โรคผิวหนังในสุนัข : คัน คัน คัน (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/203323

วันอาทิตย์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.05 น.

สัปดาห์ก่อนเราทราบถึงสาเหตุของการคันกันไปแล้ว สัปดาห์นี้เรามารู้ว่าเราควรเตรียมข้อมูลอะไรให้สัตวแพทย์เพื่อช่วยให้การวินิจฉัยและรักษามีประสิทธิภาพที่สุดกันครับ

● เจ้าของสัตว์ควรเตรียมข้อมูลอะไรให้สัตวแพทย์ทราบบ้าง

สิ่งที่มีความจำเป็นที่เจ้าของต้องเตรียมเพื่อเป็นข้อมูลแก่สัตวแพทย์ ได้แก่ สุนัขเริ่มมีอาการคันตั้งแต่เมื่อไหร่? เริ่มคันต่อเนื่องนานแค่ไหน? คันบริเวณส่วนใดของร่างกาย? พ่อ-แม่หรือพี่น้องครอกเดียวกันนี้มีปัญหาผิวหนังแบบเดียวกันหรือไม่? ตัวอื่นในบ้านที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องมีอาการเหมือนกันหรือไม่? สัตว์อื่นนอกบ้านมีปัญหานี้หรือไม่? รวมถึงสัตว์เลี้ยงของเราเคยไปสัมผัสสัตว์เหล่านั้นหรือไม่? สุนัขเคยได้รับการตรวจหรือรักษามาก่อนหรือไม่? เคยรักษามาแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่? ผลการรักษาเป็นอย่างไร? ตอบสนองหรือไม่ อย่างไร?

● การตรวจวินิจฉัยทำได้อย่างไร

การตรวจวินิจฉัย จะทำเพื่อหา “สาเหตุ” ของการคันที่แท้จริง ซึ่งมีหลายวิธี เริ่มตั้งแต่ “การสังเกตที่ตัวสัตว์” ว่าผิวหนังมีความผิดปกติที่ตำแหน่งใด พบพยาธิภายนอก เช่น เห็บ หมัด เหา หรือไม่ จากนั้นอาจทำการ “ขูดตรวจผิวหนัง” เพื่อตรวจหาไรขี้เรื้อน หรือ “การเก็บตัวอย่างสะเก็ดผิวหนัง” จากบริเวณที่มีรอยโรค เพื่อนำไปย้อมสีเพื่อตรวจทางเซลล์วิทยา หาแบคทีเรีย ยีสต์ หรือทำการเพาะเชื้อรา รวมถึงอาจทำการ “ทดสอบการแพ้อาหาร” และ “การทดสอบการภูมิแพ้ทางผิวหนัง” (allergy skin test) เป็นต้น

● การรักษาทำอย่างไร

การรักษาทางยา มักจะรักษาที่สาเหตุ และรักษาตามอาการ โดยจะมีในรูปของยากิน ยาทา ยาแช่ตัว และแชมพูยา ซึ่งตัวยาหลักๆ ที่ใช้ คือ

– กลุ่มยาลดอาการคัน ได้แก่ ยาแก้แพ้ (antihistamine) และกลุ่มสเตียรอยด์ (ซึ่งเป็นยาอันตรายและมีผลข้างเคียงสูงมาก ต้องใช้ภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์) เพื่อบรรเทาอาการคัน แต่ที่สำคัญต้องหาสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้สุนัขคัน และใช้ยาให้ตรงจุด
เช่น หากพบว่าเกิดจากพยาธิภายนอก เช่น หมัด และการแพ้น้ำลายหมัด รวมถึงไรขี้เรื้อน ก็จะให้ยาฆ่าปรสิตภายนอก

– ยาปฏิชีวนะ หากพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย

– ยาฆ่าเชื้อราและยีสต์ หากพบเชื้อยิสต์และรา

หากมีการแพ้อาหาร ก็ใช้การเปลี่ยนชนิดอาหาร ส่วนกรณีที่แพ้สิ่งแวดล้อม เช่น แพ้ฝุ่น ละอองเกสร หรือผงปูน การแก้ไขที่ดีที่สุดคือต้องพยายาม “หลีกเลี่ยงสารที่ทำให้เกิดการแพ้” นั้น แต่ส่วนใหญ่มักจะทำไม่ได้ สัตวแพทย์จึงต้องให้การควบคุมโดยการใช้ยา

โดยหลักการแล้ว สัตวแพทย์จะพยายามใช้ยาในปริมาณที่น้อยที่สุดแต่ต้องสามารถควบคุมอาการคันได้ผล ซึ่งจะมีความแตกต่าง
กันในสัตว์แต่ละตัว นอกจากนี้ การใช้แชมพูยาเพื่อประกอบการรักษา ก็จะทำให้ประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้น

● ระยะเวลาในการรักษานานแค่ไหน

โดยทั่วไปแล้ว การรักษาโรคผิวหนังจะใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน ประมาณตั้งแต่ 2 สัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับอาการ สาเหตุ และการตอบสนองต่อการรักษา ดังนั้นเจ้าของสัตว์ต้องเตรียมใจไว้เลยว่า ต้องใช้เวลาในการรักษานานพอสมควร  ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและวินัยในการให้ยา ไม่ว่าจะเป็นยากิน ยาทา หรือยาอาบด้วยครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สุนัขคัน จะมีอาการอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/202156

วันอาทิตย์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เมื่อสุนัขคัน การแสดงออกนั้นอาจไม่ใช่แค่เอามือ(ขาหน้า) เกาเหมือนในคนนะครับ ยังมีในรูปของการที่สุนัขเอาอวัยวะที่คันไปถูกับผนังหรือเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน การเลีย หรือการใช้ฟันกัดหรือแทะตัวเอง ซึ่งระดับของการคันก็อาจมีตั้งแต่คันเล็กน้อยแค่บางตำแหน่งของร่างกาย จนถึงมีอาการคันมากจนกัดแทะตัวเองจนผิวหนังเป็นแผลทั้งตัวก็เป็นได้

การที่สัตว์เกา ถู เลีย หรือแทะตัวเองนั้น เป็นการกระทำเพื่อลดการระคายเคืองผิวหนัง บรรเทาอาการหงุดหงิด ความไม่สบายตัว และเป็นกลไกในการป้องกันตัวเองในการขจัดสิ่งแปลกปลอม ปรสิตภายนอก หรือสิ่งที่เป็นพิษให้ออกไปจากร่างกายอีกด้วย

สาเหตุของการคัน

สาเหตุที่ทำให้สุนัขมีอาการคันนั้น อาจแบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้

● ปัญหาจากพยาธิภายนอก ได้แก่ เห็บ หมัด เหาไรในหู ไรขี้เรื้อน รวมทั้งขี้เรื้อนแห้ง และขี้เรื้อนเปียกด้วยซึ่งโดยปกติแล้ว ปัญหาจากไรขี้เรื้อนเปียกในช่วงแรกมักจะไม่มีอาการคัน แต่ในระยะที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย ทำให้มีหนองซึ่งจะทำให้เกิดอาการคันอย่างมากได้

● ปัญหาการติดเชื้อ จากแบคทีเรีย ยีสต์ หรือเชื้อรา

● ปัญหาจากโรคภูมิแพ้ ซึ่งโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในสุนัข คือ การแพ้น้ำลายหมัด แพ้อาหาร สิ่งแวดล้อม และการแพ้ที่เกิดจากการสัมผัส

อาการคันมักเกิดขึ้นที่ส่วนใดของร่างกายสัตว์

โดยปกติแล้ว อาการคันในสุนัข สามารถพบได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นหู หัว หน้า รอบปาก รักแร้ ท้อง ขาหนีบ สะโพก โคนหาง หรือเท้าทั้งสี่ ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค เช่น

“ไรขี้เรื้อนแห้ง” มักทำให้สุนัขมีอาการคันที่บริเวณขอบใบหู

“ไรขี้เรื้อนเปียก การติดเชื้อยีสต์และปัญหาภูมิแพ้” มักพบว่าสุนัขสุนัขชอบแทะหรือเลียที่บริเวณเท้าทั้งสี่

“การแพ้น้ำลายหมัด” มักทำให้สุนัขคันและแทะบริเวณสะโพกหรือโคนหาง เป็นต้น

การที่จะช่วยให้สัตวแพทย์รักษาอาการคันให้ได้ผลดีนั้น จำเป็นต้องได้รับข้อมูลจากเจ้าของสัตว์อย่างละเอียดทั้งเรื่อง อาการ ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการคัน ความถี่ของการเการวมถึงสิ่งปกติที่พบที่ผิวหนัง ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นำมาประกอบการตรวจวินิจฉัย สัตวแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด เพื่อให้ครอบคลุม โดยจะมีการตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเลือกการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการ และเพื่อให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

สัปดาห์หน้า เรามาดูวิธีการเตรียมตัวเพื่อให้ข้อมูลแก่สัตวแพทย์ รวมถึงวิธีการตรวจวินิจฉัยและการรักษากันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคผิวหนังในสุนัข ตอนจบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/201072

วันอาทิตย์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ปัญหาโรคผิวหนังในสุนัขที่พบได้บ่อยๆ ในบ้านเรา ได้แก่

1.ปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดจากปรสิตภายนอกขนาดใหญ่ที่มองเห็นด้วยตาเปล่า เช่น เห็บ หมัด และเหา พยาธิภายนอกเหล่านี้
จะกัดผิวหนัง กินเลือดและสะเก็ดที่ผิวหนัง ทำให้เกิดการคัน การแพ้ รวมถึง เป็นตัวนำพยาธิในเม็ดเลือดอีกด้วย

2.ปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดจากปรสิตภายนอกขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นจำพวกไร ซึ่งได้แก่
ไรขี้เรื้อน (ทั้งขี้เรือนเปียกและขี้เรื้อนแห้ง) ไรในหู (ear mite) ซึ่งจะทำให้สุนัขคันมาก และสลัดหูจนอาจทำให้เกิดถุงเลือดขังที่ใบหู (Aural hematoma) ซึ่งจะเห็นว่าใบหูบวมเป่ง เดินหัวเอียง บางครั้งอาจมีอาการชักเกร็งจากพิษ (toxin) ของไรด้วย

3.ปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา ยีสต์ และแบคทีเรีย ซึ่งโรคผิวหนังจากเชื้อรานั้น เราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ถ้า
ช่วงนั้น ผิวหนังของคนที่สัมผัสมีสภาพอ่อนแอ ก็จะเป็นโรคที่สามารถติดต่อถึงคนได้ครับ ส่วนโรคผิวหนังจากยีสต์นั้น มักพบในสุนัขที่มีผิวหนังอับชื้น มักมีการอักเสบของต่อมไขมันที่ผิวหนัง รวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนด้วย ทำให้สุนัขมีกลิ่นตัวแรง

4.ปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดจากภูมิแพ้ (Atopic dermatitis) สุนัขที่เป็นโรคนี้จะมีปฏิกิริยาตอบสนอง เป็นสภาพที่ “ไว” ต่อสิ่งที่สัมผัสหรือสิ่งที่แพ้เป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น แพ้อาหาร แพ้ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ โดยปกติจะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม อาจต้องกินยาช่วยลดการแพ้ไปตลอดชีวิต เพียงแต่ปริมาณยาที่ใช้ในการควบคุมจะไม่มากเท่าในช่วงแรกของการรักษา

5.โรคผิวหนังที่เกิดจากการขาดฮอร์โมนบางชนิด สาเหตุนี้มักจะทำให้เกิดอาการขนร่วงแต่มักไม่มีอาการคัน และมักไม่มีการติดเชื้อ แบคทีเรียแทรกซ้อน จึงมักไม่มีกลิ่นเหม็น มักจะเกิดในสุนัขอายุมาก หรือตัวที่ทำหมันแล้ว เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเพศและฮอร์โมน ไทรอยด์เป็นฮอร์โมนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหานี้

6.สาเหตุอื่นๆ เช่น การขาดสารอาหารและแร่ธาตุบางประเภท เช่น แร่ธาตุสังกะสี และกรดไขมันบางชนิด เช่น omega-3 และ omega-6 เป็นต้น

ยาและเวชภัณฑ์ที่ใช้ในการรักษาโรคผิวหนังนั้น อาจอยู่ในรูปแบบของยากิน ยาฉีด ยาทาที่มีลักษณะเป็นครีม/ขี้ผึ้ง ยาสำหรับแช่ตัวสัตว์ แล้วแต่กรณี ซึ่งรวมไปถึงแชมพูรักษาผิวหนังที่ใช้ก็มี ความสำคัญ เช่น แชมพูกำจัดเห็บ-หมัด แชมพูฆ่าเชื้อรา/ยีสต์/แบคทีเรีย หรือแชมพูที่ช่วยลดการระคายเคืองผิวหนัง

สิ่งที่สำคัญในการรักษาโรคผิวหนังนั้น คือ “การวินิจฉัย” ให้ทราบถึงสาเหตุ “ที่แท้จริง” ของการเกิดโรค และการใช้ยาหรือเวชภัณฑ์ต่างๆ ที่เหมาะสมและตรงกับโรค เนื่องจากอาการที่สัตว์แสดงนั้นอาจคล้ายกัน แต่เกิดจากคนละสาเหตุ การรักษาจึงแตกต่างกัน ดังนั้น “การพาไปพบสัตวแพทย์” เพื่อใช้การตรวจทาง ห้องปฏิบัติการช่วยในการวินิจฉัย จึงน่าจะเป็นวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุดครับ “อย่า” รอหรือลองรักษาเองจนทำให้มีอาการมากจนเกินจะเยียวยานะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และเสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคผิวหนังในสุนัข ตอนที่1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/199976

วันอาทิตย์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อสุนัขมีอาการคัน เกา ผิวหนังแดง อักเสบ ขนร่วง มีสะเก็ดรังแค มีกลิ่นเหม็น หรือเห็นความผิดปกติที่ผิวหนังแล้ว เจ้าของสัตว์หลายท่านมักจะสรุป (ไปเอง) ทันทีเลยว่า “ขี้เรื้อน” ซึ่งเป็นการสรุปที่ไม่ถูกต้องเลยครับ

แม้ว่า “ขี้เรื้อน” ถือเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดจาก “ตัวไรขี้เรื้อน” แต่หากได้รับการตรวจอย่างละเอียดโดยสัตวแพทย์แล้ว อาการเหล่านั้นอาจเกิดสาเหตุอื่นก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นภาวะการแพ้ ผิวหนังอักเสบ การติดเชื้อแบคทีเรีย ยีสต์ หรือเชื้อรา

ความเชื่อ (ผิดๆ) ที่ว่า เมื่อสุนัขมีปัญหาที่ผิวหนัง แล้วการเอา “น้ำมันขี้โล้ว” (น้ำมันเครื่องที่ใช้แล้ว) มาทาผิวหนังสุนัขเพื่อรักษานั้น เป็นเรื่องที่ “ผิด” อย่างมหันต์เลยครับ เพราะนอกจากจะทำให้ “แสบ” อย่างทรมานแล้ว ยังเป็นการเติม “สารตะกั่ว” และ “โลหะหนัก” ที่อันตรายผ่านทางบาดแผลเข้าไปยังร่างกายสุนัขอีกด้วย

บางคนก็บอกว่า เอา “น้ำแช่หน่อไม้ดอง” มาราดผิวหนังเพื่อรักษาขี้เรื้อน (อันนี้ ยังดูธรรมชาติบำบัดมากกว่า และดูอันตรายน้อยกว่า) แต่ขอให้ข้อมูลว่า น้ำหน่อไม้ดองนั้น ไม่ได้ฆ่าตัวไรขี้เรื้อนครับ เพียงแต่ในน้ำหน่อไม้ดองจะมีแร่ธาตุกำมะถัน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้เล็กน้อย แต่ยังไงก็ไม่คุ้มกับความ “แสบ” ที่สุนัขได้รับหรอกครับ ลองจินตนาการดูว่า เวลาเรามีแผลหรือรอยถลอก แล้วเอาทิงเจอร์หรือแอลกอฮอล์ราดลงไป เราจะรู้สึกอย่างไร ผมคนหนึ่งล่ะ..ที่ไม่เอาด้วยแน่นอนครับ

ปัญหาโรคผิวหนังนั้น เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สุนัขมี “สุขภาพกายและสุขภาพจิต” เสียไป เนื่องจากต้องคอยหมกมุ่นกับ “การเกา” อยู่ตลอดเวลา ไม่สนใจที่จะกินอาหาร หรือทำกิจกรรมอื่นเท่าไหร่ บางครั้งผิวหนังที่มีการติดเชื้อหนองร่วมด้วย จะทำให้มีกลิ่นเหม็น ซึ่งเป็นเหตุให้คนที่ พบเห็นและได้กลิ่นมีท่าที “รังเกียจ” ปัญหาเหล่านี้จึงทำให้เจ้าของสุนัขก็ต้องกุมขมับและปวดศีรษะอยู่ไม่น้อย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว “โรคผิวหนัง” ในสุนัข ไม่ได้มีสาเหตุเกิดจาก “ไรขี้เรื้อน” เพียงอย่างเดียวเท่านั้น มีหลายสาเหตุและหลายชนิด แม้จะมีอาการที่แสดงออกคล้ายกัน แต่จะมีสาเหตุที่แตกต่างกัน ซึ่งการรักษาที่ใช้ก็จะแตกต่างกัน “อย่างสิ้นเชิง” ด้วยครับ

เรามาติดตามปัญหาโรคผิวหนังในสุนัขที่พบได้บ่อยๆ ในบ้านเรา ในสัปดาห์หน้ากันนะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘การฉีดยาคุมให้หมา-แมว’ ; ความสะดวกสบายหรือความตายกันแน่ ???

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/198885

วันอาทิตย์ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
เจ้าของสัตว์หลายคนที่มีความคิดว่า ในตอนนี้ยังไม่พร้อมที่จะให้สุนัขหรือแมวของตน “มีลูก” แต่ก็ยังไม่สะดวกที่จะทำหมันถาวร เพราะในอนาคตยังอยากให้สัตว์เลี้ยงของเรามีเจ้าสมาชิกตัวน้อยอยู่ บ้างก็ว่าการผ่าตัดมีค่าใช้จ่ายสูง หลายคนจึงเลือกวิธีการฉีดยาคุมซึ่งเป็นการคุมกำเนิดชนิดชั่วคราวที่มีค่าใช้จ่ายน้อย แต่ทางเลือกนี้ เราต้องตระหนักว่า แม้จะสะดวกและประหยัด แต่ “มีอันตรายถึงตาย” หากไม่ได้รับการตรวจและพิจารณาอย่างละเอียดโดย “สัตวแพทย์ตัวจริง” ครับ

มีเจ้าของสุนัขและแมวจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจผิด พาสัตว์เลี้ยง (เพศเมีย) ของตนไปพบสัตวแพทย์เพื่อให้ฉีดยาคุมกำเนิด ในช่วงที่สุนัขหรือแมวเริ่มแสดงอาการ “เป็นสัด” หรือ เริ่ม “หง่าว” แล้ว เพราะเข้าใจผิดและคาดหวังว่า การฉีดยาคุมจะทำให้สัตว์ “หยุดอาการเป็นสัด” หรือ “ผสมพันธุ์แล้วไม่ท้อง” ซึ่งความเข้าใจผิดๆ นี้ มีอันตรายอย่างมาก แน่นอนครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของสัตว์ที่หัวหมอ (แบบผิดๆ) ซื้อยาคุมไปฉีดเอง (และฉีดในช่วงที่กำลัง “ติดสัด”) เพราะคิดแบบง่ายๆ แบบไม่มีความรับผิดชอบว่า “ฉีดยาคุม ก็ไม่เห็น จะยากเลย แค่ดูดยา แล้วฉีดเข้าไปเท่านั้นเอง” แต่หารู้ไม่ว่า การฉีดยาคุมในช่วงที่ไม่เหมาะสมนั้น มีอันตรายถึง “ตาย” ทีเดียวครับ

● ยาคุม คืออะไร

ยาคุม หรือ ยาฉีดคุมกำเนิด เป็นฮอร์โมนสังเคราะห์ที่มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมน progesterone ที่สร้างจากรังไข่ ทำหน้าที่ยับยั้งการเป็นสัด และระงับการตกไข่ เป็นฮอร์โมนหลักที่ช่วยทำให้การตั้งท้องดำเนินไปได้ด้วยดี การฉีดฮอร์โมนนี้จึงคล้ายกับเป็นการหลอกร่างกายว่ากำลังตั้งท้องอยู่ วงจรการเป็นสัดจึงชะงักอยู่ในระยะที่ยังไม่เป็นสัด จึงทำให้เลื่อนการเป็นสัดออกไปได้หลายเดือน (ประมาณ 5-8 เดือนในสุนัข และ 3-5 เดือนในแมว)

● การฉีดยาคุมทำได้จริงไหม?

การฉีดยาคุมเป็นวิธีคุมกำเนิดที่มีการจัดการง่าย สะดวก ไม่ทำให้สัตว์เจ็บปวดมากเหมือนการทำหมัน และมีค่าใช้จ่ายน้อย ซึ่งจะสามารถป้องกันไม่ให้เป็นสัดได้ก็จริง แต่ต้องฉีด “ในช่วงที่เหมาะสม (เน้นว่าช่วงที่เหมาะสม) เท่านั้น” จึงไม่เกิดการผสมพันธุ์และไม่มีการตั้งท้อง ซึ่งถือเป็นการควบคุมประชากร สุนัขและแมวได้ทางหนึ่ง ที่สำคัญเป็นการคุมกำเนิดแบบชั่วคราว สัตว์จึงยังสามารถมีลูกได้อีกในอนาคต

*** “แต่” สัตวแพทย์ต้องทำการตรวจร่างกายสัตว์และซักประวัติอย่างละเอียด (อาจใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการร่วมด้วย) เพื่อความแน่ใจว่าเป็นช่วงที่เหมาะสมแล้วเท่านั้นครับ ***

● มาดู “อันตราย” ของการฉีดยาคุมกัน

ถ้าฉีดในช่วงที่ไม่เหมาะสม เช่น ในช่วงที่สัตว์แสดงอาการเป็นสัดแล้วละก็ จะมีโอกาสเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะ “มดลูกอักเสบ หรือ เป็นหนองภายในมดลูก” ได้ สัตว์จะโทรม “ถึงตาย” หรือถ้าฉีดหลังจากที่สัตว์มีการผสมพันธุ์ไปแล้วก็ “ไม่ได้ช่วยให้สัตว์ไม่ท้อง” แต่จะทำให้เกิดการตั้งท้องนานขึ้น และคลอดลูกไม่ได้ ซึ่งมักทำให้ “ลูกตาย และเน่าในท้อง” แม่สัตว์ก็มักถึงตายได้เช่นกัน รวมถึงอาจเกิดสภาพมดลูกอักเสบด้วย ผลข้างเคียงอื่นๆ ได้แก่ ทำให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล ขนร่วง เกิดโรคเบาหวาน หรือเนื่องจากมีการกดการทำงานของไขกระดูก จึงอาจเกิดภาวะโลหิตจางได้

● ที่ว่า “การฉีดยาคุม 3 ครั้ง แล้วสัตว์จะเป็นหมัน” จริงหรือ?

นี่เป็นความเชื่อที่ผิดอีกข้อหนึ่งครับ ในความเป็นจริงแล้วการฉีดยาคุมติดต่อกันนั้น จะทำให้ผนังด้านในของมดลูกหนาตัวและบวมน้ำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นมดลูกอักเสบอย่างมาก เมื่อเกิดปัญหามดลูกอักเสบเป็นหนองแล้ว การแก้ไขก็คือการตัดเอามดลูกที่มีหนองขังอยู่เต็ม (รวมถึงตัดเอารังไข่) ออก ซึ่งในกรณีนี้ สัตว์จะเป็นหมันแน่นอน (แต่เป็นหมันเนื่องจากการผ่าตัดแก้ไขมดลูกอักเสบครับ ไม่ได้เป็นหมันเพราะการฉีดยาคุม)

กล่าวโดยสรุป การฉีดยาคุมเป็นวิธีที่ง่าย แต่ก็มีอันตรายมากเช่นกัน การฉีด จึงควรฉีดในช่วงที่เหมาะสม ซึ่งเป็นช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น คือระยะที่สัตว์ไม่ได้อยู่ในช่วงของการเป็นสัด ที่ได้ผลที่สุดจะเป็นช่วง “ระยะพัก” (anestrus) ของวงจรการเป็นสัด เนื่องจากเป็นระยะที่ฮอร์โมนเพศมีใน “ปริมาณต่ำ”จนไม่มีอิทธิพล กับมดลูกและรังไข่ ผมขอแนะนำว่า การปรึกษา “นายสัตวแพทย์/สัตวแพทย์หญิง” (ที่เป็นสัตวแพทย์ตัวจริง) ไม่ใช่ “คนที่แอบอ้างเดินฉีดยาตามบ้าน หรือร้านขายยาเถื่อน” จะปลอดภัยที่สุดครับ หรือถ้าไม่อยากให้มีลูก ก็ให้ผ่าตัดทำหมันถาวรไปเลย ก็จะปลอดภัยและไม่ต้องมาเป็นกังวลเรื่องการเป็นสัด การตั้งท้อง และการเกิดมดลูกอักเสบอีกครับ

อย่าลืมนะครับว่า การซื้อยาคุมกำเนิดของคนไปฉีดให้สุนัขและแมวเอง หรือเอาสัตว์ไปให้คนที่ไม่ใช่หมอ (หมอเถื่อน) ฉีดนั้น ไม่ใช่เป็นการช่วยหมา-แมวหรอกนะครับ จะทำให้เกิดปัญหามดลูกอักเสบ ซึ่งกลับเป็นการทรมานมากกว่า  ไม่ได้เป็นการได้บุญ แต่เป็นการทำบาปมากกว่า “บาป” ทั้ง “คนฉีด” และ “คนพาไปฉีด” ด้วยครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ยาก่อนอาหาร ยาหลังอาหาร คืออะไร (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/197739

วันอาทิตย์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
สวัสดีครับ สัปดาห์ที่แล้วเราได้รู้ถึงข้อจำกัดและวิธีการใช้ยาก่อนอาหารไปแล้ว สัปดาห์นี้เรามารู้จักยาหลังอาหาร ยาพร้อมอาหาร และยาหลังอาหารทันที ซึ่งเป็นข้อมูลดีๆ จากภาควิชาเภสัชวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กันต่อครับ

(2) ยาหลังอาหาร

ยาหลังอาหารเป็นยาที่ป้อนให้สัตว์เลี้ยงหลังจากกินอาหารไปแล้วไม่เกิน 30 นาที ช่วงนี้จะยังมีอาหารอยู่ในกระเพาะอาหาร และมีความเป็นกรดในกระเพาะและทางเดินอาหารสูง (เนื่องจากร่างกายหลังน้ำย่อยเพื่อมาย่อยอาหารครับ) ซึ่งเหตุผลที่ต้องให้ยาในช่วงนี้ มีหลายอย่าง เช่น

– ยาบางชนิดต้องอาศัยความเป็นกรดในการละลายและเปลี่ยนสภาพยาให้อยู่ในรูปที่พร้อมเกิดการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

– ยาหลายชนิดมีความระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารค่อนข้างสูง ซึ่งอาจทำให้สัตว์เลี้ยงเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ เช่นยาลดไข้ ยาลดปวด ยาลดอักเสบ เป็นต้น สัตวแพทย์จึงมักแนะนำให้ป้อนยาหลังจากกินอาหาร เพื่อลดโอกาสในการเกิดอาการดังกล่าว

– ยาบางชนิดต้องอาศัยไขมันเป็นตัวช่วยในการดูดซึมยาเข้าสู่ร่างกาย เช่น กลุ่มวิตามินที่ละลายในไขมัน (วิตามิน เอ ดี อี และเค) หรือยาต้านเชื้อราบางชนิด สัตวแพทย์จึงมักแนะนำให้ป้อนยาหลังจากกินอาหาร เพื่อให้ไขมันในอาหารเป็นตัวช่วยในการดูดซึมยาดังกล่าว

 จะทำอย่างไรล่ะ ถ้าลืมป้อนยาหลังอาหารให้สัตว์เลี้ยง

หากเกิดกรณีนี้ขึ้น และยังไม่เกิน 1 ชั่วโมงหลังอาหาร ให้ท่านป้อนยาดังกล่าวให้สัตว์เลี้ยงของท่านได้เลยทันที

แต่หากเกินกว่า 1 ชั่วโมงไปแล้ว ท่านเจ้าของอาจให้สัตว์เลี้ยงกินอาหารรองท้องสักเล็กน้อย แล้วจึงค่อยป้อนยาหลังอาหารดังกล่าว

หากเลยมาเกินครึ่งหนึ่งของช่วงระหว่างมื้อนี้กับมื้อถัดไปหรือใกล้ถึงเวลาต้องป้อนยาในมื้อถัดไป (แล้ว ให้ข้ามยามื้อนั้นไปเลย) ไม่แนะนำให้กินยาเพิ่มเป็น 2 เท่าในมื้อถัดไปโดดเด็ดขาด

สำหรับท่านที่ให้สัตว์เลี้ยงกินอาหารเพียงวันละ 1 มื้อ แต่สัตวแพทย์จ่ายยาให้ป้อนยาวันละ 2-3 ครั้งหลังอาหาร ท่านสามารถแบ่งให้อาหารเป็น 2-3 มื้อตามที่สัตวแพทย์สั่งยา โดยให้ปริมาณอาหารรวมในแต่ละวันเท่ากับปริมาณอาหารเดิมที่เคยให้ต่อวัน หรือท่านจะให้อาหารรองท้องสัตว์เลี้ยงก่อนป้อนยาหลังอาหารก็ได้ตามความสะดวก

(3) ยาพร้อมอาหาร และ ยาหลังอาหารทันที

ยาพร้อมอาหาร

เป็นยาที่แนะนำให้ป้อนในระหว่างการกินอาหารของสัตว์เลี้ยง นั่นคือการให้สัตว์กินอาหารไปส่วนหนึ่ง แล้วป้อนยา แล้วก็ให้สัตว์กินอาหารที่เหลือต่อจนจบ หรือการสอดแทรกเม็ดยาปนเข้าไปในอาหารเลย เช่น เอายาใส่ในลูกชิ้น หรือไส้กรอก ก่อนจะป้อนอาหารนั้นให้สัตว์กิน เหตุผลหลักเพื่อให้อาหารช่วยหล่อลื่นให้ยาสามารถผ่านลงสู่กระเพาะอาหารได้ โดยที่ยาไม่สัมผัสกับหลอดอาหาร หรือทางเดินอาหารโดยตรง มักใช้กับยากลุ่มที่มีโอกาสเกิดการระคายเคืองต่อทางเดินอาหารได้เช่น ยาลดไข้ ยาลดปวด ยาแก้อักเสบ หรือเพื่อให้อาหารหรือส่วนประกอบในอาหารเป็นตัวช่วยในการดูดซึมของยาเข้าสู่ร่างกายครับ

ยาหลังอาหารทันที

ยาหลังอาหารทันทีนั้น โดยทั่วไปจะป้อนให้สัตว์เลี้ยงทันทีที่สัตว์กินอาหารหมด เนื่องจากต้องการให้กระเพาะอาหารมีอาหารบรรจุอยู่เต็ม เหตุผลในการให้ยาแบบนี้จะคล้ายกับการให้ยาพร้อมอาหาร คือ เพื่อลดโอกาสในการเกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ซึ่งอาจทำให้สัตว์เลี้ยงคลื่นไส้ อาเจียน จากยาบางกลุ่มที่มีความระคายเคืองต่อกระเพาะและทางเดินอาหารมาก เช่น กลุ่มยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เป็นต้นครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย