่จะออกไปทำงาน ไม่ว่าจะไปไหนก็คอมพลีตลุคของเรา ตัว Matara Studio เองก็ถือว่าราคาน่ารักมาก น้องๆ มหา’ลัย ถ้าจะเริ่มเก็บเป็นเหมือนการลงทุนที่คุ้มค่า”

สำหรับตัวแทนของสาวมาดเท่ ผู้บริหารคนเก่งที่สวยโดดเด่น แพม – สิตามนินท์ สุสมาวัตนะกุล แบรนด์แอมบาสซดอร์ ของ Matara Fine Jewelry ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “รู้สึกดีใจที่ได้ represent Matara Fine Jewelry ส่วนตัวชอบหลายชิ้นเลยในคอลเลกชั่นนี้ เพราะมีความเป็นมินิมอล ดีเทลไม่ได้เยอะเกินไป แต่ว่าเป็นดีไซน์ที่ดูแล้วมีความโมเดิร์นต่างไปจากเครื่องประดับไข่มุกที่เรารู้สึกว่ามันมีความเป็นผู้ใหญ่ รู้สึกว่าใส่ได้ง่ายในทุกๆ วัน”

ด้านต้นแบบแห่งความสำเร็จของผู้หญิงยุคใหม่ ผู้สวมบทนักธุรกิจควบคู่กับการเป็น Working Mom ดวง – วรรณพร โปษยานนท์ แบรนด์แอมบาสเดอร์ประจำ Matara High Jewelry ผู้เคยทำงานร่วมกับลักซ์ชัวรี่แบรนด์มามากมาย โดยชื่นชมถึงความประณีตในการออกแบบไว้ว่า “ดวงเป็นคนที่ชอบงานออกแบบและดีไซน์มาก โดยเฉพาะงานหัตถศิลป์ รู้สึกว่า Matara ทำออกมาได้ดี เป็นผลงานคุณภาพชั้นสูงประหนึ่งกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมีความเนี้ยบ เรียกได้ว่าเป็นผลงาน Super High Jewelry”

พบกับแบรนด์ Matara ได้ที่ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี, ชั้น M ศูนย์การค้าเอ็มโพเรียม และบริเวณทางเข้า Authors’ Lounge ของโรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล โดยสามารถติดตามข่าวสาร หรือสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ได้ที่ www.matarastudio.com, Instagram: @matarastudio, Facebook: Matara Studio และ Line Official Account: @matarastudio

ทฤษฎีกาแฟร้อน Coffee Theory ตอนที่ 4 การแก้ปัญหาเชิงซ้อน

วันที่ 13 ธ.ค. 2564 เวลา 16:56 น.ทฤษฎีกาแฟร้อน Coffee Theory ตอนที่ 4 การแก้ปัญหาเชิงซ้อนโดย ภก.ดร.จันทรชัย ถวิลพิพัฒน์กุล สถาบันอินทรานส์ Hipot – การปฏิรูปศักยภาพมนุษย์อย่างบูรณาการ ศาสตร์ชีวิตองค์รวมเพื่อความมั่นคงยั่งยืน

การดำเนินไปของโลกทุกวันนี้คือการแก้ปัญหา ปัญหาใดๆ มันไม่เคยมาเดี่ยว แต่มันรุมกันเข้ามารอบด้าน อย่างเช่นการระบาดของโควิด 19 ปัญหามันใหญ่และซับซ้อนมาก ไล่ตั้งแต่การทำความเข้าใจว่าต้นตอของมันอยู่ที่ไหน มันแพร่กระจายไปได้อย่างไร ในการรักษา เราต้องใช้วัคซีน แล้วจะผลิตด้วยกระบวนการใด ประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันจะต่างกันหรือไม่ แล้วผลข้างเคียงจะเป็นอย่างไรไม่ใช่แค่นั้น เราต้องฉีดกี่เข็ม ห่างกันเท่าไหร่ ใครก่อน ฉีดไขว้ได้ไหม ผลการป้องกันและอาการข้างเคียงจะเป็นอย่างไร ที่สำคัญไวรัสมันกลายพันธุ์ได้ แล้ววัคซีนที่มีอยู่จะได้ผลหรือไม่ หรือต้องนับหนึ่งกันใหม่ อีกทั้งงบประมาณที่ต้องใช้อย่างมหาศาล ทั้งการจัดหาวัคซีนและการชดเชยผู้ได้รับผลกระทบ แล้วระบบสาธารณสุขมีความพร้อมแค่ไหน ทั้งด้านกำลังคนและเครื่องมืออื่นๆ อีกมากมาย นี่ยังไม่นับรวมถึงผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจและการปรับตัวอย่างรุนแรง รวมทั้งชีวิตความเป็นอยู่และการทำงานก็เปลี่ยนไป

จะเห็นได้ว่าปัญหาโควิด 19 มันซับซ้อน เพราะมันเป็นปัญหาเชิงซ้อน มันเป็นปัญหาทับซ้อนปัญหา มันเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤต เช่นเดียวกับปัญหาทั่วไปที่เราเจอทุกวันนี้ แล้วจะรับมือกับปัญหาเชิงซ้อนในลักษณะนี้ได้อย่างไร

ก่อนอื่น เราต้องทำความเข้าใจว่าปัญหาเชิงซ้อนมันมีธรรมชาติเป็นอย่างไร จาก ทฤษฎีกาแฟร้อน หรือ Coffee Theory ที่อธิบายถึงธรรมชาติของแนวคิดเชิงระบบที่ว่าสรรพสิ่งมีคุณสมบัติสำคัญ 6 ประการคือ

1. ความเป็นหนึ่งเดียว

2. องค์ประกอบ

3. การเชื่อมโยง

4. การผุดกำเนิด

5. ศักยภาพที่แตกต่าง

6. คุณค่าและความหมาย

แล้วทฤษฎีกาแฟร้อน จะช่วยให้เราเข้าใจถึงความซับซ้อนของปัญหา รวมทั้งการหาทางออกต่อปัญหานั้นๆ ได้อย่างไร

ขอเริ่มที่เอสเพรสโซ่ จะเห็นว่าเอสเพรสโซ่มีความเป็นหนึ่งหน่วย หนึ่งเดียวที่มีองค์ประกอบคือ ผงกาแฟและน้ำร้อน (น้ำตาลเป็นทางเลือก) เมื่อนำทั้งสองมาชง มาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ในขณะนั้นเอง มันได้ผุดกำเนิดขึ้นเป็นภาวะองค์รวมใหม่ที่มีคุณสมบัติและศักยภาพที่แตกต่างจากองค์ประกอบเดิมเมื่ออยู่อย่างแยกส่วน นั่นคือความหอมและรสชาติที่เข้มข้นที่นำไปสู่คุณค่าและความหมาย นั่นคือ ราคา

แต่เมื่อนำเอสเพรสโซ่ที่ได้มาเติมด้วยฟองนมและนมสด เราได้สิ่งใหม่เรียกว่าคาปูชิโน่ และเมื่อนำคาปูชิโน่มาเติมด้วยช็อกโกแลต เราเปลี่ยนชื่อมันเป็นมอคค่า

นั่นหมายความว่า ในคาปูชิโน่ มันมีเอสเพรสโซ่ฝังอยู่ข้างใน และตัวมันเองก็ฝังอยู่ในมอคค่าด้วย

จะเห็นได้ว่า กาแฟแต่ละชนิดคือระบบ เพราะเข้าลักษณะสำคัญทั้ง 6 ประการตามทฤษฎีกาแฟร้อน แต่ที่สำคัญคือ มันเป็นระบบซ้อนระบบ กล่าวคือ ระบบเอสเพรสโซ่ซ้อนอยู่ในระบบที่ใหญ่กว่าคือระบบคาปูชิโน่ และระบบคาปูชิโน่ก็ซ้อนอยู่ในระบบที่ใหญ่กว่าขึ้นไปอีก นั่นคือ ระบบมอคค่า

มันคือระบบซ้อนระบบ องค์รวมซ้อนองค์รวมอย่างเป็นลำดับชั้น และเนื่องจากกาแฟร้อนแต่ละชนิดมีศักยภาพต่างกัน (รสชาติและความหอมที่ต่างกัน) รวมทั้งคุณค่าและราคาก็ต่างกันด้วย นั่นคือ มันเป็นศักยภาพซ้อนศักยภาพ มันเป็นคุณค่าที่ซ้อนอยู่ในคุณค่าที่สูงขึ้นอย่างเป็นลำดับชั้นตามภาวะองค์รวมที่สูงขึ้น

เมื่อพิจารณาระบบที่ทับซ้อนกันตามแนวคิดทฤษฎีกาแฟร้อนนี้ เวลาจะปรุงกาแฟแต่ละชนิดให้อร่อย ให้มีคุณค่าและราคาที่สอดคล้อง เราต้องพิจารณาทั้งองค์ประกอบและการชง (การเชื่อมโยง) ไล่เรียงย้อนลงไปอย่างเป็นลำดับชั้น กล่าวคือ หากต้องการปรุงมอคค่า เราต้องเตรียมกาแฟร้อนคาปูชิโน่และผงช็อกโกแลต และนำทั้งสองมาชงเข้าด้วยกัน เพราะทั้งสองคือองค์ประกอบสำคัญของความเป็นมอคค่า คุณภาพของมอคค่าจึงขึ้นกับคุณภาพของกาแฟร้อนคาปูชิโน่และผงช็อกโกแลต

แล้วคุณภาพของกาแฟร้อนคาปูชิโน่ขึ้นกับอะไร มันก็ขึ้นกับคุณภาพของกาแฟร้อนเอสเพรสโซ่ ฟองนม และนมสด เพราะทั้งสามคือองค์ประกอบสำคัญของความเป็นคาปูชิโน่ รวมทั้งขั้นตอนการชงเข้าด้วยกัน

ในทำนองเดียวกัน คุณภาพของกาแฟร้อนเอสเพรสโซ่ ก็ขึ้นกับคุณภาพของผงกาแฟเอสเพรสโซ่และน้ำร้อน เพราะมันคือองค์ประกอบสำคัญของความเป็นเอสเพรสโซ่ รวมทั้งขั้นตอนการชงเข้าด้วยกัน

จะเห็นได้ว่า ทั้งมอคค่า คาปูชิโน่ เอสเพรสโซ่ต่างก็คือระบบ มันเป็นระบบที่ทับซ้อนกัน มันจึงเป็นระบบซ้อนระบบ มันเป็นองค์รวมซ้อนองค์รวม ศักยภาพซ้อนศักยภาพ ต่างก็เป็นหนึ่งเดียวที่ซ้อนอยู่ในความเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือ หากจะปรุงมอคค่าให้อร่อย มีคุณค่า เราต้องพิจารณาย้อนหลัง ไล่เรียงลงไปทีละขั้นตอนอย่างเป็นลำดับชั้น ทีละชั้น

อุปมาดังกล่าว นำมาซึ่งความเข้าใจที่ว่า ปัญหาใดๆ มันก็มีธรรมชาติเป็นเช่นเดียวกับความเป็นกาแฟร้อนที่ต่างชนิดกันที่ทับซ้อนกันอยู่ภายใน ปัญหาใดๆ มันจึงเป็นปัญหาเชิงซ้อน มันเป็นปัญหาซ้อนปัญหา วิกฤตซ้อนวิกฤต มันเป็นปัญหาที่หลากหลายที่ทับซ้อนกันอย่างสลับซับซ้อนอย่างเป็นลำดับชั้นยิ่งมีลำดับชั้นสูงขึ้น ความซับซ้อนก็มากขึ้น ความท้าทายก็ยิ่งสูงขึ้น

ในการแก้ปัญหาใดๆ เราจึงต้องพิจารณาปัญหานั้นๆ อย่างเป็นระบบเชิงซ้อน โดยพิจารณาไล่เรียงย้อนลงไปทีละขั้นอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อดูว่าอะไรคือองค์ประกอบหลัก และในแต่ละองค์ประกอบหลักนั้น มันประกอบด้วยองค์ประกอบรองๆ อะไรบ้าง และในแต่ละองค์ประกอบรองนั้น มันมีองค์ประกอบย่อยๆ อะไรอีก และดูว่าทั้งหมดนี้มันเชื่อมโยง หรือมีความสัมพันธ์กันอย่างไร

มันเปรียบได้กับการเอาปัญหาหลักเป็นตัวตั้ง แล้วแตกประเด็นที่กำลังพิจารณานั้นออกเป็นประเด็นรองๆ และจากประเด็นรองๆ แต่ละประเด็นนั้น ก็พิจารณาต่อไปอีกถึงประเด็นย่อยๆ จนถึงระดับที่อยู่ในขอบเขตที่เรามั่นใจที่พอจะสามารถจัดการได้ และดูว่าแต่ละประเด็นในแต่ละระดับชั้นดังกล่าว มันเชื่อมโยง สัมพันธ์กันอย่างไร และด้วยการเชื่อมโยงที่หลากหลายขององค์ประกอบที่แตกต่าง จะนำมาซึ่งทางออกของปัญหาอย่างมีทางเลือกและสร้างสรรค์

ทฤษฎีกาแฟร้อนจึงช่วยให้เข้าใจถึงธรรมชาติของความซับซ้อนของปัญหา และเป็นแนวทางเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาระบบเชิงซ้อนได้อย่างมั่นใจ เป็นรูปธรรม เพื่อความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

ทฤษฎีกาแฟร้อนจึงเป็นศาสตร์องค์รวมแห่งความสำเร็จ

ส่องอัญมณีเมืองไทยส่งท้ายปีที่งาน Beauty Gems White Christmas New Year Celebration 2022

วันที่ 11 ธ.ค. 2564 เวลา 15:50 น.ส่องอัญมณีเมืองไทยส่งท้ายปีที่งาน Beauty Gems White Christmas New Year Celebration 2022“บิวตี้ เจมส์” ส่งมอบความสุขให้คนไทยส่งท้ายปี รวมความอลังการเครื่องประดับอัญมณีกว่าร้อยล้านบาท

ตอกย้ำความเป็นตำนานและตำแหน่งผู้นำในวงการเครื่องประดับ สำหรับ “Beauty Gems (บิวตี้ เจมส์)” แบรนด์ผู้ผลิตและออกแบบอัญมณของเมืองไทย โดยในปี 2565 เตรียมก้าวสู่ปีที่ 58 อย่างแข็งแรงและมีคุณภาพ จึงพร้อมมอบความสุขส่งท้ายปีด้วยความสวยงามและเลอค่าของอัญมณี ในงาน “Beauty Gems White Christmas New Year Celebration 2022” ต้อนรับลมหนาวและเทศกาลแห่งความสุขในเดือนส่งท้ายปี บรรยากาศในงานสดใส สมกับธีม White Christmas โดย “บิวตี้ เจมส์” ผู้นำเรื่องการจัดงานเดินแบบเครื่องประดับทุกปี และความพิเศษในปีนี้คว้านางเอกสาว แอฟ ทักษอร ร่วมเดินแบบโชว์ความงามของเครื่องประดับ พร้อมพบกับ 12 เครื่องประดับไฮไลท์ ที่รังสรรค์ความสวยงามจากช่างฝีมือคนไทย

โดย “หนึ่ง สุริยน ศรีอรทัยกุล” กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท บิวตี้เจมส์ กล่าวว่า “ด้วยความที่ตนมีความถนัดและความเชี่ยวชาญในเรื่องของอัญมณีและเครื่องประดับ จึงอยากส่งความสุขใหักับผู้ที่หลงใหลในความงามของอัญมณี ได้มาพบหน้ากันและสัมผัสกับเครื่องประดับสุดงดงาม ไปด้วยกัน โดยการจัดงานในครั้งนี้ทุกคนจะได้มาอัปเดตเครื่องประดับใหม่ๆ ดีไซน์สวยงามที่ผ่านการออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ และรังสรรค์โดยช่างมืออาชีพที่มีฝีมือสุดประณีต อีกทั้งได้ชมแฟชั่นโชว์ที่มีแอฟ ทักษอร มาร่วมเดินแบบด้วยกันอีกครั้ง ไม่เพียงความงดงามของอัญมณีที่สัมผัสได้แล้ว ทางบิวตี้เจมส์ แบรนด์ผู้ผลิตและออกแบบอัญมณีเบอร์ต้นของเมืองไทยที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการออกแบบ อัญมณี มีความภูมิใจที่จะนำเสนอเครื่องประดับอันล้ำค่านี้ให้แก่กลุ่มคนที่มีความรักและชื่นชอบในอัญมณีและเครื่องประดับ”

สำหรับไฮไลท์ที่ส่องแสงประกายจากอัญมณีทำให้สะดุดตาราวกับต้องมนต์สะกดก็คือ เครื่องประดับสุดไฮไลท์ของงาน JOY OF HAPPINESS กะรัตเพชรที่อ่อนหวานแต่ซ่อนไปด้วยความเฉลียวฉลาดและความแข็งแกร่ง เปรียบให้เป็นศูนย์รวมแห่งความสุข โดยได้นางเอกสาวหน้าหวาน แอฟ ทักษอร สวมใส่คู่กับชุด ผ้าไหมแท้สีขาวที่มีการตัดเย็บอย่างประณีตจากห้องเสื้อ Deep love สุขุมวิท103 มาถ่ายทอดความงามและความหมายของสร้อยคอเพชรชิ้นนี้ได้อย่างเลอค่าและคู่ควรที่สุด

การเดินแบบครั้งนี้สาวแอฟนำทีมโปรยเสน่ห์ความงาม พร้อมเหล่าเซเลบ อาทิ ดร.ยุ้ย กันธิชา ฉิมศิริ, คุณจี๊ด อสิตา วิมลไชยจิต, คุณเจี๊ยบ ชยานิษฐ์ พฤฒพีระวิทย์, คุณเหลี่ยน โสฬัส อมาตยกุล, ดร.เมนี่ ภาดาภัสสรณ์ ภาดาพิลาสธานันทร์, คุณหมอกี้ อังคนางค์ ชากีร่า บำรุงสรณ์, คุณเชน เฮฟเฟอร์แนน, คุณเอ็มมิลี่ชีวัน เฮฟเฟอร์แนน, คุณพลอย อมรภัค ทองสะพัก, คุณปุ๊ก วีรดา ส่งทวีผล, คุณเอเจ เอกวิชญ์ โชติยานนท์, คุณจาจ้า อรินดา โชติยานนท์ มาร่วมเดินแบบเพิ่มความปังให้กับงานในครั้งนี้ด้วย

นอกจากสร้อยคอเพชรที่สาวแอฟสวมเฉิดฉายในงานแล้ว บิวตี้ เจมส์ ยังขนทัพ 12 เครื่องประดับที่รังสรรค์จาช่างฝีมือคนไทยมืออาชีพ ประกอบด้วย BUOYANT สร้อยคอพลอยแฟนซีแซฟไฟร์ประดับเพชร ชาวเปอร์เซียโบราญเชื่อกันว่า แซฟไฟร์ คือ หินที่มาจากฟ้า แซฟไฟร์หลากหลายสีเป็นตัวแทนของความสุขที่เต็มไปด้วยความสดใส ร่าเริง , สร้อยคอพลอยไพลินประดับเพชร สีน้ำเงินเข้มของไพลินเป็นตัวแทนของหญิงสาวที่ลักษณะภายนอกดูเคร่งขรึม สุขุม เรียบร้อย แต่แฝงไปด้วยความขี้อาย , ETHEREAL สร้อยคอ ต่างหู และแหวนพลอยไพลินประดับเพชร เพชรและไพลินถูกเรียงร้อยอย่างมีลวดลายที่อ่อนช้อย ละเอียดอ่อน ดูประณีตราวกับความงดงามบนสรวงสวรรค์

IDYLLIC สร้อยคอและต่างหูพลอยทับทิมประดับเพชร สีแดงเข้มของทับทิมล้อมด้วยเพชรวิบวับบริสุทธิ์ ถูกบรรจงร้อยเรียงอย่างประณีตสวยงามราวกับภาพวาด , JOCUND ต่างหูและแหวนพลอยประดับเพชร นกตัวแทนของความอิสระ คล่องแคล่ว บอกเล่าเรื่องราวของความสุข ที่เต็มไปด้วยความร่าเริงและความสนุกสนาน มีชีวิตชีวา , MELLIFLUOUS (เมะ-ลีฟ-ลวซ) สร้อยคอพลอยบุษราคัมประดับเพชร บุษราคัมสีเหลืองสดใส ดูอ่อนหวานราวกับหยดน้ำผึ้ง สร้างความเย้ายวน เสริมเสน่ห์ให้แก่ผู้ที่ได้ครอบครอง

MISS UNIVERSE สร้อยคอ ต่างหู และแหวนมรกตประดับเพชร ความงดงามที่รังสรรค์ผ่านพลอยมรกตล้อมเพชร มรกตเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ ร่ำรวย ร่มเย็น เป็นอัญมณีเสริมมงคลความรัก เสริมพลังเกี่ยวกับดวงดาว คนโบราณเชื่อว่าเป็นอัญมณีที่สัมพันธ์กันกับเทพีแห่งความรักประกายความเจิดจ้าของมรกตและเพชรสีขาวบริสุทธิ์ล้วนหลอมรวมกัน เปรียบราวกับศูนย์กลางความงดงามของจักรวาล , OPULENCE สร้อยคอ ต่างหู และแหวนมุกประดับเพชร มุกสีทอง บุษราคัมและเพชร นำมาประดับประดา ร้อยเรียง เป็นดังสวนดอกไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นตัวแทนของทรัพย์สมบัติล้ำค่า ที่มีความหรูหราแสดงถึงความมั่งคั่ง ร่ำรวย , QUAINT สร้อยคอ ต่างหู และแหวนพลอยบุษราคัมประดับเพชร บุษราคัมเป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ เสริมสร้างพลังงานและความคิดสร้างสรรค์ เมื่อนำมาประดับลงบนเพชรที่เจียระไนอย่างละเมียดละไม สร้างความมีเสน่ห์ดึงดูดใจให้ผู้คนหลงใหลในความงดงาม

RESPLENDENT สร้อยคอ ต่างหู และแหวนพลอยซิทรินประดับเพชร สีเหลืองสว่างสดใสของ ซิทริน ถูกขนานนามว่าเป็นหินแห่งความสำเร็จ หินเรียกเงิน เรียกทอง นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง , WANDERLUST สร้อยคอ ต่างหู และแหวนพลอยเพอริดอทประดับเพชร ในตำนานกล่าวถึงความเชื่อว่าเพอริดอทมีพลังงานและสร้างความอบอุ่น ในที่นี้ถูกนำมาร้อยเรียงบอกเล่าเรื่องราวของความปรารถนาในการออกเดินทางที่เต็มไปด้วยประสบการณ์และความประทับใจ , ZEAL เข็มกลัดพลอยสวิสบลูโทแพซประดับเพชร บลูโทแพซ เป็นสัญลักษณ์ของความมีอำนาจและ ความเข้มแข็ง แข็งแกร่ง นำมาประดับบนลำตัวของแมงป่อง ซึ่งแมงป่องเป็นสัตว์ตัวเล็กแต่มีพิษร้ายแรง ที่จะคอยปกป้องตนเองจากภัยอันตรายรอบๆ ตัวได้เสมอ

ทั้งนี้ การจัดงาน บิวตี้ เจมส์ ไม่ลืมที่จะคำนึงถึงความปลอดภัยของทีมงานและผู้ที่มาร่วมงาน โดยมีมาตรการควบคุมโควิดอย่างเข้มงวด ผู้เข้าร่วมงานทุกคนปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาลด้วยการสวมหน้ากากอนามัย เว้นระยะห่าง ตลอดการจัดงาน และสำหรับงาน “Beauty Gems White Christmas New Year Celebration 2022” เปิดประตูให้ชมความสวยงามของเครื่องประดับสุดอลังการ พร้อมเปิดให้เหล่านักช้อปเครื่องประดับและผู้ที่หลงใหลในความงาม สามารถเลือกซื้อเครื่องประดับอื่นๆได้ในราคาพิเศษ จนถึงวันที่ 20 ธันวาคม 64 ณ The Event Hall ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลชิดลม

ช็อปงานคราฟต์หลากดีไซน์จุดประกายไอเดีย

วันที่ 10 ธ.ค. 2564 เวลา 18:40 น.ช็อปงานคราฟต์หลากดีไซน์จุดประกายไอเดียGen ไหนก็ไปได้! ช็อปงานคราฟต์ งานแฮนด์เมดหลากดีไซน์ เวิร์คช็อปสนุกๆ ชมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง ในงาน “อัตลักษณ์แห่งสยามครั้งที่ 12” และ “Crafts Bangkok 2021”

ไม่ว่าคุณจะอยู่ Gen Baby Boomer, X, Y หรือ Gen Z และกำลังมองหาของขวัญปีใหม่ หรือ หลงรักในงานแฮนด์เมด งานหัตถศิลป์ ต้องไม่พลาดงานอัตลักษณ์แห่งสยามครั้งที่ 12 และ Crafts Bangkok 2021 งานแสดงสินค้าศิลปหัตถกรรมและงานคราฟต์สุดยิ่งใหญ่แห่งปีรวม 2 งานใหญ่ไว้ในงานเดียว ภายใต้แนวคิด “ความงามอันทรงคุณค่าและการพัฒนาที่ไม่สิ้นสุด” เพื่อส่งเสริมสนับสนุนและสร้างความแข็งแกร่งให้งาน ศิลปหัตถกรรมไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล พร้อมผลักดันให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางงานหัตถกรรมไทยในระดับภูมิภาคอาเซียน

โดยปีนี้ทาง sacit ได้รวบรวมร้านค้ากว่า 550 บูธ มีสินค้าหลากหลายสไตล์ทั้งงานศิลปหัตถกรรมไทยในแบบดั้งเดิมและดีไซน์ร่วมสมัย อาทิ งานหัตถกรรมผ้าไทย, งานเบญจรงค์, งานจักสาน, เครื่องประดับ, เครื่องเขิน, แฟชั่น, รองเท้า, เซรามิก ฯลฯ รวมถึงนิทรรศการ เช่น นิทรรศการภาพวาดสีน้ำมันจากปลายพู่กันของ อาจารย์สมาน คลังจัตุรัส พร้อมศิลปินวาดภาพสีน้ำและสีน้ำมัน ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและในระดับสากล และเปิดตัวผลงานภาพวาดสุดพิเศษ “พระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี ในปี พ.ศ.2549” ซึ่งยังไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน

อาจารย์สมาน คลังจัตุรัส

ภาพที่เอามาแสดงในงานนี้เป็นภาพที่ไม่เคยจัดแสดงที่ไหนมาก่อน และมีภาพศิลปินวาดภาพสีน้ำและสีน้ำมันจากศิลปินที่มีชื่อเสียงมาจัดแสดง ซึ่งเป็นนิมิตรหมายอันดีที่ทาง sacit นำภาพวาดมาผสมกับงานหัตถกรรมอื่นๆ เกิดความแปลกใหม่ และเป็นการรวบรวมงานศิลปะ ทั้งภาพงานวาด งานปั้น งานแกะสลัก มารวมไว้ที่เดียว ทำให้วงการศิลปะตื่นตัวและมีกำลังใจ และสำหรับใครที่อยากค้นหาตัวตน มาทดสอบตัวเอง อยากให้ลองมาเวิร์คช็อปวาดภาพได้ ซึ่งมีอาจารย์ระดับปรมจารย์คอยให้คำแนะนำ” อาจารย์สมาน คลังจัตุรัส กล่าว

ภายในงานยังจัดกิจกรรมสนุกๆ มากมายให้ทุกคนได้มีลองสัมผัสกับงานหัตถศิลป์ งานคราฟต์ โดยแบ่งเป็น กิจกรรมของงาน Crafts Bangkok 2021 บริเวณฮอลล์ 98 เพียงซื้อสินค้าภายในงาน ครบ 1,000 บาท สามารถเข้าร่วมเวิร์คช็อปได้ 1 กิจกรรม และครบ 1,500 บาท สามารถเข้าร่วมเวิร์คช็อปได้ 2 กิจกรรม อาทิ สอนปักผ้าด้วยมือ, สอนสานดอกไม้จากไม้ไผ่, สอนทำเครื่องแขวนไทย, สอนปักเครื่องประดับ ต่างหู/สร้อย, สอนทำของตกแต่งบ้านหรือต้นคริสต์มาส เป็นต้น

สำหรับกิจกรรมงานอัตลักษณ์แห่งสยามครั้งที่ 12 บริเวณฮอลล์ 100 เพียงซื้อสินค้าภายในงานครบ 1,500 บาท มีสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม อาทิ ร้อยลูกปัดมโนราห์, ประดิษฐ์ของเล่นโบราณ, เพ้นท์ลายเซรามิก, เย็บกระเป๋าสำหรับใส่เหรียญ, ดอกบัวจากผ้าไหมเรยอง, ผ้าคลุมไหล่ย้อมสีธรรมชาติ ฯลฯหรือร่วมทำ กิจกรรมเพ้นท์กระเป๋าผ้ากับ อาจารย์สมาน คลังจัตุรัส และศิลปินวาดภาพสีน้ำและสีน้ำมัน ผู้มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับประเทศและในระดับสากลในโซนเสน่ห์เส้นสายลายศิลป์ เพื่อเป็นการจุดแรงบันดาลใจให้ผู้ที่สนใจได้มีโอกาสเปิดประสบการณ์จริง และนำไปต่อยอดในอนาคตได้ นอกจากนี้ ยังได้สนุกไปกับมินิคอนเสิร์ตบนเวทีจากนักร้องชื่อดัง อย่าง นนท์-ธนนท์ จำเริญ, แพรว-คณิตกุล เนตรบุตร, เบล-สุพล พัวศิริรักษ์ และ ดูโอ้ดีวาแห่งวงการเพลงไทย นิว-นภัสสร ภูธรใจ, จิ๋ว-ปิยนุช เสือจงพรู อีกด้วย

เตรียมช็อปของขวัญปีใหม่ พร้อมสัมผัสเสน่ห์งานศิลปหัตถกรรมไทยในแบบดั้งเดิมและดีไซน์ร่วมสมัยได้ที่ งานอัตลักษณ์แห่งสยามครั้งที่ 12 และ Crafts Bangkok 2021 มหกรรมงานแสดงสินค้าศิลปหัตถกรรมและงานคราฟต์สุดยิ่งใหญ่แห่งปี โดยเป็นการรวม 2 งานใหญ่ไว้ในงานเดียว ตั้งแต่วันนี้-12 ธันวาคม 2564 เวลา 10.00-20.00 น. ณ ฮอลล์ 98-100 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: @sacitofficial