pet care : วิธีและช่องทางการให้ยาสัตว์น้ำ ตอนที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/306680

pet care : วิธีและช่องทางการให้ยาสัตว์น้ำ ตอนที่ 1

pet care : วิธีและช่องทางการให้ยาสัตว์น้ำ ตอนที่ 1

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สวัสดีครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้รู้จักชนิดของยาและสารเคมีที่ใช้กับสัตว์เลี้ยงในตู้ปลาไปแล้ว วันนี้ผมมีข้อมูลดีๆ เกี่ยวกับวิธีการให้ยาสัตว์น้ำโดย รศ.สพ.ญ.ดร.อรัญญา พลพรพิสิฐ มาฝากกันต่อครับ

✯ วิธีการให้ยาในตู้ปลาสวยงาม

การให้ยาในตู้ปลาสวยงาม เราอาจทำได้หลายวิธี เช่น การป้อนให้กินโดยตรง  การผสมในอาหารให้กิน  การทาบริเวณที่มีอาการ  การผสมน้ำแล้วนำปลามาแช่ในระยะเวลาที่ต่างกัน การใส่ยาลงไปในน้ำที่เลี้ยงปลาโดยตรงเลย หรือการให้ยาโดยการฉีด อาจฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ฉีดเข้าถุงลม หรือฉีดเข้าช่องท้อง เป็นต้น

1.ยากิน

ตัวอย่างยาที่นิยมให้โดยการป้อนให้กิน ได้แก่ วิตามินต่างๆ ยาถ่ายพยาธิที่มีฤทธิ์ฆ่าปรสิตภายใน และยาปฏิชีวนะหลายชนิด

ยาชนิดที่เป็นเม็ดขนาดเล็กอาจใช้วิธีการป้อนเข้าปากปลาโดยตรง ส่วนยาที่เป็นยาน้ำ สามารถใช้ไซริงค์ดูดยา แล้วป้อนเข้าปากปลาได้โดยตรงได้โดยการหยดช้าๆ เพื่อให้ปลาค่อยๆ กลืนลงไป

การจับบังคับปลาเพื่อป้อนยานั้นสามารถทำได้ในกรณีที่ปลาเชื่องมีความคุ้นเคยกับผู้เลี้ยง และปลามีขนาดใหญ่พอประมาณ เช่น ปลาทองปลาคาร์ฟ เป็นต้น

ในกรณีปลาที่มีความก้าวร้าว  ปลาที่ตื่นตกใจง่าย ไม่ควรให้ยาด้วยวิธีนี้ เพราะอาจทำให้ปลาดิ้นรนและบาดเจ็บจากการจับบังคับได้  ตัวอย่างของปลาที่ไม่ควรจับบังคับเพื่อการป้อนยา เช่น ปลามังกรหรือปลาอะโรวาน่าปลาหมอสี ปลาปอมปาดัวร์ เป็นต้น

ส่วนปลาที่ไม่สามารถให้ยาโดยการป้อนให้กินโดยตรงนั้น สามารถให้ยาได้โดยการผสมไปในอาหาร ซึ่งวิธีการผสมอาหารนั้นทำได้โดย การนำยาที่คำนวณปริมาณที่ต้องการให้ปลาได้รับมาคลุกกับอาหารผงชนิดที่ปั้นเป็นก้อนเหนียวได้ หรือ นำอาหารเม็ดปกติที่ปลากินมาคลุกเคล้ากับยา แล้วนำมาผึ่งลมให้แห้งแล้วค่อยๆ ให้ปลากินช้าๆ จนหมด

ในการให้ยาประเภทนี้จะต้องทำการเตรียมใหม่ทุกครั้ง หรือ ผสมเจลาตินเหลวอุ่นๆ กับยา แล้วจึงนำอาหารมาคลุกแล้วผึ่งแห้ง  โดยเตรียมวันละครั้ง ในปริมาณที่เพียงพอสำหรับความต้องการของปลาในแต่ละวันเท่านั้น จะไม่ทำเก็บไว้จำนวนมากเพราะคุณภาพของยาจะเสื่อมลง

ในกรณีปลากินเนื้อที่ไม่ได้กินอาหารเม็ด อาจนำยาที่ต้องการฉีดเข้าไปในชิ้นเนื้อที่เป็นอาหารปลา แล้วให้ปลากินเนื้อที่มียานั้น หรือ กรณีปลาเหยื่อมีชีวิต อาจนำยาที่ต้องการให้ปลาที่เลี้ยงได้รับโดยการฉีดเข้าช่องท้อง หรือ  ถุงลม แล้วจึงนำปลาเหยื่อไปให้กับปลากิน

2.ยาทาและยาแช่ปลา

การให้ยาทาบริเวณที่มีอาการ สามารถทำได้เช่นกันในกรณีปลาที่เชื่องและคุ้นเคยกับผู้เลี้ยง เนื่องจากต้องจับปลาหลายครั้งในหนึ่งวันเพื่อทายา โดยยาที่นิยมใช้ ได้แก่ เจลปฏิชีวนะป้ายตารักษาอาการตาอักเสบเนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นต้น แต่เนื่องจากยาจะละลายน้ำหมดไปรวดเร็ว จึงต้องป้ายยาวันละหลายๆ ครั้ง ในสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำสวยงามนิยมใช้ทิงเจอร์ไอโอดีนเบตาดีน ยาเหลือง หรือยาแดง ในการทาป้ายฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง

แต่ยาทาที่ผิวหนังนั้นไม่ควรใช้ในปลา เนื่องจากระบบป้องกันร่างกายของปลาจากการสร้างเมือกขึ้นปกคลุมบริเวณผิวหนังจะป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียในน้ำได้ และยาที่ทาผิวหนังจะเจือจางทันทีเมื่อปลาสัมผัสน้ำ  หากจำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง  สามารถใช้ได้โดยการผสมน้ำแล้วนำปลามาแช่เป็นระยะเวลาสั้นๆ ครั้งละ 5-10 นาทีได้  ขึ้นอยู่กับชนิดของยาที่ใช้ ความเข้มข้นของยาที่เตรียม ความรุนแรงของโรค อายุของปลา และชนิดของปลา เป็นต้น

ตัวอย่างยาที่ใช้โดยวิธีนี้ได้แก่ ยาปฏิชีวนะอ๊อกซี่เตตร้าซัยคลินเกลือแกง  ฟอร์มาลิน หรือแม้กระทั่งการนำปลาทะเลที่เลี้ยงในน้ำที่มีความเค็มมาแช่ในน้ำจืดเป็นระยะเวลา 5-10 นาที ก็สามารถช่วยลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียและปรสิตภายนอกได้

การแช่ปลาเพื่อรักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรีย นอกจากจะสามารถทำโดยการแช่เป็นระยะเวลาสั้นๆ แล้ว ยังสามารถใช้แช่ระยะเวลานาน หรือผสมลงในน้ำเลี้ยงปลาแล้วเปลี่ยนถ่ายเมื่อมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำได้

ในการใช้ยาปฏิชีวนะในการแช่ ควรใช้ติดต่อกันเป็นเวลา 7-14 วัน ส่วนการใช้ยากำจัดปรสิตแช่ปลานั้นไม่ควรใช้ติดต่อกันทุกวัน เนื่องจากยาหรือสารเคมีที่มีฤทธิ์กำจัดปรสิตภายนอกนั้นจะมีความระคายเคืองต่อปลามาก และมีผลกระตุ้นใหปลาสร้างและขับเมือกที่ผิวหนังออกมา หากใช้ต่อเนื่องกันหลายวันจะทำให้ปลาขับเมือกมาก อ่อนเพลีย และเกิดการระคายเคืองที่ผิวหนังและเหงือกปลาอย่างรุนแรง ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อปลา ควรใช้แช่ประมาณสัปดาห์ละครั้ง จนกว่าอาการจะดีขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : เรื่องของตู้ปลา ตอนที่ 1: ชนิดของยาและสารเคมีในการเลี้ยงปลาสวยงาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/305291

pet care : เรื่องของตู้ปลา ตอนที่ 1: ชนิดของยาและสารเคมีในการเลี้ยงปลาสวยงาม

pet care : เรื่องของตู้ปลา ตอนที่ 1: ชนิดของยาและสารเคมีในการเลี้ยงปลาสวยงาม

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในปัจจุบัน “ปลา” เป็นสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเนื่องจากใช้พื้นที่และระยะเวลาในการดูแลไม่มาก แต่หลายคนก็วิตกว่า เมื่อเราสังเกตุเห็นว่าปลาเริ่มแสดงอาการป่วย เราจะมีวิธีการปฐมพยาบาลและการดูแลเบื้องต้นอย่างไร โดยเฉพาะความรู้พื้นฐานเรื่องยาและสารเคมีที่ใช้ในสัตว์น้ำ วันนี้ผมมีข้อมูลดีๆ จากรศ.สพ.ญ.ดร.อรัญญา พลพรพิสิฐ จากศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มาฝากครับ

ยาและสารเคมีที่มีการใช้ในการเลี้ยงปลาตู้สวยงามนั้นมีจำนวนมากที่วางขายกันอยู่ตามร้านขายอุปกรณ์เลี้ยงปลา ซึ่งเราสามารถแบ่งกลุ่มยาและสารเคมีที่ใช้ได้เป็น 5 กลุ่มดังนี้

1.ยาหรือสารเคมีที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียในน้ำ

ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ ได้แก่ อะคริฟลาวินโซลูชั่นหรือยาเหลือง โพแทสเซียมเปอร์มังกาเนตหรือด่างทับทิม ไอโอดีนโซลูชั่น ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เมทธิลีนบลู เป็นต้น

สารเคมีกลุ่มนี้เป็นที่นิยมใช้อย่างกว้างขวาง มีความปลอดภัยสูง ราคาถูก ใช้ในการลดปริมาณหรือฆ่าเชื้อแบคทีเรียในน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงปลา การฆ่าเชื้อที่ปนเปื้อนมากับอาหารมีชีวิตสำหรับปลากินเนื้อ การฆ่าเชื้ออุปกรณ์ พรรณไม้น้ำ วัสดุและสิ่งตกแต่งตู้ปลา การตกค้างของสารเคมีในกลุ่มนี้เมื่อใช้โดยวิธีการจุ่มในการฆ่าเชื้ออุปกรณ์ต่างๆ ไม่มีอันตรายต่อปลา

ก่อนที่จะนำอาหารมีชีวิตหรือวัสดุต่างๆใส่ลงในตู้ปลา ควรมีการฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่อาจเป็นสาเหตุการเกิดโรคและติดมากับอาหารมีชีวิตหรือวัสดุ อาจนำมาใช้ในกรณีที่นำน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาใช้ในการเลี้ยงปลา เนื่องจากน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติส่วนใหญ่มีแบคทีเรียปนเปื้อนอยู่ แต่ไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในกลุ่มนี้ในกรณีที่นำน้ำประปามาใช้ในการเลี้ยงปลา ยกเว้นเมื่อไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำเป็นเวลานาน
มีของเสียในตู้ปลามาก และไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้เป็นเวลานาน

2.สารเคมีที่มีฤทธิ์ฆ่าปรสิตภายนอก

ตัวอย่างสารในกลุ่มนี้ได้แก่ ฟอร์มัลดีไฮด์หรือฟอร์มาลิน โซเดียมคลอไรด์หรือเกลือแกง ออร์กาโนฟอสเฟต คอปเปอร์ซัลเฟต โพแทสเซียมเปอร์มังกาเนตหรือด่างทับทิม

3.สารเคมีที่มีฤทธิ์ฆ่าปรสิตภายใน

สารในกลุ่มนี้เป็นกลุ่มยาถ่ายพยาธิภายใน ได้แก่ เมทโทรนิดาโซล พราซิควอนเทล  มีเบนดาโซล เฟนเบนดาโซล ลีวาไมโซล

4.ยาปฏิชีวนะและยาที่มีฤทธ์ฆ่าหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียในร่างกายปลา

ตัวอย่างยาในกลุ่มนี้ได้แก่ กลุ่มกานามัยซิน  คลอแรมเฟนิคอลเจนต้ามัยซิน ซัลฟาไตรเมโทพริม เซฟฟาเลกซิน นีโอมัยซินไนโตรฟูราโซน เพนนิซิลลิน ฟลอเฟนนิคอล ฟูราโซลิโดนสเตรปโตมัยซิน ออกซีเตตร้าซัยคลิน อะมอกซีซิลลิน อะมิกาซินอิริโทรมัยซิน  แอมพิซิลิน เอนโรฟล๊อกซาซิน นอร์ฟล๊อกซาซิน เป็นต้น

5.สารเคมีที่ใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ

ตัวอย่างสารเคมีในกลุ่มนี้ได้แก่โซเดียมไธโอซัลเฟตใช้เพื่อกำจัดคลอรีนในน้ำ คลอรีนใช้เพื่อฆ่าเชื้อบ่อเลี้ยงและอุปกรณ์ติดเชื้อ ใบหูกวางใช้เป็นสมุนไพรในการรักษาแผลที่ผิวหนังปลากัดโปรไบโอติคใช้เพื่อกระต้นการเจริญเติบโตและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในสัตว์น้ำ เป็นต้น

จะเห็นว่าสารเคมีหรือยาที่ใช้กันมีจำนวนมาก ซึ่งมีฤทธิ์และข้อบ่งใช้ที่แตกต่างกัน แต่ที่สำคัญก่อนจะใช้ยาอะไรก็ตาม ควรปรึกษาสัตวแพทย์ก่อนใช้ เพื่อให้ได้ประโยชน์สูงที่สุด และส่งผลกระทบต่อสัตว์เลี้ยง คน และสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด สัปดาห์หน้า เรามารู้จักวิธีและช่องทางการให้ยาสัตว์น้ำกันต่อครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : โครงการรณรงค์ต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จังหวัดลพบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/303952

pet care : โครงการรณรงค์ต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จังหวัดลพบุรี

pet care : โครงการรณรงค์ต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จังหวัดลพบุรี

วันเสาร์ ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 15.15 น.

สวัสดีครับทุกท่าน เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ในฐานะ “อาจารย์ที่ปรึกษาชมรม” ของ “ชมรมต่อต้านพิษสุนัขบ้า คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ผมได้พานิสิตและคณาจารย์ รวมถึงสัตวแพทย์ จัดกิจกรรมจิตอาสาบริการสังคมเกี่ยวกับ “การรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า” ที่จังหวัดลพบุรีมาครับ

ทุกท่านคงทราบอยู่แล้วว่า “โรคพิษสุนัขบ้า” หรือ “โรคกลัวน้ำ” นั้น เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรงถึงชีวิตที่เกิดใน “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด” ไม่ว่าจะเป็น สุนัข แมว คน โค กระบือ สุกร กระต่ายจิงโจ้บิน กระรอก และกระแต เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาให้หาย แต่โรคนี้สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าเป็นประจำทุกปี หรือตามที่สัตวแพทย์แนะนำครับ

ด้วยสาเหตุที่ว่า โรคนี้เป็นอันตรายต่อ “คน” ดังนั้นทางชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดโครงการนี้ขึ้น เมื่อวันที่ 10-12 พฤศจิกายน 2560

งานนี้คณาจารย์ สัตวแพทย์ นิสิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ ประมาณ180 คน ได้ร่วมกันออกหน่วยฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้สุนัขและแมว ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี โดยความร่วมมือของ “ปศุสัตว์จังหวัด และปศุสัตว์อำเภอ รวมถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านอาสาสมัครอีกหลายท่าน” ซึ่งช่วยประสานงานเป็นอย่างดี โดย“น.สพ.ไชยา หาญชนะ”

โครงการครั้งนี้  มี “นางสาวพิมพ์ภิกา ศรีเลิศ” นิสิตชั้นปีที่ 3 เป็นหัวหน้าโครงการ มีผม “ผศ.น.สพ.ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร”และ “ผศ.น.สพ.ดร.ชาญณรงค์ รอดคำ”  เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ และมีคณาจารย์เข้าร่วมอีกหลายท่านได้แก่ “ผศ.น.สพ.ดร.ปิยนันท์ ทวีถาวรสวัสดิ์ รศ.น.สพ.ดร.ไพศาล เทียนไทยผศ.ดร.นลินี อิ่มบุญตา อ.น.สพ.ดร.กิตติพงษ์ ทาจำปา อ.สพ.ญ.ดร.ทรายแก้ว สัตยธรรม และ อ.น.สพ.ดร.เกษม รัตนภิญโญพิทักษ์”รวมถึง “สพ.ญ.ภาษร ภูผา และ น.สพ.ฐิติพัฒน์ เลิศวิไลลักษณ์”ให้การดูแลอย่างใกล้ชิด

โครงการนี้ ได้รับการสนับสนุนจากผู้ใหญ่ใจดีหลายบริษัท ได้แก่ บริษัทสยามพูลทรัพย์ อินเตอร์เคมีคอล จำกัด (Bearing)
บริษัท vetproducts group บริษัทซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (Jerhigh) บริษัทเบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด และบริษัทแลคตาซอย จำกัด (มหาชน) เป็นต้น ซึ่งต้องขอขอบคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ช่วงเวลาดังกล่าว มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้สุนัขและแมวไปประมาณ 1,500 ตัว งานนี้ทั้งคุณหมอ นิสิต คณาจารย์รวมถึงสุนัข-แมว และเจ้าของสัตว์เลี้ยงก็ได้รับความสุขไปอย่างถ้วนหน้ากันครับ

ปัญหาเรื่องพิษสุนัขบ้าและสุนัขจรจัดนี้ ในมุมของ “สัตวแพทย์”ก็หวังว่า กิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคมของนิสิตชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้านี้ จะช่วยลดปัญหาการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในชุมชนได้บ้าง แม้จะเป็นเพียง “จิ๊กซอว์ตัวเล็กๆ ในภาพใหญ่ของสังคม” ก็ตาม

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : การถ่ายพยาธิให้กับน้องหมาและน้องแมว ควรทำเมื่อไหร่และบ่อยแค่ไหน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/302573

pet care : การถ่ายพยาธิให้กับน้องหมาและน้องแมว ควรทำเมื่อไหร่และบ่อยแค่ไหน?

pet care : การถ่ายพยาธิให้กับน้องหมาและน้องแมว ควรทำเมื่อไหร่และบ่อยแค่ไหน?

วันอาทิตย์ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สวัสดีครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราได้คุยกันถึงอันตรายของพยาธิในคนไปแล้ว สัปดาห์นี้ เรามาคุยกันต่อ ถึงการถ่ายพยาธิให้กับน้องหมาและน้องแมวกัน โดยข้อมูลต่อเนื่องจาก ผศ.สพ.ญ.ดร.วรพร สุขุมาวาสี จาก หน่วยปรสิตวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ครับ

● เราควรเริ่มพาสัตว์เลี้ยงไปถ่ายพยาธิได้เมื่อใด และควรทำบ่อยแค่ไหน?

ล่าสุด Tropical Council for Companion Animal Parasites (TroCCAP; http://www.troccap.com/) แนะนำว่า ลูกสุนัขและลูกแมวทุกตัวควรได้รับการถ่ายพยาธิไส้เดือนและพยาธิปากขอ เริ่มตั้งแต่อายุ 2 สัปดาห์ และให้ยาต่ออีกทุก 2 สัปดาห์จนอายุครบ 8 สัปดาห์

หลังจากนั้น จึงเริ่มการป้องกันพยาธิโดยใช้ยาที่มีประสิทธิภาพสำหรับพยาธิไส้เดือนและพยาธิปากขอ “เป็นประจำทุกเดือน” เพื่อจัดการกับการติดเชื้อใหม่ที่อาจเพิ่งรับมาได้ โดยเฉพาะในสัตว์ที่มีโอกาสรับเชื้อจากสัตว์ตัวอื่นและสิ่งแวดล้อม

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบสำหรับป้องกันพยาธิในทางเดินอาหาร เช่น ยากินแบบเม็ด แบบเคี้ยว ยาหยดที่ผิวหนัง (บริเวณระหว่างไหล่) เป็นต้น บางผลิตภัณฑ์นอกจากจะมีประสิทธิภาพในการกำจัดพยาธิในทางเดินอาหารแล้ว ยังมีการป้องกันพยาธิหัวใจ และ/หรือป้องกันปรสิตภายนอกร่วมด้วย

สำหรับแม่แมวและแม่สุนัขที่กำลังให้นมลูก ควรได้รับยาถ่ายพยาธิพร้อมกับลูกสัตว์ด้วย ส่วนการถ่ายพยาธิในแม่หมาที่ติดเชื้อขณะตั้งท้อง ควรปรึกษาสัตวแพทย์ เพื่อป้องกันการถ่ายทอดตัวอ่อนของพยาธิไส้เดือนจากแม่สู่ลูกผ่านทางรกและน้ำนม

● คำแนะนำเพื่อให้ “สัตว์เลี้ยง” “เจ้าของ” และ “คนรอบข้าง” ปลอดภัย เราควรดูแลสัตว์เลี้ยงของเราอย่างไร ?

ควรป้องกันไม่ให้สุนัขและแมว “ล่าเหยื่อ” โดยให้อยู่ภายในบริเวณบ้าน ไม่ออกไปรับเชื้อจากสิ่งแวดล้อมที่มีสัตว์จรจัดอาศัยอยู่ ควรให้อาหารที่ปรุงสุกแล้วแก่สัตว์เลี้ยง งดให้เนื้อสัตว์ดิบ และควรนำสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจอุจจาระ (หรือนำอุจจาระที่เพิ่งถ่ายสดๆ ใส่ถุงไปให้คุณหมอตรวจ) อย่างน้อยทุก 3 เดือน ในขวบปีแรก และประจำปีละ 1-2 ครั้ง เพื่อประเมินประสิทธิภาพของการให้ยาป้องกัน และความร่วมมือของสัตว์เลี้ยงและเจ้าของในการให้ยา ควรกำจัดอุจจาระจากสนามหรือกระบะทรายทุกวัน เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่พยาธิพัฒนาเป็นตัวอ่อนระยะติดโรค หากตรวจพบว่าสัตว์เลี้ยงติดพยาธิ นอกจากการถ่ายพยาธิแล้ว สัตวแพทย์จะให้การรักษาตามอาการควบคู่ไปด้วย

● นอกจากการถ่ายพยาธิในสัตว์เลี้ยงเป็นประจำแล้ว ควรป้องกันการติดเชื้อในคนอย่างไร

การติดต่อของพยาธิปากขอและพยาธิไส้เดือนสู่คนนั้น มากับ “ดิน”

ไข่พยาธิไส้เดือน มีเปลือกหนา สามารถพัฒนาเป็นตัวอ่อนระยะติดโรคได้ภายใน 2-4 สัปดาห์ พยาธิออกไข่จำนวนมากปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม เช่น ดินที่ชื้น และไข่มีความทนทานสูง จึงอยู่ได้นานหลายปี  การกำจัดไข่พยาธิไส้เดือนในสิ่งแวดล้อมนั้นทำได้ยาก ยาฆ่าเชื้อทั่วไปมีประสิทธิภาพไม่ดีในการฆ่าพยาธิระยะนี้ แต่สามารถช่วยลดจำนวนเชื้อลงได้ หากสัตว์เข้ามาขับถ่ายในสนามเด็กเล่นที่มีดินมีทรายได้ ควรระมัดระวังไม่ให้เด็กเล็กกินดินหรือทราย รวมทั้งป้องกันการไม่ให้นำสิ่งของหรืออาหารที่ปนเปื้อนดินหรือทรายเข้าปาก ควรปิดกระบะทรายหลังจากเล่นเสร็จแล้วให้มิดชิด หรือมีประตูกั้นเพื่อป้องกันไม่ให้สุนัขและแมวเข้ามาขับถ่ายในสนามเด็กเล่น หลังจากที่เด็กเล่นเสร็จแล้วต้องล้างมือถูสบู่ให้สะอาดโดยเฉพาะตามซอกเล็บ นอกจากนี้ ขณะที่นั่งบนดินหรือทรายที่ชื้น ควรมีเสื่อหรือผ้ายางปูรองพื้น ควรใส่ถุงมือและรองเท้าในขณะทำสวน และผู้ที่มีอาชีพที่ต้องสัมผัสกับดินชื้นเป็นระยะเวลานาน ควรป้องกันด้วยการสวมใส่วัสดุที่มีชั้นป้องกันน้ำได้ เพื่อไม่ให้พยาธิไชเข้าผิวหนัง หากพาสัตว์เดินเล่น ต้องใช้สายจูง และควรเก็บอุจจาระทิ้งทันทีหลังจากที่สัตว์ขับถ่าย เพื่อเป็นการลดจำนวนไข่พยาธิและตัวอ่อนในสิ่งแวดล้อมลง ดังนั้น “ผู้ที่เลี้ยงสัตว์ควรเลี้ยงด้วยความรับผิดชอบ ไม่ปล่อยให้สัตว์ไปขับถ่ายในที่สาธารณะ” ผักและผลไม้ควรล้างให้สะอาดเพื่อลดการปนเปื้อนของดินที่อาจมีไข่พยาธิไส้เดือน

สุดท้ายนี้ อาจารย์วรพร ได้ฝากถึงท่านผู้อ่านทุกท่านว่า การป้องกันการติดโรคพยาธิจากสัตว์จากการกินนั้น ก็ยังคงใช้หลักการเดิม คือ “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ” นั่นเอง ขอให้ทุกท่านเลี้ยงเจ้าตูบเจ้าเหมียวอย่างมีความสุข ปลอดภัยและไกลโรคกันนะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : เราสามารถติดโรคพยาธิในทางเดินอาหารจากสัตว์เลี้ยงได้หรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/301181

pet care : เราสามารถติดโรคพยาธิในทางเดินอาหารจากสัตว์เลี้ยงได้หรือไม่?

pet care : เราสามารถติดโรคพยาธิในทางเดินอาหารจากสัตว์เลี้ยงได้หรือไม่?

วันอาทิตย์ ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สัปดาห์ที่แล้ว เราได้คุยกันถึงช่องทางการติดต่อและอันตรายของพยาธิปากขอและพยาธิไส้เดือน ว่าส่งผลเสียอย่างไรกับสุขภาพของน้องหมาและแมวกันไปแล้วนะครับ

หลายคนก็เกิดความสงสัยกันต่อว่าพยาธิเหล่านี้จะสร้างปัญหาเฉพาะในสัตว์เลี้ยงหรือไม่ ? รวมถึงเราจะมีวิธีการจัดการกับปัญหานี้อย่างไรและบ่อยแค่ไหน ? แน่นอนครับในสัปดาห์นี้เรายังอยู่กับข้อมูลดีๆ จาก ผศ.สพ.ญ.ดร.วรพร สุขุมาวาสีจากหน่วยปรสิตวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาฯ ครับ

● พยาธิปากขอและพยาธิไส้เดือนของสุนัขและแมวสามารถก่อโรคใน “คน” ได้หรือไม่

พยาธิทั้งสองชนิดทั้งพยาธิปากขอและพยาธิไส้เดือนนั้น ถือเป็นปรสิตที่ก่อโรคจากสัตว์สู่คน และ “ทำอันตรายในคนได้” โดยเฉพาะในเด็กเล็กครับ

“เด็ก” จะมีโอกาสรับการติดต่อได้สูง จากการเล่นดินและทรายที่มีสุนัขหรือแมวที่ติดเชื้อเคยไปขับถ่ายไว้ แล้วถูก “ตัวอ่อนพยาธิปากขอ” ไชผิวหนัง หรือกิน “ไข่พยาธิไส้เดือน” หรือ “ตัวอ่อนพยาธิปากขอ” เข้าไปโดยบังเอิญ นอกจากนี้ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรงหรือกำลังใช้ยากดภูมิคุ้มกันอยู่ก็ควรพึงระวังการติดเชื้อเหล่านี้มากกว่าคนปกติด้วยครับ

● พยาธิปากขอและพยาธิไส้เดือนของสุนัขและแมวก่อโรคในคนอย่างไร

พยาธิปากขอบางชนิด ทำให้คนมีอาการปวดท้อง ลำไส้อักเสบ และพบเม็ดเลือดขาวชนิด eosinophil ในกระแสเลือดสูงกว่าปกติ ในขณะที่พยาธิปากขอบางชนิด เป็นสาเหตุให้เกิดผื่นคันมาก หรือผื่นนูนแดงอักเสบเป็นแนวคดเคี้ยว (cutaneous larva migrans) เนื่องจากตัวอ่อนของพยาธิชอนไชในผิวหนังแต่โดยทั่วไปสามารถหายได้เอง

สำหรับพยาธิไส้เดือน โดยเฉพาะเด็กที่กินไข่พยาธิที่มีตัวอ่อนระยะติดโรคเข้าไปนั้น พยาธิจะเคลื่อนที่ไปตามอวัยวะภายใน (visceral larva migrans) ทำให้เกิดอาการตับโต มีอาการปอดติดเชื้อ มีเม็ดเลือดขาว eosinophil ระดับสูงในกระแสเลือด หากตัวอ่อนของพยาธิไชเข้าไปที่ระบบประสาท (neural larva migrans) จะทำให้เป็นโรคทางระบบประสาท รวมทั้งการไชเข้าไปที่ตา (ocular larva migrans) เกิดการอักเสบที่จอประสาทตาแบบข้างเดียว อาจทำให้ตาบอดได้ บางรายจะมีการติดพยาธิไส้เดือนแบบแอบแฝง (covert toxocariasis) จะมีอาการปวดท้องอย่างเรื้อรัง หรืออาการอื่นๆ ที่ไม่มีลักษณะจำเพาะ

● ใครคือกลุ่มคนที่เสี่ยงต่อการติดพยาธิปากขอจากสุนัขและแมว

หากตอบแบบกำปันทุบดินก็คือ คนที่มีโอกาสสัมผัสกับสัตว์โดยตรงหรือโดยอ้อมนั่นเอง กลุ่มคนเหล่านี้ ได้แก่ผู้ที่ต้องสัมผัสกับดินหรือทรายที่มีตัวอ่อนของพยาธิปากขออยู่เช่น ช่างไฟ ช่างประปา พนักงานกำจัดปลวก และคนงานที่ต้องคลานเข้าไปใต้ถุนอาคารที่ยกสูงขึ้น เกษตรกร ชาวสวนคนอาบแดดที่นอนบนพื้นทราย และเด็กที่เล่นบนพื้นดินพื้นทรายที่อาจมีตัวอ่อนของพยาธิปนเปื้อนอยู่ รวมทั้งผู้เลี้ยงสัตว์ที่ไม่ได้เอาใจใส่ต่อสุขภาวะของสัตว์เลี้ยงของตน ดังนั้นในส่วนของผู้เลี้ยงสัตว์ จึงควรตัดวงจรของพยาธิตั้งแต่ในสัตว์เลี้ยง โดยการให้ยาถ่ายพยาธิตามที่สัตวแพทย์แนะนำครับ

สัปดาห์หน้า เรามาคุยกันถึงเรื่องการถ่ายพยาธิในทางเดินอาหารสำหรับน้องหมาและน้องแมวกันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : พยาธิที่สำคัญและพบได้บ่อยในน้องแมวน้องหมา ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/299836

pet care : พยาธิที่สำคัญและพบได้บ่อยในน้องแมวน้องหมา ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

pet care : พยาธิที่สำคัญและพบได้บ่อยในน้องแมวน้องหมา ตอนที่ 2 (ตอนจบ)

วันอาทิตย์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

● สุนัขและแมวติดพยาธิเหล่านี้ได้อย่างไร

ดังที่กล่าวไปแล้วว่า สุนัขและแมวสามารถติด “พยาธิปากขอ” ได้จาก 2 ทางหลัก คือ 1.ตัวอ่อนระยะติดต่อ “ไช” ผ่านทางผิวหนังที่ชื้น (เช่นนอนสัมผัสพื้นดิน) หรือ 2.การ “กิน” ตัวอ่อนที่ปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม หรือที่อยู่ในเนื้อเยื่อของสัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก รวมทั้งแมลงสาบ

นอกจากนี้ ช่องทางการติดต่อที่สำคัญของพยาธิปากขอสู่ลูกสุนัขอีกช่องทางหนึ่งคือ ผ่านทาง “น้ำนม“ โดยการกินตัวอ่อนของพยาธิที่ถูกขับออกมากับน้ำนมของแม่สุนัข โดยแม่สุนัขอาจติดพยาธิแบบเฉียบพลัน หรือมีพยาธิตัวอ่อนที่แฝงอยู่ในเนื้อเยื่อ แล้วถูกกระตุ้นให้เคลื่อนมาที่ต่อมน้ำนมในช่วงท้ายของการตั้งท้อง ซึ่งพยาธิตัวอ่อนในเนื้อเยื่อนี้ ก็กลับมาทำให้แม่สุนัขมีพยาธิในลำไส้ได้อีกครั้งด้วย แม่สุนัขที่ติดพยาธิสามารถถ่ายทอดเชื้อผ่านทางน้ำนมได้ถึง 3 ครอก ส่วนในแมว การติดพยาธิปากขอบางชนิดไม่ผ่านทางน้ำนม

สำหรับ “พยาธิไส้เดือน” นั้น ทั้งสุนัขและแมวติดพยาธิได้จากการกินไข่พยาธิที่มีตัวอ่อนระยะติดต่อและปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม หรือการกินเหยื่อ เช่น หนู นก ที่มีตัวอ่อนของพยาธิ

ช่องทางที่สำคัญที่สุดในการติดต่อของพยาธิไส้เดือนในลูกสุนัข คือ ผ่านทาง “รก” ในขณะตั้งท้อง เนื่องจากขณะที่แม่สุนัขตั้งท้อง ตัวอ่อนของพยาธิที่แฝงอยู่ในอวัยวะของแม่สุนัขจะเคลื่อนที่ผ่านทางรกมายังลูกสุนัขได้ก่อนคลอด อีกทั้งผ่านทางน้ำนมแม่สุนัขได้ด้วย แต่สำหรับแมว ไม่มีการถ่ายทอดเชื้อผ่านทางรก ส่วนการติดต่อจากผ่านทางน้ำนม อาจเกิดขึ้นในกรณีที่แม่แมวที่ติดพยาธิขณะตั้งท้องช่วงท้ายๆ หรือช่วงให้นมเท่านั้น และตัวอ่อนจะไปเจริญต่อที่ลำไส้เล็กโดยไม่เคลื่อนย้ายไปอวัยวะอื่นก่อน

● หลังจากที่สุนัขและแมวติดพยาธิเข้าไปแล้ว พยาธิจะใช้เวลานานแค่ไหนในการเจริญเป็นตัวเต็มวัยในลำไส้เล็ก จนพยาธิออกไข่มาให้ตรวจพบได้ในอุจจาระ

ระยะเวลานั้น ขึ้นกับชนิดพยาธิแต่ละชนิด ช่องทางการติดต่อ อายุ และภูมิคุ้มกันของสัตว์

สำหรับ “พยาธิปากขอ” ส่วนใหญ่ในสุนัขใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ และ 2-4 สัปดาห์ในแมว

แต่ถ้าเป็นลูกสุนัขที่ติดพยาธิปากขอทางน้ำนมจะพบไข่พยาธิได้ตั้งแต่อายุ 10-12 วันเลยทีเดียว

ส่วน “พยาธิไส้เดือน” ในสุนัขใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ พยาธิไส้เดือนแมวใช้เวลา 8 สัปดาห์

● สุนัขและแมวที่มีอาการท้องเสีย อาเจียนแต่ตรวจอุจจาระแล้วไม่พบไข่พยาธิ แสดงว่าเค้าไม่ติดพยาธิใช่หรือไม่?

กรณีนี้ เรายังฟันธงไม่ได้ว่าไม่มีพยาธิ จนกว่าจะได้ตรวจอุจจาระซ้ำใน 2-3 วันถัดไป เนื่องจากสัตว์สามารถแสดงอาการผิดปกติของทางเดินอาหารได้ตั้งแต่พยาธิกำลังเจริญเติบโต หรือยังเคลื่อนที่มาไม่ถึงลำไส้ หรือพยาธิอาจยังไม่ได้ผสมพันธุ์ หรืออาจมีพยาธิเพียงเพศเดียว จึงทำให้ตรวจไม่พบไข่พยาธิในอุจจาระก็ได้ แต่ระยะเหล่านี้สามารถ “ก่อโรคได้” นอกจากนี้ เจ้าของควรนำสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุอื่นหรือสาเหตุร่วมที่ทำให้มีอาการท้องเสียด้วย เช่น การติดเชื้อไวรัสลำไส้อักเสบในสุนัข ไวรัสไข้หัดแมว เชื้อโปรโตซัว หรือแพ้อาหาร เป็นต้น

● การติดพยาธินั้น นอกจากทำให้มีอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจแล้ว ยังส่งผลเสียอย่างอื่นกับสัตว์เลี้ยงหรือไม่

การติดพยาธินั้น ยังมีผลเสียเรื่องการสร้างภูมิต้านทานหลังได้รับการฉีดวัคซีนอีกด้วย พยาธิปากขอและพยาธิไส้เดือนมักก่อโรคได้รุนแรงในลูกสัตว์ อีกทั้งเป็นช่วงเดียวกับที่ลูกสุนัขและลูกแมวควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสหลายชนิดที่สำคัญ รวมทั้งโรคพิษสุนัขบ้า

หากลูกสัตว์ไม่สมบูรณ์แข็งแรง การสร้างภูมิคุ้มกันจะเกิดขึ้นได้ “ไม่สมบูรณ์” และ “ไม่คุ้มโรค” ทำให้ยังมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคแม้จะได้รับวัคซีนแล้วก็ตาม

ครั้งต่อไป เราจะมาคุยกันว่า พยาธิเหล่านี้สามารถก่อปัญหาใน “คน” ได้หรือไม่ และเราจะมีโปรแกรมถ่ายพยาธิให้แก่สัตว์เลี้ยงได้อย่างไร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : พยาธิที่สำคัญและพบได้บ่อยในน้องแมวน้องหมา (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/298747

pet care : พยาธิที่สำคัญและพบได้บ่อยในน้องแมวน้องหมา (ตอนที่ 1)

pet care : พยาธิที่สำคัญและพบได้บ่อยในน้องแมวน้องหมา (ตอนที่ 1)

วันอาทิตย์ ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เจ้าของสุนัขและแมวส่วนใหญ่มักมีข้อสงสัยว่า ในกรณีที่เลี้ยงสัตว์ไว้ในบ้าน ในห้องนอน หรือคลุกคลีใกล้ชิดกับคนนั้น เราควรจะต้องระมัดระวังเรื่องอะไรบ้าง นอกจากโรคพิษสุนัขบ้าและโรคติดเชื้อทางระบบทางเดินหายใจแล้ว เรื่องราวเกี่ยวกับพยาธิในทางเดินอาหารก็เป็นเรื่องที่เกิดคำถามขึ้นในใจของผู้เลี้ยงหลายๆ ท่าน วันนี้เรามาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับคำถามดังกล่าวกัน ผมมีข้อมูลดีๆ จาก ผศ.สพ.ญ.ดร.วรพรสุขุมาวาสี จากหน่วยปรสิตวิทยา ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาฯ มาฝากครับ

@ พยาธิที่พบได้บ่อยในน้องหมาและน้องแมวมีอะไรบ้าง?

พยาธิที่สามารถพบในสุนัขและแมวมีทั้ง “พยาธิตัวกลม” และ “พยาธิตัวแบน” ซึ่งชนิดที่พบได้บ่อยที่จะคุยกันในครั้งนี้ จะเป็นกลุ่มพยาธิตัวกลม อันได้แก่

1.พยาธิปากขอ ซึ่งในประเทศไทยมีอยู่หลายชนิด บางชนิดสามารถอาศัยอยู่ได้ทั้งในสุนัขและแมวด้วย

2.พยาธิไส้เดือน ซึ่งก็มีชนิดที่อาศัยอยู่เฉพาะในสุนัข และบางชนิดก็อาศัยอยู่เฉพาะในแมว รวมถึงชนิดที่สามารถพบได้ในทั้งในสุนัขและแมวอีกด้วย (ซึ่งพยาธิไส้เดือนชนิดนี้ จะพบได้ไม่บ่อยในประเทศไทย)

@ พยาธิปากขอและพยาธิไส้เดือนก่อให้เกิดอันตรายอย่างไรกับสัตว์เลี้ยงได้บ้าง

ตัวเต็มวัยของพยาธิทั้งสองชนิดอาศัยอยู่ในลำไส้เล็ก โดยที่…

1.พยาธิปากขอ พยาธิชนิดนี้จะมีฟันที่แหลมคม และมีกระพุ้งแก้มที่ใหญ่ ซึ่งจะทำให้พยาธิสามารถ “งับ” เยื่อบุผนังลำไส้จนเป็นแผลได้รวมถึงสามารถเปลี่ยนตำแหน่งที่เกาะ และดูดเลือดของสุนัขและแมวเป็นอาหาร ทำให้สัตว์เสียเลือด เกิดปัญหาโลหิตจาง น้ำหนักลดลง ท้องเสียแบบมีเลือดสีดำปนในอุจจาระ

สำหรับ “ลูกสัตว์” ที่มีพยาธิปากขอในลำไส้จำนวนมาก อาจทำให้สัตว์ตายได้จากการเสียเลือดและท้องเสียอย่างรุนแรง

พยาธิปากขอสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทั้ง “การกิน” และ “การไชผ่านผิวหนัง” ลูกสัตว์ที่ “กิน” ตัวอ่อนของพยาธิเข้าไปนั้นในช่วงแรกพยาธิจะเคลื่อนที่ไปที่ “ปอด” เป็นอวัยวะแรก ก่อนที่เคลื่อนที่ไปเจริญเติบโตที่“ลำไส้เล็ก” จึงทำให้มีอาการของ “ระบบทางเดินหายใจ” เช่น ไอ น้ำมูกไหลมีไข้ หรือมีอาการปอดบวมได้ นอกจากนี้ ตัวอ่อนของพยาธิสามารถ “ไชผ่านผิวหนัง” จึงอาจพบอาการผิวหนังอักเสบ แดง คัน เป็นผื่นนูนได้ตามง่ามเท้าได้

2.พยาธิไส้เดือน มักพบปัญหาของโรคที่รุนแรงได้ในลูกสุนัขเช่นกัน เนื่องจากตัวอ่อนของพยาธิจำนวนมากสามารถผ่านจากแม่สุนัขไปยังลูกได้ผ่านทาง “รก” ในขณะที่อยู่ในท้องแม่สัตว์ โดยในลำดับแรกตัวอ่อนของพยาธิจะเคลื่อนที่ผ่านตับและปอดของลูกสัตว์ ก่อนไปพัฒนาเป็นตัวเต็มวัยในลำไส้ ทำให้ลูกสัตว์ที่ติดพยาธิมีค่าการทำงานของตับที่สูงขึ้นกว่าปกติ มีอาการปอดบวม และเสียชีวิตเฉียบพลันได้ขณะที่มีอายุเพียง 2-7 วัน ซึ่งหากติดเชื้ออย่างรุนแรงแต่ไม่เสียชีวิต เราจะพบว่า นอกจากจะมีอาการท้องเสีย อาเจียน ไอ ท้องผูก และมีน้ำมูกแล้ว ยังพบอาการท้องมาน (น้ำในช่องท้อง) เบื่ออาหาร และโลหิตจางในลูกสุนัขที่มีอายุประมาณอายุ 2-3 สัปดาห์ได้อีกด้วย

พยาธิไส้เดือนเป็นพยาธิที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสัตว์เลี้ยง พยาธิจะแย่งอาหารจากลำไส้ ลูกสุนัขและแมวที่มีพยาธิจำนวนมาก จะเบื่ออาหาร ซูบผอมแต่ท้องป่อง ลำไส้อุดตัน อาจทำให้ลำไส้แตก ช่องท้องอักเสบ และเสียเลือดมากได้

สำหรับแมวนั้น การติดเชื้อช่วงแรก พยาธิจะเคลื่อนผ่านตับและปอดเช่นกัน ซึ่งทำให้มีอาการลำไส้อักเสบร่วมกับท้องเสีย อาเจียน โลหิตจาง และเบื่ออาหาร ในการเคลื่อนที่ของพยาธิตัวเต็มวัยผ่านกระเพาะอาหารจะสร้างความระคายเคืองแก่เยื่อบุกระเพาะอาหาร ทำให้สัตว์อาเจียนและพบตัวพยาธิที่ยังมีชีวิตถูกขับออกมาพร้อมกับอาหารได้ ซึ่งเป็นอาการเด่นที่พบได้ค่อนข้างบ่อยในแมว

สัปดาห์หน้า เรามาคุยกันถึงการติดต่อและระยะเวลาในการเติบโตของพยาธิในสัตว์จนสามารถตรวจพบได้ในอุจจาระ รวมถึงผลกระทบที่มีต่อระบบต่างๆ ในร่างกายของสัตว์เลี้ยงกันครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : สุนัขทำหมันแล้ว ทำไมถึงยังมีเมนส์อยู่อีก (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/297508

pet care : สุนัขทำหมันแล้ว  ทำไมถึงยังมีเมนส์อยู่อีก (ตอนจบ)

pet care : สุนัขทำหมันแล้ว ทำไมถึงยังมีเมนส์อยู่อีก (ตอนจบ)

วันเสาร์ ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 14.40 น.

สัปดาห์นี้ ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว โดยผมจะกล่าวถึงกรณีที่ผิดปกติ ที่ยังพบของเหลวสีแดงคล้ายเลือดไหลออกมาจากช่องคลอดหลังผ่าตัดทำหมันไปแล้ว ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก 2 กรณีหลัก คือ

1.การมี “รังไข่” หรือ “ชิ้นส่วนรังไข่” หลงเหลืออยู่ในช่องท้องหลังผ่าตัด อาจเกิดจากไม่ได้ตัดรังไข่ออก หรือตัดรังไข่ออกไม่หมด  รวมถึงมีเศษเนื้อเยื่อรังไข่ตกลงไปในช่องท้อง แล้วมีเส้นเลือดมาเลี้ยงชิ้นเนื้อรังไข่นี้ ทำให้ไข่ขนาดเล็กๆ ภายในใช้ชิ้นเนื้อมีการเจริญเติบโต สร้างฮอร์โมนและตกไข่ได้ รวมถึงแสดงอาการเป็นสัด มีเลือดไหลจากช่องคลอด และยอมรับการผสมพันธุ์จากตัวผู้ได้ แต่เนื่องจากมดลูกถูกตัดออกไปแล้ว สุนัขจึงไม่มีการตั้งท้องเกิดขึ้น

2.การมี “คอมดลูก” หรือ “ส่วนของมดลูก” เหลืออยู่ (รวมถึง อาจมีรังไข่เหลืออยู่ด้วย) ต้องเรียนให้ทราบว่า การสร้างฮอร์โมนเพศในสุนัขเพศเมียนั้น นอกจากรังไข่ที่ทำหน้าที่หลักในการสร้างแล้ว ยังสามารถสร้างได้จากต่อมหมวกไตอีกด้วย ซึ่งนอกจากฮอร์โมนเอสโตรเจนแล้ว ยังมีฮอร์โมน “โปรเจสเตอโรน” ซึ่งมีผลทำให้ผนังมดลูกส่วนที่เหลืออยู่ มีการสร้างสิ่งคัดหลั่ง ซึ่งอาจตามมาด้วยการอักเสบติดเชื้อ และมีเลือดออก โดยเลือดที่ออกในกรณีนี้จึงเป็นเลือดที่เกิดจากการอักเสบ ไม่ใช่เลือดจากภาวะเป็นสัดแบบปกติ

หากมีสุนัขที่เข้ารับการผ่าตัดทำหมันด้วยวิธีตัดรังไข่และมดลูกออกแล้ว สุนัขยังมีเลือดไหลจากช่องคลอดอยู่ เราควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา

หากสาเหตุเป็นกรณีแรก คือ มีรังไข่หรือชิ้นส่วนรังไข่หลงเหลืออยู่ แต่เจ้าของสามารถทนต่อความรำคาญเรื่องเลือดที่ไหลเปรอะเปื้อน รวมถึงทนต่อพฤติกรรมผสมพันธุ์ที่ดึงดูดสุนัขเพศผู้ได้ ก็อาจไม่ต้องทำอะไร เพราะสุนัขก็จะ “ไม่มีลูก” ถึงแม้จะได้รับการผสมพันธุ์ก็ตาม

แต่หากเกิดจากกรณีที่ 2 คือ มีคอมดลูกหรือส่วนของมดลูกเหลืออยู่นั้น หากมีการติดเชื้อ ก็อาจส่งผลให้เกิดการอักเสบติดเชื้อของส่วนของมดลูกที่หลงเหลืออยู่ได้

ทั้งนี้ กรณีที่เกิดเลือดหรือของเหลวไหลออกจากช่องคลอด ไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม สุนัขควรได้รับการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติมจากสัตวแพทย์นะครับ

การตรวจวินิจฉัย สามารถทำได้โดย

1.การตรวจค่าเม็ดโลหิตสมบูรณ์

2.การเอกซเรย์ และ/หรือ อัลตราซาวนด์ เพื่อยืนยันว่ามีการอักเสบของตอที่เหลืออยู่ของมดลูกหรือคอมดลูก หรือมีรังไข่ หรือส่วนหนึ่งของรังไข่หลงเหลืออยู่

แต่ถ้ารังไข่ที่เหลืออยู่มีขนาดเล็กมาก ไม่สามารถตรวจพบโดยใช้อัลตราซาวนด์ได้ สัตวแพทย์จะใช้วิธี “ฉีดฮอร์โมน” กระตุ้นการเจริญของไข่ ถ้ามีรังไข่ที่ทำงานหลงเหลืออยู่ สุนัขจะแสดงอาการเป็นสัด ก็ให้พาสุนัขไปยืนยันการเป็นสัดอีกครั้งโดยใช้ “การตรวจเซลล์เยื่อบุผนังช่องคลอด” ต่อไป


การรักษา

หากวินิจฉัยแล้วพบ การหลงเหลืออยู่ของรังไข่ ส่วนหนึ่งของมดลูก หรือคอมดลูกก็ตาม การรักษาทำได้โดย “การผ่าตัดเปิดช่องท้อง” เพื่อตัดส่วนที่มีการอักเสบของมดลูก หรือเนื้อรังไข่ที่คงค้างอยู่ในช่องท้องนั้นออก ซึ่งในการผ่าตัดจะต้องทำการวางยาสลบและเปิดผ่าช่องท้องเพื่อตัดเอาสิ่งที่หลงเหลือเหล่านั้นออก

เมื่อท่านผู้อ่านทราบข้อมูลดังนี้แล้ว หลังจากนำสุนัขไปผ่าตัดทำหมัน หากยังพบว่าสุนัขมีเลือดไหลจากช่องคลอดอยู่ ซึ่งแม้เป็นระยะเวลาหลายเดือนหรือเป็นปีภายหลังการผ่าตัด ก็ควรพาสุนัขกลับไปปรึกษาสัตวแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยยืนยัน และให้การรักษาต่อไปครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : สุนัขทำหมันแล้ว ทำไมถึงยังมีเมนส์อยู่อีก (ตอนที่1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/296316

pet care : สุนัขทำหมันแล้ว ทำไมถึงยังมีเมนส์อยู่อีก  (ตอนที่1)

pet care : สุนัขทำหมันแล้ว ทำไมถึงยังมีเมนส์อยู่อีก (ตอนที่1)

วันอาทิตย์ ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เจ้าของสุนัขหลายท่านคงจะทราบดีว่า ในขณะที่สุนัขเป็นสัด จะมีของเหลวสีแดง ซึ่งอาจเป็นน้ำใสๆ หรืออาจข้นคล้ายเลือดไหลออกมาจากช่องคลอด ซึ่งเป็นอาการที่สำคัญของสุนัขที่อยู่ในระยะ “เป็นสัด” โดยสิ่งนี้เป็นอาการที่ “เจ้าของสุนัขไม่พึงประสงค์“ เพราะนอกจากจะทำให้พื้นบ้าน ผนัง และอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้านเลอะเทอะเปรอะเปื้อนแล้ว ยังเป็นการดึงดูดสุนัขตัวผู้ให้มาเห่าหอนอยู่รอบๆ บ้าน สร้างความรำคาญให้กับเพื่อนบ้าน

สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุให้เจ้าของต้องพาสุนัขไปผ่าตัดทำหมันเพื่อลดปัญหาดังกล่าว แต่ในบางรายก็อาจเกิดปัญหาว่า ทำหมันไปตั้งเกือบปีแล้ว ทำไมเจ้าตูบของเรายังมี “เมนส์” อยู่อีกล่ะ???

วันนี้เรามาคุยกับผู้รู้กันครับ ผมมีเรื่องราวที่น่าสนใจจาก ศ.สพ.ญ.ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์ จากภาควิชาสูติศาสตร์เธนุเวชวิทยา และวิทยาการสืบพันธุ์ มาฝากกันครับ

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า  “วงรอบการเป็นสัดของสุนัข” ไม่เหมือน “วงรอบประจำเดือนของคน” นะครับ

สิ่งที่เรียกว่า “เมนส์” ของคนนั้น เกิดจากการลอกหลุดของผนังมดลูกที่ไม่มีการตั้งท้อง ที่เกิดขึ้นหลังไข่ตกไปแล้ว ดังนั้น การที่ผู้หญิงมี “เมนส์” จึงเป็นการบ่งบอกว่า “ไม่ท้อง” ซึ่งในหนึ่งเดือนจะมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น 1 ครั้งเราจึงเรียกว่า “ประจำเดือน”

ส่วนในสุนัขนั้น แม้ว่าการมีเลือดจากช่องคลอดของสุนัข ซึ่งบ่งบอกว่าสุนัขอยู่ในช่วงเป็นสัดก็ตาม แต่เราไม่สามารถเรียกว่าประจำเดือนได้ เนื่องจากสุนัขมีวงรอบการเป็นสัดและตกไข่เพียง “2-3 ครั้งต่อปี”

การมีเลือดจากช่องคลอดของสุนัขนั้น เป็นระยะก่อนไข่ตก ซึ่งบ่งว่าอยู่ในช่วงการเป็นสัด สุนัขจะแสดงอาการ “ยอมรับการผสมพันธุ์” การมีเลือดและการแสดงอาการผสมพันธุ์ของสุนัขนั้น เป็นอิทธิพลของฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งสร้างจากรังไข่ ดังนั้นการตัดที่ต้นตอของปัญหาโดยการผ่าตัดทำหมัน (ซึ่งสัตวแพทย์จะใช้วิธีตัดมดลูกและรังไข่ออกทั้งหมด ที่เรียกว่า Ovariohysterectomy) จะทำให้สุนัขไม่มีการสร้างไข่ได้และไม่มีการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจน ดังนั้นสุนัขก็จะไม่มี “เมนส์” รวมทั้งไม่ควรมีการแสดงอาการเป็นสัดได้อีก

ในสัปดาห์หน้า เราจะมีพูดถึงอาการผิดปกติของสุนัขหลังการผ่าตัดทำหมันกันนะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : การใช้เทคโนโลยี RFID ในสัตว์ (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/295025

pet care : การใช้เทคโนโลยี RFID ในสัตว์ (ตอนจบ)

pet care : การใช้เทคโนโลยี RFID ในสัตว์ (ตอนจบ)

วันอาทิตย์ ที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สำหรับการใช้เทคโนโลยี RFID ในสัตว์เพื่อระบุตัวตนและประวัติประจำตัวสัตว์นั้นมี 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ

1.การใช้ในสัตว์เลี้ยง เช่น สุนัขและแมว หรือสัตว์ป่า ทั้งที่อยู่ในธรรมชาติและที่อยู่ในสวนสัตว์ หรือแม้แต่การใช้ในหน่วยสัตว์ทดลอง (ที่เราเรียกว่าฝังไมโครชิพให้กับสัตว์เลี้ยงนั่นเองครับ)

2.การใช้ในปศุสัตว์ เช่น สุกร โค แพะ แกะ เพื่อการตรวจสอบความปลอดภัยด้านอาหารโดยสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ทำให้ทราบว่าเนื้อสัตว์แพ็กนี้มาจากที่ไหน ซึ่งปัจจุบันสามารถพบได้ในห้างสรรพสินค้าชั้นนำเป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้เพื่อการจัดการฟาร์มได้อีกด้วย

รูปแบบและวิธีการติด tag ในสัตว์แต่ละชนิดจึงมีความแตกต่างกัน สำหรับในประเทศไทยนั้น อาจแบ่งได้ตามประเภทสัตว์ เช่น

@ สัตว์เลี้ยงเช่น สุนัขและแมว สัตวแพทย์จะทำการฝัง glass tag ใต้ผิวหนังตรงแนวกึ่งกลางลำตัวด้านบนบริเวณหน้ากระดูกสะบัก

การอ่านค่า จะอ่านด้วยเครื่องอ่านชนิดมือถือ รหัสประจำตัวที่อ่านได้จะปรากฏเป็นตัวเลข 15 หลัก แต่ละหลักจะมีความหมายตามมาตรฐานสากลและมาตรฐานของประเทศไทย ทำให้พิสูจน์ตัวตนของสัตว์ตัวนั้นได้โดยเช็คจากฐานข้อมูลที่ผู้ติด tag นั้นเก็บไว้

@ ในปศุสัตว์ที่ใช้เนื้อเพื่อการบริโภค  เราจะไม่ใช้ glass tag ฝังใต้ผิวหนัง เนื่องจากร่างกายของสัตว์เหล่านี้สามารถใช้เป็นอาหารได้ทุกส่วน โดย

– ใน โค กระบือ แพะ แกะ ซึ่งเป็นสัตว์เคี้ยวเอื้องที่มีกระเพาะอาหารแบ่งเป็น 4 ส่วน  เราจะใช้ glass tag ฝังในแท่ง bolus ซึ่งทำจากวัสดุที่มีความหนักและไม่เป็นอันตรายต่อตัวสัตว์ เช่น ceramic แล้วป้อนให้สัตว์กลืนเข้าไป ซึ่ง ceramic bolus จะไปค้างอยู่ในกระเพาะอาหารส่วน rumen หรือ reticulumตลอดชีวิต ไม่หลุดออกมากับอุจจาระและไม่รบกวนการดำรงชีวิตของสัตว์ ทำให้สามารถแยก bolus ได้ง่ายหลังกระบวนการชำแหละ ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

การอ่านอาจใช้เครื่องอ่านชนิดมือถือถ้าสัตว์มีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่ถ้าสัตว์ตัวใหญ่หรือหนามาก อาจใช้เครื่องอ่านชนิดตั้งพื้นซึ่งมีประสิทธิภาพในการอ่าน tag ได้ในระยะที่ไกลกว่า

– ในสุกร ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีกระเพาะเดียว ไม่สามารถใช้bolus จึงนิยมใช้ ear tag ติดที่ใบหูแทน

นอกจากนี้เรายังสามารถนำระบบ RFID มาประยุกต์ใช้ในการจัดการฟาร์มได้ เช่น ควบคุมการให้อาหารสุกรแต่ละตัวควบคุมการรีดนมและตรวจติดตามปริมาณน้ำนมที่รีดได้ในโคนม การตรวจเช็ครอบการเจาะเลือดในแกะ เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าเราสามารถนำเทคโนโลยีนี้มาใช้ในสัตว์ได้อีกมากมาย ขึ้นอยู่กับการพัฒนาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เพื่อรองรับการใช้งานในแต่ละลักษณะที่แตกต่างกันไปด้วยครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย