Pet care : Heatstroke อันตรายที่มากับหน้าร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/334284

Pet care : Heatstroke อันตรายที่มากับหน้าร้อน

Pet care : Heatstroke อันตรายที่มากับหน้าร้อน

วันอาทิตย์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เพิ่งจะผ่านช่วงสงกรานต์มาหมาดๆ แต่ความร้อนและความอบอ้าวก็ยังมีอยู่เต็มๆ เพราะเดือนเมษายนจัดเป็นเดือนที่ร้อนสุดๆ สำหรับบ้านเรา การที่แดดจัดร่วมกับอากาศร้อนอบอ้าวเช่นนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้บ่อย นั่นก็คือการ “ช็อก” หมดสติเนื่องจากภาวะที่อุณหภูมิในร่างกายสูงผิดปกติ หรือที่เราคุ้นเคยกับคำว่า “โรคลมแดด” ผมเลยอยากเอาเรื่องนี้มาคุยกันอีกครั้ง เพื่อที่จะได้ระมัดระวังกันทั้งตัวเจ้าของเองและสัตว์เลี้ยงด้วยครับ

ความหมายของ Heatstroke ในภาษาไทยนั้น อาจเรียกกันได้หลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็น โรคลมแดด โรคลมร้อน โรคลมเหตุร้อน  ซึ่งมาจากคำว่า Heat และ Stroke โดยที่ Heat หมายถึง ความร้อน อุณหภูมิร้อน Stroke คือการเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หรือการอุดตันหรืออุดกลั้นการไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ดังนั้นคำนิยามในภาษาไทยทั้งในวงการแพทย์และวงการสัตวแพทย์ มักจะหมายถึง “การหมดสติที่มีสาเหตุมาจากอากาศ หรืออุณหภูมิภายนอกที่สูงขึ้น”

โรคนี้มีสาเหตุมาจากอะไร ?

โรคลมแดด เป็นสภาวะที่เกิดจากการที่อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจเกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไป อันมาจากสภาพแวดล้อมภายนอกที่ร้อนจัด จนทำให้ร่างกายระบายความร้อนออกไปไม่ทัน มีผลทำให้อวัยวะภายในถูกทำลายและหยุดทำงาน โดยเฉพาะตับ ไต สมอง และลำไส้ เป็นเหตุให้สัตว์เสียชีวิตได้ในที่สุด

แล้วโรคนี้เกิดในสัตว์เลี้ยงได้ด้วยหรือ?

บางท่านอาจคิดว่า โรคลมแดดพบเฉพาะในคนเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทุกท่านทราบหรือไม่ครับว่า สัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะอย่างยิ่งสุนัขและแมวนั้นมีโอกาสเป็นโรคลมแดดได้ง่ายกว่าในคนเสียอีกนะครับ เนื่องจากผิวหนังของสุนัขนั้นถูกปกคลุมด้วยขนที่หนา อีกทั้งผิวหนังของสุนัขและแมวก็ยังไม่มีต่อมเหงื่อที่จะช่วยระบายความร้อนออกจากร่างกายโดยเหงื่อเหมือนในคนอีกด้วย (เนื่องจากเราสามารถพบต่อมเหงื่อได้เฉพาะที่อุ้งเท้า รอบปาก และรอบก้นของสุนัขเท่านั้น) ดังนั้นกลไกการระบายความร้อนออกจากร่างกายของสุนัขจึงไม่ดีเท่าของคน

โดยปกติสุนัขจะมีอุณหภูมิของร่างกายประมาณ 102 องศาฟาเรนไฮต์ หรือประมาณ 38.5 องศาเซลเซียส (ซึ่งอุณหภูมิจะสูงกว่าในคนเรา) แต่ถ้าร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 106 องศาฟาเรนไฮต์ จะทำให้สมองเกิดความเสียหาย อวัยวะต่างๆ ล้มเหลว จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ครับ

ปัจจัยที่ทำให้สัตว์มีอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างเร็วนั้น ได้แก่ อากาศที่ร้อนจัด การถูกล่ามหรือถูกขังตากแดดเป็นเวลานาน รวมถึงการออกกำลังกายอย่างหนักกลางแจ้ง เป็นต้น

เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ร่างกายสัตว์จะพยายามปรับตัวโดย “การอ้าปากหายใจถี่ๆ”  เพื่อขับไล่ความร้อนออกจากร่างกาย  ดังนั้น “การหอบ” จึงเป็นทางระบายความร้อนที่ดีและเร็วที่สุดสำหรับสุนัขครับ

อันตรายที่เกิดจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในสุนัขอ้วน สุนัขพันธุ์ขนยาว และสุนัขพันธุ์หน้าสั้น เช่น Pug และ Bulldog เป็นต้น

อาการที่พบเป็นอย่างไร ?

อาการที่พบ ได้แก่ การหอบ หายใจเร็ว ลิ้นและเหงือกแดงเข้มกว่าปกติ กระวนกระวาย ตัวร้อน ตาเหลือก น้ำลายไหล ลุกไม่ไหว ม่านตาขยาย มองไม่เห็น อาเจียน ถ่ายเหลว ช็อก และหมดสติในที่สุด

เราควรปฐมพยาบาลอย่างไร ?

1.รีบนำสุนัขออกจากบริเวณที่ร้อนนั้น นำเข้าที่ร่ม หรือที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เปิดพัดลมหรือแอร์เพื่อระบายความร้อน ถอดเสื้อและปลอกคอออกแล้วรีบนำส่งสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด

2.ระหว่างนั้นให้พยายามลดอุณหภูมิของร่างกายของสุนัข โดยเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น อาบน้ำ หรือใช้ Cold pack ประคบตามข้อพับ ท้อง ศีรษะ และขาหนีบควรวัดอุณหภูมิทุกๆ 5-10 นาที เพื่อตรวจว่าอุณหภูมิของร่างกายลดลงแล้วหรือยัง

3.ถ้าสุนัขยังมีสติอยู่ สามารถให้สุนัขกินน้ำได้ เพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกายและลดภาวะแห้งน้ำ (dehydration) แต่หากสุนัขไม่รู้สึกตัว “ห้าม” บังคับป้อนน้ำเด็ดขาดเพราะอาจทำให้สุนัขสำลักและเสียชีวิตได้เร็วขึ้น

4.สิ่งที่สำคัญ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

หลักในการรักษาคืออะไร ?

1.การลดอุณหภูมิของร่างกายสุนัขให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย

2.การให้สารน้ำเพื่อแก้ไขภาวะการขาดน้ำ และการให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ

3.การให้ยารักษาตามอาการ

4.การติดตามและการเฝ้าระวัง ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะช็อก การหายใจที่ผิดปกติ ภาวะไตวาย ความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น

เราจะป้องกันการเกิดโรคลมแดดได้อย่างไร?

1.จัดที่อยู่ของสัตว์ให้อยู่ในสถานที่ที่เย็นสบาย มีร่มเงาตลอดทั้งวันเลี่ยงการล่ามสุนัขในบริเวณที่มีความร้อนสูง เช่น พื้นคอนกรีต หิน หรือทราย

2.ในช่วงอากาศร้อนจัด ต้องระมัดระวังเรื่องการออกกำลัง โดยเฉพาะสุนัขที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เป็นโรคหัวใจ อ้วน อายุมาก หรือมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ

3.ควรมีภาชนะบรรจุน้ำสะอาดให้สัตว์กินอย่างเพียงพอตลอดเวลา

4. “ห้าม” ปล่อยสุนัขทิ้งไว้ในรถ แม้จอดไว้ในที่ร่ม เพราะอุณหภูมิภายในรถสามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว อย่าชะล่าใจหรือคิดว่าไม่เป็นไร แม้จะเป็นเวลาไม่นานก็ตาม

5.ควรพิจารณาและระวังเป็นพิเศษในการใส่ Muzzle หรืออุปกรณ์ที่ใช้ปิดปากในช่วงอากาศร้อน เพราะจะทำให้สุนัขหายใจเพื่อระบายความร้อนได้ลำบากยิ่งขึ้น

6.ในวันที่อากาศร้อนจัด ควรอาบน้ำให้สุนัขเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย

ขอเรียนย้ำว่า นอกจากสุนัขแล้ว สัตว์เลี้ยงอื่น ก็สามารถประสบปัญหา “โรคลมแดด” ได้เช่นกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็น แมว หนูหรือกระต่าย “วิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ ให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก โดยอยู่ในตัวบ้าน หรือในที่ร่ม และปฏิบัติตามคำแนะนำที่ผมได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น” ก็จะสามารถป้องกันสัตว์เลี้ยงของเราให้ห่างไกลจากโรคลมแดดได้แล้วล่ะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Pet care : สัตวแพทย์ จุฬาฯ กับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (ตอนที่ 2 นิสิตชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้าตะลุยชัยนาท)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/332973

Pet care : สัตวแพทย์ จุฬาฯ กับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า  (ตอนที่ 2 นิสิตชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้าตะลุยชัยนาท)

Pet care : สัตวแพทย์ จุฬาฯ กับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (ตอนที่ 2 นิสิตชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้าตะลุยชัยนาท)

วันเสาร์ ที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2561, 13.07 น.

สัปดาห์นี้ ก็ยังเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับโรคพิษสุนัขบ้าที่หลายหน่วยงานเป็นห่วงกันนะครับ วันนี้ขอเสนออีกหนึ่งกิจกรรมของคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ที่ร่วมเป็นจิ๊กซอว์หนึ่งชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งที่ประกอบเป็นภาพใหญ่ในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของประเทศตามพระปณิธานของ “ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี” ที่ทรงห่วงใยปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทยครับ

“โครงการรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า” ของ “ชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า สโมสรนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ”เป็นโครงการที่ “นิสิตสัตวแพทย์” และ “ชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า”ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 20 ปีแล้ว

โครงการนี้ เป็นครั้งที่ 2 ของปีการศึกษา 2560 มี “นิสิตสัตวแพทย์อินทุอร จิรเรืองตระกูล” เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ และมีนิสิตสัตวแพทย์กว่า 180 คน ออกหน่วยให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสุนัขและแมว ในหลายตำบล ได้แก่ สรรพยาหาดอาษา และโพธิ์พิทักษ์ ของ อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาทเมื่อวันที่ 23-25 มีนาคม 2561

กิจกรรมครั้งนี้ได้รับเสียงตอบรับจากชุมชนเป็นอย่างดีเกินคาดมีประชาชนได้นำสุนัขและแมวมารับการฉีดวัคซีน และกำจัดเห็บหมัด เป็นจำนวนกว่า 2,500 ตัว

งานนี้อาศัยความร่วมมือของหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น ปศุสัตว์อำเภอเทศบาลตำบลสรรพยา หาดอาษา และโพธิ์พิทักษ์ รวมถึงอาสาสมัครหมู่บ้านอีกหลายท่าน ทีมงานได้ “โรงเรียนเทศบาลตำบลสรรพยา” เป็นศูนย์บัญชาการ

ทั้งนี้มีคณาจารย์และสัตวแพทย์รุ่นพี่ร่วมให้การดูแลน้องนิสิตอย่างใกล้ชิดถึง 14 คน ดังมีรายชื่อต่อไปนี้ 1.ผศ.น.สพ.ดร.ทิลดิสร์รุ่งเรืองกิจไกร 2.อ.สพ.ญ.ดร.จุฑามาส  เบ็ญจนิรัตน์ 3.ผศ.น.สพ.ดร.ชาญณรงค์ รอดคำ 4.รศ.น.สพ.ดร.ไพศาล เทียนไทย 5.ผศ.น.สพ.ดร.วุฒิชัย กลมเกลียว 6.ผศ.น.สพ.ดร.ดำริ  ดาราวิโรจน์7.ผศ.น.สพ.ดร.ปิยนันท์ ทวีถาวรสวัสดิ์ 8.ผศ.น.สพ.ดร.อนุศักดิ์กิจถาวรรัตน์ 9.อ.น.สพ.ดร.กิตติพงษ์  ทาจำปา 10.อ.สพ.ญ.ดร.ทรายแก้วสัตยธรรม 11.สพ.ญ.ภาษร ภูผา 12.น.สพ.อธิศ สุธัมนาถพงษ์13.น.สพ.วริทธิ์ วิจิตรรตนากร และ 14.น.สพ. ฐิติพัฒน์ เลิศวิไลลักษณ์

โครงการนี้จะไม่มีทางสำเร็จลงได้เลย หากขาดการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดีเหล่านี้ครับ

@ บริษัทแบร์ริ่ง เพ็ทแคร์ (ประเทศไทย) จำกัด

@ บริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด

@ บริษัท แบมบู กรุ๊ป จำกัด

@ บริษัท แลคตาซอย จำกัด

@ บริษัท เวอร์แบค ประเทศไทย จำกัด

@ บริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัด

@ บริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน)

@ ร้านนิสิต

@ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด

@ สวนนกชัยนาท

ทางชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้าคณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาฯ ต้องขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ งานนี้ทั้งคุณหมอนิสิต คณาจารย์ รวมถึง สุนัข-แมว และเจ้าของสัตว์เลี้ยงก็ได้รับความสุขไปอย่างถ้วนหน้ากัน

ผมหวังว่า “กิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคม” ของ “นิสิตชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า” นี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการลดปัญหาการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในชุมชนได้  ซึ่งพวกเราพร้อมที่จะเป็น “จิ๊กซอว์ตัวเล็กๆ ชิ้นหนึ่ง” ในภาพใหญ่ของประเทศสืบต่อไป  “จนกว่าโรคพิษสุนัขบ้าจะหมดสิ้นไปจากประเทศไทย“ ครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Pet care : สัตวแพทย์จุฬาฯกับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (ตอนที่ 1 ราษฎร์จุฬาฯร่วมใจต้านภัยพิษสุนัขบ้า)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/331752

Pet care : สัตวแพทย์จุฬาฯกับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า  (ตอนที่ 1 ราษฎร์จุฬาฯร่วมใจต้านภัยพิษสุนัขบ้า)

Pet care : สัตวแพทย์จุฬาฯกับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า (ตอนที่ 1 ราษฎร์จุฬาฯร่วมใจต้านภัยพิษสุนัขบ้า)

วันอาทิตย์ ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กระแสความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องโรคพิษสุนัขบ้า ยังเป็นที่พูดถึงกันในขณะนี้ ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมีการรณรงค์เพื่อให้ความรู้และทำกิจกรรมต่างๆ ในการป้องกันและลดการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ตระหนักและร่วมเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นหนึ่งในภาพรวมใหญ่ของการรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าของ ประเทศไทยตามพระปณิธานของ “ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี” ที่ทรงห่วงใยประชาชนเกี่ยวกับปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของชาติ

นอกจากการประชาสัมพันธ์ และการจัดเสวนาให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องโรคพิษสุนัขบ้าแล้ว คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาฯ ยังมีการจัดกิจกรรมอีกอย่างน้อย 2 โครงการโดยการออกบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับชุมชน

โครงการแรกที่ผมจะขอกล่าวถึง คือ “โครงการราษฎร์จุฬาฯ ร่วมใจต้านภัยพิษสุนัขบ้า” โครงการนี้เป็นการบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสุนัขและแมว ฉีดยากำจัดเห็บหมัด ทำหมัน และให้คำปรึกษาเรื่องสุขภาพสัตว์ รวมทั้งให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าและการเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบแก่ชาวบ้านในชุมชน ณ ตำบลคำบง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานีเมื่อวันที่ 11-14 มีนาคม 2561 โดยความร่วมมือของ 6 หน่วยงานหลักอันได้แก่

1.คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนำโดย ศ.น.สพ.ดร.รุ่งโรจน์ ธนาวงษ์นุเวช คณบดี

2.กรมปศุสัตว์จังหวัดอุดรธานี นำโดย น.สพ.ธเนศ ถวิลหวัง ปศุสัตว์จังหวัด

3.เทศบาลตำบลคำบง จังหวัดอุดรธานี นำโดย นายธวัชชัย ทองทิพย์ นายกเทศมนตรี

4.สมาคมนิสิตเก่าจุฬาฯ จังหวัดอุดรธานี นำโดยคุณกฤษณา คุณะปุระ นายกสมาคมฯ

5.ชมรมนิสิตเก่าชาวค่ายอาสา จุฬาฯ นำโดย นายอดิสัย ธรรมคุปต์ ประธานชมรม

6.โรงเรียนราษฎร์จุฬาสามัคคี นำโดย นางสุภารัตน์ ศิริพรผู้อำนวยการ

โครงการนี้เป็นโครงการต่อเนื่อง 3 ปี โดยตั้งเป้าหมายว่าจะสามารถกำจัดโรคพิษสุนัขบ้าให้หมดไปจากชุมชนคำบง และกระตุ้นให้เกิดการเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ รวมถึงผลักดันให้ตำบลคำบงเป็นชุมชนต้นแบบในการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอีกด้วย

ทั้งนี้ได้ฉีดวัคซีนให้กับสุนัขและแมวได้เป็นจำนวนกว่า1,000 ตัว จากทั้ง 10 หมู่บ้าน ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 95% ของจำนวนประชากรสุนัขและแมวทั้งหมดในตำบลคำบง นอกจากนี้ยังมีการเก็บตกฉีดวัคซีนให้กับสุนัขและแมวในชุมชนต่อ เพื่อคาดหวังให้สุนัขและแมว “ทุกตัว” ในตำบลได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าอีกด้วย

งานนี้นอกจากชาวบ้านจะได้รับความสบายใจแล้ว ผู้ร่วมโครงการทั้ง 6 หน่วยงานก็มีความปลื้มใจที่ได้ร่วมเป็น “ส่วนหนึ่ง” ในภาพใหญ่ของกิจกรรมที่ได้ดำเนินตามพระปณิธานของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เกี่ยวกับการป้องกันและกำจัดปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทยอีกด้วยครับ

สัปดาห์หน้าจะแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักอีกหนึ่งโครงการดีๆเกี่ยวกับการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ของคณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาฯ กันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Pet care :โรคพิษสุนัขบ้า (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/330312

Pet care :โรคพิษสุนัขบ้า (ตอนจบ)

Pet care :โรคพิษสุนัขบ้า (ตอนจบ)

วันอาทิตย์ ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์นี้เรามาคุยกันถึงเรื่อง “ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า” กันต่อนะครับ

● “เฉพาะสุนัขและแมวเท่านั้น ที่เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้”

ไม่จริง : เป็นความเข้าใจที่ผิดถนัดเลยครับ! โรคพิษสุนัขบ้าสามารถเป็นได้กับ “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม” ทุกชนิดครับไม่ว่าจะเป็น “สัตว์เลี้ยง” เช่น หนู กระรอก กระแต กระต่ายเม่นแคระ จิงโจ้บิน “สัตว์ปศุสัตว์” เข่น ม้า สุกร โค กระบือรวมถึง “สัตว์ป่า” เช่น เสือ สิงโต ลิง ม้าลาย เก้ง กวาง บ่าง ชะนี อีกด้วย

● “หากถูกสุนัขหรือแมวที่มีอาการปกติกัด ก็ไม่เป็นไร”

ไม่จริง : สุนัขและแมวสามารถแพร่เชื้อโรคได้ถึง 10 วันก่อนที่จะแสดงอาการ ดังนั้นหากถูกสุนัขหรือแมวกัดในช่วงที่มีการแพร่ของเชื้อก่อนที่จะแสดงอาการแล้วล่ะก็ เราอาจชะล่าใจ ดังนั้นเราจึงต้องฉีดวัคซีน (ให้ผู้ถูกกัดเอง) และกักสัตว์ต่ออีกสัก 1-2  สัปดาห์ เพื่อดูอาการด้วยครับ

● “การฉีดวัคซีนในสุนัขและแมว สามารถป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ 100%”

ไม่จริง : การฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้าสามารถ “ลดความเสี่ยง” ของการเกิดโรคเท่านั้น  ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเกิดโรคครับ รวมถึงหากสัตว์ได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้าอยู่ก่อนแล้ว และอยู่ในระยะฟักตัว ก็จะทำให้การฉีดวัคซีนไม่ได้ผลตามที่คาดไว้ครับ

● “การฉีดวัคซีนให้สุนัขหรือแมวเพียงครั้งเดียว ก็สามารถป้องกันได้แล้ว”

ไม่จริง : การฉีดวัคซีนเพียงเข็มแรกเข็มเดียว ก็ยังมีโอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ เพราะภูมิคุ้มกันที่ได้รับนั้นไม่สูงเพียงพอ สัตว์ต้องได้รับการกระตุ้นวัคซีนเป็นครั้งที่ 2 (ในขวบปีแรก) และต้องกระตุ้นซ้ำเป็นประจำทุกปีด้วยครับ

● “การถูก “กัด” เท่านั้น ถึงจะสามารถทำให้ติดเชื้อพิษสุนัขบ้าได้”

ไม่จริง : การติดต่อของโรค ไม่เพียงแค่การโดนกัดเท่านั้นครับ การถูกเลียที่แผล หรือถูกข่วน ก็อาจทำให้ติดโรคได้ หากสุนัขหรือแมวตัวที่มีเชื้อพิษสุนัขบ้านั้นเลียอุ้งเท้าและเล็บตัวเอง ก็อาจมีไวรัสจากน้ำลายติดค้างอยู่ที่เล็บ และสามารถแพร่เชื้อได้ครับ

● “ถ้าถูกสุนัขกัด ให้รีบเอารองเท้าตบ หรือราดแผลด้วยน้ำปลา”

ไม่จริง : ขอยืนยันว่าการเอารองเท้าตบที่แผลนั้น ไม่ได้ช่วยรักษาโรคนี้เลยครับ กลับยิ่งจะทำให้สิ่งสกปรกและฝุ่นเข้าบาดแผลที่ถูกกัดมากขึ้นด้วย ส่วนการราดด้วยน้ำปลานั้น หากเป็นน้ำปลาแท้ที่มีความเข้มข้นสูงอาจช่วยฆ่าเชื้อได้บ้าง แต่สารปรุงแต่งในน้ำปลาก็จะเข้าไปในแผลด้วยนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเป็นน้ำปลาปลอมหรือน้ำปลาที่มีความเข้มข้นต่ำและมีสิ่งเจือปนมากแล้ว ยิ่งนอกจากจะทำลายเชื้อไม่ได้แล้ว ยิ่งจะทำให้ผู้ถูกกัดได้รับสิ่งแปลกปลอม
เหล่านั้นเข้าบาดแผลมากยิ่งขึ้นด้วย

ถ้าจะให้ดี ควรล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่ เป็นเวลา 10 นาที จากนั้นล้างแผลซ้ำอีกครั้งด้วยทิงเจอร์ไอโอดีนหรือโพรวิโดนไอโอดีน (เบตาดีน) และรีบไปพบแพทย์ครับ (ล้างแผล-ใส่ยา-กักหมา-หาหมอ)

● “รอให้สุนัขและแมวที่กัดตายเสียก่อน จึงค่อยไปพบแพทย์ก็ได้”

ไม่จริง : เมื่อถูกสุนัขที่ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนกัด หากสุนัขตัวที่กัดไม่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าก็คงไม่น่าวิตกอะไร แต่ถ้าเราไม่ทราบประวัติสุนัขแน่นอนแล้วละก็ การไปพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เป็นสิ่งจำเป็นมากครับ เนื่องจากการฉีดวัคซีนป้องกันที่ได้ผลสูงสุด จะต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมงหลังถูกกัด  ในบางกรณีที่บาดแผลใหญ่ บริเวณที่มีเส้นประสาทมาเลี้ยงมาก หรืออยู่ใกล้สมองมาก หรือมั่นใจว่าสัตว์มีเชื้อพิษสุนัขบ้าแน่ๆ แพทย์จะพิจารณาในการฉีดอิมมูโนโกลบูลิน (เซรุ่ม) เข้าที่บาดแผลเพื่อทำลายเชื้อได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที แต่มีข้อเสียคือราคาแพง !!

เมื่อได้ทราบอย่างนี้แล้ว หวังว่าผู้อ่านคงจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าดีขึ้นนะครับ ฝากเรียนย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าเมื่อถูกสุนัขหรือแมวกัด สิ่งที่เราควรคำนึงถึงและควรกระทำเป็นสูตรง่ายๆ คือ “ล้างแผล-ใส่ยา-กักหมา-หาหมอ” ครับผม

** โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต แต่สามารถป้องกันได้ครับ **

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

Pet care : โรคพิษสุนัขบ้า (ตอนที่ 3)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/328800

Pet care : โรคพิษสุนัขบ้า (ตอนที่ 3)

Pet care : โรคพิษสุนัขบ้า (ตอนที่ 3)

วันอาทิตย์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้คุยกันถึงโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงสาเหตุและแนวทางการปฎิบัติตัวเมื่อถูกสุนัขกัดไปแล้ว วันนี้เรามาดูวิธีการป้องกันและมาทำความเข้าใจกับ “ความเชื่อผิดๆ” ที่พูดต่อกันมาเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้ากันครับ

การป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า สามารถทำได้ไม่ยากเลยครับโดย

1.พาสุนัขและแมวที่เลี้ยงไว้ ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ตั้งแต่อายุ 3 เดือน และฉีดกระตุ้นซ้ำอีกครั้งห่างจากเข็มแรก 1 เดือน จากนั้นฉีดกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอทุกปี (ปีละครั้ง)

2.เมื่อได้รับสุนัขและแมวใหม่มาเลี้ยง ควรทราบประวัติการฉีดวัคซีน และพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อรับวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ารวมถึงโรคอื่นๆ ด้วย

3.อย่าปล่อยให้เด็กเล็กเล่นกับสุนัขหรือแมวที่ไม่คุ้นเคยตามลำพัง รวมถึงควบคุมไม่ให้แกล้งหรือรบกวนสัตว์ เพราะมีความเสี่ยงต่อการโดนงับสูงครับ

4.เลี่ยงการสัมผัสน้ำลายของสัตว์ที่ไม่มีประวัติการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า

5.ไม่ควรใช้มือเปล่าล้วงปากหรือคอ เพื่อช่วยเหลือสุนัขหรือแมวที่แสดงอาการเหมือนมีอะไรติดคอ โดยที่ไม่เห็นว่าสัตว์คาบหรือกลืนอะไรลงไป เพราะนั่นอาจเป็นอาการของโรคพิษสุนัขบ้าครับ

6.ไม่คลุกคลีกับสัตว์นอกบ้าน ที่ไม่มีเจ้าของ หรือสัตว์ที่ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนแล้วหรือยัง

เมื่อทำได้ดังนี้แล้วก็สามารถป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าได้ แต่ก็ยังมีอีกหลายท่านที่มีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า
ทั้งยังมี “ความเชื่อที่ผิดๆ แปลกๆ” ที่พูดต่อๆ กันมา เช่น.-

@ “สุนัขและแมวเป็นโรคพิษสุนัขบ้า เฉพาะในฤดูร้อนเท่านั้น”

ไม่จริง : สุนัขและแมว เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ “ทุกฤดูกาล” ครับ ไม่เกี่ยวกับสภาพอากาศเลย คนส่วนใหญ่คิดว่า อากาศร้อน จะทำให้สุนัขบ้า (เหมือนคนที่เครียด) ซึ่งจริงๆแล้ว โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับ “ระบบประสาท” ไม่ใช่“โรคประสาท หรือ “โรคทางจิต” (ตามที่คนเข้าใจหรือที่คนเป็นกัน ที่ว่าเมื่อเจออากาศร้อนมากๆ ก็จะเครียดจนเป็นบ้า)

สาเหตุที่พบมากในช่วงฤดูร้อนนั้น มักจะมีสาเหตุมาจาก

1.โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส ที่มีระยะฟักตัวของโรคตั้งแต่เพียงไม่กี่สัปดาห์จนถึงนานเป็นปี โดยทั่วไปก็จะประมาณ 3 เดือน (ระยะฟักตัว หมายถึงระยะเวลาตั้งแต่ได้รับเชื้อจนถึงแสดงอาการ)

2.ในอดีต ช่วงฤดูผสมพันธุ์ของสุนัข มักเป็นช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม ระยะนี้สุนัขตัวผู้มักจะ “โชว์พาวเวอร์”ด้วยการกัดกันเพื่อแย่งชิงสุนัขตัวเมีย หากตัวใดมีเชื้อโรคอยู่แล้ว ก็จะแพร่เชื้อติดไปยังสุนัขตัวอื่นได้เต็มที่

3.ช่วงหน้าร้อน เป็นช่วงปิดภาคเรียนของโรงเรียน เด็กๆ จึงมีโอกาสถูกกัดได้มากกว่า

@ “ลูกสุนัขหรือแมวเด็กๆ ไม่มีเชื้อพิษสุนัขบ้าหรอก”

ไม่จริง : สุนัขและแมวที่อายุน้อย หากได้รับเชื้อ ก็สามารถแพร่โรคพิษสุนัขบ้ามายังคนและสัตว์อื่นได้ ดังนั้นในลูกสัตว์ ก็มีโอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ครับ

เรื่องความเชื่อแปลกๆ เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า ยังไม่หมดแค่นี้ครับ เรามาคุยกันต่อสัปดาห์หน้าครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : โรคพิษสุนัขบ้า (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/327386

pet care : โรคพิษสุนัขบ้า (ตอนที่ 2)

pet care : โรคพิษสุนัขบ้า (ตอนที่ 2)

วันอาทิตย์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ในกรณีที่ถูกสุนัขกัด จะโดยความตั้งใจ หรือโดยความบังเอิญก็ตาม  ไม่ว่าสุนัขที่กัดเรานั้นจะเป็นสุนัขที่เรา“เลี้ยงเอง” “สุนัขของคนอื่น” หรือสุนัขที่ “ไม่มีเจ้าของ”(สุนัขจรจัด) ก็ตาม เราควรทำความเข้าใจ วิธีการปฏิบัติตนเมื่อถูกสุนัขและแมวที่ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนกัดครับซึ่งมีหลักการง่ายๆ 4 ข้อเท่านั้นครับ นั่นคือ “ล้างแผล -ใส่ยา – กักหมา – หาหมอ”

1.ล้างแผล ให้สะอาดทันที ด้วยน้ำสะอาด และสบู่หลายๆ ครั้งจากนั้นล้างซ้ำด้วยแอลกอฮอล์เพื่อฆ่าเชื้อ

2.ใส่ยา ฆ่าเชื้อในกลุ่มไอโอดีน เช่น ทิงเจอร์ หรือโพรวิโดนไอโอดีน (เบตาดีน)

3.กักหมา สังเกตอาการและกักบริเวณสัตว์ที่กัดเรา ไว้ประมาณ 10-14 วัน

4.หาหมอ รีปไปพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และวัคซีนป้องกันบาดทะยัก (กรณีที่ไม่เคยฉีดมาก่อน / เคยฉีดแล้วแต่ยังไม่ได้รับการกระตุ้น / เคยฉีดครบแล้วแต่เกิน 10 ปีไปแล้ว)  รวมถึงได้รับยาตามอาการด้วย

สิ่งที่สำคัญที่ไม่ควรลืมคือ

– การกักบริเวณเพื่อดูอาการสัตว์ในหัวข้อ “กักหมา”นั้น ต้องมีอาหารและน้ำให้กินตามปกติด้วยนะครับ เพราะถ้าสัตว์ที่กัดเรานั้นตาย จะได้มั่นใจว่า สัตว์ไม่ได้ตายเพราะอดอาหาร หรือถูกทำร้ายจนตาย

– ถ้าสัตว์ตายในช่วงที่กักบริเวณไว้ ให้เอาซากไปส่งตรวจโดยด่วน โดยหากเป็นสุนัขโต ก็ให้ตัดหัวสัตว์ (หรือทั้งตัวก็ได้) ใส่ถุงพลาสติกชั้นหนึ่ง แล้วเอาถุงนั้นแช่น้ำแข็งอีกชั้นหนึ่ง (ต้องระวังไม่ให้มือเราเปื้อนน้ำลายสัตว์ด้วยนะครับ) นำไปส่งสถานบริการตรวจหาเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า ได้แก่ สถานเสาวภา สภากาชาดไทยกรมปศุสัตว์ โรงพยาบาลศิริราช สถานชันสูตรโรคสัตว์ต่างๆเป็นต้น

– อย่าปล่อยให้ซากสัตว์เริ่มเน่า เพราะจะไม่สามารถหาเซลล์ในสมองที่ติดเชื้อไวรัสได้ครับ

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในคนนั้น จะมีการฉีด 2 แบบ คือ

1.การฉีดวัคซีนชนิดก่อนได้รับเชื้อ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน(Pre-exposure) มักจะเป็นการฉีดในผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะต้องปฏิบัติการหรือคลุกคลีกับสัตว์บ่อยๆ เช่นสัตวแพทย์ นิสิตสัตวแพทย์ และบุคลากรทางการสัตวแพทย์ รวมถึงช่างตัดขน และผู้ดูแลฟาร์มสุนัข/แมวด้วย

2.การฉีดวัคซีนชนิดหลังได้รับเชื้อ (Post-exposure)เป็นการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันเป็นชุดหลังการได้รับเชื้อ หรือคาดว่าจะได้รับเชื้อไปแล้ว

ในกรณีที่มีความเสี่ยงสูงมาก เช่น สงสัยว่าสัตว์ที่กัดเป็นโรคแน่ๆ หรือโดนกัดเป็นแผลขนาดใหญ่ รวมถึงโดนกัดที่อวัยวะสำคัญมีเส้นประสาทไปเลี้ยงมาก เช่น หน้า, ฝ่ามือ, ฝ่าเท้า, อวัยวะเพศ
เป็นต้น แพทย์อาจพิจารณาให้ อิมมูโนโกลบูลิน ด้วย (อธิบายง่ายๆ คือ อิมมูโนโกลบูลิน เป็นภูมิคุ้มกันชนิดทันที โดยไม่ต้องใช้เวลาในการกระตุ้น แต่จะมีราคาแพงกว่ามาก)

อย่าลืมนะครับว่า การเลี้ยงสัตว์นั้น ต้องเลี้ยงด้วย “ความรัก”ไม่ใช่เลี้ยงด้วย “ลำแข้ง” การแหย่ หรือแกล้งให้โมโหนั้น สำหรับคนเล่นอาจเห็นเป็นเรื่องสนุก แต่อาจเป็นสาเหตุให้สุนัขก้าวร้าวขี้โมโห กัดคนง่ายๆ หรือเป็น “โรคจิต” ได้ครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : โรคพิษสุนัขบ้า (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/325849

pet care : โรคพิษสุนัขบ้า (ตอนที่ 1)

pet care : โรคพิษสุนัขบ้า (ตอนที่ 1)

วันอาทิตย์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

กระแสโซเชียลช่วงนี้ กำลังพูดถึงเรื่องฮิตหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น “หวย 30 ล้าน” “เสือดำ” รวมถึง “หมื่นเดชและออเจ้า” แต่เรื่องหนึ่งที่ฮิตติดกระแสไม่แพ้กัน นั่นก็คือ “โรคพิษสุนัขบ้า” ซึ่งขณะนี้มีการระบาดค่อนข้างมาก จนกรมปศุสัตว์ ได้ประกาศ “เขตโรคระบาดพิษสุนัขบ้า” ถึง 13 จังหวัด ทั่วประเทศไทย ดังนั้นขอเอาเรื่องนี้มาย้ำเตือนกันอีกครั้งหนึ่งครับ

โรคพิษสุนัขบ้า หรือ โรคกลัวน้ำ ภาษาอังกฤษเรียกว่าRabies เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรง เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งมักเกิดจากการถูกกัดหรือข่วนโดยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่ว่าจะเป็น สุนัข แมว หนู โค กระบือ แพะ แกะ ม้า สุกร ค้างคาว กระต่าย หรือจิงโจ้บินเป็นต้น ในปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาให้หาย ที่สำคัญ “มีอันตรายถึงชีวิต” แต่เราสามารถ “ป้องกันได้” ครับ

สาเหตุ

เกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า “Rabies virus” โดยเชื้อไวรัส
จะอยู่ในน้ำลาย ช่องทางการติดต่อสู่คนที่พบบ่อย คือ การถูกกัด และเชื้อเข้าทางบาดแผล

การติดต่อของโรค

เชื้อไวรัสจะออกมากับ “น้ำลาย” ของสัตว์ที่ติดเชื้อ และเข้าสู่ร่างกายของคนทาง “บาดแผล” ที่สัตว์กัด ข่วน หรือเลีย นอกจากนี้ยังเข้าทางเยื่อเมือก เช่น ในช่องปาก จมูก หรือตาอีกด้วย จากนั้นเชื้อจะเดินทางไปยังสมองโดยผ่านทางเส้นประสาท

อาการ

หากปล่อยไว้จนอาการของโรคปรากฏแล้ว จะทำให้เสียชีวิตได้ครับ ระยะเวลาการเกิดโรคนั้น ขึ้นอยู่กับ ปริมาณเชื้อที่เข้าแผลขนาดและความลึกของแผล รวมถึงตำแหน่งที่เชื้อเข้า ถ้าใกล้สมองมาก เชื้อจะไปถึงสมองได้เร็วครับ

อาการหลักๆ ของโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัขแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่

1.ระยะเริ่มแรก จะมีอารมณ์และอุปนิสัยเปลี่ยนไปจากเดิม

2.ระยะตื่นเต้น เริ่มมีอาการทางประสาท กระวนกระวายหงุดหงิด ไม่อยู่นิ่ง แสดงอาการแปลกๆ เช่น งับลม กัดแทะทุกอย่างที่ขวางหน้า เริ่มเกิดอัมพาตของกล้ามเนื้อกล่องเสียง ลิ้นห้อย น้ำลายไหลขาหลังเริ่มอ่อนเปลี้ย และเริ่มเข้าสู่ระยะเป็นอัมพาต

3.ระยะอัมพาต เป็นระยะสุดท้าย จะเกิดอัมพาตทั่วตัวอย่างรวดเร็ว และเสียชีวิตในที่สุดเนื่องจากอัมพาตของระบบหายใจ ทำให้ไม่สามารถหายใจได้

**สุนัขที่แสดงอาการแล้ว ส่วนใหญ่แล้ว มักมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกิน 10 วัน **

ประเภทของโรคพิษสุนัขบ้า

การแสดงออกโรคที่พบมักมี 2 ชนิด คือ ชนิดดุร้ายและชนิดเซื่องซึม

1.ชนิดดุร้าย จะแสดงอาการดุร้าย เดินไป-มา กระวนกระวายกัดโซ่ หรือกรงขังจนเลือดออกโดยไม่แสดงอาการเจ็บปวด บางรายจะวิ่งโดยไร้จุดหมาย กัดคนและสัตว์ทุกชนิดที่ขวางหน้า น้ำลายไหลย้อยคางห้อย หางตก จากนั้นก็จะเริ่มมีอาการอัมพาต ขาเริ่มไม่มีแรงวิ่งลำบาก เมื่อเกิดอัมพาตมากขึ้น ขาทั้งสี่ก็จะหมดแรง แล้วล้มลงหมดสติและตายภายใน 3-7 วัน หลังจากที่แสดงอาการ

2.ชนิดเซื่องซึม จะสังเกตได้ยาก เนื่องจากอาการป่วยที่แสดงจะคล้ายโรคอื่นๆ เช่น ไข้หวัด ไข้หัดสุนัขในระยะแรก สัตว์จะหลบไปอยู่ที่เงียบๆ อาจกัดคนหรือสัตว์อื่นเมื่อถูกรบกวน จากนั้นจะเกิดอัมพาต และตายในที่สุด ส่วนมากจะพบประเภทดุร้าย มากกว่าแบบเซื่องซึม

การระบาดของโรค

โรคพิษสุนัขบ้าเกิดได้ “ทุกฤดูกาล” ไม่ได้เกิดเฉพาะในช่วงฤดูร้อนนะครับ แต่ในอดีตช่วงฤดูผสมพันธุ์ของสุนัข ช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม สุนัขก็มักจะมีการกัดกันเพื่อแย่งชิงสุนัขตัวเมีย เหตุนี้เองสุนัขตัวใดที่มีเชื้อโรคอยู่ก็จะแพร่เชื้อติดไปยังสุนัขตัวอื่นได้ง่าย อีกทั้งฤดูร้อนเป็นช่วงปิดภาคเรียน โอกาสที่เด็กถูกกัดจึงมีมากยิ่งขึ้น

สัปดาห์หน้า เรามาคุยกันเกี่ยวกับเรื่องข้อควรปฏิบัติเมื่อถูกสุนัขหรือแมวกัดกันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care :แมว: จำเลยโรคท็อกโซพลาสโมซิส ? ตอนจบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/324361

pet care  :แมว: จำเลยโรคท็อกโซพลาสโมซิส ? ตอนจบ

pet care :แมว: จำเลยโรคท็อกโซพลาสโมซิส ? ตอนจบ

วันอาทิตย์ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้ รู้จักสาเหตุและวงจรชีวิตของเชื้อที่ทำให้เกิดโรค toxoplasmosis กันไปแล้วนะครับ หวังว่าคงจะคลายกังวลไปได้พอสมควร เพราะว่าบทบาทสำคัญต่อการติดเชื้อในคนนั้น ไม่ใช่จากแมว แต่มาจาก  “การบริโภคเนื้อสุกรดิบ หรือปรุงไม่สุกที่มีซิสต์ของเชื้ออยู่” มากกว่า สัปดาห์นี้เรามารู้จักโรคนี้กันต่อนะครับ

หากแมวมีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือไม่แข็งแรง การติดเชื้อ Toxoplasma จะทำให้เกิดปัญหาได้หรือไม่?

เช่นเดียวกับในคน หากภูมิคุ้มกันไม่สามารถตอบสนองต่อการติดเชื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เชื้อสามารถแพร่กระจายไปตามอวัยวะต่างๆ และทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงของอวัยวะภายใน และมีอาการผิดปกติได้

แมวที่มีความเป็นอยู่แบบใดที่ทำให้มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Toxoplasma?

แมวที่ใช้ชีวิตอิสระสามารถออกไปนอกบ้าน ชอบล่าเหยื่อ เช่น นก หนู และแมวที่กินเนื้อดิบหรือปรุงไม่สุก จะมีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อ

การเลี้ยงแมวหรือลูบขนแมวจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Toxoplasma หรือไม่ ?

งานวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าการสัมผัสแมวหรือการเป็นเจ้าของแมว ไม่เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ T. gondii ในคน เพราะโอกาสน้อยที่จะพบแมวที่เคยติดเชื้อแล้วปล่อย oocyst อยู่ และตรวจไม่พบ oocyst บนขนแมวแม้ว่าแมวตัวนั้นอยู่ในช่วงปล่อย oocyst ก็ตาม อย่างไรก็ตาม เด็กที่เล่นดินหรือทรายที่อาจมี oocyst ปนเปื้อนอยู่ จะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

เจ้าของแมวสามารถลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ Toxoplasma จากแมวได้อย่างไร?

คำแนะนำดังต่อไปนี้ จะทำให้เจ้าของลดความกังวลจากการติด oocyst ระยะติดโรคจากแมวได้

1) คนที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น หญิงตั้งครรภ์ หรือคนที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ รวมถึงเด็กเล็ก) ไม่ควรสัมผัสหรือจัดการกระบะทรายแมว

2) กำจัดอุจจาระแมวจากกระบะเป็นประจำทุกวัน โดยสวมถุงมือ และล้างมือให้สะอาดหลังจากทำความสะอาดฝ

3) รองกระบะทรายด้วยแผ่นรอง และทำความสะอาดกระบะทรายเป็นครั้งคราวด้วยน้ำยาทำความสะอาด หรือลวกน้ำร้อน (ซึ่งสามารถฆ่า oocyst ได้)

4) กำจัดอุจจาระและทรายแมวอย่างปลอดภัย โดยใส่ในถุงพลาสติกและมัดให้แน่น ก่อนนำไปใส่ในถังขยะ

5) ปิดกระบะทรายที่ใช้สำหรับเด็กเล่นเมื่อไม่ใช้ เพื่อป้องกันแมวมาถ่าย

6) อาหารสำหรับแมวต้องปรุงสุก หรือให้อาหารสำเร็จรูป

7) สวมถุงมือเมื่อทำสวน และล้างมือให้สะอาดเมื่อสัมผัสกับดิน

8) ล้างมือให้สะอาดเสมอก่อนและหลังเตรียมอาหาร และล้างผักผลไม้ก่อนรับประทาน

9) ดื่มน้ำที่ต้มสุกหรือกรองแล้ว

จะพบว่า ความเสี่ยงต่อการติดโรค toxoplasmosis จากแมวสู่คนมี “น้อยมาก”  และคนส่วนใหญ่ที่ติดเชื้อมักได้รับเชื้อจากทางอื่น เช่น ทานเนื้อดิบหรือไม่ปรุงสุกมากกว่า และที่สำคัญ หากเราดูแลด้านสุขอนามัยเป็นประจำทุกวัน ก็สามารถลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้ออื่นๆจากแมว สัตว์เลี้ยงอื่น และจากสภาพแวดล้อมได้ ซึ่งจะทำให้เรามีความปลอดภัย และอยู่อย่างมีความสุขกับเจ้าเหมียว เจ้าตูบ รวมถึงสัตว์เลี้ยงอื่นๆ ครับ

ขอขอบคุณ ผศ.สพ.ญ.ดร. วรพร สุขุมาวาสี จาก หน่วยปรสิตวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ สำหรับข้อมูลที่มีประโยชน์นี้ครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : แมว : จำเลยโรคท็อกโซพลาสโมซิส ? ตอนที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/322930

pet care : แมว : จำเลยโรคท็อกโซพลาสโมซิส ? ตอนที่ 1

pet care : แมว : จำเลยโรคท็อกโซพลาสโมซิส ? ตอนที่ 1

วันอาทิตย์ ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ มีข่าวที่แชร์กันในโลกโซเชียลเรื่องผู้ป่วยรายหนึ่งที่มี “ฝีในสมอง” แล้วผลทางการแพทย์สรุปว่าเป็นโรค Toxoplasmosis (ท็อกโซพลาสโมซีส) ซึ่งเข้าใจว่ามีสาเหตุจากการเลี้ยง “แมว”

เพื่อไม่ให้แมวกลายเป็น “แพะ (รับบาป)” จนทำให้ผู้เลี้ยงแมวตกใจ จนถึงขั้นเอาแมวที่เลี้ยงอยู่ไปปล่อยกัน วันนี้เราจะมาคุยเรื่องนี้กัน ผมมีข้อมูลน่าสนใจจาก ผศ.สพ.ญ.ดร.วรพร สุขุมาวาสี จาก หน่วยปรสิตวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มาฝากครับ

ในบรรดาโรคสัตว์สู่คนที่คนสามารถติดต่อจากแมวได้ “โรคท็อกโซพลาสโมซิส” (Toxoplasmosis) หรือ “โรคขี้แมว” เป็นโรคที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดโรคหนึ่ง  โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ที่มักได้ยินคำเตือนว่าควรระมัดระวังเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม มีความเข้าใจผิดไม่น้อยเกี่ยวกับโรคและบทบาทของแมวในการก่อโรคในคน เราลองมาทำความรู้จักโรคนี้กัน

● โรคท็อกโซพลาสโมซิส มีสาเหตุจากอะไรและเกี่ยวข้องกับแมวอย่างไร

โรคนี้ มีสาเหตุจากการติดเชื้อ Toxoplasma gondii ซึ่งเป็นเชื้อโปรโตซัว เกี่ยวข้องกับแมวโดยที่ แมวและสัตว์ตระกูลแมวเป็น “ผู้ถูกอาศัยแท้” (definitive host) ซึ่งเชื้อต้องอาศัยทางเดินอาหารของแมวในการทำให้วงจรชีวิตสมบูรณ์  เมื่อแมวกินเชื้อระยะติดโรค เข้าไปแล้ว เชื้อจะมีการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ แล้วจะปล่อยไข่ (oocyst) ปนออกมากับอุจจาระของแมว

● หากอุจจาระของแมวที่มีไข่ (oocyst) ของเชื้อToxoplasma จะทำให้สัตว์อื่นรวมทั้งคนติดเชื้อได้ทันทีหรือไม่???

จะติดต่อ”ไม่ได้ทันที” เพราะตัวอ่อนภายใน oocystต้องใช้เวลา 1-5 วัน ในการพัฒนาแบ่งตัวให้เป็นระยะติดโรค (sporulatedoocyst) ก่อน ซึ่งต้องอาศัยอุณหภูมิความชื้น และออกซิเจนในระดับที่เหมาะสม จึงจะพัฒนาได้

● แมวมีบทบาทสำคัญต่อการติดเชื้อ Toxoplasmaในคนหรือไม่ ?

ถึงแม้ว่าแมวมีความสำคัญในวงชีวิตและระบาดวิทยาของการติดเชื้อ Toxoplasma แต่แมวมัก “ไม่มี” บทบาทสำคัญต่อการติดเชื้อในคน เพราะสาเหตุหลักของการติดเชื้อในคนมักมาจาก “การบริโภคเนื้อสุกรดิบ หรือปรุงไม่สุกที่มีซีสต์ของเชื้ออยู่” มากกว่า

● Toxoplasma ก่อโรคในแมวหรือไม่?

ถึงแม้ว่าการติดเชื้อ Toxoplasma “แทบจะไม่เป็นสาเหตุ” ให้เกิดโรคในแมวเลย แต่อาการป่วยที่อาจพบ ได้แก่ มีไข้ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปอดบวมทำให้หายใจลำบาก ตาอักเสบ ตับอักเสบทำให้มีภาวะดีซ่าน อาการทางระบบประสาท เช่น ชัก สั่น ส่วนอาการที่พบไม่บ่อย เช่น ต่อมน้ำเหลืองโต อาเจียน ท้องเสีย ปวดกล้ามเนื้อ

สัปดาห์หน้า เรามาคุยกันถึงวิธีการดูแลตัวเองและครอบครัว รวมถึงการลดความเสี่ยงต่อการติดโรคจากสัตว์เลี้ยงกันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : คัน คั้น คัน (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/321385

pet care : คัน คั้น คัน (ตอนจบ)

pet care : คัน คั้น คัน (ตอนจบ)

วันอาทิตย์ ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สัปดาห์ก่อนเราทราบถึงสาเหตุของการคันกันไปแล้ว สัปดาห์นี้เรามารู้ว่าเราควรเตรียมข้อมูลอะไรให้สัตวแพทย์เพื่อช่วยให้การวินิจฉัยและรักษามีประสิทธิภาพที่สุดกันครับ

● เจ้าของสัตว์ควรเตรียมข้อมูลอะไรให้สัตวแพทย์บ้าง เพื่อให้ได้ประโยชน์ในการรักษามากที่สุด

สิ่งที่มีความจำเป็นที่เจ้าของต้องเตรียมเพื่อเป็นข้อมูลแก่สัตวแพทย์ ได้แก่

– สุนัขเริ่มมีอาการคันตั้งแต่เมื่อไหร่?

– เริ่มคันต่อเนื่องนานแค่ไหน?

– คันบริเวณส่วนใดของร่างกาย?

– พ่อแม่หรือพี่น้องครอกเดียวกันนี้มีปัญหาผิวหนังแบบเดียวกันหรือไม่?

– ตัวอื่นในบ้านที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องมีอาการเหมือนกันหรือไม่?

– สัตว์อื่นนอกบ้านมีปัญหานี้หรือไม่?

– รวมถึงสัตว์เลี้ยงของเราเคยไปสัมผัสสัตว์เหล่านั้นหรือไม่?

– สุนัขเคยได้รับการตรวจหรือรักษามาก่อนหรือไม่?

– เคยรักษามาแล้วตั้งแต่เมื่อไหร่?

– ผลการรักษาเป็นอย่างไร?

– ตอบสนองต่อการรักษาหรือไม่ อย่างไร?

● การตรวจวินิจฉัยทำได้อย่างไร

การตรวจวินิจฉัย จะทำเพื่อหา “สาเหตุ” ของการคันที่แท้จริงซึ่งมีหลายวิธี เริ่มตั้งแต่ “การสังเกตที่ตัวสัตว์” ว่าผิวหนังมีความผิดปกติที่ตำแหน่งใด พบพยาธิภายนอก เช่น เห็บ หมัด เหาหรือไม่ จากนั้นอาจทำการ “การขูดตรวจผิวหนัง” เพื่อตรวจหาไรขี้เรื้อน หรือ “การเก็บตัวอย่างสะเก็ดผิวหนัง” จากบริเวณที่มีรอยโรคเพื่อนำไปย้อมสีเพื่อตรวจทางเซลล์วิทยา หาแบคทีเรีย ยีสต์ หรือทำการเพาะเชื้อรา รวมถึงอาจทำการ “ทดสอบการแพ้อาหาร” และ”การทดสอบการภูมิแพ้ทางผิวหนัง” (allergy skin test) เป็นต้น

● การรักษาทำอย่างไร

การรักษาทางยา มักจะรักษาที่สาเหตุ และรักษาตามอาการ โดยยาและเวชภัณฑ์ที่ใช้ในการรักษาโรคผิวหนังนั้น อาจอยู่ในรูปแบบของ ยากิน ยาฉีด ยาทา ที่มีลักษณะเป็นครีม/ขี้ผึ้ง ยาสำหรับแช่ตัวสัตว์ แล้วแต่กรณี ซึ่งรวมไปถึงแชมพูรักษาผิวหนังที่ใช้ก็มีความสำคัญ เช่น แชมพูกำจัดเห็บ-หมัด แชมพูฆ่าเชื้อรา/ยีสต์/แบคทีเรีย หรือแชมพูที่ช่วยลดการระคายเคืองผิวหนัง

ซึ่งตัวยาหลักๆ ที่ใช้ ได้แก่

– กลุ่มยาลดอาการคัน ได้แก่ ยาแก้แพ้ (antihistamine) และกลุ่มสเตียรอยด์ (ซึ่งเป็นยาอันตรายและมีผลข้างเคียงสูงมาก ต้องใช้ภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์) เพื่อบรรเทาอาการคัน แต่ที่สำคัญต้องหาสาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้สุนัขคัน และใช้ยาให้ตรงจุดเช่น หากพบว่าเกิดจากพยาธิภายนอก เช่นหมัด และการแพ้น้ำลายหมัด รวมถึงไรขี้เรื้อน ก็จะให้ยาฆ่าปรสิตภายนอก

– ยาปฏิชีวนะ หากพบว่ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย

– ยาฆ่าเชื้อราและยีสต์ หากพบเชื้อยีสต์และรา

หากมีการแพ้อาหาร ก็ใช้การเปลี่ยนชนิดอาหาร ส่วนกรณีที่แพ้สิ่งแวดล้อม เช่นแพ้ฝุ่น ละอองเกสร หรือผงปูน การแก้ไขที่ดีที่สุดคือต้องพยายาม “หลีกเลี่ยงสารที่ทำให้เกิดการแพ้” นั้น แต่ส่วนใหญ่มักจะทำไม่ได้ สัตวแพทย์จึงต้องให้การควบคุมโดยการใช้ยา

โดยหลักการแล้ว สัตวแพทย์จะพยายามใช้ยาในปริมาณที่น้อยที่สุด แต่ต้องสามารถควบคุมอาการคันได้ผล ซึ่งจะมีความแตกต่างกันในสัตว์แต่ละตัว นอกจากนี้ การใช้แชมพูยาเพื่อประกอบการรักษา ก็จะทำให้ประสิทธิภาพการรักษาดีขึ้น

● ระยะเวลาในการรักษานานแค่ไหน

โดยทั่วไปแล้ว การรักษาโรคผิวหนังจะใช้ระยะเวลาค่อนข้างนาน ประมาณตั้งแต่ 2 สัปดาห์ ไปจนถึงหลายเดือน ขึ้นอยู่กับอาการ สาเหตุ และการตอบสนองต่อการรักษา ดังนั้นเจ้าของสัตว์ต้องเตรียมใจไว้เลยว่า ต้องใช้เวลาในการรักษานานพอสมควร ต้องอาศัยความสม่ำเสมอและวินัยในการให้ยา

สิ่งที่สำคัญในการการรักษาโรคผิวหนังนั้น คือการวินิจฉัยให้ทราบถึงสาเหตุ “ที่แท้จริง” ของการเกิดโรค และการใช้ยาหรือเวชภัณฑ์ต่างๆ ที่เหมาะสมและตรงกับโรค เนื่องจากอาการที่สัตว์แสดงนั้นอาจคล้ายกัน แต่เกิดจากคนละสาเหตุ การรักษาจึงแตกต่างกัน ดังนั้น การพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการช่วย จึงน่าจะเป็นวิธีที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุดครับ อย่ารอหรือลองรักษาเองจนทำให้มีอาการมากจนเกินจะเยียวยานะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย