‘สอวช.’เร่งสร้าง Green Workforce หนุนมหาวิทยาลัยสู่ Net Zero Campus ขยายผลเมืองคาร์บอนต่ำ

14 กันยายน 2569 เวลา 13:43 น.

‘สอวช.’เร่งสร้าง Green Workforce หนุนมหาวิทยาลัยสู่ Net Zero Campus ขยายผลเมืองคาร์บอนต่ำ พร้อมเดินหน้านโยบาย Nature Positive มุ่งฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ

รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแตกต่างจากความแปรปรวนของสภาพอากาศรายวัน เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่ส่งผลต่อระดับน้ำทะเล อุณหภูมิเฉลี่ย ภัยพิบัติ และภาคเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และผู้ประกอบการไทยทุกระดับ

รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกฎกติกาการค้าใหม่ของโลก โดยเฉพาะมาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism (CBAM) ของสหภาพยุโรป ซึ่งกำหนดให้สินค้านำเข้าต้องเปิดเผยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการผลิต ส่งผลให้อุตสาหกรรมไทย โดยเฉพาะในระยะแรก เหล็กและอะลูมิเนียมจะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบก่อน ต้องเร่งปรับกระบวนการผลิตให้มีการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อสามารถแข่งขันได้ดีในตลาดยุโรป อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปมาตรการดังกล่าวจะขยายครอบคลุมสินค้าอีกจำนวนมาก ทำให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SMEs ซึ่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน จำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่ไปกับการแข่งขันด้านอื่นๆ

รศ.วงกต กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว หรือ Green Transition จะต้องดำเนินควบคู่กับ Digital Transition หรือที่เรียกว่า Twin Transition เพราะเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการคำนวณการปล่อยคาร์บอน การลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของภาคอุตสาหกรรม

ในระดับนานาชาติ สอวช. ทำหน้าที่เป็น National Designated Entity (NDE) ของประเทศไทย รับผิดชอบด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีภายใต้กรอบความร่วมมือด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเข้าร่วมการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ สอวช. ยังได้ดำเนินโครงการ Technology Needs Assessment (TNA) เพื่อประเมินความต้องการเทคโนโลยีของประเทศใน 4 ภาคส่วนยุทธศาสตร์ ได้แก่ ภาคพลังงาน และภาคเกษตร ในมิติการลดก๊าซเรือนกระจก รวมถึงภาคการจัดการทรัพยากรน้ำ และภาคการตั้งถิ่นฐานและความมั่นคงของมนุษย์ ในมิติการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก่อนจะถ่ายทอดสู่ภาคอุตสาหกรรมและภาคการพัฒนากำลังคนของประเทศต่อไป

สำหรับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 รศ.วงกต ระบุว่า สอวช. อยู่ระหว่างรวบรวมองค์ความรู้และเทคโนโลยีของหน่วยงานในสังกัดกระทรวง อว. เพื่อจัดทำข้อเสนอนโยบายระยะยาว ครอบคลุมทั้งการป้องกัน การแก้ไข การรับมือ การติดตามสถานการณ์ และการประเมินช่องว่างของเทคโนโลยีที่ประเทศยังขาด พร้อมสนับสนุนแนวทางการใช้ Science Diplomacy หรือการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน โดยอาศัยเครือข่ายนักวิจัยและมหาวิทยาลัยเป็นกลไกสำคัญในการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยี

ด้านการบริหารจัดการน้ำ สอวช. ทำงานร่วมกับ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) ในการผลักดันการใช้ฐานข้อมูลน้ำแห่งชาติ ระบบติดตามสถานการณ์ และระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ รองรับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

รศ.วงกต ย้ำว่า “คน” คือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน สอวช. จึงร่วมสนับสนุนการพัฒนา Green Workforce ในหลายแนวทาง อาทิ การผลักดันประกาศกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เรื่องทักษะที่พึงประสงค์ของกำลังคน ในกลุ่มสาขาสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน เพื่อให้สถาบันอุดมศึกษานำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน พร้อมเชื่อมโยงความต้องการกำลังคนของภาคอุตสาหกรรมกับการผลิตบัณฑิต ผ่านการจับคู่ระหว่างอุปสงค์และอุปทานด้านทักษะ (Skill Matching) เพื่อให้แรงงานสามารถปรับตัวรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมในอนาคตได้

อีกหนึ่งกลไกสำคัญคือโครงการ Net Zero Campus ซึ่งมีมหาวิทยาลัยทั้งรัฐและเอกชนสนใจเข้าร่วมเกือบ 100 แห่ง เพื่อร่วมกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปรับหลักสูตรการเรียนการสอน และสร้างบัณฑิตที่มีทักษะด้านความยั่งยืน ควบคู่กับการขยายผล Saraburi Sandbox ต้นแบบเมืองคาร์บอนต่ำ ที่บูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาชน โดยมีแผนขยายผลไปยังพื้นที่อื่นเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ

สำหรับเป้าหมายสำคัญในช่วง 3–5 ปีข้างหน้า รองผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า คือการสนับสนุนให้ประเทศไทยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 10 ล้านตัน ผ่านโครงการ Net Zero Campus และ Sandbox ในพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมวางระบบที่ทำให้การลดคาร์บอนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการดำเนินโครงการระยะสั้น แต่เป็นมาตรฐานใหม่ที่ฝังอยู่ในภาคอุตสาหกรรม ระบบการศึกษา และการพัฒนากำลังคนของประเทศ รวมถึงการเตรียมการจัดทำข้อเสนอนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ในด้าน Nature Positive หรือการทำให้ธรรมชาติกลับมาเพิ่มพูนและฟื้นตัว ตามนโยบายของ ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เน้นในด้านการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) ผ่านการสร้างกลไกความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ซึ่งกำลังเป็นเป้าหมายสำคัญที่ทั่วโลกกำลังร่วมกันขับเคลื่อนควบคู่ไปกับเป้าหมาย Net Zero อีกด้วย

“ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของการลดคาร์บอนเพียงครั้งเดียว แต่ต้องเป็นระบบที่ดำเนินต่อไปได้ในระยะยาว ขณะเดียวกัน สอวช. จะเดินหน้าพัฒนาทักษะใหม่ของกำลังคน สนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรม และจัดทำนโยบายรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสานต่อไปสู่แนวคิด Nature Positive เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน” รศ.วงกต กล่าว

บัณฑิต ‘จุฬาฯ-ชนบท’ อดีต รปภ. ได้ทุนเปลี่ยนชีวิต สานฝันทางการศึกษาระดับบัณฑิตฯ ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

14 กันยายน 2569 เวลา 13:32 น.

จากเด็กจังหวัดน่านที่มีต้นทุนชีวิตไม่มากนัก ต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย และเคยทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยระหว่างรอผลสอบ จนได้รับโอกาสทางการศึกษาจากจุฬาฯ ในฐานะนิสิตโครงการจุฬาฯ-ชนบท และสำเร็จการศึกษาเป็นบัณฑิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ สมความตั้งใจ วันนี้ น.สพ.วีรพงศ์ แซ่หาญ ได้กลับคืนสู่รั้วจามจุรีอีกครั้งในฐานะนิสิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ กับการเรียนประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การสัตวแพทย์คลินิก สาขาศัลยกรรม

น.สพ.วีรพงศ์ เผยถึงเส้นทางกว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ง่าย จากนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนท่าวังผาพิทยาคม เขาต้องช่วยแบ่งเบาภาระของครอบครัว โดยในวันเสาร์และอาทิตย์จะช่วยแม่ซึ่งเป็นเกษตรกรและรับจ้างทั่วไป พร้อมทั้งเก็บเงินไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเรียน “ผมอยู่กับแม่ 2 คน แม่มีอาชีพเกษตรกรและรับจ้างทั่วไป วันเสาร์อาทิตย์ผมจะช่วยแม่ทำงาน และมีเงินเก็บไว้สำหรับใช้จ่ายเรื่องอุปกรณ์การเรียน ค่าชุดนักเรียน ค่าขนม ค่าข้าว”

นอกจากข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์แล้ว การเดินทางและเทคโนโลยีก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรค เพราะบ้านอยู่ห่างจากโรงเรียนประจำอำเภอ และเพื่อนหลายคนที่เรียนมาด้วยกันก็ไม่ได้เรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น ช่วงมัธยมปลาย น.สพ.วีรพงศ์ ได้รับทุนการศึกษาจากมูลนิธิจุฬาภรณ์ ทำให้สามารถเรียนจนจบมัธยมศึกษา และเมื่อถึงชั้น ม.6 เขาเริ่มค้นหาคำตอบว่าอยากเรียนอะไรต่อในระดับมหาวิทยาลัย

จากการพูดคุยกับคุณครูและทบทวนความสนใจของตัวเอง เขาพบว่าตนเองมีความผูกพันกับสัตว์มาตั้งแต่เด็ก จึงเริ่มค้นหาข้อมูลคณะต่างๆและในที่สุดก็พบว่าคณะสัตวแพทยศาสตร์ คือเส้นทางที่เขาสนใจ น.สพ.วีรพงศ์ เล่าย้อนถึงชีวิตในช่วง ม.6 ว่ารู้จักทุนจุฬาฯ-ชนบท จากวิชาแนะแนวของโรงเรียนซึ่งช่วยให้นักเรียนต่างจังหวัดได้รู้จักแนวทางการศึกษาต่อและทุนการศึกษาที่เหมาะสม “ผมทราบเรื่องทุนจุฬาฯ-ชนบทจากอาจารย์ซึ่งแนะนำว่าถ้าเข้ามหาวิทยาลัยจะมีทุนอะไรบ้าง โรงเรียนต่างจังหวัด นักเรียนส่วนมากจะขาดทุนทรัพย์ ก็จะมีวิชาแนะแนวที่ช่วยสนับสนุนนักเรียนว่าควรไปแนวทางไหนต่อ” การสมัครทุนจุฬาฯชนบทมีทั้งเกณฑ์ด้านภูมิลำเนา ผลการเรียน การสอบสัมภาษณ์ รวมถึงการที่ทีมอาจารย์จากโครงการจุฬาฯ-ชนบทเดินทางไปเยี่ยมบ้าน เพื่อพูดคุยกับตัวเขาและครอบครัว สำหรับเด็กจากจังหวัดน่านคนหนึ่ง นี่คือโอกาสสำคัญที่จะได้ก้าวไปสู่ความฝันในการเรียนสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

ระหว่างรอผลสอบ น.สพ.วีรพงศ์ ไม่ได้ปล่อยเวลาให้ผ่านไป เขาเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่กับเพื่อนเพื่อหางานทำ และได้ทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่วัดเจดีย์หลวง ช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เพราะยังไม่รู้ว่าผลสอบจะเป็นอย่างไร หากไม่ติดมหาวิทยาลัย เขาอาจต้องทำงานต่อและเตรียมสอบใหม่ “ผมรู้สึกว้าเหว่มากว่าจะสอบได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ก็คิดว่าจะต้องสอบเข้าใหม่ และในระหว่างนั้นต้องทำงานไปด้วย”

แล้ววันสำคัญก็มาถึง ขณะที่กำลังทำงานเป็น รปภ. ในช่วงเย็น เขารีเฟรชหน้าจอโทรศัพท์เพื่อดูผลสอบ และพบว่าตัวเองสอบติดคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ “ผมรู้สึกดีใจ ตกใจ ตื่นเต้น หลายอารมณ์ผสมกัน แต่คนแรกที่ผมบอกข่าวดีก็คือแม่ซึ่งดีใจกับผมด้วย สิ่งที่เราพยายามตั้งใจเรียน ตั้งใจสอบ สุดท้ายก็เห็นผล เป็นวันที่ผมมีความสุขมากๆ”

การเริ่มต้นชีวิตในรั้วจุฬาฯไม่ใช่เรื่องง่าย เขาต้องปรับตัวทั้งด้านสภาพแวดล้อม สังคม และการเรียนที่แตกต่างจากระดับมัธยม แต่โครงการจุฬาฯ-ชนบทมีส่วนสำคัญในการช่วยให้นิสิตปรับตัว โดยจัดค่ายปรับพื้นฐานก่อนเปิดภาคการศึกษา ทั้งด้านความรู้และการใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัย “โครงการจุฬาฯ-ชนบทช่วยผมได้ปรับตัวเยอะมาก ช่วงก่อนเปิดเทอมจะมีการจัดค่ายปรับพื้นฐาน ประมาณ 10 วัน เพื่อให้เราชินกับสถานการณ์ สภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัย”

น.สพ.วีรพงศ์ ได้รับทุนจุฬาฯ-ชนบทแบบเต็มจำนวน ครอบคลุมค่าเทอม ค่าที่พัก ค่าอุปกรณ์การเรียน และค่าใช้จ่ายประจำตัว ทำให้สามารถมุ่งมั่นกับการเรียนสัตวแพทยศาสตร์ได้อย่างเต็มที่ ตลอด 6 ปีในคณะสัตวแพทยศาสตร์ เขาต้องเผชิญกับการเรียนที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็สามารถก้าวผ่านทุกความท้าทายจนสำเร็จการศึกษา

จากเด็กมัธยมในจังหวัดน่านที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองจะมีโอกาสเรียนต่อหรือไม่ วันนี้เขาได้ทำตามความฝัน และก้าวเข้าสู่วิชาชีพสัตวแพทย์ และเมื่อพูดถึงความหมายของทุนจุฬาฯ-ชนบทสำหรับตัวเอง น.สพ.วีรพงศ์ ให้คำนิยามไว้อย่างชัดเจนว่า “ทุนจุฬาฯ-ชนบท เหมือนทุนที่ให้ทั้งโอกาสและอาชีพให้เรา ทุนนี้มอบทั้งโอกาสและอาชีพให้เราได้นำไปประกอบวิชาชีพสัตวแพทย์ และสามารถทำประโยชน์อื่นๆให้กับสังคม” ประโยคที่สะท้อนความหมายของทุนนี้ได้ดีที่สุด คือ “โครงการจุฬาฯ-ชนบทคือเป็นทุนที่มอบชีวิตใหม่ ทำให้ความท้อแท้ที่เคยเกิดขึ้นมันหายไป”

หลังสำเร็จการศึกษา น.สพ.วีรพงศ์ ทำงานที่โรงพยาบาลสัตว์เอกชนเป็นเวลา 1 ปี ก่อนกลับมาเรียนเฉพาะทางด้านหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตทางวิทยาศาสตร์การสัตวแพทย์คลินิก ศัลยกรรมสัตว์ ปัจจุบันเขามีรายได้มากพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองและแม่ให้สุขสบาย

ในอนาคตหลังเรียนจบหลักสูตรประกาศนียบัตรฯ หากมีโอกาสและความเหมาะสม เขามีความตั้งใจที่จะศึกษาต่อเพื่อพัฒนาความรู้และความเชี่ยวชาญในด้านศัลยกรรมต่อ และนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับกลับมาพัฒนาการทำงานในโรงพยาบาลสัตว์ต่อไป

เรื่องราวของเขาสะท้อนให้เห็นว่าต้นทุนชีวิตอาจเป็นสิ่งที่เราเลือกไม่ได้ แต่โอกาสทางการศึกษาสามารถเปลี่ยนเส้นทางชีวิตได้

“ต้นทุนชีวิตก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่ง สามารถทำให้เราถึงฝั่งฝันได้หรือไม่ แต่มันเป็นปัจจัยที่เราไม่สามารถควบคุมได้ สิ่งที่เราควบคุมได้คือ passion ของตัวเองที่จะนำพาทุกอย่างไปเอง”

ทุนจุฬาฯ-ชนบทจึงไม่ใช่เพียงทุนการศึกษา แต่คือทุนที่เปิดประตูให้เด็กคนหนึ่งได้เปลี่ยนชีวิต และก้าวไปสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในอนาคต

มหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ 5 แห่ง ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จัดงาน วิถีเสน่ห์ วัง คลอง ตลาด มหกรรมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ชิม ชม แชร์ เสน่ห์ท้องถิ่นไทย อาหารพื้นบ้าน ศิลปะ และเสียงเพลงริมแม่น้ำเจ้าพระยา

14 กันยายน 2569 เวลา 11:37 น.

มหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ ทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี จัดมหกรรมวัฒนธรรมสุดยิ่งใหญ่ งาน “วิถีเสน่ห์ วัง คลอง ตลาด” เพื่อเปิดประสบการณ์แห่งชาติ นำเสนอเสน่ห์ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม และมรดกทางวัฒนธรรมอาหารริมฝั่งน้ำอย่างยั่งยืน ณ วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร ระหว่างวันที่ 12-13 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา พร้อมร่วมบันทึกภาพประวัติศาสตร์ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และฟังการเสวนาด้านอาหารและวัฒนธรรม ในหัวข้อ “อาหารวิถีถิ่นริมคลอง มนต์เสน่ห์รสชาติบ้านถิ่น”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณี ปลัดศรีช่วย คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เผยถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานในครั้งนี้ว่า “การจัดงานครั้งนี้ เกิดจากความร่วมมือของมหาวิทยาลัยราชภัฏกลุ่มรัตนโกสินทร์ทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม, มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา, มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร และ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี โดยมีเป้าหมาย สำคัญในการร่วมกันส่งเสริม อนุรักษ์ และเผยแพร่คุณค่าของมรดกทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

กรุงเทพมหานคร เป็นพื้นที่ ที่มีประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะวิถีที่มี “วัง คลอง ตลาด” เป็นองค์ประกอบสำคัญของการตั้งถิ่นฐาน การคมนาคม การค้าขาย และการดำรงชีวิตของผู้คนมาตั้งแต่กรุงรัตนโกสินทร์ สิ่งเหล่านี้มิได้เป็นเพียงร่องรอยทางประวัติศาสตร์ หากแต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่ยังคงฝมีชีวิต และสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดคุณค่าทางสังคม เศรษฐกิจ และการเรียนรู้สำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต

โครงการนี้จึงมุ่งหวังสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน เยาวชน นักศึกษา และชุมชน เพื่อร่วมกันถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น ตลอดจนส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และสืบสานมรดกทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมไปสู้เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน”

ไฮไลต์กิจกรรมน่าสนใจภายในงานทั้งสองวัน คือการลิ้มรสอาหารพื้นถิ่นและผลิตภัณฑ์ชุมชน พบกับร้านอาหารพื้นเมืองรสเลิศและสินค้าชุมชนรวมกว่า 40 ร้านค้า รวมทั้งชมนิทรรศการ-การสาธิตการทำอาหารสูตรโบราณและอาหารท้องถิ่น จาก 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏ

พร้อมทั้งฟังการเสวนาด้านอาหารและวัฒนธรรม ในหัวข้อ “อาหารวิถีถิ่นริมคลอง มนต์เสน่ห์รสชาติบ้านถิ่น” โดย 4 ผู้ทรงคุณวุฒิทางด้านอาหาร ได้แก่ คุณจรงศักดิ์ รองเดช (สตังค์) พิธีกรรายการสารคดีอาหารพื้นบ้าน ภัตตาคารบ้านทุ่ง,คุณเอกชัย เกื้อทอง (ต้น) ผู้เชี่ยวชาญจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ,ผศ.ดร.ณนนท์ แดงสังวาลย์ (ณนนท์) สาขาวิชาอุตสาหกรรมการบริการอาหาร คณะเทคโนโลยีคหกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ คุณณัฐพงศ์ ธีรนันทพิชิต (ตั้ม) ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทยและอาจารย์ใหญ่แห่งสถาบันการอาหารไทย (TCA) ดำเนินรายการโดย คุณกันต์-ศุภยศ ปุกหุต

ตลอดหนึ่งชั่วโมงของการเสวนาในครั้งนี้ สรุปเนื้อหาและใจความได้ว่า เราพูดถึงอาหารกันหลายเรื่องเราพูดถึงวัตถุดิบ พูดถึงผู้คน พูดถึงภูมิปัญญา พูดถึงวัฒนธรรม และพูดถึงการส่งต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง แต่ถ้าย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของเรื่องทั้งหมด เราจะพบว่าสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงทุกเรื่องเข้าด้วยกันก็คือ คลอง คลองหล่อเลี้ยงผืนดิน ผืนดินหล่อเลี้ยงผู้คน ผู้คนสร้างวิถีชีวิต และส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตก็คืออาหาร เพราะฉะนั้นอาหารริมคลองจึงไม่ได้มีเพียงรสชาติจากวัตถุดิบที่เราเลือกมาใช้ แต่มีรสชาติของ เรื่องราว ผู้คน และกาลเวลาอยู่ด้วย และเมื่อเราพูดถึงการรักษาอาหารพื้นถิ่น บางทีสิ่งที่เราต้องรักษาจึงไม่ใช่เพียงสูตรอาหารหนึ่งสูตร

แต่คือเรื่องราวที่ทำให้สูตรนั้นเกิดขึ้น คือวัตถุดิบที่ทำให้เกิดรสชาติ คือภูมิปัญญาของคนที่รู้ว่าจะนำสิ่งเหล่านั้นมาปรุงอย่างไร และคือสายน้ำกับวิถีชีวิตที่หล่อเลี้ยงทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น เพราะคลองคือส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ทำให้อาหารนั้นเกิดขึ้น และตราบใดที่คลองยังหล่อเลี้ยงผู้คน ผู้คนก็ยังมีวัตถุดิบมีเรื่องราวที่จะนำมาปรุงเป็นอาหาร และตราบใดที่เรายังส่งต่อเรื่องราวเหล่านั้น รสชาติของบ้านถิ่นก็จะยังเดินทางต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุพรรณี ปลัดศรีช่วย คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ยังกล่าวทิ้งท้ายหลังจบการเสวนาในหัวข้อ “อาหารวิถีถิ่นริมคลอง มนต์เสน่ห์รสชาติบ้านถิ่น” ด้วยว่า “งานเสวนาในวันนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Soft Power ยกระดับอาหารพื้นถิ่น คลองบางเขน คลองเปรมประชากร และคลองลาดพร้าว ซึ่ง ดำเนินการโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ด้วยภารกิจของมหาวิทยาลัยในการร่วมพัฒนาท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมจึงได้ทำงานร่วมกับชุมชนริมคลองทั้ง 3 พื้นที่เพื่อค้นหา รวบรวม และต่อยอดองค์ความรู้เรื่องอาหารพื้นถิ่น รวมถึงเรื่องราวและภูมิปัญญาที่อยู่เบื้องหลังอาหารเหล่านั้น พราะอาหารพื้นถิ่นไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของรสชาติ แต่เป็นทุนทางวัฒนธรรมที่สะท้อนทั้งวิถีชีวิต ผู้คน และความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับพื้นที่”

ปลัด มท.แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตร ถวายเป็นพระกุศลแด่พระองค์ภา

14 กันยายน 2569 เวลา 09:47 น.

“ปลัดมหาดไทย”แจ้งผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ เชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตร ถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์

14 กันยายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า ในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 นี้ เป็นวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบการจัดพิธีทางศาสนาถวายเป็นพระกุศลทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และในต่างประเทศ เพื่อน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า กระทรวงมหาดไทย ได้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด รวมถึงนายอำเภอทั้ง 878 อำเภอ ได้เชิญชวนพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ร่วมจัดและประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรอุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์ ณ ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ หรือสถานที่ที่เหมาะสม ในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 เวลา 07.30 น. โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานในพิธีฯ ของจังหวัดและอำเภอเมืองฯ/อำเภอพระนครศรีอยุธยา และนายอำเภอเป็นประธานในพิธีฯ ของอำเภอ โดยนิมนต์ เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ และพระสังฆาธิการ รวมถึงคณะสงฆ์ในพื้นที่ ประกอบพิธีสวดพระพุทธมนต์

“กระทรวงมหาดไทยขอเชิญชวนพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ร่วมพิธีบำเพ็ญเพ็ญกุศลและทำบุญตักบาตรอุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในวาระครบ 100 วัน (สตมวาร) แห่งการสิ้นพระชนม์ ในวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 ณ สถานที่ที่จังหวัด และอำเภอกำหนด เพื่อร่วมกันน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นหาที่สุดมิได้ ด้วยความจงรักภักดีโดยพร้อมเพรียงกัน” นายอรรษิษฐ์ กล่าว

ฉลองวันเกิดครบ 6 รอบ ‘ภรณี ลีนุตพงษ์’ ผองเพื่อนร่วมยินดี

14 กันยายน 2569 เวลา 14:10 น.

เนื่องในโอกาสครบ 6 รอบของภรณี ลีนุตพงษ์ ได้มีเพื่อนๆจากกลุ่ม บยร.1 (หลักสูตรผู้บริหารในกระบวนการยุติธรรมทางรัฐธรรมนูญ) นำโดย วรเดช ธีรเวคิน , โอฬาร แพพ่วง , ยุทธกิจ เจียรสุวรรณภาส , เสรี ลีเกษม , สมศักดิ์ วงศ์ราษฎร์ , อัจฉราพร นาคสาร , พรพินี ปลูกเจริญ , ศิวาภรณ์ เฉลิมวงศ์ , สิริยา หอมสุวรรณ , อลิศรา พรหมโชติชัย , กิติมา แก้วนะรา , พจีกานต์ สวัสดิวงศ์และ และ ปฐมพงษ์ คำเขียว ได้ร่วมกันจัดฉลองวันเกิดให้อย่างอบอุ่นที่ร้านเชฟแมน ราชดำริ

และในวันต่อมา อดีตเพื่อนร่วมงานจากอดีตองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่ชื่อว่าสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ยังได้นัดรวมตัวเพื่อฉลองวันเกิดให้ โดยมี  โอกาส เตพละกุล , นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ , ดร.บุญส่ง-ศิริลักษณ์ ไข่เกษ  , ธนา ไชยประสิทธิ์ ร่วมกันฉลองวันเกิดให้ ภรณี ลีนุตพงษ์ โดยมี ดร.ใยอนงค์ ทิมสุวรรณ , ดร.อาณัติชัย รัตตกุล , จุไรรัตน์ ปันยารชุน , เธียรชัย มหาศิริ , ดร.สุปรีดิ์ วงศ์ดีพร้อม , มังกร ธนสารศิลป์ , ทวี เตชะธีรวัฒน์ , สุพจน์ พฤกษานานนท์ และ จุฑามาศ กุลรัตน์

แม้จะจัดคนละวันแต่ใจตรงกันคือเลือก สถานที่เดียวกัน เป็นร้านเชฟแมนราชดำริ ถึงกระนั้นก็ดี เจ้าของวันเกิดเป็นสุขใจมาก ที่มีเพื่อนๆน้องๆยังให้ไมตรีแห่งมิตรภาพสืบเนื่องอย่างยาวนาน เสมอมา นับเป็นความสุขใจที่หาค่าไม่ได้

เตือนภัยยาพาราเซตามอล ใช้ผิดวิธีเสี่ยงตับวายเฉียบพลัน

14 กันยายน 2569 เวลา 07:15 น.

พาราเซตามอล (Paracetamol) แม้เป็นยาสามัญ แต่หากกินเกินขนาด ถี่เกินไป หรือซ้ำซ้อนกับยาอื่น อาจทำให้ตับวายเฉียบพลันได้ จึงควรใช้ยาตามน้ำหนักตัวและระวังเป็นพิเศษในผู้มีโรคตับหรือดื่มแอลกอฮอล์ หากสงสัยว่ากินยาเกินขนาด ควรรีบไปโรงพยาบาลทันทีแม้ยังไม่มีอาการ

แพทย์หญิงณัฎฐ์สิดา รัตนวิริยะชัย

แพทย์หญิงณัฎฐ์สิดา รัตนวิริยะชัย อายุรแพทย์โรคระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลเวชธานี อินเตอร์เนชันแนล อธิบายว่า พาราเซตามอล (Paracetamol หรือ Acetaminophen) เป็นยาลดไข้และบรรเทาอาการปวดเล็กน้อยถึงปานกลาง เช่น ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดฟัน หรือปวดประจำเดือน นอกจากยาที่มีพาราเซตามอลเป็นตัวยาเดี่ยวแล้ว พาราเซตามอลยังเป็นส่วนประกอบของยาอื่นอีกหลายชนิด เช่น ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ และยาแก้ปวดบางสูตร จึงมีโอกาสได้รับตัวยาซ้ำจากยาหลายชนิดโดยไม่รู้ตัว

เมื่อพาราเซตามอลเข้าสู่ร่างกาย ยาส่วนใหญ่จะถูกเปลี่ยนแปลงที่ตับและกำจัดออกจากร่างกาย แต่ยาบางส่วนจะถูกเปลี่ยนเป็นสารที่เป็นพิษต่อเซลล์ตับ ซึ่งตามปกติร่างกายสามารถกำจัดสารพิษนี้ได้ด้วยสารที่เรียกว่า “กลูตาไธโอน” (Glutathione) แต่หากได้รับพาราเซตามอลในปริมาณมากเกินไป กระบวนการกำจัดยาตามปกติจะไม่เพียงพอ ทำให้เกิดสารพิษเพิ่มขึ้น ขณะที่กลูตาไธโอนถูกใช้จนลดลง สารพิษจึงสะสมและทำลายเซลล์ตับ ส่งผลให้เกิดภาวะตับบาดเจ็บเฉียบพลัน และหากรุนแรงอาจนำไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลันได้

4 พฤติกรรมกินยาพาราเสี่ยงทำร้ายตับโดยไม่รู้ตัว

การได้รับพาราเซตามอลเกินขนาดไม่ได้เกิดจากการกินยาจำนวนมากในครั้งเดียวเท่านั้น แต่อาจเกิดจากการใช้ยาไม่เหมาะสมซ้ำ ๆ ในชีวิตประจำวัน พฤติกรรมที่ควรระวัง ได้แก่

  1. กินยาถี่กว่าที่กำหนด
  2. เมื่อไข้หรืออาการปวดยังไม่ดีขึ้น บางคนอาจกินยาซ้ำเร็วกว่าที่ควร ทำให้ปริมาณยาที่ได้รับสะสมในแต่ละวัน

สูงเกินไป โดยทั่วไปควรเว้นระยะการรับประทานพาราเซตามอลอย่างน้อย 4–6 ชั่วโมง หรือตามคำแนะนำบนฉลากหรือคำแนะนำของแพทย์

  1. กินหลายเม็ดโดยไม่ดูปริมาณตัวยา

พาราเซตามอลมีหลายขนาด การนับเพียงจำนวนเม็ดโดยไม่ตรวจว่าหนึ่งเม็ดมีตัวยากี่มิลลิกรัม อาจทำให้ได้รับยาเกินขนาดได้ จึงควรตรวจขนาดของยาและคำนวณปริมาณพาราเซตามอลรวมที่ได้รับในแต่ละวัน

  1. กินยาหลายชนิดที่มีพาราเซตามอลซ้ำกัน

ยาแก้หวัด ยาแก้ไอ หรือยาแก้ปวดบางชนิดมีพาราเซตามอลเป็นส่วนประกอบ หากรับประทานร่วมกับพาราเซตามอลชนิดเดี่ยว อาจได้รับยาเกินขนาดโดยไม่ตั้งใจ จึงควรตรวจ “ตัวยาสำคัญ” หรือ Active Ingredient บนฉลากก่อนใช้ยาหลายชนิดร่วมกัน

  1. เพิ่มขนาดยาเองเมื่ออาการไม่ดีขึ้น

หากมีไข้หรืออาการปวดต่อเนื่อง ไม่ควรเพิ่มจำนวนเม็ดหรือความถี่ในการรับประทานยาด้วยตนเอง เพราะการเพิ่มขนาดยาไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้อาการดีขึ้นอย่างปลอดภัย หากอาการไม่ดีขึ้นหรือจำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและประเมินการรักษาที่เหมาะสม

ยาพาราเซตามอลควรกินเท่าไรจึงเหมาะสม?
ขนาดพาราเซตามอลที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัว อายุ และภาวะสุขภาพ จึงไม่ควรพิจารณาจากจำนวนเม็ดเพียงอย่างเดียว สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป มักใช้ครั้งละ 500–1,000 มิลลิกรัม ทุก 4–6 ชั่วโมงเมื่อมีอาการ โดยปริมาณพาราเซตามอลรวมจากยาทุกชนิด ไม่ควรเกิน 4,000 มิลลิกรัมภายใน 24 ชั่วโมง

กินยาพาราเกินขนาด ทำให้ตับวายได้อย่างไร

เมื่อร่างกายได้รับยาเกินขนาดจนเซลล์ตับเสียหายอย่างรุนแรง ตับอาจสูญเสียความสามารถในการทำหน้าที่สำคัญ และพัฒนาไปสู่ ตับวายเฉียบพลัน ได้

เมื่อตับทำงานลดลง ร่างกายจะกำจัดสารพิษและสร้างสารที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือดได้ไม่ดีเท่าปกติ ผู้ป่วยอาจมีตัวเหลือง ตาเหลือง เลือดออกง่าย สับสน หรือซึม และในรายที่รุนแรงอาจมีอวัยวะอื่นทำงานผิดปกติร่วมด้วย

ข้อที่สำคัญคือ อาการมักไม่แสดงทันทีหลังได้รับยาเกินขนาด ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกผู้ป่วยอาจมีเพียงอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือไม่มีอาการใดๆ เลย ขณะที่เซลล์ตับกำลังถูกทำลายอยู่เบื้องหลัง อาการตับวายชัดเจน เช่น ตัวเหลือง ตาเหลือง มักปรากฏช้ากว่านั้น ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่ควรรอให้มีอาการก่อนไปพบแพทย์

กินยาพาราอย่างไรให้ปลอดภัยต่อตับ?

การใช้พาราเซตามอลอย่างถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับยาเกินขนาดได้ โดยควรอ่านฉลากและตรวจปริมาณตัวยาก่อนใช้ทุกครั้ง เว้นระยะการรับประทานยาตามคำแนะนำ ไม่เพิ่มขนาดหรือความถี่ด้วยตนเอง นับปริมาณพาราเซตามอลรวมจากยาทุกชนิดที่ใช้ภายใน 24 ชั่วโมง ตรวจส่วนประกอบของยาแก้หวัด ยาแก้ไอ และยาแก้ปวดสูตรผสม เพื่อป้องกันการได้รับตัวยาซ้ำ ให้พาราเซตามอลแก่เด็กตามน้ำหนักตัวและความเข้มข้นของยา โดยใช้อุปกรณ์ตวงยาที่เหมาะสม หากมีโรคตับ ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ มีภาวะขาดสารอาหาร หรือต้องใช้ยาต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

เมื่อใดควรไปโรงพยาบาลหรือประเมินสุขภาพตับเพิ่มเติม?

หากสงสัยว่าได้รับพาราเซตามอลเกินขนาด ไม่ว่าจะจากการกินยาปริมาณมากในครั้งเดียว กินเกินขนาดซ้ำหลายครั้ง หรือได้รับพาราเซตามอลซ้ำซ้อนจากยาหลายชนิด ควรไปโรงพยาบาลทันทีแม้ยังไม่มีอาการ เพราะพิษจากพาราเซตามอลในระยะแรกอาจยังไม่แสดงอาการชัดเจน

หากเข้ารับการรักษาเร็ว แพทย์อาจให้ยาต้านพิษ N-acetylcysteine (NAC) ซึ่งช่วยเสริมกลูตาไธโอนและลดการทำลายเซลล์ตับ โดยยาจะให้ผลดีที่สุดเมื่อได้รับภายในช่วงเวลาที่เหมาะสม และยังอาจมีประโยชน์แม้เข้ารับการรักษาล่าช้า แพทย์จะประเมินปริมาณยา ระยะเวลาหลังได้รับยา และผลตรวจเลือด เพื่อวางแผนการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย

ความปลอดภัยในการใช้พาราเซตามอลไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนเม็ดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคำนึงถึงขนาดยา ระยะห่างระหว่างมื้อ และปริมาณรวมจากยาทุกชนิดภายใน 24 ชั่วโมง การอ่านฉลากและใช้ยาอย่างถูกต้องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะตับบาดเจ็บได้

คุณแหน : 14 กันยายน 2569

14 กันยายน 2569 เวลา 06:00 น.

คุณแหน

๐๐สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการประชุมวิชาการวัคซีนแห่งชาติ ครั้งที่ 12 จัดโดย สถาบันวัคซีนแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข วันจันทร์ 14 ก.ย. เวลา 14.30 น ณ ห้องอัศวิน แกรนด์ บอลรูม รร.อัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ..๐๐

๐๐ เพื่อนๆ Digital CEO#5 ร่วมยินดีกับ ธนียา นัยพินิจ ได้เป็น ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี ตั้งแต่ 1 ต.ค. เป็นต้นไป..๐๐

๐๐ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ซีอีโอ บมจ. บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) เป็นวิทยากรพิเศษเรื่อง “Thailand Beyond Tomorrow : มองอนาคตอสังหาริมทรัพย์ ในฐานะผู้นำธุรกิจ AMC” บนเวทีสัมมนา TNN Future Forum..๐๐

๐๐ นพ.อุดมศักดิ์ บุญส่งทรัพย์ ผอ.รพ.สมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน จ.สกลนคร เชียงราย ให้การต้อนรับคณะทำงานสืบสานพระราชปณิธานด้าน รพ.สมเด็จพระยุพราช ในคณะอนุกรรมาธิการพิจารณาคุณูปการของสถาบันพระมหากษัตริย์ ของ คณะกรรมาธิการวิสามัญการพิทักษ์และเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ วุฒิสภา นำโดย วิรัตน์ รักษ์พันธ์ และ ผศ.(พิเศษ) ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ได้ไปเยี่ยมสำรวจเพื่อศึกษาการร่วมสนับสนุนการพัฒนา รพ.สมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน โดยมี ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน, รศ.พญ.เยาวลักษณ์ ชาญศิลป์, ประภาพรรณ พิชัยคำ, โอม ศิวะดิตถ์, ดร.ศิพัตม์ ไตรอุโฆษ, พญ.ชญานิน นิติวรางกูร, ฉวีวรรณ ทิมา, ภัทธิรา หาญสกุล, ฐิติพงศ์ วราภรณ์และ ชยาภรณ์ นวมงคล ร่วมด้วย..๐๐

๐๐ ศิริชัย ฉันทชัยวัฒน์ บริจาคเงินสมทบโครงการศูนย์มะเร็งแบบบูรณาการ รพ.จุฬาลงกรณ์..๐๐

๐๐สมาคมศิษย์เก่ากรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ร่วมยินดีกับ ณัฐ ยนตรรักษ์ (BCC 119) นักประพันธ์เพลง นักเปียโน และผู้ก่อตั้ง รร.ดนตรีณัฐ สตูดิโอ ที่ได้รับการประกาศยกย่องจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ให้เป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ดนตรีสากล) ประจำปี พ.ศ. 2568..๐๐

๐๐ ทวี ปิยะพัฒนา พร้อมเพื่อนๆ วตท.14 มาสังสรรค์อัปเดตชีวิตกันกว่า 40 คน งานนี้ อนุชา บูรพชัยศรี, สาลินี วังตาล, ศ.กิตติคุณ ดร.ดิเรก ลาวัณย์ศิริ, พล.ต.อ.จรัมพร สุระมณี, ธีรนันท์ ศรีหงส์, วิลาสินี พุทธิการันต์, ประภา ปูรณโชติ, จีรศักดิ์ สุคนธชาติ, วันเพ็ญ ธนธรรมสิริ, บุญชัย ปัณฑุรอัมพร, เรืองวิทย์ ดุษฎีสุรพจน์, ผศ.ดร.มานวิภา อินทรทัต, สุชาติ บุญบรรเจิดศรี, ลายคราม เลิศวิทยาประสิทธิ์, ณัฐญา นิยมานุสร, วรรษมล เพ็งดิษฐ์, รสริน เธียรนุกุล ไม่ยอมพลาด..00

๐๐มิตรสหายชาว ปปร. 29 ยินดีกับ ดร.คเณตร์ เลิศหิรัญวิบูลย์ ที่ได้รางวัลศิษย์เก่าดีเด่น สถาบันพระปกเกล้า..๐๐

๐๐ชาว CDA 2 ยินดีกับ ดร.ธีรญา กฤษฎาพงษ์ ที่ บจ.สเปเชียลตี้ อินโนเวชั่น ได้รับรางวัลสุดยอด SME แห่งชาติ ครั้งที่ 18 ประจำปี 2569 จัดโดย สนง.ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)..๐๐

๐๐ สมาคมศิษย์เก่าคณะเภสัชศาสตร์ ม.เชียงใหม่ แสดงความเสียใจกับการจากไปของ ภญ.สุปรียา ป้อมประเสริฐ ศิษย์เก่า เภสัช มช. รุ่น 20..๐๐

๐๐ฌาปนกิจ ชุติภัทร โพธิรัตนังกูร 15 ก.ย.17.00 น. ณ เมรุวัดธาตุทอง พระอารามหลวง สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร และลูกๆ ดวงภัทร-ณพาภรณ์-พลวุฒิ-พัชรวิภา โพธิรัตนังกูร จะไปส่งผู้เป็นที่รักยิ่งในวาระสุดท้าย..๐๐

น้องใหม่

Season of Love Song 16 กับไลน์อัปสุดปัง! ชวนคู่รัก-คนโสด กอด นุ้งแกะยักษ์

14 กันยายน 2569 เวลา 13:28 น.

Web

เทศกาลดนตรีที่อบอวลด้วยความรัก ความสนุก และบทเพลงสุดโรแมนติกท่ามกลางหุบเขา กลับมาอีกครั้งในเทศกาลดนตรี Season of Love Song ครั้งที่ 16 โดยปีนี้ CI Showbiz ผู้จัดมากประสบการณ์ พร้อมพาทุกคนมาสัมผัสบรรยากาศสุดพิเศษ เพราะครั้งนี้ เราทุกคนจะมีเพลงรักสักเพลง เป็นเพลงโปรดในดวงใจ ที่เมื่อได้ยินทีไร หัวใจจะพองโตทุกครั้ง และเมื่อเพลงรักเหล่านั้น มาบรรจบกับลมหนาวแรกของปี ในเทศกาลดนตรีที่รวบรวมเพลงรักไว้มากที่สุด ที่ใหญ่ที่สุดในสวนผึ้ง เพราะเพลงรักของคุณ จะดังกว่าทุกครั้ง… ที่เคยได้ยิน ฟินยันเช้า กับ 14 ศิลปินคุณภาพ ในวันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2569 ณ เวเนโต้ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

ก้าวสู่ปีที่ 16 ของเทศกาลดนตรียืนหนึ่งแห่งสวนผึ้ง Season of Love Song ที่จะพาทุกคนอินไปกับเสียงเพลงตลอดข้ามคืน จัดเต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ แบบไม่มีสะดุด ในคอนเซ็ปต์ “LOVE SONG IS LOVE SIGN” พิสูจน์ “หมู่มวลความรัก” ท่ามกลางลมหนาว ขุนเขา และเสียงดนตรี ที่บรรเลงเคียงข้างคุณ…จนแสงแรกมาทักทาย กลางหุบเขาเวเนโต้ สวนผึ้ง ที่จะเปลี่ยนให้สวนผึ้งกลายเป็นดินแดนแห่งเสียงเพลงรัก บางเพลงทำให้นึกถึงคนรัก บางเพลงทำให้นึกถึงเพื่อน บางเพลงทำให้นึกถึงช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต กับ 14 ศิลปิน นำโดย Fellow Fellow / Mean / Stamp / Bowkylion / Da Endorphine / Tilly Birds / Sinto Numchok / The Parkinson / Lipta / Zeal / Musketeer / F.Hero / Burin Boonvisut / Fool Step

นอกจากเสียงเพลงแล้ว ภายในงานปีนี้ยังมีการจัดโซนเก้าอี้นั่ง ให้สามารถนำเก้าอี้สนามตัวโปรดมาได้ พร้อมการตกแต่งโซนกิจกรรมต่างๆ ให้เดินเล่น ถ่ายรูป พร้อมไฮไลท์สำคัญอย่าง นุ้งแกะยักษ์” แลนด์มาร์กประจำงาน และ “The Gateway of Memories” อุโมงค์แห่งความทรงจำที่ทอดยาวพาทุกคนเข้าสู่โลกของ Season of Love Song ไม่ว่าจะมาเป็นคู่ มาเป็นแก๊ง หรือมาคนเดียวก็สนุกได้ รวมถึงมีร้านอาหารเด็ดๆ ทั้งเมนูท้องถิ่นและอาหารหลากหลายสไตล์ มากกว่า 80 ร้านค้า ทั้งหมดนี้จะถูกรวมเข้าด้วยกันท่ามกลางเสียงดนตรีในบรรยากาศลมหนาว วิวภูเขา ให้คุณได้เต็มอิ่มกับทุกประสบการณ์แบบที่หาจากที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว เทศกาลดนตรีและความสุขกำลังจะเริ่มต้นขึ้นกับเทศกาลดนตรีที่เล่นต่อเนื่องยาวนานที่สุดในไทย ปักหมุดแลนด์มาร์ก Season of Love Song ครั้งที่ 16 วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2569 ณ เวเนโต้ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี

สามารถซื้อบัตรได้ตั้งแต่วันนี้ ทางเว็บไซต์ All Ticket หรือ Counter Service All Ticket 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศ บัตรราคา Lonely (Regular) ราคา 1,500  บาท / Buddy (Regular) ราคา 2,400 บาท / 4ever (Regular) ราคา 4,400 บาท และ Single Sheep VIP  ราคา 4,000  บาท / Double Sheep VIPx2  ราคา 7,400  บาท / บัตร 4ever Sheep VIPx4  ราคา 14,000  บาท

ช่อง 7HD ก้าวสู่ปีที่ 60 ส่งความพิเศษ ‘คนปรับ โลกเปลี่ยน’เปิด 60 เรื่องเล่า 60 แรงบันดาลใจ จุดประกายสังคม

14 กันยายน 2569 เวลา 13:46 น.

ช่อง 7HD ฉลองก้าวเข้าสู่ปีที่ 60 ด้วยการส่งต่อเรื่องราวดี ๆ ชวนเปิดมุมคิดจาก 60 คน 60 เรื่องราว กับสกู๊ปพิเศษ “คนปรับ โลกเปลี่ยน” ถ่ายทอดพลังของการ “เริ่ม-ปรับ-เปลี่ยน” จากผู้ปฏิบัติจริง สู่แรงบันดาลใจที่ชวนทุกคนลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคม  ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ ในรายการ “ข่าวเย็นประเด็นร้อน” เวลา 16.00 น. เริ่มวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายนนี้

พร้อมยืนหยัดทำหน้าที่สื่อเพื่อสังคม ในโอกาสสำคัญที่ ช่อง 7HD ครบรอบ 59 ปี ก้าวเข้าสู่ปีที่ 60 ในวันที่ 27 พฤศจิกายนนี้ ขอส่งเรื่องราวดี ๆ สู่หน้าจอเพื่อผู้ชม กับสกู๊ปพิเศษ “คนปรับ โลกเปลี่ยน” ถ่ายทอด 60 เรื่องเล่าแห่งแรงบันดาลใจ จากผู้ปฏิบัติจริง 60 แนวคิดที่จุดประกายให้สังคม หลากหลายภาคส่วนของสังคม เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลง สามารถเกิดขึ้นได้จากทุกคน และไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากเรื่องใหญ่เสมอไป

หัวใจสำคัญของสกู๊ปพิเศษชุดนี้ คือแนวคิด เริ่ม-ปรับ-เปลี่ยน เริ่มจากการมองเห็นบางสิ่งที่อยากเปลี่ยน ปรับวิธีคิดหรือพฤติกรรมของตัวเอง และลงมือทำจนเกิดเป็นความเปลี่ยนแปลง ก่อนส่งต่อพลังนั้นไปยังคนรอบข้าง ชุมชน และสังคม โดยจะผสมผสานทั้ง Studio View และ On-Site Reality Interview พาผู้ชมไปสัมผัสเรื่องราวจากสถานที่จริง ผ่านบทสนทนาที่กระชับ ชัดเจนและเป็นกันเอง ดำเนินรายการโดยผู้ประกาศข่าวมากคุณภาพจากช่อง 7HD เช่น เปรมสุดา  สันติวัฒนา, ดร.กฤษดา นวลมี, เหมือนฝันประสานพานิช, ศจี วงศ์อำไพ, เกณฑ์สิทธิ์ กันธจันทร์, ศรสวรรค์ ภู่วิจิตร ที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาร่วมพูดคุยกับบุคคลต้นแบบ

สำหรับ 60 แรงบันดาลใจในสกู๊ปพิเศษชุดนี้ ครอบคลุมหลากหลายมิติของสังคม  อาทิ สมเด็จพระมหาพัชรญาณมุนี (พระอาจารย์ชยสาโร)พระเทพญาณวัชรชิโนภาส วิ. กรรมการฝ่ายสงฆ์โครงการพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ธรรมนาวา “วัง”, ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร,  รศ. นพ. สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น,  ศ.พิเศษ ภกญ. ดร.กฤษณา ไกรสินธุ์ เภสัชกรผู้คิดค้นยาต้านไวรัส HIVภก.จิรพงษ์ แม้นจริง  เจ้าของร้านขายยาศรีด่านเภสัช, ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ อาจารย์ยักษ์ ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ, “ดร.มิ้ง” ผศ. ดร.พิรดา เตชะวิจิตร์ ว่าที่นักบินอวกาศหญิงคนแรกของไทย, พ่อเลี่ยม บุตรจันทา ปราชญ์ชาวบ้านแห่งบ้านสวนออนซอนเชาวลิต สาดสมัย (ครูเชาว์) ครูอาสา, พล.ต.ท.นพดล เผือกโสมณ  เจ้าของฉายา “วีรบุรุษกระดูกเหล็ก”ทองพูล บัวศรี (ครูจิ๋ว) เจ้าของฉายา “ครูข้างถนน”,  ผศ. ธรรมนิตย์ นิคมรัตน์ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (โนรา) ประจำปี พ.ศ. 2564, อาจารย์เสรี แก้ววิเชียร ผู้ขับเคลื่อนศิลปะสตรีตอาร์ตข้างถนนกลุ่มลพบุลุย, รศ. ดร.นพ.ชัชวาลย์ ศิลปกิจ ผอ.ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา ม.มหิดล, ศ. นพ. กีรติ เจริญชลวานิช หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิคส์และกายภาพบำบัด คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล, นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ, สพญ.วรางคณา พันธุ์วานิช สัตวแพทย์ผู้ริเริ่มโครงการ ‘เพราะมีน้ำใจ จึงมีชีวิต Wheelchair for Pets’, อารยา แดงแสง ผอ.ศูนย์ส่งเสริมทักษะชีวิตบุคคลออทิสติก
จ.ชลบุรี, ดร. นฤมล ล้อมทอง กรรมการผู้จัดการโรงมหรสพหลวงศาลาเฉลิมกรุง และผู้สืบสานโขนพระราชทาน, ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์ (น้องธันย์ สาวน้อยคิดบวก) นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ, สายสุนีย์ จ๊ะนะ ราชินีวีลแชร์ฟันดาบโลก, ณัฐภัค อติชาตการ ผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิ SOS Thailand  ตลอดจนบุคคลในวงการบันเทิงที่อุทิศตนทำงานเพื่อสังคม อาทิ  สุชาตา ช่วงศรี (โอปอล) Miss World 2025 และผู้ก่อตั้งโครงการ Opal for HER เพื่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านม, ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี ประธานมูลนิธิองค์กรทำดี, บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมพิเศษ มูลนิธิร่วมกตัญญู พร้อมอีกหลากหลายเรื่องราวจากผู้คนที่ลุกขึ้นมา “เริ่ม-ปรับ-เปลี่ยน” ในแบบของตัวเอง

เพราะการเปลี่ยนโลกอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการตัดสินใจเล็ก ๆ ของใครคนหนึ่ง แล้วค่อย ๆ ขยายกลายเป็นแรงกระเพื่อมที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับผู้คนอีกมากมาย 60 คน 60 เรื่องราว 60 แรงบันดาลใจ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าของคนอื่น แต่คือบทพิสูจน์ว่า “ตัวเราเองก็เปลี่ยนโลกได้”

พบกับ 60 แรงบันดาลใจ จากผู้ปฏิบัติจริง  60  แนวคิดที่จุดประกายให้สังคม ร่วมค้นหาคำตอบ…เราจะช่วยกันเปลี่ยนโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้อย่างไร  ติดตามชมสกู๊ปพิเศษ “คนปรับ โลกเปลี่ยน” ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ในรายการ “ข่าวเย็นประเด็นร้อน”  เวลา 16.00 น. ทางช่อง 7HD กด 35 เริ่มวันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายนนี้ พบกับเรื่องราวของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

 และติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ได้ทาง Facebook, IG, X, TikTok, YouTube : Ch7HD  

‘ตุ๊กกี้ สุดารัตน์’เปิดใจชีวิตกว่า 20 ปีในวงการไม่ง่าย เผย 7 ‘ดวงใจ’พร้อมเล่าเหตุหวิดเลิก ‘บูบู้’

14 กันยายน 2569 เวลา 13:40 น.

เปืดอีกมุมของ “ตุ๊กกี้ สุดารัตน์” กว่าจะเป็นนักแสดงตลกแถวหน้าในวงการไม่ง่าย เผยหมดทุกคำตอบ ใน “ดวงใจ  STORY” ย้อนเส้นทางชีวิจและประสบการณ์ในวงการบันเทิง พร้อมถ่ายทอดเรื่องราวความรัก กับ “บูบู้” สามีที่หวิดเลิกกันมาแล้ว และยังเปิด “7 ดวงใจ” ที่อยากให้ทุกคนรู้จัก

กว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นนักแสดงและศิลปินตลกแถวหน้าของเมืองไทย “ตุ๊กกี้ สุดารัตน์ บุตรพรม”  ต้องผ่านเรื่องราวและบททดสอบมากมาย ล่าสุดมาร่วมเปิดใจในรายการ “ดวงใจ STORY” พอดแคสต์จากช่อง 7HD ที่ชวนคนดังในวงการบันเทิงมาถ่ายทอดเรื่องราว ตัวตน และความทรงจำที่มีความหมายในชีวิต พร้อมพาไปรู้จัก “ดวงใจ” ของแต่ละคนในหลากหลายมุมที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน

EP.นี้ ตุ๊กกี้ มาพร้อมรอยยิ้มและความเป็นกันเอง ก่อนเปิดเรื่องราวตลอดเส้นทางกว่า 20 ปีในวงการบันเทิง ตั้งแต่ประสบการณ์การทำงาน มุมมองต่อความสำเร็จ ไปจนถึงบทเรียนสำคัญที่วงการบันเทิงมอบให้ พร้อมตอบคำถามว่า วันนี้เธอเดินทางถึงเป้าหมายที่วางไว้แล้วหรือยัง และอะไรคือสิ่งที่ทำให้ยังคงรักและเดินหน้าบนเส้นทางสายนี้

พร้อมชวนค้นหาคำตอบกับ  “ดวงใจ” ทั้ง 7 ของ ตุ๊กกี้ ที่สะท้อนเรื่องราวสำคัญในชีวิต ไม่ว่าจะเป็น “ดวงใจของครอบครัว”, “ดวงใจมหาชน”, “ดวงใจยอดนักสู้”, “ดวงใจคู่ชีวิต”, “ดวงใจทุกสิ่ง”, “ดวงใจพาร์ทชีวิต”  และ “ดวงใจของ ตุ๊กกี้”

อีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าสนใจ คือเรื่องความรักและชีวิตคู่กับ บูบู้ กำธร สามี ซึ่ง ตุ๊กกี้ เปิดใจถึงช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์เคยเดินทางมาถึงจุดที่เกือบตัดสินใจเลิกรากัน อะไรคือบททดสอบสำคัญของชีวิตคู่ และอะไรทำให้ทั้งสองคนยังจับมือเดินหน้าต่อด้วยกัน เรื่องราวครั้งนี้จะเป็นอย่างไร ร่วมฟังคำตอบจาก ตุ๊กกี้ แบบเต็ม ๆ ในรายการ

 ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนของเรื่องราวจาก “ตุ๊กกี้ สุดารัตน์” ที่มาสร้างทั้งเสียงหัวเราะ รอยยิ้ม และเปิดอีกหลายมุมชีวิตให้ได้รู้จักกันมากขึ้นใน “ดวงใจ STORY”  

และสามารถติดตามอัปเดตติดตาม “ดวงใจ STORY”  EP ใหม่ พร้อมเรื่องราวจากแขกรับเชิญในดวงใจคนต่อไป ได้ทาง YouTube และ Facebook : Ch7HD