pet care : คัน คั้น คัน (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/319881

pet care : คัน คั้น คัน (ตอนที่ 2)

pet care : คัน คั้น คัน (ตอนที่ 2)

วันอาทิตย์ ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เจ้าของสัตว์หลายๆ ท่านมักคิดว่า เมื่อสุนัขมีอาการคัน มีการเกา จนทำให้ผิวหนังแดง อักเสบ ขนร่วง มีสะเก็ดรังแค มีกลิ่นเหม็น หรือเห็นความผิดปกติที่ผิวหนังแล้ว หลายท่านมักจะ “สรุป (ไปเอง) ทันที” เลยว่าหมาของเราเป็น “ขี้เรื้อน” เสียแล้ว ซึ่งเป็นการสรุปที่ไม่ถูกต้องเลยครับ

แม้ว่า “ขี้เรื้อน” จะถือเป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่ง ที่สามารถพบได้ ซึ่งเกิดจาก “ตัวไรขี้เรื้อน” ซึ่งเป็นปรสิตภายนอกที่มีขนาดเล็กมาก แต่หากได้รับการตรวจอย่างละเอียดโดยสัตวแพทย์แล้ว อาการของโรคที่เกิดขึ้นเหล่านั้นอาจเกิดสาเหตุอื่นได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาวะภูมิแพ้ การแพ้ (การแพ้อาหารและสารระคายเคืองจากพืชหรือสัตว์) ผิวหนังอักเสบติดเชื้อจากแบคทีเรีย ยีสต์ หรือเชื้อรา การขาดฮอร์โมนแร่หรือธาตุบางชนิด ซึ่งในหลายรายพบว่าเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกันครับ

ความเชื่อ (ผิดๆ) ที่ว่า เมื่อสุนัขมีปัญหาที่ผิวหนัง(แล้วสรุปเองว่าเป็นขี้เรือน) แล้วการเอา “น้ำมันขี้โล้ว” หรือน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้ว มาทาผิวหนังสุนัขเพื่อ(เข้าใจว่าเป็นการ) รักษานั้น เป็นเรื่องที่ “ผิด” อย่างมหันต์เลยครับ เพราะนอกจากจะทำให้เจ้าตูบของเรา “แสบ” อย่างทรมานแล้ว ยังเป็นการเติม “สารตะกั่ว” และ “โลหะหนัก” ที่เป็นอันตราย ผ่านทางบาดแผลเข้าไปยังร่างกายสุนัขอีกด้วย

มีบางรายบอกต่อๆ กันว่า ให้เอา “น้ำที่แช่หน่อไม้ดอง” มาราดผิวหนังเพื่อรักษาขี้เรื้อน ซึ่งอันนี้ยังพอมองดูเป็นธรรมชาติบำบัดมากกว่า และดูว่าจะอันตรายน้อยกว่าแต่ก็ขอให้ข้อมูลว่า น้ำหน่อไม้ดองนั้น ไม่ได้ฆ่าตัวไรขี้เรื้อนครับ เพียงแต่ในน้ำหน่อไม้ดองจะมีแร่ธาตุกำมะถัน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยฆ่าเชื้อโรคได้เล็กน้อย แต่ถึงอย่างไรก็ไม่คุ้มกับความ “แสบ” ที่สุนัขได้รับหรอกครับ ลองจินตนาการดูว่า เวลาเรามีแผลหรือรอยถลอกแล้วเอาทิงเจอร์หรือแอลกอฮอล์ราดลงไป เราจะรู้สึกอย่างไร นึกแล้วขนลุกเลยครับ

ปัญหาโรคผิวหนังนั้น เป็นหนึ่งในหลายสาเหตุ ที่ทำให้สุนัขมี “สุขภาพกายและสุขภาพจิต” เสียไป เนื่องจากสัตว์จะคอยหมกมุ่นอยู่กับ “การเกา” ตลอดเวลาทำให้ไม่สนใจที่จะกินอาหาร หรือทำกิจกรรมอื่นเท่าไหร่ บางครั้งผิวหนังที่มีการติดเชื้อหนอง (แบคทีเรีย) ร่วมด้วย ก็จะทำให้ “มีกลิ่นเหม็น” ซึ่งเป็นเหตุให้คนที่พบเห็นและได้กลิ่น มีท่าที “รังเกียจ” อย่างแน่นอน ปัญหาเหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่เจ้าของสุนัขกุมขมับและปวดศีรษะอยู่ไม่น้อย

ในความเป็นจริงแล้ว “โรคผิวหนัง”ในสุนัข ไม่ได้มีสาเหตุเกิดจาก “ไรขี้เรื้อน”เพียงอย่างเดียวตามที่หลายท่านเข้าใจ แต่เกิดจากหลายสาเหตุและมีหลายประเภทแม้จะมีอาการที่แสดงออกคล้ายกัน แต่จะมีสาเหตุที่แตกต่างกัน ซึ่งการรักษาที่ใช้ก็จะ “แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง” ด้วยครับ

● สาเหตุของการคัน มาจากอะไรได้บ้าง

สาเหตุที่ทำให้สุนัขมีอาการคันนั้น อาจแบ่งได้คร่าวๆ ดังนี้

1.ปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดจากปรสิตภายนอกขนาดใหญ่ที่มองเห็นด้วยตาเปล่า เช่น เห็บ หมัด และเหา พยาธิภายนอกเหล่านี้จะกัดผิวหนัง กินเลือดและสะเก็ดที่ผิวหนัง ทำให้เกิด การคัน การแพ้ รวมถึงเป็นตัวนำพยาธิในเม็ดเลือดอีกด้วย

2.ปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดจากปรสิตภายนอกขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นจำพวกไร ซึ่งได้แก่ ไรขี้เรื้อน (ทั้งขี้เรือนเปียกและขี้เรื้อนแห้ง) ไรในหู ซึ่งจะทำให้สุนัขคันมาก และสลัดหูจนอาจทำให้เกิดถุงเลือดขังที่ใบหู (Aural hematoma) ซึ่งจะเห็นว่าใบหูบวมเป่ง เดินหัวเอียง บางครั้งอาจมีอาการชักเกร็งด้วย

3.ปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดจากเชื้อรา ยีสต์ และแบคทีเรีย ซึ่งโรคผิวหนังจากเชื้อรานั้น เราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ถ้าช่วงนั้น ผิวหนังของคนที่สัมผัสมีสภาพออนแอ ก็จะเป็นโรคที่สามารถติดต่อถึงคนได้ครับ ส่วนโรคผิวหนังจากยีสต์นั้น มักพบในสุนัขที่มีผิวหนังอับชื้น มักมีการอักเสบของต่อมไขมันที่ผิวหนัง รวมถึงการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนด้วย ทำให้สุนัขมีกลิ่นตัวแรง

4.ปัญหาโรคผิวหนังที่เกิดจากภูมิแพ้ (Atopic dermatitis) สุนัขที่เป็นโรคนี้จะมีปฏิกิริยาตอบสนอง “ไว” ต่อสิงที่สัมผัสหรือสิ่งที่แพ้เป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น แพ้อาหาร แพ้ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ โดยปกติจะเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม อาจต้องกินยาช่วยลดการแพ้ไปตลอดชีวิต เพียงแต่ปริมาณยาที่ใช้ในการควบคุมจะไม่มากเท่าในช่วงแรกของการรักษา

5.โรคผิวหนังที่เกิดจากการขาดฮอร์โมน สาเหตุนี้มักจะทำให้เกิดอาการขนร่วงแต่มักไม่มีอาการคัน และมักไม่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จึงมักไม่มีกลิ่นเหม็น มักจะเกิดในสุนัขอายุมาก หรือตัวที่ทำหมันแล้ว เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเพศ และฮอร์โมนไธรอยด์เป็นฮอร์โมนสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหานี้

6.สาเหตุอื่นๆ เช่นการขาดสารอาหารและแร่ธาตุบางประเภท เช่น แร่ธาตุสังกะสี และกรดไขมันบางชนิด เช่น omega-3 และ omega-6 เป็นต้น

● อาการคันมักเกิดขึ้นที่ส่วนใดของร่างกายสัตว์

โดยปกติแล้ว อาการคันในสุนัข สามารถพบได้เกือบทุกส่วนของร่างกายไม่ว่าจะเป็นหู หัว หน้า รอบปาก รักแร้ ท้อง ขาหนีบสะโพก โคนหาง หรือเท้าทั้งสี่ ขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรค เช่น

“ไรขี้เรื้อนแห้ง” มักทำให้สุนัขมีอาการคันที่บริเวณขอบใบหู

“ไรขี้เรื้อนเปียก การติดเชื้อยีสต์และปัญหาภูมิแพ้” มักพบว่าสุนัขชอบแทะหรือเลียที่บริเวณเท้าทั้งสี่

“การแพ้น้ำลายหมัด” มักทำให้สุนัขคันและแทะบริเวณสะโพกหรือโคนหางเป็นต้นการที่จะช่วยให้สัตวแพทย์รักษาอาการคันให้ได้ผลดีนั้น จำเป็นต้องได้รับข้อมูลจากเจ้าของสัตว์อย่างละเอียดทั้งเรื่องอาการ ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการคัน ความถี่ของการเกา รวมถึงสิ่งผิดปกติที่พบที่ผิวหนัง ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้นำมาประกอบการตรวจวินิจฉัย สัตวแพทย์จะทำการซักประวัติอย่างละเอียด เพื่อให้ครอบคลุม โดยจะมีการตรวจร่างกายอย่างละเอียด เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเลือกการตรวจเพิ่มเติมทางห้องปฏิบัติการ และเพื่อให้การรักษาที่เหมาะสมต่อไป

สัปดาห์หน้า เรามาดูวิธีการเตรียมตัวเพื่อให้ข้อมูลแก่สัตวแพทย์ รวมถึงวิธีการตรวจวินิจฉัยและการรักษากันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : คัน คั้น คัน (ตอนที่1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/318386

pet care : คัน คั้น คัน (ตอนที่1)

pet care : คัน คั้น คัน (ตอนที่1)

วันอาทิตย์ ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561, 06.00 น.

เมื่อเกิดความระคายเคืองที่ผิวหนัง ก็เกิดอาการคัน ปฏิกิริยาตอบสนองต่อการคันก็คือ “การเกา”  ในสุนัขก็เช่นกันเมื่อ “คัน” จะด้วยสาเหตุอะไรก็ตามแต่ เขาก็ต้อง “เกา” เพื่อลดความระคายเคืองนั้น  แต่เมื่อมีการคันและการเกามากๆ ก็จะทำให้เกิดปัญหาการถลอกของผิวหนัง และส่งผลให้เกิดโรคผิวหนังตามมา

แต่จะขอเรียนว่า เมื่อเกิดปัญหาเรื่องผิวหนังของสุนัขแล้ว  ไม่ใช่แค่เจ้าของเท่านั้นที่ปวดหัว แต่ตัวคุณหมอเองก็ “มึน” ไม่แพ้กันครับ เนื่องจากมักจะพบว่า ข้อมูลที่ได้รับจากเจ้าของนั้น ส่วนใหญ่จะมีเพียงแค่ “สุนัขคันค่ะ” หรือ “สุนัขขนร่วงครับ” เท่านั้นเอง แต่รายละเอียดและข้อมูลประกอบอื่นๆ เช่น สุนัขมีอาการมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เกาส่วนไหนของร่ายกายเป็นส่วนใหญ่ สุนัขได้ไปสัมผัสกับสารที่ก่อการแพ้บ้างหรือไม่ ฯลฯ ข้อมูลอื่นๆ เหล่านี้จากเจ้าของมักจะไม่ได้เท่าไหร่ และยังมีหลายรายที่ไม่บอกความจริงกับหมอ เพราะกลัวว่าคุณหมอจะตำหนิว่าเป็นมานานแล้วแต่ไม่ได้พามารักษา  ทำให้คุณหมอต้อง “เดา” เอ๊ย …ไม่ใช่สิ ต้อง “หลอกถาม” เอ๊ย…  ต้อง“สอบถาม” เพื่อรวบรวมข้อมูลมาประกอบการวินิจฉัย บ่อยครั้งที่ต้องใช้การตรวจร่างกายสุนัข และการตรวจทางห้องปฎิบัติการอื่นๆ มาประกอบ เช่นการขูดผิวหนัง การตรวจเลือด การเพาะเชื้อจากผิวหนังเป็นต้น

เนื่องจากปัญหาโรคผิวหนังในสุนัขและแมวนั้น มีหลากหลายสาเหตุมาก ซึ่งการรักษาก็จะมีความแตกต่างกัน ไม่ใช่ว่าเมื่อสุนัขมีปัญหาโรคผิวหนังจะสาเหตุใดก็ตามแล้วจะใช้ “ยาขนานเดียวกัน” รักษาได้หมดทุกโรค ดังนั้นการได้ข้อมูลอย่างละเอียดจากผู้ใกล้ชิดจะช่วยให้คุณหมอทำการวินิจฉัยและรักษาได้ตรงจุดครับ

● เมื่อสุนัขมีอาการคัน จะแสดงอาการอย่างไร?

เมื่อสุนัขคัน การแสดงออกของเขาอาจไม่ใช่แค่เอามือ (ขาหน้า) เกาเหมือนในคนเท่านั้นนะครับ ยังมีในรูปแบบอื่นๆ เช่นการที่สุนัขเอาอวัยวะที่คันไปถูกับผนังหรือเฟอร์นิเจอร์ในบ้าน การเลียหรือการใช้ฟันกัดหรือแทะตัวเอง ซึ่งระดับของการคันก็มีแตกต่างกัน ซึ่งอาจมีตั้งแต่คันเล็กน้อยแค่บางตำแหน่งของร่างกาย จนถึงมีอาการคันมากจนกัดแทะตัวเองจนผิวหนังเป็นแผลทั้งตัวก็ได้

ดังนั้น หากเป็นไปได้ เจ้าของควรสังเกตความถี่และความรุนแรงของการเกา แล้วช่วยประเมินเป็นระดับคะแนน 1-10 เพื่อจะได้ทำความเข้าใจให้ตรงกับสัตวแพทย์ และเพื่อที่จะได้เป็นข้อมูลในการเปรียบเทียบผลการรักษา เมื่อได้เริ่มทำการรักษาไปแล้วด้วย ว่าดีขึ้นหรือแย่ลงอย่างไรบ้าง ซึ่งจะแสดงถึงผลของการตอบสนองต่อการรักษาครับ

เรียนคุณผู้อ่านว่า การที่สัตว์เกา ถู เลีย หรือแทะตัวเองนั้น เป็นการกระทำเพื่อลดการระคายเคืองผิวหนัง บรรเทาอาการหงุดหงิด ความไม่สบายตัว และยังเป็นกลไกในการป้องกันตัวเองในการขจัดสิ่งแปลกปลอม เช่นปรสิตภายนอก หรือสิ่งที่เป็นพิษที่มาสัมผัสให้ออกไปจากร่างกายอีกด้วยครับ สัปดาห์หน้า เรามารู้จักสาเหตุของการคันผิวหนังของสุนัขกันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : ปากสุนัข ! ตอนที่ 3 (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/316906

pet care : ปากสุนัข ! ตอนที่ 3 (ตอนจบ)

pet care : ปากสุนัข ! ตอนที่ 3 (ตอนจบ)

วันอาทิตย์ ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สวัสดีครับ ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา เราได้คุยกันถึงเรื่อง การดูแลช่องปากของสุนัข และความจำเป็นในการขูดหินปูน รวมถึงวิธีการเตรียมตัวก่อนรับการขูดหินปูนและการดูแลช่องปากสุนัขด้วยตัวเองกันไปแล้ว ตอนที่ 3 ซึ่งเป็นตอนจบนี้ เรามาทำความเข้าใจเรื่องการดูแลช่องปากสุนัขโดยการแปรงฟันและการใช้อาหารและของเล่นสำหรับขัดฟันกันครับ

● ควรเริ่มหัดให้สุนัขยอมรับการแปรงฟันเมื่อไหร่ดี

เราควรเริ่มหัดให้สุนัขยอมรับการแปรงฟันตั้งแต่ยังเป็นลูกสุนัขครับ โดยอาจใช้ผ้าเปียกเช็ดฟันและเหงือก เพื่อให้เขาคุ้นเคยกับการถูกสัมผัสเหงือกและช่องปากก่อน ส่วนการหัดแปรงฟันนั้น อาจเริ่มทำเมื่อลูกสุนัขมีฟันแท้ขึ้นครบหมดแล้ว (โดยปกติลูกสุนัขจะมีฟันแท้ขึ้นครบที่อายุประมาณ 6 เดือน) เพราะหากแปรงฟันในช่วงที่ผลัดฟันจะก่อให้เกิดความเจ็บปวดแก่ลูกสุนัขได้ จะทำให้ลูกสุนัขเกลียดการแปรงฟันไปเลยได้ ในสุนัขที่โตเต็มที่แล้วก็สามารถเริ่มหัดให้ยอมรับการแปรงฟันได้ โดยการหัดต้องเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปครับ และต้องให้รางวัล  กล่าวชม  และต้องอาศัยความอดทนและความใจเย็นมากกว่าหัดเมื่อสุนัขยังเป็นลูกสุนัขด้วย

● ถ้าเราจะแปรงฟันให้สุนัข เราต้องเตรียมอุปกรณ์อะไรที่ใช้ในการแปรงฟันบ้าง

อุปกรณ์ที่ต้องใช้ในการแปรงฟันให้แก่สุนัขประกอบด้วย ยาสีฟันและแปรงสีฟันเท่านั้นเองครับ  โดยยาสีฟันที่ใช้ควรเป็นยาสีฟันที่ผลิตขึ้นมาสำหรับสุนัขโดยเฉพาะ เนื่องจากมีกลิ่นและรสชาติที่สุนัขชื่นชอบ จะมีส่วนช่วยทำให้สุนัขยอมรับการแปรงฟันได้ง่ายขึ้นด้วย

ยาสีฟันสำหรับสุนัขบางชนิดผสมเอนไซม์ และสารตั้งต้นบางอย่างที่มีความสามารถในการจับตัวกับน้ำลายแล้วเกิดเป็นสารที่ออกฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อไรภายในช่องปากสุนัข จะทำให้การแปรงฟันได้ผลมากขึ้นแม้ใช้เวลาไม่มาก

สำหรับแปรงสีฟันที่ใช้นั้น ควรใช้แปรงสีฟันที่ผลิตขึ้นเฉพาะสำหรับสุนัขเช่นกัน ซึ่งมีขนอ่อนนุ่ม แปรงมีทั้งแบบที่มีด้ามจับยาว และแบบสวมนิ้ว สามารถเลือกใช้ได้ตามถนัด

● มีวิธีแปรงฟันอย่างไรให้สุนัขไม่ต่อต้านการแปรงฟัน

วิธีการฝึกให้สุนัขยอมรับการแปรงฟัน ประกอบด้วย

1.ฝึกให้สุนัขชินกับการมีสิ่งของอยู่ในปาก ขั้นแรกที่สุดเลยเราอาจใช้นิ้วจุ่มน้ำซุปเนื้อสัตว์แล้วยื่นให้สุนัขเลียก่อน แล้วนำนิ้วไปถูบริเวณเหงือก และฟันของสุนัขเบาๆ พร้อมกับกล่าวชมและให้รางวัล ทำเช่นนี้ติดต่อกันประมาณ 2 สัปดาห์ให้คุ้นครับ

2.ใช้ผ้าก๊อซพันที่นิ้ว แล้วจุ่มน้ำซุปเนื้อสัตว์ จากนั้นถูผ้าก๊อซรอบฟันพร้อมกับกล่าวชม และให้รางวัล ทำเช่นนี้ต่อเนื่องกันอีกประมาณ 2 สัปดาห์

3.ฝึกให้สุนัขคุ้นเคยกับรสชาติของยาสีฟันให้แก่สุนัข โดยป้ายยาสีฟันลงบนนิ้วให้สุนัขเลีย จากนั้นป้ายยาสีฟันลงบนเหงือก และฟันของสุนัขพร้อมทั้งกล่าวชม และให้รางวัล ทำเช่นนี้ต่อเนื่องอีกประมาณ 1-2 สัปดาห์

4.เริ่มใช้แปรงสีฟันแปรงฟันให้แก่สุนัข โดยเริ่มจากซี่ที่เข้าถึงง่ายก่อน เช่น ฟันตัด ฟันเขี้ยว โดยแปรงโดยให้ขนแปรงทำมุม 45 องศา กับรอยต่อระหว่างเหงือกและฟัน พร้อมทั้งกล่าวชมสุนัขเป็นระยะด้วย เมื่อสุนัขยอมรับการแปรงฟันแล้วจึงค่อยๆ เพิ่มจำนวนซี่ฟันที่จะแปรงในแต่ละครั้ง จนแปรงฟันได้ทั้งปาก

เรียนย้ำว่า ในแต่ละขั้นตอนนั้น เจ้าของต้อง “อดทน ใจเย็น กล่าวชมเชย และให้รางวัลแก่สุนัข” ทุกครั้ง เพื่อให้สุนัขชื่นชอบ และไม่ต่อต้านการแปรงฟัน เจ้าของอาจจะต้องเหนื่อยมากหน่อยครับ กว่าที่สุนัขจะยอมรับการแปรงฟัน แต่เชื่อเถอะครับว่า ผลดีที่ได้จากการแปรงฟันนั้นคุ้มค่ากับความเหนื่อยของคุณแน่นอน

● เราสามารถให้สุนัขกิน “อาหารที่มีความสามารถในการขัดฟัน” ได้ทุกช่วงชีวิตของสุนัขหรือไม่

อาหารที่มีความสามารถในการขัดฟันนั้น เป็นอาหารที่มีขนาดใหญ่และมีเส้นใย (fiber) สูง เมื่อสุนัขเคี้ยวอาหาร เส้นใยเหล่านี้จะช่วยขัดฟันสุนัข ทำให้คราบฟันหลุดออกขณะเคี้ยวอาหาร แต่อาหารดังกล่าวมีเส้นใยสูงจึงมีพลังงานต่ำ ทำให้ไม่เหมาะกับสุนัขเด็ก หรือสุนัขตั้งท้อง รวมถึงสุนัขให้นม และสุนัขที่มีกิจกรรมใช้พลังงานสูงๆ อาหารดังกล่าวนี้จะลดการสะสมของคราบฟันได้เฉพาะบริเวณของฟันที่มีการบดเคี้ยวเท่านั้น ซี่ที่ไม่ได้ใช้เคี้ยว หรือหากสุนัขไม่เคี้ยวอาหารก็จะไม่ได้ผลครับ

● การให้อาหารว่างที่มีคุณสมบัติขัดฟัน มีข้อควรระวังหรือไม่

อาหารว่างที่มีคุณสมบัติช่วยขัดฟันนั้น มักเป็นอาหารที่มีความน่ากินสูง รสชาติอร่อย ให้พลังงานสูง ดังนั้นหากให้ปริมาณมากเกินไปอาจทำให้สุนัขอ้วนได้ และต้องระวังสำหรับสุนัขที่มีปัญหาเรื่องโรคไตด้วยครับ

● จะเลือกของเล่นที่ใช้ขัดฟันอย่างไร จึงจะเหมาะสม

การที่สุนัขกัดแทะของเล่นนั้น เป็นการลดการสะสมของคราบฟันได้ทางหนึ่ง แต่ของเล่นที่ให้แก่สุนัขนั้นไม่ควรแข็งเกินไป เนื่องจากหากของเล่นแข็งมากอาจทำให้ฟันของสุนัขแตกหรือหักได้

แล้วจะทราบได้อย่างไรว่าแข็งไปหรือเปล่า ง่ายๆ เลยครับ ให้ลองเอาของเล่นตีที่หน้าแข้งของเราเอง เพื่อตรวจสอบดู หากเป็นของเล่นที่แข็งแล้วจะทำให้หน้าแข้งของเราเจ็บ ก็จะทราบได้ว่า ไม่เหมาะที่จะให้น้องหมาแทะเล่นครับ

เรียนคุณผู้อ่านว่า โรคในช่องปากสุนัข อันได้แก่ เหงือกอักเสบโรคปริทนต์  ฝีรากฟัน สามารถป้องกันได้ ด้วยการดูแลสุขภาพช่องปากของน้องหมาอย่างสม่ำเสมอโดยเจ้าของ “PET CARE ดูแลสัตว์เลี้ยง”หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “เจ้าของจะเล็งเห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปากให้แก่สุนัข และเริ่มต้นที่มาดูแลสุขภาพของปากสุนัขของเรากันนะครับ เพื่อที่จะให้เพื่อนที่ดีที่สุดของเราใช้ชีวิตร่วมกับเราอย่างมีความสุขไปนานเท่านานครับ”

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จากโรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : ปากสุนัข ! (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/315490

pet care : ปากสุนัข ! (ตอนที่ 2)

pet care : ปากสุนัข ! (ตอนที่ 2)

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สวัสดีครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คุณผู้อ่านคงได้รับสาระเรื่องการดูแลช่องปากของสุนัข และความจำเป็นในการขูดหินปูนไปแล้ว วันนี้เรามาเรียนรู้วิธีการเตรียมตัวก่อนรับการขูดหินปูนกับการดูแลช่องปากสุนัขด้วยตัวเองกันครับ

● เมื่อต้องการให้สุนัขได้รับการขูดหินปูน เราจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

เมื่อเจ้าของตรวจช่องปากของสุนัขแล้วพบว่า มีหินปูน และต้องการขูดหินปูน ขั้นตอนที่ต้องทำก็คือ

1. พาสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อทำการตรวจร่างกาย

2.สัตวแพทย์จะทำการประเมินสภาพช่องปากของสุนัขอย่างคร่าวๆ และตรวจร่างกายโดยทั่วไปเพื่อเตรียมความพร้อม

3.สัตวแพทย์จะทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจสุขภาพ ว่าสุขภาพแข็งแรง เหมาะสมที่จะได้รับการวางยาสลบและขูดหินปูนหรือไม่ (หากจำเป็น อาจต้องทำการ X-ray ช่องอกเพื่อดูความผิดปกติของปอดและหัวใจด้วย)

4.เมื่อประเมินแล้ว พบว่าสัตว์มีความพร้อมต่อการวางยาสลบและขูดหินปูน ก็จะนัดหมาย “วันขึ้นเตียง” และแนะนำวิธีการเตรียมตัวก่อนวางยาสลบ

5.ก่อนการวางยาสลบ สัตว์จะต้อง “งดน้ำ และอาหาร12 ชั่วโมง” ก่อนเวลานัด เนื่องจากการวางยาสลบนั้น จะทำให้สุนัขสูญเสียความสามารถในการไอและการกลืน เพราะหากมีอาหารอยู่ในกระเพาะอาหาร อาจเกิดการสำลักเข้าปอด ทำให้สัตว์เสียชีวิตได้

ในการวางยาสลบ สัตวแพทย์ควรใช้ “ยาดมสลบ” หรือยาสลบชนิดแก๊ส เพื่อให้สลบตลอดการขูดหินปูน เนื่องจากยาสลบชนิดดมนั้นมีความปลอดภัยมากกว่ายาสลบชนิดฉีด ยาดมสลบจะอาศัยปอดในการกำจัดยาเป็นหลัก ทำให้ควบคุมระดับความตื้นและลึกของการสลบได้ดีกว่ายาสลบชนิดฉีด ซึ่งยาสลบชนิดฉีดนั้นจะถูกทำให้หมดฤทธิ์ที่ตับ ขับออกทางไต ซึ่งต้องพึ่งพาร่างกายของสัตว์มากกว่ายาดมสลบ รวมถึง “การสอดท่อช่วยหายใจ” (ในการนำยาสลบเข้าปอด) ยังเป็นการป้องกันไม่ให้ละอองน้ำและละอองจากการขูดหินปูนประเด็นเข้าหลอดลมอีกด้วย

6.เมื่อขูดหินปูนเสร็จแล้ว สัตวแพทย์จะทำการ “ขัดฟันด้วยผงขัดฟัน” เพื่อลบรอยขีดข่วนที่เกิดจากเครื่องมือที่ใช้ในการขูดหินปูน เพื่อให้ผิวฟันเรียบ ลดการสะสมของคราบอาหารและจุลินทรีย์ที่ผิวฟัน เพราะเมื่อคราบจุลินทรีย์ที่สะสมที่ผิวฟันชั่วระยะเวลาหนึ่ง ก็จะเกิดการตกตะกอนของแร่ธาตุในน้ำลายเกิดเป็นหินปูนขึ้นอีกได้

ในกรณีที่ฟันโยกมากๆ สัตวแพทย์อาจทำการถอนฟันนั้นออก และทำการเย็บเหงือกเพื่อปิดรอยแผลที่เหงือกซึ่งอาจนำเชื้อโรคเข้าสู่โพรงประสาทฟันที่ขากรรไกร

ในกรณีที่มีการถอนฟัน หรือเหงือกอักเสบมาก สัตวแพทย์มักจะจ่ายยาปฏิชีวนะและยาลดอักเสบให้กินติดต่อกันประมาณ 1 สัปดาห์

ภายหลังถอนฟันแล้วควรให้สุนัขกินอาหารนิ่มๆ ประมาณ2 สัปดาห์ และให้กินน้ำเยอะๆ หลังอาหารด้วย หรือใช้กระบอกฉีดยา ฉีดน้ำสะอาดไปที่เหงือกหลังกินอาหาร เพื่อลดปริมาณเศษอาหารที่จะติดตามปมไหม และภายหลังถอนฟันประมาณ 1 เดือน เจ้าของควรเริ่มหัดให้สุนัขยอมรับการแปรงฟัน และทำการแปรงฟันให้แก่สุนัขวันละ 1 ครั้ง ด้วยครับ

● เจ้าของควรดูแลสุขภาพช่องปากของสุนัขด้วยตนเองได้อย่างไร

เจ้าของสามารถดูแลสุขภาพช่องปากสุนัขด้วยตนเองได้หลายวิธี ได้แก่

– การแปรงฟันให้สุนัข

– การให้สุนัขกินอาหารที่มีความสามารถในการขัดฟัน

– ให้เล่นของเล่นที่มีคุณสมบัติช่วยขัดฟัน

– ในกรณีที่สุนัขมีอายุมากเจ้าของควรหมั่นสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้นในการกิน การเคี้ยว และในช่องปาก โดยควรเปิดปากสุนัขดู เพื่อตรวจดูว่ามีหินปูน แผล หรือก้อนเนื้องอกหรือไม่ ซึ่งควรทำอาทิตย์ละ 1 ครั้ง เพราะหากมีความผิดปกติเกิดขึ้นควรรีบพาไปพบแพทย์โดยเร็ว

● จำเป็นต้องแปรงฟันให้แก่สุนัขหรือไม่

เจ้าของควรทำการแปรงฟันให้แก่สุนัข เนื่องจากการแปรงฟันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการกำจัดคราบอาหาร และคราบจุลินทรีย์ที่มาสะสมบนฟัน ซึ่งคราบอาหาร และคราบจุลินทรีย์หากปล่อยทิ้งไว้จะเกิดการตกตะกอนของแร่ธาตุในน้ำลายกลายเป็นหินปูน โดยควรแปรงฟันหลังกินอาหารหรืออย่างน้อยวันละครั้งครับ

เรื่องของช่องปากสุนัข ยังไม่จบนะครับ สัปดาห์หน้า เรามาทำความเข้าใจเรื่องการดูแลช่องปากสุนัขและการแปรงฟันกันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : ปากสุนัข ! (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/314129

pet care : ปากสุนัข ! (ตอนที่ 1)

pet care : ปากสุนัข ! (ตอนที่ 1)

วันอาทิตย์ ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

ขึ้นต้นเรื่องก็คงทำให้หลายคน “ตกใจ” ว่า เอ๊ะทำไมวันนี้ “Pet care ดูแลสัตว์เลี้ยง” มาในแนวฮาร์ดคอร์ ผู้เขียนไปกินอะไรมา ทำไมการจั่วหัวเรื่อง ถึงดูโหดจัง!

ไม่มีอะไรครับ เมื่อวันก่อนมีผู้ฟังเขียนอีเมล์มาถามว่า “สุนัขที่บ้านปากเหม็นมาก จะทำยังไงดี” เลยคุยให้ฟังไปว่าปัญหาเรื่องช่องปากของสุนัขนั้น มีหลายสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น หินปูน โรคเหงือกอักเสบ ฟันผุ ซึ่งเกิดได้เหมือนในคนเรา แต่เมื่อตรวจพบก็จะพบว่าจะเป็นรุนแรงกว่าในคนมากๆ เพราะในสัตว์เลี้ยงนั้น เราไม่ได้พาไปพบ“ทันตสัตวแพทย์” เพื่อตรวจช่องปากเป็นประจำเหมือนในคน เลยเห็นว่าเป็นเรื่องที่ผู้อ่านหลายท่านสนใจ วันนี้ผมเลยจะขออนุญาตมาคุยกันเรื่อง “การดูแลช่องปากของสุนัข” ครับ

ในปัจจุบันนี้ เราจะเห็นว่าสุนัข (ที่ได้รับการเอาใจใส่ดูแล) นั้น จะมีอายุขัยที่ยาวและอยู่กับเราได้นานกว่าสมัยก่อน เนื่องจากได้รับการทำวัคซีนครบถ้วน และพบสัตวแพทย์เพื่อดูแลป้องกันโรคอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงในปัจจุบันมียาและเครื่องมือที่ใช้ในการรักษายามที่สัตว์เลี้ยงป่วยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นเมื่อสุนัขอายุยืนหรือเข้าสู่วัยชรา ก็มักพบปัญหาเกี่ยวกับช่องปากได้ง่าย เช่น โรคเหงือกอักเสบ ฟันโยก โรคปริทนต์ กรามหักอันเกิดจากกระดูกติดเชื้อจากโรคปริทนต์ ฝีที่รากฟัน ซึ่งปัญหาต่างๆเหล่านี้สามารถ “ป้องกันได้” หากเราให้การดูแลสุขภาพช่องปากของสุนัขเป็นประจำครับ

● การดูแลสุขภาพช่องปากในสุนัขนั้น ทำได้อย่างไรล่ะ?

หลักง่ายๆ ในการดูแลสุขภาพช่องปากของสุนัขและแมวนั้น ก็คือ

1.การพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกายและช่องปากอย่างสม่ำเสมอ

2.ได้รับการขูดหินปูนอย่างเหมาะสมและตามช่วงเวลาที่เหมาะสม

3.มีการดูแลสุขภาพช่องปากสุนัขด้วยตนเองที่บ้านเป็นประจำ

● เราต้องพาสุนัขไปตรวจร่างกายเมื่อไหร่?

โปรแกรมการตรวจร่างกายของลูกสุนัขโดยคร่าวๆ แบ่งเป็นช่วง ได้ดังนี้

1.การตรวจร่างกายช่วงแรก ที่อายุ “2 เดือน”

เมื่อลูกสุนัขมีอายุประมาณ 2 เดือน หรือ 8 สัปดาห์นั้น สุนัขควรมีฟันน้ำนมขึ้นครบทั้งหมดแล้ว และควรอยู่ในแนวการสบฟันที่เหมาะสม ซึ่งหากฟันน้ำนมขึ้นผิดที่แล้ว จะทำให้การสบฟันผิดปกติไป ซึ่งอาจทำให้เกิดการเจริญของขากรรไกรล่างหรือขากรรไกรบน หรือทั้งคู่ผิดปกติตามมาได้ ดังนั้นเมื่อเห็นว่ามีฟันน้ำนมขึ้นผิดปกติ สัตวแพทย์จะแนะนำให้ถอนฟันน้ำนมที่ขึ้นผิดตำแหน่งนั้นออกครับ

ในการถอนฟันสุนัขและแมวก็จะดูยุ่งยากกว่าในคน คือต้องทำการ “วางยาสลบสุนัข” ด้วย เพราะเราไม่สามารถบอกให้สุนัขนอนอ้าปากเฉยๆ เหมือนบอกเจ้าของได้ครับ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำการตรวจเลือด และทำการนัดหมายล่วงหน้าก่อน เพื่อที่จะสามารถเตรียมตัวร่างกายของสุนัขและแมวให้พร้อมก่อนการวางยาสลบ

2.การตรวจร่างกายช่วงที่ 2 ที่อายุประมาณ “4-6 เดือน”

เมื่อลูกสุนัขมีอายุได้ 4 เดือน จะเป็นช่วงที่มีการ “ผลัดเปลี่ยนฟัน” จากฟันน้ำนมเป็นฟันแท้ บางตัวอาจพบว่าฟันแท้ขึ้นแล้ว โดยที่ฟันน้ำนมที่ตำแหน่งเดียวกันยังไม่ยอมหลุด นั่นถือว่าเกิดความผิดปกติที่เรียกว่า “ฟันน้ำนมค้าง” ขึ้น สัตวแพทย์จะแนะนำให้ถอนฟันน้ำนมที่ค้างออกเนื่องจากหากปล่อยไว้ ฟันน้ำนมที่ค้างอาจทำให้ฟันแท้ขึ้นผิดตำแหน่ง ก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาได้ เช่น การสบฟันที่ผิดปกติ การเจริญอย่างไม่สัมพันธ์กันของขากรรไกรบนและล่าง หรือฟันแท้ที่ขึ้นผิดตำแหน่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายของเหงือก เพดานปาก หรือริมฝีปากได้ แล้วแต่ตำแหน่งของฟัน โดยตำแหน่งของฟันที่พบฟันน้ำนมค้างได้บ่อยคือ ฟันตัด (ฟันหน้า) และฟันเขี้ยว ความผิดปกตินี้พบได้บ่อยในสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น ชิวาวา ปอมเมอเรเนียน พุดเดิ้ล และเป็นความผิดปกติที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมด้วยครับ

3.การตรวจร่างกายประจำปี

เราพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำทุก 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อตรวจสุขภาพโดยรวมทั้งช่องปากและตรวจร่างกายอื่นๆ รวมถึงการฉีดวัคซันประจำปีด้วย

● สุนัขควรมีความจำเป็นต้องได้รับการขูดหินปูนหรือไม่

เมื่อเราตรวจในช่องปากของสุนัขเองที่บ้านแล้วพบว่ามีหินปูน เราควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อให้สัตวแพทย์ช่วยประเมินว่าควรได้รับการขูดหินปูนแล้วหรือยัง หากสุนัขมีหินปูนเกาะไม่มาก อาจใช้แค่การดูแลโดยเจ้าของเพื่อไม่ให้หินปูนก่อตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งยังไม่จำเป็นต้องขูดหินปูนก็ได้ เนื่องจากการขูดหินปูนในสุนัขและแมวนั้นต้องใช้การ “วางยาสลบ” (การวางยาสลบบ่อยๆ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ดีครับ)

แต่ถ้าหากพิจารณาแล้วว่ามีหินปูนที่โคนฟันจำนวนมาก ก็ควรได้รับการวางยาสลบและทำการขูดหินปูนเสีย เนื่องจากหากปล่อยไว้นั้นจะทำให้หินปูนซึ่งจะเป็นแหล่งที่อยู่ของเชื้อโรคในช่องปาก ทำให้เกิดปัญหาเหงือกอักเสบ โรคปริทนต์ กระดูกขากรรไกรหักจากการติดเชื้อจากโรคปริทนต์ตามมาได้

ขอเรียนย้ำว่า การขูดหินปูนในสุนัขและแมวนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางยาสลบสุนัขเพื่อให้เกิดความปลอดภัยทั้งต่อตัวสุนัขเอง และผู้ปฏิบัติงาน การวางแต่ยาซึมแล้วทำการขูดหินปูนนั้น อาจยังทำให้สุนัขเครียด หวาดกลัว ดิ้นรน จนทำให้ได้รับบาดเจ็บได้ ซึ่งไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอน

สัปดาห์หน้า เรามารู้จักวิธีการเตรียมตัวก่อนรับการขูดหินปูนกันครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : รู้จัก ‘หมัด’ เพื่อกำจัดให้อยู่หมัด (ตอนที่ 2)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/312710

pet care : รู้จัก ‘หมัด’ เพื่อกำจัดให้อยู่หมัด (ตอนที่ 2)

pet care : รู้จัก ‘หมัด’ เพื่อกำจัดให้อยู่หมัด (ตอนที่ 2)

วันอาทิตย์ ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2561, 06.00 น.

สวัสดีครับเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้รู้จักวงจรชีวิตของหมัดกันไปแล้ว วันนี้เราจะมาคุยกันต่อถึง “การก่อโรค” รวมถึง “วิธีการควบคุมและกำจัดหมัด” ครับ

การก่อโรคของหมัด

1.หมัดแมวและหมัดสุนัขสามารถอยู่อาศัยข้ามชนิดสัตว์กันได้ เช่น หมัดแมวสามารถพบบนตัวสุนัข และหมัดสุนัขสามารถอยู่บนตัวแมวได้

2.การดูดเลือดของหมัดทำให้เกิดผิวหนังอักเสบ สุนัขและแมวจะเกิดอาการคัน ขนร่วง เนื่องจากในน้ำลายหมัดจะมีสารก่อให้เกิดการแพ้ ผิวหนังเป็นตุ่มแดงๆกระจายบริเวณส่วนท้ายของลำตัวสัตว์ ซึ่งบางครั้งสัตว์จะเกิดอาการคันและกัดแทะตัวเองทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียตามมาได้ ถ้ามีหมัดจำนวนมาก สัตว์อาจเกิดภาวะโลหิตจางได้

3.หมัดสามารถนำเชื้อ แบคทีเรีย Bartonella henselae หรือ “โรคแมวข่วน” (Cat Scratch Disease) ได้ ซึ่งมีรายงานการพบผู้ป่วยในประเทศไทย อาการที่ปรากฏคือ มีไข้ ปวดศีรษะ อ่อนแรง กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ และข้ออักเสบ สำหรับคนที่เลี้ยงแมวและถูกแมวข่วน ประกอบกับมีอาการไข้สูงแบบไม่มีสาเหตุ โรคนี้เป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้

4.บางครั้งอาจจะมีตัวอ่อนของ “พยาธิตืด” อยู่ภายในตัวหมัด ซึ่งเมื่อสัตว์เลียหรือกินหมัดเข้าไปโดยบังเอิญ จะทำให้สัตว์ได้รับตัวอ่อนของพยาธิตืดและจะมีการพัฒนาไปเป็นพยาธิตืดในลำไส้เล็กของตัวสัตว์ได้

5.หมัดอาจจะกัดคนซึ่งพบได้บ่อย ว่าคนบางคนจะมีอาการแพ้น้ำลายหมัดเช่นกัน

6.การใช้เล็บบี้ตัวหมัดให้ตายบางครั้ง ตัวอ่อนของพยาธิตืดอาจจะติดตามซอกเล็บและไปบริโภคอาหารทันทีโดยการใช้มือที่ไม่ได้ล้างทำความสะอาด คนอาจจะได้รับพยาธิตืดเข้าไปโดยบังเอิญเช่นกัน

การควบคุมและกำจัดหมัด

การควบคุมและกำจัดหมัดสามารถทำได้หลายวิธีมีทั้งยากิน แชมพูยา ยาผงโรยตัว ยาสำหรับแช่ตัวสัตว์ยาฉีด สเปรย์ และยาหยอดหลัง

ซึ่งการกำจัดหมัดอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพในเวลาอันสั้นจะช่วยลดปัญหาเรื่องของการเกิดโรคผิวหนังจากการแพ้น้ำลายหมัดได้ ในปัจจุบันมียากลุ่มใหม่ที่มีกลไกการออกฤทธิ์ ทั้งในส่วนของ Nicotinic acetylcholine receptorและในส่วนของ GABA receptor คู่กัน ผลคือทำให้หมัด เกิด“อัมพาตและตายในเวลารวดเร็ว” ซึ่งประสิทธิภาพของในการฆ่าหมัดมีประสิทธิภาพถึง 100% ภายในเวลา 24 ชั่วโมงหลังจากได้รับยา ซึ่งการมุ่งเน้นเรื่องของระยะเวลาที่มีฤทธิ์ในการฆ่าหมัดได้เร็วและไว จะส่งผลต่อการป้องกันไม่ให้สัตว์เลี้ยงเกิดโรคผิวหนังที่เกิดจากการแพ้น้ำลายหมัดได้ครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : รู้จัก‘หมัด’เพื่อกำจัดให้อยู่หมัด (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/311821

pet care : รู้จัก‘หมัด’เพื่อกำจัดให้อยู่หมัด (ตอนที่ 1)

pet care : รู้จัก‘หมัด’เพื่อกำจัดให้อยู่หมัด (ตอนที่ 1)

วันอาทิตย์ ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ปัญหาเรื่อง “หมัด” เป็นเรื่องที่ก่อให้เกิดความน่ารำคาญให้กับสุนัข แมว รวมถึงคนเลี้ยง และเป็นต้นเหตุให้เกิดอาการคันและเกาจนเกิดปัญหาโรคผิวหนัง รวมถึงยังเป็นตัวนำของพยาธิตืดในทางเดินอาหารได้อีกด้วย วันนี้เรามารู้จัก “หมัด” เพื่อจะได้หาวิธี “จัดการหมัด ให้อยู่หมัด” กัน ผมมีข้อมูลจาก ผศ.น.สพ.ดร.ปิยนันท์ ทวีถาวรสวัสดิ์ จาก หน่วยปรสิตวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาฝากครับ

“หมัด” หรือ “flea” เป็นปรสิตภายนอก ที่สามารถพบได้ทั้งในสุนัขและแมว มีขนาดเล็กมาก จนอาจเป็นจุดเล็กๆ เท่านั้น

หมัดตัวเต็มวัยจะมีความยาวประมาณ 2-3 มม. มีสีน้ำตาลเข้ม มีลักษณะแบนด้านข้าง มีความสามารถในการกระโดดได้สูง ทำให้ดูเหมือนหายตัวจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง

หมัดจะเข้าหาตัวสัตว์โดยอาศัยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากสัตว์ โดยทั่วไปหมัดจะไม่ผสมพันธุ์ก่อนดูดเลือด หรือถ้าผสมพันธุ์ก่อนดูดเลือด หมัดตัวเมียมักจะไม่ออกไข่ หรือไข่ก็จะไม่ฟักตัว

หมัดตัวเมียอายุน้อยจะดูดเลือดและน้ำหนักจะเพิ่มขึ้นถึง 75% หลังจากดูดเลือดแล้ว 12 ชม. และเมื่อดูดเลือดแล้ว 10 นาที จะเริ่มถ่ายอุจจาระ และอุจจาระจะแห้งเร็วมาก และมีสีแดงปนดำ

เมื่อหมัดขึ้นสู่ตัวสัตว์ จะอาศัยอยู่บนตัวสัตว์ได้นานเป็นสัปดาห์ หมัดตัวเมียที่มีอายุ 4 วัน หลังเริ่มได้ดูดเลือด 2 วัน ก็จะเริ่มวางไข่

“ไข่หมัด” จะมีสีขาว ขนาดเล็กมาก ประมาณ 0.3 x 0.5 มม. ซึ่งหมัดสามารถวางไข่ได้มากถึง 11-46 ฟองต่อวันตลอดชีวิตของหมัดอาจวางไข่ได้ 300-500 ฟอง และมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 50-100 วัน

ไข่ถูกวางบนตัวสัตว์ จากนั้นจะล่วงลงสู่พื้นในระยะเวลาไม่นาน ไข่จะสะสมอย่างมากโดยเฉพาะบริเวณพรมที่สัตว์เลี้ยงนอน ถ้าความชื้นสัมพัทธ์สูงถึง 70% และอุณหภูมิ 35 °C
ประมาณ 50% ของไข่จะฟักได้ภายในเวลา 1.5 วันเท่านั้น  เมื่อไข่หมัดเจริญขึ้นเป็นตัวอ่อน

“ตัวอ่อน” จะลอกคราบ 2 ครั้ง โดยตัวอ่อนจะกินอาหารน้อย กินอุจจาระแห้งๆของหมัดตัวเต็มวัยที่ถ่ายไว้ ทำให้มองเห็นภายนอกเป็นตัวสีออกน้ำตาล หมัดตัวอ่อนจะคลานหนีแสงสว่าง จะเคลื่อนไหวเมื่อถูกกระตุ้น และ “ถ้าอยู่ในที่แห้ง ตัวอ่อนก็จะตายง่าย” จะมีชีวิตอยู่ได้ดีที่อุณหภูมิ 21-32 °C

หมัดตัวอ่อนจะต้องสร้างเกาะป้องกันคล้ายตัวไหม เพื่อพัฒนาไปเป็นระยะกลางวัย ซึ่งใช้เวลาสร้างประมาณ 5-14 วันปัจจัยสำคัญของการเกิดระยะนี้คืออาศัยฮอร์โมนของตัวหมัด

“ตัวกลางวัย” จะใช้เวลาประมาณ 7-19 วัน  บางครั้งการเจริญเป็นหมัดตัวเต็มวัยจะใช้เวลานาน 140-155 วันบางครั้งหมัดอาจจะอยู่ในช่วงระยะกลางวัยได้นานถึง 6 เดือน ซึ่งนับเป็นปัญหาในการควบคุมประชากรหมัดอย่างมาก

สัปดาห์หน้าเรามาคุยกันเรื่องการก่อโรคของหมัด รวมถึงการควบคุมและกำจัดหมัดกันต่อนะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : สิ่งที่ควรระวังสำหรับน้องแมวและน้องหมาในช่วงปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/310569

pet care : สิ่งที่ควรระวังสำหรับน้องแมวและน้องหมาในช่วงปีใหม่

pet care : สิ่งที่ควรระวังสำหรับน้องแมวและน้องหมาในช่วงปีใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

อีกเพียงไม่กี่วันเราก็จะได้กล่าวคำว่า “สวัสดีปีใหม่ 2561” กันแล้วผมขอให้แฟนคอลัมน์ “PET CARE ดูแลสัตว์เลี้ยง” ทุกท่าน รวมถึงสัตว์เลี้ยงในสังกัดทุกตัว มีสุขภาพแข็งแรงตลอดปีนะครับ

เทศกาลปีใหม่เป็น “ช่วงเวลาแห่งความสุข” เป็นเทศกาลแห่งการรื่นเริงและการเลี้ยงฉลอง แต่สิ่งที่เรานำมาฉลองเพื่อให้เกิดความสนุกสนานในกลุ่มครอบครัวและมิตรสหายนั้น เราต้องระมัดระวังว่า จะไม่มาทำให้เกิดอันตรายกับสัตว์เลี้ยงของเรานะครับ สัปดาห์นี้ผมขอยกเรื่องที่ควรระวังสำหรับสัตว์เลี้ยงในช่วงเทศกาลมาคุยกันครับ

สิ่งแรกที่ควรระมัดระวังนั่นก็คือ “เสียงดังการจุดพลุและประทัด”เราพบว่าในช่วงเทศกาลใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นปีใหม่ ตรุษจีน หรือลอยกระทงจะเป็นเทศกาลที่มีการฉลองโดยการจุดพลุ ดอกไม้ไฟ และประทัดที่ทำให้เกิดเสียงดัง ซึ่งในช่วงนี้ของทุกปีที่ผ่านมาจะมีสุนัขวิ่งเตลิดหายไปจากบ้านเนื่องจากตกใจเสียงดังของประทัดเป็นจำนวนมาก ที่ตามกลับมาได้ก็มีบ้างที่หายสาบสูญไปก็มาก เนื่องจากสุนัขจะมีปฏิกิริยาไวต่อเสียงดัง จะมีอาการกระวนกระวาย ตื่นเต้น และหวาดกลัว สิ่งที่เราควรทำคือ พยายามปลอบและดูแลอย่างใกล้ชิดในช่วงที่มีการจุดประทัด และที่สำคัญ อย่าลืมที่จะปิดประตูและกั้นช่องทางต่างๆ ที่สุนัขสามารถลอดผ่านออกมาและวิ่งเตลิดหายออกไปนอกบ้านได้ด้วยนะครับ

เรื่องถัดมาคือเรื่อง “อาหาร ขนม และของกิน” ที่เราใช้ฉลองกันในช่วงเทศกาลนั้น มีหลายอย่างที่อร่อยสำหรับคน แต่เป็นอันตรายกับสัตว์เลี้ยงครับ ตัวอย่างสิ่งที่ “ไม่”เป็นผลดีต่อสุขภาพสุนัขก็ได้แก่…

1.ขนมเค้กและคุกกี้ช็อกโกแลต ขนมหวานแสนอร่อย ที่ทำมาจากผงโกโก้ จะมีส่วนผสมของสารธีโอโบรมีน (theobromine) และกาเฟอีน(caffeine) อยู่ โดยสารทั้ง 2 ชนิดนี้ เป็นองค์ประกอบของเมธิลแซนทีน(methylxanthine) ซึ่งออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและระบบไหลเวียนโลหิต ผลก็คือจะทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง เกิดอาการกระวนกระวาย ตื่นเต้น ตื่นตัวมากกว่าปกติ หากได้รับปริมาณมากเกินไปอาจทำให้หายใจหอบ ปัสสาวะมาก คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย กล้ามเนื้อกระตุก ไปจนถึงชักได้

2.องุ่นและลูกเกด (raisin) ในเค้กผลไม้ อาจทำให้สุนัขและแมวเกิดภาวะไตวายได้ครับ สัตว์จะมีอาการอาเจียน ท้องเสีย อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ตัวสั่น ขาดน้ำ ปัสสาวะน้อย จนกระทั่งไม่มีปัสสาวะเลย โดยมักเริ่มแสดงอาการหลังกินเข้าไป 6-12 ชั่วโมง  สารที่คาดว่าทำให้เกิดพิษคือฟลูออไรด์ (fluoride) ถึงแม้ว่าจะยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัด แต่ก็อาจทำให้สุนัขเสียชีวิตได้ เราควรต้องระวังครับ

3.กระดูกไก่ และก้างปลาโดยเฉพาะก้างกลางหรือกระดูกชิ้นใหญ่อื่นๆ ในปลาตัวโต  เนื่องจากลักษณะฟันของสุนัขและแมว ไม่ได้สร้างมาเพื่อการเคี้ยวอาหาร ดังนั้นสุนัขและแมวจะฉีกหรือกัดอาหาร เพียงแค่พอให้แตกให้พอกลืนได้ แล้วสัตว์จะ “กลืนเลย”

เราจะสังเกตได้ว่ากระดูกไก่ (โดยเฉพาะส่วนกระดูกน่อง) เมื่อกัดหรือถูกทำให้แตก จะมีลักษณะที่แหลม และพร้อมที่จะทิ่มตำทางเดินอาหารได้ง่าย ซึ่งเป็นอันตรายมากครับ กระดูกสันหลัง (กระดูกแกนกลาง) ของปลาก็มีอันตรายต่อทางเดินอาหารของทั้งน้องแมวและน้องหมาเช่นกันครับ

4.หัวหอมและกระเทียม เนื่องจากมีส่วนประกอบของ thiosulphate ซึ่งสุนัขและแมว ไม่มีเอนไซม์สำหรับย่อยสารนี้ เมื่อได้รับสารนี้เข้าไปจะไปทำปฏิกิริยากับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ทำให้ผนังเม็ดเลือดแดงอ่อนแอ อายุสั้น และแตกในที่สุด จะเกิดภาวะโลหิตจาง เกิดอาการหอบหายใจลำบาก เหงือกซีด หัวใจเต้นเร็ว (ส่วนกระเทียม จะมีส่วนประกอบของ thiosulphate น้อยกว่าในหัวหอม จึงอาจมีพิษน้อยกว่า)

● แต่ถ้าหากเจ้าตูบ-เจ้าเหมียวของเราเผลอไปกินอาหารต้องห้ามเหล่านั้นเข้าไปแล้ว เราก็มีหลักในการจัดการเบื้องต้น ดังนี้ครับ

– อย่าให้เจ้าตูบกินเข้าไปเพิ่มขึ้น  โดยรีบเอาของอาหารเหล่านั้นที่ยังคาอยู่ที่ปากออกมา

– พยายามทำให้สุนัขอาเจียนเอาอาหารที่กลืนเข้าไปแล้วออกมา (แต่ควรทำภายใน 1-2 ชม. แรกที่ได้รับเข้าไปเท่านั้นนะครับ เพราะเราหวังผลว่าสารพิษเหล่านั้นยังไม่ถูกดูดซึมมากนัก) แต่หากทิ้งระยะเวลาไว้นานกว่านี้ สารเคมีเหล่านั้นถูกดูดซึมไปมากแล้ว การทำให้สัตว์อาเจียนตอนนั้น จะไม่มีผลอะไร เนื่องจากสารเคมีเหล่านั้นถูกดูดซึมไปมากแล้ว

– ส่วนสารบางประเภทที่มีฤทธิ์ระคายเคืองทางเดินอาหาร
มากๆ อาจต้องใช้วิธีลดการดูดซึมสารพิษในทางเดินอาหารสู่กระแสเลือดแทนที่จะให้ขย้อนออกมา โดยการป้อนผงถ่าน (activated charcoal)

– รีบพาไปพบสัตวแพทย์ให้เร็วที่สุด อย่าปล่อยทิ้งไว้นานจนอาการแย่ จะทำให้การรักษายากมากขึ้น  และที่สำคัญต้องพยายามให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคุณหมอให้มากที่สุดด้วย เพื่อการรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงทีครับ

เมื่อเราทราบถึงอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นได้แล้ว เราจึงควรระมัดระวัง และป้องกันผลเสียที่จะเกิดขึ้นด้วยครับ ตัวการสำคัญก็คือ “ตัวเราเอง” เมื่อฉลองปีใหม่หรือรับประทานอาหาร ขนม และผลไม้ ที่มีส่วนประกอบของสารที่กล่าวมาแล้วละก็ ห้ามเผลอและห้ามใจอ่อน เอาของเหล่านั้นให้กับน้องหมา-น้องแมวเด็ดขาด ไม่ว่าเขาจะส่งสายตาออดอ้อนแค่ไหนก็ตาม และที่สำคัญควรเก็บอาหารเหล่านั้นให้มิดชิด ไม่ให้สัตว์เลี้ยงรื้อค้นได้ด้วย รวมถึงแม้แต่เศษที่เหลือทิ้ง ก็ควรทิ้งในที่ที่สัตว์เลี้ยงไม่สามารถคุ้ยเขี่ยมากินได้  เพียงเท่านี้เราก็สามารถหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่สัตว์เลี้ยงจะได้รับสารที่เป็นอันตรายในอาหารในช่วงเทศกาลได้แล้วล่ะครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : วิธีและช่องทางการให้ยาสัตว์น้ำ (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/309190

pet care : วิธีและช่องทางการให้ยาสัตว์น้ำ (ตอนจบ)

pet care : วิธีและช่องทางการให้ยาสัตว์น้ำ (ตอนจบ)

วันอาทิตย์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราได้คุยกันถึงเรื่องการให้ยาในรูปแบบต่างๆ ทั้งยากิน ยาทา และยาฉีด รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ดีของปลาไปแล้ว แต่ในการรักษาจริงนั้น จะมีปัญหาที่เกี่ยวข้องในการใช้ยาหลายเรื่อง สัปดาห์นี้เรามาดูกันนะครับว่าปัญหาที่พบบ่อยๆ นั้น มีอะไรบ้าง

● ปัญหาที่พบบ่อยในการใช้ยาในสัตว์น้ำคืออะไร?

ปัญหาที่สำคัญคือ การใช้ยาและสารเคมีอย่างผิดๆ เช่นใช้ยาไม่ตรงกับโรค ใช้ปริมาณมากหรือน้อยเกินไป การให้ในระยะเวลาที่ให้ยาไม่เหมาะสม รวมถึงวิธีการให้ยาไม่เหมาะกับความสามารถในการให้ยาเป็นต้น

ตัวอย่างของการใช้ยาและสารเคมีอย่างผิดๆ เช่น การใช้น้ำยาปรับสภาพน้ำโดยที่ไม่ทราบองค์ประกอบ หรือคุณสมบัติ  โดยการหยดหรือเติมลงในน้ำทุกครั้งหลังการเปลี่ยนถ่ายน้ำ โดยที่ไม่ได้พิจารณาว่าจำเป็นหรือไม่ หากน้ำที่เปลี่ยนเป็นน้ำประปาที่สะอาดอยู่แล้ว การใส่สารเคมีลงไปก็นับเป็นการเติมสารพิษลงไปในน้ำ ทำให้สภาพแวดล้อมในการดำรงชีวิตของปลาแย่ลง หรือการใช้ยาที่กำหนดคุณสมบัติว่ารักษาได้ทั้งโรคจากปรสิต จากแบคทีเรีย จากเชื้อรา หรือประมาณว่า “รักษาได้ครอบคลุมทุกโรค” โดยใช้กับปลาที่อ่อนแอ โดยไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องจากสัตวแพทย์ ก็จัดเป็นวิธีที่ผิด เนื่องจากในความเป็นจริงแล้ว  “ไม่มียาในสัตว์น้ำชนิดใดที่มีคุณสมบัติครอบคลุมการรักษาโรคได้ทุกโรค” แน่ๆ การโฆษณาเกินจริงจะทำให้ผู้เลี้ยงใช้ยาหรือสารเคมีเกินจำเป็น และไม่ตรงกับโรคหรือความผิดปรกติของปลา ส่งผลให้การรักษาไม่ได้ผล สิ้นเปลือง และทำให้อาการของโรคพัฒนามากขึ้นและซับซ้อนขึ้น ซึ่งเมื่อทำการตรวจวินิจฉัยโรคในภายหลัง จะพบว่าปลาป่วยด้วยอาการหลายอย่างร่วมกัน รวมถึงเกิดภาวะเหงือกอักเสบขึ้น เนื่องจากสภาพแวดล้อมที่มีทั้งสาเหตุจริงที่ก่อโรค และสาเหตุที่แทรกซ้อนและจากการใช้ยาผิดประเภทร่วมกัน ก็ยิ่งจะทำให้การรักษายากมากขึ้น

ตัวอย่างการใช้ยาและสารเคมีที่ไม่เหมาะสมที่พบบ่อยอีกอย่างคือ การใช้เกลือในปริมาณน้อยๆ เติมลงในน้ำ “ทุกครั้ง” ที่เปลี่ยนถ่ายน้ำ กรณีนี้ก็เช่นเดียวกันกรณีที่เติมสารปรับสภาพน้ำ
ต่างกันที่มีความระคายเคืองต่อเหงือกและผิวหนังปลาน้อยกว่า จะทำให้สังเกตเห็นการระคายเคืองได้ยากกว่าหรือไม่สามารถสังเกตพบได้ แต่ผลที่ตามมาจากการใช้เกลือต่อเนื่องตลอดเวลาจะทำให้ปลาและปรสิต (ที่อาจมีอยู่แล้วบนตัวปลา) ทนทานต่อระดับความเค็มของเกลือ ทำให้การรักษาโรคปรสิตทำได้ยากขึ้น

ข้อควรคำนึงและพึงระวังให้เสมอสำหรับการใช้สารเคมีในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ คือ “ใช้เมื่อจำเป็น” ไม่ใช้พร่ำเพรื่อตลอดเวลา เพราะถึงแม้สารเคมีนั้นจะปลอดภัยต่อปลา แต่ก็อาจส่งผลต่อสภาพแวดล้อมในตู้ปลาได้ เช่น เกลืออาจทำให้เชื้อบางชนิดเจริญเติบโตได้มากขึ้นเนื่องจากชอบสภาพแวดล้อมที่มีความเค็ม เป็นต้น

เราสามารถเลือกซื้อยาหรือสารเคมี ได้จากหลายแหล่งเช่น ตลาดนัด ร้านขายปลา ร้านขายยา ร้านขายเคมีภัณฑ์ ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของสารเคมีที่ต้องการ แต่สิ่งที่ต้องทราบก่อนจะเลือกซื้อยาหรือสารเคมีใดมาใช้คือ ปลาป่วยเป็นโรคอะไร มีความผิดปกติอะไร จำเป็นต้องใช้ยาหรือสารคมีชนิดใดในการรักษาหรือไม่ ความผิดปกตินานาประการของปลาอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยาหรือสารเคมีใดๆ ในการรักษา ใช้เพียงแค่เวลาและการปรับสภาพแวดล้อมก็จะหายได้เอง

หากจำเป็นต้องใช้ยาและสารเคมี ก็ควรดูฉลาก กำกับยาว่า มีสารเคมีใดเป็นองค์ประกอบมีคุณสมบัติตามที่ต้องการหรือไม่ สีและลักษณะเนื้อยา องค์ประกอบที่สังเกตได้เป็นชนิดที่ตรงกับคุณสมบัติที่ระบุไว้หรือไม่ หากไม่ทราบก็ควรหาข้อมูลเบื้องต้นจากหนังสือหรือขอคำแนะนำจากสัตวแพทย์หรือนักวิชาการที่มีประสบการณ์ก่อน

ปัจจุบันยาและสารเคมีที่ผู้ขายระบุว่าใช้สำหรับปลานั้นมีมากมาย แต่มักจะไม่ระบุองค์ประกอบของยา หรือสารออกฤทธิ์ ผู้เลี้ยงทุกคนควรร่วมมือกัน “ปฏิเสธการเลือกซื้อยาที่ไม่มีรายละเอียดของตัวยาและส่วนประกอบเหล่านี้” รวมถึง “ยาหรือเคมีที่โฆษณาคุณประโยชน์เกินจริง”เพื่อไม่เป็นการส่งเสริมให้มีผู้ผลิต “ยาปลอม” สำหรับใช้ในปลาออกมาจำหน่ายในท้องตลาด ซึ่งจะส่งผลเสียแก่ผู้เลี้ยงปลาโดยตรงครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : วิธีและช่องทางการให้ยาสัตว์น้ำ ตอนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/307930

pet care : วิธีและช่องทางการให้ยาสัตว์น้ำ ตอนที่ 2

pet care : วิธีและช่องทางการให้ยาสัตว์น้ำ ตอนที่ 2

วันอาทิตย์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สัปดาห์นี้เรามารู้จักวิธีการให้ยาประเภทที่ 3 นั่นคือ “ยาฉีด” กันครับ

3.ยาฉีด

การให้ยาโดยการฉีดเข้าร่างกายปลา สามารถทำได้ 3 ช่องทางหลักคือ 1.การฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ  2.การฉีดยาเข้าช่องท้อง  และ 3.การฉีดยาเข้าถุงลม ส่วนการฉีดยาเข้าเส้นเลือดที่โคนหางไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากผนังเส้นเลือดปลาค่อนข้างบาง  การฉีดในขณะที่ปลาดิ้นรนมาก มักทำให้ ผนังเส้นเลือดฉีกขาด และทำให้เกิดเนื้อตายที่กล้ามเนื้อบริเวณหางได้

ตัวอย่างยาที่ให้ได้โดยการฉีด เช่น ยาปฏิชีวนะจำพวกเจนต้าไมซินเอนโรฟล็อกซาซิน  เซฟฟาเล็กซิน  ยาที่มีความเจือจางและต้องให้ปลาได้รับในปริมาณมากๆ งั้น ไม่ควรให้โดยการฉีดเข้ากล้ามเนื้อปลา แต่เราสามารถให้ได้โดยการฉีดเข้าช่องท้องหรือถุงลม ยาจะค่อยๆ ถูกดูดซึมผ่านเส้นเลือดฝอยที่กล้ามเนื้อ ช่องท้อง และถุงลมเข้าสู่กระแสเลือดของปลา และออกฤทธิ์ในการต่อต้านหรือทำลายเชื้อแบคทีเรียในบริเวณต่างๆ ของตัวปลา

การให้ยาโดยการฉีด  มีความจำเป็นในปลาที่ป่วยและไม่กินอาหาร โดยเฉพาะในปลาที่เชื่องและมีความคุ้นเคยกับเจ้าของ การให้ยาด้วยวิธีฉีดจะช่วยให้ปลามีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าวิธีการให้ยาวิธีอื่นๆ  แต่ต้องกระทำโดย “สัตวแพทย์หรือผู้ที่มีประสบการณ์” เนื่องจากต้องจับบังคับปลาและฉีดในตำแหน่งที่ถูกต้องจึงจะไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนังและอวัยวะภายในต่างๆ

อย่างไรก็ดี การให้ยาวิธีต่างๆเพื่อรักษาปลานั้นจะได้ผลก็ต่อเมื่อวินิจฉัยโรคถูกต้อง  เลือกใช้ยาที่เหมาะสม  โดยที่อาการของโรคยังไม่รุนแรงมากนัก หากปลาป่วยเป็นระยะเวลานานและโรคพัฒนาไปจนมีผลทำลายโครงสร้างและการทำหน้าที่ของอวัยวะในระบบต่างๆ ของปลาแล้ว การรักษาโดยวิธีใดๆ ก็มักจะไม่ได้ผล และจะยิ่งส่งผลในเชิงลบให้ปลาเกิดความเครียดและเสียชีวิตเร็วขึ้น

นอกจากนี้ การดูแลสภาพแวดล้อมควบคู่ไปกับการรักษาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเนื่องจากปลาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต้องอาศัยอยู่ในน้ำตลอดเวลากิจกรรมในการดำรงชีวิตทุกชนิด เช่น การกินอาหาร การหายใจ การขับถ่าย และการสืบพันธุ์ ล้วนแต่ต้องอาศัยน้ำเป็นตัวกลาง ถ้าสภาพน้ำที่เลี้ยงไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตปกติ แล้วย่อมจะส่งผลต่อการเจ็บป่วยของปลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปลาป่วยที่มีสุขภาพอ่อนแอ ย่อมต้องการสภาพแวดล้อมที่ดีกว่าปลาปกติที่มีความแข็งแรงมากกว่า ผู้เลี้ยงต้องศึกษาชีววิทยาของปลาแต่ละชนิดที่จะเลี้ยงว่ามีความเหมาะสมที่จะเลี้ยงในสภาพแวดล้อมเช่นไร อาจศึกษาได้จากตำราการเลี้ยงปลา สอบถามจากผู้มีประสบการณ์ หรือสังเกตจากการทดลองเลี้ยงด้วยตนเอง จึงจะทราบและเข้าใจถึงความต้องการของปลาว่าต้องการสภาพแวดล้อมแบบใด

●สภาพแวดล้อมที่ดี คืออะไร?

สภาพแวดล้อมที่ดีหมายถึง สภาพน้ำที่สะอาด มีออกซิเจนละลายน้ำมาก มีอินทรียสารในน้ำน้อย ไม่มีสิ่งมีชีวิตอื่นในตู้ปลาโดยเฉพาะจำพวกที่เป็นอันตราย อาจหมายถึงน้ำที่มีปริมาณแพลงตอนพืชหนาแน่น มีสภาพที่ใกล้เคียงธรรมชาติ เพื่อการพรางตัวของปลา มีการไหลเวียนของน้ำตลอดเวลา หรือเป็นน้ำนิ่งๆ มีการไหลเวียนของน้ำน้อย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผู้เลี้ยงควรศึกษาและทำความเข้าใจเรื่องจากการเลี้ยงปลาให้มีสุขภาพแข็งแรง เมื่อปลามีสุขภาพแข็งแรงก็จะมีความทนทานต่อโรคมากขึ้น ปรสิตหรือเชื้อโรคต่างๆ จะทำให้ปลาป่วยได้ยากขึ้น

อย่างไรก็ดี ถ้าแม้ปลาที่เลี้ยงจะมีสุขภาพแข็งแรง แต่ช่วงเวลาต่างๆ ที่ปลาจะอ่อนแอกว่าปกติก็สามารถพบได้ เช่น ในปลาที่อายุน้อยหรือมากๆ หรือปลาที่ตั้งท้อง ปลาที่วางไข่ ปลาที่เลี้ยงลูก เป็นต้น ระยะเวลาเหล่านี้จะเป็นช่วงที่ปลามีโอกาสป่วยจากการติดเชื้อปรสิต แบคทีเรีย เชื้อรา หรือไวรัส ได้โดยง่าย ผู้เลี้ยงจึงควรสังเกตปลาอย่างใกล้ชิด และเมื่อพบความผิดปกติก็ควรรีบหาสาเหตุแห่งความผิดปกติให้พบและหาวิธีแก้ไขและรักษาที่เหมาะสม

สัปดาห์หน้าเรามาคุยกันว่า “สภาพแวดล้อมที่ดี” ของปลานั้นเป็นอย่างไรครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย