Aesop Gift Kits 2021 ชุดของขวัญที่บํารุงท้ังหัวใจและผิวพรรณ

วันที่ 05 พ.ย. 2564 เวลา 14:30 น.Aesop Gift Kits 2021 ชุดของขวัญที่บํารุงท้ังหัวใจและผิวพรรณช่วงเวลาแห่งความสุขใกล้เข้ามา Aesop ส่ง Gift Kits 2021 ชุดของขวัญสุดพิเศษที่มาพร้อมแนวคิด ‘Anatomy of Generosity’ เรียกขานตามบทบาท ถ่ายทอดนัยความรู้สึกเพื่อผู้รับคนพิเศษ

เริ่มตั้งเวลานับถอยหลังสู่ช่วงเทศกาลแห่งการส่งความสุข ความปรารถนาดี พร้อมมอบความรู้สึกดีๆ ให้คนพิเศษ ในโอกาสส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ โพสต์ทูเดย์ พาไปเจาะลึก Aesop Gift Kits 2021 ชุดของขวัญสุดพิเศษที่มาพร้อมแนวคิด Anatomy of Generosity เรียกขานตามบทบาทซึ่งถ่ายทอดนัยความรู้สึกชื่นชมในตัวผู้รับด้วยคุณลักษณะที่ผู้ให้มองเห็น

Anatomy of Generosity ชุดของขวัญที่บํารุงท้ังหัวใจและผิวพรรณ

ชุดของขวัญประจำเทศกาลภายใต้แนวคิด ‘Anatomy of Generosity’ ของเอสอปในปี 2021 ออกแบบมาเพื่อส่งมอบความรู้สึกดีๆ ทั้งความเคารพนับถือ ไปจนถึงเป็นการแสดงออก ส่งมอบความปรารถนาดี โดยในแต่ละชุดของขวัญได้ถูกแบ่งออกตามคาแรคเตอร์และผนวกเข้าร่วมกับองค์กรมูลนิธิ และเพื่อเป็นการช่วยเหลือสนับสนุนองค์กรเหล่านั้น Aesop Foundation มูลนิธิระดับโลกจึงได้บริจาคเงินจำนวน AUD $100,000 ให้กับแต่ละองค์กร โดยไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนการจำหน่ายแต่อย่างใด

สำหรับความพิเศษของ Aesop Gift Kits 2021 คือแต่ละชุดผลิตภัณฑ์จะถูกเรียกขานตามบทบาทซึ่งถ่ายทอดนัยความรู้สึกชื่นชมในตัวผู้รับด้วยคุณลักษณะที่ผู้ให้มองเห็น ทุกเซ็ตจะประกอบไปด้วยผลิตภัณฑ์บรรจุอยู่ในกล่องรีไซเคิลจากกระดาษเหลือใช้ 100% อันสื่อถึงการเลือกส่งมอบของขวัญอย่างมีจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยมีให้เลือกสรรกัน 5 เซ็ต ดังนี้

เริ่มที่ The Advocate (นักสนับสนุน) ประกอบไปด้วย 4 ผลิตภัณฑ์เพื่อการทำความสะอาดและเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิวกายและฝ่ามือ The Advocate มักสงวนคำพูดไว้ในยามที่เหมาะสม ยินดีรับฟังความเห็นของผู้อื่นก่อนเสมอ ทั้งยังใส่ใจในความเป็นไปของผู้อื่น เช่นเดียวกับที่มีคุณลักษณะอันนอบน้อมถ่อมใจ เป็นผู้ที่ใฝ่รู้และพิถีพิถันในรายละเอียด ระมัดระวังคำพูด มีความรอบรู้ และให้เกียรติผู้อื่น โดยปราศจากการตัดสินอย่างสิ้นเชิง เช่นเดียวกันกับองค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชนจากสหรัฐฯ อย่าง Voice of Witness ที่มีจุดมุ่งหมายในการเรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคดีความต่างๆ อันเกิดจากความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ซึ่งเราอาจได้รับข้อมูลที่บางเบาหรือบิดเบือนไปจากสื่อมวลชนอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งถือเป็นการตอกย้ำถึงพลังแห่งการบอกเล่าเรื่องราวและเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้คน โดย Voice of Witness ได้รวบรวมและตีแผ่เรื่องราวต่างๆ ทั้งจากพยานปากเปล่า ไปจนถึงการให้ความรู้ผ่านทางเครือข่ายของฑูตองค์กร โดย Aesop Foundation ได้ให้การช่วยเหลือในการตีพิมพ์หนังสือชุด และยังให้ทุนสนับสนุนสำหรับการทำวารสารเพิ่มเติมอีก 3 หัวข้อในอีก 2 ปีข้างหน้า

ต่อมาคือ The Listener (นักฟัง) กับชุดของขวัญ 3 ชิ้นเพื่อการฟื้นบำรุงผิวตั้งแต่ลำคอจรดปลายเท้า ดุจนักฟังที่ยอดเยี่ยมและมีความอดทนสูง The Listener นั้นมีหูไว้เพื่อช่วยบรรเทาความวิตกกังวลและผ่อนปรนปัญหานานาประการของผู้อื่นให้เบาลงได้เสมอ ทั้งยังต้องอาศัยการอุทิศตนอย่างมหาศาลเพื่อเรียนรู้การพูดเพื่อผู้อื่น และยังถลาดเฉลียวในการเลือกสรรคำพูดที่ช่วยนำพากำลังใจสู่คู่สนทนาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ชุดของขวัญชุดนี้ได้อุทิศให้กับ Pan Intercultural Arts ศูนย์ศิลปะแห่งลอนดอนที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1986 เพื่อส่งมอบพลังแห่งงานศิลป์สู่ผู้อพยพและชนกลุ่มน้อยพร้อมทั้งเป็นกระบอกเสียงช่วยเผยแพร่ผลงานศิลปะให้กับพวกเขา โดยถ่ายทอดถึงการพลัดถิ่นผ่านทางการแสดงไปจนถึงการร่วมเป็นส่วนหนึ่งทางวัฒนธรรมกับกลุ่มคนที่มีพื้นหลังและศาสนาความเชื่อที่แตกต่างกัน หากแต่เคารพในสิทธิส่วนบุคคลและความแตกต่างของกันและกัน โดยชุดของขวัญนี้จะให้การสนับสนุนด้วยการช่วยระดมกำลังคนเข้าร่วมในศูนย์ พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางการแสดงผลงานใหม่ๆ ให้กับคนในองค์กร

The Mentor (ที่ปรึกษา) ชุดของขวัญอันอุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระอย่างครบขั้นตอน ทั้งทำความสะอาด ปรับสภาพผิวและเติมเต็มความชุ่มชื้น การเป็น The Mentor ต้องอาศัยเชาวน์ปัญญาขั้นสูง ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นทรัพย์สินอันเลอค่าสูงสุด ด้วยการหยิบยื่นคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ ทั้งยังช่วยปลุกกำลังใจให้กับผู้ฟัง รุ่มรวยด้วยความรู้รอบด้านที่ถูกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น หากเพียงแต่มีผู้คนไม่มากนักที่จะได้รับพรสวรรค์ชิ้นนี้ ในการเป็นที่ปรึกษาที่พร้อมทั้งความคิด จิตใจ และพฤติกรรม ชุดของขวัญนี้ได้ผนวกเข้ากับ Create UK มูลนิธิเพื่อการศึกษาของเด็กพิเศษและเยาวชนที่มีข้อจำกัดทางร่างกายในประเทศอังกฤษ โดยมุ่งเน้นที่วิชาศิลปะอันเป็นแหล่งพลังความคิดสร้างสรรค์ เช่นเดียวกับการจัดตั้งโปรแกรมเพื่อการเรียนรู้การเข้าสังคมและดูแลสุขภาพตามเงื่อนไขพิเศษเฉพาะบุคคล โดยชุดของขวัญจากเอสอปในปีนี้จะมีส่วนช่วยเหลือในการรังสรรค์กิจกรรมภายใต้แนวคิดของสิ่งแวดล้อม ทั้งยังร่วมมือกับอีก 3 สถาบันการศึกษาในลอนดอน ลีส์ และแมนเชสเตอร์

ถัดมาในส่วนของชุด The Forager (นักจัดหา) คู่ผลิตภัณฑ์กลิ่นซีตรัสเพื่อผิวกายหอมสดชื่น ด้วยส่วนผสมอันน่าตื่นตาตื่นใจระหว่างความสะอาดล้ำลึกและการฟื้นบำรุง การเก็บเกี่ยววัตถุดิบและนำมาคลุกเคล้าจนเกิดเป็นเมนู คืองานศิลป์ของผู้ที่เป็นนักจัดหา (The Forager) เพราะต้องอาศัยทั้งไอเดีย แหล่งทรัพยากรที่ดี ไปจนถึงการคำนึงถึงคุณประโยชน์แก่ปวงชนว่าได้รับโภชนาการที่ดีที่สุดแล้วหรือไม่ ทั้งยังต้องเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ทำงานหนัก และเป็นผู้ให้ที่เปี่ยมด้วยเมตตาโดยธรรมชาติ ไม่ได้เรียกร้องให้ได้รับคำชื่นชม เพราะมักเป็นบทบาทที่ถูกมองข้ามอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งการได้แบ่งปันเรื่องราวและมุมมองที่สดใหม่ คืออีกหนึ่งจุดประสงค์สำคัญของ Photographers Without Borders องค์กรระดับโลกที่เชื่อมโยงช่างภาพและคนทำภาพยนตร์กว่า 1,000 ชีวิตซึ่งรักในการตีแผ่เรื่องราวต่างๆ ผ่านทางสื่อภาพ โดยยังคงรักษาวิถีแห่งการเล่าเรื่องให้น่าสนใจและเข้าถึงได้สำหรับทุกคน พร้อมให้ข้อมูลที่น่าศึกษาและเรียนรู้ สำหรับการช่วยเหลือที่ The Aesop Foundation มอบให้กับ Photographers Without Borders ก็คือการพัฒนาคุณภาพของ 10 นักเล่าเรื่องเป็นเวลา 5 ปี เพื่อให้พวกเขาสามารถเติบโตไปเป็นหนึ่งในนักเล่าเรื่องมืออาชีพในที่สุด

ปิดท้ายกับ The Protector (ผู้ปกปักษ์)  ชุดผลิตภัณฑ์กลิ่นกรุ่นกังวาลสำหรับมุมโปรดในบ้านหรือที่ทำงาน จากความหอมอบอวลของอโรม่า รังสรรค์บรรยากาศที่งียบสงบ เป็นส่วนตัว และผ่อนคลาย The Protector คือผู้ที่มองเห็นในคุณค่ของสิ่งเล็กน้อยสิ่งที่ถูกซ่อนอยู่อย่างไร้ความสนใจ ไปจนถึงสิ่งที่อาจเกิดอันตรายขึ้นได้เพราะมักถูกมองข้าม ทั้งยังชื่นชมในทุกรายละเอียดเล็กน้อยของธรรมชาติ ทั้งสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตไปจนถึงสิ่งที่ทำให้เกิดสมดุลในระบบนิเวศน์ อดทนอดกลั้น ปราศจากความเห็นแก่ตัว กล้าหาญแม้ในสถานการณ์ที่อาจเป็นอันตราย มูลนิธิที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในชุดของขวัญชุดนี้คือ The Karrkad Kanjdji Trust ศูนย์รวมเจ้าหน้าที่ดูแลอุทยานท้องถิ่นในออสเตรเลีย เพื่อเป็นกระบอกเสียงเกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ไปจนถึงการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และเผยแพร่วัฒนธรรมความเป็นอยู่ท้องถิ่น โดยองค์กรยังคงอนุรักษ์ดูแลมรดกทางวัฒนธรรมแห่งผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมในประเทศไว้ได้อย่างดี การช่วยเหลือสนับสนุนจาก The Aesop Foundation คือการหยุดยั้งภาวะเสื่อมถอยของระบบนิเวสศน์ พร้อมทั้งให้ความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกผ่านทางชุมชนของผู้อนุรักษ์อุทยานท้องถิ่น ซึ่งกำลังมีจำนวนลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ตามยุคสมัย

ตามไปจับจอง Aesop Gift Kits 2021 ชุดของขวัญจากแนวคิด Anatomy of Generosity ที่บํารุงท้ังหัวใจและผิวพรรณ บรรจุในกล่องรีไซเคิลจากกระดาษเหลือใช้ 100% ได้แล้วที่ร้าน Aesop เคาน์เตอร์ในห้างสรรพสินค้า และ www.central.co.th 

เบื้องหลังการดูแลตัวเองให้เปล่งประกายอยู่เสมอ ของ 3 อินฟลูเอ็นเซอร์รุ่นใหม่ “ต้าเหนิง-ณิชา-ปั๋น”

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/66725

วันที่ 04 พ.ย. 2564 เวลา 09:35 น.เบื้องหลังการดูแลตัวเองให้เปล่งประกายอยู่เสมอ ของ 3 อินฟลูเอ็นเซอร์รุ่นใหม่ “ต้าเหนิง-ณิชา-ปั๋น”แบรนด์สกินแคร์ขวัญใจผู้หญิงทั่วโลก เจอร์เกนส์ ชวน 3 อินฟลูเอ็นเซอร์รุ่นใหม่ “ต้าเหนิง” กัญญาวีร์, “ณิชา” ณัฏฐณิชา และ “ปั๋น” ดริสา เผยตัวตนอีกด้านที่เปล่งประกาย ผ่านแคมเปญ “In A New Light” จาก Jergens

เราทุกคนล้วนซ่อนความพิเศษอยู่ในตัวเอง เพียงแต่เมื่อไรที่จะค้นเจอคุณค่าของสิ่งนั้น เจอร์เกนส์ แบรนด์สกินแคร์ขวัญใจผู้หญิงทั่วโลก ชวน 3 อินฟลูเอ็นเซอร์ตัวแทนผู้หญิงรุ่นใหม่ ร่วมสะท้อนมุมมองผ่านแคมเปญ “In A New Light” จาก Jergens® ค้นหาความเปล่งประกายใหม่ในตัวตนอีกด้านที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน ผ่านเรื่องราวที่จะเติมเต็มแรงบันดาลใจดี ๆ เพื่อส่งต่อพลังบวกให้คนรุ่นใหม่ได้เปล่งประกายในแบบฉบับของตัวเอง

ธนา ฤทธิราชคัมพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท มามี่ จำกัด ผู้แทนจําหน่ายผลิตภัณฑ์เจอร์เกนส์ มอยส์เจอไรเซอร์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ได้เผยถึงทิศทางของแบรนด์เจอร์เกนส์ ในปีนี้ว่า “เจอร์เกนส์ จะมีการเปลี่ยนสโลแกนใหม่เป็น Jergens® the feel-good feeling ซึ่งเป็นแนวทางของแบรนด์ที่อยากให้ผู้หญิงทุกคนได้สัมผัสถึงคุณค่าแห่งความสุข สดชื่น มั่นใจ ภูมิใจในผิวพรรณของตัวเอง รู้สึกดีที่ได้เป็นตัวเอง เพื่อค้นพบความเปล่งประกายจากภายใน แล้วส่งต่อความสุขนี้ให้กับคนรอบตัว”

สำหรับแคมเปญ “In A New Light” จาก Jergens® ในประเทศไทย เจอร์เกนส์ หวังให้ผู้หญิงทุกคนได้ค้นพบความพิเศษจากตัวตนอีกด้านของเราที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อน โดยมี 3 สาวที่ทรงพลังทางความคิดอย่าง “ต้าเหนิง” กัญญาวีร์ สองเมือง, “ณิชา” ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ และ “ปั๋น” ดริสา การพจน์ ตัวแทนของผู้หญิงรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในเส้นทางที่เลือกเดิน มาร่วมเผยมุมมองการใช้ชีวิตที่พร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ ๆ ด้วยหัวใจที่กล้าหาญ และชัดเจนในความต้องการของตัวเอง

เริ่มจากสาวหมวยอินเตอร์ “ต้าเหนิง” กัญญาวีร์ สองเมือง แฟชั่นไอคอนสาวหน้าเฉี่ยวที่โดดเด่นด้วยบุคลิกแบบสาวมั่นใจตัวจริง และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งในไทยและต่างประเทศ ผ่านผลงานในวงการบันเทิงมากมายทั้งซีรีส์ ภาพยนตร์ โฆษณา ถ่ายแบบ ฯลฯ พร้อมเผยตัวตนอีกด้านที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนว่า “คนส่วนมากมักจะเห็นบทบาทการทำงานในฐานะนางแบบ หรือนักแสดงซึ่งเป็นงานเบื้องหน้า แต่หลายคนมักจะเซอร์ไพรส์เมื่อได้รู้ว่าเรียนจบคณะเศรษฐศาสตร์ สาขาวิชาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่อาจดูไม่ตรงกับบุคลิกภายนอก และหน้าที่การงานในปัจจุบัน แต่อันที่จริงตัวเองสนใจด้านนี้มาตั้งแต่เด็ก และสนุกทุกครั้งที่ได้เรียนรู้ เพราะปรัชญาการเมือง เศรษฐศาสตร์ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับชีวิตประจำวันของเราในทุก ๆ ศาสตร์ของด้านสังคมศาสตร์ และเกี่ยวโยงกันจนไม่สามารถแยกออกไปจากชีวิตของเราทุกคนได้เลย ซึ่งการศึกษาเรื่องเหล่านี้ก็ทำให้ได้มุมมองใหม่กับตัวเอง รวมทั้งทำให้เข้าใจโลก และสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้มากยิ่งขึ้น

“เพราะถ้าเราได้เข้าใจโลกและได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แล้วสามารถนำไปพูดคุยกันได้อย่างเป็นเหตุเป็นผล เพื่อก่อให้เกิดผลที่ดีในวันข้างหน้า วันข้างหน้าจะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน”

นอกจากนี้ ต้าเหนิง ยังบอกอุปนิสัยของตัวเองที่ชอบวางแผนล่วงหน้าไว้หลาย ๆ ทางเสมอ เพราะต้องการคิดถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น เพื่อจะได้รับมือล่วงหน้าได้ “การเป็นคนชอบความสมบูรณ์แบบ และไม่อยากให้เกิดข้อผิดพลาด จึงทำให้ค่อนข้างระวังในการทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพื่อให้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน จนแทบกลายเป็นความรู้สึกแพนิก ทำให้หลายครั้งก็พยายามบอกกับตัวเองว่า เราไม่ต้องระวังบ้างก็ดี เพราะบางทีความผิดพลาดก็ทำให้เราได้เรียนรู้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แล้วก็ค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกับมัน

“ต้องบอกว่าการเอาชนะใจตัวเองได้สำเร็จในเรื่องนี้ ก็ทำให้ได้เห็นอีกมุมที่แตกต่างของตัวเองจากที่เคยเป็นมา และทำให้กล้าลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ ๆ ให้ตัวเอง แม้จะเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย แต่ก็ทำให้เราได้เอนจอยกับความท้าทายใหม่ ๆ ในชีวิตมากขึ้น เลยอยากจะบอกทุกคนที่อยากลองทำอะไรใหม่ ๆ เพื่อค้นหาตัวตนอีกด้านของตัวเองว่า การชนะใจตัวเองที่จะก้าวข้ามปมบางอย่างในใจตัวเราเองก็เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นถ้ามีโอกาสได้ทำอะไรสักอย่างในสิ่งที่เราชอบ อยากให้กระโจนลงไปทำให้สุดตัว เพราะโอกาสเมื่อผ่านเข้ามาแล้ว ถ้าไม่รีบคว้าไว้ ก็อาจจะไม่ผ่านเข้ามาอีกแล้วก็ได้”

ในฐานะนางแบบ “ต้าเหนิง” เผยเบื้องหลังการดูแลตัวเองให้เปล่งประกายอยู่เสมอว่า “ความที่ผิวแห้งและค่อนข้างไวต่อแสง ทำให้มีปัญหาผิวหมองคล้ำง่าย และมีจุดด่างดำ จึงให้ความสำคัญในการปรนนิบัติผิว ซึ่ง เจอร์เกนส์ ไบรท์เทนนิ่ง อัลตร้า นูริช บอดี้ เซรั่ม SPF22, PA++ ตอบทุกโจทย์เพราะนอกจากให้ความชุ่มชื้นที่ช่วยฟื้นบำรุงผิวได้อย่างล้ำลึกแล้ว ยังปกป้องผิวจากจากรังสี UVB และ UVA จากแสงแดดอีกด้วย เพราะการมีผิวสวยกระจ่างใสก็มีผลต่อจิตใจ และไม่ต่างจากการที่เราสวมใส่เสื้อผ้าที่ดูดีเหมาะกับสไตล์ของเรา ที่จะช่วยเพิ่มความมั่นใจในทุกครั้งยามต้องออกไปพบเจอผู้คน”

ต่อด้วยนักแสดงสาวหน้าหวานมากฝีมือ “ณิชา” ณัฏฐณิชา ดังวัธนาวณิชย์ ที่ซื่อสัตย์กับความต้องการของตัวเอง เล่าถึงความท้าทายในการลุกขึ้นมาปฏิวัติชีวิตให้ออกจากความเคยชินเดิม ๆ กระทั่งทำให้ได้ค้นพบอีกด้านของตัวเอง เมื่อก้าวออกจาก Comfort zone ว่า “ณิชามองว่าการใช้ชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ รวมทั้งการมี Passion กับอะไร สักอย่าง เพื่อเติมพลังให้แก่ชีวิตของเราเอง ในวันที่เราหมดแรงหรือเหนื่อยล้ากับงานที่ทำอยู่ ก็ต้องหาเวลาบาลานช์ชีวิต เพื่อไปทำในสิ่งที่เรารักหรืออยากจะทำ แล้วดื่มด่ำอยู่กับสิ่งนั้นบ้าง ซึ่งตัวเองเป็นคนที่ยึดมั่นในเรื่องนี้มาก ๆ

“อันที่จริงความท้าทายในการลุกขึ้นมาทำอะไรใหม่ ๆ ของณิชา อาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อยของคนอื่น แต่ยิ่งใหญ่มากสำหรับตัวเอง อย่างเมื่อครั้งที่ตัดสินใจก้าวออกจาก Comfort zone ของตัวเองที่ไม่ชอบการตื่นเช้า และ ขี้หนาวแบบสุด ๆ ก็ถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเริ่มต้น ตั้งแต่ตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อไปเล่นเซิร์ฟ และวินาทีที่ร่างกายต้องสัมผัสกับน้ำทะเลเย็นเฉียบ ซึ่งเป็นอะไรที่ยากมาก แต่ความที่เราอยากเล่นเซิร์ฟ เหมือนมี Passion มีสิ่งที่เราอยากจะทำให้สำเร็จเลยมองข้ามทุกอย่าง แล้วออกไปลุยเลย และก็ได้ค้นพบพลังบวกให้กับชีวิตตัวเองในอีกทางหนึ่ง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้นในอีกขั้นหนึ่ง ดังนั้น อยากให้ทุกคนกล้าก้าวออกมาใช้ชีวิตในแบบของเรา อย่าให้สังคมรอบตัวเป็นตัวกำหนดว่า เราต้องทำ หรือไม่ทำอะไร แล้วก็คอยถามตัวเองบ่อย ๆ ว่าในตอนนี้เราต้องการอะไรในชีวิต และยอมรับอย่างจริงใจกับตัวเอง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่อยากแชร์กับทุกคนที่กำลังค้นหาตัวตนอีกด้านซึ่งอาจซ่อนอยู่ในตัวเองให้มีโอกาสได้เปล่งประกายออกมานั่นเอง”

ส่วนอีกมุมหนึ่งที่บ่มเพาะตัวตนในฐานะนักอนุรักษ์ตัวน้อย ที่พร้อมเสมอในการเป็นหนึ่งในกระบอกเสียง รวมทั้งลงมือและลงแรงสนับสนุนโครงการช่วยเหลือธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ ณิชาเล่าถึงสิ่งที่จุดประกายในอีกด้านของตัวเอง ว่า “ความที่เกิดและเติบโตที่เชียงใหม่ จึงทำให้ใกล้ชิดและชอบอยู่กับธรรมชาติมาตั้งแต่เด็ก สมัยก่อนเชียงใหม่อากาศดีมาก พอเราโตขึ้นทุกอย่างกลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งรถติด ควันพิษ มลภาวะทางอากาศ ทำให้นึกเสียดายธรรมชาติที่เคยมี และรู้สึกว่าในเวลาที่เราต้องการพัก เราให้ธรรมชาติเยียวยาเรา แต่คนเราก็ลืมที่จะเยียวยาธรรมชาติกลับคืนไปบ้าง และถ้าวันหนึ่งไม่มีธรรมชาติมาเยียวยาเราแล้ว มนุษย์จะอยู่อย่างไร

“ถึงแม้ว่าณิชาจะไม่ได้มีภาพลักษณ์เป็นนักอนุรักษ์เต็มตัว แต่ก็เริ่มต้นในจุดเล็ก ๆ ในแบบของเรา รวมทั้งรอบตัวก็มีพี่ ๆ นักแสดงหลายคน ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการรณรงค์เพื่ออนุรักษ์ธรรมชาติ เราก็คอยซัพพอร์ตเท่าที่จะช่วยได้ เพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนหันมาใส่ใจธรรมชาติไปกับเราด้วย”

และด้วยอาชีพนักแสดงยิ่งรักสายลม แสงแดด และเกลียวคลื่นมากเพียงใด ก็ยิ่งต้องดูแลปรนนิบัติผิวมากกว่าคนอื่น เธอบอกเคล็ดลับในการปรนนิบัติผิวที่เรียบง่ายแต่ได้ผลว่า “ณิชาชอบทำกิจกรรมกลางแจ้งทั้งปีนผา เล่นเซิร์ฟ เซิร์ฟสเก็ตช์ รวมทั้งมีถ่ายละครที่ต้องออกแดด หรือต้องผจญในป่าเขา ทำให้ต้องดูแลผิวมากกว่าปกติ นอกจากสครับผิวเป็นประจำทุกสัปดาห์ ยังให้ความสำคัญกับการเลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่ช่วยให้เราได้ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่อย่าง เจอร์เกนส์ ไบรท์เทนนิ่ง อัลตร้า นูริช บอดี้ เซรั่ม SPF22, PA++ ที่ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ให้ความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึกแต่สบายผิว และแลดูกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ เพราะถ้าเรามีสุขภาพผิวที่ดี ไม่ว่าจะใส่เสื้อผ้าแบบไหน ชุดอะไร ก็สามารถเผยผิวได้อย่างมั่นใจ”

ปิดท้ายด้วยผู้หญิงเก่งรอบด้าน “ปั๋น” ดริสา การพจน์ อาร์ทิสต์สาวมากฝีมือที่เคยฝากผลงานลายเส้นร่วมกับแบรนด์เนมระดับโลก ทั้งยังเป็นนักสร้างคอนเทนต์ และนักแสดงที่กำลังฉายแสงอย่างเจิดจรัสในหมู่คนรุ่นใหม่ เธอให้นิยามในการค้นพบตัวเองในอีกด้านที่เปล่งประกายยิ่งกว่า เมื่อกล้าออกจากกรอบของตัวเองว่า “ด้วยงานที่ทำในหลากหลายบทบาททั้งศิลปิน ยูทูเบอร์ นักแสดง อาจทำให้หลายคนมองว่า ปั๋นเป็นคนกล้าแสดงออกมาก แต่ โดยเนื้อแท้ที่เป็นความชอบของตัวเอง คือ รักการอยู่คนเดียว ชอบความสันโดษ และชอบไปไหนคนเดียว ดังนั้นการต้องออกไปพบเจอผู้คน จึงเป็นการฉีกกรอบเดิม ๆ ที่ตัวเองเป็นมาตลอด และได้เปิดโลกกว้างใบใหม่ที่ท้าทายตัวเองให้ได้ลองทำอะไรหลาย ๆ อย่างในเวลาต่อมาอีกด้วย”

เธอบอกว่าทุกบทบาทในชีวิตที่ได้สัมผัส เป็นส่วนผสมของรสชาติชีวิตที่กลมกลืนและกลมกล่อมลงตัวกัน และทำให้ได้ค้นพบแง่มุมที่ต่างกันไปของตัวเอง “ปั๋นชอบทั้ง 3 บทบาทของตัวเอง อย่างการเป็นนักแสดงชอบตรงที่ทำให้รู้จักความเป็นมนุษย์ ได้ใช้อารมณ์กับร่างกายของเรา ส่วนยูทูเบอร์เราคือ คนที่ได้สร้างสิ่งต่าง ๆ ตามวิชั่นของเรา โดยนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาจากกองถ่าย และวิชาวาดรูปที่เราสะสมมา เพื่อมาสร้างความสนุก ส่วนในฐานะศิลปินก็เป็นการใช้อารมณ์ลงไปกับผลงานศิลปะของเรา”

ศิลปินสาวนักสร้างคอนเทนต์ยังบอกสิ่งที่ได้ค้นพบจากตัวเอง ผ่านการทำงานหลากหลายรูปแบบ ว่า “พบว่าความผิดพลาดเป็นเรื่องปกติ และความสำเร็จจากการทำงานก็เป็นเรื่องปกติ พบว่าทุกอย่างเป็นกราฟรูปตัว S แนวนอน ชีวิตจะมีทั้งช่วงที่ดีและช่วงที่แย่ หมายถึงชีวิตมีขึ้น มีลง และพบว่าตัวเองไม่ได้พิเศษ แต่ยอมรับได้ที่จะไม่พิเศษ แล้วกว่าจะค้นพบตัวเองในแบบที่เราอยากเจอก็ต้องใช้เวลา และสุดท้ายเราก็ค้นพบตัวเองในมุมใหม่ ๆ ไปเรื่อย ๆ เป็นกระบวนการที่ไม่มีจุดสิ้นสุด แต่ก็สนุกที่จะได้ค้นหามันต่อไป”

ด้วยไลฟ์สไตล์สมบุกสมบัน และชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้งทุกรูปแบบ แต่เธอก็ไม่ลืมที่จะใส่ใจดูแลผิวพรรณ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตัวเอง “ปั๋นมีปัญหาผิวกายแห้งมาก และตัวเองก็ใช้ชีวิตสมบุกสมบัน ตากแดด ตากลม ลงน้ำ ผิวก็จะเป็นแผล หมองคล้ำ ผิวลอก และมีรอยช้ำตลอดเวลา ดังนั้นการดูแลผิวก็เริ่มจากการพยายามดื่มน้ำให้เพียงพอ ทาครีมกันแดด รวมทั้งทามอยส์เจอไรเซอร์ให้บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ต้องเป็นมอยส์เจอไรเซอร์ที่ไม่เหนอะผิว ซึมซาบเร็ว และช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด อย่างเจอร์เกนส์ ไบรท์เทนนิ่ง อัลตร้า นูริช บอดี้ เซรั่ม SPF22, PA++ ก็ถูกใจมาก เพราะซึมซาบเข้าสู่ผิวเร็วมาก และช่วยให้ผิวดูกระจ่างใส ให้ความชุ่มชื้นอย่างล้ำลึก แลดูผิวผ่องขึ้นมาทันทีที่ใช้ ปั๋นมองว่า การที่เราดูแลผิวดี ๆ ก็จะทำให้เรารู้จักดูแลตัวเองให้ดีในแง่มุมอื่น ๆ ด้วย เหมือนกับว่ายิ่งเราดูแลตัวเองดีเท่าไหร่ เราก็จะยิ่ง Respect ตัวเองมากขึ้นตามไปด้วย”

ค้นพบตัวตนใหม่ที่เปล่งประกายในแบบฉบับตัวเองกับแคมเปญ “In A New Light” จาก Jergens® พร้อมเผยความเปล่งประกายใหม่แห่งผิวให้ผู้หญิงด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด Jergens® Brightening Ultra Nourish Body Serum SPF 22, PA++ (เจอร์เกนส์ ไบรท์เทนนิ่ง อัลตร้า นูริช บอดี้ เซรั่ม SPF22, PA++) ฟื้นบำรุงผิวอย่างล้ำลึก ผิวดูกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ ด้วยส่วนผสมวิตามิน B3 และ Pearl Extract สูตรซึมซาบเข้าสู่ผิวง่าย ไม่ทำให้รู้สึกเหนอะหนะ พร้อมปกป้องแสงแดดอย่างมั่นใจ เพื่อผิวสวยเรียบเนียน แลดูเปล่งประกายในทุกวัน

อัพเดตเคล็ดลับผิวสวยเปล่งประกายได้ทาง Facebook : JergensThailand หรือ Instagram : JergensThailand

#SeeYourSkinInANewLight #TheFeelGoodFeeling #JergensThailand

รีบได้รีบ! แฟนซีรีส์สายสตรีทขานรับคอลเลกชั่น GU TING YANG WA

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/667085

วันที่ 02 พ.ย. 2564 เวลา 14:22 น.รีบได้รีบ! แฟนซีรีส์สายสตรีทขานรับคอลเลกชั่น GU TING YANG WA แรงไม่แผ่ว! แฟนซีรีส์สายสตรีทขานรับคอลเลกชั่น ‘GU TING YANG WA’ โดย Netflix และ Carnival ล้นหลาม ไอเทมสุดคูลทยอย Sold Out ทั้งออฟไลน์-ออนไลน์ ภายใน 24 ชั่วโมง!

แฟนๆ ซีรีส์สายสตรีทต่างพากันให้กระแสตอบรับอย่างล้นหลามสำหรับคอลเลกชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ‘GU TING YANG WA’ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Netflix และแบรนด์สตรีทแฟชันชั้นนำของไทยอย่าง Carnival กับคอลเลกชั่นสตรีทแวร์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากซีรีส์มาแรงระดับโลกโดย Netflix อย่าง ผีดิบคลั่ง บัลลังก์เดือด (Kingdom), D.P. หน่วยล่าทหารหนีทัพ (D.P.) และ สควิดเกม เล่นลุ้นตาย (Squid Game)

โดยตั้งแต่เวลาเช้ามืดของวันที่คอลเลกชั่นวางจำหน่าย มีแฟนๆ กว่า 300-400 คน มาเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ภายใต้มาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 เพื่อให้ไม่พลาดการเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญฮิตครั้งนี้ ทั้งนี้ ไอเทมพิเศษจาก สควิดเกม เล่นลุ้นตาย (Squid Game) อย่างเสื้อยืดสกรีนหมายเลข 001 ถึง 456 ที่มีจำกัดเพียง 456 ตัวและจำหน่ายในรูปแบบสุ่มก็มีผู้สนใจจองคิวในช่องทางออนไลน์กว่า 5,000 คิว! สินค้าอื่นๆ ในคอลเลกชั่นเกือบทั้งหมดก็ทยอยกัน Sold Out ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมงทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ตอกย้ำความสำเร็จของคอนเทนต์เกาหลีที่มีให้เลือกหลากหลายใน Netflix ที่ทำให้ฐานผู้ชมคอนเทนต์เกาหลีทุกวันนี้ขยายวงกว้างขึ้นพร้อมดันกระแสฮันรยูในประเทศไทยให้ติดลมบน จนใครๆ ก็แทบจะกลายเป็น “ติ่ง” กันหมดแล้ว!

และเพื่อเอาใจแฟนๆ ให้ได้อินกันแบบสุดๆ Carnival ยังได้ต้อนรับคอลเลกชั่นสุดเอ็กซ์คลูซีฟนี้ด้วยการพลิกโฉมหน้าร้านสาขาเซ็นทรัลเวิลด์เป็นไวบ์สไตล์เกาหลีสุดเท่ พร้อมจำลองบรรยากาศจากซีรีส์ทั้งสามเรื่อง รวมถึงมีตุ๊กตาเด็กหญิงในเกม “เออีไอโอยู” จาก สควิดเกม เล่นลุ้นตาย (Squid Game) ตั้งตระหง่านอยู่กลางร้าน พร้อมให้แฟนๆ เข้าเยี่ยมชมภายในร้านได้ที่ชั้น 3 ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ จนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ หากได้แวะไปสัมผัสบรรยากาศแล้วอย่าลืมเช็คอินติดแฮชแท็ก #เกาสุดติ่ง แล้วป้ายยาเพื่อนๆ ให้ไปชมซีรีส์เกาหลีสุดฮิตที่เป็นแรงบันดาลใจของคอลเลกชั่น ‘GU TING YANG WA’ ได้แล้ววันนี้ที่ Netflix เท่านั้น!

เติมความชุ่มชื้นพร้อมเสริมสร้างปราการปกป้องผิวจากมลภาวะได้ทุกวัน กับ Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/667022

วันที่ 01 พ.ย. 2564 เวลา 20:17 น.เติมความชุ่มชื้นพร้อมเสริมสร้างปราการปกป้องผิวจากมลภาวะได้ทุกวัน กับ Parsley Seed Anti-Oxidant Intense SerumParsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum ซีรั่มเพื่อเสริมสร้างปราการผิวในทุกๆ วัน เหมาะสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง เหมาะกับทุกสภาพผิว รวมถึงผิวบอบบาง แพ้ง่าย

ในช่วงที่สภาพอากาศกำลังจะเปลี่ยนแปลงแบบนี้ เรามีตัวช่วยดีๆ เพื่อเสริมสร้างปราการผิวในทุกๆ วันมาแนะนำ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว Parsley Seed Skin Care ซึ่งมุ่งเน้นที่การปกป้องผิวด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ โดย Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum นั้นได้รับการคิดค้นมาเพื่อเติมความชุ่มชื้นและเสริมสร้างปราการปกป้องผิวจากมลภาวะภายนอก เหมาะกับผิวธรรมดา ผิวผสม ผิวบอบบาง แพ้ง่าย ด้วยเนื้อผลิตภัณฑ์ที่บางเบาจึงเหมาะสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในเมือง รวมถึงที่ที่มีสภาพอากาศอบอุ่น ร้อนชื้น

Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum โดดเด่นในการสร้างแผ่นฟิล์มเคลือบปกป้องผิวด้วยสารสกัดจาก Red Algae และ Tara Gum ซึ่งแม้จะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ทรงประสิทธิภาพในการปกป้องผิวจากมลภาวะภายนอกซึ่งอาจทำร้ายสุขภาพผิว ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีอยู่ในปริมาณมากจาก Grape Seed, Green Tea และ Parsley Seed extracts พร้อมทั้ง Tocopherol (Vitamin E) ช่วยบำรุงผิวให้แข็งแรงจากภายใน

ด้วยเนื้อผลิตภัณฑ์บางเบาและซึมซาบเร็ว Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum จึงช่วยเติมความชุ่มชื้นผิวโดยที่ไม่ทำให้ผิวมันหรือเหนียวเหนอะหนะ แต่กลับช่วยให้ผิวเนียนแมทท์ไร้ความมัน  เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ต้องการผลิตภัณฑ์เติมความชุ่มชื้นผิวแต่ไม่ชอบมอยส์เจอร์เนื้อหนักๆ อย่างครีมหรือน้ำมัน

ทางด้านวิธีการใช้ หลังจากทำความสะอาดและปรับสภาพผิวด้วยโทนเนอร์แล้ว ลูบไล้ผลิตภัณฑ์ให้ทั่วใบหน้าและลำคอ โดยใช้ในปริมาณ 3-5 หยดในตอนเช้า แล้วรอจนผลิตภัณฑ์ซึมซาบเข้าสู่ผิวก่อนจะใช้ครีมกันแดดปกป้องผิว ส่วนก่อนนอนแนะนำให้ใช้เบลนด์ผสมหรือใช้ควบคู่กับมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อการฟื้นบำรุงผิวอย่างพอเหมาะ

“พวกเราสนับสนุนการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงโดยมองที่ภาพรวม” ซูซานน์ ซานโตส หัวหน้าฝ่ายบริการลูกค้า กล่าว

“ส่วนผสมที่มีคุณภาพสูงนั้นเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง และแน่นอนว่าเราได้ทุ่มเททั้งการศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพ แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีอีกหลายแง่มุมในการคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น การคำนึงถึงความเหมาะสมในการใช้ผลิตภัณฑ์ในชีวิตประจำวันของลูกค้า Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum คือผลิตภัณฑ์ที่ถูกออกแบบมาเพื่อผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองซึ่งสภาพผิวมักถูกทำร้ายและมีความเครียดสะสมมากกว่า และที่สำคัญคือปริมาณเพียงเล็กน้อยก็สามารถใช้ได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง ด้วยเนื้อซีรั่มที่บางเบา พร้อมมอบการปกป้องผิวได้ในทันที”

Parsley Seed Anti-Oxidant Intense Serum (2,800 บาท) บรรจุอยู่ในขวดแก้วปริมาณ 60 มล. พร้อมหัวปั๊มแบบหลอดบีบและฝาขวดแบบหมุนออกได้เพื่อให้สามารถนำหัวปั๊มไปใช้ได้ใหม่เมื่อใช้ผลิตภัณฑ์จนหมด วางจำหน่ายในร้านค้าของเอสอป, เคาน์เตอร์ และ aesop.com

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของเอสอปนั้นเป็นผลิตภัณฑ์วีแกนและไม่สนับสนุนการทารุณและทดลองในสัตว์ พวกเราภาคภูมิใจที่ได้ผ่านการตรวจสอบโดย Leaping Bunny และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในโครงการของ PETA โดยเอสอปยังเป็นองค์กรที่ได้รับการรับรองแล้วว่าเป็น Certified B Corporation

เผยโฉม MIDO Ocean Star Tribute เรือนเวลาสุดพิเศษฉลองครบรอบ 75 ปี MIDO Ocean Star

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/666964

วันที่ 01 พ.ย. 2564 เวลา 11:50 น.เผยโฉม MIDO Ocean Star Tribute เรือนเวลาสุดพิเศษฉลองครบรอบ 75 ปี MIDO Ocean Starมิโด (MIDO) เฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี ของนาฬิกาคอลเลกชั่น Ocean Star เผยโฉมเรือนเวลาสุดพิเศษ Ocean Star Tribute ด้วยดีไซน์เหนือกาลเวลาที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ พร้อมเผยเคล็บลับการมิกซ์แอนด์แมทช์นาฬิกาเรือนโปรดให้เข้ากับการแต่งตัวในแต่ละโอกาส

นาฬิกานับเป็นหนึ่งในไอเทมชิ้นสำคัญที่สามารถสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกภาพอันโดดเด่นได้ อีกทั้งยังเป็นตัวช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์แบบให้กับทุกการแต่งตัวได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากเอ่ยถึงแบรนด์เรือนเวลาที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ทั้งด้านดีไซน์ และฟังก์ชั่นการใช้งานนั้น แน่นอนว่า “มิโด” (MIDO) จะต้องเป็นหนึ่งในแบรนด์ที่ครองใจเหล่าสุภาพบุรุษได้อย่างแน่นอน โดยล่าสุด MIDO ได้เฉลิมฉลองครบรอบ 75 ปี ให้กับนาฬิกาจากตระกูล “โอเชียน สตาร์” (Ocean Star) ที่โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์ด้านดีไซน์อันเหนือกาลเวลา และความแข็งแกร่งทนทานในทุกสภาพแวดล้อม ด้วยการเผยโฉมเรือนเวลารุ่นพิเศษที่ชื่อว่า “มิโด โอเชียน สตาร์ ทริบิวท์” (MIDO Ocean Star Tribute) ที่ผสานไว้ซึ่งคุณลักษณะทั้งหมดของเรือนเวลาดำน้ำรุ่นปี 1960 พร้อมด้วยดีไซน์ที่มีความคลาสสิก สปอร์ต และวินเทจ ที่สามารถตอบโจทย์ในทุกไลฟ์สไตล์ของสุภาพบุรุษยุคใหม่ได้เป็นอย่างดี โดยครั้งนี้ได้แบรนด์แอมบาสเดอร์หนุ่มชื่อดัง “คิม ซู ฮยอน” ซูเปอร์สตาร์ระดับแถวหน้าของเกาหลี มาร่วมถ่ายทอดเอกลักษณ์ของ MIDO Ocean Star Tribute ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ

MIDO แบรนด์นาฬิกาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 100 ปี นับตั้งแต่ จอร์จ แชแรน (Georges Schaeren) เริ่มก่อตั้งบริษัท MIDO G.Schaeren & Co. AG ขึ้นที่เมืองโซโลธูร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ ค.ศ. 1918 ภายใต้ปรัชญาของการสร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่เหนือกาลเวลาด้วยแนวคิดการออกแบบที่ร่วมสมัย ผ่านการคัดเลือกวัสดุคุณภาพเยี่ยมที่มีความหรูหรา ทนทาน และยังคงไว้ซึ่งฟังก์ชั่นการใช้งานที่ครบถ้วน

สำหรับ MIDO Ocean Star Tribute เป็นนาฬิกาดำน้ำที่สามารถสวมใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน จวบจนกระทั่งใส่ทำกิจกรรมได้อย่างหลากหลาย ด้วยดีไซน์ที่มีความคลาสสิก และผสานไว้ซึ่งความวินเทจจากการออกแบบหน้าปัดทรงกลมที่นับว่าเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ ที่มาพร้อมกรอบหน้าปัดสีเขียวแบบหมุนได้ ด้วยวัสดุชนิดพิเศษที่ช่วยป้องกันแรงกระแทก และคงความใสของหน้าปัดให้สามารถอ่านเวลาได้อย่างชัดเจนในทุกสภาพแวดล้อม พร้อมสอดแทรกดีไซน์สปอร์ตไว้ได้อย่างลงตัวด้วยสายผ้าสีเขียวที่เย็บด้วยด้ายสีขาว เพื่อให้เข้าคู่กันกับตัวเลขบอกเวลาบริเวณหน้าปัดของนาฬิกา ส่วนด้านฟังก์ชั่นการใช้งานนั้น แน่นอนว่า MIDO ยังคงประสิทธิภาพสูงพิเศษด้านความแม่นยำ และเที่ยงตรง ขับเคลื่อนแบบอัตโนมัติ ด้วยกลไก Calibre 80 อีกทั้งยังสามารถสำรองพลังงานยาวนานกว่า 80 ชั่วโมง และทนทานต่อแรงดันน้ำได้ถึงระดับ 200 เมตร (20 บาร์)

เคล็บลับการมิกซ์แอนด์แมทช์นาฬิกาเรือนโปรดให้เข้ากับการแต่งตัวในแต่ละโอกาส

เริ่มจาก ลุคสำหรับวันทำงาน ในสไตล์สมาร์ทแคชชวล อาจจะเลือกหยิบเสื้อเชิ้ตแขนยาวแมทช์กับสูทคัตติ้งเนี้ยบที่เข้าชุดกัน แล้วเพิ่มความสนุกด้วยนาฬิกาดีไซน์วินเทจที่มีกลิ่นอายของความสปอร์ตอย่างการใช้สายผ้า ก็จะได้ลุคสมาร์ทแคชชวลที่ดูมีความคล่องตัว และกระฉับกระเฉงขึ้น

ถัดมาที่ ลุคของคนรักกิจกรรมกลางแจ้ง ที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาหรือการผจญภัย แน่นอนว่านาฬิกาจะต้องเป็นไอเทมที่ขาดไม่ได้ โดยอาจจะเลือกสวมเสื้อยืดลายพิมพ์สีสันสดใสกับกางเกงขาสั้นผ้าใส่สบายก็สามารถสร้างลุคให้ดูโดดเด่นขึ้นได้ จากนั้นเติมเต็มลุคด้วยนาฬิกาคู่ใจที่สามารถใส่ลุยได้ในทุกกิจกรรมด้วยดีไซน์ที่มีความแข็งแกร่ง และทนทานต่อทุกสภาพอากาศ

ปิดท้ายที่ ลุคสำหรับวันสบายๆ (Everyday look) ที่สามารถแมทช์เสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีเอิร์ธโทนกับกางเกงยีนส์ขายาว หรือกางเกงสแล็ค แล้วหยิบนาฬิกาที่เหมาะสำหรับการใส่ไปในวันพักผ่อน อย่างนาฬิกาหน้าปัดทรงกลม ดีไซน์คลาสสิก สายผ้ามาสวมใส่ ก็จะได้ลุคสำหรับวันพักผ่อนที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น

พบกับเรือนเวลาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์แบรนด์ MIDO นาฬิกาดีไซน์หรูคุณภาพมาตรฐานตามแบบฉบับ Swiss made ได้แล้ววันนี้ที่เคาน์เตอร์ MIDO เซ็นทรัล, โรบินสัน, เดอะมอลล์ และตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ หรือสั่งผ่านทางออนไลน์ MIDO Official Store ใน Shopee และ Lazada และติดตามรายละเอียดเพิ่มเติ่มได้ที่เว็บไซต์ www.midowatches.com หรือติดต่อได้ที่เบอร์ 02-610-0299

เปิดหัวใจเสาหลักกับการทำงานภายใต้ชุดสีขาว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/666960

วันที่ 01 พ.ย. 2564 เวลา 11:20 น.เปิดหัวใจเสาหลักกับการทำงานภายใต้ชุดสีขาวเบื้องหลังการทำงานหนักของคนที่มีใจรักในการช่วยเหลือผู้อื่น เปิดหัวใจเสาหลักอาจารย์พยาบาล กับบทบาทการทำงานอย่างทุ่มเทภายใต้ชุดสีขาว และมรสุมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฐานะพยาบาล

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลกต้องทำงานอย่างหนักเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว หนึ่งในนั้นคือพยาบาลที่ถือเป็นอีกเสาหลักในการต่อสู้เคียงข้างผู้ป่วยอย่างไม่ย่อท้อ เพราะต้องทำงานคลุกคลีอยู่กับสถานการณ์บีบคั้นของคนไข้ที่มียอดทะลุหลักหมื่นทุกวันในช่วงที่ผ่านมาตลอด 24 ชม. แม้ตอนนี้ยอดผู้ป่วยจะลดลงแล้ว แต่การทำงานของทีมพยาบาลยังคงต้องขับเคลื่อนต่อไปและด้วยบทบาทหน้าที่ที่ต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงด้านสุขภาพและการทำงานที่ต้องดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยและครอบครัว จึงทำให้อาชีพพยาบาลเป็นอีกหนึ่งงานที่ผู้ทำต้องมีใจรักและทุ่มเท จากภาพเบื้องหน้าที่เห็นจนชินตาว่าพยาบาลคอยดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด แต่เบื้องหลังการทำงานหนักของพยาบาลนั้น มีแรงบันดาลใจอย่างไรบ้าง รศ.ดร.พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์ และ ผศ.ดร.นรีมาลย์ นีละไพจิตร สองอาจารย์พยาบาล ที่สั่งสมประสบการณ์มากกว่า 20 ปี ณ โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี จะเป็นผู้เปิดเผยให้ฟังในบทความนี้

เพราะใจรักในการช่วยเหลือผู้อื่น

รศ.ดร.พูลสุข เจนพานิชย์ วิสุทธิพันธ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า “ตนชื่นชอบการทำกิจกรรมมาตั้งแต่เด็กๆ และชอบช่วยเหลือผู้อื่น พอตอนที่จะต้องเลือกเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย ก็มีความตั้งใจอยากจะทำอาชีพที่ได้ช่วยเหลือผู้คน จึงเลือกเรียนพยาบาล เมื่อเรียนจบจึงได้เลือกมาดูแลคนไข้สามัญ เพื่อที่จะได้ช่วยผู้ป่วยยากไร้ได้ตามความตั้งใจ”

จากเบื้องหน้าสู่เบื้องหลังแห่งการผลักดัน

“หลังจากทำงานเป็นพยาบาลได้ระยะหนึ่ง ก็มีอาจารย์พยาบาลจากโรงเรียนพยาบาลรามาธิบดี ได้ชักชวนให้มาเป็นอาจารย์พยาบาล ตอนแรกก็ลังเล เพราะชอบการทำงานที่ได้อยู่กับคนไข้มากกว่า แต่คิดว่าเป็นโอกาสที่ดี เพราะการเป็นอาจารย์คือการช่วยผลักดันพยาบาลรุ่นใหม่ให้ออกไปดูแลผู้ป่วยต่อไป จึงตัดสินใจรับโอกาสนั้น ช่วงที่เป็นอาจารย์ ได้มีโอกาสไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา พอกลับมาจึงนำเอาความรู้ที่เรียนมาเปิดหลักสูตรพยาบาลศาสตร์มหาบัณฑิต (อินเตอร์เนชั่นแนล) ที่สามารถรับนักศึกษาจากหลากหลายประเทศได้ เช่น พม่า เวียดนาม เนปาล อินโดนีเซีย เป็นต้น หลังจากนั้นก็ย้ายมารับตำแหน่งเป็นรองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จึงริเริ่มให้พยาบาลได้มีโอกาสถ่ายทอดความรู้ทางด้านสุขภาพสู่ประชาชน ผ่าน Rama Channel, YouTube Organization, Line Official ต่างๆ เพื่อให้เนื้อหาด้านสุขภาพเข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น”

พยาบาลนักสร้างสรรค์

“ช่วงแรกที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นช่วงที่ประชาชนมาที่โรงพยาบาลรามาธิบดีเป็นจำนวนมาก เพราะอยากจะตรวจว่าติดเชื้อหรือไม่ ซึ่งประชาชนที่เข้ามามีคำถามเป็นจำนวนมาก และมักจะเป็นคำถามที่ซ้ำๆ กัน จึงมีความคิดว่าน่าจะส่งต่อความรู้ไปถึงประชาชน ดีกว่าให้ประชาชนเดินเข้ามาในโรงพยาบาล จึงได้จัดทำ Covid-19 Call Center ซึ่งเป็นสายด่วนให้ความรู้เรื่อง โควิด-19 และเป็นแห่งแรกในประเทศไทยที่มีการตอบคำถามโดย ทีมอาจารย์พยาบาล เพื่อตอบคำถามและให้ความรู้กับประชาชน ต่อมาพอสถานการณ์การแพร่ระบาดเริ่มรุนแรงและยาวนานขึ้น ผู้คนก็มีความเครียดสะสมเพิ่มขึ้น เพราะได้รับผลกระทบจากเรื่องเศรษฐกิจและสุขภาพ จึงได้เสนอให้อาจารย์ทางด้าน จิตเวช และสุขภาพจิตมาช่วยดูแลตอบคำถาม โดยเฉพาะปัญหาทางด้านจิตใจ ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่างานของพยาบาลยุคใหม่ไม่ใช่แค่การดูแลสุขภาพกายผู้ป่วยเท่านั้น แต่ต้องดูแลไปถึงสุขภาพใจด้วยเช่นกัน” รศ.ดร.พูลสุข กล่าว

กว่าจะสวมหมวกขาว

ผศ.ดร.นรีมาลย์ นีละไพจิตร อาจารย์พยาบาล สาขาวิชาการพยาบาลสุขภาพชุมชน กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการก้าวสู่อาชีพพยาบาลว่า “ในวัยเด็กตนได้ดูละครเรื่อง ‘กว่าจะสวมหมวกขาว’ จึงเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ตนอยากมาเป็น พยาบาล หลังจากเรียนจบก็ได้มีโอกาสลงพื้นที่ไปช่วยดูแลผู้ป่วยในชุมชนต่างๆ ทั้งการทำกิจกรรมร่วมกับสมาคมแพทย์มุสลิม เป็นจิตอาสา และการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงระบบสาธารณสุขได้มากที่สุด จึงเลือกเรียนเพิ่มเติมด้านสาธารณสุขและตัดสินใจมาทำงานที่ ‘หน่วยบริการส่งเสริมสุขภาพและเยี่ยมบ้าน’ เพื่อสานต่อความตั้งใจอยากให้คนไทยเข้าถึงระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพมากที่สุด จากนั้นได้ต่อยอดมาเป็นอาจารย์สาขาวิชาการดูแลสุขภาพชุมชนที่ โรงเรียนพยาบาลรามาธิบดีในปัจจุบัน”

มรสุมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฐานะพยาบาล

“การทำงานในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ของบุคลากรทางการแพทย์ ทุกส่วนหนักขึ้นมากจริงๆ หากเทียบกับตอนที่ได้ออกพื้นที่ในชุมชนนั้น ยังสามารถจัดสรรเวลาในการออกไปทุกครั้งเท่าที่จำเป็นได้ หากวันไหนติดภารกิจก็จะมีทีมคนอื่นไปดูแลแทน แต่ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 นี้ ไม่สามารถหยุดพักได้ และด้วยหน้าที่ที่ต้องดูแลทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ป่วยยิ่งทำให้ ต้องทุ่มเททำงานมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ทั้งคนไข้และพยาบาล ก็ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งในการสู้ไปด้วยกัน” ผศ.ดร.นรีมาลย์ กล่าว

แม้ยอดผู้ติดเชื้อจะลดลง แต่เรายังคงต้องเว้นระยะห่าง ใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือให้บ่อย เพราะเราคงต้องอยู่กับสถานการณ์นี้ต่อไป โรคนี้ยังคงอยู่ และไม่มีใครรู้ว่าจะมีโรคอุบัติใหม่เกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อใด แต่การปรับตัวและดูแลร่างกายให้แข็งแรง และสภาพจิตใจให้ดีก็เป็นอาวุธสำคัญที่จะทำให้เราก้าวต่อไปได้…

เพื่อสนับสนุนการผลิตบุคลากรการแพทย์ที่มีคุณภาพ ขอเชิญร่วมบริจาคสมทบทุนมูลนิธิรามาธิบดีฯ “โครงการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ เพื่อสถาบันการแพทย์จักรีนฤบดินทร์” บริจาคออนไลน์ www.ramafoundation.or.th สอบถามโทร. 02-201-1111

ชวนรู้จักโครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล Digital Cultural Heritage

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/66695

วันที่ 01 พ.ย. 2564 เวลา 10:57 น.ชวนรู้จักโครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล Digital Cultural Heritageร่วมผลักดันวัฒนธรรมไทยสู่โลกดิจิทัล สดช. จับมือ Google Thailand และ Policy Lab เปิดตัวโครงการเพื่อสังคม “Digital Cultural Heritage” กระตุ้นให้เยาวชนหวงแหนมรดกไทย

สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำโดย นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับ นายจิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว หัวหน้าฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์และความสัมพันธ์ภาครัฐ บริษัท Google (ประเทศไทย) จำกัด และนายสัญญา  เศรษฐพิทยากุล ที่ปรึกษาด้านนโยบายสาธารณะ โครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล ร่วมแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ Digital Cultural Heritage หรือโครงการส่งเสริมการถ่ายทอดมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสู่รูปแบบดิจิทัล โดยมีภารกิจเพื่ออนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมไทยให้อยู่ในรูปแบบที่ยั่งยืน ณ เติมสุขสตูดิโอ

ในวันแถลงข่าวได้เปิดตัว 20 ทีมสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบจากทั้งหมด 66 ทีมทั่วประเทศ โดย 20 ทีมสุดท้าย ได้เข้าสู่กิจกรรมค่ายฝึกอบรม (Boot Camp) ร่วมกัน ระหว่างวันที่ 29-31 ตุลาคม มีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย เช่น การบรรยายพิเศษเปิด Hackulture Bootcamp ช่วง Inspiration Talk โดยท่านผู้หญิงสิริกิติยา เจนเซน ในหัวข้อ Storytelling & Technology เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนรุ่นใหม่ตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรมไทย นอกจากนั้น ยังมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการผลิตคอนเทนต์ดิจิทัลจากคุณมิ้นท์ มณฑล กสานติกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ I Roam Alone หลังจากนี้ทั้ง 20 ทีมที่ผ่านเข้ารอบจะต้องสร้างสรรค์ผลงานจริงร่วมกับที่ปรึกษาประจำกลุ่มเพื่อผลิตผลงานจริงในรอบสุดท้าย และตัดสินพร้อมมอบรางวัลและจัดโชว์นิทรรศการในวันที่ 12 มกราคม 2565 ต่อไป

นายภุชพงค์ โนดไธสง เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า “มรดกทางวัฒนธรรม เป็นเอกลักษณ์และมีคุณค่าในการแสดงออกถึงรากฐานและความเป็นมาของชาติ ซึ่งปัจจุบันดิจิทัลได้เข้ามามีส่วนสำคัญในการกำหนดอนาคตและทิศทางในทุกภาคส่วน โครงการนี้จึงได้นำเอาศักยภาพของข้อมูลดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงและเผยแพร่ไปได้ในวงกว้าง มาขับเคลื่อนมรดกทางวัฒนธรรมไทย ให้ไปได้ไกลขึ้น เข้าถึงได้ง่ายและมากขึ้น ได้พัฒนาศิลปวัฒนธรรมต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนและประเทศได้มากขึ้นด้วย”

“ทั้งนี้ สดช. มีความคาดหวังผลใน 3 ด้าน 1.เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน และเยาวชนรุ่นใหม่ ในการผลักดันมรดกทางวัฒนธรรมสู่รูปแบบดิจิทัล  2.เพื่อให้เกิดการรักษาและเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมไว้ได้อย่างยั่งยืน และ 3.เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้าน Digital Manpower ให้บุคลากรของไทยมีความสามารถและมีศักยภาพด้านดิจิทัลในระดับนานาชาติ” นายภุชพงค์  โนดไธสง กล่าว

การดำเนินโครงการนี้ เกิดขึ้นจากการร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา ที่มีส่วนร่วมสนับสนุนดำเนินโครงการ โดยเฉพาะ บริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด ที่ร่วมเป็นพันธมิตรในการดำเนินโครงการในครั้งนี้ โดยเป็นผู้สนับสนุนด้านเทคโนโลยีสำหรับการจัดกิจกรรม รวมทั้งสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ในกิจกรรมต่าง ๆ ตลอดโครงการ

ด้านนายจิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว หัวหน้าฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์และความสัมพันธ์ภาครัฐ บริษัท Google (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “Google มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้เป็นหนึ่งในโครงการนี้ ความตั้งใจของ Google มีอยู่ด้วยกัน 2 ด้านหลักๆ คือ การพัฒนาข้อมูลดิจิทัลเพื่อการศึกษาและการเรียนรู้ และการพัฒนาข้อมูลดิจิทัลเพื่อการค้าและเศรษฐกิจ โดยบทบาทของ Google กับโครงการ Digital Cultural Heritage คือการ แปลงข้อมูลที่มีคุณค่า มีประโยชน์ สู่การเป็นข้อมูลในรูปแบบดิจิทัล เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น และนำไปสู่การต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มได้ดียิ่งขึ้น”  

“ข้อมูลเชิงศิลปวัฒธรรม มีความสำคัญในการสร้างความเข้าใจใน ความแตกต่างและความหลากหลาย” ของคนในสังคมที่อยู่ร่วมกัน หากนำข้อมูลเหล่านี้เข้าสู่ดิจิทัล และใช้ Machine Learning ในการเรียนรู้และเชื่อมโยงข้อมูลที่หลากหลายเหล่านี้ ก็จะทำให้เราได้ค้นพบ “ความเหมือน” ในความแตกต่าง เราจะเกิดความเข้าใจและภาคภูมิใจ อีกทั้งยังสามารถนำองค์ความรู้นี้ มาพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อีกด้วย” นายจิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว กล่าว

นายสัญญา เศรษฐพิทยากุล ที่ปรึกษาด้านนโยบายสาธารณะ การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการโดยผ่านกระบวนการห้องปฏิบัติการนโยบายสาธารณะ (Policy Lab) ได้กล่าวว่า “ขณะนี้ได้คัดเลือกพื้นที่นำร่องแล้วได้แก่ จังหวัดพิษณุโลก เนื่องจากเป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของประเทศ เรามองเป้าหมายเป็นสำคัญว่าเรากำลังจะส่งมอบคุณค่ามรดกไปยังเป้าหมายกลุ่มไหน ซึ่งที่นี่มีมรดกทางวัฒนธรรรมที่มีเรื่องราวอันเป็นเอกลักษณ์ ทั้งวัฒนธรรมในอดีตและวัฒนธรรมร่วมสมัย การจัดกิจกรรม Policy Lab มุ่งหวังให้มีต้นแบบของการกำหนดและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะในยุคดิจิทัล ที่สามารถสร้างคุณค่าได้จริง มีความคล่องตัว มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องและมีความยั่งยืน”

สำหรับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้และแข่งขันเชิงสร้างสรรค์  ได้เชิญชวนนิสิตนักศึกษา อายุระหว่าง 16-24 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับ ปวส. ปริญญาตรีหรือเทียบเท่า มาแข่งขันถ่ายทอดเรื่องราวของมรดกวัฒนธรรมไทยทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ผ่านรูปแบบดิจิทัลคอนเทนต์รูปแบบใดก็ได้ ภายใต้ชื่อโครงการ “Hackulture นวัต…วัฒนธรรม เรียงร้อยวัฒนธรรมไทย…สู่โลกดิจิทัล”  ในหัวข้อ “เห็นแต่ไม่เคยรู้”   ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลรวม 110,000 บาท

BURBERRY เปิดตัว THE HERO CAMPAIGN เผย DNA ความแมนผ่านตัวแทนอย่าง ADAM DRIVER

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/66688

วันที่ 31 ต.ค. 2564 เวลา 12:05 น.BURBERRY เปิดตัว THE HERO CAMPAIGN เผย DNA ความแมนผ่านตัวแทนอย่าง ADAM DRIVERBURBERRY เปิดตัวแคมเปญ HERO น้ำหอมกลิ่นใหม่สำหรับผู้ชายที่ได้ ADAM DRIVER มาเป็นตัวแทนความเป็นผู้ชายสมัยใหม่

“การสร้างกลิ่นหอมเป็นเรื่องเฉพาะตัวและใกล้ตัวมาก และผมรู้สึกถึงความพิเศษนี้โดยเฉพาะกับ Hero ซึ่งเป็นน้ำหอมกลิ่นแรกของผมสำหรับ BURBERRY ผมต้องการให้ Hero เป็นตัวแทนความเป็นผู้ชายสมัยใหม่ โดยเล่นกับแก่นแท้ของสัญชาติญาณดิบของมนุษย์และสัตว์ โดยถ่ายทอดความแตกต่างสุดขั้วระหว่างความแข็งแกร่งและความอ่อนไหว ผมตื่นเต้นมากที่ได้ร่วมงานกับ Adam Driver ในการสร้างสรรค์ Hero ให้กับแบรนด์ – เขาสามารถสะท้อนเป็นชายในปัจจุบันได้อย่างลึกซึ้งจนน่าเหลือเชื่อ เขาสามารถสื่อให้เห็นว่าเบื้องหลังความแข็งแกร่งนั้นบอบบางเพียงใด และความอ่อนไหวของอารมณ์ซึ่งสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ เหมือนกับ โธมัส เบอร์เบอรี่ ผู้ก่อตั้งของเรา ซึ่งเป็นผู้ชายที่ยกย่องความสมดุลนั้นอยู่เสมอ โดยใช้ม้าอันทรงพลังแต่โรแมนติกเป็นสัญลักษณ์สำหรับแบรนด์ จนกลายเป็นดีเอ็นเอของแบรนด์ ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจมากมายจวบจนปัจจุบัน” ริคคาร์โด้ ทิชชี ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของเบอร์เบอรี่

BURBERRY เปิดตัวแคมเปญ Hero น้ำหอมกลิ่นใหม่สำหรับผู้ชาย นำแสดงโดย Adam Driver แคมเปญนี้นำเสนอชายผู้แสวงหาอิสรภาพและการเปลี่ยนแปลงให้กับตัวเอง ไม่จมอยู่กับอคติ แสวงหาเสรีภาพ การเปลี่ยนแปลง และพลังงานของผู้ชาย รู้จักตัวเองและเคารพในความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติ

“ผมมีความสุขมากที่ได้ร่วมงานกับ BURBERRY ในแคมเปญน้ำหอม Hero และดีใจมากที่ได้ร่วมงานกับ Riccardo Tisci และยังได้เป็นตัวแทนของน้ำหอมกลิ่นแรกของเขาสำหรับแบรนด์อีกด้วย” Adam Driver

ผลงานสุดพิเศษครั้งนี้กำกับการแสดงโดย Jonathan Glazer และถ่ายภาพโดย Mario Sorrenti Adam Driver ที่ลึกลับและชอบการผจญภัยตั้งอยู่ท่ามกลางความงามอันน่าเกรงขามของธรรมชาติ อดัมรวบรวมจิตวิญญาณของน้ำหอม เปิดรับเสรีภาพในการแสดงออกและความงามของความขัดแย้ง อาทิ ความแข็งแกร่งแต่ละเอียดอ่อน ทรงพลังแต่อ่อนโยน แข็งแรงและสร้างสรรค์

สำหรับแคมเปญนี้ Riccardo Tisci และ Jonathan Glazer ร่วมมือกันท้าทายทัศนคติความเป็นชายแบบดั้งเดิม โดยนำม้าและมนุษย์ มาสร้างตำนานบทใหม่ที่ทันสมัย ภาพของม้าสีเบจอันทรงพลังกับแนวชายฝั่งอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นฉากหลังให้กับ Adam Driver ในการสำรวจและค้นหาดีเอ็นเอของความขัดแย้งที่ลงตัวของ Riccardo Tisci และพลังของอาณาจักรแห่งสัตว์โลก อุปมาให้มนุษย์กลายเป็นสัตว์ในตำนานแห่งท้องทะเลที่สง่างามและทรงพลัง แคมเปญนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของชายคนหนึ่งที่กระโจนเข้าสู่สิ่งแปลกใหม่ เอาชนะการต่อสู้และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่า ในขณะที่ยังคงซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ภาพคน ม้า และแนวชายฝั่งอันกว้างใหญ่สะท้อนดีเอ็นเอของแบรนด์ได้อย่างไร้ที่ติ

BURBERRY Hero มอบสัมผัสกลิ่นหอมสดชื่นมีพลังของเบอร์กาม็อทอันเปล่งประกาย ซึ่งเติมพลังด้วยกลิ่นสะอาดสดชื่นของจูนิเปอร์และพริกไทยดำ พร้อมยังมอบกลิ่นหอมล้ำลึกอันอบอุ่นของซีดาร์วูดที่มาจากต้นกำเนิดที่แตกต่างกันสามแห่ง ได้แก่ เวอร์จิเนีย แอตลาส และหิมาลัย

“BURBERRY Hero แสดงถึงความขัดแย้งสุดขั้วระหว่างความแข็งแกร่งและความอ่อนไหว กลิ่นที่จะเป็นตัวแทนของความคลาสสิคเหนือกาลเวลาของ Burberry และในขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกถึงความทันสมัย ที่ผสมผสานความเป็นสากลเข้ากับเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์ได้อย่างลงตัว เป็นกลิ่นหอมที่สะท้อนสัญชาตญาณความเป็นสัตว์ที่แฝงตัวภายใต้บุคคล ในขณะเดียวกันก็แสดงถึงความเป็นมนุษย์ที่แท้จริง” Aurelien Guichard นักปรุงน้ำหอม

ด้านดีไซน์ขวดน้ำหอมมีความแข็งแรงและทันสมัย สะท้อนกลิ่นหอมที่บรรจุอยู่ รูปร่างและมุมของขวดคือการตีความใหม่ของกีบม้าที่เป็นนามธรรม โดยสลักโลโก้ Burberry โค้งมน โดดเด่นด้วยลายนูน TB Monogram ซึ่งอ้างอิงถึงผู้ก่อแบรนด์

พบกับน้ำหอม BURBERRY Hero 150 ml ราคา 5,000 บาท, 100 ml ราคา 4,400 บาท, 50 ml ราคา 3,000 บาท ได้แล้ววันนี้ที่เคาน์เตอร์น้ำหอม BURBERRY ทุกสาขาทั่วประเทศ BURBERRY Beauty Counter เซ็นทรัลลาดพร้าว เซ็นทรัลชิดลม สยามพารากอน เอ็มโพเรียม เดอะมอลล์ งามวงศ์วาน และสยาม ทาคาชิมายา และร้าน Sephora ทุกสาขา หรือทางเว็บไซต์ sephora.co.th และ central.co.th 

#BurberryBeauty

#BurburryHero

6 เทคนิคเตรียมใจลูกให้พร้อมก่อนเปิดเทอม on site

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/66686

วันที่ 31 ต.ค. 2564 เวลา 09:20 น.6 เทคนิคเตรียมใจลูกให้พร้อมก่อนเปิดเทอม on siteพญ.ดวงรัตน์ วังเกล็ดแก้ว กุมารแพทย์ที่ปรึกษาศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช แนะ 6 เทคนิคเตรียมใจลูกให้พร้อมก่อนเปิดเทอม on site

เป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้เด็ก ๆ ไม่ได้ไปโรงเรียน ต้องเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์แทน ซึ่งนำไปสู่ปัญหาความเครียดต่าง ๆ ทั้งกับตัวเด็กเองที่เกิดจากการเรียนออนไลน์และกับผู้ปกครองที่ต้องทำหน้าที่ครูจำเป็น คอยสอนและกำกับติดตามการเรียนของลูก จนมาช่วงนี้ที่รัฐบาลควบคุมสถานการณ์โควิดได้ดีขึ้น เริ่มมีมาตรการผ่อนคลายการล็อคดาวน์ รวมถึงการเร่งฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุมกันไวรัสโควิดให้แก่เด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดเรียนที่โรงเรียนในเร็ววันนี้ อย่างไรก็ตาม เราทุกคนรวมถึงเด็ก ๆ ยังควรปฏิบัติตัวตามหลักป้องกันการติดเชื้อโควิด เช่น สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเมื่ออยู่นอกบ้าน ล้างมืออย่างถูกวิธีบ่อย ๆ และรักษา social distancing เหมือนเดิม เพราะนั่นก็คือสิ่งสำคัญของการเตรียมตัวลูกทางด้านร่างกายเพื่อป้องกันโควิด

ในส่วนของจิตใจ เด็ก ๆ เคยชินกับการอยู่บ้าน เจอแต่คนในครอบครัว ไม่มีโอกาสใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเพื่อนและครู รวมถึงระเบียบวินัยในชีวิตประจำวันตอนเรียนออนไลน์ที่บ้านอาจไม่เคร่งครัดเหมือนตอนไปเรียนที่โรงเรียน ที่ต้องตื่นเช้า แต่งตัวใส่ชุดนักเรียน ปฏิบัติตามกฏระเบียบของโรงเรียน ดังนั้นเมื่อต้องกลับสู่รั้วโรงเรียนอีกครั้ง เด็ก ๆ คงต้องปรับตัวปรับใจกันยกใหญ่ โดยเฉพาะในเด็กเล็กวัยอนุบาลที่อาจจะยังมีความกังวลในการแยกจากบ้านมากกว่าเด็กโต และด้วยความที่อยู่บ้านนาน ไม่ค่อยเจอคนแปลกหน้า ในเด็กโตเองอาจกังวลเรื่องการติดเชื้อโควิดเมื่อออกนอกบ้าน หรือในเด็กทุกวัยที่มีพื้นนิสัยเป็นคนขี้กังวลอยู่เดิม ปัจจัยเหล่านี้จะยิ่งทำให้เด็ก ๆ เหล่านี้ยิ่งต้องปรับตัวปรับใจอย่างมากในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการเรียนอยู่บ้านกลับไปสู่โรงเรียน

เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยลูกเตรียมใจให้พร้อมก่อนกลับไปเรียนที่โรงเรียน พญ.ดวงรัตน์ วังเกล็ดแก้ว กุมารแพทย์ที่ปรึกษาศูนย์สุขภาพเด็ก โรงพยาบาลนวเวช จึงมีคำแนะนำมาฝาก ดังนี้

1. ใส่ใจรับฟังความกังวลใจของลูกโดยไม่รีบตัดสิน ปฏิเสธความรู้สึก หรือรีบสอน

ในเด็กโตที่คุยได้แล้ว เด็กอาจจะบอกพ่อแม่ได้ชัดเจนถึงความกังวล ความไม่สบายใจต่าง ๆ จากการต้องไปโรงเรียน ขอให้พ่อแม่ใส่ใจรับฟังโดยไม่รีบตัดสินแทนลูกว่าควรรู้สึกหรือรู้สึกอย่างไร อาจพูดสะท้อนความรู้สึกของลูกตามจริงที่เราสัมผัสได้ได้ว่า “ลูกดูไม่สบายใจที่จะไปโรงเรียน เล่าให้แม่ฟังสิคะว่ากังวลเรื่องอะไรบ้าง”

ในเด็กเล็กที่ยังพูดบอกความรู้สึกได้ไม่ชัดเจน เด็กอาจจะงอแง หงุดหงิด ติดพ่อแม่มากขึ้น พัฒนาการถดถอยลงได้ เช่น ไม่ยอมตักข้าวทานเองทั้งที่ทำได้แล้ว อาจจะควบคุมการขับถ่ายได้ไม่ได้เท่าเดิม ให้พ่อแม่รับรู้ว่านั่นเป็นการแสดงออกของความกังวล ความไม่สบายใจของเด็ก

2. มีท่าทีที่สงบ เป็นที่พึ่งทางใจของลูก

แม้เด็กจะมีความความกังวลหรือความสับสนในการกลับไปโรงเรียน ท่าทีที่สงบ หนักแน่น ปราศจากความกังวลของพ่อแม่ จะช่วยลดความเข้มข้นของความรู้สึกไม่ดีของลูกลงได้ แต่หากท่าทีของพ่อแม่ยิ่งกังวล เด็ก ๆ จะยิ่งถูกเร้าให้เกิดความรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น เพราะพ่อแม่มีอิทธิพลในการ set บรรยากาศทางอารมณ์ในบ้าน หากผู้ใหญ่กังวลก็ไม่ควรแสดงท่าทีกังวลออกไปให้ลูกรับรู้ คำถามประเภท “ลูกกลัวไหมที่จะกลับไปเรียนที่โรงเรียน” หรือคำพูดเตือนแบบ “ลูกต้องระวังตัวทุกฝีก้าวนะ เพราะลูกจะติดโควิดจากการไปโรงเรียน” เป็นการสื่อสารความกังวลของเราให้ลูกรู้ ซึ่งไม่เกิดผลดีต่อจิตใจลูกเลย หากผู้ใหญ่กังวลใจ ควรจะพูดคุยปรึกษาและหาทางจัดการแก้ไขหรือหาทางป้องกันปัญหากันเองจะดีกว่า

3. สอนลูกให้มองโลกแง่ดี

– ชวนลูกคุยถึงข้อดีของการไปเรียนที่โรงเรียน เช่น ได้เจอเพื่อน เจอครู ได้ทำกิจกรรมสนุกสนาน

– การที่ลูกรู้วิธีการป้องกันตัวเองจาการติดเชื้อโควิด จะช่วยให้ลูกมีสุขภาพแข็งแรง ลดการเจ็บป่วยจากโรคอื่นได้อีกด้วย เพราะอย่าลืมว่านอกจากโควิดแล้ว ยังมีโรคติดเชื้ออื่น ๆ ที่ทำให้เด็กป่วยได้บ่อย เช่น ไข้หวัดใหญ่ มือ เท้า ปาก อุจจาระร่วง โรคติดเชื้อเหล่านี้ป้องกันได้โดยการรักษาสุขอนามัยส่วนตัว เช่น ล้างมือบ่อย ๆ สวมหน้ากากอนามัยอย่างถูกวิธี อยู่ห่างจากคนอื่น และไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับคนอื่น

– ในเด็กเล็กที่มีความกังวลที่ต้องจากพ่อแม่ หรือจากบ้าน ให้พูดบอกลูกง่าย ๆ ว่า “ตอนที่หนูอยู่ที่โรงเรียน พ่อแม่อยู่ที่ทำงาน / อยู่ที่บ้าน / ทำงานบ้าน / ไปตลาด….. พอบ่าย 2 แม่จะมารับหนูเลยค่ะ” การบอกเด็กแบบนี้ จะช่วยลดความกังวลเมื่อเด็กได้รู้ว่าเราอยู่ที่ไหน และจะมารับเขาเมื่อไหร่

– ในเด็กเล็ก อนุญาตให้ลูกหยิบของรักของหวงหรือของเล่นชิ้นโปรดจากบ้านติดมือมาที่โรงเรียนด้วย จะทำให้ลูกอุ่นใจ คลายกังวลลงไปได้บ้างเมื่อต้องแยกจากพ่อแม่

4. ฝึกเด็กเล็กให้อยู่เองลำพัง

เด็กวัยอนุบาลที่เดิมมีคนอยู่ด้วยตลอด ลองฝึกให้เด็กนั่งเล่นอยู่ในห้องคนเดียวสักระยะหนึ่ง เริ่มที่ 5-10 นาทีก่อน โดยผู้ใหญ่ทำงานบ้านหรือทำธุระอยู่อีกห้องหนึ่งโดยเด็กรู้ว่าผู้ใหญ่อยู่ตรงไหนหากต้องการเดินไปหา หากเด็กอยู่ได้ก็ค่อยเพิ่มเวลาขึ้นเรื่อย ๆ หรือการให้เด็กได้อยู่กับผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ที่พ่อแม่ไว้ใจบ้าง ก็เป็นการฝึกการอยู่ร่วมกับคนอื่นไปทีละน้อย

5. จัดระเบียบกิจวัตรประจำวันให้เด็ก

พ่อแม่ควรจัดตารางกิจวัตรประจำวันให้เด็กทำตามอย่างสม่ำเสมอ สิ่งนี้จะทำให้เด็กมีวินัย และรู้จักเวลา ควรกำหนดเวลาตื่นนอน ทานมื้ออาหารหลัก อาหารว่าง เวลาเล่น เวลานอน ให้ลูกทำตามทุกวัน เวลาที่แน่นอนแบบนี้จะดีกับลูกมาก เพราะไม่ว่าสถานการณ์ภายนอกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จะเปิดเทอม จะปิดเทอม เด็กจะปรับตัวและควบคุมตัวเองได้ดีกว่า

6. สอนลูกให้รู้จักยืดหยุ่น ปรับความคิดรับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

เนื่องจากรัฐเพิ่งเริ่มผ่อนคลายล็อคดาวน์ คงต้องมีการติดตามสถานการณ์และประเมินมาตรการกันอยู่ตลอด แผนการอาจจะเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ในยามที่ความไม่แน่นอนมีอยู่ พ่อแม่ควรจะปรับความคิดตัวเองและเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกในการเปิดรับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น เช่น เปิดเทอมไปโรงเรียนได้ 2 อาทิตย์ โรงเรียนอาจจะต้องปิด 2 อาทิตย์เนื่องจากมีการระบาด เด็กต้องกลับมาเรียนออนไลน์อีก เรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่พ่อแม่และเด็กควรเตรียมใจไว้เสมอ จะได้ไม่หงุดหงิด สับสน และไม่ทำให้เด็กตื่นกลัวหรือผิดหวังเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น อาจบอกลูกว่า “ตอนนี้ต้องดูเป็นวันต่อวัน แผนการอาจจะเปลี่ยนตามสถานการณ์นะลูก ช่วงนี้ยังไม่แน่นอน ต้องเป็นแบบนี้ไปก่อนนะจ๊ะ”

เด็กๆ ส่วนใหญ่ต่างก็อยากกลับไปเรียนที่โรงเรียนคงปรับตัวได้ไม่ยาก เพราะเบื่ออยู่บ้าน อยากเจอเพื่อน อยากออกนอกบ้าน ทำกิจกรรมต่าง ๆ สนุกกว่าอยู่บ้าน

โดยทั่วไปเด็กจะใช้เวลาปรับตัวในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ประมาณ 2-3 อาทิตย์ ก็จะอยู่ตัว ไปโรงเรียนอย่างปกติสุข แต่หากเวลาผ่านไป 1 เดือนแล้ว ลูกยังปรับตัวไม่ได้ ไม่อยากไปโรงเรียน ดูมีความทุกข์ใจจากการไปโรงเรียน ควรพาลูกมาปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการปรับตัวไม่ได้นี้ว่าเกิดจากอะไร เพื่อจะได้ทำการช่วยเหลือได้ทันที

ตัวช่วยเพื่อผมสวยเสกได้ กับ 2 ไอเท็มใหม่สุดปังแห่งปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/work-life-balance/66684

วันที่ 30 ต.ค. 2564 เวลา 13:10 น.ตัวช่วยเพื่อผมสวยเสกได้ กับ 2 ไอเท็มใหม่สุดปังแห่งปีผมสวยง่าย แห้งไว ไม่ใช้ความร้อนสูง ไม่ทำร้ายเส้นผมและหนังศีรษะ เลอซาช่า ส่ง 2 ไอเท็มใหม่สุดปังแห่งปี เนรมิตผมสวยเหมือนเสกได้ ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ด้วยสุดยอดเทคโนโลยี BIO-CERAMIC และ Hybrid เจ้าแรกเจ้าเดียวในไทย

เรียกได้ว่าเป็นผู้นำเทรนด์และนวัตกรรมอุปกรณ์จัดแต่งทรงผมอันดับต้นๆ ในประเทศไทยเลย สำหรับ เลอซาช่า ที่มาด้วยคอนเซ็ปต์ “You Care Your Heart, LESASHA Cares Your Hair – เลอซาช่าใส่ใจ … ไม่ทำร้ายผม” ล่าสุดเปิดตัว 2 ไอเท็มดูแลเส้นผมสุดยอดนวัตกรรมแห่งปีที่สาวๆทุกคนต้องร้องกรี๊ด กับไดร์เป่าผม เลอซาช่า ลักซ์ ไอออนพลัส ไบโอเซรามิก (LESASHA LUXE ION PLUS BIO-CERAMIC HAIR DRYER) และหวีไดร์เลอซาช่า ลักซ์ ไฮบริด สไตลิ่ง (LESASHA LUXE HYBRID STYLING BRUSH) ผลิตภัณฑ์เพื่อการถนอมเส้นผมและหนังศีรษะ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงสุด ซึ่ง 2 ไอเท็มนี่น่าสนใจแคไหน ไปดูกัน

ไดร์เป่าผมที่ให้มากกว่าแห้งไว โดยไม่ใช้ความร้อนสูง กับ เลอซาช่า ลักซ์ ไอออนพลัส ไบโอ เซรามิก (LESASHA LUXE ION PLUS BIO-CERAMIC HAIR DRYER) ไอเท็มเด็ดที่สาวๆ ทุกคนไม่ควรพลาด เพื่อการถนอมเส้นผมและหนังศีรษะ ด้วยเทคโนโลยี BIO-CERAMIC ช่วยให้ผมแห้งเร็ว คงความชุ่มชื้น ไม่ทำร้ายเส้นผม และไม่ต้องใช้ความร้อนสูง ให้ผมนุ่มสลวยได้ ด้วยเทคโนโลยีตะแกรงความร้อนที่ทำจากหินไบโอ-เซรามิก จึงแตกต่างจากไดร์เป่าผมทั่วไปที่ทำจากตะแกรงเหล็ก เพราะช่วยเปลี่ยนความร้อนเป็นคลื่น FAR-INFRARED เข้าแทรกซึมถึงแกนผม ช่วยให้ผมแห้งเร็ว ชุ่มชื้น ไม่ทำร้ายเส้นผม ผสานเข้ากับเทคโนโลยีไอออนิคแบบคู่ ปล่อยไอออนได้ครอบคลุม 360 องศา ช่วยในการลดไฟฟ้าสถิตและลดการชี้ฟูของเส้นผมให้ดีขึ้น แถมยังปล่อยคลื่นแม่เหล็กในระดับที่ต่ำมาก ไม่ทำลายสมองและระบบประสาท ปลอดภัยต่อแม่และเด็ก พร้อมปุ่มปรับอุณหภูมิแบบปุ่มเดียว สามารถปรับใช้งานอุณหภูมิได้ทุกระดับ และไฟแสดงระดับความร้อนแบบ LED มาพร้อมกับหัวเป่า Diffuser อุปกรณ์เสริมเพื่อการเซ็ตผมลอนและสำหรับผู้ที่ดัดผม ประหยัดไฟยิ่งกว่า เพราะใช้กำลังไฟ 1,200 วัตต์ แต่ประสิทธิภาพการใช้งานเทียบเท่าไดร์เป่าผมกำลังไฟ 1,800 วัตต์ เรียกได้ว่าเป็นไอเท็มเด็ดแห่งปี ที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง เหมาะกับคนรุ่นใหม่ ที่ฉลาดเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง ในราคาจับต้องได้เพียง 2,990 บาท คุ้มค่าทุกการใช้งานแน่นอน

หวีไดร์ไอเท็มที่ช่วยให้การไดร์ผมเป็นเรื่องง่าย ครั้งแรกกับไฮบริดในอุปกรณ์จัดแต่งทรงผม กับหวีไดร์ เลอซาช่า ลักซ์ ไฮบริด สไตลิ่ง (LESASHA LUXE HYBRID STYLING BRUSH) สวยง่ายไม่ทำร้ายผม สามารถปรับเปลี่ยนฟังก์ชั่นได้ดั่งใจ นวัตกรรมใหม่เพื่อการจัดแต่งทรงผมที่รวดเร็ว ไม่ทำร้ายเส้นผม จบ ครบ ในเครื่องเดียว ทั้งหวี ไดร์ หนีบ ปรับได้ถึง 3 โหมดการใช้งาน ได้แก่ 1.โหมดเป่า+หวีจัดแต่งทรง โดยใช้ลมระดับปานกลางสำหรับเป่าหนังศีรษะ และสางผมในขั้นตอนแรกเพื่อไม่ให้เกิดการระคายเคือง 2.โหมด Hybrid เป่า+หวีจัดแต่งทรง ในโหมดนี้เป็นการใช้พลังลมร่วมกับอินฟราเรด และไอออนในการเป่าและจัดแต่งทรงผมอย่างรวดเร็ว พร้อมถนอมเส้นผม 3.โหมดหวีไฟฟ้า (Hot Brush) คือหวีจัดแต่งทรงผมด้วยอินฟราเรดและไอออน สำหรับการจัดแต่งทรงผม นับเป็นอีกหนึ่งไอเท็มเด็ดที่สาวๆรอคอย และเป็นรายเดียวในไทยที่มีครบครันแบบนี้ ด้วยเทคโนโลยีที่แทรกซึมถึงแกนของเส้นผมช่วยให้ผมแห้งเร็วโดยยังคงรักษาความชุ่มชื้นของเส้นผมและหนังศีรษะ ลดไฟฟ้าสถิต และลดการชี้ฟูของเส้นผม พร้อมปกป้องเส้นผมจากความร้อน หวีและจัดแต่งทรงได้เรียบลื่น ให้ผมสวยเงางาม พร้อมถนอมและปกป้อง ช่วยให้ผมตรงนุ่มสวย เป็นประกาย เพื่อการจัดแต่งทุกสภาพเส้นผม ทั้งผมแห้ง ผมเปียก ผมชี้ฟูไม่เป็นทรง ผมหยักศก เนรมิตทรงผมให้ออกมาสวยได้ดั่งใจ ในราคาเพียง 3,290 บาท นับว่าคุ้มค่าต่อสาวๆยุคใหม่ที่ใส่ใจตัวเอง และต้องการความรวดเร็ว สะดวกสบายแถมพกพาเครื่องเดียวทำได้หลายทรง

ล่าสุดเลอซาช่ายังได้ดึง KOL สายวาย 7 หนุ่มผมสวยหน้าใสสไตล์เกาหลี ได้แก่ พร้อม ราชภัทร,บอนซ์ ณดล, วิน ธนาคม, เจฟ ณธเดช, ตู้เซฟ กฤตวัฒน์, ปรัชญ์ อิทธิชัยเจริญ และ บีเวอร์ พรรษพล มาร่วมพิสูจน์การใช้งานจริง โดยทั้ง 7 หนุ่มยังได้ร่วมทำกิจกรรมสนุกๆ กับแฟนเพจของ LESASHA อีกด้วย

เพราะเส้นผมเป็นสิ่งที่เราทุกคนไม่ควรมองข้าม เลอซาช่าพร้อมให้ทุกคน ทุกเพศทุกวัย มีเส้นผมที่สวยสุขภาพดี กับนวัตกรรมความสวยงามของเส้นผมในราคาเบาๆ จับจองเป็นเจ้าของกันได้แล้ววันนี้ที่ห้างสรรพสินค้าชั้นนำทั่วไป เซ็นทรัล โรบินสัน เดอะมอลล์ อีฟแอนด์บอย โฮมโปร พาวเวอร์บาย และช่องทางออนไลน์ Shoppee Lazada หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-7360303 และ www.lesasha.comwww.facebook.com/ IG @MyLesasha/ Youtube : Lesasha / Line : @Lesasha