มาเล่นกับแมวกันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07047011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

Pet Care

อาจี๋ที่ไม่เอาไหน

มาเล่นกับแมวกันเถอะ

แมว เป็นสัตว์อยู่คู่กันกับมนุษย์มาตั้งแต่บรรพกาลจนถึงปัจจุบัน ทุกบ้านมักจะมีแมวเดินผ่านมาหน้าบ้าน ริมรั้ว หรือแมวบางตัวก็เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านเราเลยทั้งโดยเชื้อเชิญและไม่ได้เชิญมา

แมวเป็นสัตว์นักล่า แมวที่อยู่นอกบ้าน มักจะจับหนู จับนก จับแมลง หรือเล่นกับสิ่งที่เคลื่อนไหวได้ เช่น กิ่งไม้ ใบไม้ เชือก แม้แต่เงาของตัวแมวเองแมวก็ยังตะปบเล่น

แต่เมื่อคนเราเริ่มนำแมวเข้ามาเลี้ยงในบ้าน ทำให้แมวไม่ได้ใช้ชีวิตนอกบ้าน ทำให้แมวเกิดความเซ็งขาดทักษะของนักล่า

ดังนั้น จึงเป็นหน้าที่ของเจ้าของแมวที่จะต้องสรรหาวิธีเล่นกับแมว เพื่อเอาใจแมว ฝึกทักษะนักล่าให้แมว ทำให้แมวได้รับความบันเทิงตามแบบแมวๆ

วันนี้จะมาเสนอวิธีเล่นกับแมวให้เพลิดเพลินกัน

1. ไม้เล่นแมวหรือเบ็ดตกแมว

ไม้เล่นแมวหรือเบ็ดตกแมว จัดเป็นของเล่นที่แมวโปรดปราน สนนราคาก็ตั้งแต่ 20-300 บาท ราคาขึ้นอยู่กับว่าทำมาจากวัตถุดิบแบบไหน

วิธีเล่น จับปลายด้ามไม้เล่นแมว แล้วกวัดแกว่งไปมา อย่าให้แมวตะปบได้ แต่นานๆ ทีต้องให้แมวตะปบได้บ้าง ไม่งั้นเดี๋ยวแมวจะเซ็งไปก่อน

เมื่อเล่นเสร็จ ต้องเอาไม้เล่นแมวไปเก็บ อย่าวางทิ้งไว้ เพราะแมวอาจจะคาบไปทึ้งจนพังได้ ต้องเสียเงินซื้อไม้เล่นแมวอันใหม่ให้เปลืองเงินอีก

2. ลูกบอล

ลูกบอลเป็นของเล่นที่แมวชื่นชอบมากอีกแบบหนึ่ง แมวจะวิ่งไล่ตามลูกบอลด้วยความสนุกสนาน ลูกบอลมีหลายแบบหลายขนาด ผลิตจากหลากหลายวัตถุดิบ

ลูกบอลที่ผลิตจากผ้า แมวจะใช้เล็บจิกผ้าและโยนเล่นได้ด้วย

ลูกบอลพลาสติกที่มีกระดิ่ง เสียงกระดิ่งจะช่วยเรียกร้องความสนใจจากแมวได้ดี

3. ที่ฝนเล็บ

ที่ฝนเล็บ เป็นสิ่งที่ทุกบ้านต้องมี ไม่อย่างนั้นโซฟา เตียง โต๊ะ เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน จะกลายเป็นที่ฝนเล็บแมวแทน

ที่ฝนเล็บที่ทำมาจากกระดาษ จะมีราคาถูก มีหลากหลายรูปทรง บ้างก็ทำเป็นทรงโซฟา บ้างก็ทำเป็นทรงบ้าน บ้างก็ทำเป็นทรงหัวแมว มีนับสิบๆ แบบให้เลือกซื้อ อายุการใช้งานประมาณ 1 ปี สามารถหาซื้อได้ตามร้านขายอาหาร อุปกรณ์สัตว์เลี้ยงทั่วไป

ที่ฝนเล็บที่ทำจากเชือกป่าน เชือกมะนิลา อายุการใช้งานค่อนข้างนาน อาจอยู่ได้ 3-5 ปี หากเชือกรุ่ยก็สามารถหาเชือกมาพันใหม่ได้

4. ของเล่นแมวไฮเทคโนโลยี

มีหลากหลายแบบ บางแบบใส่ถ่านก็มี ทำให้แมวเล่นเองโดยที่เจ้าของแมวไม่ต้องไปเล่นด้วย

5. ของเหลือใช้ใกล้ตัว

เอามาทำของเล่นแมว อาทิ

เศษกระดาษ นำมาขยำเป็นก้อนๆ แล้วโยนให้แมวเตะเล่นแทนลูกบอล

หลอดดูดน้ำ หลอดดูดน้ำจะมีรูปทรงและเสียงที่ดึงดูดความสนใจของแมวได้ดี

ถุงกระดาษ เสียงดังกรอบแกรบของถุงกระดาษ ช่วยทำให้แมวตื่นเต้นกับการตะปบเล่น

ข้อควรระวัง

ไม่ควรให้แมวเล่นเชือก หรือเส้นด้าย เพราะแมวอาจกลืนกินเข้าไปอาจทำให้เชือกไปพันในลำไส้ได้

ไม่ควรให้แมวเล่นถุงพลาสติก เพราะหัวแมวอาจติดอยู่ในถุงพลาสติก แล้วทำให้แมวขาดอากาศหายใจตายได้ หรือแมวอาจกลืนกินถุงพลาสติกซึ่งอาจทำให้แมวป่วย อาเจียนได้

ในการเล่นกับแมว แมวจะได้รับการฝึกฝนทักษะหลายๆ ด้าน เช่น ทักษะในการมองเห็น ทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายให้รวดเร็ว ทักษะในการได้ยินและติดตามเสียง ทักษะการได้กลิ่นของวัตถุ เป็นต้น นอกจากนี้ ทำให้จิตใจของแมวได้ผ่อนคลาย รู้สึกสนุกสนาน ตื่นเต้น สุขภาพจิตดีขึ้นด้วย

และถ้าเราเป็นคู่เล่นกับแมว ผู้ที่เล่นกับแมวก็ได้รับประโยชน์โดยได้รับความสนุกสนานเช่นกัน เพราะแมวมักจะทำอะไรที่เปิ่นๆ และตลกๆ ให้เราได้หัวเราะอยู่เสมอ ทำให้จิตใจของเราได้รับการผ่อนคลายไปอีกด้วย

ในเมื่อทั้งสนุกและมีประโยชน์ขนาดนี้ วันนี้คุณเล่นกับแมวแล้วหรือยัง

ภัยเงียบที่มากับหน้าร้อน Heatstroke

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/211697

วันอาทิตย์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เดือนเมษายนจัดเป็นเดือนที่ร้อนสุดๆ สำหรับบ้านเรา การที่แดดจัด ร่วมกับอากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้ สิ่งที่ควรระวังสำหรับทั้งตัวเจ้าของเองและสัตว์เลี้ยง ก็คือการ “ช็อก” หมดสติเนื่องจากภาวะที่อุณหภูมิในร่างกายสูงผิดปกติ หรือที่เราคุ้นเคยกับคำว่า “โรคลมแดด” ครับ

Heatstroke  อาจเรียกกันได้หลายชื่อไม่ว่าจะเป็น โรคลมแดด โรคลมร้อน โรคลมเหตุร้อน มาจากคำว่า Heat หมายถึง ความร้อน อุณหภูมิร้อน Stroke คือการเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หรือการอุดตันหรืออุดกลั้นการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ในวงการแพทย์และวงการสัตวแพทย์ มักจะหมายถึง “การหมดสติที่มีสาเหตุมาจากอากาศ หรืออุณหภูมิภายนอกที่สูงขึ้น”

เป็นสภาวะที่อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการได้รับความร้อนมากเกินไป จนทำให้ร่างกายระบายความร้อนออกไปไม่ทัน มีผลทำให้อวัยวะภายในถูกทำลายและหยุดทำงาน โดยเฉพาะ ตับ ไต สมอง และลำไส้ เป็นเหตุให้สัตว์เสียชีวิตได้ในที่สุด

● โรคลมแดดเกิดในสัตว์เลี้ยงได้ด้วยหรือ?

สัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสุนัขและแมวนั้น มีโอกาสเป็นโรคลมแดดได้ง่ายกว่าในคนเสียอีก เนื่องจากผิวหนังของสุนัขนั้นถูกปกคลุมด้วยขนที่หนา อีกทั้งไม่มีต่อมเหงื่อที่จะช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายโดยเหงื่อเหมือนในคนอีกด้วย (พบต่อมเหงื่อได้เฉพาะที่อุ้งเท้า รอบปาก และรอบก้นของสุนัขเท่านั้น) ดังนั้นกลไกการระบายความร้อนออกจากร่างกายของสุนัขจึงไม่ดีเท่าของคน

โดยปกติ สุนัขจะมีอุณหภูมิของร่างกายประมาณ 102 องศาฟาเรนไฮต์ แต่ถ้าร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 106 องศาฟาเรนไฮต์ จะทำให้สมองเกิดความเสียหาย อวัยวะต่างๆ ล้มเหลว จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้

ปัจจัยที่ทำให้สัตว์มีอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างเร็วนั้น ได้แก่ อากาศที่ร้อนจัด การถูกล่ามหรือถูกขังตากแดดเป็นเวลานาน รวมถึงการออกกำลังกายอย่างหนักกลางแจ้ง เป็นต้น

● อาการที่พบ

เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ร่างกายสัตว์จะพยายามปรับตัวโดยอ้าปากหายใจถี่ๆ หอบ เพื่อขับความร้อนออกจากร่างกาย  ดังนั้นการหอบจึงเป็นทางระบายความร้อนที่ดีและเร็วที่สุดสำหรับสุนัข ลิ้นและเหงือกแดงเข้มกว่าปกติ กระวนกระวาย ตัวร้อน ตาเหลือก น้ำลายไหล ลุกไม่ไหว ม่านตาขยาย มองไม่เห็น อาเจียน ถ่ายเหลว ช็อก และหมดสติในที่สุด

อันตรายที่เกิดจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในสุนัขอ้วน สุนัขพันธุ์ขนยาว และสุนัขพันธุ์หน้าสั้น เช่น Pug และ Bulldog เป็นต้น

● เมื่อเกิดแล้ว เราควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างไร?

1.รีบนำสุนัขออกจากบริเวณที่ร้อนนั้น นำเข้าที่ร่ม หรือที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เปิดพัดลมหรือแอร์เพื่อระบายความร้อน ถอดเสื้อและปลอกคอออก แล้วรีบนำส่งสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด

2.ระหว่างนั้นให้พยายามลดอุณหภูมิของร่างกายของสุนัข โดยเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น อาบน้ำ หรือใช้ Cold Pack ประคบตามข้อพับ ท้อง ศีรษะ และขาหนีบ ควรวัดอุณหภูมิทุกๆ 5-10 นาที เพื่อตรวจว่าอุณหภูมิของร่างกายลดลงแล้วหรือยัง

3.ถ้าสุนัขยังมีสติอยู่ สามารถให้สุนัขกินน้ำได้ เพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกายและลดภาวะแห้งน้ำ (Dehydration) แต่หากสุนัขไม่รู้สึกตัวห้ามบังคับป้อนน้ำเด็ดขาด เพราะอาจทำให้สุนัขสำลักและเสียชีวิตได้เร็วขึ้น

4.สิ่งที่สำคัญ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

● เราสามารถป้องกันการเกิดโรคลมแดดได้อย่างไร

1.จัดที่อยู่ของสัตว์ให้อยู่ในสถานที่ที่เย็นสบาย มีร่มเงาตลอดทั้งวัน เลี่ยงการล่ามสุนัขในบริเวณที่มีความร้อนสูง เช่น พื้นคอนกรีต หิน หรือทราย

2.ในช่วงอากาศร้อนจัด ต้องระมัดระวังเรื่องการออกกำลังโดยเฉพาะสุนัขที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เป็นโรคหัวใจ อ้วน อายุมาก หรือมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ

3.ควรมีภาชนะบรรจุน้ำสะอาดให้สัตว์กินอย่างเพียงพอตลอดเวลา

4. “ห้าม” ปล่อยสุนัขทิ้งไว้ในรถ แม้จอดไว้ในร่ม เพราะอุณหภูมิภายในรถสามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว อย่าชะล่าใจหรือ คิดว่าไม่เป็นไร แม้จะเป็นเวลาไม่นานก็ตาม

5.ควรพิจารณาและระวังเป็นพิเศษในการใส่ Muzzle หรืออุปกรณ์ที่ใช้ปิดปากในช่วงอากาศร้อน เพราะจะทำให้สุนัขหายใจเพื่อระบายความร้อนได้ลำบากยิ่งขึ้น

6.ในวันที่อากาศร้อนจัด ควรอาบน้ำให้สุนัขเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สัตว์เลี้ยงกับมะเร็ง (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/210740

วันอาทิตย์ ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.
(ต่อจากฉบับที่แล้ว)

สัตวแพทย์มีแนวทางการรักษาอย่างไร

สัตวแพทย์จะดำเนินการตรวจวินิจฉัย เป็นขั้นตอนตามลำดับ ได้แก่ การตรวจกรองโดยวิธีการตรวจทางเซลล์วิทยา การตรวจชิ้นเนื้อทางจุลพยาธิวิทยาการตรวจทางพยาธิวิทยาคลินิก การตรวจทางรังสีวินิจฉัยการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง การตรวจด้วยเทคนิคพิเศษต่างๆ ซึ่งจะอยู่ภายใต้ดุลพินิจของสัตวแพทย์ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การทำความเข้าใจและการร่วมมือจากเจ้าของสัตว์ เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาด้วยวิธีต่างๆ เช่นทางศัลยกรรม ทางอายุรกรรม เคมีบำบัด การรักษาตามอาการ และฟื้นฟูสภาพ

ในการพยากรณ์โรค การเฝ้าระวัง และติดตามผลการรักษา และการพิจารณาปัญหาภาวะแทรกซ้อนต่างๆ สัตวแพทย์มักจะนัดให้หาสัตว์เลี้ยงมาพบทุก 6 เดือนภายหลังการรักษา  ซึ่งส่วนใหญ่สัตว์ป่วยโรคมะเร็งมักมาพบสัตวแพทย์เมื่ออยู่ในระยะลุกลาม หรือระยะสุดท้ายการรักษาต้องประเมินสภาพสัตว์และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

ข้อแนะนำในการป้องกันโรคมะเร็งในสัตว์

โรคมะเร็งเป็นโรคที่มีสาเหตุมากมาย ทั้งจากการติดเชื้อไวรัส และการไม่ติดเชื้อ จากการสัมผัสกับสารก่อมะเร็ง หรือสารพิษต่างๆ หรือจากพันธุกรรมซึ่งมีผลทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลง ในปัจจุบันนี้ยังไม่สามารถใช้วัคซีนป้องกันโรคมะเร็งได้

อยากขอฝากว่า สิ่งที่น่าจะเป็นสัญญาณในการเตือนของการเกิดโรคมักจะพบในสัตว์ที่มีอายุ เช่นในสุนัขและแมว ตั้งแต่  7  ปีขึ้นไป ดังนั้นเจ้าของสัตว์ควรปฏิบัติดังนี้

1.ควรพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกายตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละครั้ง

2.เมื่อสัตว์เลี้ยงมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากปกติ อ้วนขึ้นหรือผอมลงอย่างผิดสังเกตุ ซึม เบื่ออาหารเยื่อเมือกซีด ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะผิดปกติ ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์

3.กรณีที่พบก้อนผิดปกติบริเวณผิวหนัง หรือตามผิวหนัง ซึ่งท่านสามารถสังเกตเห็นได้ง่าย แม้ว่าจะเป็นก้อนขนาดเล็ก ควรรีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัย ไม่ควรรอให้ใหญ่ก่อนแล้วพาไปพบสัตวแพทย์

หากท่านเจ้าของสัตว์ท่านใดมีข้อสงสัยเกี่ยวกับโรคมะเร็งสามารถสอบถามมาได้ที่ หน่วยปฏิบัติการวิจัยโรคมะเร็งในสัตว์เลี้ยง และคลินิกโรคมะเร็ง โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โทร. 02-2189716

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สัตว์เลี้ยงกับมะเร็ง(ตอน1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/209737

วันอาทิตย์ ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สัตว์เป็นโรคมะเร็งได้หรือ? คำถามนี้เป็นคำถามยอดฮิตอีกคำถามหนึ่งที่สัตวแพทย์มักจะได้ยินจากเจ้าของสัตว์ แล้วมะเร็งมีสาเหตุจากอะไร และจะสามารถรักษาได้หรือไม่ วันนี้เรามารู้จักโรคมะเร็งในสัตว์กันครับ

วันนี้ผมมีข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับเรื่องโรคมะเร็งในสัตว์เลี้ยงมาฝาก โดย รศ.สพ.ญ.ดร.อัจฉริยา ไศละสูต จากหน่วยปฏิบัติการวิจัยโรคมะเร็งในสัตว์เลี้ยง และคลินิกโรคมะเร็งโรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปัญหาโรคมะเร็งในสัตว์เลี้ยงเป็นอย่างไร

จากรายงานข้อมูลการศึกษาอุบัติการณ์โรคเนื้องอกในสุนัข ของหน่วยพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 จนถึงปัจจุบันซึ่งมีแนวโน้ม “สูงขึ้นเรื่อยๆ” พบจำนวนของชิ้นเนื้องอกที่ส่งมารับบริการชันสูตร ประมาณ 3,000 ราย พบอุบัติการณ์เนื้องอกของผิวหนัง และเนื้อเยื่ออ่อนสูงถึง ร้อยละ 70 และเนื้องอกของเต้านม ร้อยละ 30

เนื้องอกที่มีอุบัติการณ์สูง 5 อันดับแรก คือ เนื้องอกมาสต์เซลล์ เนื้องอกของผิวหนัง 9.44 เนื้องอกของต่อมข้างรูก้น ร้อยละ 8.76, มะเร็งของเม็ดสีเมลานิน ร้อยละ 7.10 และเนื้องอกของผิวหนังชนิดอื่นๆ ร้อยละ 6.19  ซึ่งสอดคล้องกับอุบัติการณ์โรคเนื้องอกในประเทศต่างๆ

โรคมะเร็งในสัตว์เลี้ยงพบในสัตว์อะไรบ้าง

โรคมะเร็งนั้นพบได้ในสัตว์เลี้ยงทุกชนิด แต่จะพบใน สุนัขและแมวจะพบเป็นส่วนใหญ่ อาจเนื่องจากมีผู้เลี้ยงมาก นอกจากนี้ยังพบในสัตว์อื่นๆ เช่น นก ปลา หนูแฮมสเตอร์และอื่นๆ ด้วย และความสำคัญด้านพันธุกรรม เช่นในสุนัขพันธุ์แท้บางพันธุ์มีสาเหตุโน้มนำที่จะเป็นโรคมะเร็งได้ง่ายกว่าพันธุ์ผสม

ส่วนใหญ่เจ้าของสัตว์รู้สึกกังวลและหมดหวังเมื่อทราบว่าสุนัขเป็นโรคมะเร็ง

เจ้าของสัตว์หลายท่าน เชื่อว่าเมื่อสัตว์เลี้ยงเป็นโรคมะเร็ง มีทางรอดชืวิตน้อยมาก อายุไม่ยืน ไม่สามารถรักษาได้ แต่ อยากจะขอเรียนยืนยันว่า หากได้รับการดูแลรักษาแต่เนิ่นๆ ก่อนที่จะแพร่กระจายไปตามอวัยวะต่างๆ ซึ่งควรสังเกตุความผิดปกติในสัตว์เลี้ยงของท่าน และพาไปพบสัตวแพทย์อย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าโรคมะเร็งบางชนิดเป็นชนิดร้ายแรง มีทางรอดน้อยมาก หากเจ้าของได้รับทราบการดูแล  สัตว์มีความเจ็บปวดทรมานน้อยที่สุด จะเป็นการบำบัดเหมาะสมที่สุด คงจะทำให้เจ้าของเข้าใจและสบายใจขึ้น

ทางสัตวแพทย์มีทางเลือกอื่นๆ ที่ให้แก่สัตว์เหมือนกับทางการแพทย์หรือไม่

ปัจจุบันมีทางเลือกการรักษาและควบคุมโรคมะเร็งนอกจากการผ่าตัด เคมีบำบัด ด้วยวิธีการทางโภชนบำบัด รวมทั้งการฝังเข็มการใช้โภชนบำบัด หรือการบำบัดรักษาโรคด้วยอาหาร ในทางสัตวแพทย์ประสบความสำเร็จในการรักษา เช่น โรคไต โรคผิวหนัง ในด้านโรคมะเร็งนั้น การใช้โภชนบำบัดมีวัตถุประสงค์ในการแก้ไขภาวะอ่อนแอ ฟื้นฟูสภาพหลังการผ่าตัด และลดภาวะผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยเคมีบำบัด

สภาพการเปลี่ยนแปลงของร่างกายสัตว์ป่วยเป็นมะเร็งแบ่งออกเป็น 3 ระยะ

1.ระยะเริ่มต้น สภาพทั่วไปภายนอกเหมือนปกติ สามารถตรวจพบความผิดปกติได้จากการตรวจสุขภาพ การตรวจเลือด เคมีเลือด ตามดุลพินิจของสัตวแพทย์ เช่น การพบระดับของแคลเซียมสูงผิดปกติในเลือด

2.ระยะที่ 2  สัตว์ป่วยเริ่มมีสภาพน้ำหนักตัวลด  อ่อนเพลียและเบื่ออาหาร

3.ระยะสุดท้าย สัตว์ป่วยจะมีสภาพทรุดลงอย่างรวดเร็ว ปริมาณโปรตีนในเลือดต่ำ เนื่องจากสัตว์สูญเสีย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันจากร่างกาย  มีการศึกษาการให้อาหารไขมันสูงแก่สัตว์ป่วยดีกว่าการให้อาหารประเภทแป้ง ซึ่งจะช่วยในการลดการเจริญของมะเร็งและการแพร่กระจายได้  นอกจากนี้ การให้อาหารเยื่อใยสูง จะช่วยในการย่อยอาหารทำให้ร่างกายสัตว์อยู่ในภาวะสมดุลได้

(อ่านต่อฉบับหน้า)

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคผิวหนังในสุนัข : ภูมิแพ้ (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/208712

วันอาทิตย์ ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้คุยกันถึงปัญหาของอาการแพ้กันมาบ้างแล้ว สัปดาห์นี้เรามาคุยเรื่องนี้กันต่อครับ

ปัญหาภูมิแพ้ในสุนัขที่มักพบได้บ่อย (ต่อ..)

3.การแพ้อาหาร

การแพ้ชนิดนี้ มักเกิดจากการที่สัตว์มีปฏิกิริยาไวเกินต่อโมเลกุลของ “โปรตีน” หรือ “คาร์โบไฮเดรต” ในอาหารที่ได้รับ โดยอาหารที่พบว่าแพ้ได้บ่อย เช่น โปรตีนจากเนื้อไก่ เนื้อวัวและผลิตภัณฑ์จากนม ถั่วเหลือง ข้าวสาลี เป็นต้น

สุนัขมักจะมีอาการแสดงออกทางผิวหนัง เช่น คัน ขนร่วง มีผื่นแดง เป็นต้น อาการเหล่านี้จะคล้ายกับการเกิดภูมิแพ้ ซึ่งการวินิจฉัยแยกแยะสามารถทำได้ โดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน เป็นการทดสอบโดย “การให้/การไม่ให้” อาหารที่สงสัยติดต่อกัน โดยเปลี่ยนอาหารของสุนัขเป็นโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตชนิดใหม่ ที่ไม่เคยทานมาก่อนเลยในชีวิต (เช่น ปกติเคยกินสูตรเนื้อวัว หรือเนื้อไก่ ก็ให้ลองเปลี่ยนสูตรอาหารเป็นสูตรอื่นเช่น สูตรที่ทำจากเนื้อแกะ เนื้อกวาง หรือสูตรปลาทะเลน้ำลึกแทน (ไม่ใช่เปลี่ยนจากยี่ห้อ A เป็นยี่ห้อ B แต่เป็นเนื้อวัวเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนแค่กลิ่นหรือรสชาติเท่านั้นนะครับ)

และที่สำคัญ สมาชิกทุกคนในบ้านต้องให้ความร่วมมือในการงดให้ขนม หรือยาที่ปรุงแต่งกลิ่น แต่งรสสังเคราะห์ รวมถึงอาหารที่เคยทานอยู่เดิมทุกอย่างด้วย อนุญาตให้เพิ่มได้เฉพาะผักและผลไม้ได้เท่านั้น ห้ามใจอ่อน!!!!! ว่าสงสารเพราะไม่ยอมกินอาหารใหม่เลย (ไม่ต้องกลัวครับ สุนัขฉลาดพอที่จะไม่ยอมอดตายแน่) ใช้เวลาช่วงแรกแค่ประมาณไม่เกิน 7 วัน เขาก็จะปรับตัวรับอาหารใหม่ได้ วิธีนี้จึงขึ้นอยู่กับเจ้าของว่าใจแข็งเพียงไรครับ

ถ้าใจเจ้าของไม่แข็งล่ะก็ เราก็จะไม่ทราบว่าจริง ว่าสุนัขแพ้อาหารจริงหรือไม่ หากมีการแอบให้อาหารและของขบเคี้ยวที่ไม่เกี่ยวกับการทดสอบอยู่

หากทดสอบด้วยวิธีนี้ โดยการให้ทานอาหารใหม่แล้ว สัตว์มีอาการดีขึ้น คือ ไม่มีอาการคันหรืออาการคันลดน้อยลงแล้วละก็ ค่อนข้างสรุปได้ ว่าสัตว์เลี้ยงของเรามีแนวโน้มที่จะแพ้อาหารได้ครับ

4.โรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้นี้ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในสุนัข ซึ่งเป็นการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ ไปยังลูกได้

สายพันธุ์ที่มักพบปัญหาภูมิแพ้ได้บ่อย ได้แก่ พุดเดิ้ล ชิห์สุ ปั๊ก บุลด็อก โกลเด้น และ ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ เป็นต้น

อายุที่เริ่มแสดงอาการคือ ช่วงประมาณ 1-3 ปี โดยสุนัขจะมีปฏิกิริยาไวเกินต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ ละอองเกสรดอกไม้ หญ้า เป็นต้น อาการคือ คัน เลียเท้า เกาหน้า หูอักเสบบ่อยๆ ติดเชื้อแบคทีเรียและยีสต์ได้ง่าย มักจะเป็นเรื้อรัง และเกาจนผิวหนังบริเวณนั้นหนาตัวและเปลี่ยนเป็นสีดำ

การรักษา จำเป็นต้องปรึกษาสัตวแพทย์ เนื่องจากรักษาไม่หายขาด แต่จะใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการระคายเคือง ควบคุมอาการคัน
ซึ่งตัวหลักที่ใช้ คือ กลุ่มยาลดอาการคัน ได้แก่ ยาในกลุ่มแก้แพ้ (antihistamine) และสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นยาอันตรายและมีผลข้างเคียงสูงมาก ต้องใช้ภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์เท่านั้น รวมถึงการติดเชื้อแทรกซ้อนไปกันตลอดชีวิต คล้ายคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ แต่หลักการก็คือจะพยายามใช้ยาให้น้อยที่สุดที่จะสามารถควบคุมไม่ให้เกิดอาการคันได้ครับ

การรักษาโรคผิวหนัง นอกจากการควบคุมโดยยากินแล้ว การใช้ยาทา หรือแชมพูยาเพื่อช่วยในการรักษาก็มีความสำคัญและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้มากครับ โดยทั่วไป การอาบน้ำด้วยแชมพูยา ควรอาบน้ำสุนัขเฉลี่ยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง และควรฟอกทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้ตัวยาในแชมพูออกฤทธิ์เต็มที่ แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาดให้เกลี้ยง

การเลือกใช้แชมพู ควรเลือกใช้ให้เหมาะกับสภาพผิวหนังของสุนัขด้วย เช่น สำหรับผิวแพ้ง่าย ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวหนังมีการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือยีสต์ ผิวหนังคัน เป็นต้น ซึ่งควรใช้ตามคำแนะนำของสัตวแพทย์อย่างเคร่งครัดนะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รู้ก่อนเลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07047151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

Pet Care

หมอส้ม สัตวแพทย์โรงพยาบาลสัตว์นาคนิวาส

รู้ก่อนเลี้ยง

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านที่เลี้ยงสัตว์ และกำลังคิดจะเลี้ยงสัตว์ทุกๆ ท่าน สุนัข แมว หรือสัตวที่สามารถนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงได้ทั้งหลายนั้น ล้วนมีความน่ารักตามแต่ละสายพันธุ์แตกต่างกันไป

สุนัข เราอาจพบความน่ารัก ขี้อ้อน ติดคนเลี้ยง และอยากได้รับความเอาใจใส่จากเจ้าของมากกว่าบรรดาแมวเหมียว ที่เขามีโลกส่วนตัว และต้องการเวลานอนพักผ่อนมากกว่าสุนัข และคนอย่างเราๆ ด้วยซ้ำ บรรดาแมวเหมียวเขาอาจอยากเข้ามาหาเราเมื่อเขาอยากมา รึก็ไม่สนใจเราเลยแม้เราอยากเล่นด้วยก็ตาม แต่แมวบางตัวก็ชอบที่จะคลุกคลีกับเจ้าของมากๆ ผู้เลี้ยงสัตว์ทั้งหลายจะมีทั้งผู้มีประสบการณ์ หรือผู้ที่ยังไม่เคยเลี้ยงสัตว์มาเลย ทุกๆ ท่านดังกล่าวก็ย่อมมีข้อสงสัยทั้งน้อยทั้งมากเกี่ยวกับการเลี้ยง ซึ่งเดี๋ยวนี้สามารถหาข้อมูลได้จากทั้งในหนังสือ ในอินเตอร์เน็ต ถามผู้รู้ทั้งหลาย หรือแม้แต่สามารถขอข้อมูลต่างๆ จากสัตวแพทย์ก็ได้

แต่ไม่ทราบว่าจะมีสักกี่คนที่จะนึกไปถึงสิ่งที่ผู้เลี้ยงควรคำนึงไว้เสมอก่อนจะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหล่านั้น ดิฉันมีโอกาสได้อ่านข้อมูลหนึ่งมา เขากล่าวถึงความคิดที่คิดว่าสัตว์เลี้ยงคงอยากจะบอกผู้เลี้ยงทั้งหลาย ก่อนที่จะนำพวกเขาทั้งหลายมาเลี้ยงกัน ลองอ่านดูนะคะ เหมือนเป็นบัญญัติ 10 ประการ ที่ควรรู้ก่อนเลี้ยงสัตว์ทั้งหลาย คือ

o ชีวิตของฉันอย่างมากก็สิ้นสุดที่ 10-15 ปีเท่านั้น การต้องแยกจากเธอ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ มันเป็นความปวดร้าวอย่างยิ่งของฉัน จึงโปรด…สังวรให้จงหนัก ก่อนที่จะรับฉันเข้ามาในชีวิต

o โปรดให้ “เวลา” กับฉันสักหน่อย เพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า…เธอต้องการอะไร

o จงเชื่อมั่นในตัวฉัน เพราะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความเป็นอยู่ของฉัน

o อย่าโกรธฉันนานนัก และอย่าลงโทษฉันด้วยการกักขัง เธอมีทั้งหน้าที่การงาน ความบันเทิง และมิตรสหาย แต่ “ฉัน”…มี…”เพียงแต่เธอ”

o พูดกับฉันบ้าง แม้ว่าฉันจะไม่เข้าใจคำพูด แต่ฉันเข้าใจได้จากน้ำเสียง

o พึงระลึกอยู่เสมอว่า ไม่ว่าเธอจะปฏิบัติต่อฉันอย่างไร ฉันไม่มีวันลืมเลือนเลย

o โปรดอย่าทุบตีฉัน เพราะแม้ฉันจะทุบตีกลับไม่ได้ แต่ฉันสามารถ กัด หรือข่วนเธอได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันไม่อยากทำเลย

o ก่อนจะดุฉันสำหรับท่าทีที่คล้ายไม่เชื่อฟัง ดื้อดึง เกียจคร้าน ขอจงได้ถามตัวเองก่อนว่า เกิดสิ่งผิดปกติกับฉันหรือไม่ บางทีอาจจะเรื่องของอาหาร หรือถูกทิ้งไว้กลางแดดนานเกินไป หรือไม่บางที “หัวใจของฉัน” อาจแก่ชรา หรืออ่อนล้าเสียแล้ว

o ดูแลฉันเมื่อยามแก่เฒ่าด้วย เพราะวันหนึ่งเธอก็ต้องเป็นเช่นนั้น

o อยู่กับฉันเมื่อช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตมาถึง ขออย่าได้พูดเป็นอันขาดว่า “ฉันทนดูไม่ได้ ขออย่าให้เกิดต่อหน้าเลย” เพราะเรื่องทั้งหมดจะง่ายขึ้น หากเธออยู่ด้วย

สุดท้าย…โปรดรำลึกไว้เสมอว่า…”ฉันรักเธอ”

ฉะนั้น การที่เราจะรับสัตว์สักตัวมาเลี้ยงดู เราต้องนึกอยู่เสมอว่า เขาจะอยู่กับเราอีกหลายปีและเราจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นจนกว่าจะต้องจากกันไป สัตว์เลี้ยงทั้งหลาย ย่อมต้องการความรัก ความเอาใจใส่จากเจ้าของทั้งสิ้น ท่านผู้เลี้ยงควรให้ความสนใจถึงสภาพความเป็นอยู่ การกิน การเจ็บป่วยทั้งหลายของสัตว์เลี้ยงของเราด้วยเสมอ

เวลามีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น สัตว์ทั้งหลายไม่สามารถที่จะบอกอาการที่เป็นอยู่กับสัตวแพทย์ได้ ฉะนั้น เจ้าของสัตว์เลี้ยงเป็นผู้มีความสำคัญมากๆ ที่จะให้ข้อมูลความผิดปกติที่พบกับสัตว์เลี้ยงของตนเองแก่สัตวแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นอาการที่พบที่บ้าน พฤติกรรมการกิน การขับถ่ายที่ผิดปกติ หรือแม้แต่ความผิดปกติต่างๆ ที่พบ เพื่อให้สัตวแพทย์ได้นำข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบการพิจารณา ในการวินิจฉัยโรคต่างๆ ร่วมกับการตรวจร่างกายของสัตว์เลี้ยงของท่าน เพื่อให้เขาเหล่านั้นหายจากการเจ็บป่วย และมีสุขภาพที่แข็งแรง อยู่เป็นเพื่อนกับเจ้าของสัตว์ได้อีกนาน

โรคผิวหนังในสุนัข : ภูมิแพ้ (ตอนที่1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/207770

วันอาทิตย์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราทราบกันถึงโรคผิวหนังจาก “ไรขี้เรื้อน” ทั้งขี้เรื้อนแห้ง และขี้เรื้อนเปียกไปแล้วนะครับ ช่วงนี้ผมขอจัดเป็นซีรี่ส์เรื่องปัญหาโรคผิวหนังกันต่อนะครับ

“สุนัขเป็นภูมิแพ้”  หลายคนคงทำหน้างง เพราะสงสัยว่า “หมาเป็นภูมิแพ้ มีด้วยหรือ?”

การเป็นภูมิแพ้ สามารถเกิดในสุนัขและแมวได้เช่นกันครับ โดยภูมิแพ้เป็นภาวะที่มีการตอบสนองของปฏิกิริยาทางภูมิคุ้มกันต่อสิ่งกระตุ้นในรูปแบบต่างๆ มากกว่าปกติ ซึ่งการตอบสนองต่อการแพ้นั้น อาจเกิดได้ในหลายๆ ระบบของร่างกาย เช่น

– ระบบผิวหนัง ที่แสดงการเป็นผื่น แดง ทำให้เกิดอาการคันผิวหนัง

– ระบบทางเดินหายใจ ซึ่งทำให้มีอาการเหมือนหวัดมีอาการจาม น้ำมูกไหล หอบ หายใจไม่สะดวก

– ระบบทางเดินอาหาร ซึ่งทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการท้องเสียร่วมด้วย เป็นต้น

แต่อาการของสุนัขที่มีปัญหาภูมิแพ้ ที่พบได้บ่อยๆ มักเป็นทาง “ระบบผิวหนัง” ซึ่งก็ได้แก่ การคัน การแทะและการเลียเท้า การใช้ขาเกาที่หน้าและลำตัว การเอาตัวไปถูกับผนังหรืออุปกรณ์อื่นในบ้าน เกิดอาการขนร่วง ผื่นแดง สะเก็ด รังแค ผิวหนังหนาตัวขึ้น เป็นต้น

ปัญหาภูมิแพ้ในสุนัขที่มักพบได้บ่อย ได้แก่

1.การแพ้น้ำลายหมัด

หมัดและน้ำลายหมัดทำให้สุนัขคัน และระคายเคืองผิวหนัง อาการเด่นๆ ที่พบคือ ขนร่วง และพบผื่นแดงที่บริเวณสะโพก และด้านท้ายของลำตัว ต้องเรียนย้ำว่า สุนัขหรือแมวแต่ละตัวนั้น อาจตอบสนองต่อการแพ้ในระดับที่แตกต่างกัน เช่น ในสัตว์ที่เราเลี้ยงร่วมกันหลายตัว แม้ว่าแต่ละตัวจะพบหมัดในปริมาณที่มากเท่าๆ กันก็ตาม ตัวที่หนึ่งอาจแสดงอาการ
แพ้มาก แต่ตัวอื่นอาจไม่แสดงอาการแพ้เลยก็ได้ เนื่องจากสัตว์มีความไวต่อการแพ้แตกต่างกัน

เรื่องการรักษานั้น แน่นอนครับ ต้องกำจัดที่สาเหตุ นั่นคือ ต้องกำจัดหมัดที่ตัวสุนัขที่มีอาการแพ้ รวมถึงกำจัดหมัดในสุนัขและแมวอื่นที่เลี้ยงรวมกันด้วย อีกทั้งยังต้องกำจัดหมัดในบริเวณสิ่งแวดล้อม เช่น ที่นอน เสื้อผ้าด้วย การรักษาจะกำจัดหมัดร่วมกับการคุมการติดเชื้อและให้ยาลดอาการคันจากการแพ้น้ำลายหมัดควบคู่กันด้วย

2.การแพ้ที่เกิดจากการสัมผัส

การแพ้ในลักษณะนี้ มักเกิดในบริเวณที่ร่างกายสัมผัสกับพื้นหรือวัตถุนั้นๆโดยตรง โดยเฉพาะบริเวณร่างกายส่วนที่ไม่ค่อยมีขน เช่น ตามรักแร้ ขาหนีบ ใต้ท้อง ซอกเท้า เป็นต้น ซึ่งสารที่ก่อให้เกิดการแพ้อาจเป็นสารเคมี เช่น น้ำยาทำความสะอาดพื้น ผงซักฟอก ฯลฯ เรามักจะเห็นสัตว์เลี้ยงแสดงอาการคัน มีผื่นแดง มีตุ่มแดง ตามผิวหนังบริเวณที่สัมผัส เป็นต้น

การรักษาและการควบคุมการแพ้เรื่องนี้ ทำได้ไม่ยากเลย คือ การหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสิ่งที่สงสัยว่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดการแพ้ ควบคู่กับการให้ยาลดการแพ้นั่นเอง

ปัญหาการแพ้ยังมีอีกหลายอย่าง เรามาติดตามกันต่อในสัปดาห์หน้านะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคผิวหนังในสุนัข : ไรขี้เรื้อน ตอนจบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/206631

วันอาทิตย์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การตรวจวินิจฉัย ขี้เรื้อนเปียก หรือโรคขี้เรื้อนขุมขน :

โดยการขูดผิวหนังที่มีรอยโรค โดยเฉพาะบริเวณที่เป็นตุ่มไปตรวจ ซึ่งการขูดผิวหนังต้องขูดตรวจผิวหนังชั้นลึกให้ถึงระดับ
รูขุมขน (hair follicle) อาจต้องขูดให้จนมีเลือดออกเล็กน้อย หรืออาจใช้การดึงขนมาตรวจได้กรณีรอยโรค อยู่ในที่ที่ขูดยาก เช่น
รอบตา เพราะถ้าขูดแค่ผิวหนัง ด้านบนจะไม่พบตัวเรื้อน เนื่องจาก ไรขี้เรื้อนเปียกนี้อาศัยอยู่ที่รูขุมขน (hair follicle) การตรวจวินิจฉัยโรคนั้น อาจต้องทำควบคู่ไปกับการหาสาเหตุของความผิดปกติที่ทำให้ระดับภูมิคุ้มกันต่ำลงไปด้วย เช่น การตรวจระดับฮอร์โมนไทรอยด์ ภาวะการทำงานของตับที่บกพร่อง เป็นต้น

การรักษา :

ในการรักษาโรคขี้เรื้อนขุมขนนั้น ต้องให้ยาฆ่าไรขี้เรื้อน และให้ยาอื่นๆ ตามอาการ ซึ่งอยู่ในรูปแบบของ ยาฉีด ยากิน
ยาทา ยาจุ่ม หรือแชมพู

1.ยาฆ่าไรขี้เรื้อน ในปัจจุบัน ยาที่ใช้มีหลายรูปแบบ ได้แก่ ยาในกลุ่ม Ivermectin ซึ่งอยู่ในรูปของยาฉีด และยากิน ซึ่งต้องระมัดระวังเรื่องของปริมาณยาที่ใช้ต่อน้ำหนักตัวสุนัข และสายพันธุ์ของสัตว์เช่น สุนัขกลุ่มคอลลี่ เช็ตแลนด์ชีพด็อก และอัฟกันฮาวนด์ ยาในกลุ่ม Avermectin และ Imidacloprid ซึ่งมักอยู่ในรูปแบบของยาหยดหลัง

2.ยาที่ใช้รักษาตามอาการ เช่น ยาปฏิชีวนะ หรือ ยาฆ่าเชื้อรา เพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อราที่ผิวหนัง ยาแก้คัน-แก้แพ้ เพื่อบรรเทาอาการคัน ยาบำรุงต่างๆ เพื่อเสริมความแข็งแรงของผิวหนัง

ยาแต่ละชนิดจะมีข้อบ่งใช้ และข้อจำกัดที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งการเลือกใช้จะขึ้นกับดุลพินิจของสัตวแพทย์ที่ทำการรักษา เพื่อให้เหมาะสมกับความรุนแรงของโรค สุขภาพของสุนัข ความแตกต่างของสุนัขแต่ละตัว รวมถึงความสะดวกของเจ้าของสัตว์เป็นหลักครับ

บางครั้ง สัตวแพทย์ได้ให้การรักษาจนมีอาการดีขึ้นเป็นปกติแล้ว แต่ในสุนัขบางตัว เมื่อหยุดการให้ยาไปแล้ว จะกลับมาเป็นอีกได้ ถ้าการดูแลภาวะภูมิคุ้มกันต่ำลงอีก ดังนั้นการเลี้ยงดูที่ดี การให้อาหารที่มีคุณภาพ การจัดสถานที่อยู่ให้ปลอดความเครียด จึงน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่ใช้ป้องกันการกลับมาเป็นอีกได้ เนื่องจาก โรคนี้เชื่อว่า มีความเกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันของร่างกาย ดังนั้นการรักษาให้ หายขาดเป็นไปได้ยาก และต้องใช้เวลารักษานาน

ผมขอเรียนย้ำอีกครั้งนะครับว่า

1.ความเชื่อแบบโบราณบางอย่างอาจไม่มีผลอะไรหรือ อาจช่วยได้เพียงเล็กน้อยเช่น น้ำมันมะพร้าวกับกำมะถัน จะช่วยให้ผิวไม่แห้งและมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อโรคได้เล็กน้อย ส่วนน้ำหน่อไม้ดอง ก็จะมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ได้บ้าง แต่ไม่ได้ฆ่าไรขี้เรื้อนและไม่ได้
รักษาที่สาเหตุที่แท้จริง โดยเฉพาะความเชื่อที่ว่าเอาน้ำมันเครื่องใช้แล้ว(น้ำมันขี้โล้ว)มาทาผิวหนังที่เป็นแผลนั้น เป็นวิธีที่ผิดแบบไม่น่าให้อภัยเลยครับ เพราะเป็นการให้สารพิษจำพวกตะกั่ว ดีบุก และโลหะหนักแก่สุนัข แทนที่จะช่วยและได้บุญ กลับกลายเป็นทำร้าย และได้บาปแทนเสียด้วยครับ

2.ขี้เรื้อนเปียกไม่ใช่โรคติดต่อ แต่อาจพบได้พร้อมกันหลายๆ ตัว ในสัตว์ที่เลี้ยงในสภาพแวดล้อมเหมือนกัน กินอาหารคล้ายกัน มีภาวะความเครียดคล้ายๆ กันครับ


ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคผิวหนังในสุนัข : ไรขี้เรื้อน ตอนที่2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/205497

วันอาทิตย์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ขี้เรื้อนเปียก หรือโรคขี้เรื้อนขุมขน หรือ Canine demodicosis

โรคขี้เรื้อนเปียกนี้ เป็นโรคไรขี้เรื้อนที่มักพบการติดเชื้อแบคทีเรียร่วม ด้วย จึงทำให้ผิวหนังแดง แฉะ และมีตุ่มหนอง จึงถูกเรียกชื่อตามอาการว่า “ขี้เรื้อนเปียก” ครับ

สาเหตุ :

โรคขี้เรื้อนเปียกนี้ เป็นโรคผิวหนัง พบได้บ่อยในสุนัข มีสาเหตุมาจาก “ไรขี้เรื้อนขุมขน” ที่มีชื่อว่า demodectic mange มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า demodex canis ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ขยายถึง 400 เท่า จึงจะเห็นได้ชัด มีลักษณะคล้ายแท่งบุหรี่ชิการ์หรือ ตัวหนอน ยาว 0.02-0.05 ซม. มีขาอยู่ที่อก 4 คู่ ไรชนิดนี้อาศัยอยู่ที่ “รูขุมขน” (hair follicle) เป็นส่วนใหญ่ และพบบ้างที่ “ต่อมไขมัน” (sebaceous gland) โดยจะอาศัยกิน น้ำเหลือง (sebum) และเซลล์เนื้อเยื่อ ที่ตายแล้ว (cell debris) เป็นอาหาร พบได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดแตกต่างกันไป

ในลูกสุนัข ขี้เรื้อนเปียกนี้อาจติดต่อจากแม่ได้ แต่จะไม่ติดต่อไปยังสุนัขตัวอื่นในสุนัขที่โตแล้ว ซึ่งไรชนิดนี้สามารถ
พบได้ในสุนัขปกติ (โดยไม่มีรอยโรคใดๆ ที่ผิวหนัง) มีข้อสันนิษฐานว่า การเกิดโรคนั้นเกี่ยวข้องกับระดับภูมิคุ้มกัน ความเครียด และการได้รับอาหารคุณภาพต่ำเป็นประจำ อาจเกิดจากกรรมพันธุ์ โดยเฉพาะในช่วงที่มีสภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น สุนัขที่มีการป่วยเรื้อรัง หรือการได้รับยาในกลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ในระดับสูงหรือติดต่อกันนาน รวมถึงช่วงที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ช่วงการเป็นสัด หรือตั้งท้องนั้น ตัวไรจะเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วและก่อให้เกิดปัญหาขึ้นได้

อาการ :

ขี้เรื้อนขุมขนนี้ เกิดได้ 2 ลักษณะ

แบบที่ 1 คือ แบบเฉพาะที่ จะเกิดรอยโรคเพียงไม่กี่ตำแหน่ง เช่น บริเวณใบหน้า รอบตา ลำตัว ขา จะพบว่ามีอาการขนร่วงเป็นหย่อมๆ พบสะเก็ดรังแค ผิวหนังมีสีเข้มขึ้น มักไม่มีอาการคัน หรือมีการอักเสบของผิวหนังที่ไม่รุนแรง ซึ่งส่วนใหญ่แม้ไม่ได้รับการรักษาก็จะหายหรือดีขึ้นเองตามสภาพภูมิคุ้มกันที่ดีขึ้น

แบบที่ 2 เป็นส่วนที่จะพัฒนาความรุนแรงของโรคขึ้น เป็นแบบกระจายทั่วตัว แบบนี้จะแสดงความรุนแรงของโรคมากขึ้นทั่วตัว โดยเฉพาะ ใบหน้า รอบปาก และปลายเท้า ซึ่งสุนัขจะคันมากและเกาจนผิวหนังถลอก อักเสบ แดง มีหนองและน้ำเหลืองแฉะทั่วตัว มีกลิ่นเหม็น เนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย

สายพันธุ์ที่พบได้บ่อย :

พบได้บ่อยในสุนัขพันธุ์บ๊อกเซอร์ ชิวาวา เชาเชา ชิห์สุ โดเบอร์แมน อัลเซเชียน อเมริกันพิทบูลเทอเรียร์ ชาไป่ และปั๊ก เป็นต้น

ติดตามตอนจบ สัปดาห์หน้า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคผิวหนังในสุนัข : ไรขี้เรื้อน ตอนที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/204397

วันอาทิตย์ ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
ได้เคยกล่าวไปแล้วนะครับว่า เมื่อสัตว์เกาและเกิดปัญหาโรคผิวหนัง เจ้าของสัตว์ส่วนใหญมักจะ “สรุปไปเอง” ว่า สัตว์เลี้ยงที่แสดงอาการคัน มีอาการของโรคผิวหนัง จะต้องเป็น “ขี้เรื้อน” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นความคิดที่ “ไม่ถูกต้อง” ครับ

สุนัขที่มีอาการคันนั้น “ไม่จำเป็น”ต้องเป็นขี้เรื้อนเสมอไป สาเหตุอาจเกิดจากโรคผิวหนังอื่นๆ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย ยีสต์ เชื้อรา หรือภูมิแพ้ เป็นต้น หากสัตวแพทย์หาสาเหตุได้ ว่า ปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดนั้น มีสาเหตุมาจากอะไร ก็จะทำให้การรักษาเป็นไปด้วยความง่ายดาย ทั้งนี้ โรคผิวหนังแต่ละชนิดนั้น จะมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกันครับ

พูดถึงคำว่า “ขี้เรื้อน vs หมาขี้เรื้อน” ฟังแล้วให้ความรู้สึกไปในทางที่ไม่ค่อยดีเท่าไรนะครับ ผมลองเปิดพจนานุกรมดูความหมายของทั้ง 2 คำ พบว่า “ขี้เรื้อน” หมายถึง โรคผิวหนังซึ่งติดต่อได้ ทำให้ผิวหนังเป็นผื่น ส่วนคำว่า “หมาขี้เรื้อน” เป็นสำนวน หมายถึง คนที่น่ารังเกียจ ไม่ควรคบหาสมาคมด้วย มักใช้กล่าวถึงผู้อื่นด้วยความรู้สึกที่ค่อนข้าง ดูถูก สรุปแล้ว ความหมายดูไม่สวยทั้งคู่เลยนะครับ

สาเหตุที่พูดถึง 2 คำนี้ ก็เพื่อจะนำเข้าเรื่องราวของโรคผิวหนังในสุนัขที่ได้เกริ่นไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วครับ

● ขี้เรื้อน คืออะไร

ในเชิงการ(สัตว)แพทย์นั้น “ขี้เรื้อน” เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ทั้งในสุนัข แมว และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ เช่น กระต่าย สาเหตุหลักเกิดจากตัวไรขี้เรื้อน (Mange) แบ่งเป็น 2 ชนิดหลักๆ คือ “ขี้เรื้อนแห้ง” (Canine scabies) และ “ขี้เรื้อนเปียก” หรือ “ขี้เรื้อนขุมขน” (Canine demodicosis) ทั้ง 2 โรคนี้ มีชื่อคล้ายกัน แต่มีสาเหตุ อาการ และการติดต่อที่แตกต่างกัน ซึ่งในวันนี้ เราจะมาว่ากันถึงเรื่อง โรคขี้เรื้อนเปียก หรือ ขี้เรื้อนขุมขน กันก่อนครับ

1. ไรขี้เรื้อนแห้ง หรือ Canine scrabies

โรคขี้เรื้อนแห้งเป็นโรคผิวหนังที่พบได้บ่อยในสุนัข โดยโรคนี้เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายโดยการสัมผัสโดยตรง (Direct contact) จากสุนัขป่วย สัตว์ป่วยมักแสดงอาการ “คันอย่างรุนแรง” และโดยเฉพาะบริเวณ “ขอบใบหู” ข้อศอก ข้อเท้า หรืออาจมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้บ้างที่สุนัขเกามากๆ ในบริเวณที่สุนัขเกามากๆ (แต่มักพบไม่บ่อยนัก)

สาเหตุ :

โรคขี้เรื้อนแห้ง มีสาเหตุจากการติดไรขี้เรื้อนแห้ง (Sarcopticmange) จากสัตว์ป่วยที่เป็นโรค โดยอาจเกิดจากการสัมผัสกับสัตว์ป่วยที่เป็นโรคโดยตรง หรือติดต่อทางอ้อมจากสิ่งแวดล้อมหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น ปัตตาเลี่ยน และแปรงสำหรับแปรงขน เป็นต้น

อาการ :

สุนัขที่ป่วยด้วยโรคขี้เรื้อนแห้งจะมีอาการ “คันอย่างรุนแรง”โดยอาการคันของสุนัขมักเกิดจากการที่ไรขี้เรื้อนตัวเมียขุดผิวหนัง
ลงไปในชั้นลึกเพื่อวางไข่ ทำให้เกิดการอักเสบของผิวหนังบริเวณนั้น โดยสัตว์ป่วยมักจะมี “สะเก็ดหนา” หรือคราบเลือดแห้งกรังตามผิวหนัง ข้อศอก ข้อเท้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขอบใบหูทั้งสองข้าง

การตรวจวินิจฉัย :

มักทำโดยการขูดผิวหนังที่มีรอยโรคบริเวณผิวหนัง แต่ที่นิยมใช้ตรวจคือ บริเวณขอบใบหู เพื่อตรวจหาตัวไรโดยกล้องจุลทรรศน์

การรักษา :

โรคขี้เรื้อนแห้งเป็นโรคที่รักษาได้ไม่ยากนัก แต่ที่สำคัญต้องควบคุมปริมาณและขนาดยาให้เหมาะสม เนื่องจากมีผลต่อระบบประสาทอย่างมาก “อย่า” ใช้โดยไม่ปรึกษาสัตวแพทย์เป็นอันขาดครับ

รูปแบบของยาที่ใช้ในการรักษา คือการฉีดยาไอเวอร์เมคตินเข้าใต้ผิวหนังทุก 1-2 สัปดาห์ ติดต่อกัน 2-3 ครั้ง หรืออาจใช้ยาหยดหลังที่มีส่วนผสมของยาฆ่าไรขี้เรื้อนเดือนละครั้ง 1-2 ครั้ง นอกจากนั้นควรได้รับยาระงับอาการคันและอาจต้องได้รับยาปฏิชีวนะในรายที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนด้วย สิ่งที่สำคัญในการรักษาโรคขี้เรื้อนแห้งคือต้องใช้ยาฆ่าไรกับ “สุนัขทุกตัวที่อยู่ในบ้าน” แม้จะไม่แสดงอาการก็ตาม เนื่องจากสุนัขตัวอื่นที่ไม่แสดงอาการอาจเป็นพาหะนำโรคนี้มาสู่สุนัขในบ้าน และต้องมีการจัดการสิ่งแวดล้อมเช่นไม่ให้สุนัขออกไปนอกบ้านเพื่อลดโอกาสในการสัมผัสกับสัตว์ป่วยที่เป็นโรคซ้ำครับ

โรคไรขี้เรื้อนแห้งนี้ สามารถแพร่ และติดต่อไปยังสุนัขตัวอื่นที่อยู่ร่วมกัน รวมถึงไปยังเจ้าของได้ ดังนั้นหากสงสัยว่าสุนัขมีอาการดังกล่าวควรรีบปรึกษาสัตวแพทย์ เพื่อทำการรักษา ซึ่งเมื่อพิสูจน์ได้ว่า เกิดจากไรขี้เรื้อนชนิดนี้แล้ว สามารถรักษาได้ “ไม่ยาก” และ “สามารถรักษาให้หายขาดได้” ครับ สัปดาห์หน้า เรามาคุยเรื่องไรขี้เรื้อนเปียกกันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย