pet care : การใช้เทคโนโลยี RFID ในสัตว์ (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/293739

pet care : การใช้เทคโนโลยี RFID ในสัตว์ (ตอนที่ 1)

pet care : การใช้เทคโนโลยี RFID ในสัตว์ (ตอนที่ 1)

วันอาทิตย์ ที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ในปัจจุบัน มีเทคโนโลยีมากมายเพื่ออำนวยความสะดวกรวดเร็วในการใช้ชีวิต  ซึ่งเห็นง่ายๆ จากการที่ในอดีต การทำบัญชีค้าขายจะต้องจดเองด้วยมือทีละชิ้น พัฒนาขึ้นมาเป็นระบบ Barcode และ QR Code จนถึงปัจจุบันมีระบบ RFID เกิดขึ้น

หลายท่านคงสงสัยว่า RFID คืออะไร? แล้วมีความเกี่ยวข้องในเชิงสัตวแพทย์อย่างไร? วันนี้ผมมีข้อมูลเกี่ยกับ RFID จาก ผศ.น.สพ.ดร.วุฒิชัย กลมเกลียว จากภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯมาให้ทุกคนได้ทำความรู้จักกันครับ

Radio Frequency Identification (RFID)

RFID คือการระบุตัวตน โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่งสัญญาณด้วยคลื่นวิทยุ ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญทั่วโลกทั้งในปัจจุบันและอนาคต เนื่องจากมีข้อดีเหนือบาร์โค้ดและ QR code หลายประการ โดยในระบบ RFID มีองค์ประกอบหลัก3 ส่วนคือ

1) ป้าย (tag หรือ transponder) ประกอบด้วยไมโครชิพที่บรรจุข้อมูลหรือรหัสประจำตัวและเสาอากาศ tagมี 2 ชนิดคือชนิดที่ต้องมีแบตเตอรี่เป็นแหล่งพลังงานเรียกactive tag และชนิดที่ไม่ต้องใช้แบตเตอรี่เรียก passive tagนอกจากนี้ tag ยังมีหลายรูปแบบ เช่น บัตร เหรียญ แถบกาว หรือที่ใช้ในสัตว์ เช่น ป้ายติดหู (ear tag) แท่งแก้วขนาดเล็ก (glass tag) หรือแท่งเซรามิก (ceramic bolus)

2) เครื่องอ่าน (reader หรือ interrogator)ประกอบด้วยภาครับ-ส่งสัญญาณวิทยุ วงจรควบคุมการอ่านหรือเขียนข้อมูล และเสาอากาศ มีหลายรูปแบบ เช่น ชนิดมือถือ ติดผนัง หรือตั้งพื้น เป็นต้น

3) ฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ เป็นระบบฐานข้อมูลรวมทั้งประมวลผลข้อมูลที่ได้รับ ต่างกันไปขึ้นอยู่กับงานที่ใช้ เช่น ระบบการจัดการฟาร์ม ระบบคลังสินค้า ระบบขนส่ง เป็นต้น

ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีนี้รอบตัวเรา ได้แก่

– การใช้กับหนังสือเดินทาง (e-passport)

– ใช้ติดกระเป๋าขึ้นเครื่องบิน

– ใช้ในการแข่งขันวิ่งมาราธอนระยะต่างๆ เพื่อตรวจสอบการวิ่งผ่านจุดที่กำหนด

– ใช้ติดหนังสือของห้องสมุด ติดสินค้าในห้างร้าน

– ใช้ในการโดยสารรถไฟฟ้าในรูปแบบเหรียญ (token)หรือบัตร

– ใช้ทำเป็นบัตรประจำตัวหรือบัตรผ่านของหน่วยงาน

– บัตรผ่านทางด่วน (Easy Pass)

– นอกจากนี้ยังใช้ในกระบวนการผลิตและส่งออกสินค้าทางการเกษตรทั้งพืชและสัตว์อีกด้วย

อ่านต่อสัปดาห์หน้า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

pet care : ‘อาจารย์ใหญ่ทางสัตวแพทย์’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/292498

pet care : ‘อาจารย์ใหญ่ทางสัตวแพทย์’

pet care : ‘อาจารย์ใหญ่ทางสัตวแพทย์’

วันอาทิตย์ ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อวันเสาร์ที่ 9 กันยายน 2560 คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาฯ ร่วมกับ สมาคมนิสิตเก่า และสโมสรนิสิต คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ได้จัด “พิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลและงานฌาปนกิจอาจารย์ใหญ่ทางสัตวแพทย์” ขึ้น ณ วัดธาตุทอง กรุงเทพฯ

“อาจารย์ใหญ่ทางสัตวแพทย์” ที่พูดถึงนั้น ก็คือ ร่างกายของสัตว์เลี้ยงที่เสียชีวิตที่ได้รับการบริจาค จาก “ศูนย์กายสัตว์อุทิศ” คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั่นเอง

ศูนย์นี้ได้จัดตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2558 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรับบริจาคร่างกายสัตว์เลี้ยงทุกชนิดที่เสียชีวิตแล้ว เพื่อใช้เป็น “ครู” ให่นิสิตสัตวแพทย์ได้ศึกษาครับ

เนื่องจากผมเป็นครูที่สอนทางด้าน “กายวิภาคศาสตร์ทางสัตวแพทย์” ซึ่งต้องใช้ “ร่างสัตว์” หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น สุนัข สุกร แพะ แกะ โค กระบือ ม้า ฯลฯ เพื่อให้นิสิตสัตวแพทย์ได้เรียน

ผมมักจะพูดกับนิสิตสัตวแพทย์เสมอว่า….ไม่ว่าจะเราเรียก “ร่างสัตว์” ต่างๆ ที่นำมาใช้เรียนเหล่านั้นว่า “สัตว์ทดลอง” “Specimen” “ครูใหญ่” “อาจารย์ใหญ่” หรืออะไรก็ตาม

ผมขอให้นิสิตคิดเสมอว่า ทุกชีวิตนั้น ได้ชื่อว่าเป็น “ครู” เป็นชีวิตหนึ่งซึ่ง “เสียสละ” ให้พวกเราได้ “ใช้เรียน” เพื่อให้เกิดความรู้ความชำนาญในเชิงสัตวแพทย์ทั้งสิ้น

ผมจะเน้นเสมอว่า อยากให้นิสิตสัตวแพทย์ทุกคน พึงระลึกและตระหนักว่า กว่าเราจะได้เป็น “นายสัตวแพทย์ หรือ สัตวแพทย์หญิง” ได้ เราต้องผ่าน “ชีวิตเหล่านั้น” มาแล้วเท่าไหร่

ดังนั้น ในการ “เรียน” จาก “ชีวิตของเขาเหล่านั้น” ผมขอให้นิสิตสัตวแพทย์ทุกคนได้ สำนึก และระลึกถึง “บุญคุณ” ของ “ชีวิตเหล่านั้น” ที่เป็นเสมือน “ครู” ให้เราได้ศึกษาเพื่อให้เกิดความเข้าใจและความชำนาญ

ขอให้ใช้ “ชีวิต” ของเขา “อย่างเคารพ”

ขอให้เราใช้ร่างเขา “อย่างสำนึก”

ขอให้เราใช้ร่างเขา “อย่างรู้คุณค่า”

ขอให้เราใช้ร่างเขาให้ “เกิดประโยชน์สูงสุด”

ให้นิสิตมองเขาว่าเป็น “ครู”

ไม่ใช่เป็นแค่ “ร่างสัตว์ตัวหนึ่ง”

ผมจึงอยากเรียนท่านผู้อ่านทุกท่านว่า เราใช้ “ร่างกายสัตว์”เพื่อการศึกษาทางสัตวแพทย์ “อย่างมีคุณค่า” ที่สุด แต่จำนวนสัตว์ต่างๆ (โดยเฉพาะ สุนัขและแมว) ที่ได้รับจากการบริจาคนั้น  ยังมีความต้องการอีกเป็นจำนวนมาก เพื่อใช้ในการเรียนการสอนในแต่ละปี

ผมจึงใคร่ขอเชิญชวนให้เจ้าของสัตว์ทุกท่านได้พิจารณาว่า หากสัตว์เลี้ยงของท่านเสียชีวิตลง และมีความประสงค์จะ “บริจาคร่างสัตว์เลี้ยง” เพื่อเป็นวิทยาทานในการศึกษาของนิสิตสัตวแพทย์แล้วละก็ ขอให้สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับคุณสมบัติและเงื่อนไขต่างๆ ได้ที่ ศูนย์กายสัตว์อุทิศ ชั้น 5 อาคารสัตววิทยวิจักษ์คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถ.อังรีดูนังต์ปทุมวัน โทร.02-2189638 02-2189639

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สัญญาณที่ส่อแววว่า สุนัขของเรากำลังไม่สบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/264443

วันอาทิตย์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อสุนัขของเราไม่สบาย หากพูดได้ เขาคงอยากบอกกับเจ้าของเหลือเกินว่า “ผมเจ็บ ผมป่วย ช่วยผมที” แต่ปัญหาคือ เขาสื่อสารเป็นคำพูดกับเราไม่ได้ ดังนั้นการแสดงทางร่างกาย จึงเป็นการสื่อสารที่เจ้าของคงต้องเรียนรู้จากกิริยาและอาการที่เขาแสดงออกที่เขาสื่อออกมา ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก

เจ้าของจึงต้องหมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ  ที่เป็นสัญญาณเตือนว่าสุนัขกำลังไม่สบาย และทางที่ดีควรจดบันทึกอาการผิดปกติต่างๆ นั้น ทั้งเรื่องความถี่และระยะเวลาที่แสดงให้เห็น เพื่อนำไปเล่าให้สัตวแพทย์ฟังเมื่อพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ จะทำให้การวินิจฉัยและการรักษาโรคทำได้โดยง่ายและแม่นยำมากขึ้น

อาการผิดปกติต่างๆ ที่เตือนว่าสุนัขของเรากำลังป่วยมีมากมายครับ แต่สิ่งที่สามารถสังเกตได้คร่าวๆ พิจารณาตามระบบต่างๆ ของร่างกายได้ดังนี้

1.หู สังเกตว่ามีกลิ่นเหม็นหรือไม่ มีขี้หู มีเลือดหรือหนองอยู่ในรูหูหรือไม่ สุนัขแสดงอาการสะบัดหรือเกาหูหรือไม่

2.ช่องปาก สังเกตว่ามีกลิ่นปากเหม็นผิดปกติหรือไม่ มีหินปูนเกาะที่ขอบฟันหรือไม่ มีปัญหาเหงือกอักเสบ มีเลือดไหลหรือไม่ มีฟันผุหักหรือไม่

3.ระบบทางเดินอาหาร ให้สังเกตว่ามีการอาเจียน ท้องเสียเบ่งถ่ายอุจจาระผิดปกติหรือไม่ หากผิดปกติไม่ว่าจะท้องเสียหรือท้องผูกให้สังเกตว่าอุจจาระมีเลือดหรือมูกปนออกมาหรือไม่

4.จมูก ให้สังเกตว่าปลายจมูกแห้งหรือไม่ มีน้ำมูกไหลออกมาหรือไม่ น้ำมูกข้นหรือใส และมีสีอะไร

5.ตา ให้สังเกตว่ามีขี้ตาเกรอะกรังหรือไม่ ดวงตาขุ่นมัวหรือไม่เยื่อตาขาวแดงอักเสบหรือไม่ สุนัขหรี่ตาผิดปกติหรือไม่ ความผิดปกติต่างๆ นั้น เกิดขึ้นที่ตาข้างเดียวหรือสองข้าง

6.ระบบขับถ่ายปัสสาวะ ให้สังเกตว่าปัสสาวะลำบากหรือไม่มีการเบ่งปัสสาวะนานผิดปกติหรือไม่ สีของปัสสาวะเป็นเช่นไร มีเลือด หนอง หรือตะกอนนิ่วปนออกมาหรือไม่ ความถี่ในการถ่ายปัสสาวะผิดปกติไปหรือไม่ ปัสสาวะกะปริดกะปรอยหรือไม่

7.ขนและผิวหนัง ให้สังเกตว่ามีตุ่มหนองตามผิวหนังหรือไม่ ผิวหนังแห้งเป็นสะเก็ดหรือไม่ ผิวหนังหนาตัวขึ้นอย่างผิดปกติหรือไม่ มีก้อนอะไรผิดปกติที่ผิวหนังหรือไม่ ขนแห้งหรือร่วงผิดปกติหรือไม่ สุนัขใช้เท้าตะกุยหรือเกาลำตัวหรือไม่ และให้สังเกตว่ามีเห็บ หมัด เหา หรือตัวอะไรผิดปกติเกาะที่ผิวหนังหรือขนหรือไม่

8.ระบบโครงสร้างร่างกาย ให้สังเกตว่าสุนัขมีท่าทางการเดินที่ผิดปกติไปจากเดิมหรือไม่ จากที่เคยวิ่งเล่นร่าเริงวิ่งได้น้อยลงหรือมีท่าทางผิดปกติในการวิ่งหรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสองขาหลังหากสุนัขมีความผิดปกติของข้อสะโพก จะแสดงอาการเดินหรือวิ่งที่ผิดปกติไปจากเดิมมาก การไม่ลุกยืนหรือเดินเลยก็อาจจะเกิดจากความผิดปกติของกระดูกสันหลังได้ ซึ่งเจ้าของควรสังเกตไว้ด้วยเช่นกัน

9.ระบบสืบพันธุ์ ในสุนัขเพศเมียให้สังเกตดูว่ามีสิ่งคัดหลั่ง เช่น หนอง หรือหนองปนมูกเลือด ไหลออกจากช่องคลอดหรือไม่ เลือดตอนเป็นสัด (ที่เรามักเรียกกันว่าเลือดประจำเดือน ซึ่งความจริงไม่ใช่เลือดที่ออกมาประจำเดือน) ไหลออกมานานผิดปกติหรือไม่โดยปกติไม่ควรไหลออกมานานเกิน 7 วัน ท้องบวมกางผิดปกติพร้อมๆ  กับมีอาการหนองไหลจากช่องคลอดหรือไม่ถ้ามีอาการแบบนี้อาจจะเกิดจากมดลูกอักเสบเป็นหนองให้รีบพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาด่วนที่สุด นอกจากนี้ให้สังเกตว่ามีก้อนคล้ายติ่งหรือหูดอยู่ที่อวัยวะเพศหรือไม่ สำหรับสุนัขเพศผู้ การมีสิ่งคัดหลั่งเล็กน้อยคล้ายหนองเกาะที่ปลายอวัยวะเพศไม่ถือว่าผิดปกติ แต่ให้สังเกตดูว่ามีก้อนคล้ายหูดเกาะอยู่ที่ปลายอวัยวะเพศหรือไม่ ลูกอัณฑะบวมโตผิดปกติหรือไม่ อวัยวะเพศสุนัขตัวผู้ปกติต้องมีหนังหุ้ม หุ้มอยู่ตลอดเวลา ไปล่นเปิดนานจนผิดปกติ

ถ้าเราสังเกตอาการของสุนัขได้ตามนี้แล้ว เมื่อสุนัขเริ่มแสดงอาการป่วย เราก็จะทราบแต่เนิ่นๆ และพาไปพบสัตวแพทย์ได้เร็ว การตรวจวินิจฉัยและการรักษาก็จะประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้นครับ ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก ผศ.น.สพ.ดร.ชาญณรงค์ รอดคำ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เทคนิคการให้อาหารสุนัข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/263311

วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อเราได้ลูกสุนัขใหม่มาเลี้ยง นอกจากการจัดเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ แล้ว “วิธีการให้อาหารควรทำอย่างไร” ก็เป็นสิ่งที่ผู้เลี้ยงมือใหม่หลายคนอยากทราบ วันนี้มีข้อมูลดีๆ จาก ผศ.น.สพ.ดร.ชาญณรงค์ รอดคำ จากคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กันครับ

เทคนิคการให้อาหารสุนัข สรุปง่ายๆ ดังนี้

1.อย่าให้แบบตามใจมากเกินไป เจ้าของอาจจะต้องทำใจแข็งบ้างที่จะไม่ให้อาหารแก่สุนัขในปริมาณที่มากเกินไป หรือพร่ำเพรื่อเมื่อเห็นสุนัขกินอาหารได้มาก และภายหลังจากที่กินอาหารแล้วไม่จำเป็นต้องให้ขนมหวานตามเหมือนกับที่ชอบปฏิบัติในมื้ออาหารของเรา

สุนัขไม่ควรกินอาหารหวานจัดเป็นประจำเพราะไม่ดีต่อสุขภาพ เราควรวางชามอาหารไว้ให้สุนัขแค่ประมาณ 15-30 นาทีเท่านั้น จากนั้นก็เก็บ ถึงแม้จะกินหมดหรือไม่ก็ตาม วิธีการนี้จะช่วยสอนให้สุนัขรู้ว่าจะได้กินอาหารก็ต่อเมื่อมีชามอาหารมาให้เท่านั้น

2.น้ำดื่มสะอาด ควรมีให้ตลอดอย่าให้ขาด เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกาย มากกว่า 60% ของร่างกายสุนัขคือน้ำ ดังนั้นร่างกายจะขาดน้ำไม่ได้เด็ดขาด เจ้าของควรเตรียมน้ำสะอาดใส่ภาชนะไว้ให้สุนัขกินตลอดเวลา คุณภาพของน้ำที่ให้สุนัขกินก็ควรจะเป็นคุณภาพเดียวกับที่ให้คนกินเช่นกัน

3.จำนวนมื้อที่ให้อาหารต้องเหมาะสม โดยปรกติแล้วปริมาณอาหารที่ให้และจำนวนมื้อที่ให้จะต้องสอดคล้องกัน เพื่อรักษาสมดุลของร่างกายสุนัข หากให้อาหารสำเร็จรูปก็จะง่ายต่อเจ้าของ เพราะจะมีปริมาณที่แนะนำไว้ว่าต้องให้กี่กรัมต่อวัน สำหรับจำนวนมื้ออาหารที่ควรให้ต่อวัน เป็นดังนี้

ลูกสุนัข 2 เดือน ควรให้อาหารวันละ 4 มื้อ

ลูกสุนัขอายุ 3 เดือน ควรให้อาหารวันละ 3 มื้อ

ลูกสุนัขอายุ 4 เดือน – 1 ปี ควรให้วันละ 2 มื้อ

สุนัขอายุ 1 ปีขึ้นไป ควรให้อาหารวันละ 1-2 มื้อ

สำหรับสุนัข 1 ตัวแล้ว ควรให้อาหารโดยใช้ชามเดิมและบริเวณเดิมเสมอ เพื่อสร้างวินัยการกินอาหารที่ถูกต้องให้แก่สุนัข

4.ชั่งน้ำหนักสุนัขอย่างสม่ำเสมอ น้ำหนักตัวเป็นตัวชี้วัดการเจริญเติบโตของลูกสุนัขได้เป็นอย่างดี เพราะน้ำหนักตัวสุนัขที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงแสดงถึงสภาวะโภชนาการที่เปลี่ยนแปลงไปทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ดังนั้นเจ้าของควรชั่งน้ำหนักสุนัขอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงขอน้ำหนักดังกล่าวเพื่อดูว่าสุนัขมีพัฒนาการเป็นอย่างไรบ้าง

5.ฝึกนิสัยการกินที่ดีให้สุนัข สุนัขบางตัวมีนิสัยหวงของกิน อาจเป็นเพราะกลัวตัวอื่นจะมาแย่งกินซึ่งเมื่อสุนัขโตขึ้นจะทำให้มีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวทำร้ายสุนัขตัวอื่นหรือไม่ก็กัดคนที่เข้ามาใกล้ๆ กับชามอาหารของเขา หากที่บ้านเลี้ยงสุนัขหลายตัวปัญหาที่พบบ่อยคือ สุนัขชอบเข้าไปวุ่นวายกับชามอาหารของสุนัขตัวอื่น ซึ่งผลก็คือสุนัขจะกัดกันจนทำให้เกิดบาดแผลหรืออันตรายขึ้นได้ ดังนั้นเราต้องหมั่นฝึกนิสัยการกินที่ดีให้กับสุนัข ด้วยการสร้างความคุ้นเคยให้กับสุนัขกับการมีคนไปวุ่นวายขณะกินอาหาร เช่น กินไปลูบตัวสุนัขไป เป็นต้น

6.อาหารสูตรไหนดี การเปลี่ยนแปลงในทุกช่วงวัยของสุนัขเจ้าของจะต้องเปลี่ยนแปลงสูตรอาหารให้ด้วย แต่ทั้งนี้ควรให้เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปไม่ควรเปลี่ยนแบบทันทีทันใดเพราะอาจจะทำให้เกิดความผิดปกติกับระบบทางเดินอาหารของสุนัขได้ วิธีการก็คือให้ค่อยๆ เติมอาหารสำเร็จรูปสูตรใหม่และค่อยๆ ลดปริมาณอาหารสูตรเก่าลงไปเรื่อยๆ จนสุนัขยอมกินอาหารสูตรใหม่ล้วนๆ

หวังว่าข้อมูลเหล่านี้ คงเป็นประโยชน์ต่อผู้เลี้ยงมือใหม่กันบ้างนะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘โรคแมวข่วน’โรคติดต่อในน้องแมวที่ตะแง๊วติดต่อสู่คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/262143

วันอาทิตย์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ในโลกโซเชียลได้มีการพูดกันมากมายถึงชายสูงอายุคนหนึ่งที่ถูก “แมวข่วน” จนเกิดแผล แล้วไม่ได้รีบรักษา ปล่อยทิ้งไว้จนกระทั่งลุกลาม กลายเป็นแผลเนื้อตายเน่า แล้วหลายคนก็ไปสรุปกันว่า เป็นเพราะ “แมวข่วน” ซึ่งจริงๆ แล้ว ทางการแพทย์ได้ให้ข้อมูลยืนยันแล้วว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ก่อให้ให้เกิด “โรคเนื้อเน่า” (Necrotizing fasciitis) ที่บางคนเรียกว่า “แบคทีเรียกินเนื้อ” และที่สำคัญ ยังมีปัจจัยอื่นเกี่ยวข้องอีกหลายประเด็นที่เสริมให้อาการหนักขึ้นขนาดนั้น จนเกือบจะทำให้  “แมว” กลายเป็น “แพะ (รับบาป)” ไปครับ

ฟังจากประเด็นนี้แล้ว เมื่อมีคีย์เวิร์ด 3 คำที่น่าสนใจ คือ “น้องแมว”  “การข่วน” และ “แผล” แล้ว ทำให้นึกถึงเรื่อง “โรคในแมวที่สามารถติดต่อมายังคน” ได้โรคหนึ่งนอกจากโรคพิษสุนัขบ้า นั่นคือ “โรคแมวข่วน” วันนี้เรามาคุยกันถึงโรคนี้กันครับ

● โรคแมวข่วนคืออะไร มีสาเหตุมาจากอะไร ?

โรคแมวข่วน หรือ Cat Scratch Disease (CSD) เป็นโรคในแมวที่สามารถติดต่อจากแมวสู่คนได้ครับ  โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า “บาร์โทเนลล่า เฮนเซเล่” (Bartonella henselae) ซึ่งเป็นแบคทีเรียแกรมลบ เกาะอยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดงของแมวป่วย มีรูปร่างเป็นแท่งสั้น โค้งงอเล็กน้อย ซึ่งสามารถก่อโรคได้ในคน ในกรณีที่คนถูกแมวกัดข่วน หรือเลียที่บาดแผล ซึ่งถือเป็นโรคสัตว์ติดคน(Zoonoses) ชนิดหนึ่งครับ

● อาการเป็นอย่างไร ?

อาการในแมว  แมวจะมีเชื้อในกระแสโลหิตภายหลังการติดเชื้อในระยะเวลาตั้งแต่ 3 เดือนถึงหลายปี อาการของโรคในแมว อาจพบว่า มีไข้เบื่ออาหาร ม่านตาอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้ผิวหนังอักเสบ และเหงือกอักเสบ แต่ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการป่วยใดๆ แต่จะเป็นตัวแพร่โรคสู่คนได้

อาการในคน พบผื่นแดง ตุ่มพอง แผลหลุมที่บริเวณบาดแผล อาจพบต่อมน้ำเหลืองโต โดยทั่วไป โรคนี้สามารถหายเองได้ภายใน 4-8 สัปดาห์ แต่ในกรณีคนที่มีร่างกายอ่อนแอ หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะมีความเสี่ยงสูงมากต่อการติดเชื้อโรคนี้แล้วทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด มีไข้ เกิดการติดเชื้อที่ตา ระบบประสาทหรือมีตุ่มนูนที่ผิวหนัง นอกจากนี้ยังพบรายงานการติดเชื้อแทรกซ้อนที่หัวใจ และตับอีกด้วย

● สัตว์ชนิดใดเป็นโรคแมวข่วนได้บ้าง ?

สัตว์ตระกูลแมวทั้งที่เป็นสัตว์เลี้ยง หรือแมวป่าก็สามารถติดเชื้อ Bartonella henselae ได้ตามธรรมชาติ และที่สำคัญแมวที่มีเชื้อมักไม่แสดงอาการป่วย แต่จะเป็นพาหะนำเชื้อมาสู่คนได้

● สัตว์ติดต่อโรคกันได้อย่างไร ?

เชื่อกันว่า “หมัดแมว” (Ctenocephalides felis) เป็นพาหะนำเชื้อจากแมวตัวหนึ่งไปอีกตัวหนึ่ง แต่เชื้อไม่ติดต่อโดยตรงระหว่างแมวกันเองจากการข่วนหรือกัดกัน

● การติดต่อจากแมวสู่คนได้อย่างไร

คนสามารถติดโรคแมวข่วนนี้ได้ จากการถูกแมวที่มีเชื้อกัด ข่วน หรือเลียบาดแผล เนื่องจากเมื่อแมวตัวที่มีเชื้อในกระแสเลือดแล้ว หากแมวเกา กัด หรือข่วนตัวเองจนมีเลือดออก เชื้อในกระแสเลือดก็จะติดอยู่ตามซอกเล็บ เขี้ยวและฟันของแมว เมื่อแมวเลีย กัด หรือข่วนเจ้าของจนเกิดแผล เชื้อก็สามารถเข้าสู่บาดแผลได้

● การตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อ

สามารถทำได้โดยการตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ (antibody detection) การตรวจหาตัวเชื้อบาร์โทเนลล่าโดยการเพาะเชื้อ การใช้ปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (Polymerase Chain Reaction, PCR) และเทคนิคทางอณูชีววิทยาอื่นๆ อย่างไรก็ตาม การตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อในแมวนั้น ไม่สามารถบอกได้ว่า ในขณะนั้นแมวกำลังติดเชื้ออยู่หรือไม่ ในขณะที่วิธีการเพาะเชื้อ การใช้ PCR  และเทคนิคทางอณูชีววิทยาอื่นๆ สามารถบอกได้ว่าแมวกำลังติดเชื้อหรือมีเชื้ออยู่ในกระแสเลือด

การตรวจการติดเชื้อบาร์โทเนลล่าในแมวมีความจำเป็นในหลายกรณี เช่น การตรวจเมื่อต้องการทำการถ่ายเลือด (Blood transfusion)โดยการตรวจในแมวตัวให้เลือด (Blood donor) และตรวจเพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงในการติดเชื้อสู่คน โดยในโปรแกรมการถ่ายเลือดหากพบว่า ตัวให้เลือดสามารถติดเชื้อบาร์โทเนลล่าจะไม่มีการนำมาใช้เป็นตัวให้เลือดเนื่องจากการรักษาให้ผลที่ไม่แน่นอนในการกำจัดเชื้อจากกระแสเลือด

● เมื่อไรที่เป็นสัญญาณว่าไปพบแพทย์โดยด่วน ?

หากโดนแมวข่วน แล้วมีอาการดังต่อไปนี้ให้ไปปรึกษาแพทย์ อาทิ แผลกัดหรือข่วนหายช้า รอบรอยกัดหรือข่วนแดงขึ้นและกว้างขึ้น ต่อมนํ้าเหลืองบริเวณรักแร้หรือขาหนีบบวมและปวดอยู่เป็นเวลานาน ปวดกระดูกหรือปวดข้อ หรือมีอาการอ่อนเพลียอย่างผิดสังเกตและเป็นไข้นานหลายวันครับ

● เราสามารถป้องกันโรคนี้ได้อย่างไร ?

การป้องกันโรคแมวข่วนนั้น สามารถทำได้ง่าย ดังนี้

1.ป้องกันไม่ให้แมวมีหมัด เพราะหมัดเป็นตัวนำเชื้อโรคบาร์โทเนลล่ามาสู่แมว

2.เมื่อถูกแมวข่วน กัด หรือเลียแผล ให้ทำการล้างแผลให้สะอาดด้วยน้ำสบู่หลายๆ ครั้ง จากนั้นใช้ยาฆ่าเชื้อใส่แผลให้เร็วที่สุด นอกจากโรคแมวข่วนแล้ว “โรคพิษสุนัขบ้า” ก็เป็นโรคที่ต้องระมัดระวัง หากถูกแมวกัดหรือข่วนครับ

3.หลีกเลี่ยงจากภาวะที่ทำให้แมวข่วน เช่น การเล่นกับแมวอย่างรุนแรง เป็นต้น

4.หากโดนแมวข่วน แล้วมีอาการดังที่กล่าวมาแล้ว ให้รีบไปปรึกษาแพทย์

จะเห็นว่าโรคนี้สามารถป้องกันได้ไม่อยากเลยนะครับ หากปฏิบัติได้ดังนี้แล้วรับรองได้ว่าเราสามารถอยู่กับแมวได้อย่างมีความสุข และห่างไกลจากโรคแมวข่วนนี้แน่นอนครับ

ภัยจากอากาศร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/260999

วันอาทิตย์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ช่วงนี้เป็นช่วงที่เข้าหน้าร้อนเต็มตัวแล้ว สำหรับบ้านเรา อากาศที่ร้อนอบอ้าวมักจะมาร่วมกับแดดจัด สิ่งที่ควรระวังสำหรับทั้งตัวเจ้าของเองและสัตว์เลี้ยง ก็คือการช็อกหมดสติเนื่องจากภาวะที่อุณหภูมิในร่างกายสูงผิดปกติหรือที่เราคุ้นเคยกับคำว่า “โรคลมแดด” ครับ

❏ สาเหตุ

โรคลมแดด เป็นสภาวะที่เกิดจากการที่อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนร่างกายระบายความร้อนออกไปไม่ทัน มีผลทำให้อวัยวะภายในถูกทำลายและหยุดทำงาน โดยเฉพาะตับ ไต สมอง และลำไส้ เป็นเหตุให้สัตว์เสียชีวิตในที่สุด

❏ โรคลมแดดเกิดในสัตว์เลี้ยงได้ด้วยหรือ?

ทุกท่านทราบหรือไม่ครับ ว่าสุนัขและแมวนั้น มีโอกาสเป็นโรคลมแดดได้ง่ายกว่าในคนเสียอีกนะครับ เนื่องจากผิวหนังของสุนัขนั้นถูกปกคลุมด้วยขนที่หนา อีกทั้งผิวหนังก็ยังไม่มีต่อมเหงื่อที่จะระบายความร้อนออกจากร่างกายโดยเหงื่อเหมือนคนอีกด้วย (เพราะสามารถพบต่อมเหงื่อได้เฉพาะที่อุ้งเท้ารอบปาก และรอบก้นของสุนัขเท่านั้น)  ดังนั้นกลไกการระบายความร้อนออกจากร่างกายของสุนัขจึงไม่ดีเท่าของคน

โดยปกติ สุนัขจะมีอุณหภูมิของร่างกายประมาณ 102 องศาฟาเรนไฮต์ แต่ถ้าร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 106 องศาฟาเรนไฮต์ จะทำให้สมองเกิดความเสียหาย อวัยวะต่างๆ ล้มเหลว จนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ครับ

ปัจจัยที่ทำให้สัตว์มีอุณหภูมิร่างกายสูงขึ้นอย่างเร็วนั้น ได้แก่ อากาศที่ร้อนจัด การถูกล่ามหรือถูกขังตากแดดเป็นเวลานาน รวมถึงการออกกำลังกายอย่างหนักกลางแจ้ง เป็นต้น

เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงขึ้น ร่างกายสัตว์จะพยายามปรับตัวโดยอ้าปากหายใจถี่ๆ เพื่อขับความร้อนออกจากร่างกาย  ดังนั้นการหอบจึงเป็นทางระบายความร้อนที่ดีและเร็วที่สุดสำหรับสุนัขครับ

อันตรายที่เกิดจะทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในสุนัขอ้วน สุนัขพันธุ์ขนยาว และสุนัขพันธุ์หน้าสั้น เช่น Pug และ Bulldog เป็นต้น

❏ อาการที่พบ

อาการที่พบ ได้แก่ การหอบ หายใจเร็ว ลิ้นและเหงือกแดงเข้มกว่าปกติ กระวนกระวาย ตัวร้อน ตาเหลือก น้ำลายไหล ลุกไม่ไหว ม่านตาขยาย มองไม่เห็น อาเจียน ถ่ายเหลว ช็อก และหมดสติในที่สุด

❏ เมื่อเกิดแล้ว เราควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นอย่างไร?

1.รีบนำสุนัขออกจากบริเวณที่ร้อนนั้น นำเข้าที่ร่ม หรือที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เปิดพัดลมหรือแอร์เพื่อระบายความร้อน ถอดเสื้อและปลอกคอออก แล้วรีบนำส่งสัตวแพทย์โดยเร็วที่สุด

2.ระหว่างนั้นให้พยายามลดอุณหภูมิของร่างกายของสุนัข โดยเช็ดตัวด้วยน้ำเย็น อาบน้ำ หรือใช้ Cold pack ประคบตามข้อพับ ท้อง ศีรษะ และขาหนีบ ควรวัดอุณหภูมิทุกๆ 5-10 นาที เพื่อตรวจว่าอุณหภูมิของร่างกายลดลงแล้วหรือยัง

3.ถ้าสุนัขยังมีสติอยู่ สามารถให้สุนัขกินน้ำได้ เพื่อช่วยลดอุณหภูมิร่างกายและลดภาวะแห้งน้ำ (dehydration) แต่หากสุนัขไม่รู้สึกตัวห้ามบังคับป้อนน้ำเด็ดขาด เพราะอาจทำให้สุนัขสำลักและเสียชีวิตได้เร็วขึ้น

4.สิ่งที่สำคัญ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด

❏ หลักในการรักษา

1.การลดอุณหภูมิของร่างกายสุนัขให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย

2.การให้สารน้ำเพื่อแก้ไขภาวะการขาดน้ำ และการให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ

3.การให้ยารักษาตามอาการ

4.การติดตามและการเฝ้าระวัง ป้องกันไม่ให้เกิดการเกิดภาวะช็อกการหายใจที่ผิดปกติ ภาวะไตวาย ความผิดปกติของระบบหัวใจและหลอดเลือดรวมถึงภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้น

❏ เราสามารถป้องกันโรคลมแดดได้อย่างไร

1.จัดที่อยู่ของสัตว์ให้อยู่ในสถานที่ที่เย็นสบาย มีร่มเงาตลอดทั้งวันเลี่ยงการล่ามสุนัขในบริเวณที่มีความร้อนสูง เช่น พื้นคอนกรีต หิน หรือทราย

2.ในช่วงอากาศร้อนจัด ต้องระมัดระวังเรื่องการออกกำลัง โดยเฉพาะสุนัขที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เป็นโรคหัวใจ อ้วน อายุมาก หรือมีปัญหาระบบทางเดินหายใจ

3.ควรมีภาชนะบรรจุน้ำสะอาดให้สัตว์กินอย่างเพียงพอตลอดเวลา

4.“ห้าม” ปล่อยสุนัขทิ้งไว้ในรถ แม้จอดไว้ในร่ม เพราะอุณหภูมิภายในรถสามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างรวดเร็ว อย่าชะล่าใจหรือคิดว่าไม่เป็นไร แม้จะเป็นเวลาไม่นานก็ตาม

5.ควรพิจารณาและระวังเป็นพิเศษในการใส่ Muzzle หรืออุปกรณ์ที่ใช้ปิดปากในช่วงอากาศร้อน เพราะจะทำให้สุนัขหายใจเพื่อระบายความร้อนได้ลำบากยิ่งขึ้น

6.ในวันที่อากาศร้อนจัด ควรอาบน้ำให้สุนัขเพื่อลดอุณหภูมิของร่างกาย

ขอเรียนว่า นอกจากสุนัขแล้ว สัตว์เลี้ยงอื่นๆ ก็สามารถประสบปัญหา“โรคลมแดด” ได้เช่นกันนะครับ ไม่ว่าจะเป็น แมว หนู หรือกระต่าย วิธีป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ ให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก โดยอยู่ในตัวบ้าน หรือในที่ร่ม และปฏิบัติตามคำแนะนำที่ผมได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นก็จะสามารถป้องกันสัตว์เลี้ยงของเราให้ห่างไกลจากโรคลมแดดได้แล้วล่ะครับ

อาจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘สวนสัตว์กลางสยามสแควร์’ ในงาน Chula Expo 2017

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/259933

วันอาทิตย์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เนื่องในวาระที่ปีพ.ศ.2560 นี้ จะครบ 100 ปี แห่งการประดิษฐานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชาวนิสิตจุฬาฯจึงพร้อมใจกันจัดกิจกรรมดีๆ ขึ้นเพื่อสังคม ในวันที่ 15-19มีนาคม 2560 โดยมีชื่องานที่เราเรียกกันติดปากว่า งาน “Chula Expo 2017”  ครับ

งาน Chula Expo 2017 นี้ จะเป็นการนำเสนอ“นวัตกรรมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ที่ผลิตขึ้นเพื่อพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน  ซึ่งเป็นที่มาของ Theme ของงานที่ว่า “จุฬาฯ 100 ปี นวัตกรรม คิดทำเพื่อสังคม”หรือ “CU@100 – Toward greater innovation for society”ตามแนวคิดหลักของงานซึ่งก็คือ

● Innovation (นวัตกรรม)

● Social responsibility (การรับผิดชอบต่อสังคม) และ

● Sustainability (ความยั่งยืน)

ในส่วนของนิสิตคณะสัตวแพทยศาสตร์ของผม ก็จะมีการจัดกิจกรรมเช่นเดียวกันครับ เด็กๆ จัดกันในชื่อว่า “VET CHULA EXPO 2017; CHULASIC WORLD” (ไม่ใช่Jurassic park ที่เป็นเรื่องราวฮือฮาเมื่อเดือนก่อนนะครับ) โดยมีที่มาจากคำว่า

Vet มาจาก Veterinary

CHULA มาจาก Chulalongkorn university

S มาจาก Science

I มาจาก Innovation

C มาจาก Century

ซึ่งจะสื่อถึง งานจุฬาฯ เอ็กซ์โป 2017 “โลกแห่งวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมทางสัตวแพทย์”

มีโครงการต่างๆ ที่เป็นนวัตกรรมด้านงานวิจัยและการเรียนการสอนทางสัตวแพทย์ เช่น นวัตกรรมสื่อการเรียนรู้กายวิภาคทางสัตวแพทย์ในรูปแบบสามมิติ การตรวจพยาธิหัวใจโดยเทคนิคไมโครฟลูอิดิกส์ โครงการอนุรักษ์ปลากระเบนเจ้าพระยา เป็นต้น

ท่านจะได้ชมขั้นตอนการปฏิบัติงานจริงๆ ของวิชาชีพสัตวแพทย์ที่แผนกต่างๆ ชมการสาธิตการบริจาคเลือดในสุนัขที่ธนาคารเลือด

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรม “Evolution trail” ที่เปิดเป็น“สวนสัตว์ใจกลางสยามสแควร์” จัดขึ้นทั้งที่ Park@Siam และที่คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

งานนี้ นอกจากจะนำสัตว์นานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น “สุนัขแมว กระต่าย งู หมู นก แกะ เต่า หรือแม้กระทั่ง วัวและม้า”มาให้ทุกท่านได้ชม ได้สัมผัส ได้ถ่ายรูปคู่กันอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังมีกิจกรรมพิเศษในแต่ละวันอีกด้วย ได้แก่

1.กิจกรรมให้ความรู้แนะแนวและบอกเล่าประสบการณ์การฝึกงานฟาร์ม (หมู ไก่ วัว ม้า) ของนิสิตสัตวแพทย์ (ที่เต็มไปด้วยความสนุกสนานที่แทรกด้วยสาระ) ในวันที่ 15 และ 16มีนาคม 2560 วันละ 2 รอบ เวลา 10.00 น. และ 14.00 น.

2.พบกับ “งู” หลากหลายสายพันธุ์จาก “บ้านงูยิ้ม” ในวันที่ 17 มีนาคม 2560

3.พบกับ “นกแก้ว” แสนรู้ ในวันที่ 18-19 มีนาคม 2560

ดังนั้นขอเชิญทุกท่าน ไม่ว่าจะจบจากจุฬาฯ หรือสถาบันไหนๆ ไม่ว่าจะทำงานในจุฬาฯ หรือหน่วยงานไหนๆ ไม่ว่าน้องๆ ที่อยากเรียนต่อจุฬาฯ หรืออยากเรียนต่อมหาวิทยาลัยไหนๆ ไม่ว่าจะมีญาติ มีเพื่อน มีคนรู้จักเป็นชาวจุฬาฯ หรือชาวไหนๆ รวมถึงทุกท่านที่รู้จัก “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” เป็นอย่างดีแล้ว หรือยังไม่รู้จักเท่าไหร่ โดยเฉพาะท่านยังไม่รู้จัก “คณะสัตวแพทยศาสตร์”มากนัก ไม่ควรพลาดงานนี้ครับ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทางfacebook page : VET Chula Expo 2017 | Chulasic World

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เตรียมตัวอย่างไร เพื่อต้อนรับสมาชิกใหม่กำลังจะเข้ามา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/258901

วันอาทิตย์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อตัดสินใจเลือกลูกสุนัขมาเป็นสมาชิกใหม่แล้ว ไม่ว่าจะได้มาจาก “การซื้อ” “การให้” หรือ “การเก็บมาเลี้ยง” ก็ตาม การจัดเตรียม “บ้าน”เพื่อต้อนรับเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับสุนัขที่เป็นสมาชิกใหม่ครับ เพราะลูกสุนัขก็จะเหมือนกับเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง ยังไม่เรียนรู้ว่าอะไรที่จะเป็นอันตรายบ้าง หลายท่านอาจยังเตรียมตัวในการรับสมาชิกใหม่ไม่ถูก วันนี้ เราจะมาคุยเรื่องนี้กันครับ

สำหรับเจ้าตัวน้อยนั้น การเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ จะเป็นอะไรที่สับสนตื่นเต้น เนื่องจากรอบๆ ตัวเขาจะมีการเปลี่ยนแปลง และแปลกใหม่สำหรับเขาไปเสียทั้งหมด ดังนั้น ในฐานะเจ้าบ้านที่ดี จึงจำเป็นมากที่จะต้องตระเตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ไว้ให้พร้อม ก่อนที่สมาชิกใหม่จะมาถึงครับ

1.ที่นอน กรง และของเล่นต่างๆ ในช่วงแรกนี้ ลูกสุนัขจะมีความอยากรู้อยากเห็น-อยากแทะ-อยากเล่น สนใจสิ่งต่างๆ รอบตัว
ฟันของเจ้าตัวน้อยก็เพิ่งขึ้นได้ไม่นาน จะมีอาการคันเหงือก มันเขี้ยวและพร้อมที่จะฝึกปรือวิทยายุทธในการงับและกัด ซึ่งปัญหาการแทะสิ่งของต่างๆ จะเกิดขึ้นแน่นอน

วัสดุที่ใช้ทำกรงและที่นอน ควรเป็นชนิดที่ไม่มีคม ไม่มีขอบแหลม ที่อาจเป็นอันตรายสำหรับเจ้าตัวเล็ก เราอาจดัดแปลงโดยใช้เป็นกล่องกระดาษที่ขอบไม่สูงนัก หรือใช้ตะกร้าที่ปูด้านในด้วยฟูก หรือผ้านุ่มๆ ให้เขานอนซุกอย่างอบอุ่นก็ได้

ตำแหน่งของที่นอน ควรจะเป็นมุมที่สงบสักเล็กน้อย เนื่องจากเจ้าตัวเล็กที่ผ่านการตรากตรำในการเดินทาง หรือการเล่นมาอย่างโชกโชน ก็มักจะอ่อนเพลีย เมื่อมาถึงบ้านจะได้หลับอย่างสบาย อาจเป็นมุมเงียบๆ ในห้องนั่งเล่น ในครัว หรือใต้บันได ซึ่งการกั้นเป็นคอกล้อมที่นอนไว้ ก็จะเป็นการแยกให้เป็นสัดส่วนได้ดียิ่งขึ้น แต่ในระยะแรกนี้ควรดูแลเจ้าตัวเล็กอย่างใกล้ชิด ไม่ควรปล่อยไว้ตามลำพังครับ

2.ภาชนะใส่อาหารและน้ำ ควรเป็นภาชนะมีขอบที่ไม่สูงเกินไป แต่ก็ไม่ควรตื้นจนสุนัขเหยียบคว่ำได้ง่าย ฐานล่างของภาชนะควรกว้างกว่าขอบด้านบนเล็กน้อย วัสดุที่ใช้อาจเป็นสเตนเลสกระเบื้อง หรือพลาสติกก็ได้ ขึ้นกับสถานภาพทางเศรษฐกิจของแต่ละครอบครัว ที่สำคัญต้องไม่แตก บิ่นหรือมีขอบคมๆ ที่อาจเป็นอันตรายกับสุนัข

อาหาร อาหารมื้อแรกๆ ที่เตรียมไว้ให้ลูกสุนัขแรกเข้าบ้านนั้น ควรเป็นชนิดเดียวกับที่เขาเคยกินมาจากเจ้าของเดิม หรือคล้ายกับของเดิมไปก่อนสักระยะ แล้วค่อยมาปรับลักษณะอาหารตามความสะดวกของเรา อาจเป็นอาหารเม็ดขนาดเล็ก หรืออาหารสดก็ได้ สิ่งที่สำคัญต้องพิจารณาและระวังเรื่อง “ความสะอาด” เป็นหลักครับเพราะลูกสุนัขจะติดเชื้อจากการกินได้ง่าย

ภาชนะใส่น้ำ ต้องบรรจุน้ำสะอาดให้กินอย่างเพียงพอ ต้องมีการเปลี่ยนทุกวันหรือทุกครั้งที่เห็นว่าน้ำเริ่มสกปรก สำหรับสุนัข
ขนยาวบางพันธุ์ เช่น ยอร์คเชียร์ ปักกิ่ง หรือชิห์สุ นั้น การใช้ขวดน้ำที่มีจุกให้สุนัขเลียจากจุ๊บน้ำคล้ายขวดน้ำกระต่าย เพื่อป้องกันการเลอะขนบริเวณหน้า ก็เป็นทางเลือกที่ดีครับ

ของเล่น หรือของสำหรับแทะเล่น (ที่สามารถกินได้) อาจมีเผื่อไว้ด้วยเนื่องจากลักษณะนิสัยของลูกสุนัขที่ชอบแทะ ชอบกัด การหาของให้แทะหรือกัดเล่นนี้(โดยเฉพาะของเล่นที่มีเสียงหรือเคลื่อนไหวได้) จะช่วยเบี่ยงเบนความสนใจเขา จากการแทะข้าวของอื่นในบ้านได้ การเลือกของเล่นสำหรับลูกสุนัขนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นของมีราคาแพง แต่ต้องเป็นของที่ไม่มีคม ไม่มีสารพิษจากสีหรือวัสดุที่นำมาผลิต และที่สำคัญต้องมีขนาดใหญ่พอที่จะไม่พลาดกลืนลงไป จนติดคอ หรืออุดตันกระเพาะอาหารและลำไส้เด็ดขาดครับ

3.อุปกรณ์ต่างๆ ในการควบคุมเวลาพาออกไปนอกบ้านเช่น ปลอกคอ และสายจูงหรือสายรัดอกนั้น ก็มีความจำเป็นมากเนื่องจากเมื่อสุนัขตกใจ อาจวิ่งเตลิดไปโดยที่เราไม่ทันได้ระวัง ถ้าเผอิญอยู่ใกล้ถนนที่มีรถราวิ่งพลุกพล่านแล้วละก็ อันตรายมากทีเดียวล่ะครับ

ที่สำคัญ ปลอกคอและสายรัดอกนั้น ควรปรับขนาดให้กระชับ และเป็นชนิดที่ไม่ก่อให้เกิความระคายเคือง รวมถึงไม่รัดแน่นจนทำให้ลูกสุนัขเกิดความรำคาญ แต่ต้องไม่หลวมจนเกินไปด้วยนะครับ

4.บริเวณบ้าน ต้องจัดการให้ปลอดภัย เนื่องจากสัตว์เลี้ยงที่มาใหม่มักชอบสำรวจ จึงต้องระมัดระวังอันตรายจากเครื่องใช้ไฟฟ้า สวิตช์ไฟ ข้าวของที่แตกหักง่าย สิ่งของหรือสารเคมีต่างๆ ที่เป็นอันตราย ไม่ว่าจะเป็นยาฆ่าแมลง ปุ๋ยสำหรับต้นไม้ น้ำยาซักล้างรวมถึงยากินต่างๆ ควรเก็บแยกออกให้เป็นสัดส่วน ให้พ้นจาก“ปาก” ของเจ้าตัวเล็กด้วยครับ

สายไฟที่อยู่แบบระเกะระกะตามพื้น ก็ควรใช้เทปพันหรือพลาสติกที่ใช้รวบสายไฟให้แน่นหนาและไม่ล่อแหลม/ล่อใจต่อการกัดเล่น หากเป็นไปได้ก็ควรหาผลิตภัณฑ์หรือสารป้องกันไม่ให้สุนัขเลีย กัด หรือแทะมาทา หรือสเปรย์บนสายไฟที่รวบไว้แล้ว เพื่อลดความน่าแทะเล่นให้น้อยลงครับ

หากเรามีการเตรียมความพร้อมของได้ครบถ้วนดังนี้แล้ว ก็จะช่วยให้การปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ของเจ้าตัวน้อยก็จะง่าย
และปลอดภัยขึ้นครับ แต่อย่าลืมนะครับว่า สิ่งที่สำคัญมากเรื่องหนึ่ง เมื่อนำสุนัขเข้าบ้านแล้ว คือ “การพาไปพบสัตวแพทย์ เพื่อตรวจร่างกายถ่ายพยาธิ และรับการฉีดวัคซีน” เพื่อให้สุนัขมีภูมิคุ้มกัน มีสุขภาพแข็งแรงปลอดภัยจากโรคติดต่อต่างๆ จะได้อยู่กับเราไปนานๆ ครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ลูกสุนัขสุขภาพดี มีลักษณะอย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/257955

วันอาทิตย์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลังจากที่เราประเมินตัวเราแล้วว่าเรามีความพร้อมที่จะเลี้ยงลูกสุนัขสักตัว โดยมั่นใจว่าในอนาคตเราจะไม่เป็นอีกคนที่ทำให้เกิดปัญหาสุนัขจรจัดเพิ่มขึ้นแน่ๆ รวมถึงได้พิจารณาถึงสายพันธุ์และเพศของสุนัขที่ความเหมาะสมกับความต้องการจริงๆ ตามที่ได้เสนอไปทั้งสองสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วนั้น วันนี้เราจะมาคุยกันว่า ในการเลือกลูกสุนัขใหม่เข้าบ้านนั้นเราต้องคำนึงถึงเรื่องอะไรกันบ้าง

ในการเลือกลูกสุนัขมาเลี้ยงสักตัวนั้น นอกจากเราจะต้องการลักษณะที่ถูกต้องตามพันธุ์แล้ว สุขภาพของเจ้าหมาน้อยก็เป็นสิ่งสำคัญที่เจ้าของอย่างเราๆ อยากได้เช่นกัน หลายคนคงประสบปัญหาว่า เพิ่งซื้อลูกสุนัขมาได้ไม่นาน ทั้งที่ซื้อมาด้วยราคาแพงพอดู แต่พอมาอยู่กับเราได้ไม่กี่วัน ก็ป่วยและตายในที่สุด บางตัวโชคดีหน่อยก็พาไปรักษาได้ทันเลยรอดตาย แต่ก็ต้องเสียเงินไปไม่น้อย ซึ่งเรื่องเงินอาจจะไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่สิ่งที่สำคัญมากกว่า ก็คือ “ความรักและผูกพันที่เรามีให้น้องหมาตัวนั้น” ไปแล้ว ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำรอย การคัดเลือกลูกสุนัขที่แข็งแรง รวมถึงการตรวจเช็คสุขภาพของสุนัขในบ้าน (ด้วยตัวเอง) ก็น่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่จะช่วยลดการเกิดปัญหาเหล่านั้นได้ครับ

@ สุนัขตัวนี้มีสุขภาพดีมีลักษณะอย่างไร ?

การตรวจเช็คจากลักษณะที่เรามองเห็นจากภายนอกนั้น สิ่งสำคัญที่เราต้องพิจารณานั้น เราต้องดูกัน “ตั้งแต่หัวจรดหาง” กันเลยทีเดียว

1.ขน ขนของสุนัขต้องเรียงตัวเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่แห้งฟูแม้เป็นสุนัขพันธุ์ขนสั้นก็ตาม เวลาใช้มือลูบตามลำตัว ขนต้องไม่ร่วงหลุดเป็นหย่อม และขนต้องไม่หยาบกระด้าง

2.ผิวหนัง ผิวหนังของเจ้าตัวน้อยจะต้องไม่มีปรสิตภายนอกเช่น เห็บ หมัด ไร และเหา ผิวต้องไม่แห้งเป็นสะเก็ดรังแค และผิวไม่มันเยิ้ม ไม่แฉะ แดง ไม่มีแผลหรือตุ่มตามลำตัว ซึ่งเป็นลักษณะของผิวหนังอักเสบ ไรขี้เรื้อน เชื้อรา หรือเนื้องอกที่ผิวหนัง

3.ดวงตา ดวงตาของเจ้าตูบต้องมีประกายแจ่มใส ไม่มีขี้ตาหรือตาแฉะ ไม่มีอาการตาอักเสบ ซึ่งสังเกตได้จากเยื่อบุตาขาวต้องไม่แดงไม่มีอาการระคายเคือง

4.จมูก ผิวหนังบริเวณจมูกต้องชุ่มชื้น แต่ไม่มีของเหลวทั้งชนิดใสและข้นออกจากรูจมูก และต้องไม่มีขี้มูกเกรอะกรัง

5.หู ใบหูด้านในต้อง ไม่แฉะหรือมีคราบเลอะเทอะ ไม่มีกลิ่นเหม็นปราศจากหนอง เลือด หรือความผิดปกติอื่น เช่นไรในหู โรคช่องหูอักเสบ หรือเชื้อราและยีสต์ รวมถึงเนื้องอกต่างๆ

6.เหงือก เยื่อเมือกที่เหงือกต้องมีสีชมพูสด ไม่ซีดหรือแดง ไม่มีหินปูน และไม่มีกลิ่นปาก จากอาการเหงือกหรือช่องปากอักเสบ

7.ฟัน การเรียงตัวของฟันลูกสุนัขต้องสบกันอย่างพอดีไม่ซ้อนหรือเหลื่อมกัน

8.ทวารหนักและอวัยวะเพศ บริเวณท้ายต้องสะอาด ขนบริเวณก้นแห้ง ไม่มีคราบอุจจาระติดเกรอะกรังซึ่งแสดงถึงอาการท้องเสีย และไม่มีของเหลวหรือสิ่งผิดปกติออกไหลออกจากอวัยวะเพศทั้งตัวผู้และตัวเมียด้วย

9.การยืนหรือเดิน ท่าทางการทรงตัวทั้งการยืนและเดิน ต้องปกติไม่ยืนเกร็งลำตัว หลังไม่โก่ง เพราะอาจแสดงถึงอาการเจ็บลำตัวหรือช่องท้องได้ สุนัขต้องเดินหรือวิ่งโดยใช้เท้าทั้งสี่ข้าง ไม่กะเผลก หรือไม่ใช้ขาข้างใดข้างหนึ่งในการรับน้ำหนัก ซึ่งแสดงถึงการเจ็บขาข้างตรงข้าม

10.สุขภาพจิต ลูกสุนัขต้องไม่หวาดกลัวหรือระแวงผู้คนจนเกินไป สุนัขอารมณ์ดีมักจะกระดิกหางหรือแสดงความเป็นมิตรเมื่อมีคนเดินผ่าน

นอกจากนี้ สิ่งที่จะส่งผลให้สุนัขมีสุขภาพแข็งแรงได้นั้น ต้องได้รับการฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปี ซึ่งวัคซีนป้องกันโรคติดต่อที่สำคัญในสุนัข ได้แก่ โรคไข้หัดสุนัข โรคลำไส้อักเสบ และโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งปัจจุบันจะมีเริ่มฉีดตั้งแต่อายุ 6-8 สัปดาห์สำหรับวัคซีนไข้หัดสุนัขและลำไส้อักเสบ ส่วนวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าจะเริ่มทำ เมื่ออายุ 3 เดือนและทำการกระตุ้นเป็นประจำตามโปรแกรมวัคซีนที่สัตวแพทย์แนะนำ

นอกจากนี้ การถ่ายพยาธิภายในทางเดินอาหาร ก็เป็นสิ่งจำเป็นที่ควรทำเป็นประจำทุก 3-6 เดือน เนื่องจากลูกสุนัขอาจได้รับไข่พยาธิปนเปื้อนมาในอาหาร หรือตัวอ่อนของพยาธิที่ไชผ่านผิวหนังได้ รวมถึงการป้องกันปรสิตภายนอก เช่น เห็บและหมัด ก็ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ด้วยครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘เลือกเลี้ยงสุนัข อย่างคนรู้จักเลือก’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/257038

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราคุยกันไปเกี่ยวกับ การประเมิน “ความพร้อม” ของเรา ก่อนที่จะตัดสินใจที่จะหาสัตว์เลี้ยงมาเป็นสมาชิกใหม่ และเมื่อเราพิจารณาแล้วพบว่า เรา “พร้อม” ที่จะรับผิดชอบชีวิตสัตว์เพิ่มอีกหนึ่งชีวิตแล้ว วันนี้เรามาคุยกันต่อครับ ว่าสิ่งที่จะต้องคำนึงต่อนั้นมีอะไรบ้างล่ะ เพราะไม่ใช่แค่ว่าเมื่อคิดจะเลี้ยงแล้ว ก็เดินไปที่ร้านค้า เห็นสุนัขตัวไหนก็ซื้อมาเลย เหมือนหยิบของใส่ตะกร้านะครับ เราต้องการ “เลือกลูกสุนัข” อย่างคนที่รู้จักเลือกด้วย

● ควรเลือกสุนัขที่อายุเท่าไร ?

สิ่งแรกที่ควรพิจารณาเลย ก็คือจะเลือกเลี้ยงสุนัขที่อายุเท่าไหร่สุนัขเด็กหรือสุนัขโต การเลือกเลี้ยงสุนัขตั้งแต่เล็กๆ จะทำให้ลูกสุนัขปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ได้ง่ายกว่า สุนัขเด็กจะมีความสดใสน่ารัก แต่ลูกสุนัขเด็กที่พูดถึงนั้น ควรเลือกลูกสุนัขที่มีอายุ “ไม่ต่ำกว่า2 เดือน” หลายคนอาจจะถามว่าทำไม คำตอบก็คือสุนัขที่อายุ 2 เดือนขึ้นไป มักจะหย่านมแล้ว และมีภูมิคุ้มกันที่จะสามารถป้องกันตัวเองจากโรคติดต่อต่างๆ ได้ดีกว่า โดยเฉพาะตัวที่ได้รับวัคซีนในช่วงเวลาที่เหมาะสม (จากการพิจารณาของสัตวแพทย์แล้ว) เนื่องจากการได้รับวัคซีนที่เร็วเกินไปหรือในช่วงที่ไม่เหมาะสมนั้น จะไม่เป็นผลดีต่อร่างกายลูกสุนัขด้วยครับ

การเริ่มเลี้ยงสุนัขแต่อายุน้อยนั้นเป็นเรื่องที่ดี แต่ทั้งนี้ การรับสุนัขโตมาเลี้ยงก็ไม่ผิดนะครับ เพราะหลายคนนิยมรับสุนัขที่ไม่มีเจ้าของมาเลี้ยงก็เยอะ การรับสุนัขเหล่านี้มาเลี้ยงนั้นถือเป็นการทำบุญให้ชีวิตใหม่แก่สุนัขเหล่านั้นด้วย เพียงแต่ต้องดูแลเรื่องวัคซีนและโปรแกรมการป้องกันโรคให้ดีร่วมกันด้วยครับ

● เลี้ยงสุนัขเพศไหนดี ?

อยากเรียนว่า เราควรเข้าใจลักษณะ พฤติกรรมและสิ่งที่จะตามมาจากการเลี้ยง “แต่ละเพศ” ก่อนที่จะเลือกว่าเลี้ยงสุนัขเพศผู้หรือเพศเมีย

ถ้าเป็นเพศผู้ ก็จะมีข้อดีเรื่องลักษณะความสวยงามตามพันธุ์ ความแข็งแกร่ง แต่อาจจะพบปัญหาเมื่อโตเป็นหนุ่มที่มักจะปัสสาวะพ่นไปทั่ว (เพื่อแสดงอาณาเขต) โดยมากมักจะเป็นตามล้อรถยนต์เสาบ้าน กระถางต้นไม้ และเฟอร์นิเจอร์ และนอกจากนี้เมื่อสุนัขโตเป็นหนุ่มขึ้น หลายตัวมักจะหายออกไปจากบ้านไปหาสาวๆ จนอาจได้รับอุบัติเหตุ ติดเชื้อ หรือติดโรคต่างๆ ตามมาได้

ส่วนสุนัขเพศเมีย ก็อาจจะพบปัญหาของเรื่องการมีลูกโดยเจ้าของไม่ได้ตั้งใจให้มี (หากเลี้ยงปล่อยและสุนัขตัวเมียที่ไม่ได้ทำหมัน) และที่น่าห่วงอีกเรื่องก็คือเมื่อสุนัขโตขึ้น (โดยทั่วไป จะเป็นมีอายุ 5 ปีขึ้นไป) อาจพบว่า มีความเสี่ยงต่อการเกิดมดลูกอักเสบเป็นหนอง หรือ pyometra ได้มาก

● เลี้ยงสุนัขพันธุ์อะไรดี ?

จริงๆ แล้วการเลี้ยงพันธุ์ไหนก็ไม่สำคัญ หากเรามีความรักและรับผิดชอบต่อสุนัขดีพอ เพียงแต่อาจจะมีข้อพิจารณาประกอบอื่นๆ  อีกเล็กน้อยโดยเราควรศึกษารายละเอียดของพันธุ์ของสุนัขที่เราสนใจก่อนนำมาเลี้ยง เช่น

เราชอบสุนัขพันธุ์(ตัว)ใหญ่หรือพันธุ์(ตัว)เล็ก เช่นเราต้องการให้เขาเป็นเพื่อนเล่นน่ารักๆ ในห้องนอน หรือให้เขาเป็นเหมือนสุนัขอารักขาให้ดูน่าเกรงขาม ซึ่งขนาดของสุนัขอาจจะต้องนำมาคำนึงถึงปัจจัยอื่นๆ ที่ตามมาอีกหลายด้าน เช่น ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์การดูแล ค่าที่หลับที่นอน หากเจ็บป่วยก็จะมีค่ายาค่ารักษาที่แตกต่างกัน พันธุ์ตัวใหญ่มักมีค่าใช้จ่ายเหล่านี้มากกว่าพันธุ์เล็ก เพราะปริมาณยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงอาหารและอุปกรณ์เครื่องใช้จะใหญ่กว่า มากกว่า และแพงกว่า เราพร้อมหรือไม่ที่จะรับภาระค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นเหล่านี้

อุปนิสัยประจำพันธุ์แต่ละพันธุ์จะแตกต่างกัน สุนัขบางพันธุ์เรียบร้อย เชื่องช้า สุนัขบางพันธุ์ซุกซน ร่าเริงอยู่ตลอดเวลา สุนัขบางพันธุ์ชอบเห่า สุนัขบางพันธุ์ก้าวร้าว ต้องพิจารณาว่าเราและคนในครอบครัวของเราชอบอุปนิสัยของสุนัขแบบไหนด้วยครับ

สุนัขขนสั้นหรือขนยาว ประเด็นนี้ต้องคุยให้ชัดเจนเลยครับ พันธุ์ขนยาวต้องใช้เวลาในการเอาใจใส่ผิวหนังและขนมากกว่า ทั้งเรื่องการอาบน้ำ การแปรงขน การตกแต่งขน และการดูแลเรื่องความสะอาด ซึ่งสุนัขขนสั้นอาจไม่ต้องห่วงเรื่องนี้มากนักครับ

จะเห็นว่าการเลือกสายพันธุ์สุนัขเป็นสิ่งสำคัญในการเลี้ยงมาก เพราะสุนัขตัวหนึ่ง เมื่อเริ่มเลี้ยงแล้ว จะต้องอยู่กับเราตลอดชีวิตของสุนัข
(ไม่ชีวิตสุนัข ก็ชีวิตเรา ขึ้นอยู่กับว่าใครจะไปก่อนกันครับ)  ดังนั้นต้องคิดให้รอบคอบก่อน ก่อนที่จะเลี้ยงแล้วเอาไปปล่อยให้เป็นภาระคนอื่นหรือของสังคมนะครับ สัปดาห์หน้าเรามาดูวิธีการเลือกสุนัขสุขภาพดีกันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย