ศุภจี​ ชี้ปรับทัพ บิ๊กพาณิชย์ ยึดความเห็นร่วม​ ปลัดใหม่​ -เก่า​ มั่นใจไร้แรงกระเพื่อมภายใน

11 กันยายน 2569 เวลา 13:40 น.

ศุุภจี​ ชี้​ ปรับทัพบิ๊กก.พาณิชย์​ใหม่​ ยึดความเห็นร่วม​ ปลัดใหม่​ -​ เก่า​ มั่นใจไร้แรงกระเพื้อมในกระทรวง​ หลัง​ ทูตWTO จ่อลาออก​ เหตุถูกเด้งเข้ากรุ​ ลั่นครบวาระ 6 ผีแล้ว​ ก็ต้องกลับ

วันที่ 11 กันยายน 2569 เวลา​ 11.10 น.​ ที่ทำเนียบรัฐบาล​นางศุภจี​ สุ​ธรรม​พันธุ์​ รองนายก​รัฐมนตรี​และ​รัฐมนตรี​ว่าการ​กระทรวง​พาณิชย์​ กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อนงานของกระทรวงพาณิชย์ หลังจัดทัพอธิบดี และข้าราชการระดับซี​ 10 ใหม่ 9 ตำแหน่ง ว่า​ ทุกคนทำ หน้าที่ผลักดันตามนโยบายของกระทรวง พาณิชย์ที่ตั้งไว้ซึ่งเป็น 5 โจทย์เดิม​ ประกอบด้วย 1 การดูแลค่าครองชีพ 2 การดูแลสินค้าเกษตร 3 การเจรจาการส่งออกเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง 4 การดูแลกลุ่ม SMEs เป็นต้น

เมื่อถามย้ำว่าการจัดทัพผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์ใหม่จะเน้นไปในทิศทางใด นางศุภจี​ กล่าวว่า​ ทำตามความเหมาะสมและความสามารถของบุคลากร ซึ่งเป็นการร่วมกันระหว่างตน นายวุฒิไกร​ ลีวีระพันธุ์​ ปลัดกระทรวง​ นายพูนพงษ์​ นัยนาภาพร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรีเป็นปลัดกระทรวงคนใหม่ ฉะนั้นเราทำงานร่วมกัน 3 คน ที่ช่วยดูในเรื่องความเหมาะสม​

เมื่อถามถึงกระแสข่าวความไม่พอใจของ นางสาวพิมพ์ชนก​ วอนขอพร เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก ขอลาออกจากตำแหน่ง​ หลังจากที่มติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแต่งตั้งเป็นผู้ตรวจการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี​ ชี้แจงว่า​ ท่านหมดวาระตำแหน่งดังกล่าวแล้ว ซึ่ง ดำรงตำแหน่งได้ 4 ปีและสามารถต่ออายุได้อีก 1 ปี​ 2 ครั้ง​ รวมเป็น​ 6 ปี​ ซึ่งนางสาวพิมพ์ชนกครบแล้ว​ และท่านมีครอบครัวอยู่ต่างประเทศ ซึ่งอยากจะไปดูแลมารดา​ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทราบปกติอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่าเมื่อหมดวาระก็ต้องกลับประเทศไทย

เมื่อถามว่าการจัดทัพใหม่ในครั้งนี้จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในกระทรวงพาณิชย์หรือไม่ นางศุภจียืนยันว่า ไม่ ตอนนี้ทุกคนตั้งใจกันทำงาน และมุ่งมั่นในการสร้างประโยชน์ทำนโยบาย

“เมื่อต่อไม่ได้แล้ว มันก็ต้องจบ ก็ต้องกลับเท่านั้นเอง เพราะ 6 ปีแล้ว”

‘พิสิษฐ์’ นำทีม สว. รุมซัด นครินทร์ ดูหมิ่น ด้อยค่าวุฒิสภา

11 กันยายน 2569 เวลา 13:26 น.

“พิสิษฐ์” นำทีม สว.รุมซัด “นครินทร์”ดูหมิ่น ด้อยค่า ทำสว.เสื่อมเสียชื่อเสียง ไร้หลักฐานหลังอ้าง “มีชัย”ออกแบบวุฒิสภา คือความผิดพลาดทำความชอบธรรมทางการเมือง สว.ต่ำ จี้ออกมาชี้แจงทำสังคมเข้าใจผิด

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 ก.ย. ที่รัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว.พร้อม สว.บางส่วน แถลงถึงกรณีที่นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นพาดพิงถึงวุฒิสภา เมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ผ่านมาว่า มีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำ เนื่องจากมาจากระบบเลือกกันเอง และมีการกล่าวอ้างว่านายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 เคยบอกว่า การออกแบบระบบวุฒิสภาเป็นความผิดพลาดที่สุดของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และต่อมานายมีชัยได้ออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยบอกและไม่เคยเจอกับนายนครินทร์ ว่า ทางวุฒิสภาจึงเห็นว่าคำดังกล่าว คำพูดดังกล่าวของนายนครินทร์กระทบโดยตรงต่อองค์กรวุฒิสภารวมถึงนายมีชัยด้วย จึงอยากสื่อสารถึงประชาชนและสังคมใน 5 ประเด็น 1. การที่นายนครินทร์พูดในงานดังกล่าว เป็นการดูหมิ่นและด้อยค่าสว. การกล่าวเหมารวม ว่าสว. มีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับต่ำเป็นการเป็นการลดทอน เหยียดศักดิ์ศรี และความน่าเชื่อถือขององค์กรและสว. ทั้ง 200 คน ที่ได้มาตามรัฐธรรมนูญ 2560 โดยไม่พิจารณาถึงคุณสมบัติการปฏิบัติงาน และผลงานของสมาชิกแต่ละคน

นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สว.ชุดปัจจุบันไม่ใช่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ หรือผู้กำหนดกติกา แต่เป็นเพียงผู้สมัครและผู้ที่ได้รับเลือกจากกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมาย พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มา สว. กำหนดไว้ การวิจารณ์ระบบสามารถทำได้ แต่ไม่ควรนำไปเหมารวมด้อยค่าหรือทำให้สว.ทั้งองค์กรได้รับความเสียหาย อีกทั้งในหนังสือในใจของคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่นายมีชัย ระบุเจตนาชัดเจนว่า การกำหนดที่มาของสว.รูปแบบใหม่ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 2560 เน้นความสำคัญของประชาชนทั่วไป ที่จะเข้ามาสมัครโดยไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเกินกำลังของบุคคลทั่วไป และต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างแท้จริง จึงให้ผู้สมัครด้วยกันเองเลือกตามวิธีการ ตามกฎหมายซึ่งถือว่าสอดคล้องตามเจตนาของนายมีชัยและคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 2.คำกล่าวของนายนครินทร์ เป็นคำกล่าวอ้างที่มีข้อสงสัยอย่างร้ายแรงไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะนายมีชัยออกมาปฏิเสธว่าไม่เคยพูดและไม่เคยเจอนายนครินทร์ด้วยซ้ำ ตนในฐานะสว.จึงอยากให้นายนครินทร์ออกมาชี้แจงต่อสาธารณชนพร้อมแสดงหลักฐานการสนทนาที่กล่าวอ้าง

“เหตุที่พวกเราเพิ่งออกมาให้ความเห็นหลังผ่านมา 4 วัน เพราะเราเคารพนายนครินทร์ ที่เป็นถึงอดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ และเชื่อว่านายนครินทร์จะออกมา แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีการออกมาชี้แจง จึงขอให้ออกมาชี้แจงด้วย ”นายพิสิษฐ์ กล่าว

นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า 3.การที่นายนครินทร์ใส่ร้ายให้ความเห็นไม่ตรงกับนายมีชัยนั้น อาจทำให้นายมีชัยและคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญปี 2560 เสื่อมเสียชื่อเสียง และอาจทำให้สังคมเข้าใจได้ว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญยอมรับว่าตัวเองทำกติกาผิดพลาด เมื่อผู้ถูกอ้างยืนยันว่าไม่เคยทำ และไม่เคยพบกับนายนครินทร์ หากไม่ปรากฏทางสนับสนุนย่อมเข้าข่ายทำให้บุคคลอื่นได้รับความเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือเป็นการใส่ร้ายได้ 4.นายนครินทร์ กำลังทำให้ประชาชนอาจเข้าใจผิดว่าสว. ชุดปัจจุบันไม่มีฐานะหรือไม่มีอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ แต่ข้อเท็จจริงคือสว.ทั้ง 200 คนเข้าสู่ตำแหน่งตามกระบวนการที่รัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นกำหนดไว้ การวิพากษ์วิจารณ์จึงควรแยกแยะให้ชัดเจนระหว่างระบบกับการกล่าวลดทอนความชอบธรรมกับสว.ทั้งคณะ และไม่ควรอาศัยคำกล่าวอ้างที่ไม่มีหลักฐานมายืนยันทำให้ประชาชนเข้าใจผิด

นายพิสิษฐ์ กล่าอีกว่า สุดท้าย 5.พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ทำให้เกิดข้อสงสัยต่อบทบาทหน้าที่ในอดีตของนายนครินทร์ ที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง และยังเป็นถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญยาวนานถึง 10 ปี คำกล่าวของนายนครินทร์ถือว่ามีน้ำหนักต่อสาธารณชน หากนายนครินทร์เห็นว่าระบบสมาชิกวุฒิสภาเป็นปัญหาสำคัญ เหตุใดจึงไม่แสดงข้อทักท้วงอย่างชัดเจนในขณะที่ดำรงตำแหน่งในฐานะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และมีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญและองค์กรต่างๆ ของรัฐธรรมนูญด้วย การออกมาให้ความเห็นในภายหลังโดยอ้างถึงบุคคลอื่น โดยผู้ถูกอ้างออกมาปฏิเสธโดยตรง ย่อมเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม และทำให้สังคมมีสิทธิ์ตั้งคำถามถึงความสอดคล้องและความรับผิดชอบ ความน่าเชื่อถือบทบาทในอดีตกับคำกล่าวในปัจจุบัน หากนายนครินทร์มองว่าวันนี้การเมืองมีปัญหา ไม่มีอนาคต มีแต่ความมืดมัว ท่านเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหานี้ด้วยหรือไม่ เพราะถือว่าเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

นายพิสิษฐ์ กล่าวอีกว่า ต่อไปขอให้นายนครินทร์ ระมัดระวังการใช้คำพูดที่เหมารวม ลดทอนหรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียต่อองค์กรวุฒิสภาและบุคคลอื่น และขอให้เคารพสิทธิประชาชน ที่ต้องได้รับข้อมูลถูกต้องตรวจสอบได้ แล้ววุฒิสภายืนยันว่า การวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง และรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิทำได้ในสังคมประชาธิปไตย แต่ต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ความสุจริตและความรับผิดชอบและความรับผิดชอบต่อสาธารณะต่อสาธารณะมิใช่การกล่าวอ้างที่ปราศจากหลักฐาน จนทำให้บุคคลหรือองค์กรของรัฐได้รับความเสียหาย

ด้าน พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร สว. กล่าวว่า พวกเราคงไม่มีความเห็นอะไรในประเด็นที่นายนครินทร์กล่าวไว้ นอกจากจะขอให้ไปพิจารณาทบทวนตัวท่านเองก่อน ทุกองค์กรมาด้วยรัฐธรรมนูญฉบับนี้รวมถึงตัวท่านด้วย ขณะที่บ้านเมืองมีขื่อมีแป ท่านเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในองค์กรสำคัญในทางการเมือง ตนจะไม่กล่าวว่าอะไรคงจะเป็นเรื่องที่สังคมจะพิจารณาได้

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวต่อว่า สำหรับพวกเราสมาชิกวุฒิสภา พวกเราเคารพกติกาของทุกองค์กรไม่ว่าจะเป็นดีเอสไอ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะอนุกรรมการชุดที่ 26 คณะไต่สวนชุดที่ 36 เราเคารพการปฏิบัติหน้าที่ของท่านในฐานะเจ้าพนักงาน ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้วย โดยเฉพาะกระแสสังคมขณะนี้ ในฐานะเจ้าพนักงานมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ ที่ทำให้สังคมได้รับข้อมูลข่าวสารซึ่งเป็นเอกสารทางราชการ

พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ กล่าวด้วยว่า ฉะนั้น ตนจึงมองว่าการมีสถานะที่จะเปิดเผยข้อมูลข่าวสารในฐานะความเป็นเจ้าพนักงานนั้น การให้ความเคารพกฎกติกา เคารพซึ่งกันและกัน จะก่อให้เกิดความสามัคคีบ้านเมืองนี้ จึงขอฝากให้สังคมและพิจารณาในประเด็นนี้ด้วย

พลอยทะเล เดือด! ฟาดกลับ หมอวาโย สถาบันไม่ใช่ของเล่นทางการเมือง หลังแซะ #กกตหค

11 กันยายน 2569 เวลา 12:13 น.

วันที่ 11 กันยายน 2569 จากกรณี นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2570 วาระ 2-3 เมื่อวานนี้ (10 ก.ย.69) และได้นำสไลด์ขึ้น ซึ่งมีการเขียนข้อความ #กกตหค โดยอธิบายว่า มีผู้นําคลิปของตนเอง ยืนยันว่าเป็นคลิปเอไอ ภาพตัดต่อ ที่บอกว่า ตนพูด “#กกตหค.”แปลว่า กินก๋วยเตี๋ยวหกคน ไม่ใช่ เพราะตอนนั้นตนโดนสายไมค์ลอยจั๊กจี้เอวพอดี จึงพูดไปเช่นนั้น แต่ความจริง ในมโนสํานึกของตนหมายถึง “คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) แห่งความจงรักและภักดี ต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์”

ล่าสุด ในช่วงค่ำวันเดียวกัน น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวต่อกรณีดังกล่าวว่า “กล้าที่จะดึงสถาบันลงมาเชื่อมกับคำย่อในหัว เพื่อเล่นเกมการเมือง ก็เล่นกันไป…

แต่ขอเตือนว่า สถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่เครื่องมือสำหรับการเมืองของใคร

จะเห็นต่าง จะวิจารณ์ จะตรวจสอบรัฐบาล เล่นกันให้เต็มที่ค่ะ แต่สถาบันไม่ใช่ของเล่นทางการเมือง”

วุฒิสภา ถก งบ70 เอกนิติ ยัน ยึดวินัยการเงินการคลัง เน้นแก้ปัญหาปชช. คุ้มค่าทุกบาท

11 กันยายน 2569 เวลา 11:51 น.

‘วุฒิสภา’ ถกงบฯปี70 ’เอกนิติ‘ ยันยึดวินัยการเงินการคลังคุ้มค่าทุกบาท รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ ที่ได้รับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายใน-นอกประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ด้าน ’วุฒิชาติ‘ การันตีมีงบลงทุนครบตามกฎหมาย แนะปรับโครงสร้างภาษี เก็บเพิ่มภาษีดิจิทัล-การค้า-สิ่งแวดล้อม หวังรัฐบาลมีช่องหารายได้เพิ่มใหม่ หนุนทบทวน รายจ่ายสวัสดิการ-เงินอุดหนุน

วันที่ 11 กันยายน 2569 เมื่อเวลา1 0.00น. ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ภายหลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาเสร็จสิ้น วุฒิสภาต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบภายใน 20 วันนับแต่รับร่างโดยไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งมี สว. ลงชื่อในการอภิปราย 30 คน

โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เข้าร่วมชี้แจง และเสนอร่างกฎหมายต่อที่ประชุมว่า งบประมาณปี 2570 วงเงิน 3.78 ล้านล้านบาท หลักการเพื่อมุ่งเน้นขับเคลื่อนนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของประชาชน รักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจควบคู่การรักษาวินัยการเงินการคลัง รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจ และตอบสนองต่อความท้าทายที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

นายเอกนิติ กล่าวต่อว่า โดยบูรณาการหน่วยงานที่มีความซับซ้อน ให้ความสำคัญกับการจัดทำงบประมาณที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของประชาชน บนพื้นฐานการวิเคราะห์ข้อมูลจริงและความจำเป็นเร่งด่วน ตามลำดับความสำคัญ เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และคำนึงถึงการใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่า ประหยัด มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด



“รัฐบาลจัดทำงบประมาณที่จะครอบคลุมทุกแหล่งเงิน ทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ โดยให้หน่วยรับงบประมาณนำเงินนอกงบประมาณมาใช้ เช่นเงินกู้ การร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน และดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ และพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ และกฎหมายระเบียบ มติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี” นายเอกนิติ กล่าว

นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้สภาผู้แทนราษฎร ได้พิจารณาโดยมีการปรับลดตามที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญฯ พิจารณาดำเนินการ ซึ่งสภาฯเห็นชอบตาม กมธ.เสียงข้างมาก โดยให้ความสำคัญกับความพร้อมประสิทธิภาพของหน่วยและลดความซ้ำซ้อน ภารกิจสำคัญในการสนับสนุนกระตุ้นเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นสำคัญ สนับสนุนให้เศรษฐกิจเติบโตมีความเข้มแข็ง รองรับผลกระทบทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศที่มีความผันผวนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งความเหมาะสม ความจำเป็น เพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยรับงบประมาณ

“ขอขอบคุณสมาชิกวุฒิสภาทุกท่าน ที่จะพิจารณางบฯ สำหรับข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะของ สว.รัฐบาลรับไว้ด้วยความขอบคุณ และจะนำไปประกอบการพิจารณาปรับปรุงการดำเนินการของหน่วยงานรับงบประมาณ เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณให้มีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนเป็นอย่างยิ่ง” นายเอกนิติ กล่าว

จากนั้นนายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะประธานกมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาร่างพ.ร.บ.งบฯปี 70
รายงานผลการศึกษาตอนหนึ่งว่า กมธ.มีข้อสังเกตต่อการจัดทำงบประมาณ 2570 ในด้านเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวระดับต่ำ อยู่ที่ 1.9% ในปี2569 สะท้อนว่ามีความจำเป็นยกระดับขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ ดังนั้นระยะต่อไปควรเร่งส่งเสริมการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก เพื่อเพิ่มการลงทุนภาครัฐ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี และการค้าโลก เพราะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ อุตสาหกรรมมูลค่าเพิ่มสูง การท่องเที่ยว พร้อมกับบริหารจัดการความเสี่ยงจากหนี้สิน จากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก เพื่อให้ประเทศไทยเติบโตอย่างมีเสถียรภาพอย่างยั่งยืน ซึ่งกมธ.มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลควรยกระดับการผลิต การส่งออก ด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมอนาคต ยกระดับโครงสร้างการผลิตและการส่งออก

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า นอกจากนั้นรัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้เอสเอ็มอี ปรับโครงสร้างหนี้ และเสริมสภาพคล่องและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และทำแผนรองรับวิกฤติพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญรัฐบาลควรเตรียมพร้อมรับมือวิกฤติทางภูมิอากาศ พัฒนาภาคการเกษตรใช้เทคโนโลยียกระดับนวัตกรรมยั่งยืน แม่นยำ เร่งลงทุนระบบน้ำ กักเก็บน้ำชุมชน และระบบเตือนภัย

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่า ขณะที่การจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ในปี70 กมธ.มองว่า รัฐบาลควรติดตามการจัดเก็บรายได้ เพื่อให้ได้รายได้ตามเป้าหมายและสนับสนุนความมั่นคงทางรายได้ระยะยาว โดยกมธ.มีข้อเสนอแนะ คือ ปฏิรูปโครงสร้างภาษี ลดการพึ่งพาจากฐานภาษีรายได้เดิม และเพิ่มแหล่งรายได้ใหม่ เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม ภาษีเศรษฐกิจดิจิทัล และการค้าออนไลน์ระหว่างประเทศ พร้อมนำเอไอเพิ่มประสิทธิภาพจัดเก็บภาษี นอกจากนั้นรัฐบาลควรบริหารความเสี่ยงทางการคลัง ทบทวนสมมติฐาน โดยทำแผนรองรับเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเพื่อให้การบริหารงบประมาณยืดยุ่นและควบคุมหนี้สาธารณะอย่างรอบคอบ และให้ความสำคัญกับการลงทุนภาครัฐที่มีผลตอบแทน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

“รัฐบาลควรปรับแผนโครงสร้างรายได้ศุลกากร เตรียมมาตรการรองรับรายได้ภาษีที่ลดลงจากความผันผวนของการค้าโลก โดยปรับบทบาทกรมศุลกากรให้อำนวยความสะดวกการค้า ป้องกันสำแดงราคาต่ำกว่าเป็นจริง เพื่อรักษารายได้และกันการรั่วไหลของภาษี รวมถึงยกระดับการบริหารจัดการเพื่อเพิ่มผลตอบแทนของรัฐวิสาหกิจหรือสินทรัพย์รัฐ และนำส่งรายได้แผ่นดินมากขึ้น” นายวุฒิชาติ กล่าว

นายวุฒิชาติ กล่าวต่อว่าส่วนด้านรายจ่าย พบว่าโครงสร้างงบประมาณปี2570 มีรายจ่ายประจำ 73.6% รายจ่ายลงทุน 20.8% ซึ่งเป็นไปตามกฎหมาย แต่กมธ.เห็นว่า รัฐบาลควรเพิ่มประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าการจัดสรรงบประมาณ เฉพาะงบรายจ่ายลงทุนให้นำไปสู่การพัฒนาและแก้ปัญหาของประเทศเป็นรูปธรรม โดยกมธ.มีข้อสังเกต คือ รัฐบาลทบทวนโครงสร้างรายจ่ายประจำอย่างจริงจัง เช่น ค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการบุคลากรภาครัฐ เงินอุดหนุนซ้ำซ้อน ค่าดำเนินการที่ไม่จำเป็น

โสภณ เคาะ ยุทธพร นั่งบอร์ดสันติสุข แจงปมส่งศาลฎีกาสอบ ปปช. คดี ศักดิ์สยาม

11 กันยายน 2569 เวลา 11:15 น.

‘โสภณ’ เคาะ ‘ยุทธพร’ นั่ง ’บอร์ดสันติสุข‘ แจงปมส่ง ‘ศาลฎีกา’ สอบ ‘ป.ป.ช.’ เคสยกคำร้อง ‘คดีศักดิ์สยาม’ อยู่ระหว่างเรียกหน่วยงานให้ข้อมูล รับยังตอบไม่ได้ จะสรุปตอนไหน

วันที่ 11 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 09.40น. ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการตั้งบุคคลเป็นคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ว่า รายชื่อในส่วนของประธานสภาฯ ได้แล้วคือ นายยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แต่ส่วนราชการอื่น ตนยังไม่ทราบ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะไต่สวนอิสระตรวจสอบ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กรณีมีมติยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม กรณีซุกหุ้น นายโสภณ กล่าวว่า ขณะนี้คณะกรรมการฯ ดำเนินการอยู่ ตนไม่ได้เข้าไปยุ่ง เท่าที่ทราบคือ ได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้เข้ามาชี้แจง ทั้งผู้ร้องและเจ้าของเรื่อง ตนรับรู้เพราะการทำหนังสือต้องออกในนามรัฐสภา แต่รายละเอียดตนไม่ทราบ

เมื่อถามว่าใกล้จะส่งไปยังศาลฎีกาแล้วหรือไม่ นายโสภณ กล่าวว่า เมื่อได้ความเห็นมา ก็ต้องเอามาประกอบการพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการฯ มีการประชุมทุกสัปดาห์ ที่ทราบเพราะเขาให้เซ็นหนังสือ นอกนั้นไม่ทราบ ส่วนจะได้ข้อสรุปแล้วหรือไม่ ตนตอบไม่ได้ ไม่เช่นนั้น ตนก็คงไปถามเขาหมดทุกเรื่อง ตนก็คงไม่ไปถามเขาหมดทุกเรื่อง

นิพนธ์ ขอบคุณ กก.มรดกโลก เห็นชอบส่งเอกสาร PA สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบ แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม

11 กันยายน 2569 เวลา 11:07 น.

“นิพนธ์” ขอบคุณคณะกรรมการมรดกโลก เห็นชอบส่งเอกสาร PA “สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบ” ย้ำผลักดันต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2557

วันที่ 11 กันยายน 2569 นายนิพนธ์ บุญญามณี อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา กล่าวขอบคุณคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ที่มีมติเห็นชอบร่างเอกสารเพื่อขอรับการประเมินขั้นต้น (Preliminary Assessment: PA) แหล่งมรดกทางวัฒนธรรม “สงขลาและชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลา” พร้อมมอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งจัดส่งเอกสารต่อศูนย์มรดกโลกให้ทันกำหนดวันที่ 15 กันยายน 2569

มติดังกล่าวเกิดขึ้นในการประชุมคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก ครั้งที่ 2/2569 เมื่อ10 กย.69 โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการประชุมตามที่ได้รับมอบหมายจากนายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี และนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม ณ ทำเนียบรัฐบาล และผ่านระบบประชุมทางไกล

นายนิพนธ์กล่าวว่า การเห็นชอบเอกสาร PA ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการนำคุณค่าทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม วิถีชีวิต และภูมิทัศน์รอบทะเลสาบสงขลาเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในระดับนานาชาติ โดยขั้นตอนดังกล่าวจะเปิดโอกาสให้องค์กรที่ปรึกษาของคณะกรรมการมรดกโลกให้คำแนะนำในการจัดทำเอกสารเสนอขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกฉบับสมบูรณ์ หรือ Nomination Dossier ต่อไป

พื้นที่สงขลาและชุมชนที่เกี่ยวเนื่องริมทะเลสาบสงขลามีความโดดเด่นจากความสัมพันธ์ระหว่างเมือง ชุมชน และระบบนิเวศของทะเลสาบ ซึ่งหล่อหลอมเป็นวิถีชีวิต ประเพณี สถาปัตยกรรม และภูมิทัศน์วัฒนธรรมที่สืบทอดมายาวนาน อีกทั้งยังสะท้อนบทบาทของสงขลาในฐานะเมืองท่าและพื้นที่แลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมตามเส้นทางการค้าทางทะเล

“ต้องขอบคุณคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงวัฒนธรรม ตลอดจนทุกหน่วยงานและทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง การส่งเอกสาร PA ไม่ได้มีความหมายเฉพาะต่อการอนุรักษ์เมืองเก่า แต่จะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับพื้นที่ ทั้งด้านการท่องเที่ยว เศรษฐกิจชุมชน และการส่งต่อมรดกของสงขลาให้คนรุ่นต่อไป” นายนิพนธ์กล่าว

นายนิพนธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลักดันสงขลาสู่มรดกโลกเป็นงานที่ได้ริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2557 ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลา โดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดสงขลาได้จัดสรรงบประมาณเพื่อศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาสงขลาสู่เมืองมรดกโลก ก่อนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาชน และชุมชนในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่อง

“จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2557 จนถึงวันนี้ เราเดินมาไกลอีกก้าวหนึ่งแล้ว แต่ภารกิจยังไม่สิ้นสุด ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเดินหน้าจัดทำข้อมูลให้สมบูรณ์ ควบคู่กับการอนุรักษ์และพัฒนาเมืองอย่างสมดุล เพื่อให้สงขลาและชุมชนริมทะเลสาบสงขลาก้าวไปสู่การเป็นมรดกโลกได้อย่างสง่างามและยั่งยืน” นายนิพนธ์กล่าวทิ้งท้าย

กล้าธรรมไม่แตกแถว! หนุนงบฯ 70 ยึดประโยชน์ประชาชนเหนือการเมือง

11 กันยายน 2569 เวลา 10:53 น.

“ธรรมนัส” ย้ำกล้าธรรมเป็นหนึ่งเดียว หนุนงบฯ 70 ไม่มีแตกแถว ยึดประโยชน์ประชาชนเหนือการเมือง

วันที่ 11 กันยายน 2569 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ยืนยันว่า การลงมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นไปตามมติและแนวทางเดียวกันของพรรค โดยสมาชิกทุกคนมีความเข้าใจตรงกัน ยึดหลักเหตุผล ความรับผิดชอบ และประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตลอดการพิจารณางบประมาณ พรรคกล้าธรรมได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ทั้งตรวจสอบ ตั้งคำถาม และทักท้วงในประเด็นที่เห็นว่าต้องได้รับความชัดเจน ขณะเดียวกัน หากสิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและช่วยให้ประเทศเดินหน้าต่อได้ พรรคก็พร้อมให้การสนับสนุน

“พรรคกล้าธรรมมีเอกภาพ เราคิดและเดินไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีใครแตกแถวแม้แต่คนเดียว เพราะทุกคนเข้าใจตรงกันว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือประโยชน์ของประชาชนและประเทศ”

หัวหน้าพรรคกล้าธรรมย้ำว่า จุดยืนของพรรคคือการพิจารณาทุกเรื่องด้วยเหตุผล สิ่งใดไม่ถูกต้องก็ต้องกล้าทักท้วง สิ่งใดเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองก็ต้องกล้าสนับสนุน โดยไม่ให้อคติหรือความแตกต่างทางการเมืองมาอยู่เหนือประโยชน์ส่วนรวม

“การเมืองแข่งขันกันได้ แต่เมื่อเป็นเรื่องของบ้านเมือง เราต้องยืนอยู่ข้างประชาชน สิ่งใดดีเราก็พร้อมสนับสนุน สิ่งใดไม่ถูกต้องเราก็พร้อมตรวจสอบ”

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวด้วยว่า พรรคกล้าธรรมจะเดินหน้าทำงานด้วยความเป็นหนึ่งเดียว สมาชิกทุกคนยึดแนวนโยบายและเป้าหมายเดียวกัน มีความเข้าใจตรงกัน และพร้อมทำหน้าที่เพื่อผลักดันสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างเต็มที่

“กล้าธรรมจะเดินไปข้างหน้าด้วยความสามัคคี เป็นหนึ่งเดียว และยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เพราะความรับผิดชอบต่อประชาชนคือหน้าที่ที่เราไม่เคยเปลี่ยน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

เปิดมติ 338 เสียง โหวตหนุนร่าง พ.ร.บ.งบ 70 รัฐบาลท่วมท้น 56 สส.กล้าธรรม ร่วมหนุนด้วย

11 กันยายน 2569 เวลา 10:50 น.

เปิดมติ 338 เสียงหนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ 2570 รัฐบาลท่วมท้น – “ 56 สส.กล้าธรรม-2 สส.ไทยสร้างไทย” หันเทคะแนนสนับสนุน – พรรคร่วมรัฐบาลยังเหนียวแน่น-ไม่แตกแถว

วันที่ 11 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีมติเสียงข้างมาก 338 ต่อ 144 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง ให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ 2570 วงเงิน 3,788,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากพิจารณาผลการลงมติเสียงข้างมาก 338 เสียง ที่รัฐบาลได้รับต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ครั้งนี้ มีจำนวนเสียงมากกว่า 292 เสียง 16 พรรคการเมือง ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำตั้งรัฐบาลถึง 46 เสียง โดยพบว่า จำนวนเสียงดังกล่าว ได้เสียงสนับสนุนจากพรรคกล้าธรรม 56 เสียง ซึ่งเป็นฝ่ายค้าน แต่ได้ลงมติให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯ ในครั้งนี้ด้วย เว้นเพียง นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ และนายสุรศักดิ์ ชิงนวรรณ์ สส.สระแก้ว ที่ไม่ปรากฏผลการลงมติ รวมถึงยังได้เสียงสนับสนุนจาก “พรรคไทยสร้างไทย” ครบทั้ง 2 เสียงด้วย

สำหรับผลการลงมติของ สส.รายพรรคการเมืองนั้น “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งเป็นแกนนำรัฐบาล เป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ไม่ปรากฏการลงคะแนนเสียงจำนวน 7 เสียงของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ ซึ่งติดภารกิจต่างประเทศ, นายเสมอกัน เที่ยงธรรม, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี, นายไชย ชนก ชิดชอบ สส.บัญชีรายชื่อ, นายไตรเทพ งามกมล สส.บุรีรัมย์, นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี, นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สส.สตูล และนางสาวสุดาชา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ

เช่นเดียวกับ “พรรคเพื่อไทย” ที่ลงมติให้ความเห็นชอบไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึง “พรรคประชาชาติ” ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แม้จะมีกระแสข่าวต่าง ๆ ภายในพรรค และพันตำรวจเอกทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคฯ จะออกมากล่าวถึงคดีฮั้ว สว.อยู่ต่อเนื่อง แต่การลงมติของพรรคฯ และพันตำรวจเอกทวี ก็ยังคงลงมติให้ความเห็นชอบไปในทิศทางเดียวกัน, “พรรรวมไทยสร้างชาติ” ลงมติเห็นชอบ แต่ไม่ปรากฏการลงคะแนนของ นายชัชชาลล์ คงอุดม สส.บัญชีรายชื่อ

ส่วนพรรคการเมืองขนาดเล็ก ก็ลงมติให้ความเห็นชอบไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งพรรคพลังประชารัฐ, พรรคเศรษฐกิจ, พรรคเพื่อชาติไทย, พรรคทางเลือกใหม่, พรรคไทยทรัพย์ทวี, พรรคประชาธิปไตยใหม่, พรรคมิติใหม่, พรรครวมใจไทย, พรรครวมพลังประชาชน, พรรคใหม่ และพรรคโอกาสใหม่

ขณะที่ พรรคร่วมฝ่ายค้านนั้น “พรรคประชาชน” ลงมติ “ไม่เห็นชอบ” ไปในทิศทางเดียวกัน เว้นเพียง นายสุริยา วงศ์อารีย์ สส.อุดรธานี ซึ่งเป็นงูเห่า และไม่ปรากฏการลงคะแนนของเรืออากาศโทธนเดช เพ็งสุข สส.กรุงเทพฯ, “พรรคประชาธิปัตย์” ลงมติไม่เห็นชอบ แต่ไม่ปรากฏการลงคะแนนของ นายอัมพร พินะสา สส.บัญชีรายชื่อ และนายชัยชนะ เดชเดโช สส.บัญชีรายชื่อ, “พรรคไทรวมพลัง” ลงมติไม่เห็นชอบ แต่ไม่ปรากฏการลงคะแนนของนายณรงค์ชัย วีระกุล สส.อุบลราชธานี

ขณะที่ พรรคเสรีรวมไทย และพรรคไทยภักดี ลงมติไม่เห็นชอบตามแนวทางของฝ่ายค้าน

‘สมชาย’ ชี้ 3 ช่องทางฟ้อง กกต. แนะผู้สมัคร สว. เอาผิดปฏิบัติหน้าที่มิชอบ คดีฮั้ว สว.

11 กันยายน 2569 เวลา 10:08 น.

สมชาย แสวงการ

วันนี้ 11 กันยายน 2569 สมชาย แสวงการ อดีต สว. โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กแนะ 3 ช่องทางกฎหมายให้ผู้สมัคร สว. ที่ได้รับความเสียหาย ใช้สิทธิดำเนินคดีกับ กกต. และเลขาธิการ กกต. หากพบการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีคดีทุจริตฮั้วเลือก สว. โดยมีข้อความทั้งหมดว่า “ความเห็นและแนวทางดำเนินการตามกฎหมาย ต่อ กกต และเลขาธิการ กกต สำหรับผู้สมัครสว ซึ่งจะเป็นผู้เสียหาย หลังวันที่ 14 กย 69 นับจากวันที่กกตมีมติอย่างหนึ่งอย่างใด โดยหากผู้เสียหายมีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า กกต และเลขาธิการ กกต อาจจะปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ในคดีทุจริตโกง#ฮั้วสว
สามารถดำเนินคดีใน 3 แนวทางดังนี้

1)ถ้าเห็นว่า กกต. มีมติขัดแย้งกับพยานหลักฐานอย่างชัดแจ้ง ถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบฯ ว่าด้วยการเลือก ส.ว. มาตรา 44 ให้สิทธิผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือก ยื่นคำร้องคัดค้านต่อศาลฎีกาได้ภายใน 3 วันนับแต่วันออกคำสั่ง
: มาตรา ๔๔ ในกรณีที่ผู้สมัครในระดับอําเภอ หรือผู้มีสิทธิเลือกในระดับจังหวัด หรือระดับประเทศเห็นว่าการดําเนินการเกี่ยวกับการเลือกของคณะกรรมการ ผู้อํานวยการการเลือก หรือพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้ผู้นั้นมีสิทธิยื่นคําร้องคัดค้านต่อศาลฎีกาภายในสามวันนับแต่วันที่มีการออกคําสั่ง
และให้นําความในมาตรา ๒๒ วรรคสอง มาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม
ในคำร้องขอให้ศาลฎีกามีคำสั่งเรียกพยานหลักฐาน จากกกต ที่สำคัญ คือสำนวนการสืบสวนสอบสวน รายงานการประชุมและหลักฐานทั้งหมดของอนุกรรมการชุดที่ 26 และอนุกรรมชุดที่36 เพื่อให้ศาลฎีกาพิจารณาคดีด้วย

สมชาย แสวงการ

2)ยื่นฟ้องคณะกรรมการกกต และเลขาธิการ กกต ที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง หรือศาลทุจริตภาคตามเขตอำนาจ ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี โดย
ให้ยื่นคำฟ้องพร้อมเอกสารหลักฐาน ที่ต้องระบุพฤติการณ์ชัดเจนให้ได้ว่า จำเลยคือกกต/เลขาธิการกกต ทำอะไร ผิดหน้าที่อย่างไร และก่อความเสียหายแก่ใคร หรือต่อระบบอย่างไร

3)หากเห็นว่า กรรมการกกต และเลขาธิการ กกต อาจการกระทำที่พยานหลักฐานว่า ทุจริตต่อหน้าที่ ใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ผิดตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ พศ 2561 ซึ่งบังคับใช้กับคณะกรรมการกกต และเลขาธิการ กกต ด้วย

ให้ผู้เสียหายยื่นหนังสือร้องเรียนพร้อมหลักฐานไปยังสำนักงานปปช ส่วนกลาง หรือปปช ประจำจังหวัด เพื่อ ดำเนินการไต่สวน รวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน เพื่อให้ปปช มีมติ ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมด เพื่อให้ส่งศาลฎีกากรณีที่มีมติว่า ผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือ ส่งสำนวนให้อัยการสูงสุด เพื่อฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

#กกตมีหน้าที่ #โกง #ฮั้วสว #ม157

สมชาย แสวงการ
อดีตสมาชิกวุฒิสภา
11 กย 2569″

สมชาย แสวงการ

หลังจากที่โพสต์ของ สมชาย แสวงการ เผยแพร่ลงมาบนโลกออนไลน์ได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกัน เช่น

“ฝากพิจารณาประเด็นนี้ด้วยครับ
ความเห็น(คนไม่รู้) ทุกจังหวัดในผืนแผ่นดินไทย #ไม่ควรอนุญาตให้ต่างชาติมาจัดกิจกรรมใดๆ ในทุกๆ พื้นที่ กล่าวคือ การมาอยู่ในประเทศไทย #เพื่อแค่ให้มาพักผ่อนหรือการท่องเที่ยวเท่านั้น การซื้อบ้านสร้างบ้าน ก็เพื่อการมาอาศัยเท่านั้น #ห้าม จัดกิจกรรมหรือประกอบประเพณีใดๆ ให้เกิดขึ้น #ประเพณีวัฒนธรรมมีในประเทศใครประเทศมัน ใครคิดเห็นตรงกัน โปรดส่งต่อให้ถึงคนมีอำนาจ ออกเป็นกฏระเบียบต่อไป การป้องกันกับการแก้ไขสิ่งใดยากง่ายกว่ากัน คนมีอำนาจ นักวิชาการ เหล่าบรรดาอาจารย์หรือใครอื่นใดคงมีปัญญาคิดได้ดีกว่านี้ #คิดได้ก่อนตายแต่ไร้พลัง”

“การชื้อบ้านสร้างบ้าน เพื่อ การมาอาศัยเท่านั้น(ตอนนี้คนต่างชาติเป็นผู้รับเหมาเองแล้วครับ)”

“มีช่องทางเอาผิด 157 กกต. ที่ดึงเรื่องนี้ล่าช้าได้ไหมครับ และใครจะเป็นผู้ฟ้อง เพราะถ้าไม่ร้อง กกต. อีกหลายๆคดีก็จะถูกดึงอยู่อย่างนี้แหละ”

สมชาย แสวงการ
สมชาย แสวงการ
สมชาย แสวงการ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก สมชาย แสวงการ

‘เอ็ดดี้’ ฉะ ‘หมอวาโย’ แซะ กกต. อย่าดึงสถาบัน ระวังเข้าข่ายเซาะกร่อน

11 กันยายน 2569 เวลา 07:35 น.

เอ็ดดี้

จากกรณี วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่อภิปรายหรือแสดงความเห็นถึง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จนเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นบนโลกออนไลน์

ล่าสุดวันนี้ 11 กันยายน 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระ โพสต์ถึงกรณี นายวาโย อัศวรุ่งเรือง สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนในประเด็นดังกล่าว โดยมีข้อความว่า “”คำว่ากกตหค ในมโนสำนึกของผม คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง แห่งความจงรักและภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์”

วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน
ประโยคดังกล่าวก็คือ การกระแหนะกระแหน ที่พวกส้มชอบพูดว่า แค่จงรักภักดีก็เป็นคนดีย์แล้ว
______________________________________________

เอ็ดดี้

ประโยคนี้ไม่ใช่การยกย่องความจงรักภักดี แต่เป็นการประชดประชัน กกต. ผ่านถ้อยคำที่พาดพิงถึงชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
หากเห็นว่า กกต. ปฏิบัติหน้าที่ไม่สุจริต ไม่เป็นกลาง หรือเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายใด ก็ควรอภิปรายด้วยข้อเท็จจริงและหลักฐาน เพราะปัญหาการเลือกตั้งเป็นความรับผิดชอบขององค์กรการเลือกตั้งและนักการเมืองทุกฝ่าย รวมถึงพรรคประชาชนเอง
สถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้เป็นผู้จัดการเลือกตั้ง ไม่ได้วินิจฉัยข้อร้องเรียน และไม่ได้ตัดสินให้คุณให้โทษแก่พรรคการเมือง
แล้วเหตุใดทุกครั้งที่ต้องการโจมตีองค์กรทางการเมือง จึงต้องดึงคำว่า “จงรักภักดี” และสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการเสียดสีด้วย?
พรรคการเมืองฝ่ายนี้มักกล่าวหาผู้อื่นว่านำสถาบันมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่การนำความจงรักภักดีมาใช้ในเชิงเยาะเย้ย เพื่อโจมตี กกต. ก็เท่ากับดึงสถาบันลงมาอยู่กลางความขัดแย้งทางการเมืองเช่นเดียวกัน
วิจารณ์ กกต. ได้เต็มที่ แต่ไม่จำเป็นต้องเอาสถาบันมาเป็นมุกประชด เพราะผู้ที่ควรถูกตรวจสอบคือ กกต. ไม่ใช่สถาบันพระมหากษัตริย์
______________________________________________
“หากต้องการตรวจสอบ กกต. ก็จงตรวจสอบ กกต. อย่าดึงสถาบันซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องลงมาเป็นวัตถุดิบในการเสียดสีทางการเมือง”
เพราะความจริง เรื่องการเมืองก็เป็นของนักการเมือง ซึ่งรวมถึงพรรคส้มด้วย
สถาบันพระมหากษัตริย์มิได้มีส่วนเกี่ยวข้อง
การดึงสถาาบันลงมา อาจถูกมองว่า เป็นความพยายาม “เซาะกร่อนบ่อยทำลาย””

เอ็ดดี้
Screenshot

หลังจากที่โพสต์ของ เอ็ดดี้ เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลได้ไม่นาน ทำเอาชาวเน็ตต่างก็เข้ามาคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น

“กรรมนี้ที่ คิด ต้องส่งผลในเร็ววัน จะรอดู”

“เป็นความถนัดเลยของพรรคนี้”

“โคตรเหง้าเค้าคงสั่งสอนกันมาแบบนี้ เป็นกันทั้งพรรค”

“หมอนี่ติด1ใน44สส.ก้าวไกลไหมครับ”

“สิ้นชาติสิ้นแผ่นดิน หากพวกเลวมาบริหารบ้านเมือง”

“เห็นด้วย กับคุณเอ็ดดี้ อัษฎางค์ ค่ะ และก็แปลกใจว่า เหตุใดคนไทยบางกลุ่มรวมสื่อ(ที่ควรจะเป็นแสงแห่งความจริงที่ส่องสร้างให้ประชาชนได้มีสติ และปัญญา)จึงยังชื่นชม เชื่อวาทกรรม ของสส.พรรคส้ม ที่ไม่เคยมีข้อมูล /หลักฐานอะไรมาแสดงเลย สิ่งที่ถนัดทำคือ….สร้างวาทกรรมที่คิดว่าเท่ แหลมคม แซะ/บุลลี่รัฐบาลและสถาบัน #แปลกแต่จริง”

“พวกนี้เป็นสิ่งสกปรก เป็นขยะ ในสภา ที่ควรนำไปกำจัดทิ้ง เพราะไม่เคยทำประโยชน์ให้กับแผ่นดิน”

“ไม่อยากเรียกว่าพรรคเลยอยากนิยามพวกนี้ว่าแกงค์กวนเมืองจริงๆนะ”

“ข้อความนี้จริง ซึ่งส้มส่วนใหญ่ชอบอ้างแบบนี้ ทำให้เด็กรุ่นใหม่เข้าใจผิดได้ง่าย”

“อาจารย์ครับอภิปรายของสส.ในสภา ถ้ากล่าวถึงบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในสภา ไม่ควรมีเอกสิทธิ์คุ้มครอง นะครับ เพราะคนหรือกลุ่มหน่วยงานนั้นๆ ไม่มีสิทธิ์แก้ต่างให้ตัวเอง สส.ก็ไม่ควรมีเอกสิทธิ์ สส.พรรคนี้ เค้าก็พูดฉวัดเฉวียนแบบนี้มาตลอดนั่นแหล่ะครับ ผมเห็นบางประเทศเขามีกษัตริย์เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศเขาสงบมากๆครับ”

“ดูหน้าคนนั่งข้างๆ..”

เอ็ดดี้
เอ็ดดี้
เอ็ดดี้

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก เอ็ดดี้ อัษฎางค์