แค่อุ่นร้อนก็เลิศรส ‘ฮ่องกง ฟิชเชอร์แมน’ ส่งเมนูพร้อมปรุง Cook at Home อร่อยง่ายๆ สไตล์ฮ่องกง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/663681

วันที่ 21 ก.ย. 2564 เวลา 12:45 น.แค่อุ่นร้อนก็เลิศรส 'ฮ่องกง ฟิชเชอร์แมน' ส่งเมนูพร้อมปรุง Cook at Home อร่อยง่ายๆ สไตล์ฮ่องกงร้านฮ่องกง ฟิชเชอร์แมน รังสรรค์เมนู Cook at Home เอาใจนักชิมด้วยอาหารพร้อมปรุงอร่อยง่ายๆ สไตล์ฮ่องกงขนานแท้

ร้านอาหารจีนสไตล์ฮ่องกงขนานแท้ “ฮ่องกง ฟิชเชอร์แมน” กลับมาเปิดให้บริการแบบนั่งรับประทานที่ร้านแล้ว พร้อมแนะนำทางเลือกเอาใจคนรักการทำอาหารให้สะดวกสบายยิ่งขึ้นกับเมนู Cook at Home อาหารพร้อมปรุงที่เชฟชาวฮ่องกงรังสรรค์จากวัตถุดิบคุณภาพและปรุงแต่งความอร่อยไว้สำเร็จแล้ว เพียงนำมาอุ่นร้อนก็จะได้เมนูเลิศรสไม่ต่างกับรับประทานที่ร้าน โดยมีกว่า 20 เมนูให้เลือกลิ้มลองได้ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน

เริ่มที่ “ปลิงทะเล (ทั้งตัว) กับขาห่านน้ำแดง” ที่ใช้ปลิงทะเลพรีเมี่ยมนำเข้าจากฮ่องกงตุ๋นในน้ำแดงจนเปื่อยนุ่ม เพียงนำมาละลายน้ำแข็งและอุ่นจนร้อน ก็อร่อยได้ง่ายๆ เพียง 760 บาทเท่านั้น ต่อด้วย “กระเพาะปลาสดกับขาห่านน้ำแดง” ราคา 640 บาท “บะหมี่ปลิงทะเล (ทั้งตัว) กับขาห่านน้ำแดง” ราคา 800 บาท “ขาห่านอบบะหมี่น้ำแดง” ราคา 750 บาท

พลาดไม่ได้กับ “ขาหมูตงปอ” เมนูซิกเนเจอร์ของร้าน แค่อุ่นร้อนก็พร้อมทาน ในราคาเพียง 860 บาทเท่านั้น และ “หมุ่ยชอยเคาหยก” เนื้อหมูสามชั้นสไตล์ฮ่องกงตุ๋นจนเปื่อยนุ่ม พร้อมผักดอง ราคา 430 บาท นอกจากนี้ยังมีเมนูอร่อยง่ายๆ แต่โดนใจอย่าง “ข้าวหน้าหมูแดง” “บะหมี่น้ำหมูแดง” “บะหมี่น้ำลูกชิ้นหมู” “บะหมี่น้ำลูกชิ้นกุ้ง” “บะหมี่น้ำลูกชิ้นหมูซุปหม่าล่า” และ “บะหมี่น้ำลูกชิ้นกุ้งซุปหม่าล่า” จำหน่ายในราคา 145 – 365 บาท ไม่เพียงเท่านี้ ทางร้านยังเอาใจผู้ที่ชื่นชอบสุกี้สไตล์ฮ่องกงด้วย “ชุดสุกี้ยากี้หมู” ราคา 599 บาท และ “ชุดสุกี้ยากี้รวมมิตร” เต็มอิ่มไปกับลูกชิ้นโฮมเมดทำสดใหม่ทุกวัน และน้ำซุปรสกลมกล่อมที่มีขาหมูแฮมยูนนานเป็นส่วนผสมหลัก ซึ่งชุดนี้สามารถรับประทานได้ 2-3 ท่าน ในราคาเพียง 1,099 บาทเท่านั้น

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบติ่มซำสไตล์ฮ่องกง ทางร้านก็มีให้เลือกลิ้มลองทั้งแบบนึ่งและทอดในรูปแบบแช่แข็งที่สามารถเก็บไว้ได้นาน เริ่มที่เมนูติ่มซำแบบนึ่ง ได้แก่ “ซาลาเปาไส้ครีม” “ซาลาเปาไส้หมูแดง” “ซาลาเปาไส้หมูสับไข่เค็ม” “ฮะเก๋ากุ้ง” และ “มินิข้าวเหนียวห่อใบบัว” จำหน่ายในราคา 70 – 340 บาท ด้านเมนูติ่มซำแบบทอดจำหน่ายในราคา 140 – 340 บาท ได้แก่ “เกี๊ยวกุ้งทอด” ติ่มซำซิกเนเจอร์ที่ใครๆ ก็หลงรัก เพียงนำเกี๊ยวกุ้งไปทอดด้วยความร้อนปานกลางจนสีเหลืองทอง กรอบนอกนุ่มใน รับประทานคู่กับน้ำจิ้มบ๊วยกอสูตรเฉพาะของร้าน นอกจากนี้ยังมี “ปอเปี๊ยะทอด” “ฟองเต้าหู้สอดไส้กุ้งทอด” และ “กุ้ยช่ายทอด” สูตรอร่อยไม่อมน้ำมัน แป้งสไตล์ฮ่องกงแท้ อัดแน่นด้วยไส้ผักกุ้ยช่ายเน้นๆ มีให้เลือก 2 ขนาด คือ M สำหรับ 2 ท่าน และ L สำหรับ 4 ท่าน ปิดท้ายด้วยซอสสูตรลับของ ฮ่องกง ฟิชเชอร์แมน เคล็ดลับความอร่อยสไตล์ฮ่องกงจากส่วนผสมชั้นดี เหมาะสำหรับนำไปผัดหรือจิ้มอาหารฮ่องกงสุดโปรดของคุณ โดยมี 2 สูตรให้เลือก คือ “ซอสพริกเซี่ยงไฮ้” และ “ซอสเอ็กซ์โอ” จำหน่ายในราคาเพียง 203 – 459 บาทเท่านั้น

เมนู Cook at Home จากร้าน ฮ่องกง ฟิชเชอร์แมน อยู่ในบรรจุภัณฑ์แบบสุญญากาศ มีทั้งแบบแช่เย็นและแช่แข็ง โดยแบบแช่เย็นสามารถเก็บได้นานถึง 4 วัน และแบบแช่แข็งสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นเดือน อีกหนึ่งทางเลือกดีๆ เพื่อตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว แต่ใส่ใจเรื่องความอร่อย สั่งอาหารหรือสอบถามเพิ่มเติม โทร. 02-833-5434-5 ร้านฮ่องกง ฟิชเชอร์แมน ตั้งอยู่บริเวณล็อบบี้ อาคาร 12 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เปิดบริการทุกวัน เวลา 11.00 – 20.00น. (รับออเดอร์สุดท้ายเวลา 19.00 น.) พร้อมให้บริการรับประทานที่ร้าน ซื้อกลับบ้าน และเดลิเวอรี่ โดยสามารถสั่งอาหารผ่านไลน์: Hong Kong Fisherman หรือแอปพลิเคชันชั้นนำ ทั้งไลน์แมน แกร็บฟู้ด ฟู้ดแพนด้า และโรบินฮู้ด ติดตามอัปเดตและโปรโมชั่นใหม่ๆ ได้ที่เฟซบุ๊ก Hong Kong Fisherman

สัมผัสสุนทรียภาพแห่งการช้อปปิ้งแบบเหนือระดับกับ Gaysorn Designer’s Lane

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/travel/663529

วันที่ 19 ก.ย. 2564 เวลา 12:02 น.สัมผัสสุนทรียภาพแห่งการช้อปปิ้งแบบเหนือระดับกับ Gaysorn Designer’s Lane จุดนัดพบของคนรักแฟชั่น Gaysorn Village เปิดประสบการณ์ช้อปปิ้งแบบเหนือระดับไปกับ Gaysorn Designer’s Lane แหล่งรวมแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับไฮเอนด์จากทั่วทุกมุมโลก พร้อมชมงานแสดงศิลปะ Art Installation สุดตระการตาผลงานจากแบรนด์แฟชั่นชื่อดัง

กินเที่ยวโพสต์ทูเดย์ ชวนนักช้อปมาเติมเต็มทุกความสุขแห่งการช้อปปิ้งแบบเหนือระดับไปกับที่สุดแห่งไลฟ์สไตล์เออร์บันวิลเลจ แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทย เกษรวิลเลจ (Gaysorn Village) ที่ล่าสุดเปิดตัว เกษร ดีไซน์เนอร์ เลนส์ (Gaysorn Designer’s Lane) จุดนัดพบเหล่าคนรักแฟชั่นผู้หลงใหลในความเอ็กซ์คลูซีฟ ในบริเวณพื้นที่ชั้น G และชั้น 1 ของเกษรวิลเลจ ที่รวบรวมแแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับไฮเอนด์จากทั่วทุกมุมโลกที่ทุกคนรอคอย พร้อมต้อนรับให้เหล่าผู้มาเยือนได้เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศอันสุนทรีย์ของงานศิลปะ Art Installation ชิ้นพิเศษ ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดย 2 ศิลปินชื่อดัง ได้แก่ ดีไซน์เนอร์มากฝีมืออย่าง บิยาน (Biyan) และนักออกแบบชาวอินโดนีเซีย เฟลิกซ์ จาห์ยาดี (Felix Tjahyadi) ร่วมกับ คลับ 21 ประเทศไทย (Club 21 Thailand) ที่สามารถเข้าชมได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงเดือนมกราคม 2565

จิรัสย์ วัฒนภัทรเศรษฐ์ รองกรรมการบริหารฝ่ายการตลาดเกษรวิลเลจ กล่าวถึงจุดเด่นของ เกษร ดีไซน์เนอร์ เลนส์(Gaysorn Designer’s Lane) ว่า “เราต้องการยกระดับประสบการณ์การมาเยือนเกษรวิลเลจให้กับเหล่าผู้หลงใหลแฟชั่นทุกคน ด้วยแบรนด์แฟชั่นที่ครบครันจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งแบรนด์ไฮเอนด์ แบรนด์ไลฟ์สไตล์ ไปจนถึงแบรนด์สตรีทแฟชั่น ที่มีทั้งรูปแบบของคอนเซ็ปต์สโตร์ และแฟล็กชิพสโตร์ บนพื้นที่ชั้น G และชั้น 1 พร้อมตอบโจทย์ในทุกสไตล์การแต่งตัวของเหล่าแฟชั่นเลิฟเวอร์ได้ในทุกวัน อีกทั้งเรายังให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องของการตกแต่งภายใน เพราะนับเป็นทัศนวิสัยที่ผู้มาเยือนทุกท่านจะต้องได้พบ ซึ่งล่าสุดก็ได้ดีไซน์เนอร์ชื่อดังอย่างบิยาน (Biyan) และเฟลิกซ์ จาห์ยาดี (Felix Tjahyadi) ร่วมกับคลับ 21 ประเทศไทย (Club 21 Thailand) มาออกแบบผลงาน Art Installation ชิ้นเยี่ยม เพื่อต้อนรับเหล่าคนรักแฟชั่นและลูกค้าทุกท่าน”     

เกษร ดีไซน์เนอร์ เลนส์ (Gaysorn Designer’s Lane) จุดนัดพบของคนรักแฟชั่นที่รวบรวมแบรนด์แฟชั่นชั้นนำระดับโลกเอาไว้มากมาย อาทิ CLUB 21 Multi-Label Women บูติคแห่งใหม่ที่พร้อมให้เหล่าสาวกแฟชั่นได้อัพเดทคีย์ลุคเด่นประจำรันเวย์ในแต่ละซีซั่น ไม่ว่าจะเป็น แบรนด์ Biyan, Acne Studios, Balmain, Erdem, Dries Van Noten, Jacquemus, Jil Sander, Johanna Ortiz, Junya Watanabe, Rochas, The Row, Thom Browne, Victoria Beckham, Yohji Yamamoto และอื่นๆ อีกกว่า 30 แบรนด์ และยังมี Club 21 Multi-Label Men แฟชั่นเดสติเนชั่นแห่งใหม่ สำหรับชายหนุ่มผู้หลงใหลในแฟชั่นและการแต่งตัว

นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์ชั้นนำอีกมากมาย อาทิ COMME des GARCONS สาขาใหญ่ที่สุดในประเทศไทย, CDGCDGCDG ซึ่งเป็นร้าน Free Standing แห่งแรกนอกประเทศญี่ปุ่น, Boss แบรนด์แฟชั่นระดับไฮเอนด์ สำหรับคุณสุภาพบุรุษที่หลงใหลในทุกความปราณีตของการแต่งกาย, BOYY แฟล็กชิพสโตร์แห่งแรกของประเทศไทยในคอนเซ็ปต์ที่ผสานความคลาสสิกของ BOYY เข้ากับความร่วมสมัย, Bang & Olufsen (B&O) แบรนด์เครื่องเสียงระดับไฮเอนด์จากเดนมาร์กที่มีประวัติยาวนานกว่า 95 ปี, Marie France Van Damme แฟล็กชิพสโตร์แบรนด์แฟชั่นแนวรีสอร์ทแวร์ระดับโลกที่ยกระดับการแต่งกายในช่วงเวลาการพักผ่อนให้หรูหราขึ้นกว่าเดิม, RIMOWA แฟล็กชิพสโตร์ แบรนด์กระเป๋าเดินทางที่ได้รับการยอมรับจากนักเดินทางทั่วโลกมากว่า 80 ปี และ Steinway & Sons อาร์ทิซานเปียโน ที่มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นเฉพาะตัว ช่วยเพิ่มสุนทรียภาพให้ผู้ฟังประหนึ่งรับชมการแสดงคอนเสิร์ตระดับโลกที่ศิลปินทั่วโลกต่างเลือกใช้

รวมถึงโซนนาฬิกาที่รวบรวมเรือนเวลาหรูที่หายาก และควรค่าแก่การเก็บสะสม ที่นอกจากจะมีแบรนด์นาฬิกาสุดหรู อาทิ CORUM, Carl F. Bucherer, Grand Seiko, Hublot, Jaquet Droz, Parmigiani Fleurier, Patek Philippe, Rolex, SARCAR, Backes & Strauss, Erwin Sattler, DeWitt, HYT, Cyrus, Speake-Marin, Schwarz-Etienne, Pierre DeRoche, Rudis Sylva และอีกหลากหลายแบรนด์แล้ว ยังมีแบรนด์นาฬิกาสุดเอ็กซ์คลูซีฟระดับโลกมาอยู่ที่นี่อีกด้วย อาทิ AP House by Audemars Piguet แบรนด์นาฬิกาชื่อดังระดับโลกสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งนับเป็น AP House แห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแห่งที่ 8 ของโลก รวมถึง Seiko Service Center ศูนย์บริการหลังการขาย และบริการอื่นๆ ของ Grand Seiko และ Alba อย่างครบวงจร และ Geneva Master Time ศูนย์บริการรับรองลูกค้าในประเทศไทย ที่กำลังจะเปิดให้บริการในเดือนตุลาคม 2564

อีกหนึ่งความน่าสนใจของ เกษรวิลเลจ (Gaysorn Village) คือการร่วมมือกับดีไซน์เนอร์มากฝีมืออย่าง บิยาน (Biyan) และนักออกแบบชาวอินโดนีเซีย เฟลิกซ์ จาห์ยาดี (Felix Tjahyadi)  ร่วมด้วย คลับ 21 ประเทศไทย (Club 21 Thailand) ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อจัดแสดงที่ เกษรวิลเลจ (Gaysorn Village) โดยเฉพาะ ซึ่งเริ่มต้นความงดงามทางศิลปะที่บริเวณสะพานแก้วที่ทอดยาว 20 เมตร ประดับตกแต่งด้วยลวดลายดอกไม้อันเป็นเอกลักษณ์จากงานออกแบบของบิยาน (Biyan) พร้อมฝูงนกที่พร้อมนำสายตาผู้มาเยือนไปสู่สวนสวย และเมื่อก้าวเข้าสู่ส่วนทางเข้าโซนโคคูน (Cocoon) ก็จะพบกับการจัดแสดงที่พร้อมต้อนรับทุกคนด้วยเวทย์มนต์แห่งศิลปะ ผ่านการร้อยเรียงผืนผ้าลายบุปผาที่ถูกแขวนด้วยมือ และทับซ้อนกันเป็นเลเยอร์ อีกหนึ่งผลงานไฮไลท์คือจุดที่เป็นปักษา 2 ตัว ที่โผบินอย่างเป็นอิสระอยู่บนโถงเพดาน ซึ่งเป็นชิ้นงานที่ประดิษฐ์จากโครงหวาย และผืนผ้า เพื่อเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความเข้มแข็ง การเปลี่ยนแปลง และการเกิดใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบจากครุฑ ไก่แจ้ นกอินทรีย์ และนกฟีนิกซ์ ที่เชื่อมโยงกับสัญลักษณ์ประจำประเทศไทย และอินโดนีเซีย เพื่อเป็นการสื่อถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและอินโดนีเซีย

นอกจากนี้ เกษรวิลเลจ (Gaysorn Village) ยังมีบริการสุดเอ็กซ์คลูซีฟ เพื่อให้เหล่าผู้หลงรักแฟชั่นได้สัมผัสกับประสบการณ์การช้อปปิ้งอย่างเหนือระดับกับ The Uniquely Gaysorn Experience เริ่มจาก Personalized & Customized Experience ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคลจากหลากหลายแบรนด์ดังระดับโลก อาทิ คุณสามารถเลือกสีไม้ เลือกลาย Cover หรือสั่งทำตามแบบที่ต้องการ รวมไปถึงเลือกผ้า และผิวสัมผัสของลำโพง จากแบรนด์ Bang & Olufsen (B&O), Steinway & Sons ที่สามารถออกแบบเปียโนในสไตล์ของตัวเองกับคอลเลกชั่นพิเศษอย่าง Crown Jewel Collection ที่ให้ทุกท่านได้เลือกไม้ที่เหมาะกับตัวคุณ, SARCAR นาฬิกาสุดหรูจากสวิสเซอร์แลนด์ กับคอนเซ็ปต์ “Creator of Dream” ที่จะสานฝันให้กับผู้ที่รักนาฬิกา สามารถเลือกทั้งรูปแบบหน้าปัด และวัสดุที่นำมาใช้หรืออัญมณีประดับได้ด้วยตัวคุณเอง ถัดมาที่ Gaysorn Concierge – Customer Relations บริการจากพนักงานอำนวยความสะดวกมากประสบการณ์ รวมถึงการเปิดตัว Gaysorn Diamond Lounge (เกษร ไดมอนด์ เลานจ์) ใหม่ พื้นที่บริการสุดพรีเมี่ยมที่เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบครัน เอกสิทธิ์พิเศษของลูกค้า Privilege จากเกษรวิลเลจ

สำหรับแฟชั่นเลิฟเวอร์ที่ต้องการช้อปปิ้งจากหลากหลายช่องทาง เกษรวิลเลจ (Gaysorn Village) ยังมี Gaysorn “To you” ที่จะมาเติมเต็มการใช้ชีวิตในรูปแบบใหม่ ให้เหล่านักช้อปอุ่นใจเหมือนมาช้อปปิ้งเองที่เกษรวิลเลจ กับบริการ  You Shop We Drop เลือกช้อปปิ้งสินค้าจากหลากหลายแบรนด์ดังผ่าน Gaysorn Concierge Online ทางช่องทาง LINE @GaysornVillage พร้อมบริการส่งของให้ถึงรถยนต์ ต่อมาที่บริการ Luxury Delivery with Black Tie บริการจัดส่งสินค้าสุดเอ็กซ์คลูซีฟ โดยร่วมมือกับ The Black Tie Service เพื่ออำนวยความสะดวกในการจัดส่งสินค้าอย่างปลอดภัยให้ถึงหน้าบ้าน รวมถึงบริการ Gaysorn Experience To Your Place บริการที่จะช่วยสร้างประสบการณ์สุดพิเศษแบบเหนือระดับ เพียงแจ้งความต้องการซื้อสินค้าผ่าน Gaysorn Concierge – Customer Relations ผู้ช่วยช้อปฯ ก็จะเนรมิตสินค้าจากหลากหลายแบรนด์ดัง ไปให้ทุกท่านเลือกสรรถึงบ้าน และพิเศษสุดกับบริการ Online Redemption ให้เหล่านักช้อปสามารถสะสมยอดการซื้อสินค้า และบริการในเกษรวิลเลจได้ผ่านทางช่องทาง LINE @GaysornVillage ซึ่งจะมีพนักงาน Concierge คอยให้บริการออนไลน์อีกด้วย

พบกับ เกษร ดีไซน์เนอร์ เลนส์ (Gaysorn Designer’s Lane) ที่รวมแบรนด์ไฮเอนด์ชั้นนำระดับโลกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมเยี่ยมชมผลงาน Art Installation จากดีไซน์เนอร์ และนักออกแบบชื่อดังได้แล้ววันนี้ที่ เกษรวิลเลจ (Gaysorn Village)

หูไม่ได้ยิน เสี่ยงสมองเสื่อม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/671349

วันที่ 23 ธ.ค. 2564 เวลา 11:17 น.หูไม่ได้ยิน เสี่ยงสมองเสื่อมห่วง! องค์การอนามัยโลกเตือน หูไม่ได้ยิน เสี่ยงสมองเสื่อมและพัฒนาการช้า ย้ำเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่คิด หมอจุฬาฯ แนะตรวจคัดกรองผู้สูงวัย 50 ปีขึ้นไป และเด็กก่อนวัยเรียนทุกคน

ปัจจุบัน ประชากร 1 ใน 5 ของโลกมีปัญหาด้านการได้ยินและมีแนวโน้มที่จะเป็นสูงขึ้นถึง 1 ใน 4 และจากปัจจัยนี้เอง ทำให้ในช่วงเดือนที่ผ่านมา องค์การอนามัยโลก หรือ WHO (World Health Organization) ได้ออกมาแถลงการณ์เป็นครั้งแรกของโลกอย่างเป็นทางการถึงแนวทางในการตรวจคัดกรองปัญหาการได้ยินในกลุ่มเสี่ยง สำหรับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลก

ปัญหาใหญ่ หูไม่ได้ยิน เสี่ยงสมองเสื่อม

อ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร แพทย์เฉพาะทาง หน่วยโสตประสาทวิทยา ฝ่ายโสต ศอ นาสิก โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และนักวิจัยอาวุโส ระดับ senior fellow หนึ่งในทีมวิจัย University College London  เผยว่า “ปัจจุบัน จำนวนผู้มีปัญหาการได้ยิน โดยเฉพาะในผู้มีอายุเกินกว่า 60 ปี มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากเรื่อย ๆ ซึ่งในขณะนี้ สามารถพบผู้มีปัญหาการได้ยินเป็นจำนวนกว่า 65% ทั้งนี้ ปัญหาการได้ยิน นำมาซึ่งภาวะไม่พึงประสงค์หลายประการ เช่น ภาวะแยกตัวจากสังคม ภาวะซึมเศร้า ปัญหาการทรงตัวพลัดตกหกล้ม สับสน มีอารมณ์ฉุนเฉียว ทะเลาะกับครอบครัว กลายเป็นไม่พูดคุยกัน ซึ่งภาวะเหล่านี้นั้นนอกจากทำให้คุณภาพชีวิตลดลงแล้ว ยังล้วนเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมตามมาด้วยทั้งสิ้น”

“ปัญหาการได้ยิน นับเป็นปัจจัยเสี่ยงสูงสุดของการเกิดภาวะสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนทั่วไปนึกไม่ถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในผู้สูงอายุที่มีปัญหาการได้ยินจะมีความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับคนวัยเดียวกันที่ไม่มีปัญหาทางการได้ยิน  อย่างไรก็ดี นับเป็นข่าวดีที่ภาวะสมองเสื่อมที่เกิดจากปัญหาการได้ยินนี้เป็นสิ่งที่สามารถป้องกันได้ เพราะทีมวิจัยพบว่าความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อมนี้จะหายไปถ้าผู้สูงอายุได้รับการดูแลและรักษาด้านการได้ยินจนหายดีแล้ว ส่วนสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่มีปัญหาทางการได้ยินเกิดความเสี่ยงในการเกิดภาวะสมองเสื่อมนั้น เกิดจาก เมื่อมีเสียง คำพูด การสนทนาเข้าไปกระตุ้นสมองน้อยลง สมองก็จะเสื่อมถอยและประมวลผลได้น้อยลง ช้าลงเรื่อย ๆ เมื่อนานวันเข้า จากงานวิจัยและภาพแสกนสมองพบว่าเนื้อสมองฝ่อลงไปได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะเนื้อสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแปลผลภาษา ซึ่งเมื่อถึงภาวะนี้แล้วนั้น การกระตุ้นให้สมองกลับมาทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพดังเดิมอาจต้องใช้เวลามาก”

องค์การอนามัยโลกย้ำ เด็กก่อนวัยเรียน ต้องตรวจทุกคน

นอกจากในวัยผู้สูงอายุแล้ว องค์การอนามัยโลกก็ให้ความสำคัญกับกลุ่มเด็กก่อนวัยเรียนไม่แพ้กัน ชี้ชัดเป็นครั้งแรกว่า เด็กก่อนเข้าโรงเรียนควรตรวจคัดกรองระดับการได้ยินทุกคน ทั้งนี้ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มีการเรียนรู้และพัฒนาการทางด้านภาษาและสติปัญญาอย่างเต็มความสามารถ นอกจากนั้น ยังแนะว่าโรงเรียนและแพทย์ควรให้ความรู้กับเด็ก ๆ และครอบครัวในการดูแลสุขภาพหูโดยร่วมมือกับทางโรงเรียนในพื้นที่อีกด้วย

อ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร ได้กล่าวเสริมว่า “กว่า 60% ของปัญหาการได้ยินโดยเฉพาะในเด็กเกิดจากสาเหตุที่ป้องกันได้ เช่น การรักษาภาวะติดเชื้อในหู การรับเสียงดังเกินควร การได้รับยาบางชนิดที่เป็นพิษต่อหู ปัญหาการติดเชื้อ หูน้ำหนวก ปัญหาขี้หูอุดตัน ปัญหาสิ่งแปลกปลอมในช่องหู และความผิดปกติผิดรูปอื่น ๆ ของช่องหู เป็นต้น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ โดยเฉพาะการติดเชื้อเรื้อรังในช่องหูนั้นเป็นปัจจัยที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องตรวจหาปัญหาและตรวจคัดกรองเพื่อป้องกันปัญหาด้านการได้ยินที่อาจเกิดอย่างถาวรได้จากการติดเชื้อ ซึ่งจะเป็นเรื่องน่าเสียดายเป็นอย่างมาก เพราะปัญหาเหล่านี้สามารถรักษาให้หายขาดได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างทันท่วงที”

หมอจุฬาฯ แนะตรวจคัดกรองทุกคน

อ.ดร.พญ.นัตวรรณ อุทุมพฤกษ์พร ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า “เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดภาวะที่ไม่พึงประสงค์และผลข้างเคียงของปัญหาการได้ยินทั้งในผู้สูงวัยและในเด็กก่อนวัยเรียน องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป และเด็กก่อนวัยเรียนควรได้รับการตรวจคัดกรองการได้ยินทุกคน เพื่อทำการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและ รับการดูแลรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่ม ก่อนที่ปัญหาจะลุกลานใหญ่โต และเกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ตามมาได้ และถ้าไม่มีการตรวจคัดกรองการได้ยิน หลายท่านอาจไม่ทันได้สังเกตุตนเองเนื่องจากความเสื่อมมักจะค่อย ๆ เกิดขึ้นทีละน้อย ซึ่งจากสถิติพบว่าในผู้สูงอายุส่วนใหญ่ที่มีปัญหาการได้ยิน กว่าที่จะตัดสินใจเข้ารับการรักษานั้น หลาย ๆ ท่านทนทุกข์ทรมานกับปัญหาการได้ยินมากว่าสิบปี ซึ่งอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ตามมาอย่างมากมาย ถ้าท่านหรือคนที่ท่านรักเริ่มรู้สึกว่ามีปัญหาการได้ยิน หรือแม้ไม่แน่ใจก็อย่านิ่งนอนใจ ควรทำการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านหูคอจมูกที่เชี่ยวชาญจะดีที่สุด จากงานวิจัยของหมอที่ทำร่วมกับทีมวิจัยในอังกฤษพบว่าผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลรักษาปัญหาการได้ยินตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยพัฒนาทั้งในแง่คุณภาพชีวิต สุขภาพกาย สุขภาพจิต ของผู้สูงอายุได้เป็นอย่างมาก”

วิธีการรักษาที่หลากหลาย เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/671311

วันที่ 22 ธ.ค. 2564 เวลา 18:22 น.วิธีการรักษาที่หลากหลาย เพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมผศ.พญ.เอื้อมแข สุขประเสริฐ หัวหน้าหน่วยมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น เผยเรื่องที่ทุกคนต้องรู้เกี่ยวกับมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านม เป็นหนึ่งในโรคมะเร็งอันดับต้น ๆ ที่คร่าชีวิตผู้หญิงนับล้านทั่วโลก ซึ่งอุบัติการณ์ของมะเร็งเต้านมในไทย เมื่อเทียบกับโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ ในผู้หญิงไทย พบว่ามะเร็งเต้านมถือเป็นโรคที่พบมากเป็นอันดับหนึ่ง โดยจากจำนวนผู้ป่วยมะเร็งในหญิงไทยทั้งหมดมีมากถึง 22.8% ที่ป่วยด้วยมะเร็งเต้านม และมากถึงหนึ่งในสี่ของผู้หญิงไทยทั้งหมดมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม สถิตินี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในการหมั่นตรวจคัดกรองประจำปีและเข้ารับการรักษามะเร็งเต้านมตั้งแต่ระยะต้น ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษาและลดอัตราการเสียชีวิต เพราะปัจจุบันความก้าวหน้าด้านวิทยาการทางการแพทย์และนวัตกรรมการรักษาที่หลากหลาย จะช่วยมอบทางเลือกในการรักษาให้กับผู้ป่วยมะเร็งเต้านมได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น

ผศ.พญ.เอื้อมแข สุขประเสริฐ หัวหน้าหน่วยมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลศรีนครินทร์ ขอนแก่น กล่าวว่า “ในปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่ามะเร็งเต้านมไม่ได้น่ากลัวอย่างในอดีต โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยได้รับการตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มแรก ก็มีโอกาสเพิ่มขึ้นให้สามารถรักษาให้หายได้ โดยไม่จำเป็นต้องเสียทรัพยากรในการรักษามากนัก ยาแพง ๆ ก็อาจจะไม่จำเป็น นั่นคือเหตุผลที่เราให้ความสำคัญกับการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม ไม่ว่าจะเป็นการตรวจด้วยแมมโมแกรม (Mammogram) หรือการตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) สำหรับรายที่มีความเสี่ยงสูง”

อีกสิ่งที่แพทย์ให้ความสำคัญคือการวินิจฉัยระยะของมะเร็ง เพราะมะเร็งรักษาหายได้ในระยะแรก และถือเป็นโชคดีที่คนไข้ส่วนใหญ่มากกว่า 60 – 70% มาพบแพทย์เมื่ออยู่ในระยะเริ่มต้น โดยการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมในทางการแพทย์แนะนำสำหรับผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นวัยที่มีความเสี่ยงต่อโรค ดังนั้นคนกลุ่มนี้ควรได้รับการตรวจคัดกรองแบบแมมโมแกรมอย่างน้อยปีละครั้ง เพราะการตรวจในปีถัดไปอาจตรวจเจอเซลล์มะเร็งระยะเริ่มต้นที่กำลังพัฒนาขึ้นได้  และสำหรับสตรีที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ที่ไม่มีประวัติคนในครอบครัวอยู่ในกลุ่มเสี่ยง และใช้ชีวิตตามปกติควรได้รับการตรวจคัดกรองอย่างน้อยสักครั้ง และหากไม่พบความผิดปกติใด ๆ อีก 2 – 3 ปี จึงค่อยรับการตรวจซ้ำ

ส่วนสาเหตุของมะเร็งเต้านม แม้ในปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจน แต่เมื่อพิจารณาแล้วพบว่า มะเร็งเต้านมมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่หากใครสัมผัสกับฮอร์โมนเพศหญิงเป็นเวลานาน ๆ เช่น ผู้ที่ประจำเดือนมาเร็ว ผู้ที่หมดประจำเดือนช้า แต่งงานแล้วไม่มีบุตร กลุ่มนี้เรียกว่าไม่มีช่วงพักให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย เพราะฉะนั้นจึงเป็นกลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูง อีกสาเหตุที่เป็นไปได้คือผู้ที่มีความผิดปรกติทางด้านพันธุกรรม (Genetic) คือมียีนที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์แล้วก่อให้เกิดมะเร็งเต้านม (Hereditary) นับเป็นอีกกลุ่มความเสี่ยงสูง อย่างกรณีของ แองเจลิน่า โจลี ที่ตัดเต้านมทั้งสองข้างออก (prophylactic mastectomy) เพราะตรวจแล้วรู้ว่าตนเองมียีนกลุ่มนี้อยู่ เพราะหากปล่อยไปจนอายุ 40 – 50 ปี จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ถึง 60 – 85% และมีโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่ได้อีก 15 – 40% ดังนั้นการผ่าตัดเอาเต้านมทั้งสองข้างออกจึงเป็นวิธีการป้องกันที่แนะนำสำหรับกลุ่มนี้

ผศ.พญ.เอื้อมแข ยังกล่าวด้วยว่า “การวินิจฉัยมะเร็งเต้านมนอกจากระยะของโรคและสาเหตุแล้ว การพยากรณ์โรคยังมีส่วนสำคัญต่อทางเลือกที่เหมาะสมในการรักษา เช่นหากมีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสิบรายมายืนเรียงกันเพื่อรับการรักษา แม้จะมีก้อนมะเร็งขนาดเท่ากัน แต่ทั้งสิบรายนี้จะมีการพยากรณ์ของโรคที่แตกต่างกันอันเนื่องมาจากระยะของโรคและชนิดของมะเร็งที่ต่างกัน”    

ทั้งนี้ มะเร็งเต้านมสามารถจำแนกได้เป็น 4 กลุ่มตามการวินิจฉัยและการพยากรณ์ของโรค สองกลุ่มแรกคือกลุ่ม Luminal A และกลุ่ม Luminal B สองกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เซลล์มะเร็งมีตัวรับ (receptor) ทางฮอร์โมน ได้แก่ ตัวรับฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen receptor) และ/หรือ ตัวรับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone receptor) จึงสามารถรักษาด้วยยาที่ออกฤทธิ์ต่อตัวรับเหล่านี้ได้ ทำให้เป็นกลุ่มที่มีการพยากรณ์โรคที่ดี ผู้ป่วยมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่ากลุ่มอื่นๆ กลุ่มที่สามคือกลุ่ม HER2+ เป็นกลุ่มที่มียีนก่อมะเร็งชนิด HER2 และกลุ่มที่สี่คือกลุ่ม TNBC (Triple Negative Breast Cancer) เป็นกลุ่มที่ไม่มีทั้งตัวรับทางฮอร์โมนและยีนก่อมะเร็งชนิด HER2 จึงเป็นกลุ่มที่มีการพยากรณ์โรคที่ไม่ดี ผู้ป่วยมีโอกาสกลับเป็นซ้ำสูงและเสียชีวิตได้ในเวลาอันสั้น

ด้านการรักษามะเร็งเต้านมนั้น ด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องช่วยเพิ่มทางเลือกในการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยในระยะและชนิดมะเร็งที่แตกต่างกันได้  ไม่ว่าจะเป็นยาต้านฮอร์โมน ยาเคมีบำบัด หรือ “การรักษามะเร็งแบบมุ่งเป้า” (Targeted Therapy) ที่เป็นการรักษามะเร็งที่กำหนดเป้าหมายการรักษาตรงไปที่เซลล์มะเร็ง เพื่อหยุดหรือชะลอการเจริญเติบโตเฉพาะเซลล์มะเร็งเท่านั้น แต่จะไม่ทำอันตรายกับเซลล์ปกติ ที่ช่วยเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยระหว่างรับการรักษาให้ดียิ่งขึ้นด้วย  อีกทั้งแนวโน้มในปัจจุบันที่พยายามเข้าสู่วิธีการรักษาแบบจำเพาะบุคคล (Personalized treatment) ให้มากที่สุด เพื่อออกแบบการรักษารวมทั้งรับยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยรายนั้น ๆ มากที่สุดโดยไม่จำกัดว่าจะต้องใช้ยาชนิดเดียว  เช่น อาจใช้ทั้งยาต้านฮอร์โมนควบคู่กับยาแบบมุ่งเป้าที่สามารถเสริมประสิทธิภาพในการรักษาให้ดียิ่งขึ้น เป็นต้น

อีกทั้งการตรวจติดตามหลังการรักษาระยะต้นอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันและเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้ำและแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง และ “สำหรับโรคมะเร็งเต้านมนั้น หากผู้ป่วยได้รับการรักษาได้ตรงชนิดของมะเร็ง และในเวลาที่เหมาะสม รวมถึงโอกาสที่ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงยาและการรักษาก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาได้ ซึ่งสิ่งที่ควรตระหนักและให้ความสำคัญเช่นกันคือการส่งเสริมความเท่าเทียมและความเสมอภาคในการเข้าถึงการรักษาโรคมะเร็งให้กับประชาชนไทยทุกคน ล่าสุดกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศนโยบาย “มะเร็งรักษาได้ทุกที่” ในหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือ สิทธิบัตรทอง ซึ่งสิ่งที่ควรร่วมกันผลักดันต่อไปคือการให้ยารักษามะเร็งที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะยากลุ่มที่ใช้รักษามะเร็งในระยะลุกลามหรือระยะแพร่กระจายได้เข้าไปบรรจุในบัญชียาแห่งชาติ เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งต่าง ๆ รวมทั้งมะเร็งเต้านมที่ด้อยโอกาสมีสิทธิเข้าถึงการรักษาที่เหมาะสม” ผศ.พญ.เอื้อมแข กล่าวปิดท้าย

กินเพื่อโลก กินอย่างไร…ให้ปลอดภัยยั่งยืน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/671259

วันที่ 22 ธ.ค. 2564 เวลา 12:20 น.กินเพื่อโลก กินอย่างไร...ให้ปลอดภัยยั่งยืนอนาคตและความยั่งยืนของโซ่อาหารไทย : กินอาหารหมดจานคงไม่พอ แต่ต้องกินเพื่อไปต่อกับโลกใบนี้

อาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ควรตระหนักและรู้ถึงที่มาของการผลิตและการบริโภคให้ปลอดภัยแบบยั่งยืน เพื่อเป็นทางออกในการกินของมนุษย์ในยุคที่กำลังถูกธรรมชาติเอาคืน Urban Creature และ Oxfam in Thailand จับมือกันชวนผู้คนแวดวงอาหาร มาเสวนาในงาน ‘The Last Meal : Our Last Chance to Eat Right’ ที่ร้าน Na Café at Bangkok 1899 ให้รู้ว่ากินอาหารหมดจานคงไม่พอ แต่ต้องกินเพื่อไปต่อกับโลกใบนี้ ในหัวข้อ “อนาคตและความยั่งยืนของโซ่อาหารไทย” ดำเนินรายการโดยคุณ จอมขวัญ หลาวเพ็ชร์

การเสวนาภายในงาน นอกจากเป็นการทำความเข้าใจเรื่องความปลอดภัยของอาหาร ยังเป็นพื้นที่ให้คนตลอดสายพานอุตสาหกรรมอาหาร ตั้งแต่ผู้ออกแบบนโยบาย ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย ผู้บริโภค ได้หาทางออกร่วมกัน เพื่อเป็นแนวทางให้อยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน ผ่านประเด็นที่น่าสนใจมากมาย อาทิ Food Safety (การตรวจสอบความปลอดภัยทางอาหาร), Ocean Sustainability (การรณรงค์ไม่จับสัตว์น้ำวัยอ่อนและในแหล่งเพาะพันธุ์), Air Pollution (ไก่ไร่ฝุ่น) และ Equality (ความเท่าเทียมทางการค้าและแรงงาน)

พัทธมน รุ่งชวาลนนท์ ตัวแทนจาก UNDP Accelerator Lab Thailand ให้ความสำคัญของการตรวจสอบความปลอดภัยของอาหาร โดยยกเคสภาคใต้ การสร้าง Trust ให้ผู้บริโภคในภาคใต้, ระบบนิเวศด้านอาหารในท้องถิ่น (ยะลา), ให้คนในพื้นที่รู้ที่มาของแหล่งอาหาร และโมเดลสมาพันธ์เกษตรยั่งยืน

นิทัสมัย รัญเสวะ ตัวแทนจาก Thailand Policy Lab หลังจากแนะนำการทำงานของ Thailand Policy Lab ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ของ UNDP กล่าวถึงนวัตกรรมที่นำมาใช้ออกแบบนโยบาย เพื่อดึง Stakeholder มามีส่วนร่วม “เราจะดูก่อนว่าแต่ละนโยบายตั้งแต่ต้นจนจบ ในแต่ละจุดนั้นสามารถทำได้อย่างไรบ้าง สามารถนำนวัตกรรมอะไรมาใช้ได้บ้าง วิธีการไปสู่คำตอบที่เราต้องการ เราต้องรู้ว่าทำไมผู้บริโภคต้องการแบบนี้ เมื่อเข้าใจข้อมูลอย่างแท้จริง จึงไปสู่การออกแบบนโยบายเพื่อแก้ปัญหา”

การตรวจสอบความปลอดภัยของอาหาร ได้อ้างอิงถึง “ส้ม” พืชเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูงและมีห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ อยู่คู่กับชีวิตคนไทยในทุกรูปแบบ แต่จากการตรวจสอบของเครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช พบว่า ส้ม 1 ผล มีสารเคมีตกค้างมากถึง 55 ชนิด ซึ่งเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัย (MRL) โดยสารเคมีตกค้างเป็นชนิดดูดซึมที่ไม่สามารถล้างออกได้ถึง 28 ชนิด นอกจากนี้ธรรมชาติของส้มจะให้ผลผลิตเพียงปีละ 1 ครั้ง ในช่วงเดือนธันวาคม – มีนาคม ซึ่งถือเป็นช่วงที่ปลอดภัยที่สุดเพราะเป็นส้มในฤดูกาล แต่ตลาดทีต้องการส้มตลอดทั้งปี ทำให้เกษตรกรใช้สารเคมีมากกว่าปกติ เพื่อผลิตส้มได้ตามความต้องการ ต้องการของผู้บริโภค ทำให้ผู้ผลิตต้องฉีดพ่นยาฆ่าแมลงและสารกำจัดศัตรูพืช ถึง 52 ครั้งต่อปี หรือทุกสัปดาห์ ผู้บริโภคจึงควรมีสิทธิ์ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับส้มที่ซื้อผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตอย่างถูกต้อง มีกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ เพื่อทราบแหล่งที่มาของส้ม กระบวนการผลิตส้มตลอดปีทั้งในและนอกฤดู

สุวรรณา หลั่งน้ำสังข์ ผู้บริหารร้าน Lemon Farm ให้มุมมองเรื่องอาหารปลอดภัยในประเทศไทยเอาไว้อย่างน่าคิด “ต้องถามตัวเองก่อนว่า ขอบข่ายของเราคือแค่ไหน ครอบครัวเรา ลูกของเรา อยากให้ปลอดภัยแค่ไหน เพราะจริงๆ มนุษย์เป็นธรรมชาติที่สะอาด แม้จะเป็นมนุษย์ที่มีการพัฒนาการมาเรื่อยๆ แต่โครงสร้างก็ยังเป็นมนุษย์ถ้ำ ไม่ได้เปลี่ยนเยอะ ฉะนั้นสารเคมีหรืออะไรที่แปลกปลอมเข้ามา ร่างกายจะไม่รู้จัก ไม่รู้จะทำยังไงมันก็เลยสะสมสารที่ก่อมะเร็งไปเรื่อยๆ เราควรจะเลือกทานอาหารที่ดีต่อร่างกายที่สุด เพราะอาหารเป็นจุดตั้งต้นของชีวิตที่ดีของสมอง สุขภาพ และความสุข ก่อนที่จะนำมันเข้าไปในร่างกายจะต้องไตร่ตรองให้ดี เพราะร่างกายเรามีค่า อาหารเกษตรอินทรีย์หรือออแกนิค น่าจะเหมาะกับร่างกายเราที่สุด”

ขุนกลาง ขุขันธิน เชฟผู้คิดค้นผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์แปรรูปไม่ใส่สารเคมี Trust me I’m CHEF ในฐานะผู้เลือกอาหารให้ผู้บริโภค ได้แบ่งความปลอดภัยในอาหารเอาไว้ 3 อย่าง “อันแรกก็คือปลอดภัยในขบวนการผลิต ขบวนการทำ ปลอดภัยแบบไม่มีเชื้อโรค ไม่มีสารปนเปื้อนใดๆ ในขบวนการผลิต พื้นที่ผลิตสะอาด ปลอดภัยที่สอง คือมีสารปนเปื้อนได้ในค่าที่ไม่เกินกำหนด ซึ่งค่าที่ว่าแต่ละที่มาก็จะต่างกัน ปลอดภัยที่สาม คือปลอดภัยกับสิ่งแวดล้อม ในความปลอดภัยเหล่านี้มันก็จะวนกลับมาที่หนึ่งสองสาม ยังไงก็ตามสารหรือสิ่งแปลกปลอมก็จะสะสมไปเรื่อยๆ จากการบริโภค”

การเสวนากล่าวถึงการรณรงค์ให้ซูเปอร์มาร์เก็ตในไทยวางขายผลิตภัณฑ์ ‘ไก่ไร่ฝุ่น’ เพื่อผลักดันเรื่องควันพิษ เพราะสาเหตุหลักๆ ของภาคเหนือที่เปลี่ยนไปมาจากการ ‘เผาไร่’ เพื่อปรับหน้าดิน โดยเฉพาะไร่ข้าวโพดเชิงอุตสาหกรรมที่นิยมเพาะปลูกบริเวณที่สูง เพราะมีผู้ผลิตอาหารรายใหญ่พร้อมรับซื้อเพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ เกษตรกรในหลายพื้นที่ภาคเหนือจึงนิยมปลูกข้าวโพด ซึ่งวิธีจัดการกับซังข้าวโพด หรือต้นข้าวโพดที่เก็บเกี่ยวแล้วได้ง่ายและเร็วที่สุดก็คือ ‘การเผา’

“ไก่” หนึ่งในสัตว์เศรษฐกิจ มีปริมาณการผลิตและบริโภคสูงกว่าเนื้อสัตว์ประเภทอื่น ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกไก่แปรรูปอันดับ 1 ของโลก และไก่เนื้อเป็นอันดับ 8 ของโลก ตั้งแต่ปี 2558 ความต้องการบริโภคไก่ไทยไต่สูงขึ้นเรื่อยๆ และปี 2563 ความต้องการบริโภคไก่ก็ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ถึง 1.7 ล้านตัน และ ข้าวโพด คือพืชเศรษฐกิจของไทย และเป็นอาหารหลักของไก่ที่ถูกจัดการด้วยวิธีเผา จึงมีปริมาณเพิ่มขึ้นตามความต้องการบริโภค รวมถึงปัญหา PM2.5

ช่วงท้ายการเสวนาในหัวข้อ “อนาคตและความยั่งยืนของโซ่อาหารไทย” ยังเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานซัก-ถาม แสดงความคิดเห็นผ่านมุมมองและประสบการณ์ของตัวเอง ก่อนจะไปอิ่มอร่อยกับอาหารจานเด่น จากเชฟ Na Café at Bangkok 1899 ที่สะท้อนประเด็นการพูดคุยอย่างออกรสและลงตัว

การบริโภคของเราจะช่วยโลกได้ หาก ‘การผลิต’ และ ‘การกิน’ ไม่ส่งผลกระทบต่อโลก และเปลี่ยนแปลงให้ ‘ปลอดภัยอย่างยั่งยืน’ ได้มากยิ่งขึ้น

ฟื้นฟูร่างกายให้ฟิตอย่างไร หลังหายป่วยจากโควิด?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/670841

วันที่ 17 ธ.ค. 2564 เวลา 11:40 น.ฟื้นฟูร่างกายให้ฟิตอย่างไร หลังหายป่วยจากโควิด?โดย นพ.นิพนธ์ จิริยะสิน อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลนครธน

การติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 คือการที่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย โดยปอดได้รับความเสียหายโดยตรง ซึ่งแต่ละคนที่ได้รับการติดเชื้อโควิด – 19 นั้นความรุนแรงของโรคมากน้อยอย่างไรขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ของแต่ละบุคคล อาทิ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันมากน้อยแค่ไหน การรักษาที่ทันท่วงทีหรือไม่ และภาวะโรคประจำตัวของแต่ละคนที่อาจก่อความรุนแรงของโรคได้เพิ่มขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อหายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 แล้ว คือการฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงดังเดิม และหลีกเลี่ยงการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 อีกครั้ง เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตให้สดชื่นและแข็งแรงกับหลักวิธีการดูแลตนเอง ดังนี้  

นพ.นิพนธ์ จิริยะสิน อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลนครธน

นพ.นิพนธ์ จิริยะสิน อายุรแพทย์เฉพาะทางโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ โรงพยาบาลนครธน กล่าวว่า การฟื้นฟูสมรรถภาพปอด โดยผู้ป่วยที่หายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 แล้ว ร่างกายจะยังไม่สดชื่น กระปรี้กระเปร่า เพราะนอนพักรักษาตัวเป็นเวลานาน รวมถึงปอดได้รับความเสียหายโดยตรงจากการติดเชื้อไวรัสโควิด–19 ร่างกายและปอดอาจยังฟื้นฟูได้ไม่ดีพอ ควรมีการออกกำลังกายเบาๆสม่ำเสมอ การฝึกหายใจ โดยหายใจเข้าลึกๆให้อากาศเข้าสู่ปอด และค่อย ๆ หายใจออกยาวๆจนสุด ทำเซ็ตละ 5 – 6 ครั้ง วันละ 3 เซ็ต

การฟื้นฟูกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรง อาจนอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลเป็นเวลานาน ร่างกายจึงไม่ได้เคลื่อนไหว ส่งผลให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง หรือฝ่อลีบได้ การบริหารร่างกายเบา ๆ ด้วยการบริหารกล้ามเนื้อแขน และขา หรือการฟื้นฟูกล้ามเนื้อด้วยนักกายภาพบำบัด จึงช่วยเพิ่มสมรรถภาพของกล้ามเนื้อให้แข็งแรงเร็วขึ้น

การฟื้นฟูสภาพจิตใจ ที่อาจยังรู้สึกกังวล ตื่นตระหนก หรือเกิดภาวะเครียดกับสถานการณ์โควิด-19 อาจร่วมแลกเปลี่ยนพูดคุย ออกกำลังกาย ฝึกสมาธิ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หรือหางานอดิเรกทำเพื่อให้ผ่อนคลายเพลิดเพลิน บางรายอาจเกิดภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง หรือที่เรียกว่า Post-Traumatic Stress Disorder – PTSD ที่สภาวะจิตใจเจอกับเหตุการณ์รุนแรงหวาดกลัวจากภาวะโควิด – 19 โดยหากมีอาการหวาดกลัว ตื่นตระหนก หลีกเลี่ยงการพูดถึงเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง หรือไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ปกติ ปลีกตัวออกจากสังคม นอนไม่หลับ นานเกิน 1 เดือนควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

สังเกตอาการลองโควิด (Long COVID)

หลังจากติดเชื้อไวรัสโควิด–19 ร่างกายยังสามารถเกิดการอักเสบอย่างต่อเนื่อง หรือยังฟื้นฟูร่างกายได้ไม่เต็มที่ แม้จะหายจากการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 แล้วก็ตาม อาจพบว่ายังมีอาการหายใจลำบาก รับออกซิเจนได้ไม่เต็มปอด รู้สึกอ่อนเพลีย หรืออาจเกิดภาวะเจ็บหน้าอก ใจสั่นหรืออื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ หรือผู้มีโรคประจำตัว เบาหวาน ความดันสูง โรคไต ภาวะอ้วน หากยังมีอาการควรรีบพบแพทย์ทันที เพื่อให้แพทย์เฉพาะทางวินิจฉัยรักษา

การดูแลใช้ชีวิตแบบ New Normal สวมหน้ากากก่อนออกจากบ้าน เว้นระยะห่าง และล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสคน สิ่งของ และอื่น ๆ รวมถึงลดความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 และลดการเกิดความรุนแรงของโรคที่อาจเกิดขึ้นซ้ำได้ ด้วยการฉีดวัคซีน

การดูแลเสริมภูมิคุ้มกันของร่างกาย

·      ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเน้นโปรตีน พวกเนื้อแดง เพื่อช่วยในการสร้างเซลล์ต่าง ๆของร่างกาย

ที่เพิ่มภูมิคุ้มกัน และช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

·      วิตามิน C ช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และต้านการอักเสบ โดยพบได้ในผักผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง พริกยวก

·      วิตามิน D3 ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคไข้หวัดได้ โดยสามารถรับได้จากแหล่งพลังงานหลักจากแสงแดด ที่ควรตากแดดเป็นประจำวันละ 15 – 30 นาทีต่อวัน

·      สังกะสี ช่วยลดการติดเชื้อในร่างกาย โดยพบได้จาก อาหารทะเล เต้าหู้ ข้าวกล้อง เห็ด ผักโขม งาดำ เนื้อสัตว์ ถั่ว

·      โพรไบโอติกแบคทีเรีย ที่เป็นแบคทีเรียตัวดีในร่างกาย ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของลำไส้ได้ดีขึ้น ช่วยทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายและเพิ่มภูมิคุ้มกัน โดยพบได้จาก      โยเกิร์ต กิมจิ นัตโตะ ผักดองต่าง ๆ ที่ผ่านการดองที่สะอาดและถูกสุขลักษณะ และพรีไบโอติก อาหารของแบคทีเรียตัวดี เพื่อฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในลำไส้ พบได้จาก หอมหัวใหญ่ หอมแดง กากใยต่าง ๆ เป็นต้น

แต่เพื่อการฟื้นฟูร่างกายหลังจากการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 แล้ว การรับประทานอาหารอาจได้รับสารอาหารไม่เพียงพอที่ร่างกายต้องการทุกวัน การเลือกรับประทานวิตามินเสริมอาจเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 

Doctor Quote: นอกจากการฟื้นฟู และเพิ่มภูมิคุ้มกันให้ร่างกายหลังการติดเชื้อไวรัสโควิด – 19 แล้ว สิ่งสำคัญคือกำลังใจของสมาชิกในครอบครัว และตัวเองเพื่อให้สามารถมีพลังและมีวินัยในการฟื้นฟูร่างกาย ให้กลับมาปกติอีกครั้ง

อะไรที่เรารู้และยังไม่รู้ เกี่ยวกับโควิดสายพันธุ์ ‘โอไมครอน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/669455

วันที่ 30 พ.ย. 2564 เวลา 12:58 น.อะไรที่เรารู้และยังไม่รู้ เกี่ยวกับโควิดสายพันธุ์ 'โอไมครอน'ข้อมูล ณ ปัจจุบัน เกี่ยวกับโควิดสายพันธุ์โอไมครอน สายพันธุ์ใหม่ที่น่ากังวลล่าสุด ดูงานวิจัยที่มีอยู่ตอนนี้ ประสิทธิผลของวัคซีน พร้อมฟังข้อแนะนำเพื่อการดำเนินการในระดับประเทศ

องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้สายพันธุ์ B.1.1.529 เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล และตั้งชื่อว่า โอไมครอน ตามคำแนะนำของคณะที่ปรึกษาด้านวิชาการของ องค์การอนามัยโลกเกี่ยวกับวิวัฒนาการของไวรัส (Technical Advisory Group on Virus Evolution) การตัดสินใจนี้อิงตามข้อมูลและหลักฐานที่นำเสนอต่อคณะที่ปรึกษาฯ ว่า โอไมครอนมีการกลายพันธุ์หลายตำแหน่งที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมของเชื้อกลายพันธุ์ชนิดนี้ เช่น ความง่ายในการแพร่เชื้อ หรือความรุนแรงของโรคเป็นอย่างไร ต่อไปนี้คือข้อมูลที่ทราบและมีอยู่ในปัจจุบัน

ข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์โอไมครอน ณ ปัจจุบัน

นักวิจัยในประเทศแอฟริกาใต้และทั่วโลกกำลังศึกษาเพื่อทำความเข้าใจในแง่มุมต่าง ๆ ของสายพันธุ์โอไมครอน และจะเผยแพร่ผลการศึกษาเมื่อมีข้อมูลมากขึ้น

ความสามารถในการแพร่เชื้อ

ยังไม่ชัดเจนว่า สายพันธุ์โอไมครอนสามารถแพร่เชื้อได้ดีกว่าหรือไม่ (เช่น แพร่จากอีกคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ง่ายกว่า) เมื่อเทียบกับสายพันธุ์อื่น ๆ รวมถึงสายพันธุ์เดลตา ตอนนี้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากสายพันธุ์นี้ อย่างไรก็ตามขณะนี้ กำลังมีการศึกษาทางระบาดวิทยาเพื่อทำความเข้าใจว่าการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อนี้เป็นเพราะสายพันธุ์โอไมครอน หรือปัจจัยอื่น ๆ

ความรุนแรงของโรค

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่า การติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนจะทำให้อาการของโรคมีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อเทียบกับการติดเชื้อจากสายพันธุ์อื่น ๆ เช่น เดลต้า ข้อมูลเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่า มีอัตราการเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในแอฟริกาใต้เพิ่มขึ้น แต่นี่อาจเป็นเพราะจำนวนผู้ติดเชื้อโดยรวมที่เพิ่มขึ้น มากกว่าเกิดจากการติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนโดยตรง

ตอนนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ระบุว่า อาการที่เกิดจากการติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนนั้นแตกต่างจากสายพันธุ์อื่น ๆ มีรายงานการติดเชื้อสายพันธุ์โอไมครอนครั้งแรก ในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นกลุ่มคนอายุน้อยที่มีแนวโน้มจะมีอาการเพียงเล็กน้อยอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามยังต้องใช้เวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์เพื่อทำความเข้าใจถึงความรุนแรงของสายพันธุ์โอไมครอน ไวรัสโควิด 19 ทุกสายพันธุ์ รวมถึงสายพันธุ์เดลตาที่แพร่หลายไปทั่วโลกในขณะนี้ สามารถทำให้เกิดการเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มเปราะบาง ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นกุญแจสำคัญเสมอ

ประสิทธิผลของการติดเชื้อ SARS-CoV-2 ก่อนหน้านี้

หลักฐานเบื้องต้นบ่งชี้ว่า ความเสี่ยงที่จะติดเชื้อซ้ำโดยสายพันธุ์โอไมครอนมีมากขึ้น (กล่าวคือ ผู้ที่เคยติดเชื้อโควิด 19 อาจติดเชื้อซ้ำจากสายพันธุ์โอไมครอนได้ง่ายขึ้น) เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ที่น่ากังวลสายพันธุ์อื่น แต่ขณะนี้ข้อมูลมีค่อนข้างจำกัด ข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็นนี้จะนำมาเผยแพร่เพิ่มอีกในไม่ช้า

ประสิทธิผลของวัคซีน 

องค์การอนามัยโลกและองค์กรภาคีกำลังทำงานร่วมกันเพื่อทำความเข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นของการติดเชื้อสายพันธุ์นี้ต่อมาตรการการรับมือที่มีอยู่ ณ ปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงวัคซีน วัคซีนยังคงมีความสำคัญในการลดการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตจากสายพันธุ์ที่มีอยู่ตอนนี้ ซึ่งรวมถึงสายพันธุ์เดลตา วัคซีนที่มีอยู่ตอนนี้ยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต

ประสิทธิผลของการตรวจทางห้องปฏิบัติการในปัจจุบัน 

การตรวจโควิดแบบวิธีมาตรฐาน RT-PCR ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายยังคงตรวจหาการติดเชื้อได้ ทั้งการติดเชื้อจากสายพันธุ์โอไมครอนและสายพันธุ์อื่น ๆ กำลังมีการศึกษาว่าสายพันธุ์โอไมครอนมีผลอย่างไรต่อการตรวจทางห้องปฏิบัติการประเภทอื่น ๆ เช่น ชุดตรวจโควิด 19 แบบเร่งด่วน (Rapid Antigen Test)

ประสิทธิผลของการรักษาในปัจจุบัน 

Corticosteroids และ IL6 Receptor Blockers จะยังคงมีประสิทธิภาพสำหรับการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 ที่มีอาการรุนแรง เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในส่วนต่าง ๆ ของไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน การรักษาแบบอื่น ๆ จะได้รับการประเมินเพื่อดูว่ายังคงมีประสิทธิภาพเท่าเดิมหรือไม่

งานวิจัยที่มีอยู่ตอนนี้

ปัจจุบัน องค์การอนามัยโลกกำลังประสานงานกับนักวิจัยจำนวนมากทั่วโลกเพื่อทำความเข้าใจกับการติดเชื้อโควิด19 สายพันธุ์โอไมครอนให้ดีขึ้น มีการศึกษาที่เริ่มไปแล้ว และกำลังจะเริ่มเพื่อประเมินความสามารถในการแพร่เชื้อ ความรุนแรงของโรค (รวมถึงอาการ) ประสิทธิผลของวัคซีน การตรวจวินิจฉัยเพื่อหาการติดเชื้อ และประสิทธิผลของการรักษา

องค์การอนามัยโลกสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ มีส่วนร่วมในการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลผู้ป่วยในโรงพยาบาลผ่านแพลตฟอร์มข้อมูลทางคลินิกโรคโควิด 19 ขององค์การอนามัยโลกเพื่อจะได้ข้อสรุปข้อมูลทางคลินิกและผลลัพธ์ของการรักษาโดยเร็ว

ข้อมูลเพิ่มเติมจะนำมาเผยแพร่ในเร็วๆ นี้ ซึ่งคณะที่ปรึกษาฯ ขององค์การอนามัยโลก จะติดตามและประเมินข้อมูลเหล่านี้ เพื่อประเมินว่าสายพันธุ์โอไมครอน เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของไวรัสอย่างไร

ข้อแนะนำเพื่อการดำเนินการในระดับประเทศ

เนื่องจาก สายพันธุ์โอไมครอน ถูกกำหนดให้เป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวลจึงมีการดำเนินการหลายอย่างที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ประเทศต่าง ๆ ดำเนินการ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงระบบเฝ้าระวังและการถอดรหัสพันธุกรรม และ  การแบ่งปันข้อมูลการถอดรหัสพันธุกรรมของผู้ป่วย บนฐานข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เช่น GISAID รายงานการติดเชื้อครั้งแรกในผู้ป่วยหรือแบบกลุ่มก้อนต่อองค์การอนามัยโลก การสอบสวนโรคภาคสนามและการประเมินผลทางห้องปฏิบัติการเพื่อให้เข้าใจดีขึ้นว่า สายพันธุ์โอไมครอน มีลักษณะการแพร่เชื้อหรือลักษณะเฉพาะของโรคแตกต่างกันหรือไม่ หรือมีผลกระทบต่อประสิทธิผลของวัคซีน การรักษา การตรวจวินิจฉัย หรือมาตรการด้านสาธารณสุขและสังคม รายละเอียดเพิ่มเติมในประกาศเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน

ประเทศต่าง ๆ ควรคงมาตรการด้านสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพต่อไปเพื่อลดการแพร่ระบาดของโควิด 19 โดยรวม โดยใช้การวิเคราะห์ความเสี่ยงและแนวทางทางวิทยาศาสตร์ ควรเพิ่มขีดความสามารถด้านสาธารณสุขและการแพทย์ เพื่อรองรับผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น 

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญเร่งด่วนอย่างยิ่งคือการตอบสนองต่อความไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงวัคซีนป้องกันโควิด19 เพื่อให้แน่ใจว่ากลุ่มเสี่ยงในทุกแห่ง ทุกที่ รวมทั้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้สูงอายุ ได้รับการฉีดวัคซีน เข็มที่ 1 และ เข็มที่ 2 ควบคู่ไปกับการเข้าถึงการรักษาและการตรวจวินิจฉัยที่เท่าเทียมกัน

ข้อแนะนำระดับบุคคล 

สิ่งที่มีประสิทธิภาพสูงสุดที่บุคคลสามารถทำได้เพื่อลดการแพร่กระจายของไวรัสโควิด 19 คือการรักษาระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตรจากผู้อื่น สวมหน้ากากให้ถูกต้องและเหมาะสม เปิดหน้าต่างเพื่อให้เกิดการระบายอากาศ หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่มีการระบายอากาศไม่ดีหรือมีผู้คนพลุกพล่าน ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ ไอหรือจามใส่ข้อข้อพับแขนด้านในหรือกระดาษทิชชู และรับการฉีดวัคซีนเมื่อถึงคิวของตนเอง

องค์การอนามัยโลก จะปรับปรุงข้อมูลเมื่อมีข้อมูลใหม่ ตลอดจนการประชุมของคณะที่ปรึกษาฯ ครั้งถัดไป และเผยแพร่ข้อมูลบนแพลตฟอร์มดิจิทัลและสื่อสังคมขององค์การอนามัยโลกต่อไป

อ้างอิง : https://www.who.int/…/detail/29-11-2021-Update-on-Omicron

4 โรคของคนทำงานที่อาจเป็นแบบไม่รู้ตัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/668863

วันที่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 08:08 น.4 โรคของคนทำงานที่อาจเป็นแบบไม่รู้ตัว“ทำงานให้สุด แล้วหยุดที่ ICU” วลีคุ้นหูที่ฟังดูติดตลก แต่ถ้าคิดตามแบบในชีวิตจริงคงเป็นสิ่งที่ตามหลอนคนทำงานอย่างเราๆ และเพื่อไม่ให้รู้ตัวเมื่อสาย เราได้รวบรวม 4 โรคของคนทำงานที่อาจเป็นแบบไม่รู้ตัวมาให้เพื่อเช็กอาการเบื้องต้นกันไว้เลย

  • ถ้าใช้ข้อม้อมือหนัก ๆ จนเกิดอาการชา หรือปวดที่นิ้วมือและฝ่ามือ ลามไปจนถึงไหล่ บางครั้งกำมือได้ไม่แน่น อาจจะหมายความว่าคุณเริ่มมีอาการ โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ
  • ถ้าจ้องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่มีจอต่าง ๆ นานกว่า 2 ชั่วโมงต่อวัน จนมีอาการตาล้า ตาแห้ง สู้แสงไม่ได้จนเกิดอาการปวดหัว อาจเป็นอาการของ โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม
  • โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม อาจจะเกิดขึ้นกับคนทำงานที่นั่งก้มหน้าทำงานอยู่ในอิริยาบถเดิม ๆ จนเกิดอาการปวดคอ แล้วเริ่มลุกลามไปที่บ่า หลัง จนถึงแขน
  • โรคสำหรับคนทำงานอาจไม่ได้แสดงออกทางร่างกายอย่างเดียว โรคสมาธิสั้นจากการทำงาน จะทำให้มีความอดทนต่ำ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การแบ่งเวลา และจัดลำดับ ความสำคัญต่อสิ่งต่าง ๆ ลดลง  

รู้หรือไม่? โดยปกติคนทำงานทั่วไปใช้เวลาวันละ 8 -10 ชั่วโมงอยู่ในออฟฟิศ

ใน 1 เดือน เท่ากับใช้เวลาในที่ทำงานประมาณ 200 ชั่วโมง

ใน 1 ปี เท่ากับเราใช้เวลาหมดไปกับการทำงานมากถึง 2,400 ชั่วโมง

นี่ยังไม่นับว่าบางคนหิ้วงานกลับไปทำที่บ้านด้วยอีก เรียกได้ว่าเรานั้นใช้เวลาในชีวิตส่วนใหญ่หมดกับการไปทำงาน ซึ่งพฤติกรรมการทำงานแบบหักโหมเป็นปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ  ทั้งโรคที่เกิดขึ้นทางร่างกาย หรือแม้แต่โรคทางจิตใจด้วย และด้วยสภาพการทำงานที่ต้องรีบเร่ง อีกทั้งการใช้คอมพิวเตอร์วันละหลายชั่วโมง การรับประทานอาหาร และการนอนพักผ่อนไม่เป็นเวลาเพื่อทำงานให้เสร็จ ทำให้ร่างกายต้องแบกรับภาวะความตึงเครียดเป็นระยะเวลายาวนานซึ่งส่งผลร้ายต่อร่างกายโดยที่ไม่รู้ตัว จึงมีโรคที่มักเกิดกับคนทำงานมาฝาก และอยากให้ลองสังเกตอาการต่าง ๆ ว่าเกิดขึ้นกับตัวเองหรือยัง

โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome – CTS): สำหรับคนทำงานส่วนใหญ่ที่ต้องใช้มือในการทำงาน มักจะมีโรคที่เกิดจากการใช้มือสัมผัสในการทำงาน 

กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ทำงาน หรือคนที่ใช้ข้อมือหนัก

จุดสังเกต: มักจะมีอาการชา หรือปวดที่บริเวณนิ้วมือ ฝ่ามือ ลามไปถึงหัวไหล่ โดยอาการมักจะเกิดตอนที่ใช้ข้อมือหนัก ๆ จนทำให้กล้ามเนื้อมืออ่อนแรง ไม่สามารถกำมือได้แน่น

สาเหตุ: การใช้ข้อมือในท่าทางเดิมเป็นประจำ มีการใช้ข้อมือหนัก ๆ เช่น เวลาพิมพ์คีย์บอร์ด หรือตอนควบคุมเมาส์โดยข้อมือมีการเสียดสีกับพื้นโต๊ะตลอดเวลา

การป้องกันและการรักษา: หากอาการยังไม่รุนแรง เบื้องต้นให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้มือ ลองหาอุปกรณ์มารองรับ หรือทำการประคบร้อน กดนวดบริเวณผังผืดที่กดทับเส้นประสาท การยืดเส้นประสาท แต่หากเริ่มมีอาการหนักขึ้นอาจต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา 

โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome – CVS): มักเกิดกับคนทำงานผ่านหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ ซึ่งการทำงานที่ต้องใช้ตามองสิ่งเหล่านี้เป็นเวลานาน มักจะทำให้เกิดปัญหาตามมา

กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานเกิน 2 ชั่วโมง

จุดสังเกต: ดวงตาล้า ดวงตาแห้ง รู้สึกแสบตา และดวงตาไม่สามารถสู้แสงได้ รวมถึงดวงตาไม่สามารถโฟกัสได้ ทั้งนี้อาจมีอาการปวดหัว ปวดคอ และบ่ารวมด้วย

สาเหตุ: การใช้คอมพิวเตอร์ที่มีแสงสว่างบนหน้าจอมากเกินไป การมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ในระยะใกล้ชิดและเป็นระยะเวลานาน โดยไม่มีการพักสายตา รวมถึงการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ในระดับที่ไม่เหมาะสมกับระดับสายตา

การป้องกันและการรักษา: ควรจะพักสายตาบ่อย ๆ และหมั่นกระพริบสายตา อีกทั้งปรับความสว่างของแสงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม และระดับหน้าจอให้เหมาะสมกับระดับสายตา คือศูนย์กลางหน้าจอควรต่ำกว่าระดับสายตา 4-5 นิ้ว หรือ 15 – 20 องศา และควรวางห่างจากสายตาประมาณ 20-28 นิ้ว  ทั้งนี้หากยังมีอาการรุนแรงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา 

โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม: การนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานของเหล่าคนทำงาน มักจะทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับคอและหลัง โดยโรคนี้คนทำงานออฟฟิศมักจะเป็นกัน

กลุ่มที่ต้องระวัง: คนที่ต้องนั่งทำงานเป็นระยะเวลานาน หรือคนที่มีพฤติกรรมชอบบิดคอ หมุนคอ

จุดสังเกต: ปวดบริเวณคอ ไหล่ และบ่า บางครั้งอาจมีอาการปวดร่วมกันจนทำให้อาการหนักขึ้นคือลามไปกดทับเส้นประสาท ทำให้อาการปวดลามไปถึงแขน เริ่มมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง และหากไปกดทับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจะทำให้รู้สึกปวดหัว ปวดกระบอกตา และรู้สึกบ้านหมุน

สาเหตุ: มีพฤติกรรมการใช้คอและกล้ามเนื้อแผ่นหลังที่ผิดลักษณะ เช่น การบิดคอ การนั่งก้มหน้าทำงานเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ

การป้องกันและการรักษา: หากต้องนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหมั่นยืดกล้ามเนื้อบ่อย ๆ ไม่ควรโน้มศีรษะอ่านหนังสือเป็นเวลานานเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอทำงานหนักกว่าปกติ ควรยกหนังสือให้ตั้งขึ้นในระดับสายตา ในกลุ่มคนที่อาการยังไม่รุนแรงสามารถรักษาด้วยการรับประทานยา ทำกายภาพบำบัด หรือรักษาโดยใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง (Nucleoplasty) 

โรคสมาธิสั้นจากการทำงาน (Attention Deficit Trait – ADT): การทำงานที่ต้องใช้สมองในการคิดงานอยู่เกือบตลอดเวลา อาจทำเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะจิตใจและสมอง 

กลุ่มที่ต้องระวัง: ทุกคน

จุดสังเกต: ไม่สามารถจดจ่อกับอะไรบางอย่างได้นาน ความอดทนต่ำ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การแบ่งเวลา และจัดลำดับ ความสำคัญต่อสิ่งต่าง ๆ ลดลง รวมถึงมีอาการเครียด กังวล และคิดถึงปัญหาอยู่ตลอดเวลาโดยไม่แสดงออก

สาเหตุ: สภาพแวดล้อมในการทำงานที่บีบคั้น วุ่นวาย ต้องรับผิดชอบงาน ภาวะกดดัน เครียด ประกอบกับชีวิตที่เร่งรีบต้องทำทุกอย่างเพื่อแข่งกับเวลา

การป้องกันและการรักษา: พักผ่อน หรือหาวิธีผ่อนคลาย อาจเปลี่ยนอิริยาบถหากรู้สึกว่าทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และควรมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง รวมถึงพยายามจัดลำดับความสำคัญ แบ่งเวลาให้กับการทำงานอย่างเหมาะสม ทั้งนี้หากรู้สึกไม่ดีขึ้นให้ไปลองพูดคุยและปรึกษาจิตแพทย์

การขยันทำงานเป็นเรื่องที่ดี แต่การดูแลรักษาสุขภาพก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กัน อย่าทำงานบนความเคยชิน และละเลยต่ออาการต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นเหล่านี้ เพราะหากเรามองเป็นเรื่องปกติ สิ่งที่อาจตามมาคือความเสื่อมถอยของร่างกายและจิตใจ นำไปสู่โรคต่าง ๆ ที่อาจจะต้องเสียเงิน และเสียเวลาในการรักษา ดังนั้นลองให้เวลาตัวเองสำรวจความผิดปกติของร่างกาย จะได้รู้ว่าร่างกายของเราเริ่มส่งสัญญาณเตือนอะไรมาให้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ไข

ขอบคุณ jobthai.com / freepik.com

แพทย์ร่วมไขข้อสงสัย ผมร่วงเป็นหย่อมหลังฉีดวัคซีนโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/668859

วันที่ 23 พ.ย. 2564 เวลา 07:10 น.แพทย์ร่วมไขข้อสงสัย ผมร่วงเป็นหย่อมหลังฉีดวัคซีนโควิด-19แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย อธิบายภาวะผมร่วงเป็นหย่อมภายหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19

จากการฉีดวัคซีนโควิด-19 มีความเป็นได้ว่าการฉีดวัคซีนโควิด-19 อาจจะกระตุ้นทำให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนบางรายเกิดอาการของโรคผมร่วงเป็นหย่อม ซึ่งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกช่วงอายุ ผู้ป่วยมีอาการผมร่วง เป็นหย่อม ๆที่ศีรษะ โดยอาจจะมีขนร่วงที่บริเวณอื่นร่วมด้วย เช่น คิ้ว หนวด จอนหรือขนตามร่างกาย ในรายที่เป็นมาก อาจมีอาการผมร่วงทั่วศีรษะหรือขนตามร่างกายร่วงจนหมด

โดยทั่วไปโรคผมร่วงเป็นหย่อมนี้ เกิดขึ้นโดยไม่มีสาเหตุแน่ชัด แต่จากหลักฐานทางการศึกษาเชื่อว่าเกิดจากการที่ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต้านตนเอง ร่วมกับมีการเสียการควบคุมของระบบภูมิคุ้มกัน และอาจมีปัจจัยทางกรรมพันธุ์มาเกี่ยวข้อง โดยร่างกายอาจถูกกระตุ้นได้จากปัจจัยบางอย่าง เช่น ความเครียดทั้งจากภาวะการเจ็บป่วยทางร่างกายและจิตใจ ทำให้มีการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวและสารสื่อประสาทที่บริเวณต่อมผม จึงทำให้การสร้างผมผิดปกติและวงจรชีวิตของผมเปลี่ยนจากระยะเจริญเติบโตเป็นระยะหลุดร่วงเร็วขึ้น

พญ.ชินมนัส เลขวัต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาวะผมร่วงเป็นหย่อมภายหลังการฉีดวัคซีนโควิด-19 อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่ยังจำเป็นที่จะต้องรอผลการศึกษามากกว่านี้ ในเรื่องอุบัติการณ์การเกิด หลังจากการฉีดวัคซีนเนื่องจากวัคซีน ใช้กระบวนการที่เลียนแบบการสร้างภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อโควิด-19 ดังนั้นอาจมีการกระตุ้นการเกิดภูมิคุ้มกันต้านตนเองและเกิดปฏิกิริยาอักเสบที่บริเวณต่อมผม ทำให้ผมร่วงเป็นหย่อมได้ ซึ่งในปัจจุบันพบรายงานการศึกษาพบว่าผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อม ที่กลับมาเป็นซ้ำหลังจากการฉีดวัคซีนโควิด-19 มีความเป็นไปได้ที่โรคผมร่วงเป็นหย่อมจะเกิดขึ้นใหม่หรือในผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อมที่เป็นมากอยู่แล้วจะเกิดมีอาการมากขึ้นหลังจากได้รับการฉีดวัคซีนคล้ายคลึงกับผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าว หลังจากมีการติดเชื้อโควิด-19 ทั้งนี้ในปัจจุบันยังไม่มีรายงานการศึกษาผู้ป่วยที่มีอาการดังกล่าวมากพอที่จะสรุปผลได้

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคผมร่วงเป็นหย่อมที่เป็นน้อยไม่พบว่ามีอาการมากขึ้น ภายหลังการติดเชื้อโควิด-19 นอกจากนี้ยังพบว่าโรคผมร่วงเป็นหย่อม อาจเกิดภายหลังการฉีดวัคซีนอื่น ๆ ได้ด้วย เช่น วัคซีนงูสวัด, วัคซีนไวรัส ตับอักเสบบีและวัคซีนโรคไข้สมองอักเสบเจอี โดยจะต้องพิจารณาถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคผมร่วงเป็นหย่อมร่วมด้วย เช่น ปัจจัยทางกรรมพันธุ์, ความเครียด, การเจ็บป่วย, โรคภูมิแพ้, โรคไทรอยด์, โรคลูปัส, ภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก, ภาวะการขาดวิตามินดี

ซึ่งการดูแลและรักษาโรคผมร่วงเป็นหย่อมภายหลังการฉีดวัคซีนหรือหลังการติดเชื้อโควิด-19 ควรจะรักษาตามมาตรฐานของการรักษาโรคผมร่วงเป็นหย่อม โดยการรักษาขึ้นกับขนาดพื้นที่ของผมร่วงที่ศีรษะ ในผู้ป่วยที่มีอาการน้อย มีผมร่วงเป็นหย่อมเพียงเล็กน้อย อาการผมร่วงอาจหายได้เองหรือไปรับการรักษากับแพทย์เฉพาะทาง ด้วยการทายาสเตียรอยด์หรือฉีดยาสเตียรอยด์ที่ศีรษะร่วมกับการทายาไมน็อกซิดิล (Topical minoxidil) 2-5% วันละ 2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นผมให้ขึ้นใหม่ สำหรับในผู้ป่วยที่มีอาการมาก มีผมร่วงทั่วศีรษะหรือมีขนตามร่างกายร่วงด้วย ควรจะพบแพทย์เพื่อพิจารณาหาวิธีการรักษา เช่น การรักษาด้วยยาทาไดฟีนิลไซโคล, โพรพีโนนหรือ ยาทาดีพีซีพี หรือยาชนิดอื่น ๆ ตามที่แพทย์เฉพาะทางพิจารณา นอกจากนี้การรับประทานเหล็กและวิตามิน เช่น สังกะสี (Zinc), ไบโอติน (Biotin), วิตามินดี (Vitamin D) ยังไม่มีหลักฐานทางการศึกษาชัดเจนว่าจะมีส่วนช่วยรักษาในผู้ป่วยที่ไม่ได้มีภาวะขาดเหล็กหรือวิตามิน

ด้าน รศ.นพ.รัฐพล ตวงทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทย กล่าวเสริมว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันของโรคโควิด 19 ส่งผลกระทบมากมายให้กับสังคมไทย โดยเฉพาะเรื่องของสุขภาพจิตที่ย่ำแย่จากการวิตกกังวลและความเครียดที่มีมากเกินไป ย่อมส่งผลเสียตามมากับการใช้ชีวิตประจำวันของคนในสังคม โรคผมร่วงเป็นหย่อมเป็นอีกโรคที่มีความสัมพันธ์กับความเครียด การพักผ่อนน้อย การไม่สบายอื่น ๆ นำมาก่อน เช่น ภาวะโรคภูมิคุ้มกันทำลายตัวเองอื่น ๆ อาทิ โรคเอสแอลอี (SLE), โรคไทรอยด์เป็นพิษ เป็นต้น โรคผมร่วงเป็นหย่อม เกิดจากการที่เม็ดเลือดขาวของคนไข้มาทำลายรากผม ทำให้ผมหลุดร่วงเป็นหย่อม อาจจะเริ่มจากหย่อมเดียว ( Alopecia areata) กระจายหลาย ๆ หย่อม (Multiple alopecia areata) ผมร่วงทั้งศีรษะ(Alopecia totalis) หรือมีขนตามร่างกายร่วงทั้งหมด (Alopecia Universalis) สาเหตุของการเกิดโรคเชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เม็ดเลือดขาว ซึ่งเดิมมีหน้าที่ทำลายเชื้อโรคต่าง ๆ กลับมาทำลายเซลรากผมของคนไข้เอง

โรคผมร่วงเป็นหย่อม สามารถเกิดได้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ โดยจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โอกาสพบได้ประมาณ 1 ใน 1,000 ของจำนวนประชากร ซึ่งการวินิจฉัย ตามปกติโรคนี้สามารถวินิจฉัยได้จากอาการแสดงทางคลินิก คือ มีผมร่วงเป็นหย่อม ลักษณะของผมร่วงเป็นผมร่วงแบบไม่มีแผลเป็น (Non-scarring alopecia) อาจมีหย่อมเดียว หลายหย่อม ทั่วทั้งศีรษะหรือมีขนคิ้ว ขนตา ขนรักแร้ ขนตามตัวต่าง ๆ ร่วงด้วยก็ได้ ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องได้รับการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจทางพยาธิวิทยา เพื่อยืนยันการวินิจฉัยด้วย โดยการดำเนินโรคส่วนหนึ่งสามารถหายขาดได้ ส่วนหนึ่งจะเป็นเรื้อรังและอีกส่วนหนึ่งจะไม่หายถึงแม้ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่แล้ว

ผลวิจัยชี้ชัด ‘ออกกำลังกาย’ มีดีกว่าแค่ ‘ลดน้ำหนัก’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/668810

วันที่ 22 พ.ย. 2564 เวลา 13:05 น.ผลวิจัยชี้ชัด 'ออกกำลังกาย' มีดีกว่าแค่ 'ลดน้ำหนัก'รู้หรือไม่? “ออกกำลังกาย” มีดีกว่าแค่การ “ลดน้ำหนัก” ช่วยเพิ่มความฟิตพร้อมพิชิตโรค ผลวิจัยชี้ชัดลดความเสี่ยงให้คนอ้วน ช่วยสร้างสุขภาพที่ดีมีชีวิตยืนยาว

รู้ว่าดี..แต่ลุกขึ้นมาทำกี่ทีก็แพ้ งานนี้คนที่อยากหันมาโฟกัสเรื่องสุขภาพให้มากขึ้นต้องรู้ เมื่อการออกกำลังกายมีคุณประโยชน์มากมายที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง บางคนเป้าหมายของการออกกำลังกายคือต้องการมี “น้ำหนักที่ลดลง” แต่ในความจริงแล้ว น้ำหนักที่ลดลงและหุ่นที่สวยงามถือว่าเป็นของแถม เพราะสิ่งที่จะได้เต็มๆ นั้นคือสุขภาพที่ดีรอบด้าน ทั้งยังลดความเสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

ฟิตเนส เฟิรส์ท ประเทศไทย ระบุถ้าเป้าหมายคือ “ผอมลง” หรือ “น้ำหนักลง” ในตอนเริ่มต้นของการออกกำลังกายอาจท้อ เพราะน้ำหนักมักลดลงไม่มาก เหตุผลมาจากเมื่อออกกำลังกาย ปริมาณไขมันซึ่งมีน้ำหนักเบาจะลดลง แต่สิ่งที่ได้มาคือกล้ามเนื้อซึ่งมีน้ำหนักที่มากกว่าไขมัน ซึ่งในความเป็นจริงนั่นคือเรื่องที่ดี เพราะกล้ามเนื้อนั้นมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น กล้ามเนื้อช่วยให้กระดูกแข็งแรง ช่วยให้ร่างกายตอบสนองไวต่ออินซูลิน ช่วยเรื่องความแข็งแรงต่อร่างกายที่ถึงแม้ว่าตัวเลขน้ำหนักบนเครื่องชั่งจะลดลงไม่มาก แต่หากเทียบกับมวลกล้ามเนื้อที่ได้มา ได้ระบบเผาผลาญที่ดีขึ้น คลอเคสเตอรอลที่ลดลง นับว่าเป็นเรื่องที่ดียิ่งกว่า และหากต้องการมีอายุยืนยาว มีสุขภาพที่ดีใช้ชีวิตอย่างมีความสุขสนุกกับไลฟ์สไตล์ตามที่ต้องการ “การออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรง” มีความสำคัญมากกว่า “การลดน้ำหนัก” ซึ่งทุกคนสามารถสร้างสุขภาพที่ดีได้ทุกเมื่อ หากมีความกระตือรือร้นเพียงพอ

ผลวิจัยชี้ชัดคนอ้วนลดความเสี่ยงจากโรคได้ด้วย “การออกกำลังกาย”  

แต่ถ้ามีเป้าหมายเพื่อสุขภาพที่ดี ไม่อยากมีโรครุมเร้า ผลวิจัยนี้สนับสนุนชัดว่า การออกกำลังกายมีผลดีแน่นอน โดย Dr. Glenn Gaesser ศาสตราจารย์ด้านสรีรวิทยาการออกกำลังกาย มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแอริโซนาในฟีนิกซ์ เชี่ยวชาญเรื่องความไม่เพียงพอของการออกกำลังกาย ได้ศึกษาผลกระทบของการออกกำลังกายเพื่อผลต่อการดูแลองค์ประกอบร่างกายและการเผาผลาญอาหารมาเป็นเวลาหลายสิบปี โดยเน้นเฉพาะผู้ที่เป็นโรคอ้วน ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่เน้นย้ำถึงความไร้ประโยชน์ของการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก พบว่าสภาวะปัญหาสุขภาพที่สำคัญ รวมทั้งความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี หรือการดื้อต่ออินซูลิน ดีขึ้นอย่างมากหลังจากเริ่มออกกำลังกาย ไม่ว่าพวกเขาจะลดน้ำหนักหรือไม่ก็ตาม

Dr. Gaesser จึงเริ่มสงสัยว่า ความฟิตอาจทำให้ผู้ที่มีน้ำหนักเกินสามารถมีสุขภาพการเผาผลาญที่ดี ไม่ว่าตัวเลขมวลกายจะเป็นอย่างไร

ผลศึกษาใหม่ที่ตีพิมพ์ใน iScience ของเดือนล่าสุด โดย Dr. Gaesser และเพื่อนร่วมทีม Siddhartha Angadi ศาสตราจารย์ด้านการศึกษาและการเคลื่อนไหวร่างกาย มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียในชาร์ลอตส์วิลล์ ได้เริ่มสำรวจฐานข้อมูลการวิจัยสำหรับการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการอดอาหาร การออกกำลังกาย ฟิตเนส, เผาผลาญสุขภาพและอายุยืน มีความเกี่ยวข้องกับผู้ชายและผู้หญิงจำนวนหลายหมื่นคนที่ส่วนใหญ่เป็นโรคอ้วน พบว่าการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มสมรรถนะของร่างกาย มีประโยชน์ต่อร่างกายในระดับสูงกว่าการลดน้ำหนัก  

ช่วยลดเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรให้คนอ้วนได้มากถึง 30%

ผลศึกษาแสดงให้เห็นว่า คนอ้วนที่เริ่มออกกำลังกายและปรับปรุงสมรรถภาพของตนเอง สามารถลดความเสี่ยงของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้มากถึง 30% หรือมากกว่านั้น แม้ว่าน้ำหนักจะไม่เปลี่ยนแปลง ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรน้อยกว่าผู้ที่มีน้ำหนักปกติ แต่ไม่ได้ออกกำลังกาย ขณะที่คนอ้วนลดน้ำหนักด้วยการคุมอาหาร (ไม่ใช่จากการป่วย)  ความเสี่ยงเสียชีวิตในวัยหนุ่มสาวในทางสถิติจะลดลงประมาณ 16% โดยงานวิจัยบางชิ้นพบว่า “การลดน้ำหนักในกลุ่มคนอ้วน ไม่ได้ลดความเสี่ยงในการเสียชีวิตเลย”

นอกจากนี้ คนที่หวังลดน้ำหนักด้วยการอดอาหาร จะทำให้เกิดโยโย่เอฟเฟกต์ซึ่งก็คือระบบการเผาผลาญแย่ลง ส่งผลให้น้ำหนักดีดกลับขึ้นมาสูงกว่าเดิมหากกลับไปทานอาหารตามปกติ และจะมีผลเสียต่าง ๆ ที่ตามมา เช่น โรคเบาหวาน คอเลสเตอรอลสูง และมีชีวิตที่สั้นลง แต่ในทางกลับกัน การออกกำลังกายจะทำให้ไขมันในอวัยวะภายในบางส่วนลดลงแม้น้ำหนักโดยรวมจะลดลงเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะช่วยทำให้ระบบการทำงานภายในดีขึ้นด้วย

หลักการทบทวนใหม่ของงานวิจัย จึงสรุปได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพที่ดี แต่สุขภาพจะดีขึ้นและความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจะลดลงได้ ด้วยการเพิ่มกิจกรรมทางกายและความฟิต  

และจากการสำรวจข้อมูลในประเทศไทย พบว่า “โรคอ้วน” เป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคน โดยช่วง 20 ปีที่ผ่านมา มีกลุ่มคนที่น้ำหนักตัวเกินมาตรฐานจำนวนมาก ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีคนไทยประมาณ 19.3 ล้านคน คิดเป็น 34.1% ที่มีภาวะ “อ้วน” และมีคนไทยที่รอบเอวเกิน อ้วนลงพุงกว่า 20.8 ล้านคน คิดเป็น 37.5% ขณะที่ทั่วโลกมีคนเป็นโรคอ้วน จำนวนกว่า 800 ล้านคน มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ ตามมามากมาย ดังนั้น การเพิ่มกิจกรรมทางกายจึงเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่พลาดไม่ได้ เพื่อเพิ่มความฟิต ช่วยพิชิตโรค ทำให้มีอายุยืนยาว