‘ตระหนักสักนิด ก่อนคิดที่จะเลี้ยง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/256178

วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

มีคำถามจากผู้ที่กำลัง “คิด” จะเลี้ยงสัตว์ หรือคิดจะหา “สัตว์”มา “เลี้ยง”  ว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไร หรือต้องประเมินตัวเองก่อนอย่างไร เรื่องนี้เป็นคำถามยอดฮิตสำหรับผู้เลี้ยงมือใหม่ ซึ่งเราเคยคุยกันไปเมื่อหลายปีก่อน แต่ยังเป็นเรื่องที่สามารถหยิบยกมาเป็นหัวข้อการคุยได้เรื่อยๆ วันนี้ ผมขอคุยเรื่องนี้กันอีกครั้งครับ

การเลี้ยงสุนัขในปัจจุบัน ผมมองว่าแตกต่างจากสมัยก่อนมากจากเดิมที่เคยเลี้ยงแบบ “สุนัขใต้ถุนเรือน” ปล่อยให้หากินเอง หาที่นอนเองตามยถากรรม ก็พัฒนาขึ้นมากลายเป็น “สุนัขบนเรือน” (แต่ไม่ได้ขี้บนหลังคา) เลี้ยงดูกันแบบดูแลเอาใจใส่มากขึ้น

ซึ่งถือว่าในยุคนี้ คนที่รักสัตว์ (อย่างจริงจัง) มีเพิ่มขึ้นกว่ายุคก่อนๆ ดังจะเห็นได้จาก คลินิกรักษาสัตว์ ร้านเสริมสวยและสปาสำหรับสัตว์เลี้ยงที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น อาหารสัตว์ อุปกรณ์และผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงที่หาซื้อได้ง่ายตามเพ็ทช็อปและร้านสะดวกซื้อทั่วไป

ผมมองว่าการเลี้ยงสัตว์นั้น ถือเป็นการฝึกและการขัดเกลาจิตใจคนให้มีความเมตตา อ่อนโยน มีระเบียบวินัยในการจัดสรรเวลา (ที่ต้องเจียดไปดูแลสัตว์เลี้ยง) แต่ถึงกระนั้น ก็ยังคงมีคนกลุ่มหนึ่งที่ปล่อยเจ้าตูบให้เผชิญกับชะตากรรมที่น่าสงสาร

เราจะเห็นเจ้าสี่ขาจรจัดมากมายถูกทิ้งไว้ตามข้างถนน ตามวัดวาอารามและแหล่งชุมชนต่างๆ บ้างก็ผอมโซ บาดเจ็บ หรือพิการ  เพียงแค่เพราะความน่ารักที่เคยมีในช่วงที่เป็นลูกสุนัขนั้นลดลง หรือเริ่มรับไม่ได้กับนิสัยที่เปลี่ยนไป เริ่มรำคาญเสียงเห่า เริ่มบ่นเรื่องค่าใช้จ่าย ทั้งที่ตอนเอามาเลี้ยงใหม่ๆ ก็ดูแลแบบไม่อั้น แต่พอหมดช่วงโปรโมชั่น ก็ผลักภาระสู่สังคม โดยการเอาไป “ปล่อยวัด”

ขอฝากไปถึงท่านผู้อ่านที่กำลังคิดจะหาเจ้าหมาน้อยหรือเจ้าแมวน้อยมาเลี้ยง ว่าก่อนที่นำลูกสุนัขมาเลี้ยงสักตัว เราต้องตั้งคำถามกับตัวเอง และตอบให้ได้ในเรื่องเหล่านี้ก่อน

1.เวลา : คุณมีเวลาให้เขามากแค่ไหน อย่าลืมว่าเจ้าตูบและเจ้าเหมียวนั้นเป็น “สิ่งมีชีวิต”  ต้องการความรัก ความเอาใจใส่ และการดูแลเหมือนเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง   อย่าเลี้ยงเขาเพียงเพราะรู้สึกว่า “ช่วงนี้เหงา” ให้พึงระลึกเสมอว่า นี่คือ “การรับผิดชอบชีวิตเพิ่มอีก 1 ชีวิต” ต้องมีเวลาให้เขา ไม่ว่าจะเป็นการให้อาหาร การออกกำลัง การดูแลสุขภาพ ต้องคอยสังเกตอาการเจ็บป่วย และต้องมีเวลาพาไปพบสัตวแพทย์ตามกำหนดด้วย

2.สถานที่ : ที่อยู่ของเราเอื้อต่อการเลี้ยงหรือไม่ เรามีพื้นที่เพียงพอสำหรับการเลี้ยงสุนัขหรือไม่ หรือสถานที่พักอนุญาตให้เลี้ยงสุนัขได้หรือไม่ ถ้าบ้านมีเนื้อที่กว้างขวางก็เหมาะที่จะเลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่ เช่น โกลเด้น ลาบราดอร์ดัลเมเชียน หรือบางแก้วได้ สุนัขพันธุ์ใหญ่พวกนี้ต้องการสถานที่วิ่งออกกำลัง (หรือหากว่าบ้านใครใหญ่แต่อยากจะเลี้ยงน้องหมาตัวเล็กกระจิริดก็ไม่ผิดนะครับ)  ในกรณีที่อยู่คอนโดฯ ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว หรือห้องเช่าที่มีเนื้อที่ไม่มากนั้น การเลี้ยงแมวหรือสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น ชิวาวา ปอม ปั๊ก ชิห์สุ ยอร์คเชียร์ หรือพุดเดิ้ล ก็จะเหมาะสมกว่าครับ แต่หากบางท่านอยู่คอนโดหรืออพาร์ตเม้นต์ที่ไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ก็อย่าฝืนแอบเลี้ยงเลยครับ

3.วัตถุประสงค์ : ประเด็นหลักของการเลี้ยงคืออะไร จะเลี้ยงเป็นเพื่อนหรือเพื่อเฝ้าบ้าน หากต้องการเอาไว้เป็นยามเฝ้าบ้าน ก็ต้องสุนัขพันธุ์ที่ดูน่าเกรงขามสักนิด เช่น พันธุ์ไทย บางแก้ว โดเบอร์แมน ร็อตไวเลอร์ อเมริกันพิทบูล แต่ก็ควรมีมาตรการในการควบคุมไม่ให้เจ้าตูบของเราไปวางมวยกับสุนัขนอกบ้าน หรือไปขย้ำน่องคนอื่นเป็นอันขาด มิฉะนั้นเกิดเรื่องราวตามมาแน่นอน  แต่ถ้าต้องการเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน หรือหวังแค่ให้ช่วยส่งเสียงเตือนภัย ในยามมีคนแปลกหน้าเข้าบ้านเท่านั้น สุนัขพันธุ์เล็กแต่ปากเปราะ เช่น ปอม ชิวาวา พุดเดิ้ล มิเนียเจอร์พินเชอร์ ก็เพียงพอครับ

4.สถานภาพทางเศรษฐกิจของเรา : อย่าลืมว่าเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูก็จะเพิ่มขึ้นตาม เนื่องจาก “สัตว์เลี้ยงเป็นสิ่งมีค่า” ไม่ว่าจะเป็น ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์ต่างๆ ค่าสถานที่อยู่ ค่ารักษายามเจ็บป่วย ตลอดจนค่าฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดต่อต่างๆ  รวมถึงค่าใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินอื่นๆ  ดังนั้นเราคงต้องเตรียมเงินและเตรียมใจไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วย

5.คนในครอบครัวคุณรักสุนัขเหมือนคุณหรือไม่ :  เขาเหล่านั้นมีเวลาช่วยคุณดูแลสุนัขหรือไม่ เพราะเมื่อเวลาที่เราติดธุระจำเป็นจริงๆ คนในครอบครัวของคุณนั่นแหละที่จะเป็นผู้ดูแลสัตว์เลี้ยงของเราต่อ หากไม่มีความชอบสัตว์เลี้ยงแล้วคงฝากเขาลำบากครับ

6.ข้อมูลของสัตว์ที่จะเลี้ยง : เราได้ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของชนิด เพศ และพันธุ์ที่จะเลี้ยงดีพอหรือยัง เพราะสัตว์ต่างชนิดกัน หรือสุนัขพันธุ์ต่างกัน ก็จะต้องการการดูแลต่างกัน ข้อควรปฎิบัติ ข้อควรระวัง และปัญหาที่พบบ่อยในแต่ละพันธุ์ก็จะมีแตกต่างกันด้วย เช่น สุนัขค็อกเกอร์ และชิห์สุกับปัญหาโรคผิวหนังจากเชื้อราและยีสต์ สุนัขดัลเมเชี่ยนกับโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ สุนัขพุดเดิ้ลกับโรคต้อกระจก แมวกับอันตรายจากยาลดไข้พาราเซตามอล สุนัขกับอันตรายของกาแฟ ช็อกโกแลต และหอมหัวใหญ่ สุนัขคอลลี่ อัฟกันด์ฮาวนด์ และเซตแลนด์ชีพด็อกกับยากำจัดเห็บที่มีตัวยาไอเวอร์เมกตินเป็นส่วนประกอบ เป็นต้น

ขอย้ำอีกครั้งว่า สุนัขและแมวเป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่ตุ๊กตาหรือของเล่น เพราะฉะนั้น ถ้าตัดสินใจจะเลี้ยงเขาแล้ว ขอให้รับผิดชอบชีวิตเขาเสมือนหนึ่งเขาเป็น “สมาชิกในครอบครัว”  ถ้าคุณรักเขาจริง คุณจะไม่ทอดทิ้งเขา และปัญหาน้องหมาถูกปล่อยทิ้งจนกลายเป็นหมาจรจัดในสังคมเราก็จะลดลงไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘โรคแมวข่วน’โรคติดต่อในน้องแมวที่ตะแง๊วติดต่อสู่คน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/255240

วันอาทิตย์ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ ในโลกโซเชียลได้มีการพูดกันมากมายถึงชายสูงอายุคนหนึ่งที่ถูก “แมวข่วน” จนเกิดแผล แล้วไม่ได้รีบรักษา ปล่อยทิ้งไว้จนกระทั่งลุกลาม กลายเป็นแผลเนื้อตายเน่า แล้วหลายคนก็ไปสรุปกันว่า เป็นเพราะ “แมวข่วน” ซึ่งจริงๆ แล้ว ทางการแพทย์ได้ให้ข้อมูลยืนยันแล้วว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ก่อให้ให้เกิด “โรคเนื้อเน่า” (Necrotizing fasciitis) ที่บางคนเรียกว่า “แบคทีเรียกินเนื้อ” และที่สำคัญ ยังมีปัจจัยอื่นเกี่ยวข้องอีกหลายประเด็นที่เสริมให้อาการหนักขึ้นขนาดนั้น จนเกือบจะทำให้“แมว” กลายเป็น “แพะ (รับบาป)” ไปครับ

ฟังจากประเด็นนี้แล้ว เมื่อมีคีย์เวิร์ด 3 คำที่น่าสนใจ คือ “น้องแมว”  “การข่วน” และ “แผล” แล้ว ทำให้นึกถึงเรื่อง “โรคในแมวที่สามารถติดต่อมายังคน” ได้โรคหนึ่งนอกจากโรคพิษสุนัขบ้า นั่นคือ “โรคแมวข่วน” วันนี้เรามาคุยกันถึงโรคนี้กันครับ

● โรคแมวข่วนคืออะไร มีสาเหตุมาจากอะไร ?

โรคแมวข่วน หรือ Cat Scratch Disease (CSD) เป็นโรคในแมวที่สามารถติดต่อจากแมวสู่คนได้ครับ  โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า “บาร์โทเนลล่า เฮนเซเล่” (Bartonella henselae) ซึ่งเป็นแบคทีเรียแกรมลบ เกาะอยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดงของแมวป่วย มีรูปร่างเป็นแท่งสั้น โค้งงอเล็กน้อย ซึ่งสามารถก่อโรคได้ในคน ในกรณีที่คนถูกแมวกัดข่วน หรือเลียที่บาดแผล ซึ่งถือเป็นโรคสัตว์ติดคน(Zoonoses) ชนิดหนึ่งครับ

● อาการเป็นอย่างไร ?

อาการในแมว  แมวจะมีเชื้อในกระแสโลหิตภายหลังการติดเชื้อในระยะเวลาตั้งแต่ 3 เดือนถึงหลายปี อาการของโรคในแมว อาจพบว่า มีไข้เบื่ออาหาร ม่านตาอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณใกล้ผิวหนังอักเสบ และเหงือกอักเสบ แต่ส่วนใหญ่มักไม่แสดงอาการป่วยใดๆ แต่จะเป็นตัวแพร่โรคสู่คนได้

อาการในคน พบผื่นแดง ตุ่มพอง แผลหลุมที่บริเวณบาดแผล อาจพบต่อมน้ำเหลืองโต โดยทั่วไป โรคนี้สามารถหายเองได้ภายใน 4-8 สัปดาห์ แต่ในกรณีคนที่มีร่างกายอ่อนแอ หรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง จะมีความเสี่ยงสูงมากต่อการติดเชื้อโรคนี้แล้วทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด มีไข้ เกิดการติดเชื้อที่ตา ระบบประสาทหรือมีตุ่มนูนที่ผิวหนัง นอกจากนี้ยังพบรายงานการติดเชื้อแทรกซ้อนที่หัวใจ และตับอีกด้วย

● สัตว์ชนิดใดเป็นโรคแมวข่วนได้บ้าง ?

สัตว์ตระกูลแมวทั้งที่เป็นสัตว์เลี้ยง หรือแมวป่าก็สามารถติดเชื้อ Bartonella henselae ได้ตามธรรมชาติ และที่สำคัญแมวที่มีเชื้อมักไม่แสดงอาการป่วย แต่จะเป็นพาหะนำเชื้อมาสู่คนได้

● สัตว์ติดต่อโรคกันได้อย่างไร ?

เชื่อกันว่า “หมัดแมว” (Ctenocephalides felis) เป็นพาหะนำเชื้อจากแมวตัวหนึ่งไปอีกตัวหนึ่ง แต่เชื้อไม่ติดต่อโดยตรงระหว่างแมวกันเองจากการข่วนหรือกัดกัน

● การติดต่อจากแมวสู่คนได้อย่างไร

คนสามารถติดโรคแมวข่วนนี้ได้ จากการถูกแมวที่มีเชื้อกัดข่วน หรือเลียบาดแผล เนื่องจากเมื่อแมวตัวที่มีเชื้อในกระแสเลือดแล้ว หากแมวเกา กัด หรือข่วนตัวเองจนมีเลือดออก เชื้อในกระแสเลือดก็จะติดอยู่ตามซอกเล็บ เขี้ยวและฟันของแมว เมื่อแมวเลีย กัด หรือข่วนเจ้าของจนเกิดแผล เชื้อก็สามารถเข้าสู่บาดแผลได้

● การตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อ

สามารถทำได้โดยการตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อ (antibodydetection) การตรวจหาตัวเชื้อบาร์โทเนลล่าโดยการเพาะเชื้อ การใช้ปฏิกิริยาลูกโซ่โพลีเมอเรส (Polymerase Chain Reaction, PCR)และเทคนิคทางอณูชีววิทยาอื่นๆ อย่างไรก็ตาม การตรวจหาภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อในแมวนั้น ไม่สามารถบอกได้ว่า ในขณะนั้นแมวกำลังติดเชื้ออยู่หรือไม่ ในขณะที่วิธีการเพาะเชื้อ การใช้ PCR  และเทคนิคทางอณูชีววิทยาอื่นๆ สามารถบอกได้ว่าแมวกำลังติดเชื้อหรือมีเชื้ออยู่ในกระแสเลือด

การตรวจการติดเชื้อบาร์โทเนลล่าในแมวมีความจำเป็นในหลายกรณี เช่น การตรวจเมื่อต้องการทำการถ่ายเลือด (Blood transfusion)
โดยการตรวจในแมวตัวให้เลือด (Blood donor) และตรวจเพื่อเฝ้าระวังความเสี่ยงในการติดเชื้อสู่คน โดยในโปรแกรมการถ่ายเลือดหากพบว่า ตัวให้เลือดสามารถติดเชื้อบาร์โทเนลล่าจะไม่มีการนำมาใช้เป็นตัวให้เลือดเนื่องจากการรักษาให้ผลที่ไม่แน่นอนในการกำจัดเชื้อจากกระแสเลือด

● เมื่อไรที่เป็นสัญญาณว่าไปพบแพทย์โดยด่วน ?

หากโดนแมวข่วน แล้วมีอาการดังต่อไปนี้ให้ไปปรึกษาแพทย์ อาทิแผลกัดหรือข่วนหายช้า รอบรอยกัดหรือข่วนแดงขึ้นและกว้างขึ้น ต่อมนํ้าเหลืองบริเวณรักแร้หรือขาหนีบบวมและปวดอยู่เป็นเวลานาน ปวดกระดูกหรือปวดข้อ หรือมีอาการอ่อนเพลียอย่างผิดสังเกตและเป็นไข้นานหลายวันครับ

● เราสามารถป้องกันโรคนี้ได้อย่างไร ?

การป้องกันโรคแมวข่วนนั้น สามารถทำได้ง่าย ดังนี้

1.ป้องกันไม่ให้แมวมีหมัด เพราะหมัดเป็นตัวนำเชื้อโรคบาร์โทเนลล่ามาสู่แมว

2.เมื่อถูกแมวข่วน กัด หรือเลียแผล ให้ทำการล้างแผลให้สะอาดด้วยน้ำสบู่หลายๆ ครั้ง จากนั้นใช้ยาฆ่าเชื้อใส่แผลให้เร็วที่สุด นอกจาก
โรคแมวข่วนแล้ว “โรคพิษสุนัขบ้า” ก็เป็นโรคที่ต้องระมัดระวัง หากถูกแมวกัดหรือข่วนครับ

3.หลีกเลี่ยงจากภาวะที่ทำให้แมวข่วน เช่น การเล่นกับแมวอย่างรุนแรง เป็นต้น

4.หากโดนแมวข่วน แล้วมีอาการดังที่กล่าวมาแล้ว ให้รีบไปปรึกษาแพทย์

จะเห็นว่าโรคนี้สามารถป้องกันได้ไม่อยากเลยนะครับ หากปฏิบัติได้ดังนี้แล้วรับรองได้ว่าเราสามารถอยู่กับแมวได้อย่างมีความสุข และห่างไกลจากโรคแมวข่วนนี้แน่นอนครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การดูแลและสังเกตอาการของปลา (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/254335

วันอาทิตย์ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สวัสดีครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้เข้าใจถึงลักษณะของปลาที่แข็งแรงกันไปแล้วนะครับ วันนี้เรามารู้จักวิธีการสังเกตลักษณะของปลาที่ป่วยและวิธีการปฐมพยาบาลกัน

ลักษณะของปลาที่เริ่มมีอาการป่วยหรือผิดปกติ มักมีอาการดังนี้

1.ด้านกายภาพ จะสังเกตเห็นว่าปลาจะตัวผอม ท้องยุบ สันหลังแฟบแบน ครีบลู่หรือกางสลับลู่ อาจมีการฉีกแหว่งหรือกร่อน หรือมีลักษณะของการตกเลือด มีจ้ำเลือดที่ลำตัว ท้องบวมโตซึ่งบริเวณที่เป็นกระเพาะอาหารหรือถุงลม

2.ตาขุ่น กระจกตาโปน เลนส์ตาที่ควรจะดำมันกลายเป็นฝ้า

3.ปลาจำพวกที่มีเกล็ด จะพบว่าเกล็ดขาดความเงางาม ด้านมีจุดกระสีดำขึ้นกระจาย มีจุดขาวขึ้นกระจาย ผิวหนังถูกปกคลุมด้วยเมือกขาวขุ่น (ดูคล้ายๆ ปลาส้มแสนอร่อยที่เป็นอาหารของคนเรา)อาจมีจุดหรือจ้ำสีแดงอันเกิดจากพยาธิภายนอก

4.สีสันลวดลายซีดหาย เลอะเลือน จากแต่เดิมที่เคยขึ้นชัดเจน สดและคม

5.การว่ายน้ำเป็นไปในแบบไร้ทิศทาง สะเปะสะปะ หรือพยายามว่ายไปหลบซุกตามมุมตู้ บางตัวอาจนอนนิ่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ ระบบประสาทสัมผัสขาดความว่องไว เซื่องและเชื่องช้าลง แต่บางตัวก็อาจเกิดอาการตื่นตัวรุนแรงผิดปกติโดยเฉพาะปลาที่มีพยาธิภายนอกจะว่ายกระสับกระส่าย คอยเอาตัวไถลตามพื้นตู้หรือสันก้อนหิน ขอนไม้ อยู่ถี่ๆ เนื่องจากระคายเคืองผิวหนัง (คัน) และเพื่อพยายามกำจัดพยาธิออกจากผิวหนัง ส่วนปลาที่มีปัญหาการติดเชื้อภายในระบบทางเดินอาหารจะว่ายหัวทิ่มหรือหงายท้อง

6.การหายใจผิดปกติ ฝาปิดเหงือกทำงานหนัก กระพือเร็วบางทีจะมีการหยุดชะงักเป็นพักๆ เหมือนเกิดอาการช็อก

● เมื่อสังเกตเห็นอาการผิดปกติเหล่านี้แล้วเจ้าของควรทำอย่างไร?

อาการผิดปกติดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ฟันธงได้เลยครับว่า ปลาสวยงามป่วยเป็นโรคแน่ๆ เพียงแต่จะเป็นโรคอะไร ก็คงต้องว่ากันต่อไปในภายหลัง สิ่งที่ท่านต้องจัดการก่อนอื่นเลย คือนำปลาป่วยออกมาปฐมพยาบาลเสียก่อน จะต้องยึดหลักว่า “ยิ่งรู้เร็ว แยกเร็ว รักษาเร็ว ปลาก็จะมีเปอร์เซ็นต์การรอดสูง” หากเราชะล่าใจ ปล่อยเวลาให้เนิ่นไปอีก บางทีแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงปลาก็อยู่รอให้เรารักษาไม่ไหวเสียแล้วครับ

● สิ่งที่เราต้องเตรียมสำหรับการแยกปลาออกมา

1.ภาชนะสำหรับแยกปลาป่วยมารักษาโดยเฉพาะ ถ้าเป็นปลาขนาดเล็กถึงขนาดกลางก็นิยมใช้ตู้กระจกที่มีความจุน้ำอย่างต่ำสัก 50 ลิตร ถ้าเป็นปลาใหญ่ๆ ก็อาจใช้ตู้ขนาด 150 ลิตรขึ้นไป หรือไม่ก็บ่อปลา อาจเป็นบ่อพลาสติกหรือบ่อปูนก็ตามแต่สะดวก

2.ตำแหน่งการวางตู้หรือบ่อพยาบาล ควรวางในบริเวณที่มีแสงส่องสว่างเพียงพอ เพราะเราต้องคอยสังเกตอาการปลาอย่างใกล้ชิดด้วย ที่สำคัญ บริเวณนั้นต้องไม่อยู่ในจุดที่ทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงมากนัก จะให้ดีก็หาฮีทเตอร์มาใช้ควบคุมอุณหภูมิอีกสักตัว ไม่ให้น้ำเย็นเกินไปก็จะเป็นการดีครับ

3.ทำความสะอาดภาชนะก่อนเสียหนึ่งรอบ ด้วยน้ำเกลือเข้มข้นหรือใช้ด่างทับทิมเจือจาง และล้างออกด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง

4.เตรียมน้ำใส่ภาชนะ ต้องเป็นน้ำปราศจากคลอรีน มีอุณหภูมิเท่ากันกับตู้เลี้ยงที่กำลังจะแยกปลาป่วยออกมา เพื่อไม่ให้ปลาช็อกจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนอย่างรวดเร็ว

5.จัดหาวัสดุหลบซ่อน เพื่อป้องกันไม่ให้ปลาเกิดอาการเครียด เช่น ขอนไม้ต้นไม้ หรือก้อนหิน แต่อย่าวางให้รกจนเกินไปนักการจัดวางควรจัดบริเวณกลางไปจนถึงหลังตู้ ไม่ควรปูกรวดหรือทรายที่พื้นตู้ เพราะจะเป็นที่สะสมฟักตัวของเชื้อโรคและพยาธิหลายชนิด

6.ติดตั้งตัวกรองขนาดเล็กเพื่อช่วยให้น้ำสะอาด ไหลเวียนดีและมีปริมาณออกซิเจนเพียงพอ

7.ขั้นต่อไปก็ค่อยๆ จับปลาป่วยออกมาจากตู้ การจับต้องไม่ใช้กระชอนไล่ควานอย่างบ้าคลั่ง เพราะจะทำให้ปลาช็อกตายเสียก่อน ควรค่อยๆทำอย่างละมุนละม่อม โดยใช้กระชอนสองอันที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวปลาหลายๆ เท่าค่อยๆ ต้อนจนเข้ามุมแล้วจึงช้อนออกมาใส่ถุงพลาสติกหรือกะละมัง

8.นำถุงพลาสติกหรือกะละมังไปลอยไว้ในน้ำของตู้พยาบาล(ลอยทั้งถุงเลยยังไม่เทปลาลงในบ่อนะครับ) เพื่อปรับอุณหภูมิให้เท่ากันดีเสียก่อน ใช้เวลาอย่างน้อย 20 นาที จากนั้นค่อยเอากระชอนช้อนเฉพาะตัวปลาลงตู้พยาบาลอีกที อย่าเทน้ำที่ได้จากตู้เดิมลงไปด้วย

ถึงตอนนี้ปลาก็พร้อมสำหรับการวินิจฉัยและรักษาต่อไปแล้ว

@ แล้วควรจะทำอย่างไรกับตู้เลี้ยงเดิมที่ยังมีปลาที่ไม่ป่วยอยู่ล่ะ??

ง่ายที่สุดก็เปลี่ยนถ่ายน้ำ 20-25% และสังเกตอาการของปลาต่อไปอีกสักระยะเพื่อหาดูว่าตัวไหนมีอาการผิดปกติเพิ่มเติมอีกหรือไม่ หากมีก็จะได้เอามารักษาได้ทันท่วงทีครับ จำไว้ว่า “เมื่อเห็นปลาป่วย อย่าเพิ่งใส่ยาด้วยตนเอง จนกว่าจะวินิจฉัยอาการของโรคและเตรียมภาชนะสำหรับรักษาให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อนครับ” และที่สำคัญควรปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อการวินิจฉัยให้ตรงกับโรคหรือความผิดปกติจริงๆ เสียก่อนครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การดูแลและสังเกตอาการของปลา ตอนที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/253411

วันอาทิตย์ ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราได้รู้จักการตรวจคุณภาพของ “น้ำ” ที่เปรียบเสมือน “บ้าน” ของปลาไปแล้ววันนี้เรามาเรียนรู้สัญญาณบางประการที่จะบ่งว่าปลาสวยงามหรือปลาตู้ของเรากำลังไม่สบายกันครับ เช่นเคยครับ ในสัปดาห์นี้เราได้ข้อมูลและคำแนะนำดีๆ จาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ชาญณรงค์ รอดคำ จาก ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ที่เลี้ยงปลาสวยงามทุกคนคงเคยเจอปัญหาของปลาป่วยหรือมีอาการผิดปกติไป โดยเฉพาะผู้เลี้ยงปลาสวยงามมือใหม่ป้ายแดง ที่อาจยังไม่ได้ศึกษาวิธีการสังเกตอาการของปลาที่ป่วยหรือมีปัญหาทางสุขภาพเป็นอย่างดีมาก่อน วันนี้เรามาเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันนะครับ

โดยส่วนใหญ่แล้ว ปลาสวยงามที่นิยมเลี้ยงกันนั้น มักจะเป็นปลาขนาดเล็กที่มีช่วงอายุขัยไม่ได้ยืนยาวมากนัก ก่อนการเลี้ยงผู้เลี้ยงเองควรเข้าใจตรงจุดนี้ก่อนว่า อายุขัยของปลาที่เลี้ยงนั้นค่อนข้างสั้นจะได้ไม่ต้องเสียใจมากจนเกินไปหากเกิดการสูญเสียปลาสวยงามที่รักขึ้นมา เนื่องจากสิ่งมีชีวิต ซึ่งรวมถึงเจ้าปลาเองก็หนีไม่พ้นการเกิดแก่ เจ็บ และตายเช่นกัน การเลี้ยงดูอย่างถูกต้องเหมาะสม จึงจะทำให้ปลาสวยงามมีสุขภาพดีและมีอายุที่ยืนยาว “ครบ” ตามอายุขัยของปลาจริงๆ ได้

การเลี้ยงปลาที่ดีนั้น นอกจากการใช้อุปกรณ์และน้ำที่มีคุณภาพแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ “การสังเกตสุขภาพปลาอย่างละเอียด” ซึ่งสิ่งนี้ถือได้ว่าเป็นภาระ “หน้าที่” ที่ต้องทำทุกวันทีเดียวครับนักเลี้ยงมือระดับเซียนที่มีความเก๋า (รวมถึงความเก่า) บางท่านอาจเถียงว่า เขาไม่เคยต้องมานั่งทำอะไรทำนองนี้มาก่อน “ก็เห็นพวกปลาอยู่ได้อย่างสำราญดี ไม่เห็นมันจะมีปัญหาอะไรสักทีนี”

ครับ สิ่งที่เพิกเฉยนั้นเป็นเรื่องของการไม่ได้กระทำจนเกิดเป็นความเคยชินมากกว่า ซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีของผู้เลี้ยง ที่ปลา
ไม่ป่วย หรือไม่ได้แสดงอาการป่วยอะไรให้เห็น แต่ต้องขอบอกว่า เราอาจไม่ได้โชคดีทุกครั้ง แต่ต้องยอมรับว่านักเลี้ยงที่มีประสบการณ์มากๆ มักจะมีสายตาที่ค่อนข้างแหลมคม ที่มองผ่านตู้ปลาเพียงแว่บเดียว ก็เพียงพอที่จะประเมินสภาพโดยรวมภายในตู้เลี้ยงได้อย่างชนิดที่นักเลี้ยงมือใหม่ต้องเพ่งกันเป็นวันๆ เลยทีเดียว

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม สี่เท้ายังรู้พลาดนักปราชญ์ยังรู้พลั้ง เซียนบางคนก็อาจต้องน้ำตาเช็ดหัวเข่าด้วยสาเหตุที่ว่าปลาสุดที่รักต้องมาตายจากไปเพราะความประมาทของตัวเองก็ออกบ่อยครับ  เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดกับคนรักสัตว์อย่างเราๆ ครับ

วันนี้เรามารู้จักวิธีสังเกตอาการปลาป่วยกันดีกว่า ก่อนอื่นผมขอแยกลักษณะปลาแข็งแรงกับปลาที่ดูเหมือนจะมีอาการป่วยให้ท่านเห็นชัดๆ กันเสียก่อน ดังนี้

ลักษณะของปลาแข็งแรง

1.ลักษณะลำตัวแข็งแรง มีกล้ามเนื้อขึ้นเต็ม ท้องไม่แฟบบาง ครีบทุกครีบกางตั้ง ใบครีบใสไม่ขุ่นหรือฉีกแหว่ง ขาด ลุ่ย

2.ตาใส กลม ไม่ขุ่น กระจกตาไม่โปนออกนอกเบ้า

3.หากเป็นปลามีเกล็ด เกล็ดต้องมีความเงางาม ซ้อนกันเรียบสนิทเรียงกันเป็นแถวสวยงาม หากเป็นปลาไม่มีเกล็ดหรือ
ปลาหนัง ผิวหนังต้องแน่น เรียบตึง

4.สีสันลวดลายขึ้นสวยงามตามสมควร ไม่จำเป็นต้องสดเข้ม แต่ต้องไม่ซีดจางหรือเลอะเลือน

5.การว่ายน้ำต้องมีทิศทาง ไม่สะเปะสะปะ มีความกระตือรือร้น มีประสาทสัมผัสว่องไว ตอบสนองต่อการกระตุ้นได้ดี

6.การหายใจต้องไม่หอบถี่จนเกินไป สังเกตจากอาการเปิด-ปิด ของฝาปิดเหงือกข้างแก้ม แผ่นเนื้อเยื่ออ่อนๆ จะกระพือเปิด-ปิด อย่างเป็นจังหวะจะโคน

ได้ทราบอาการของปลาปกติกันไปแล้ว สัปดาห์หน้าเรามาคุยกันถึงลักษณะปลาที่ผิดปกติ และการปฐมพยาบาลปลาป่วยด้วย
ตัวเองกันครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเลี้ยงปลากับความใส่ใจ ในการตรวจสอบคุณภาพน้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/252438

วันอาทิตย์ ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

แฟนคอลัมน์ “pet care ดูแลสัตว์เลี้ยง” หลายท่านบอกผมว่า นอกจากเขาจะเลี้ยงสุนัขและแมวเป็นเพื่อนแล้วยังมีปลาเป็นเพื่อนอีกด้วย อยากให้คุยเรื่องปลาตู้และปลาสวยงามบ้าง วันนี้ผมจึงขอนำเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับ“ปลา” มาฝากกันครับ

ทุกท่านคงตระหนักดีว่า “น้ำ” ก็คือ “ชีวิต” ของปลา เพราะ น้ำคือ “บ้านและสิ่งแวดล้อมของปลา”ดังนั้น คุณภาพน้ำที่ปลาอาศัยอยู่จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เลี้ยงอย่างเราๆ ต้องคำนึงถึงเป็นอย่างมาก  เพราะหากบ้านของปลาคุณภาพเสียไป ก็มีของเสียหรือมีมลพิษมากเกินไป สวัสดิภาพของปลาก็จะเสียไปด้วย ปลาก็จะมีสุขภาพอ่อนแอ ป่วย ติดเชื้อโรคแทรกซ้อนได้ง่าย หรือถึงตายลงได้ในที่สุด

“คุณภาพน้ำ” เป็นสิ่งที่ผู้เลี้ยงปลาทุกคนควรตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ โดยสิ่งที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษได้แก่ 1.คลอรีน 2.แอมโมเนีย 3.ค่าความเป็นกรด-ด่าง4.ค่าออกซิเจนที่ละลายในน้ำ และ 5.ไนไตรท์

บางคนอาจสงสัยว่า เราจะตรวจคุณภาพน้ำเองที่บ้านได้อย่างไร เพราะดูเหมือนเป็นการยากว่าจะทำด้วยตัวเอง เพราะเมื่อฟังชื่อสิ่งที่ต้องตรวจแล้ว เกิดอาการ“มึน” ขึ้นมาทันที

แต่ที่จริงแล้ว อยากเรียนว่า การตรวจคุณภาพน้ำด้วยตนเองนั้นไม่ยากเลยครับ ในปัจจุบันการตรวจคุณภาพน้ำนั้น สามารถทำได้ด้วยตนเองด้วยวิธีการที่แสนง่ายดายด้วย “ชุดทดสอบ” หรือ “test kit” ครับ เพียงแค่เราหาซื้อชุดตรวจสอบคุณภาพน้ำต่างๆ เหล่านี้ และทำตามคำแนะนำของชุดทดสอบนั้น โดยการหยดสารเคมีต่างๆ ลงไปตรวจ ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย และจะทราบผลภายในไม่กี่นาทีครับ ซึ่งชุดทดสอบคุณภาพน้ำที่กล่าวมานั้นก็มีจำหน่ายทั่วไปตามร้านขายสัตว์น้ำและอุปกรณ์การเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วไปครับ

ขอเรียนย้ำว่า เราควรจำไว้ว่าการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ เพราะเป็นการช่วยเฝ้าระวังปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพที่จะเกิดขึ้นแก่ปลาหรือสัตว์น้ำที่เราเลี้ยงได้เป็นอย่างดีครับ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก ผศ.น.สพ.ดร.ชาญณรงค์รอดคำ จากภาควิชาจุลชีววิทยา คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การตรวจวินิจฉัยด้วยภาพ ตอนที่ 3 การทำ MRI

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/251495

วันอาทิตย์ ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“Pet care ดูแลสัตว์เลี้ยง” ตลอด 2 ครั้ง ที่ผ่านมา ผมได้คุยกันถึงเรื่อง “การตรวจวินิจฉัยด้วยภาพ” หรือ “Diagnosis imaging” โดยข้อมูลดีๆ จากสพ.ญ.ชุติมน ธนบูรณ์นิพัทธ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง เอกซเรย์ อัลตราซาวนด์ หรือ CT- scan กันมาแล้ววันนี้ผมขอนำเสนอการวินิจฉัยด้วยภาพอีกวิธีหนึ่ง ซึ่งเป็นวิธีที่ค่อนข้างใหม่ในวงการสัตวแพทย์ แต่มีประโยชน์และเริ่มใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันนั่นคือ การตรวจด้วยวิธี Magnetic Resonance Imaging หรือ MRI ครับ

เทคนิค Magnetic Resonance Imaging หรือ MRI นั้น เป็นการตรวจโดยใช้เครื่องมือสร้างภาพอวัยวะในร่างกาย โดยอาศัยหลักการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและคลื่นวิทยุ จากนั้นนำสัญญาณที่ได้มาประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ในการตรวจวินิจฉัยรอยโรคของสัตว์ป่วยเพื่อนำมาใช้ในการรักษาและติดตามผลการรักษา โดยอาศัยคุณสมบัติความเป็นแม่เหล็กของไฮโดรเจนอะตอม (Hydrogen, H) ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักที่อยู่ภายในร่างกายมนุษย์ เช่น โมเลกุลของน้ำ (H2O) เป็นต้น

ข้อบ่งชี้ และข้อดีในการตรวจวินิจฉัยโดย MRI  คือ

1.ภาพจาก MRI มีความละเอียดสูง ช่วยให้สามารถแยกความแตกต่างระหว่างเนื้อเยื่อต่างๆ ได้ชัดเจน

2.ใช้ได้ดีกับส่วนที่ไม่ใช่กระดูก คือ เนื้อเยื่อต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมอง และไขสันหลัง และเส้นประสาทในร่างกาย(CT-scan ดูภาพกระดูกได้ดีกว่า )

3.ใช้ตรวจหาความผิดปกติของกล้ามเนื้อเส้นเอ็นยึดกระดูกและกล้ามเนื้อได้ดี

4.สามารถตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือดได้โดยไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี ดังนั้นสัตว์ป่วยไม่ต้องรับความเสี่ยงจากผลข้างเคียงของสารทึบรังสี ดังเช่นการตรวจ CT-scan

5.สัตว์ป่วยไม่ต้องได้รับความเสี่ยงจากรังสีเอกซ์เหมือนการตรวจ CT-scan

6.สามารถใช้เทคนิคการตรวจพิเศษหลายชนิดร่วมกับคอมพิวเตอร์ในการตรวจหาความผิดปกติ เช่น การตรวจสำหรับสัตว์ป่วยที่มีภาวะสมองขาดเลือดการตรวจหาระดับชีวเคมี เพื่อแยกชนิดของก้อนเนื้อหรือมะเร็ง เป็นต้น

จะเห็นว่าข้อได้เปรียบของการทำ MRI เมื่อเทียบกับการตรวจด้วย CT-scan ก็คือสัตว์ป่วยจะไม่ต้องได้รับความเสี่ยงจากรังสีเอกซ์เนื่องจากไม่ได้มีการฉายรังสีเหมือนการทำเอกซเรย์ปกติหรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ CT-scan อย่างไรก็ตาม การทำMRI ก็ยังถือว่ามีความเสี่ยงอยู่บ้าง เนื่องจากสัตว์ป่วยต้องได้รับการวางยาสลบในขณะทำการตรวจเช่นเดียวกันกับการตรวจCT-scan ดังนั้นยังคงต้องมีการเตรียมตัวสัตว์อย่างดีเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนวางยาสลบ เช่น ตรวจการทำงานของตับและไต ต้องมีการงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง มีการให้สารน้ำ เป็นต้น อีกทั้งเครื่อง MRI เป็นเทคโนโลยีทันสมัยและมีราคาแพงทำให้ค่าตรวจวินิจฉัยมีราคาสูงกว่า

นอกจากนี้ ยังมีข้อพึงระวังที่สำคัญคือ ควรหลีกเลี่ยงการตรวจ MRI ใน “สัตว์ที่มีโลหะฝังอยู่ในร่างกาย” เช่นสัตว์ที่รับการผ่าตัดดามกระดูก สัตว์ที่ได้รับการผ่าตัดใส่ “เครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจให้เป็นจังหวะ” หรือ pace maker เนื่องจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้าจากเครื่องตรวจ MRI จะส่งผลต่อการทำงานของเครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจซึ่งทำให้สัตว์เสียชีวิตได้ครับ

ในช่วงปีใหม่นี้ ขอให้ท่านเจ้าของสัตว์และครอบครัวรวมถึงสัตว์เลี้ยง จงมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์กันถ้วนหน้านะครับ ระมัดระวังเรื่องอาหารที่ต้องห้ามในสัตว์เลี้ยงด้วย เช่น ช็อกโกแลต กาแฟอัลกอฮอล์ ถั่วแมคคาเดเมีย มะเขือเทศ องุ่น ลูกเกด และกระดูกไก่เป็นต้น “สวัสดีปีใหม่ครับ”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การตรวจวินิจฉัยโรคด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ หรือ CT-scan

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/250021

วันอาทิตย์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้ทำความรู้จักการเอกซเรย์และการทำอัลตราซาวนด์ ซึ่งเป็นหนึ่งในหลายเทคนิคของ “การวินิจฉัยด้วยภาพ” หรือ “Diagnosis imaging” ซึ่งเป็นวิธีทางห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยในการตรวจวินิจฉัยโรคเบื้องต้นในการหาสาเหตุความผิดปกติในสัตว์เลี้ยงกันไปแล้วนะครับ

วันนี้ผมก็ยังมีเรื่องน่าสนใจจาก สพ.ญ.ชุติมน ธนบูรณ์นิพัทธ์ อีกเช่นเคยเกี่ยวกับอีกหนึ่งเทคนิคของการวินิจฉัยด้วยภาพ นั่นคือ การทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือ CT-scan มาฝากกันครับ

การตรวจ CT-scan เป็นการตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของสัตว์ป่วยโดยอาศัยการฉายรังสีเอกซ์เช่นเดียวกับการถ่ายภาพเอกซเรย์ทั่วไปร่วมกับการประมวลขั้นสูงทางคอมพิวเตอร์ ส่งผลให้ภาพที่ได้นั้นมีความละเอียดสูงกว่าภาพเอกซเรย์มาก ข้อมูลที่ได้จากภาพ CT-scan ทำให้เห็นรายละเอียดของรอยโรค หรือความผิดปกติอย่างชัดเจน ช่วยให้การวินิจฉัยหารอยโรคนั้นถูกต้องแม่นยำมากขึ้น

การตรวจ CT-scan มีข้อบ่งชี้ของการตรวจดังนี้

● ตรวจหาความผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ความผิดปกติของหลอดเลือดที่ตับแต่กำเนิด ความผิดปกติของหัวใจแต่กำเนิด เป็นต้น

● ตรวจความผิดปกติที่เป็นภายหลัง เช่น การตรวจหาเนื้องอกในอวัยวะต่างๆ รวมทั้งตำแหน่งและขนาดของเนื้องอก ตรวจหาการแพร่กระจายของเนื้องอกไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ใกล้เคียง ตรวจดูการคั่งของเลือดในสมองช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน ตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือด เช่น เส้นเลือดโป่งพอง เส้นเลือดอุดตัน ตรวจหาความผิดปกติของกระดูก และข้อต่างๆ เป็นต้น

นอกจากนี้ ในสัตว์ป่วยนั้นการตรวจ CT-scan มีความจำเป็นต้อง “วางยาสลบสัตว์” ขณะทำการตรวจด้วยดังนั้นสัตว์ป่วยต้องมีการเตรียมตัวก่อนวางยาสลบ ต้องมีตรวจความพร้อมก่อนวางยาเหมือนการเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดทั่วไป เช่น ตรวจการทำงานของตับและไต ต้องมีการงดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง มีการให้สารน้ำทางเส้นเลือด เป็นต้น

ถึงแม้การตรวจความผิดปกติในร่างกายด้วย CT-scanจะมีประโยชน์อย่างมาก แต่ก็มีข้อควรระมัดระวัง นั่นคือการตรวจ CT-scan นั้น จะใช้รังสีเอกซ์ในการสร้างภาพเป็นปริมาณมาก ซึ่งมากกว่าการถ่ายภาพเอกซเรย์ทั่วไป หากสัตว์ป่วยได้รับรังสีเป็นจำนวนมากและเวลานานย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายเช่นกัน

นอกจากนี้ในการที่จะผลิตภาพ CT-scan ให้เห็นรอยโรคชัดเจน อาจจำเป็นต้องฉีด “สารทึบรังสี” ที่มีส่วนประกอบของไอโอดีนเข้าทางหลอดเลือด ซึ่งสารดังกล่าวอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่างๆ ได้ อาทิ การแพ้สารทึบรังสี รวมถึงการส่งผลเสียต่อการทำงานของไต ซึ่งอาจทำให้ไตวายได้โดยเฉพาะสัตว์ป่วยที่มีความผิดปกติของไตมาก่อนหน้า สัตว์ป่วยที่ขาดน้ำ หรือสัตว์ที่อายุมาก

สัปดาห์หน้าเรามารู้จักอีกหนึ่งเทคนิคของการตรวจวินิจฉัยด้วยภาพ นั่นคือการทำ MRI กันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การตรวจวินิจฉัยการป่วยด้วยภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/249114

วันอาทิตย์ ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ท่านเจ้าของสุนัขที่เคยพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ที่คลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์คงจะเคยได้ยินเรื่องการเอกซเรย์ อัลตราซาวนด์ CT- scan หรือ MRI กันบ้างแล้วนะครับ

เทคนิคทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เราถือเป็น “การตรวจวินิจฉัยด้วยภาพ” หรือที่เราเรียกว่า “Diagnosis imaging” ซึ่งเป็นวิธีทางห้องปฏิบัติการเพื่อช่วยในการตรวจวินิจฉัยโรคเบื้องต้น ที่ได้รับความนิยมและเป็นประโยชน์อย่างมากในการหาสาเหตุความผิดปกติในสัตว์เลี้ยงครับ วันนี้ผมมีข้อมูลดีๆ จาก สพ.ญ.ชุติมน ธนบูรณ์นิพัทธ์หรือคุณหมอมน ซึ่งคุณหมอจบสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ1 ขณะนี้กำลังศึกษาระดับดุษฎีบัณฑิตอยู่ที่คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครับ

“การตรวจวินิจฉัยด้วยภาพ” หรือที่เราเรียกว่า “Diagnosis imaging” ถือเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ใช้ช่วยให้คุณหมอและเจ้าของสัตว์ได้ทราบถึงสาเหตุของความผิดปกติในเจ้าตูบหรือเจ้าเหมียว รวมถึงสัตว์เลี้ยงต่างๆ ได้เช่นเดียวกับในคนครับ

ตัวอย่างการวินิจฉัยด้วยภาพที่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ได้แก่ การเอกซเรย์(X-ray) และการอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) วันนี้เราจะมาดูถึงประโยชน์และข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการเอกซเรย์และการทำอัลตราซาวนด์กันครับ

การเอกซเรย์ (X-ray) เป็นวิธีที่มีประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย สัตว์ไม่ต้องวางยาสลบ หรืออดอาหารก่อนการตรวจวินิจฉัยก็ได้ นอกจากนี้ยังช่วยให้สัตวแพทย์ประเมินรอยโรคหรือความผิดปกติเบื้องต้นของสัตว์ป่วยจากภาพได้ ซึ่งจะทำให้เราสามารถวางแผนการรักษา และพยากรณ์โรคในเบื้องต้น ก่อนที่จะทำการตรวจวินิจฉัยในเชิงลึกต่อไป แต่เนื่องจากการเอกซเรย์นั้นมีข้อเสียบ้าง นั่นคือมีความไวในการตรวจจับรอยโรคที่ผิดปกติได้ไม่ดีนัก จึงเหมาะเป็นเพียง “การประเมินในเบื้องต้น” เท่านั้น

ตัวอย่างความผิดปกติที่ใช้สามารถตรวจโดยการเอกซเรย์ ได้แก่ การตรวจหาความผิดปกติทางโครงสร้างเบื้องต้นของช่องอกช่องท้อง กระดูกและกล้ามเนื้อ เช่น มีกระดูกหักหรือไม่ มีของเหลว(น้ำหรือหนอง) ในช่องอกและช่องท้องหรือไม่ มีแก๊สในช่องอก(ปอดรั่ว) หรือไม่ พบก้อนผิดปกติในช่องท้องหรือช่องอกที่เป็นตำแหน่งของอวัยวะหรือไม่ อวัยวะในช่องท้องหรือช่องอกมีขนาดและรูปร่างผิดปกติหรือไม่ เป็นต้น

ในปัจจุบัน มีเทคนิคการตรวจวินิจฉัยด้วยภาพชนิดอื่นๆ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้การวินิจฉัยโรคนั้นๆ มีความแม่นยำมากขึ้นเช่น การทำอัลตราซาวนด์ (Ultrasound) CT-scan และ MRI เป็นต้น การเลือกใช้เทคนิคที่สูงขึ้นจะแล้วแต่ความจำเป็น ซึ่งอยู่ในดุลพินิจของสัตวแพทย์ครับ

การอัลตราซาวนด์ (Ultrasonography) เป็นวิธีวินิจฉัยด้วยภาพที่มีความไวมากขึ้นกว่าเอกซเรย์ เนื่องจากช่วยให้สัตวแพทย์สามารถประเมินรอยโรค และการทำงานของอวัยวะภายในช่องท้องต่างๆ ได้ละเอียดและสมบูรณ์มากขึ้น เช่น การทำงานของไตและตับเบื้องต้น

แต่การตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีดังกล่าวนี้ สัตว์ที่จะทำการตรวจจะต้องมีการเตรียมตัวก่อนรับการตรวจคือ การอดน้ำและอาหารอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง เพื่อช่วยให้ภาพที่ได้จากการตรวจอัลตราซาวนด์มีความชัดเจน และประเมินเห็นรอยโรคได้ง่ายมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเทคนิคอัลตราซาวนด์มีข้อจำกัดที่หากมีแก๊ส หรืออากาศจะทำให้ไม่สามารถมองเห็น และประเมินรอยโรคได้ อีกทั้งอาหารในทางเดินอาหารอาจบดบังอวัยวะที่ต้องการตรวจหรือทำให้แปรผลผิดพลาดไปจากความเป็นจริงได้ ดังนั้นหากต้องการตรวจประเมินโครงสร้าง และการทำงานเบื้องต้นของอวัยวะในช่องท้องเทคนิคนี้จึงเหมาะสมเป็นอย่างมากครับ ประโยชน์อย่างหนึ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนและทำกันบ่อยในปัจจุบันคือ การตรวจเช็คการมีชีวิตอยู่ของลูกสัตว์ในท้องของแม่เนื่องจากการเอกซเรย์นั้น สามารถบอกจำนวนของลูกสัตว์ในท้องได้ก็จริงแต่ไม่สามารถทราบได้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ การทำอัลตราซาวนด์สาวจึงเป็นประโยชน์มากขึ้นครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เจ้าหมาตาขาว (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/248279

วันอาทิตย์ ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สวัสดีครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้คุยกันถึงโรคต้อกระจก(cataract) ที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ลูกนัยน์ตาสุนัขเกิดความขุ่นขาวไปแล้ว วันนี้เรามาคุยกันถึงความผิดปรกติอื่นที่ทำให้สุนัขมีอาการ “ตาขาว” กันต่อครับ

2.กระจกตาขุ่นและแผลหลุมที่กระจกตา (Corneal Opacity and Ulcer) ปัญหานี้จะทำให้เกิด ความผิดปกติจากการบวมน้ำของกระจกตาตามมา ลักษณะที่เห็นเมื่อมองตาของสุนัขจะเห็นว่ามีลักษณะขาวขุ่นทั้งลูกตา เห็นเป็นรอยขาวเป็นวงกว้าง อาจเห็นว่าผิวของลูกตามีการยุบหรือเป็นรอยบุ๋มที่กลางของวงสีขาวนั้น

การรักษา การเกิดแผลที่กระจกตา สุนัขจะมีอาการคัน ระคายเคือง หรือเจ็บปวดได้ ดังนั้น การใส่ปลอกคอที่มีลักษณะคล้าย “ลำโพง” ที่เรียกว่า “Elizabethan collar” เพื่อป้องกันไม่ให้สุนัขเอาเท้าตะกุย หรือเอาหน้าไปถูไถกับพื้นหรือสิ่งของต่างๆเพราะยิ่งจะทำให้แผลที่กระจกตามีขนาดใหญ่ขึ้น

สุนัขที่เป็นโรคนี้ต้องรับยาหยอดตาและยากินเพื่อลดการอักเสบและควบคุมการติดเชื้อแทรกซ้อน รวมถึงได้รับการตรวจอย่างละเอียดจากสัตวแพทย์เป็นประจำจนกว่าจะดีขึ้นด้วย

สาเหตุโน้มนำของการเกิดแผลที่กระจกตานั้น อาจมาจากปัญหาการระคายเคืองของผิวหนังบริเวณรอบดวงตา ทำให้สุนัขเกิดอาการคัน จนใช้เท้าตะกุยหรือเอาใบหน้าไปถูกับสิ่งของ จนเกิดการขูดขีดที่กระจกตา ทำให้กระจกตาเกิดรอยแผล ซึ่งจะพบได้บ่อยในสุนัขพันธุ์หน้าสั้นเช่น ปั๊ก บุลด็อก หรือชิห์สุ เป็นต้น แต่ก็สามารถพบได้ในสุนัขพันธุ์หน้ายาวทั่วไป เช่น ปอมเมอเรเนียน พุดเดิ้ล โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ อีกด้วย

3.ต้อหิน (Glaucoma) เป็นความผิดปกติที่เกิดจากความดันในลูกตาที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้มีการบวมปูด ขยายใหญ่ของลูกตา จนมองลักษณะ “ตาโปน” และ “ตาขาว” เนื่องจากกระจกตามีสีขาวขุ่น เมื่อกดผ่านเปลือกตาจะพบว่าลูกตามีลักษณะแข็งจนทำให้เหมือนลูกบอลที่อัดลมแน่น

สายพันธุ์ของสุนัขที่พบโรคนี้ได้บ่อย ได้แก่ ค็อกเกอร์สแปเนียลบีเกิ้ล และพุดเดิ้ล เป็นต้น

อาการ สุนัขจะแสดงอาการเจ็บปวดตา จะพยายามเกาตา มักจะใช้ขาตะกุยหรือถูบริเวณหน้า จะพบว่ามีน้ำตาไหล เยื่อบุตาขาวจะแดง ถ้าความดันลูกตาสูงมากจะทำให้สูญเสียการมองเห็นไปตลอดได้

การรักษา ต้องหาสาเหตุโน้มนำที่ทำให้เกิดโรค และรักษาที่สาเหตุร่วมกับการหยอดยาลดความดันลูกตา (หากความดันของตาไม่สูงมากนัก) กรณีนี้สุนัขมีโอกาสที่จะกลับมามองเห็นได้ เหมือนปกติ แต่หากปล่อยไว้ จนทำให้ความดันตาสูงมาก จะดันให้ลูกตาบวมขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งความดันลูกตาที่เพิ่มขึ้นนั้นมันจะไปกดจอประสาทตา ทำเกิดความเจ็บปวด และมีผลต่อการมองเห็น จนถึงกับตาบอดได้ ซึ่งหากเป็นถึงขั้นนั้นแล้ว การรักษาจะทำได้โดยการผ่าตัดเอาลูกตาออก เพื่อลดความเจ็บปวดหรือช่วยให้สุนัขมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น แต่ ไม่ได้ช่วยทำให้สุนัขมองเห็นได้ตามปกติ

ดังนั้น จึงอยากเรียนทุกท่านว่า โรคต่างๆ ที่เกี่ยวกับลูกนัยน์ตาของสุนัขทั้ง 3 โรคที่ทำให้เกิดตาขุ่นขาว ซึ่งได้กล่าวมาแล้วนั้น เป็นอันตรายต่อการมองเห็นของสุนัขทั้งสิ้น จึงขอเน้นว่า หากเราเริ่มพบความผิดปกติ ที่กล่าวมานี้ สิ่งที่ต้องทำโดยด่วนคือ การพาสุนัขไปพบสัตวแพทย์ให้เร็วที่สุด อย่าซื้อยามาใช้เองตามคำแนะนำของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่สัตวแพทย์ เพราะนอกจากจะไม่ได้ช่วยบรรเทาอาการของโรคแล้ว อาจยังเป็นการซ้ำเติมให้สุนัขตาบอดเร็วขึ้นด้วยครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เจ้าหมาตาขาว (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/247422

วันอาทิตย์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ฟังชื่อเรื่อง “เจ้าหมาตาขาว” แล้ว อาจทำให้รู้สึกว่า เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “สุนัขขี้กลัว” หรือ “สุนัขขี้ป๊อด”นะครับ แต่จริงๆ แล้วเรื่องราวที่จะคุยกันวันนี้ จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับความผิดปกติของลูกนัยน์ตาสุนัข ที่เรามองเห็นว่า “สุนัขมีลูกตาสีขาวขุ่น” ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติแน่นอน และที่สำคัญ “ตาขาว” แบบนี้ก็ไม่ได้เป็นสิ่งเลอค่าดั่งสิ่งที่เรียกว่า“เพชรตาแมว” ด้วยครับ

เมื่อเราสังเกตเห็นว่าสุนัขของเราเริ่มมีอาการผิดปกติไปที่สีของลูกตาขุ่นขาวผิดไปจากปกติเกิดขึ้น เราต้องพึงระวังและต้องปรึกษาสัตวแพทย์โดยด่วน เพราะลูกตาเป็นอวัยวะที่สำคัญ วันนี้เราจะมาคุยกันเกี่ยวกับความผิดปกติของลูกตาของสุนัขที่เจ้าของพอจะสังเกตได้ด้วยตัวเองกันครับ

ความผิดปกติที่ก่อให้เกิดปัญหาตาขุ่นในสุนัขที่พบได้บ่อย มีหลายสาเหตุได้แก่

1.ต้อกระจก (Cartaract) เป็นความผิดปกติที่เกิดจากการขุ่นของเลนส์ตา(lens) ซึ่งมีจากการตกตะกอนของโปรตีนภายในตัวเลนส์ ความผิดปกตินี้อาจเกิดการขุ่นเพียงบางส่วน (partial) ซึ่งในกรณีนี้สุนัขยังสามารถมองเห็นได้ แต่อาจจะไม่ชัดเจนเหมือนปกติ แต่ในกรณีที่มีการขุ่นทั่วทั้งเลนส์ (complete) แล้วจะส่งผลต่อการมองเห็นของสัตว์ได้มากเหมือนการมองผ่านกระจกฝ้าที่ขุ่น ซึ่งอาจจะมองเห็นลางๆ หรืออาจจะมองไม่เห็นเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับความขุ่น และการที่แสงสามารถผ่านเลนส์ตาเข้าไปที่จอตาได้มากแค่ไหน

สาเหตุ สำหรับสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดต้อกระจกนั้น  ในปัจจุบันนี้ยังไม่ทราบแน่ชัด  ซึ่งอาจมีสาเหตุโน้มนำมาจากการบาดเจ็บของลูกตาจากการกระทบกระเทือนก็เป็นได้ เช่น การมีแผลที่กระจกตา (กรณีนี้ อาจรุนแรงจนทำให้เกิดโรคต้อหิน หรือ glaucoma) ตามมาได้  นอกจากนี้โรคประจำตัวบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน (diabetes) ก็อาจเป็นสาเหตุโน้มนำของโรคต้อกระจกได้เช่นกัน

การรักษา ควรเน้นที่ป้องกันการเกิดต้อกระจกที่มีสาเหตุโน้มนำที่ทำให้เกิดการอักเสบของลูกตา เช่น แผลหลุมที่กระจกตา (corneal ulcer) กระจกตาอักเสบ (keratitis)ดังนั้นเพื่อไม่ให้พัฒนาจนกลายเป็นการเกิดต้อกระจกขึ้น เราจึงควรรีบทำการรักษาที่สาเหตุของการอักเสบนั้นๆ ตั้งแต่เริ่มแรกครับ

เมื่อเกิดปัญหาภาวะของต้อกระจกแล้ว ในบางกรณี การหยอดตา เพื่อลดความขุ่นของเลนส์อาจช่วยได้ “บ้าง” หากการหยอดตาไม่ได้ผลแล้วการรักษาวิธีที่ดีที่สุดคือ การผ่าตัดเพื่อสลายต้อโดยการใช้คลื่นความถี่สูง(Phacoemulsification) แต่จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และเจ้าของต้องเตรียมความพร้อมในการดูแลหลังผ่าตัดด้วย

ขอย้ำว่า ในกรณีต้อกระจกนี้ เราจะเน้นที่การป้องกันและการเฝ้าระวังโดยการตรวจสุขภาพเป็นประจำ และให้การดูแลเหมือนการดูแลผู้สูงอายุคนหนึ่งครับ

โรคหรือความผิดปกติที่ทำให้เกิดการขุ่นขาวของลูกนัยน์ตาสุนัขนั้น ยังไม่หมดแค่นี้ สัปดาห์หน้าเรามาคุยกันต่อครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย