สาขาที่ 5 เปิดแล้ว! “SUSHIRO” สาขา Central Plaza WestGate ร้านซูชิแบบสายพานที่แฟนอาหารญี่ปุ่นต้องลอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670741

วันที่ 16 ธ.ค. 2564 เวลา 08:50 น.สาขาที่ 5 เปิดแล้ว! “SUSHIRO” สาขา Central Plaza WestGate ร้านซูชิแบบสายพานที่แฟนอาหารญี่ปุ่นต้องลองเปิดสาขาใหม่ให้ชาวบางใหญ่ได้ฟิน กับ SUSHIRO ร้านซูชิชื่อดังอันดับ 1 จากประเทศญี่ปุ่น เสิร์ฟความสดรสอร่อยบนสายพาน พร้อมแคมเปญพิเศษประจำเดือนธันวาคม

ภาพ : เฉลิมภพ มีนอก

SUSHIRO ร้านซูชิชื่อดังอันดับ 1 จากประเทศญี่ปุ่น มีสาขามากถึง 600 กว่าสาขาในประเทศญี่ปุ่นและรวมไปถึงอีกหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลี และไทย มีแนวคิดความตั้งใจที่จะให้บริการซูชิแบบต้นตำรับมาตรฐานแบบเดียวกันกับญี่ปุ่น ที่มาในราคาเข้าถึงได้สำหรับลูกค้าคนไทย          

สำหรับ Sushiro เป็นร้านซูชิแบบสายพานที่ลูกค้าสามารถเลือกหยิบซูชิที่อยากทานจากสายพานได้แบบสะดวกสบาย รวดเร็ว และมีความเป็นส่วนตัว โดยราคาเริ่มต้นที่จานละ 40 บาท มีซูชิให้เลือกทานกว่า 100 ชนิด นอกจากนี้ ยังมีเมนูอื่นๆ อาทิ ราเมง อุด้ง ไข่ตุ๋น สลัดกุ้ง ยำแซลมอน มีของทอดมากมายทั้งไก่คาราอาเกะ กุ้งเทมปุระ ไปจนถึของหวานที่พร้อมมาเสิร์ฟให้อิ่มอร่อยกัน และหากเมนูที่ต้องการทานยังไม่มาถึง ลูกค้ายังสามารถเลือกสั่งเมนูที่ต้องการจากทาง Tablet ที่มีประจำทุกโต๊ะได้อีกด้วย เรียกว่า Sushiro ในไทยใช้ระบบที่ทันสมัยเป็นเทคโนโลยีแบบเดียวกับที่ญี่ปุ่น โดยใต้จานซูชิทุกจานจะมี IC Chip ฝังอยู่เพื่อเก็บข้อมูล และหากซูชิจานนั้นอยู่บนสายพานนานเกินกว่า 350 เมตร ก็จะถูกปัดทิ้งอัตโนมัติ เพื่อคงความสดอร่อยของซูชิบนสายพาน

Sushiro สาขา เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต เป็นร้านสาขาที่ 5 ของ Sushiro Thailand โดยร้านตั้งอยู่ที่ ชั้น 2 โซนลานน้ำพุ ติดกับทางเข้า MRT สาขานี้สามารถรองรับลูกค้าได้สูงสุดถึง 212 ท่าน (ในสถานการณ์ปกติที่ไม่ได้จำกัดจำนวนที่นั่งเนื่องจาก COVID-19) มีทั้งแบบโต๊ะและแบบ counter เพื่อรองรับลูกค้าทั้งแบบที่มาเป็นกลุ่ม และมาท่านเดียว

พิเศษตลอดเดือนธันวาคม 2564 Sushiro ทุกสาขายังมีแคมเปญพิเศษของเดือน เป็นแคมเปญอุนิ หรือไข่หอยเม่น ที่มีเฉพาะเดือนนี้หรือจนกว่าของจะหมดเท่านั้น ในราคาเริ่มต้นเพียงคำละ 60 บาท

ลูกค้าที่สนใจมาทานแต่ไม่อยากรอคิวนาน สามารถจองโต๊ะล่วงหน้าได้ทางแอปพลิเคชันของ Sushiro ง่ายๆ เพียงเข้า App Store หรือ Play Store แล้วเสิร์ช ซูชิโร่ เพียงเท่านี้ก็จะได้อิ่มอร่อยแบบไม่ต้องรอคิวแถมสะดวกสุดๆ สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : SUSHIRO THAILAND

MCM Cafe x After You เปิดตัว 3 เมนูใหม่ครั้งแรกของเมืองไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670637

วันที่ 15 ธ.ค. 2564 เวลา 08:25 น.MCM Cafe x After You เปิดตัว 3 เมนูใหม่ครั้งแรกของเมืองไทยแฟชั่นนิสต้าและคาเฟ่ฮอปเปอร์ ต้องไม่พลาด! ครั้งแรกของเมืองไทย เมื่อ MCM Cafe x After You เปิดตัว 3 เมนูเครื่องดื่ม-ของหวานสุดปัง ฟินได้ที่ MCM Cafe เท่านั้น

ความสนุกครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เมื่อเอ็มซีเอ็ม (MCM – Modern Creation München) แบรนด์เครื่องหนังสุดฮิปสไตล์ New School Luxury จากเยอรมนี จับมือกับ อาฟเตอร์ยู (After You) คาเฟ่ขนมหวานอันดับหนึ่งของประเทศไทย เสิร์ฟความสุขให้ได้ฟินกันถ้วนหน้า แปลงโฉมครึ่งหนึ่งของร้าน MCM Boutique สาขาศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ ชั้น G ให้เป็น MCM Café คาเฟ่สุดชิคใจกลางเมือง ที่พร้อมเอาใจเหล่าแฟชั่นนิสต้าและคาเฟ่ฮอปเปอร์ขั้นสุด ทั้งช็อป-ชิล-แชะ แบบครบจบในที่เดียว เริ่มแล้ววันนี้ – 20 มีนาคม 2565

สลิล สุญาณเศรษฐกร ผู้บริหารบริษัท พีพี แกลม จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าแบรนด์แฟชั่นชื่อดังอย่าง MCM ในประเทศไทย กล่าวว่า “การกลับมาของ MCM Café ถือเป็นครั้งที่ 4 แล้ว หลังจากโปรเจกต์ MCM Café ได้ริเริ่มที่ประเทศไทยเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2017 ซึ่งได้รับผลตอบรับอย่างดี แต่ด้วยสถานการณ์ที่ไม่เอื้ออำนวยจึงต้องหยุดพักไป 1 ปี (ปี 2020) และกลับมาจัดอีกครั้งในปีนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 4 ในประเทศไทย และการกลับมาครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ยักษ์ใหญ่ส่งท้ายปีก็ว่าได้  และเพื่อให้ยิ่งใหญ่สมการรอคอย MCM เลือกจับมือกับ After You คาเฟ่ขนมหวานอันดับหนึ่งของไทย เพื่อเสิร์ฟประสบการณ์สุดชิคให้แฟนๆ ของทั้งสองแบรนด์ได้ฟินกว่าที่เคย”

ด้าน เมย์-กุลพัชร์ กนกวัฒนาวรรณ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อาฟเตอร์ ยู จำกัด (มหาชน) เสริมว่า MCM และ After You ได้ร่วมกันคิดค้นเมนูขนมและเครื่องดื่มสุดเอ็กซ์คลูซีฟขึ้นเพื่อเสิร์ฟที่ MCM Café โดยเฉพาะ แต่ละเมนูมาพร้อมจุดเด่น คือ เป็นการนำดีเอ็นเอของ MCM ที่มีสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่น มาผสมผสานกับจุดแข็งของ After You ซึ่งเป็นแบรนด์ที่เด่นทั้งเรื่องรสชาติ และความคิดสร้างสรรค์ เกิดเป็นเมนูใหม่ที่ใครได้ลองต้องติดใจ

สำหรับ 3 เมนูสุดพิเศษ ประกอบด้วย เอ็มซีเอ็ม บัตเตอร์เบียร์ (MCM Butter Beer) ต้อนรับบรรยากาศของเทศกาลแห่งการเฉลิมฉลอง กับซิกเนเจอร์ดริ้งค์ที่ After You คิดค้นมาเป็นพิเศษสำหรับ MCM Café โดยเฉพาะ เพื่อสะท้อนถึงวัฒนธรรมของเยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศต้นกำเนิดของ MCM ด้วยเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ (Alcohol Free) หวาน หอมละมุนกับน้ำบัตเตอร์สกอตช์โซดาท็อปด้วยครีมสด เหมาะสำหรับจิบเป็นเครื่องดื่มเย็นๆ ดื่มแล้วชื่นใจ ช่วยคลายร้อน 

ต่อที่ แฮมแอนด์ชีส ครอฟเฟิล (Ham & Cheese Croffle)  อีกหนึ่งเมนูเด็ดที่เกิดจากการนำเมนูยอดฮิตของ After You มารังสรรค์เป็นรสชาติใหม่ ที่นอกจากจะไม่เคยมีวางขายที่ใดมาก่อนเป็นครั้งแรก ยังเป็นครั้งแรกที่อาฟเตอร์ยูรังสรรค์เมนูครอฟเฟิลในเวอร์ชั่นคาว-หวาน ทำออกมาได้อย่างลงตัว ทั้งรสชาติและรสสัมผัสที่ใครได้ลองต้องติดใจในความกรอบนอกนุ่มใน

และ แอมเบอร์ ครอฟเฟิล  (Amber Croffle) ทีเด็ดของเมนูนี้อยู่ที่ตัวไวท์ช็อกโกแลตคาราเมลสูตรพิเศษที่ราดลงบนครอฟเฟิล นอกจากรสชาติจะเข้มข้นแบบถึงใจ ไฮไลท์ยังอยู่ที่สีของไวท์ช็อกโกแลตคาราเมล ซึ่งได้ถูกรังสรรค์ให้เป็นโทนสีน้ำตาลให้มีเอกลักษณ์ที่คุ้นตา เพราะได้รับแรงบันดาลใจมาจากสีคอนยัค (Cognac) ของแบรนด์ MCM นั่นเอง

นอกเหนือจากความอร่อยที่หาไม่ได้จากที่ไหน MCM Café ยังมาพร้อมอีก 2 ไฮไลท์ที่พลาดแล้วต้องเสียใจ โซน Photo Spot ที่มาพร้อม 2 มุมถ่ายรูปสุดเก๋ อย่างมุม Coffee Trunk ที่นำ Trunk ซึ่งเป็นไอคอนิกของแบรนด์ โดดเด่นด้วยลายวิโซโต้ โมโนแกรม (Visetos Monogram) อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์มาตกแต่ง พร้อมสะกดทุกสายตาอยู่ในมุมที่เด่นที่สุดของ MCM Café อีกมุมที่พลาดไม่ได้ คือ มุม Train Corner ที่นำดีเอ็นเอของแบรนด์ที่สะท้อนถึงไลฟ์สไตล์ของนักเดินทางมาดีไซน์เป็น MCM Coffee Express อย่างลงตัว Outdoor Zone สำหรับลูกค้าที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศมานั่งชิลๆ บริเวณด้านนอก MCM Boutique เก๋กว่าใครด้วยการเลือกใช้ชุดโต๊ะเก้าอี้ ที่ประดับด้วยร่มลายเอ็มซีเอ็ม โลโก้ (MCM Logo) ให้แฟนๆ ได้มาฟินกับเมนูเครื่องดื่มและของหวานแสนอร่อย พร้อมถ่ายรูปเล่น

ดื่มด่ำกับความสนุกครั้งใหม่พร้อมกันได้แล้วที่ MCM Café ณ ร้าน MCM Boutique ศูนย์การค้าเอ็ม  ควอเทียร์ ชั้น G ตึก Helix เริ่มตั้งแต่วันนี้จนถึงวันอาทิตย์ที่ 20 มีนาคม 2565 เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.00–20.00 น.

พาทัวร์ Thailand Pavilion ในงาน World Expo 2020 Dubai

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670415

วันที่ 12 ธ.ค. 2564 เวลา 15:57 น.พาทัวร์ Thailand Pavilion ในงาน World Expo 2020 Dubaiชื่นชมความเป็นไทยในงานใหญ่ระดับโลก โพสต์ทูเดย์ พาเที่ยวชมอาคารแสดงประเทศไทย (Thailand Pavilion) ในงาน World Expo 2020 Dubai ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

World Expo

ยิ่งใหญ่สมกับเป็นงานแสดงนิทรรศการระดับโลก สำหรับงานมหกรรมโลกเวิลด์ เอ็กซ์โป (World Expo) ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้น ณ เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โดยจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อกว่าร้อยปีมาแล้ว ณ สหราชอาณาจักร ใน พ.ศ. 2394 และได้กลายเป็นงานระดับนานาชาติที่จัดขึ้นทุก 5 ปี โดยหมุนเวียนประเทศเจ้าภาพในหมู่ประเทศภาคีสมาชิกของสำนักงานมหกรรมโลก (Bureau of International Expositions หรือ BIE) มีวัตถุประสงค์หลักในการให้การศึกษาแก่สาธารณชน ด้วยการแสดงถึงนวัตกรรมล่าสุด ความก้าวหน้าทางศิลปวิทยาการ ทิศทางการพัฒนาในอนาคต และการให้ความช่วยเหลือแก่มวลมนุษย์ ทั้งยังเปิดโอกาสให้สาธารณชนมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของกันและกัน พร้อมเรียนรู้ความก้าวหน้า และพัฒนาการของศาสตร์แขนงต่างๆ ตลอดจนเทคโนโลยี ภูมิปัญญาท้องถิ่น มรดกทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

World Expo 2020 Dubai

งาน World Expo 2020 Dubai นับเป็นงานแสดงนิทรรศการระดับโลกที่จัดขึ้นเป็นครั้งแรกในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีประเทศต่างๆ เข้าร่วมงาน World Expo ครั้งนี้ จำนวน 192 ประเทศ พร้อมองค์กรพัฒนาเอกชน และผู้ให้การสนับสนุนต่างๆ ซึ่งจัดขึ้นภายใต้แนวคิดหลัก  Connecting Minds, Creating the Future หรือ เชื่อมความคิด สร้างอนาคต เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าด้วยการเชื่อมโยงระหว่างผู้คน องค์กร และประเทศต่างๆ รวมถึงแบ่งปันความรู้ความก้าวหน้าทางนวัตกรรม และกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจในการร่วมมือกันสร้างสรรค์อนาคตอย่างยั่งยืน โดยแนวคิดในการจัดงานครั้งนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อย่อย ได้แก่

  1. โอกาส (Opportunity)
  2. การขับเคลื่อน (Mobility)
  3. ความยั่งยืน (Sustainability)

Thailand

สำหรับประเทศไทย เข้าร่วมแสดงนิทรรศการระดับโลก World Expo 2020 Dubai ครั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เป็นหน่วยงานหลักในการรับผิดชอบและเป็นตัวแทนประเทศไทยในการเข้าร่วมจัดแสดงนิทรรศการ (จัดขึ้นระหว่าง 1 ตุลาคม 2564 – 31 มีนาคม  2565) รวมระยะเวลาทั้งสิ้น 6 เดือน ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักและความเชื่อมั่นในศักยภาพการพัฒนาด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัลในมิติต่างๆ ของประเทศไทย รวมถึงกระชับความสัมพันธ์ด้านการต่างประเทศ และนโยบายอื่นๆ ของรัฐบาลไทยกับนานาประเทศ

สำหรับอาคารแสดงประเทศไทย ขึ้นแท่นไฮไลท์เวิลด์เอ็กซ์โป 2020 ดูไบ โดยงานใหญ่ของประเทศไทยใน “วันชาติไทย Thai National Day” (วันที่ 5 ธันวาคม) ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ทางอาคารแสดงประเทศไทยจะได้หยิบยกอัตลักษณ์และเสน่ห์ของวัฒนธรรม รวมถึงประเพณีอันล้ำค่าของไทย ภายใต้แนวคิด Miracle of Smile มหัศจรรย์แห่งรอยยิ้ม มาแสดงสู่สายตาประเทศสมาชิกทั่วโลก ที่ Al Wasl Plaza โดมหลักใจกลางงานเวิลด์เอ็กซ์โปในครั้งนี้ นอกจากนี้ ยังมีการแสดงประจำวันบริเวณด้านหน้าอาคารแสดงประเทศไทยให้นักท่องเที่ยวได้ตื่นตาตื่นใจในทุกๆ วัน 

Thailand Pavilion อาคารแสดงประเทศไทย

อาคารแสดงประเทศไทย หรือ Thailand Pavilion เป็นหนึ่งในอาคาร Self-Build Pavilion ตั้งอยู่โซน Mobility ซึ่งมองเห็นโดดเด่นเพราะขนาดที่ใหญ่ และตั้งอยู่ใกล้กับ Mobility Pavilion โดยมีขนาดพื้นที่ 3,606 ตรม. หรือ 2.25 ไร่ ซึ่งถือเป็นพื้นที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยเข้าร่วมในงานเวิลด์เอ็กซ์โป อาคารแสดงประเทศไทยนำเสนอภายใต้แนวคิด “การขับเคลื่อนสู่อนาคต” (Mobility for the Future) เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคต (Creating the Future) และเป็นเวทีประกาศศักยภาพการเป็นผู้นำเทคโนโลยีดิจิทัลของไทยในเวทีระดับโลก ผ่านการพัฒนาด้านดิจิทัลของประเทศไทยในมิติ Digital for Development ต่อยอดจากประเทศที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลก ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของดินแดนสุวรรณภูมิและวัฒนธรรมอันโดดเด่นแบบสยามเมืองยิ้ม ไปสู่การเป็นศูนย์กลางการพัฒนาด้านดิจิทัลที่สามารถเชื่อมต่อทุกคนไปยังทุกที่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยภายในอาคารแสดงประเทศไทย แบ่งการนำเสนอออกเป็น 4 ห้องนิทรรศการหลักด้วยเทคนิคพิเศษต่างๆ เพื่อความน่าสนใจ

การออกแบบอาคารแสดงประเทศไทยได้นำเอาเสน่ห์ของคนไทยมาร้อยเรียงอยู่ในทุกองค์ประกอบ เพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้เข้าชมตั้งแต่แรกเห็นผ่านดอกไม้ไทยคือ ดอกรัก ซึ่งเปรียบเสมือนการต้อนรับอันอบอุ่นจากคนไทย โดยดอกไม้ยังเป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อถึงการพัฒนาที่แผ่ขยายในวงกว้าง เปรียบเสมือนเกสรดอกไม้ที่แผ่กระจายและส่งต่อการเจริญเติบโตต่อไป

สีทอง เป็นสีหลักของตัวอาคารฯ แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และแหล่งอารยธรรมของประเทศไทยตั้งแต่ครั้ง “สุวรรณภูมิ” อาณาจักรไทยที่ยิ่งใหญ่เปี่ยมไปด้วยอารยธรรมยาวนานในอดีต และคนไทยนิยมใช้สีทองเป็นสีของอาคารเครื่องยอดต่างๆ เพื่อแสดงถึงความสำคัญของอาคารแห่งนั้น ตัวอาคารโดดเด่นด้วยลวดลายการถักทอคล้ายม่านดอกไม้ (ดอกรัก) เพื่อสื่อถึงการเชื่อมต่อ หรือ Connecting Minds ของคนไทยในยุคดิจิทัล และยังดึงเอาเอกลักษณ์อันโดดเด่นของสถาปัตยกรรมไทยอย่างศาลาหน้าจั่ว ซึ่งมีลักษณะคล้ายการไหว้ที่งดงามมาเป็นทางเข้าตัวอาคารที่พร้อมเปิดต้อนรับทุกคนจากทั่วโลก        

พวงมาลัย คือพวงดอกไม้ที่เกิดจากการนำดอกไม้ใบไม้ชนิดต่างๆ ที่มีกลิ่นหอม มาร้อยเรียงให้เป็นพวงดอกไม้มีสีสันและองค์ประกอบที่อ่อนช้อย งดงาม นำมาใช้ในโอกาสมงคล เช่น ไหว้พระ บิดามารดา ญาติผู้ใหญ่ และที่สำคัญใช้สำหรับการ “ต้อนรับ” ผู้คน และสิ่งหนึ่งที่ทุกคนสามารถรับรู้หรือสัมผัสได้เมื่อได้รับ “พวงมาลัย” คือ “กลิ่นหอม”  จากดอกไม้ รูปแบบของการร้อยมาลัยจึงถูกนำมาใช้ในงานผนังตกแต่งของอาคาร เพื่อสร้างจินตภาพให้กับผู้เข้าชมอาคาร รับรู้ถึงกลิ่นหอมและรู้สึกถึง “กลิ่นไทย” ด้วยองค์ประกอบที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ทำให้อาคารแสดงประเทศไทย สามารถแสดงถึงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรม และรูปแบบของสถาปัตยกรรมไทยได้อย่างชัดเจน

ประเทศไทยใช้สัญลักษณ์นำโชค MASCOT เป็นตัวการ์ตูนสุดน่ารักในชื่อ “รัก” (RAK) และ “มะลิ”(MALI) มาสคอตสองพี่น้องตัวแทนประเทศไทยทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราวของประเทศไทยสร้างจากแรงบันดาลใจคือดอกรักและดอกมะลิดอกไม้สำคัญของไทยที่ใช้เป็นองค์ประกอบหลักในการร้อยพวงมาลัยเพื่อมอบให้ผู้มาเยือนแสดงถึงมิตรไมตรีและการต้อนรับอย่างอบอุ่นจริงใจ

4 ห้องนิทรรศการภายในอาคารแสดงประเทศไทย

1 : Thai Mobility ผ่านความงดงามของศิลปะไทย

การจัดแสดงในรูปแบบ Walkthrough Exhibition ที่ผู้เข้าชมจะได้พบกับความงดงามตระการตาของ  “เรือพระที่นั่งสุพรรณหงส์จำลอง” ซึ่งเป็นหนึ่งในเรือพระที่นั่งในพระราชพิธีกระบวนพยุหยาตราชลมารค และราชรถในตำนาน ซึ่งเป็นพาหนะเดินทางในวรรณคดีของไทยที่มีความงดงามอย่างยิ่ง

2 :  Mobility of Life น้ำขับเคลื่อนชีวิตไทย

การจัดแสดงในรูปแบบ Aquatic Performance สะท้อนภาพประวัติศาสตร์ สังคม ประเพณี วัฒนธรรม และวิถีชีวิตจากอดีตสู่ปัจจุบัน ภายใต้ร่มพระบารมีของพระมหากษัตริย์ราชวงศ์จักรีทุกพระองค์ ด้วยพระอัจฉริยภาพและโครงการในพระราชดำริ จึงทำให้ประเทศไทยพัฒนากลายเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคพร้อมต้อนรับนานาประเทศที่มาท่องเที่ยว ลงทุน ทำธุรกิจ ฯ 

3 :  Mobility of The Future  การขับเคลื่อนประเทศในยุคดิจิทัล 

การจัดแสดงในรูปแบบ 360 Adventure พาผู้ชมขึ้นโดรน พาหนะแห่งอนาคต เดินทางสู่ภาพอนาคตจำลองของประเทศไทยที่พัฒนาเมืองอัจฉริยะ (Smart City) ทั้ง 7 มิติ ได้แก่ SMART Economy (การเพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจและการลงทุน) SMART Mobility (ระบบการขนส่งและการเดินทางที่ทันสมัย) SMART People (การศึกษาที่เข้าถึงทุกคนไม่ว่าจะอยู่ใกล้หรือไกล) SMART Living (การส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี) SMART Governance (การพัฒนาระบบข้อมูลและการให้บริการภาครัฐ) SMART Environment  (การบริหารจัดการทรัพยากร) และ SMART Energy (การบริหารจัดการด้านพลังงาน) ด้วยความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อผลักดันตัวเองเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีดิจิทัลในภูมิภาคอีกด้วย

4 :  Heart of Mobility  หัวใจหลักของการขับเคลื่อน

การจัดแสดงในรูปแบบ “หนังสั้นจากเรื่องจริง” โดยใช้เทคนิคคือ PYRAMID MOTION PICTURE ผ่านคำบอกเล่าของชาวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทย ในแง่มุมต่างๆ กับเสน่ห์แบบไทยที่สร้างความประทับใจให้ทั่วโลก ซึ่งนั่นคือหัวใจของการขับเคลื่อนประเทศอย่างแท้จริง

ร้านอาหารไทย The Taste of Thai และร้านของที่ระลึก Thai Souk               

ร้าน The Taste of Thai โดย “ลิตเติ้ล แบงค็อก” (Little Bangkok) ซึ่งถือเป็นร้านอาหารไทยยอดนิยมในเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เปิดดำเนินงานโดยคนไทย ซึ่งจะมาให้บริการบริเวณชั้นล่างของอาคารแสดงประเทศไทย บนพื้นที่กว่า 160 ตร.ม. มีการตกแต่งร้านแบบคอนเทมโพรารี่ หรือไทยร่วมสมัย เน้นให้ความสำคัญกับคุณภาพ และวัตถุดิบในการปรุงอาหาร เน้นการปรุงสดใหม่ อาทิ ต้มยำกุ้ง, มัสมั่น, แกงเขียวหวาน, ผัดไท, ผัดเปรี้ยวหวาน,  ผัดกะเพรา, น้ำสมุนไพรและขนมไทยสลับเปลี่ยนตลอดการจัดงาน ส่วน Thai Souk พื้นที่ของที่ระลึกและพื้นที่จัดแสดงสินค้าไทยที่ผ่านการคัดเลือกจากโครงการคัดเลือกสุดยอดสินค้าดี สินค้าเด่นของไทย อาทิ ผลิตภัณฑ์งานหัตถกรรมฝีมือของคนไทย ผลิตภัณฑ์กลุ่มสุขภาพ สปา และเครื่องสำอาง ของที่ระลึก เครื่องประดับ อาหารและเครื่องดื่ม 

กิจกรรมวันพิเศษของอาคารแสดงประเทศไทย

สำหรับกิจกรรมพิเศษของอาคารแสดงประเทศไทย จัดขึ้นภายใต้แนวคิด The Best of Thailand เพื่อนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศไทยเพื่อแสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์และศักยภาพด้านต่างๆ ของประเทศไทยบนเวทีโลก อาทิ วันชาติไทย ซึ่งยังมีโอกาสสำคัญให้ไปชมกันได้อีก ดังนี้

  • 5 มกราคม – 17 กุมภาพันธ์ 2565 เทศกาลดิจิทัลและนวัตกรรม Thailand Digital and Innovation Festival

จัดขึ้นเพื่อแสดงศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมจากการคิดค้นของคนไทยให้ทั่วโลกได้รับรู้ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 นำเสนอโดย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม และ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน)

  • 20 กุมภาพันธ์ – 8 มีนาคม 2565 สัปดาห์พลังงานและสิ่งแวดล้อม Energy and Environment Week

นำเสนอการแสดงนวัตกรรมพลังงานไฟฟ้าเพื่อชีวิตที่ดีกว่าผ่านนิทรรศการแสดงผลงานวิจัย สิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรม ภายใต้แนวคิด “Energy 4.0” นำเสนอโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กระทรวงพลังงาน

  • 11 – 19 มีนาคม 2565 เทศกาลแห่งความสุข Festival of happiness: Thai Happiness Week with “Thai Select”

อาคารแสดงประเทศไทย ส่งต่อความสุข ด้วยการนำผลไม้ไทยตามฤดูกาล มาจัดแสดงและแจกให้แก่ผู้เข้าชมงาน พร้อมกับการออกร้านอาหารไทยที่ได้รับตราสัญลักษณ์ Thai Select เพื่อให้ผู้เข้าชมได้ร่วมสัมผัสมนต์เสน่ห์ของอาหาร และผลไม้ไทย นำเสนอโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองดูไบ กระทรวงพาณิชย์

  • วันสงกรานต์ : 25 มีนาคม 2565
  • เทศกาลสงกรานต์ 23 – 31 มีนาคม 2565 

เทศกาลสงกรานต์   Songkran Festival ส่งท้ายการจัดงาน World Expo 2020 Dubai  ด้วยสัปดาห์แห่งรอยยิ้มและความชุ่มฉ่ำของสายน้ำ ในเทศกาลสงกรานต์  ซึ่งถือเป็นการเฉลิมฉลองวันปีใหม่ของไทยที่ยึดถือปฏิบัติมาแต่โบราณ โดยเชิญชวนให้ผู้เข้าชมงานมาร่วมสัมผัสประสบการณ์ความสนุกเสมือนการเล่นน้ำสงกรานต์ที่ประเทศไทย นำเสนอโดยกระทรวงวัฒนธรรม

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ World Expo 2020 Dubai และ Expo 2020 dubaithailand

.

อัลบั้มภาพ

Zuma Bangkok ชวนเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขและปาร์ตี้ส่งท้ายปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670420

วันที่ 12 ธ.ค. 2564 เวลา 15:05 น.Zuma Bangkok ชวนเฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขและปาร์ตี้ส่งท้ายปีสัมผัสช่วงเวลาแห่งความรื่นเริง เฉลิมฉลองช่วงเวลาแห่งความสุขและปาร์ตี้ส่งท้ายปีแสนพิเศษที่ Zuma Bangkok

ในช่วงเทศกาลวันหยุดที่ทุกคนรอคอยนี้ ซูม่า แบงค็อก (Zuma Bangkok) เชิญชวนทุกคนมาสัมผัสช่วงเวลาแห่งความรื่นเริงไปกับเทศกาลอีกครั้ง ด้วยประสบการณ์การรับประทานอาหารมื้อพิเศษสุดกับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน เริ่มต้นด้วยเฟสทีฟ ดินเนอร์ เมนู (Festive Dinner Menu) ให้อิ่มอร่อยกับซันเดย์บรันช์สุดอลังการแบบไม่อั้น พร้อมด้วยเมนูในช่วงเทศกาลแห่งความสุข รวมถึงนิวเยียร์ อีฟ พรีเมียม เทสติ้ง เมนู (New Year’s Eve Premium Tasting Menu) ที่จะทำให้เต็มอิ่มและเพลิดเพลินกับเทศกาลวันหยุดนี้

วันคริสต์มาสอีฟและวันคริสต์มาส 24-25 ธันวาคม 2564

เฟสทีฟ ดินเนอร์ เมนู (Festive Dinner Menu) ราคา 3,820++ บาท/ท่าน รังสรรค์โดยทีมเชฟมากความสามารถของซูม่า ที่จะนำเสนอเมนูซิกเนเจอร์และเมนูที่ขึ้นชื่อมากมาย เริ่มที่เมนูจานหลัก ได้แก่ ปลาทูน่าเซียร์และคาเวียร์, ซอสวาฟู และดอกฮานะ โฮจิโสะ (Seared Toro With Caviar, Wafu Sauce And Hana Hojiso), ปลาหิมะกับซอสพริกขิง (Chilean Sea Bass With Green Chili Ginger Dressing), เนื้อสันในย่างราดซอสเผ็ดหวานโรยด้วยต้นหอม (Spicy Beef Tenderloin with Sesame, Red Chili And Sweet Soy), ปิดท้ายด้วยเมนูของหวานอันขึ้นชื่อจากเชฟเอ็ดดี้ ลี (Chef Eddy Lee) หัวหน้าเชฟของหวาน ที่ประกอบไปด้วยผลไม้หลากหลาย, ของหวาน,  ไอศกรีม และเชอร์เบท เสิร์ฟมาบนน้ำแข็งอย่างสวยงาม

วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม 2564

พบกับซันเดย์บรันช์ ที่ยาวนานที่สุดและได้รับความนิยมอย่างมากในกรุงเทพฯ รับประทานกันแบบไม่อั้น ราคา 2,180++ บาท/ท่าน ให้คุณเลือกอิ่มอร่อยกับอาหารญี่ปุ่นแบบไม่จำกัด ได้แก่ ทาท่าร์เนื้อเสิร์ฟพร้อมมันหวานทอดกรอบ (Spicy Beef Tartare with Sweet Potato Chips), เทมปุระกุ้งลายเสือและผัก (Black Tiger Prawns and Vegetables Tempura) และไก่คัดพิเศษหมักมิโซข้าวบาร์เล่ย์อบ (Barley Miso Marinated Baby Chicken Oven Roasted On Cedar Wood) และปิดท้ายแบบตื่นตาตื่นใจด้วยของหวานสุดพิเศษของซูม่าสำหรับเทศกาลแห่งความสุขนี้ ซึ่งประกอบด้วยเค้กช็อกโกแลตลาวา และพุดดิ้งขนมปังขิงกับซอสท๊อฟฟี่

เฉลิมฉลองปีใหม่ด้วยมื้ออาหารสุดพิเศษ วันส่งท้ายปีศุกร์ที่ 31 ธันวาคม 2564

ส่งท้ายค่ำคืนสุดพิเศษและเฉลิมฉลองปีใหม่ ซูม่าจะทำให้คุณมีความทรงจำที่แสนประทับใจ ด้วยนิวเยียร์ อีฟ พรีเมียม เทสติ้ง (New Year’s Eve Premium Tasting Menu) ราคา 5,180++ บาท/ท่าน ที่จะรังสรรค์มื้อสุดท้ายของปี 2564 อย่างอลังการ ซึ่งมีไฮไลท์ได้แก่ คริสตัล ซูม่า คาเวียร์ (Kristal Zuma Caviar), เนื้อวากิวแล่บางกับทรัฟเฟิลขาว (Japanese Wagyu Tataki with White Truffle), หอยนางรมคีลลาร์ดูย่างกับเชอร์เบทส้มยูสุและคาเวียร์ (Grilled Gillardeau Oyster with Yuzu Sorbet and Caviar) และข้าวปั้นใส้ปลาโอโทโร่ กับพริกเม็กซิกัน, แตงกวาและเครื่องเทศ (Seared O Toro maki with Jalapeno, Cucumber and Mixed Herbs) 

งานปาร์ตี้ของซูม่ามีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับมายาวนานในเรื่องความอลังการและสนุกสนานควรค่าแก่ความทรงจำ และในวันส่งท้ายปีเก่านี้ที่จะยอดเยี่ยมกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ร่วมต้อนรับปีใหม่ 2565 ด้วยการเฉลิมฉลองและนับถอยหลังไปพร้อมกัน ทุกท่านจะได้สัมผัสกับบรรยากาศของความสนุกสนานแต่ยังคงความหรูหรา พร้อมเพลิดเพลินไปกับแชมเปญ Roederer Cristal 2009 แบบไม่อั้น (ราคา 9,980++ บาท/ท่าน) และดนตรีสดโดยเหล่าศิลปินชั้นนำตลอดค่ำคืนเพื่อให้ทุกคนได้อิ่มเอมกับการปาร์ตี้อย่างเต็มที่และเข้าสู่ช่วงเวลาของการนับถอยหลังเข้าสู่ปีใหม่

% Arabica : See the World through Coffee เมื่อกาแฟหลอมรวมเข้ากับไลฟ์สไตล์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670411

วันที่ 12 ธ.ค. 2564 เวลา 12:40 น.% Arabica : See the World through Coffee เมื่อกาแฟหลอมรวมเข้ากับไลฟ์สไตล์โพสต์ทูเดย์เช็กอิน % Arabica ร้านกาแฟคลื่นลูกใหม่ในไอคอนสยาม ชมความงดงามของจิตวิญญาณในแบบฉบับญี่ปุ่น พร้อมชวนมองโลกผ่านกาแฟ See the World through Coffee ตามปรัชญาผู้ก่อตั้ง

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

% Arabica นับเป็นหนึ่งในร้านกาแฟสไตล์มินิมอลสัญชาติญี่ปุ่นที่กรุ่นกลิ่นอายของวัฒนธรรมการดื่มกาแฟ ผสานวัฒนธรรมท้องถิ่น ทว่า ในขณะเดียวก็สะท้อนความทันสมัยของโลกและไลฟ์สไตล์ของผู้คนผ่าน “กาแฟ” เครื่องดื่มสากลที่เป็นที่ยอมรับในทุกชาติทุกภาษา

“ประเทศไทย คือจุดหมายปลายทางที่มีวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์และน่าหลงใหลสำหรับภูมิภาคนี้ เพียงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความนิยมในการดื่มกาแฟในประเทศไทยได้เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณทั่วประเทศ และได้ถูกหลอมรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างมากที่จะได้นำความเชี่ยวชาญของเราในด้านเทคนิคการชงเครื่องดื่มอันพิถีพิถัน พร้อมกาแฟคุณภาพสูง การให้บริการแบบใส่ใจในรายละเอียด และความงดงามของจิตวิญญาณในแบบฉบับญี่ปุ่นมาสู่ประเทศไทย” Kenneth Shoji ผู้ก่อตั้ง% Arabica กล่าว

แม้จะคุ้นเคยกันดีกับสัญลักษณ์ “ % ” อันเป็นโลโก้ของแบรนด์ แต่ลึกลงไปหลายคนอาจยังทราบว่า “ % ” มีที่มาจาก “เมล็ดกาแฟที่อยู่บนก้าน” บ่งบอกถึงความเรียบง่ายในสไตล์มินิมอลแบบฉบับญี่ปุ่น ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของ % Arabica นั่นเอง

สำหรับ % Arabica เปิดสาขาแรกในประเทศไทย ณ ไอคอนสยาม โดดเด่นทั้งในเรื่องของดีไซน์ที่ถูกใจชาวมินิมอลลิสต์ เน้นความกว้างของพื้นที่ใช้สอย เลือกใช้โทนสีขาวที่โดดเด่น สะอาด ดูสบายตา โดยรอบตกแต่งด้วยถุงกระสอบเมล็ดกาแฟภายใต้สัญลักษณ์ของแบรนด์เพื่อแสดงถึงชนิดของเมล็ดกาแฟที่นำเข้ามาจากหลายประเทศทั่วโลก ตกแต่งพื้นและเพดานรับกันเพื่อให้แสงสว่างจากดวงไฟสะท้อนกลับในกระจก ดูหรูหรา สง่างาม เหมาะกับไอคอนสยาม สัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ของไทยริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา และด้วยความเป็นผู้นำด้านความเคลื่อนไหวของกาแฟคลื่นลูกใหม่ % Arabica สาขาไอคอนสยาม นอกจากเป็นสาขาแรกในประเทศไทยแล้ว ยังเป็น Flagship Store โดยมีเครื่องคั่วสัญชาติญี่ปุ่น Tornado King Coffee Roaster ซึ่งในประเทศไทยมีเครื่องคั่วชนิดนี้ที่นี่เท่านั้น

ที่ % Arabica คอกาแฟจะได้สัมผัสประสบการณ์การดื่มกาแฟอย่างใส่ใจในรายละเอียด จากเมล็ดกาแฟที่ดีที่สุดในโลกที่คัดสรรมาแล้ว โดยสามารถเลือกระหว่างเมล็ดกาแฟผสมสูตรพิเศษของ % Arabica (% Arabica blend) หรือแบบดั้งเดิมจากแหล่งเพาะปลูก (single origin) เลือกระดับการคั่วที่ตรงกับความต้องการเฉพาะบุคคล คั่วด้วยเครื่อง Tornado King พร้อมเสิร์ฟให้ดื่มในร้าน หรือแบบนำกลับ และเช่นเดียวกับร้าน % Arabica ทุกสาขาทั่วโลก เครื่องเอสเพรสโซแบรนด์ Slayer จะถูกตกแต่งด้วยเกราะไม้สีขาวในสไตล์ % Arabica เข้ากันได้ดีกับการตกแต่งสไตล์มินิมอลของร้าน

% Arabica Blend เมล็ดกาแฟสูตรลับ Original จากกรุงเกียวโต หนึ่งในเมนูเมล็ดที่ขายดีที่สุดของ % Arabica ได้คัดสรรเมล็ดกาแฟคุณภาพชั้นเลิศ ผสมผสานให้เกิดรสชาติที่ลงตัว เมล็ดกาแฟ % Arabica Blend อัดแน่นไปด้วยรสชาติที่มีมิติของความเป็นช็อกโกแลตเข้มข้น เมื่อผสมดื่มกับนมจะได้รสชาติหวานหอมที่ลงตัว และเข้ากันกับรสสัมผัสของนมอย่างสมบูรณ์แบบ หากคุณเป็นคนชื่นชอบการดื่มกาแฟที่มีความเข้มข้น หรือกาแฟนม % Arabica Blend คือเมล็ดกาแฟสำหรับคุณ

Ice Spanish Latte สำหรับคอลาเต้ที่อยากได้มิติใหม่ๆ แนะนำให้ลองแก้วนี้ ดื่มด่ำความเข้มจากเมล็ดกาแฟ % Arabica Blend ที่ผสมผสานอย่างลงตัวกับนมสดและนมข้น สมบูรณ์แบบทั้งกลิ่นหอม รสกลมกล่อม น่าประทับใจ

ออปชั่นสำหรับคนดื่มกาแฟ แนะนำ Matcha Latte ที่มีเสิร์ฟทั้งแบบร้อนและเย็น ได้รสเข้มข้นของชาเขียวดั้งเดิมจากญี่ปุ่น กลิ่นหอม รสละมุน เติมความสดชื่นด้วย Lemonade Sparkling เลมอนซาบซ่าหอมสดชื่น เปิดต่อมรับรสให้ได้ลิ้มรสธรรมชาติได้แบบเต็มๆ

คนรักไอศกรีมห้ามพลาด % Soft serve ไอศกรีมนุ่มเนื้อแน่นรสกาแฟ Signature ของ % Arabica ที่ให้ความเข้มข้นพร้อมกับความหวานหอมกลิ่นกาแฟ หวานพอดี หรือจะเป็น % Affogato ความเข้มข้นเน้นๆ จาก % Arabica Blend ที่ราดลงบนซอฟต์ครีม ฟินกับความหอมเข้มของช็อตกาแฟ Espresso ตัดกับความนุ่มละมุนของนมจากซอฟต์ครีมได้อย่างลงตัว ให้รสชาติความอร่อยที่มีมิติ

ตามไปเช็กอินกันได้ที่ %Arabica (อาราบิก้า) Bangkok Icon Siam ชั้น 1 ศูนย์การค้า ICONSIAM เปิดให้บริการทุกวัน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางเฟซบุ๊ก Arabica Thailand

THE RESORT VILLA เพชรน้ำเอกของอ่าวไทย พร้อมมอบความประทับใจไม่รู้ลืม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670372

วันที่ 11 ธ.ค. 2564 เวลา 15:40 น.THE RESORT VILLA เพชรน้ำเอกของอ่าวไทย พร้อมมอบความประทับใจไม่รู้ลืมโพสต์ทูเดย์ ชวนชมสวรรค์บนดินริมฝั่งทะเลอ่าวไทยในจังหวัดระยอง ที่ THE RESORT VILLA (เดอะ รีสอร์ท วิลล่า) หนึ่งในวิลล่าหรูระดับไฮเอนด์ที่ดีที่สุดของโลก จุดหมายปลายทางของคนที่ต้องการผักผ่อนแบบเป็นส่วนตัว

จากความหลงใหล…สู่การรังสรรค์สิ่งที่ทุกคนเห็นเป็นต้องหลงใหลตามกัน กับมนต์เสน่ห์ของ THE RESORT VILLA (เดอะ รีสอร์ท วิลล่า) ที่พักสุดหรูระดับไฮเอนด์ในไทยที่คว้ารางวัลการันตีจากการโหวตระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น

  • 2021 World Luxury Hotel Award | Eco & Green Villa
  • 2020 Seven Stars Luxury Hospitality & Lifestyle Awards
  • 2020 World Luxury Hotel Award | Luxury Private Pool Villa
  • 2019 World Luxury Hotel Award | Eco & Green Villa
  • 2018 World Luxury Hotel Award | Luxury Hideaway Resort 

หากจะให้เปรียบ THE RESORT VILLA จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสมา อาจสรรหาคำมาบรรยายถึงความเป็นที่สุดได้ไม่หมด แต่ที่ใกล้เคียงคือ สถานที่แห่งนี้เปรียบดั่งสวรรค์แห่งความลับที่นักเดินทางต้องมาสัมผัสทุกความพิเศษด้วยตัวเอง ทั้งเรื่องของที่พัก สไตล์การตกแต่ง การบริการ ความเอาใจใส่ในทุกรายละเอียด ความสวยงาม ความเป็นธรรมชาติ ความเป็นส่วนตัว กิจกรรมมันส์ๆ เพื่อสายแอ็กทีฟ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ และเซอร์ไพร์สในทุกๆ มื้ออาหารที่คำนึงถึงสุขภาพ พร้อมค่ำคืนที่แสนวิเศษจากการครีเอทธีมความสนุกสนานในแต่ละวัน เพื่อสร้างสีสันและความประทับใจให้ทุกคนที่มีโอกาศได้มาเยือน THE RESORT VILLA แห่งนี้

สำหรับ THE RESORT VILLA ตั้งอยู่ที่ ต.กร่ำ อ.แกลง จ.ระยอง ในภาคตะวันออกของประเทศไทย แทรกตัวอยู่ท่ามกลางความงดงามของธรรมชาติ ป่าเขา และท้องทะเลอ่าวไทย รายล้อมด้วยหมู่บ้านชาวประมง และสถานที่ท่องเที่ยวตามธรรมชาติอันสวยสดงดงาม โดยถือกำเนิดจากความหลงใหลของนักธุรกิจหนุ่มชาวสวีเดน ผู้มีใจรักในธรรมชาติ และชื่นชอบความเป็นส่วนตัว ผ่านการออกแบบและพัฒนาจนเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจในสไตล์หรูหรา มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งนี้ เพื่อมอบความสมบูรณ์แบบแห่งการพักผ่อนในสถานที่อันเงียบสงบแบบไพรเวทให้กับแขกผู้มาเยือนได้ผ่อนคลายและสัมผัสกับธรรมชาติได้อย่างเต็มอิ่ม บนพื้นที่กว่า 14,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยห้องพักเพียง 8 วิลล่า มีพนักงานบริการที่คอยให้บริการและดูแลในส่วนต่างๆ ทั่วรีสอร์ทกว่า 70 ชีวิต และยังมีเชฟประจำรีสอร์ทจากประเทศฝรั่งเศสที่พร้อมรังสรรค์เมนูสำหรับมื้ออาหารสุดพิเศษตลอดการเข้าพัก

ภายในรีสอร์ทแห่งนี้พรั่งพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่พร้อมตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยไฮไลท์มากมาย อาทิ สระว่ายน้ำอินฟินิตี้รวม 1,000 ตร.ม. ที่เชื่อมต่อวิลล่าทั้ง 8 หลัง พื้นที่รับประทานอาหาร 11 แห่ง บาร์ 4 แห่ง ห้องออกกำลังกายพร้อมอุปกรณ์ครบครัน มีสปาปรนนิบัติแบบครบวงจร โฮมเธียเตอร์เพื่อความบันเทิง อควาเรียมสุดว้าว โซลาร์ฟาร์มพลังงานแสงอาทิตย์ เพิ่มความตื่นเต้นกลางท้องทะเลด้วยกิจกรรมทางน้ำมากมายที่เลือกสนุกได้ตามความต้องการของทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็น เจ็ตสกี, เจ็ตเซิร์ฟ, ฟลายบอร์ด, ซีบ๊อบ, เรือคายัค, ดำน้ำ, สนอร์เกิล หรือจะล่องเรือยอชต์สุดหรูดูวิวรอบทะเลอ่าวไทย ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากผู้เชี่ยวชาญ

นอกจาก THE RESORT VILLA จะเป็นจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบสำหรับครอบครัวและเพื่อนๆ เนื่องในโอกาสพิเศษ เช่น การเดินทางพักผ่อนกับครอบครัว วันเกิด และวันครบรอบแล้ว ยังพร้อมสำหรับแพ็คเกจงานสำคัญต่างๆ อาทิ พิธีหมั้น งานแต่งงาน ทั้งแบบประเพณีไทยและแบบตะวันตกอีกด้วย 

พบกับเพชรน้ำเอกของอ่าวไทยกับความประทับใจไม่รู้ลืม ได้ที่ THE RESORT VILLA (เดอะ รีสอร์ท วิลล่า) 334 M 3, Kram, Klaeng, Rayong, Thailand 21190 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ www.theresortvilla.com หรือติดต่อ info@theresortvilla.com

.

อัลบั้มภาพ

โรงเตี๊ยมเสือพ่นไฟ จากชานมสู่อาหารสไตล์จีนโมเดิร์น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670330

วันที่ 11 ธ.ค. 2564 เวลา 10:10 น.โรงเตี๊ยมเสือพ่นไฟ จากชานมสู่อาหารสไตล์จีนโมเดิร์นรีวิวโรงเตี๊ยมเสือพ่นไฟ “Fire Tiger Bar & Restaurant” ลิ้มลองความอร่อยของอาหารสไตล์จีนโมเดิร์น จากต้นตำรับชานมเสือพ่นไฟ ในไอคอนสยาม

เรื่องและภาพ : วารุณี มณีคำ

เรียกว่าเป็นชื่อเสียงเรียงนามที่คุ้นหูกันดี สำหรับ “เสือพ่นไฟ” ที่ทำเซอร์ไพร์สด้วยการรังสรรค์เมนูอาหารทั้งคาวและหวานมาไว้ที่ Fire Tiger Bar & Restaurant ร้านอาหารสไตล์โรงเตี๊ยมที่เสิร์ฟอาหารสไตล์จีนโมเดิร์น ผสมผสานระหว่างจีนและเวียดนามเข้าด้วยกัน ก่อนจะเพิ่มมิติรสชาติแบบไทยแท้ลงไปอีกหน่อยเพื่อเติมความอร่อยกลมกล่อมและลงตัวมากยิ่งขึ้น

ย้อนกลับไปสู่วันแรกที่ “ชานมเสือพ่นไฟ” ภายใต้แบรนด์ Seoulcial Club เปิดตัวขึ้น หลังเสียงตอบรับและความสำเร็จพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องเปิดสาขาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า ก่อนจะต่อยอดเป็น Fire Tiger by Seoulcial Club ควบคู่กับการเสิร์ฟความหลากหลายในรอบด้าน ซึ่งยังคงเน้นหนักไปที่ขนมนานาชนิด

จากความสำเร็จในวันนั้น ต่อยอดมาถึงวันนี้ที่ Seoulcial Club ขยายตัวสู่ความอร่อยรูปแบบใหม่ในฐานะของร้านอาหาร ผ่านชื่อ Fire Tiger Bar & Restaurant ที่เสิร์ฟอาหารสไตล์จีนโมเดิร์นสอดแทรกรสชาติร้อนแรงแบบไทยแท้เข้าไป ภายใต้การคิดค้นอย่างพิถีพิถัน และการทดลองซ้ำๆ เพื่อทุกภาพจำที่จะเกิดขึ้นในทุกคำที่ได้ลิ้มลอง

และทันทีที่ Fire Tiger Bar & Restaurant เปิดตัวอย่างสมบูรณ์แบบภายใต้คอนเซ็ปต์โรงเตี๊ยมบนชั้น G โซน Veranda ของไอคอนสยาม ก็ได้สร้างปรากฏการณ์ความพิเศษขึ้นอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน เพราะนี่คือสาขาแรกและสาขาเดียวของเสือพ่นไฟที่ถูกพัฒนาเป็น Bar & Restaurant ที่สำคัญยังมาพร้อมกับวิวริมน้ำกับจุดที่ถือได้ว่าโรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่ง รวมถึงยังเป็นแห่งเดียวที่ขายอาหาร และมีเมนูขนมหวานจานพิเศษที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อให้เป็นซิกเนเจอร์เฉพาะของที่นี่

เริ่มต้นที่ ชุดข้าวต้มโรงเตี๊ยมเสือพ่นไฟ ข้าวต้มใบเตยหอมกรุ่นเสิร์ฟมาอุ่นๆ ทานคู่กับหมูสับต้มเกี๋ยมบ๊วย กุนเชียงทอด ไชโป๊วผัดไข่ หมูสับผัดหนำเลี๊ยบ ยำไข่เค็มเกี๋ยมฉ่าย ตามด้วย ข้าวตุ๋นต้มยำ ข้าวต้มรสดีที่มาพร้อมปาท่องโก๋กรอบและกากหนูเจียวให้ได้เคี้ยวเพลินๆ

ต่อที่ความหอมละมุนของทรัฟเฟิลในเมนู ข้าวอบเผือกหน้าไก่ทรัฟเฟิล ที่บอกได้คำเดียวว่าดีมากทุกอย่าง ที่สุดของความกลมกล่อม ลงตัวในทุกคำ

ด้านคนรักเส้นต้องว้าวกับ ก๋วยเตี๋ยวเซี่ยงไฮ้ ได้รสจัดจ้านครบเครื่องทั้งเปรี้ยว หวาน เค็ม และความเผ็ดของพริกสดที่เราสามารถเลือกระดับได้ตามใจชอบ

ส่วนคนที่ชอบหม่าล่าบอกเลยว่าต้องสั่ง Hot Pot หม่าล่าพ่นไฟ หม้อไฟไซส์กำลังดีที่สามารถเลือกได้ว่าจะทานเป็นหมูคุโรบุตะ หรือเนื้อวากิว เนื้อสไลซ์ที่ซ่อนตัวมาในจานพริกป่นที่คนกินเผ็ดยังทึ่ง ซึ่งแม้จะเผ็ดชา ทว่า เข้ากันดีกับวุปหม่าล่าที่เสิร์ฟมาพร้อมกับผักสดและเส้นมัน ที่ชูพลังความฟินขั้นกว่า…การันตีว่าเด็ด!!

ดับรสเผ็ดร้อนขอเคี้ยวเพลินๆ ด้วยเมนูขนมและของหวาน แนะนำ ไข่เสือมันม่วง มันม่วงทอดตามแบบเฉพาะของ Fire Tiger Bar & Restaurant  ลูกโต หอมกลิ่นมันม่วง ไม่อมน้ำมัน ให้ความนุ่มหนึบอร่อยกำลังดี ต่อที่ กะลอจี๊เสือพ่นไฟ แป้งกะลอจี๊ทอดสีเหลืองทองกรุบกรอบ โรยด้วยน้ำตาลและงา ราดตามด้วยซอสน้ำตาลดำเสือพ่นไฟ จานนี้ให้ความ ฟินแถมเคี้ยวเพลินเกินต้าน

สายหวานแนะนำ พุดดิ้งชานมเสือพ่นไฟ ส่วนคนชอบหวานๆ เย็นๆ ต้อง น้ำแข็งใสชานมเสือพ่นไฟ เกล็ดน้ำแข็งใสที่ทำจากชานมของทางร้าน ท็อปด้วยครีมชีสและน้ำตาลทรายแดง ได้ฟีลนุ่มละมุน ขาดไม่ได้คือไข่มุกและบับเบิ้ลเจลลี่ ที่พร้อมชูรักชูรสให้เผลอกินหมดแบบไม่รู้ตัว

มาเยือนถิ่นเสือทั้งทีไม่สั่งเมนูนี้เหมือนมาไม่ถึง สำหรับ ชานมเสือพ่นไฟ และ Tiger Egg ไข่พี่เสือไอเท็มสุดคิวท์ที่หิ้วกลับบ้าน ให้เป็นของฝาก หรืออยากสะสม ก็น่ารักไม่หยอก

อยากลิ้มลองความอร่อยแสนพิเศษแบบนี้มากันได้ที่ร้าน Fire Tiger Bar & Restaurant ตั้งอยู่ที่ชั้น G The Veranda Zone ในไอคอนสยาม สอบถามโทร. 02-288-0707 ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เฟซบุ๊ก Fire Tiger by Seoulcial Club

CPS Coffee เนรมิตเมนูน่าจดจำให้พร้อมดื่มด่ำไปกับช่วงเวลาอันแสนวิเศษ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670327

วันที่ 11 ธ.ค. 2564 เวลา 09:45 น.CPS Coffee เนรมิตเมนูน่าจดจำให้พร้อมดื่มด่ำไปกับช่วงเวลาอันแสนวิเศษ“CPS Coffee” ชวนเปิดประสบการณ์ครั้งใหม่ เอาใจเหล่าคาเฟ่ฮอปเปอร์ ด้วยเมนูเครื่องดื่มและเบเกอรี่สุดพิเศษ ต้อนรับช่วงเวลาแห่งความสุขที่กำลังจะมาถึง ในคอนเซ็ปต์ “Holiday Spirit” The Magic Moment Specials ที่จะทำให้ทุกเมนูน่าจดจำ และดื่มด่ำไปกับช่วงเวลาอันแสนวิเศษ

เมื่อเทศกาลแห่งความสุข และการเฉลิมฉลองได้เดินทางมาถึงอีกครั้ง ปีนี้คอฟฟี่บาร์สุดเท่อย่าง CPS Coffee ก็ได้ชวนเหล่าคาเฟ่ฮอปเปอร์มาร่วมเปิดประสบการณ์ในการลิ้มรสเมนูสุดพิเศษประจำฤดูกาล (Seasonal menu) ในคอนเซ็ปต์ “Holiday Spirit” The Magic Moment Specials ที่สร้างสรรค์หลากหลายเมนูเครื่องดื่ม และเบเกอรี่ขึ้นมาใหม่อย่างพิถีพิถัน โดยได้รับแรงบันดาลใจจากช่วงเวลาแห่งความสุขในเทศกาลคริสต์มาส ที่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็มีแต่ความสุขสนุกสนาน

CPS Coffee คาเฟ่ไลฟ์สไตล์สุดเท่ในเครือ CPS CHAPS แบรนด์แฟชั่นชั้นนำที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ซึ่งได้ถ่ายทอดความทันสมัย (Modern) และเหนือกาลเวลา (Timeless) สู่คาเฟ่ CPS Coffee ได้อย่างลงตัว โดยคอนเซ็ปต์ของคาเฟ่จะเป็นการผสมผสานระหว่างแฟชั่น และไลฟ์สไตล์เข้าด้วยกัน สร้างสรรค์ผ่านเมนูเครื่องดื่ม และการตกแต่งร้านที่มีกลิ่นอายของความเท่ ทันสมัยตอบโจทย์ความต้องการของเหล่าคาเฟ่ฮอปเปอร์ (Café Hopper) ได้ทุกรูปแบบ

คุณอภิสิทธิ์ สิงห์สัจจเทศ ผู้อำนวยการแบรนด์ CPS CHAPS กล่าวถึงเมนูใหม่ล่าสุดจากร้าน CPS Coffee ว่า “สำหรับเมนูประจำฤดูกาลในปีนี้ เราได้สร้างสรรค์ขึ้นมาในคอนเซ็ปต์ Magic Moments ที่อยากจะให้ทุกคนได้ดื่มด่ำไปกับช่วงเวลาแห่งความสุข ผ่านการรังสรรค์ออกมาเป็นเมนูเครื่องดื่ม และเบเกอรี่อย่างพิถีพิถัน ด้วยรสชาติถูกปากอันเป็นเอกลักษณ์ ที่เหล่าแฟนคลับแบรนด์ทุกคนจะต้องชื่นชอบในขณะที่ได้ลิ้มลองอย่างแน่นอน โดยเมนูเครื่องดื่มนั้นจะมีทั้งหมด 5 เมนูด้วยกัน ซึ่งมีทั้งเมนูกาแฟ และเมนูที่ไม่มีส่วนผสมของกาแฟ โดยแต่ละเมนูเราได้ใช้ส่วนผสมที่หลากหลาย จากการนำจุดเด่นของแต่ละวัตถุดิบมาผสมผสานไว้ด้วยกัน เพื่อเพิ่มความสนุกให้กับเหล่านักชิมได้ลิ้มลองในรสชาติที่แปลกใหม่มากขึ้น รวมถึงเมนูเบเกอรี่ที่ได้คิดค้นมาเป็นอย่างดีเช่นกัน จากการนำเอาเมนูที่หลายคนอาจคุ้นเคยกันอยู่แล้ว มารังสรรค์ขึ้นในรสชาติใหม่ ที่มีความหลากหลาย และลงตัวยิ่งกว่าเดิม”

โดยเมนูสุดพิเศษประจำฤดูกาล (Seasonal menu) จาก CPS Coffee ในครั้งนี้ นั้นประกอบไปด้วย ทอฟฟี่ นัท เช็คเกอร์ราโต้ (Toffee Nut Shakerato) เมนูที่ชูเอกลักษณ์ของ Toffee Nut ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลอง ด้วยรสชาติหอมหวานของถั่ว และทอฟฟี่ ผสมกับช็อตเอสเพรสโซ่เข้มข้น พร้อมเพิ่มความพิเศษด้วยนมที่ใช้เทคนิคการปรุงแบบเช็คเกอร์ราโต้ (Shakerato) คือการนำนมและครีมมาเขย่ารวมกัน ด้วยเครื่องบอสตั้น เช็คเกอร์ (Boston Shaker) ที่ให้สัมผัสความนุ่มนวลได้เป็นอย่างดี และปิดท้ายด้วยการโรยเกล็ดน้ำตาล (Sprinkle) ท็อปปิ้งยอดฮิตที่เป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆ คน (Toffee Nut Shakerato ราคา 150 บาท) ถัดมาที่ ชู ชู ลาเต้ (Chou Chou Latte) แรงบันดาลใจจากถั่ว ชู ชู นัท (Chou Chou Nut) จากฝรั่งเศส ที่สื่อถึงเทศกาลเฉลิมฉลองได้เป็นอย่างดี ส่วนผสมของแก้วนี้จึงประกอบไปด้วยไซรัปแมคคาเดเมีย (Macadamia Syrup) ที่ชูความหอมของถั่วได้อย่างลงตัว และไซรัปคาราเมล (Caramel Syrup) เพื่อเพิ่มความหอมหวาน ผสานกับช็อตกาแฟเอสเพรสโซ่ พร้อมตกแต่งด้วยโฟมนมที่นำไปตีจนนุ่ม เกลือชมพู ซอสคาราเมล และถั่วคาราเมลพีนัท ที่จะใช้เพิ่มให้รสชาติของเครื่องดื่มแก้วนี้โดดเด่นมากยิ่งขึ้น (Chou Chou Latte ราคา 150 บาท)

ต่อมาที่กลุ่มเมนูเครื่องดื่ม Non- Coffee วัน มอร์ สลีป (One more sleep) เมนูเครื่องดื่มสุดกลมกล่อม ที่ผสมผสานบรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองเอาไว้ได้อย่างลงตัว ด้วยสีแดงจากส่วนผสมหลักของน้ำทับทิม (Pomegranate Juice) ที่ให้รสชาติเปรี้ยวหวานสดชื่น และวอร์มสไปซ์ไซรัป (Warm Spices Syrup) สร้างรสสัมผัสที่แตกต่างมากขึ้นด้วยสปาร์คกลิ้ง (Sparkling Water) ตกแต่งด้านบนด้วยก้านซินนามอน และราสเบอรี่ พร้อมเติมเต็มช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองให้พิเศษมากยิ่งขึ้นด้วยการใช้เทคนิคสโมคบับเบิ้ล (Smoked Bubble) สร้างฟองที่ด้านในอบอวลไปด้วยกลิ่นของมิ้นท์ (One more sleep ราคา 140 บาท) ถัดมาคือ นอตี้ ลิสต์ (Naughty List) แรงบันดาลใจจากคอนเซ็ปน่ารักๆ ของเด็กที่จะไม่ได้รับของขวัญหากพฤติกรรมไม่ดี จึงเกิดเป็นเครื่องดื่มสนุกๆ ที่มีรสชาติแปลกใหม่ ด้วยการผสมผสานรสชาติเปรี้ยวซ่าของขิง (Ginger Ale) ผสมกับความหอมของวอร์มสไปซ์ไซรัป (Warm Spices Syrup) ตกแต่งด้านบนด้วยน้ำชาเขียวที่ตีจนข้นเล็กน้อยเพื่อเป็นการไล่สี พร้อมโรยน้ําตาลไอซิ่ง (Icing) และประดับด้วยโรสแมรี่ (Rosemary) เป็นเครื่องดื่มที่ให้รสชาติเปรี้ยวหวานกลมกล่อมที่แปลกใหม่ และเป็นเอกลักษณ์ (Naughty List ราคา 150 บาท) และอีกหนึ่งเมนูที่ไม่ควรพลาดคือ ช็อกโกแลต สเตรนจ์ (Chocolate Strange) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องดื่มยอดฮิตอย่างเปปเปอร์มิ้นท์ช็อกโกแลต (Peppermint Chocolate) ที่ทางแบรนด์ได้นำมาต่อยอดด้วยการเพิ่มความสนุกเข้าไป จากการรังสรรค์ไซรัปสูตรพิเศษที่จะเพิ่มความสดชื่นได้ดีกว่าเดิม ตกแต่งด้วยฟองนมผสมเกลือหิมาลายันที่ตีจนนุ่ม เพิ่มความเข้มข้นด้วยโกโก้นิบส์ (Cocoa Nibs) ที่จะช่วยชูรสชาติให้เครื่องดื่มแก้วนี้น่าจดจำยิ่งขึ้น (Chocolate Strange ราคา 140 บาท)

สำหรับเมนูเบเกอรี่นั้นประกอบไปด้วย ทอฟฟี่ นัท โครนัท (Toffee Nut Cronut) ที่ต่อยอดมาจากเมนูยอดนิยมอย่างโครนัท โดยการสร้างสรรค์เป็นรสชาติใหม่ ที่ให้เนื้อสัมผัสกรอบนอกนุ่มใน หอมเนย จากส่วมผสมของตัวแป้ง และเนื้อครีมคอฟฟี่กานาช (Coffee Ganache) สุดเข้มข้น ตกแต่งด้วยทอฟฟี่นัท และซอสคาราเมลสุดกลมกล่อม ที่ชวนให้นึกถึงช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง (Toffee Nut Cronut ราคา 170 บาท) ถัดมาที่เมนูยอดนิยมอย่าง เค้กแครอท (Carrot Cake) ด้วยความเป็นเอกลักษณ์จากตัวเนื้อเค้กที่หอมนุ่ม ชุ่มฉ่ำ ชูรสหวานด้วยเนื้อลูกเกด แต่เพิ่มความกลมกล่อมด้วยวอลนัต (Walnuts) แครอท และครีมชีสรสชาติเปรี้ยวมัน เมื่อรับประทานรวมกันแล้วจะให้รสชาติที่หลากหลายแต่ลงตัว (Carrot Cake ราคา 120 บาท)

สำหรับสายคุกกี้ต้องไม่พลาดกับเมนูสุดพิเศษ คุกกี้ ช็อต (Cookie Shot) ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากการมอบของขวัญให้กับคนพิเศษ ที่คุกกี้มาในรูปทรงถ้วย ซึ่งสามารถเติมความสนุกระหว่างรับประทานด้วยการเทนมใส่ลงใน คุกกี้ ช็อต (Cookie Shot) และสามารถกัดคุกกี้ไปพร้อมกับนมได้เลย โดยตัวคุกกี้นั้นจะมีให้เลือกทั้งหมดถึง 3 รสชาติด้วยกัน ได้แก่ เนย, ช็อกโกแลต และจินเจอร์เบรด (Gingerbread) (Cookie Shot ราคา 120 บาท) และสุดท้ายกับเมนูสุดสร้างสรรค์ ช็อกโกแลต สเตอร์ (Chocolate Stirring Stick) หรือช็อกโกแลตแท่ง ที่ตกแต่งด้วยลวดลายที่ชวนให้นึกถึงเทศกาลคริสต์มาส โดยเมนูนี้จะต้องรับประทานคู่กับนมร้อน เพียงจุ่มลงไปและคนให้ช็อกโกแลตละลายเข้ากับนมก็จะได้นมช็อกโกแลตร้อน เมนูรับลมหนาวที่นอกจากจะสวยงามแล้ว ยังให้ความสนุกในการรับประทานอีกด้วย โดยมีให้เลือก 2 รสชาติด้วยกัน คืออัลมอนด์ ช็อกโกแลต (Almond Chocolate) และจินเจอร์เบรด (Gingerbread) (Chocolate Stirring Stick ราคา 150 บาท)

ร่วมลิ้มรสความอร่อยกับเมนูใหม่ล่าสุดจาก CPS Coffee ได้แล้ววันนี้ที่ CPS Coffee ทั้ง 3 สาขา ได้แก่ สาขาเทอมินัล 21 ชั้น M, สาขาไอคอนสยาม ชั้น 1 และ สาขาเซ็นทรัล เฟสติวัล อีสต์วิลล์ ชั้น G ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึง วันที่ 31 มกราคม 2565

ส้มยูซุเน้นๆ กับ Krispy Kreme Yuzu Doughnuts และ Yuzu Perfect Together ความหวานหอมสดชื่นใหม่ที่ใครๆ ก็ต้องเลิฟ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/670309

วันที่ 10 ธ.ค. 2564 เวลา 15:55 น.ส้มยูซุเน้นๆ กับ Krispy Kreme Yuzu Doughnuts และ Yuzu Perfect Together ความหวานหอมสดชื่นใหม่ที่ใครๆ ก็ต้องเลิฟหอมหวานสดชื่นสองต่อกับ Krispy Kreme ทั้งโดนัทและเครื่องดื่มใหม่จากส้มยูซุ ทั้ง Krispy Kreme Yuzu Doughnuts และ Yuzu Perfect Together

คริสปี้ ครีม (Krispy Kreme) จับคู่กับความหอมสดชื่น อันเป็นเอกลักษณ์ของส้มยูซุ ผลไม้ยอดฮิต กลายเป็นความอร่อยใหม่แบบเปรี้ยวอมหวาน  “คริสปี้ ครีม ยูซุ โดนัท” (Krispy Kreme Yuzu Doughnuts)

ซันนี่ ยูซุ โดนัท (Sunny Yuzu Doughnut) โดนัทฟิล ริง ที่เปล่งประกายความสดใสแสนอร่อยด้วยไส้ครีมยูซุรสชาติเปรี้ยวอมหวาน ท็อปด้วยเนื้อยูซุและแครกเกอร์ ครัช กรุบกรอบ และฟินกันต่อกับ ยูซุ เมอแร็งก์ โดนัท (Yuzu Meringue Doughnut) โดนัทสอดไส้ยูซุแบบเต็มๆ คำ พร้อมดับเบิ้ลความฟินด้วยเมอแร็งก์และครีมยูซุด้านบน จนคุณต้องตกหลุมรัก ในราคาเพียงชิ้นละ 35 บาท แบบแพ็ก 3 ในราคา 105 บาท (ยูซุ โดนัท 3 ชิ้น) และแบบเซ็ต ในราคา 296 บาท (ออริจินัล เกลซ 6 ชิ้น และ ยูซุ โดนัท 6 ชิ้น)

ตั้งแต่วันนี้ – 16 มกราคม 2565 ที่ร้านคริสปี้ ครีม สาขาใกล้บ้านคุณ (ราคาดังกล่าวยกเว้นสาขาสนามบินดอนเมือง และสาขาสนามบินสุวรรณภูมิ) หรือเลือกสั่งผ่านแอปพลิเคชันฟู้ดเดลิเวอรี่  

คริสปี้ ครีม พร้อมเสิร์ฟ “Yuzu Perfect Together” ความสดชื่นใหม่ที่ใครๆ ก็ต้องเลิฟ

คริสปี้ครีมประเทศไทยยกทัพความสดชื่นมากับ “Yuzu Perfect Together” เริ่มด้วย “ยูซุ มิกซ์เบอร์รี่” (Yuzu Mixed Berries) เครื่องดื่มรสชาติเปรี้ยวอมหวานของยูซุและมิกซ์เบอร์รี่ ผสานความซาบซ่าของโซดา กลายเป็นความสดชื่นใหม่น่าลิ้มลอง

“ยูซุ มัทฉะ” (Yuzu Matcha) กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของยูซุ จับคู่กับรสละมุนของมัทฉะ ที่ขวัญใจคนรักชาเขียวได้ลองแล้วจะติดใจ ปิดท้ายด้วย “ยูซุ อเมริกาโน่” (Yuzu Americano) การผสมผสานระหว่างความหวานซ่อนเปรี้ยวของยูซุกับความหอมเข้มของเอสเพรสโซ่ช็อต กลายเป็นความกลมกล่อมลงตัว ราคาแก้วละ 95 บาท  (ขนาด 12 ออนซ์)

ลิ้มลองความอร่อยได้แล้วตั้งแต่วันนี้ – 31 มกราคม 2565 ที่ร้านคริสปี้ ครีม สาขาใกล้บ้านคุณ (ยกเว้น คาร์ท, ฟู้ดทรัค และ บ็อกซ์ช้อป) พิเศษสุด!! เมื่อซื้อเครื่องดื่ม Yuzu Perfect Together เมนูใดก็ได้ 1 แก้ว รับทันที! โดนัทคริสปี้ ครีม ออริจินัลเกลซ 2 ชิ้น

รับข่าวสาร และโปรโมชั่นพิเศษก่อนใคร FB: Krispy Kreme Thailand

#Krispykremethailand

#KrispyKremeYuzuPerfectTogether

#จอยได้อร่อยด้วย

5 ที่เที่ยวสายเขียว @นครนายก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/669801

วันที่ 03 ธ.ค. 2564 เวลา 18:45 น.5 ที่เที่ยวสายเขียว @นครนายก “นครนายก” เที่ยวฤดูไหนยังไงก็สวย แนะนำ 5 สถานที่ท่องเที่ยวที่คนรักธรรมชาติต้องไป

นครนายก เป็นอีกหนึ่งจังหวัดใกล้กรุงเทพ มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลาย โดยเฉพาะสายธรรมชาติไปเที่ยวได้ตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็นป่าเขา น้ำตก คาเฟ่ ไหว้พระ จัดให้เต็มแบบครบครัน มาพร้อมที่พักนครนายกเก๋ไก๋เพียบเลย ที่พักนครนายกมีให้หลากหลายแบบใกล้ชิดธรรมชาติก็มี สายกรีนชอบอิงแอบแนบชิดธรรมชาติปักหมุดตามมาเที่ยวพักผ่อนเลย ซึ่ง Traveloka แอปพลิเคชั่นจองที่พักมาแนะนำสถานที่เที่ยวสวยๆ ให้สายรักธรรมชาติได้ใช้ชีวิตแบบสดชื่นกันแบบเต็มอิ่มกันไปเลย

1.อุโมงค์ป่าไผ่ วัดจุฬาภรณ์วนาราม

มาเที่ยวที่อุโมงค์ป่าไผ่ เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นก 2 ตัว เพราะได้ทั้งไหว้พระและได้รูปสวยๆ ของอุโมงก์ต้นไผ่โค้งเข้าหากันสวยงามซึ่งเป็นไฮไลท์อีกแห่งหนึ่งของนครนายกเลย ได้ฟีลเหมือนอยู่ญี่ปุ่นมาก เงียบสงบร่มรื่นแนะนำให้มาเที่ยววันธรรมดาจะได้รูปสวยงามแบบไม่ติดคน ไม่มีค่าเข้า ที่จอดรถเยอะ ได้รูปสวยๆ แบบไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไร จะถ่ายรูปนานแค่ไหนก็ได้จนกว่าจะได้รูปสวยงามดั่งใจ

2.น้ำตกนางรอง

เที่ยวนครนายกสายธรรมชาติไม่ควรพลาด น้ำตกนางรอง อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มาเที่ยวรับรองได้รับความสดชื่นอากาศบริสุทธิ์กลับบ้านไปอย่างแน่นอน เพราะธรรมชาติยังคงความสมบูรณ์ น้ำตกยังคงความสวยงาม สามารถมาเที่ยวเช็คอินรับความชุ่มฉ่ำได้ตลอดทั้งปี แต่ถ้าอยากได้ความฟินอินธรรมชาติแบบชื่นใจ น้ำตกสวยไหลเชี่ยวก็ต้องฤดูฝน เขียวชอุ่มไปทั่วอุทยาน ปล.น้ำตกนางรองเล่นน้ำได้นะ เตรียมเสื้อผ้ามาเปลี่ยนกันด้วย

เปิดทุกวัน 6.00-18.00 น ค่าเข้า รถยนต์พร้อมคนขับ 50 บาท ผู้ใหญ่ 10 บาท เด็กสูงไม่เกิน 120 เซนติเมตร ฟรี

3. อุทยานวังตะไคร้

พูดถึงที่เที่ยวเขียวๆ ในนครนายก ต้องไม่พลาดวังตะไคร้ อีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญ ถ้าใครยังไม่เคยมาเที่ยวต้องมาให้ได้สักครั้งแพราะเป็นแหล่งท่องเที่ยวครบรสสำหรับคนชอบธรรมชาติ มีที่พักนครนายก ใกล้วังตะไคร้ให้เลือกพักมาก อุทยานวังตะไคร้ เงียบสงบ เหมาะกับการพักผ่อน ชาร์ตพลังเพื่อกลับไปสู้งานต่อในเมืองที่มีแต่ความวุ่นวาย นอกจากนี้ยังเหมาะกับคนชอบเที่ยวสายกิจกรรมด้วย เพราะมีให้ทำไม่เบื่อมาพร้อมความตื่นเต้น เช่น ล่องแก่งห่วงยาง ล่องแก่งแพยาง เป็นต้น ใครไม่ชอบอะไรท้าทายก็แช่น้ำเย็นๆ ก็เพลินชื่นใจแล้ว

เปิดทุกวัน เวลา 08.00-18.00 น. ค่าเข้า : เดินเท้าคนละ 10 บาท, รถทุกประเภท คันละ 150 บาท (ผู้โดยสารเกิน 8 คน คิดเพิ่มคนละ 10 บาท)

4.เขื่อนขุนด่านปราการชล

ต้องมาเที่ยวสัมผัสความยิ่งใหญ่ให้ได้สักครั้ง เพราะเขื่อนขุนด่านปราการชลได้ชื่อว่า เป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัดยาวที่สุดในประเทศไทยและในโลกเลยทีเดียว นอกจากเป็นที่กักเก็บน้ำแล้ว ยังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ชอบสายกรีน คลั่งรักธรรมชาติห้ามพลาด ถึงแม้เขื่อนจะเป็นคอนกรีตแต่รอบๆ เขื่อนล้อมไปด้วยธรรมชาติ วิวสวย อีกทั้งยังมีกิจกรรมเก๋ๆ อย่าง การเช่าเรือหางยาวเพื่อไปชมน้ำตกที่อยู่ลึกเข้าไปในอ่างเก็บน้ำของเขื่อนได้ด้วย

เปิดให้เที่ยวได้ทุกวัน เวลา 8:00 – 18:00 น.

5. วัดเลขธรรมกิตติ์

ไม่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนก็ตามเพื่อความเป็นสิริมงคล และให้การเที่ยวราบรื่นตลอดทริป เราแนะนำให้แวะไหว้พระกันซะก่อน วัดที่นครนายกก็เยอะมาก แต่ละแห่งคือมีเรื่องราวต่างๆ มากมาย อย่าง วัดเลขธรรมกิตติ์ เป็นวัดเก่าแก่ไฮไลท์อยู่ที่โบสถ์เก่าอายุกว่าร้อยปี เหลือเพียงผนังเล็กน้อยและซุ้มประตูวัดที่ปกคลุมด้วยรากต้นโพธิ์มีความอันซีนนครนายกมาก สายธรรมชาติแวะมาไหว้พระไม่ผิดหวังเพราะบรรยากาศร่มรื่น เงียบสงบ และยังได้รูปสวยเก๋ไม่ซ้ำใครด้วย

นครนายกเที่ยวง่ายใกล้กรุงเทพแค่นี้เอง ไปเช้าเย็นกลับ หรือค้างคืนก็ได้ แต่เพื่อให้ได้เที่ยวและพักผ่อนกันอย่างเต็มอิ่ม แนะนำให้ค้างสักคืน ที่พักนครนายก สายธรรมชาติก็มีเยอะ ใครคิดไม่ออกก็เข้าไปส่อง Traveloka ได้ที่พักเยอะมาก