ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/lady/256178
วันอาทิตย์ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.
มีคำถามจากผู้ที่กำลัง “คิด” จะเลี้ยงสัตว์ หรือคิดจะหา “สัตว์”มา “เลี้ยง” ว่าจะต้องเตรียมตัวอย่างไร หรือต้องประเมินตัวเองก่อนอย่างไร เรื่องนี้เป็นคำถามยอดฮิตสำหรับผู้เลี้ยงมือใหม่ ซึ่งเราเคยคุยกันไปเมื่อหลายปีก่อน แต่ยังเป็นเรื่องที่สามารถหยิบยกมาเป็นหัวข้อการคุยได้เรื่อยๆ วันนี้ ผมขอคุยเรื่องนี้กันอีกครั้งครับ
การเลี้ยงสุนัขในปัจจุบัน ผมมองว่าแตกต่างจากสมัยก่อนมากจากเดิมที่เคยเลี้ยงแบบ “สุนัขใต้ถุนเรือน” ปล่อยให้หากินเอง หาที่นอนเองตามยถากรรม ก็พัฒนาขึ้นมากลายเป็น “สุนัขบนเรือน” (แต่ไม่ได้ขี้บนหลังคา) เลี้ยงดูกันแบบดูแลเอาใจใส่มากขึ้น
ซึ่งถือว่าในยุคนี้ คนที่รักสัตว์ (อย่างจริงจัง) มีเพิ่มขึ้นกว่ายุคก่อนๆ ดังจะเห็นได้จาก คลินิกรักษาสัตว์ ร้านเสริมสวยและสปาสำหรับสัตว์เลี้ยงที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น อาหารสัตว์ อุปกรณ์และผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงที่หาซื้อได้ง่ายตามเพ็ทช็อปและร้านสะดวกซื้อทั่วไป
ผมมองว่าการเลี้ยงสัตว์นั้น ถือเป็นการฝึกและการขัดเกลาจิตใจคนให้มีความเมตตา อ่อนโยน มีระเบียบวินัยในการจัดสรรเวลา (ที่ต้องเจียดไปดูแลสัตว์เลี้ยง) แต่ถึงกระนั้น ก็ยังคงมีคนกลุ่มหนึ่งที่ปล่อยเจ้าตูบให้เผชิญกับชะตากรรมที่น่าสงสาร
เราจะเห็นเจ้าสี่ขาจรจัดมากมายถูกทิ้งไว้ตามข้างถนน ตามวัดวาอารามและแหล่งชุมชนต่างๆ บ้างก็ผอมโซ บาดเจ็บ หรือพิการ เพียงแค่เพราะความน่ารักที่เคยมีในช่วงที่เป็นลูกสุนัขนั้นลดลง หรือเริ่มรับไม่ได้กับนิสัยที่เปลี่ยนไป เริ่มรำคาญเสียงเห่า เริ่มบ่นเรื่องค่าใช้จ่าย ทั้งที่ตอนเอามาเลี้ยงใหม่ๆ ก็ดูแลแบบไม่อั้น แต่พอหมดช่วงโปรโมชั่น ก็ผลักภาระสู่สังคม โดยการเอาไป “ปล่อยวัด”
ขอฝากไปถึงท่านผู้อ่านที่กำลังคิดจะหาเจ้าหมาน้อยหรือเจ้าแมวน้อยมาเลี้ยง ว่าก่อนที่นำลูกสุนัขมาเลี้ยงสักตัว เราต้องตั้งคำถามกับตัวเอง และตอบให้ได้ในเรื่องเหล่านี้ก่อน

1.เวลา : คุณมีเวลาให้เขามากแค่ไหน อย่าลืมว่าเจ้าตูบและเจ้าเหมียวนั้นเป็น “สิ่งมีชีวิต” ต้องการความรัก ความเอาใจใส่ และการดูแลเหมือนเด็กเล็กๆ คนหนึ่ง อย่าเลี้ยงเขาเพียงเพราะรู้สึกว่า “ช่วงนี้เหงา” ให้พึงระลึกเสมอว่า นี่คือ “การรับผิดชอบชีวิตเพิ่มอีก 1 ชีวิต” ต้องมีเวลาให้เขา ไม่ว่าจะเป็นการให้อาหาร การออกกำลัง การดูแลสุขภาพ ต้องคอยสังเกตอาการเจ็บป่วย และต้องมีเวลาพาไปพบสัตวแพทย์ตามกำหนดด้วย
2.สถานที่ : ที่อยู่ของเราเอื้อต่อการเลี้ยงหรือไม่ เรามีพื้นที่เพียงพอสำหรับการเลี้ยงสุนัขหรือไม่ หรือสถานที่พักอนุญาตให้เลี้ยงสุนัขได้หรือไม่ ถ้าบ้านมีเนื้อที่กว้างขวางก็เหมาะที่จะเลี้ยงสุนัขพันธุ์ใหญ่ เช่น โกลเด้น ลาบราดอร์ดัลเมเชียน หรือบางแก้วได้ สุนัขพันธุ์ใหญ่พวกนี้ต้องการสถานที่วิ่งออกกำลัง (หรือหากว่าบ้านใครใหญ่แต่อยากจะเลี้ยงน้องหมาตัวเล็กกระจิริดก็ไม่ผิดนะครับ) ในกรณีที่อยู่คอนโดฯ ทาวน์เฮาส์ ตึกแถว หรือห้องเช่าที่มีเนื้อที่ไม่มากนั้น การเลี้ยงแมวหรือสุนัขพันธุ์เล็ก เช่น ชิวาวา ปอม ปั๊ก ชิห์สุ ยอร์คเชียร์ หรือพุดเดิ้ล ก็จะเหมาะสมกว่าครับ แต่หากบางท่านอยู่คอนโดหรืออพาร์ตเม้นต์ที่ไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ก็อย่าฝืนแอบเลี้ยงเลยครับ
3.วัตถุประสงค์ : ประเด็นหลักของการเลี้ยงคืออะไร จะเลี้ยงเป็นเพื่อนหรือเพื่อเฝ้าบ้าน หากต้องการเอาไว้เป็นยามเฝ้าบ้าน ก็ต้องสุนัขพันธุ์ที่ดูน่าเกรงขามสักนิด เช่น พันธุ์ไทย บางแก้ว โดเบอร์แมน ร็อตไวเลอร์ อเมริกันพิทบูล แต่ก็ควรมีมาตรการในการควบคุมไม่ให้เจ้าตูบของเราไปวางมวยกับสุนัขนอกบ้าน หรือไปขย้ำน่องคนอื่นเป็นอันขาด มิฉะนั้นเกิดเรื่องราวตามมาแน่นอน แต่ถ้าต้องการเลี้ยงไว้เป็นเพื่อน หรือหวังแค่ให้ช่วยส่งเสียงเตือนภัย ในยามมีคนแปลกหน้าเข้าบ้านเท่านั้น สุนัขพันธุ์เล็กแต่ปากเปราะ เช่น ปอม ชิวาวา พุดเดิ้ล มิเนียเจอร์พินเชอร์ ก็เพียงพอครับ
4.สถานภาพทางเศรษฐกิจของเรา : อย่าลืมว่าเมื่อมีสมาชิกในครอบครัวเพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูก็จะเพิ่มขึ้นตาม เนื่องจาก “สัตว์เลี้ยงเป็นสิ่งมีค่า” ไม่ว่าจะเป็น ค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์ต่างๆ ค่าสถานที่อยู่ ค่ารักษายามเจ็บป่วย ตลอดจนค่าฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดต่อต่างๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินอื่นๆ ดังนั้นเราคงต้องเตรียมเงินและเตรียมใจไว้สำหรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ด้วย
5.คนในครอบครัวคุณรักสุนัขเหมือนคุณหรือไม่ : เขาเหล่านั้นมีเวลาช่วยคุณดูแลสุนัขหรือไม่ เพราะเมื่อเวลาที่เราติดธุระจำเป็นจริงๆ คนในครอบครัวของคุณนั่นแหละที่จะเป็นผู้ดูแลสัตว์เลี้ยงของเราต่อ หากไม่มีความชอบสัตว์เลี้ยงแล้วคงฝากเขาลำบากครับ
6.ข้อมูลของสัตว์ที่จะเลี้ยง : เราได้ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นของชนิด เพศ และพันธุ์ที่จะเลี้ยงดีพอหรือยัง เพราะสัตว์ต่างชนิดกัน หรือสุนัขพันธุ์ต่างกัน ก็จะต้องการการดูแลต่างกัน ข้อควรปฎิบัติ ข้อควรระวัง และปัญหาที่พบบ่อยในแต่ละพันธุ์ก็จะมีแตกต่างกันด้วย เช่น สุนัขค็อกเกอร์ และชิห์สุกับปัญหาโรคผิวหนังจากเชื้อราและยีสต์ สุนัขดัลเมเชี่ยนกับโรคนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ สุนัขพุดเดิ้ลกับโรคต้อกระจก แมวกับอันตรายจากยาลดไข้พาราเซตามอล สุนัขกับอันตรายของกาแฟ ช็อกโกแลต และหอมหัวใหญ่ สุนัขคอลลี่ อัฟกันด์ฮาวนด์ และเซตแลนด์ชีพด็อกกับยากำจัดเห็บที่มีตัวยาไอเวอร์เมกตินเป็นส่วนประกอบ เป็นต้น
ขอย้ำอีกครั้งว่า สุนัขและแมวเป็นสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่ตุ๊กตาหรือของเล่น เพราะฉะนั้น ถ้าตัดสินใจจะเลี้ยงเขาแล้ว ขอให้รับผิดชอบชีวิตเขาเสมือนหนึ่งเขาเป็น “สมาชิกในครอบครัว” ถ้าคุณรักเขาจริง คุณจะไม่ทอดทิ้งเขา และปัญหาน้องหมาถูกปล่อยทิ้งจนกลายเป็นหมาจรจัดในสังคมเราก็จะลดลงไป
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

















