ค่ายรณรงค์ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ของนิสิตสัตวแพทย์-จุฬาฯ ที่จังหวัดลพบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/246513

วันอาทิตย์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สวัสดีครับวันนี้ผมมีเรื่องราวดีๆ มาเล่าสู่กันฟังครับ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา “ชมรมต่อต้านพิษสุนัขบ้า คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ได้ไปทำกิจกรรม “จิตอาสา” ออกค่ายฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ที่จังหวัดลพบุรีกันมาครับ

ทุกท่านคงทราบดีว่าโรคพิษสุนัขบ้า  เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรงที่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งเกิดได้ในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น สุนัข แมว คน และกระแต ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีทางรักษาให้หายและมีอันตรายถึงชีวิต จากการเป็นอัมพาตของระบบทางเดินหายใจ แต่สามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันครับ

เนื่องจากโรคนี้เป็นอันตรายต่อสัตว์เลี้ยงและคนเลี้ยง ดังนั้นทางชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้า จึงจัดโครงการนี้ขึ้น เมื่อวันที่ 18-20 พฤศจิกายน 2559 ทั้งๆ ที่นิสิตบางชั้นปีจะมีสอบปลายภาคใน1-2 สัปดาห์ถัดไป แต่ก็มีนิสิตสัตวแพทย์ จุฬาฯ ชั้นปีที่ 1-4 รวมจำนวน 120 คน เห็นถึงการบำเพ็ญประโยชน์นี้ จึงได้ร่วมกันออกหน่วยฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ให้สุนัขและแมวในเขตชุมชนหลายตำบลในจังหวัดลพบุรี ภายใต้การดูแลของคณาจารย์อย่างใกล้ชิดโดยความร่วมมือและสนับสนุนของหลายหน่วยงาน อาทิ ปศุสัตว์จังหวัด และปศุสัตว์อำเภอเมืองจังหวัดลพบุรี กองร้อยพลเสนารักษ์ โรงพยาบาลอานันทมหิดล และสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จังหวัดลพบุรี ในฐานะของอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมฯ ผมขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

รายชื่อของผู้ร่วมกิจกรรมของชมรมต่อต้านโรคพิษสุนัขบ้าคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ในครั้งนี้

นิสิตหัวหน้าโครงการ : นิสิตสัตวแพทย์อาภัสรา ดีเกษม นิสิตชั้นปีที่ 3

อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ : ผศ.น.สพ.ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร, ผศ.น.สพ.ดร.ชาญณรงค์ รอดคำ และ อ.สพ.ญ.ดร.จุฑามาส เบ็ญจนิรัตน์

คณาจารย์ผู้เข้าร่วมโครงการ : ผศ.น.สพ.ดร. ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร, ผศ.น.สพ.ดร.ชาญณรงค์ รอดคำ, ผศ.ดร.นลินี อิ่มบุญตา, ผศ.น.สพ.ดร.วุฒิชัย กลมเกลียว, ผศ.น.สพ.ดร.ดำริ ดาราวิโรจน์, อ.น.สพ.ดร.เกษม รัตนภิญโญพิทักษ์ อ.สพ.ญ.ดร.ทรายแก้ว สัตยธรรม และ สพ.ญ.ชุติมน ธนบูรณ์นิพัทธ์

การออกหน่วยภายใต้บรรยากาศที่อบอุ่นและสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว แต่นิสิตและคณาจารย์ก็ตั้งใจทำงานกันเรียกได้ว่า ไม่กลัวแดดไม่กลัวผิวเสียกันเลยทีเดียว ในวันนั้น มีการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้สุนัขและแมวได้ประมาณ 1,600 ตัว งานนี้ทั้งนิสิต คณาจารย์ รวมถึงสุนัข-แมว และเจ้าของสัตว์เลี้ยงก็ได้รับความสุข ความอบอุ่นทั้งกายและใจไปอย่างถ้วนหน้ากันครับ นอกจากการบำเพ็ญประโยชน์ด้วยฉีดวัคซีนให้กับสุนัขและแมวแล้ว ทางชมรมยังได้แวะไปวัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี เพื่อร่วมบริจาคเงินและเครื่องใช้ต่างๆ ให้กับผู้ป่วยอีกด้วย ซึ่งนิสิตทุกคนก็ได้รับฟังธรรมะจากท่านเจ้าอาวาสเรื่อง “บทบาทของมนุษย์ที่ควรพึงกระทำต่อสัตว์” ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในวิชาชีพสัตวแพทย์ได้เป็นอย่างดี

ปัญหาเรื่องพิษสุนัขบ้าและสุนัขจรจัดนี้ ในฐานะของ “สัตวแพทย์” เราก็ได้แต่หวังว่า กิจกรรมจิตอาสาเพื่อสังคม ของนิสิตชมรมต่อต้นโรคพิษสุนัขบ้า ที่พวกเราพยายามจัดเป็นประจำอย่างต่อเนื่องมานี้ จะช่วยลดปัญหาการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าในชุมชนได้บ้าง แม้จะเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ก็ตาม

ปัญหาหลักของโรคพิษสุนัขบ้า มักเกิดในสุนัขและแมวจรจัด ที่เป็นตัวนำโรคมาสู่คน สู่สุนัขและแมวที่มีเจ้าของ ซึ่งปัญหาสุนัขและแมวจรจัดที่เป็นปัญหาที่ทราบกันมานานแต่ก็ไม่สามารถแก้ได้อย่างจริงจัง ดังนั้นต้องพยายามทำเพื่อไม่ให้จำนวนสุนัขและแมวจรจัดได้เพิ่มขึ้น การป้องกันการเกิดโรคที่ทำได้ง่ายและเป็นไปได้มากที่สุด ก็คือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าให้กับสุนัขและแมวทั้งมีและไม่มีเจ้าของ และที่สำคัญที่สุดนั่นคือการปลูกฝังให้เด็กรุ่นใหม่ (เริ่มต้นจากครอบครัวของเราเอง) ได้ตระหนักถึงการเลี้ยงสัตว์อย่างมีความรับผิดชอบ ได้คิดอย่างละเอียดรอบคอบก่อนที่จะเลี้ยง และเมื่อตัดสินใจเลี้ยงแล้ว ก็ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างดี จนสิ้นอายุขัยของเขา ไม่แก้ปัญหาด้วยการ “ทิ้ง” หรือ “ปล่อย” ให้เป็นภาระของสังคม หากทำได้อย่างนี้ แม้จำนวนสุนัขจรจัดจะไม่ลดลงในทันที แต่จำนวนก็จะไม่เพิ่มขึ้นครับ

“ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า เลี้ยงดูแมว-หมาอย่างมีความรับผิดชอบ”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การฝังเข็มในสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/245450

วันอาทิตย์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

การฝังเข็ม ถือเป็นแพทย์ทางเลือกที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในคน แต่สำหรับการฝังเข็มในสัตว์นั้น ยังถือเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหม่ ผู้เลี้ยงสัตว์หลายท่านอาจจะรู้สึกแปลกๆ และฟังไม่คุ้นหูกันเท่าไหร่ครับ

ในปัจจุบัน โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดให้บริการ “คลินิกฝังเข็ม” หลายปีแล้ว  มีสัตว์ป่วยเข้ารับการรักษาด้วยการฝังเข็มเป็นจำนวนมาก ซึ่งผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ ซึ่งอาจถือได้ว่า “การฝังเข็มในสัตว์” นั้นเป็น “สัตวแพทย์ทางเลือก” อีกทางหนึ่งครับ

สัตว์ที่มารับการรักษาที่ “คลินิกฝังเข็ม” นั้น ส่วนใหญ่เป็นโรคทางระบบประสาทได้แก่ ภาวะอัมพฤกษ์ และอัมพาตซึ่งโรคนี้มักเกิดจากความผิดปกติที่กระดูกสันหลัง เช่นภาวะกระดูกงอก (spondylosis / spur formation), หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (Intervertebral disk disease / IVDD) เป็นต้น

ความผิดปกติที่กล่าวมาแล้วนั้น  จะมีผลต่อระบบประสาท ซึ่งทำให้กระแสประสาทที่ส่งออกมาจากสมอง ผ่านไปยังประสาทไขสันหลัง เพื่อไปยังส่วนท้ายของลำตัวนั้นผ่านไปได้ไม่สมบูรณ์ หรืออาจผ่านไปไม่ได้เลย จึงทำให้สัตว์ขยับขาหลังได้ไม่สะดวก เดินผิดปกติ จนถึงไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลยนอกจากนี้ มักจะพบปัญหาเรื่องการไม่สามารถควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะและอุจจาระได้ดังปกติด้วย

โดยจะพบว่า ความผิดปกติส่วนใหญ่ มักจะเกิดขึ้นที่บริเวณช่วงอกไปจนถึงช่วงเอว(thoracolumbar IVDD) ทำให้สัตว์ที่มีความผิดปกตินี้ ไม่สามารถใช้ขาหลังได้อย่างเต็มที่ จนถึงใช้ไม่ได้เลย ซึ่งความผิดปกตินี้ สามารถแบ่งเป็นระดับหรือเกรดต่างๆ ได้ดังนี้ครับ

เกรด 1 Pain Only สุนัขยังสามารถเดินได้ตามปกติแต่จะมีอาการของการปวด ที่สังเกตได้ คือ ขยับตัวลำบาก กระโดดลำบาก ตัวสั่น ร้องคราง กล้ามเนื้อกระตุกเป็นต้น

เกรด 2 Ambulatory paraparesis สุนัขยังสามารถเดินได้ตามปกติ แต่มีอาการอ่อนแรงที่ขาหลัง สังเกตได้โดยเวลาเดินขาจะไขว้กัน หรือกางออก

เกรด 3 Non-ambulatory paraparesis ระดับนี้พบว่าสุนัขยังสามารถขยับขา และแกว่งหางได้ แต่ไม่มีแรงในการพยุงน้ำหนักตัวเองให้ลุก หรือเดินได้

เกรด 4 Paraplegia เกรดนี้สุนัขจะไม่สามารถขยับขาหลังได้ แต่ยังมีความรู้สึกตอบสนองได้บ้าง

เกรด 5 Paraplegia with absent nociception (no “deep pain”) ระดับนี้ สัตว์จะไม่สามารถขยับขาหลังได้เลยและสุนัขไม่มีความรู้สึกที่ขาหลังเลย

สำหรับขั้นตอน และกระบวนการฝังเข็มนั้น ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลยครับ ที่สำคัญ ไม่ทำให้สัตว์เจ็บปวดทรมานด้วย ยกเว้นในรายที่การเกร็งตัวของกล้ามเนื้ออาจมีอาการเจ็บปวดในครั้งแรกๆ แต่พอทำไปสักระยะหนึ่ง กล้ามเนื้อเริ่มคลายตัว ความเจ็บปวดก็จะลดลงครับ

หากท่านเจ้าของสัตว์ประสบปัญหาเรื่องสัตว์เลี้ยงใช้ขาหลังไม่ได้ มีภาวะอัมพฤกษ์อัมพาต และได้รับการรักษาทางอายุรกรรมแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ก็อย่าเพิ่งหมดหวังนะครับลองพิจารณาการแพทย์ทางเลือก โดยการฝังเข็มดูก่อนนะครับ

ขอขอบคุณ คลินิกฝังเข็ม โรงพยาบาลสัตว์เล็กคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การประเมินสัตว์เลี้ยงว่าอยู่ในสภาวะวิกฤติหรือไม่?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/244371

วันอาทิตย์ ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ท่านเจ้าของสัตว์ครับ สัตว์เลี้ยงของเราไม่สามารถพูดได้ไม่สามารถบอกถึงความเจ็บป่วยและความไม่สบายตัวให้เราทราบได้ ดังนั้นในยามที่เจ็บป่วยเล็กน้อย ปัญหาคงไม่เกิดมากเท่าไหร่ แต่หากยามที่พวกเค้าป่วยหนักถึงขั้นวิกฤติล่ะ เราจะทราบได้อย่างไร

การสังเกตจากอาการจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมากต่อความเป็นความตายแค่เสี้ยววินาทีนั้นก่อนที่จะถึงมือหมอครับดังนั้น “เจ้าของสัตว์” หรือ “คนที่อยู่ใกล้ชิดสัตว์” จึงเป็นส่วนที่สำคัญมากในการที่จะระบุให้ได้ ว่าสัตว์เลี้ยงของท่านมีอาการผิดปกติหรือไม่ อย่างไร เพื่อที่จะได้รีบนำตัวเขาส่งให้สัตวแพทย์รักษาต่อได้ทันท่วงที

วันนี้ เรามาคุยกันถึงเรื่องการประเมินสภาพสัตว์ป่วยแบบง่ายๆ กันครับ เพื่อให้ง่ายและจดจำได้สะดวกจะใช้อักษรย่อคือ ABCD ในการอธิบาย โดยตัวย่อแต่ละตัวนั้นคือ

A (Airway) เราต้องประเมินว่า มีอะไรอุดตันหรือขวางทางเดินหายใจของสัตว์หรือไม่ หายใจผ่านทางเดินหายใจได้หรือไม่ ดังนั้นทางเดินหายใจควรจะปลอดจากสิ่งต่างๆที่ขัดขวางการหายใจ เช่น เยื่อเมือก เศษอาหาร วัตถุแปลกปลอม จนทำให้ท่อทางเดินหายใจตีบตัน

B (Breathing) ให้เราประเมินว่า สัตว์สามารถหายใจได้เองอย่างปกติหรือไม่ มีลักษณะการหายใจที่ผิดไปจากปกติหรือไม่ เช่น แสดงอาการหอบ หายใจตื้นและถี่ อ้าปากหายใจ ใช้ช่องท้องช่วยในการหายใจ (หายใจจนท้องแฟ่บหรือโป่งออก) หายใจไม่ออกเหมือนมีอะไรอุดคออยู่หรือไม่

C (Circulation) ให้ประเมินว่าสัตว์มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ปกติและสม่ำเสมอหรือไม่ การตรวจการเต้นของชีพจรนั้น เราสามารถคลำได้จากบริเวณขาหนีบด้านใน หากคลำแล้วพบการเต้นของชีพจรเบามากหรือไม่มีเลยอันนี้ผิดปกติครับมักพบร่วมกับปลายขาทั้งสี่เย็น ส่วนสีของเยื่อเมือกที่เหงือกต้องไม่เป็นสีขาวซีด สีม่วงหรือแดงก่ำ

D (Disability) ประเมินการทำงานของระบบประสาท (หากมีประวัติการกระทบกระแทกที่บริเวณศีรษะแบบรุนแรง) มีการชักกระตุก ขาเหยียดเกร็ง หรือมีการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลังอย่างรุนแรงจนไม่สามารถเดินได้เป็นต้น

นอกจากนี้ การที่สัตว์เลี้ยงของเรามีภาวะอุณหภูมิร่างกายสูงมาก ช่องท้องหรือช่องอกทะลุ อวัยวะภายในโผล่หรือทะลักออกมาจากร่างกาย และไม่สามารถปัสสาวะได้ หากพบภาวะดังที่กล่าวไปแล้วนั้น เจ้าของสัตว์ต้องรีบนำส่งสัตวแพทย์โดยทันทีเลยนะครับ

การรับมือกับภาวะฉุกเฉินจะสำเร็จและราบรื่นไปได้นั้น จะอยู่ภายใต้สติและความรวดเร็วของผู้เลี้ยง การตรวจสุขภาพสัตว์เลี้ยงเป็นประจำและป้องกันปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ถือเป็นเกาะป้องกันโรคร้ายได้เป็นอย่างดี

หากมีความกังวลใจหรือปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพสัตว์เลี้ยงสามารถติดต่อได้ที่ แผนกสัตว์ป่วยฉุกเฉิน โรงพยาบาลสัตว์เล็กจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร. 02-2189752 ครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเตรียมน้องเหมียวให้คุ้นชินกับการไปหาหมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/243332

วันอาทิตย์ ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เราคงปฎิเสธไม่ได้กันนะครับว่า ในปัจจุบันนี้ มีผู้ที่ชื่นชอบเลี้ยงแมวเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งมากกว่าในสมัยก่อนอย่างเด่นได้ชัด  สังเกตได้จากผลิตภัณฑ์ อาหารและเครื่องใช้สำหรับแมวที่วางขายกันเป็นจำนวนมากตามเพ็ทช็อปและโรงพยาบาลสัตว์ ไม่ว่าจะมองไปทางไหน กระแส “cat fever” ของผู้ที่ชื่นชอบการเลี้ยงแมว ก็เห็นได้ชัดเจน

ปัญหาที่รบกวนจิตใจของเจ้าของหรือบรรดาสาวกแมวเป็นลำดับต้นๆ  ก็คือ “ความเครียดของน้องเหมียว หรือพฤติกรรมการแสดงความก้าวร้าวของน้องแมวที่แสดงออก เมื่อจะต้องถูกพาไปพบสัตวแพทย์” ดังนั้นวันนี้เรามาคุยกันถึงขั้นตอนหรือวิธีเตรียมตัวในการพาเจ้าเหมียวของเราไปหาหมออย่างถูกวิธีกันครับ

ลำดับแรกเลย สิ่งที่จะต้องพิจารณาตระเตรียมก็คือ เราต้องหากรง กล่อง ตะกร้าหรือภาชนะอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อที่จะใช้ “ขน” หรือ “บรรจุ” น้องแมวของเราไปหาหมอ

เพราะอะไรถึงต้องมีอุปกรณ์ในการบรรจุล่ะ ก็เพราะเราคงไม่ปล่อยแก้วตาดวงใจของเราไปเดินเพ่นพ่านหรือวิ่งเตลิดระหว่างเดินทาง จนทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันบนท้องถนนใช่ไหมครับ?

ตะกร้า กล่อง หรือภาชนะบรรจุแมวที่ดีนั้น ไม่จำเป็นต้องมีราคาแพงมาก จนถึงขนาดที่ทำให้เจ้าของกระเป๋าแฟ่บหรอกครับ  สิ่งที่สำคัญก็คือ ควรจะมีความแข็งแรง ไม่อ่อนยวบยาบ มีขนาดใหญ่เพียงพอให้น้องแมวเราพอจะกลับตัวได้บ้าง (แต่ก็ไม่ถึงขนาดว่า จะใหญ่เทอะทะจนทำให้ขนไปลำบากนะครับ)

ภาชนะบรรจุควรมีหูหิ้วหรือสิ่งที่ทำให้เรายกเคลื่อนย้ายได้สะดวกและแข็งแรง

ที่สำคัญ ต้องมีฝาปิด (ที่แข็งแรงและแน่นหนา) จากด้านบนหรือด้านข้างก็ได้ (ถ้าเป็นที่เปิดจากด้านบนจะทำให้สะดวกและเกิดความเครียดน้อยกว่า ในการนำแมวออกมาทำการตรวจครับ)

สิ่งที่สำคัญอีกข้อหนึ่ง ซึ่งถือเป็นหน้าที่หลักของท่านที่รักแมว ก็คือ การหัดและการฝึกฝนให้เจ้าเหมียวของเราคุ้นเคยและชินกับการอยู่ในกล่อง หรือตะกร้าที่เตรียมไว้ด้วย ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะหยิบมาจากในมุมที่ซุกเก็บไว้ แล้วพอจะพาไปหาหมอที ก็หยิบมาใช้ที ลักษณะแบบนี้เจ้าเหมียวของเราจะฝังใจและจำได้ว่าเจ้ากล่องน้อยใบนี้แหละ ที่จะพาเค้าไปสู่ความเจ็บปวด

อีกวิธีหนึ่งในการทำให้แมวคุ้นชินกับกล่อง นั่นคือการเอาอาหาร และผ้าห่ม ที่นอนที่เขาคุ้นเคยใส่ไปในกล่องหรือตะกร้านั้นด้วย เพื่อให้เหมียวทั้งหลายนั้นคุ้นชินและไม่ตื่นเต้นมากเกินไป หรือเราอาจจะพาน้องเหมียวใส่กล่องหรือใส่ตะกร้าเพื่อพาไปเที่ยวนั่งรถเล่นบ่อยๆ น้องแมวจะได้ไม่จำแต่เหตุการณ์ที่เลวร้ายในการไปหาหมอเท่านั้นครับ

ถ้าทำได้อย่างนี้แล้ว การพาเจ้าเหมียวของเราไปหาคุณหมอก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไปครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

แอบหนีแมวไปเที่ยว ทำยังไงกับแมวดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07043010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

Pet Care

อาจี๋ที่ไม่เอาไหน

แอบหนีแมวไปเที่ยว ทำยังไงกับแมวดี

เมื่อเจ้าของแมวติดภารกิจ หรือจะแอบหนีแมวไปเที่ยว จะทำยังไงดี

หากจะไปเที่ยว 1-3 คืน เราอาจจะปล่อยให้แมวอยู่ตามลำพังในบ้านได้ โดยต้องจัดเตรียมน้ำ อาหารให้มากพอ

1. การจัดเตรียมน้ำ

ควรมีน้ำใส่ภาชนะไว้หลายๆ ถ้วย วางในหลายๆ ตำแหน่ง ยิ่งมากยิ่งดี เผื่อว่าแมวอาจจะวิ่งไล่กันเตะน้ำหก

การวางน้ำไว้ชามเดียว ตำแหน่งเดียว เป็นเรื่องที่มีความเสี่ยงสูงมาก เพราะถ้าแมวเตะน้ำหก แมวอาจจะขาดน้ำ ไม่มีน้ำดื่ม และตายได้ภายในเวลาไม่นาน

2. การจัดเตรียมอาหาร

ควรมีอาหารเม็ดเตรียมทิ้งไว้ให้แมวหลายๆ จุดเช่นกัน และควรใช้น้ำหล่อรอบๆ ภาชนะไว้ หรือนำแป้งโรยล้อมรอบภาชนะใส่อาหาร เพื่อกันมด แมลง มาขึ้นอาหาร หรืออาจใช้ชามกันมดสำเร็จรูปก็ได้

3. การจัดเตรียมกระบะทรายแมว

ในการจัดเตรียมกระบะทรายแมว ควรเตรียมกระบะทรายให้มากกว่าปกติ และเททรายไว้ให้เพียงพอกับจำนวนแมว การจัดเตรียมเททรายและกระบะเผื่อไว้มากๆ ย่อมดีกว่าการจัดเตรียมไว้ไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลให้กระบะส่งกลิ่นเหม็นตลบอบอวลไปทั่ว

เคล็ดลับเฉพาะกิจ สามารถซื้อกะละมังหรือกระบะในร้านทุกอย่าง 20 บาท มาใช้ชั่วคราวได้

4. การจัดเตรียมสภาพห้อง

ควรให้แมวอยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเท ไม่ร้อนอบอ้าว ควรมีหน้าต่างอย่างน้อย 2 จุด เพื่ออากาศจะได้หมุนเวียนได้

การปล่อยแมวทิ้งไว้ในห้องที่มีอากาศร้อนและอบอ้าว อาจเพิ่มความเสี่ยงให้กับแมวเกิดอาการฮีตสโตรกได้ (ฮีตสโตรก หรือโรคลมแดด คืออาการที่อุณหภูมิความร้อนในร่างกายแมวเพิ่มสูงขึ้นจนเกิดอันตราย ทำให้แมวตายได้ หากรักษาไม่ทันท่วงที)

5. การจ้างหรือวานผู้ดูแลแทนมาคอยดูให้

บางครั้งเราอาจจ้างผู้อื่นมาคอยดูแลแมวแทนเราได้ อาจเป็นญาติ หรือเพื่อน ตอนนี้มีโรงแรมแมวบางแห่งที่รับมาดูแลแมวลูกค้าให้ถึงบ้าน ซึ่งจะมีการเทอาหาร เปลี่ยนน้ำ เก็บอึแมว ดูแลกระบะทราย เปิดปิดแอร์หรือพัดลมให้

6. การนำแมวไปฝากเลี้ยงที่โรงแรมแมว

การนำแมวไปฝากเลี้ยงที่โรงแรมแมวภายใต้การดูแลของมืออาชีพย่อมจะดีกว่าปล่อยแมวทิ้งไว้ลำพัง สนนราคาการรับฝากเริ่มตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันต่อคืน โรงแรมแมวบางแห่งมีกล้องวงจรปิดให้เจ้าของสามารถเปิดอินเตอร์เน็ตเข้ามาดูภาพปัจจุบันในโรงแรมแมวได้

เทคนิคการฝากแมว ควรฝากแมวแบบไม่ขังกรงเพราะอาจทำให้แมวเกิดความเครียดจนป่วยได้ โรงแรมแมวบางแห่งจะสร้างห้องขนาดเล็กๆ รับฝากแมว ขนาดพอแมวเดินได้ นอนได้สบายก็เพียงพอแล้ว โรงแรมแมวบางแห่งมีห้องพิเศษขนาดใหญ่ไว้บริการสำหรับบ้านที่มีแมวหลายตัว

ในการฝากไม่ควรปล่อยแมวของเราอยู่รวมกับแมวตัวอื่น เพราะแมวแต่ละตัวมีเชื้อโรคที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า อาจติดโรคหรือเห็บหมัดกลับมาบ้านได้

ในการฝากแมวที่โรงแรมแมวให้นำสมุดวัคซีน อาหารที่แมวชอบไปด้วยทุกครั้ง

การจัดเตรียมให้พร้อมแค่นี้ การหนีแมวไปเที่ยวก็สบายหายห่วง ขอให้เที่ยวให้สนุกนะจ๊ะ

(ขอขอบคุณภาพจาก ROGER & MESSI PETSHOP AND CAT HOSTEL)

การใช้ยาในสัตว์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/242244

วันอาทิตย์ ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สวัสดีครับ เคยได้ยินหลายท่านที่เลี้ยงสัตว์สอบถามมาว่า เมื่อกระรอกป่วย จะให้กินยาอะไรดี?  กระต่ายท้องเสีย ให้ยาอะไรกินดี? หนูแฮมสเตอร์เป็นหวัด กินยาอะไรได้? เอายาคนให้กินได้ไหม? เป็นต้น วันนี้ผมมีข้อมูลจากโรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ มาเล่าสู่กันฟังครับ

ก่อนอื่น คงต้องเล่าให้ฟังก่อนนะครับว่า สัตวแพทย์นั้น อาจมีความจำเป็นบางประการ ที่จะต้องใช้ยาของคนบ้าง ในบางกรณีที่รักษาสัตว์ เนื่องจากยาสัตว์บางประเภท ไม่ได้มีการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย แต่ตัวยาที่ออกฤทธิ์ เป็นตัวยาที่มีในยาคน ดังนั้นจังจำเป็นที่จะต้องใช้ยาคนโดยที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

แต่ที่สำคัญ การจ่ายยาอะไรก็ตามให้สัตว์นั้น ต้องได้รับการวินิจฉัยก่อนจ่ายเสมอ ตัวอย่างเช่น “โรคหวัด” ไม่ใช่โรคที่ใช้ยาตัวเดียวแล้วรักษาหายทุกตัวเสมอ  โรคนี้ยังเกิดได้ทั้งจากการแพ้  จากการติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส หรือเชื้อราหรือหลายอย่างร่วมกันก็ได้ “ท้องเสีย” ก็เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่นอาหารที่ให้ไม่เหมาะสม อาหารที่เป็นพิษ การเตรียมไม่สะอาด จานหรือหลอดที่ใช้ป้อนไม่สะอาด มีการติดเชื้อแบคทีเรีย หรือไวรัส รวมถึงเชื้อโปรโตซัว หรือสาเหตุอื่นก็ได้

ซึ่งอาการของโรคต่างๆ นั้น อาจมีการแสดงออกที่คล้ายกัน แต่ตัวการที่ก่อโรคอาจจะแตกต่างกัน ดังนั้นการรักษา หรือการให้ยาที่จำเป็น รวมถึงการดูแล ก็ไม่เหมือนกัน ในบางครั้งการปรับเปลี่ยนการเลี้ยงดู และการให้อาหารก็จะหายเองได้ โดยที่ไม่ต้องใช้ยาก็ได้

นอกจากนี้ ปริมาณการให้ยาก็มีผล ตัวอย่างเช่นการเอายาคนที่ใช้ในเด็กหนัก 10  กิโลกรัม โดยกิน 1 ช้อนชา  แต่ต้องมาให้ลูกกระรอกที่มีน้ำหนัก 50 กรัม เราจะต้องให้กินในปริมาณเท่าไหร่  การคำนวณปริมาณของยา อาจไม่ใช่เรื่องง่ายที่แค่เอาน้ำหนักมาเทียบบัญญัติไตรยางค์แล้วให้เลย แต่จริงๆ แล้ว ชนิดของสัตว์ก็มีผล ยาคนบางชนิดอาจใช้ได้ในสัตว์ชนิดหนึ่ง แต่กลับเป็นพิษในสัตว์อีกชนิดหนึ่งด้วย

ในมุมมองที่ให้คำปรึกษาโดยที่ไม่ได้มีการตรวจหรือเห็นตัวสัตว์เลี้ยง จะเกิดความลำบากใจที่จะให้คำแนะนำเรื่องการให้ยา เพราะหมอจะไม่ทราบว่าแท้จริงแล้วสัตว์ตัวนั้นป่วยด้วยสาเหตุอะไรกันแน่ การวินิจฉัยที่ดีนั้นต้องอาศัยการตรวจร่างกายที่ตัวสัตว์โดยตรง ร่วมกับการซักประวัติการเจ็บป่วยจากเจ้าของ รวมถึงต้องใช้การตรวจทางห้องปฏิบัติการอีกด้วย ดังนั้นการพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อจะได้ทำการตรวจรักษา จะได้ผลการวินิจฉัยและการรักษาที่แม่นยำแทนการคาดคะเนจากคำบอกเล่าเจ้าของเท่านั้นครับ

ยาที่ใช้กับสัตว์นั้นเปรียบเสมือนดาบสองคม หากเลือกใช้ไม่ถูกต้องก็จะมาทำร้ายสัตว์เลี้ยงที่คุณรัก รวมถึงตัวคุณเองด้วยครับ เช่นการใช้ยาปฏิชีวนะ หากใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสม ใช้ในระยะเวลาที่ไม่ถูกต้อง รวมถึงวิธีการให้ที่ไม่ถูกวิธี ก็อาจจะทำให้เกิดเชื้อดื้อยา และรักษาไม่หาย รวมถึง บางครั้งเชื้อดื้อยานี้ก็จะส่งผลไปถึงคนด้วย ทำให้ต้องใช้ยาตัวใหม่ๆ แรงขึ้น และแพงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่จำเป็นครับ ด้วยความเป็นห่วงนะครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคลมชักในสุนัข (Idiopathic Epilepsy in Dogs)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/241303

วันอาทิตย์ ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผมมั่นใจว่าเจ้าของสุนัขหลายคนคงมีคำถามว่า สุนัขก็เป็นโรคลมชักด้วยหรือ? อาการสุนัขที่เป็นโรคลมชักเป็นอย่างไร? แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสุนัขเราเป็นโรคลมชักหรือไม่?  วันนี้ เรามาคุยกันถึงวิธีการสังเกตอาการง่ายๆ ว่าอาการที่สุนัขแสดงนั้น เรียกว่าชักหรือเปล่ากันนะครับ เพราะบางอาการก็คล้ายกับอาการชักมาก จนเจ้าของเข้าใจผิดไปว่านั่นคืออาการชัก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่การชัก แต่เป็นลักษณะอื่น เช่น กล้ามเนื้ออ่อนแรง และอาการเป็นลม (syncope) ซึ่งพบในสุนัขที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ เป็นต้น

โรคลมชักนั้นจะแสดงอาการ “ชักทั้งตัว” คือล้มลงนอนอย่างไม่มีสติ มีอาการเกร็งกระตุกทั่วทั้งตัว มีอาการงับปาก ขาตะกายเหมือนปั่นจักรยาน อาจมีอาการน้ำลายไหลมาก อุจจาระไหลแบบไม่รู้ตัว หรือมีการปัสสาวะราดร่วมด้วย โดยจะแสดงอาการชักนาน 1 ถึงหลายนาที และมักจะมีอาการแสดงในระยะเวลาก่อนและหลังการชักด้วย

อาการที่สุนัขแสดงก่อนและหลังเกิดอาการชักนั้น อาจมีการแตกต่างกันในแต่ละตัว ได้แก่ กระวนกระวาย น้ำลายไหล เดินวนหรือวิ่ง อาจหลบในที่มืด ร้องครางหรือเห่าเรียกเจ้าของ เป็นต้น

ระยะเวลา “ก่อน” การชักอาจนานเพียงไม่กี่วินาทีหรือนานเป็นวันเลยก็ได้ ซึ่งเจ้าของอาจไม่ทันสังเกตเห็น

ส่วนอาการ”หลัง”การชักนั้น สุนัขมักแสดงอาการมึนงง เดินเซไร้จุดหมาย หรือนอนหลับนานกว่าปกติ อาจมีตาบอดชั่วคราวได้ ระยะเวลาการฟื้นตัวหลังการชัก อาจนานเพียงไม่กี่นาทีหรือนานเป็นสัปดาห์ก็ได้เช่นกัน

ทีนี้ เมื่อเราได้คำตอบแล้วว่า สุนัขของเรามีปัญหาเรื่อง “การชัก” จริงๆ ก็จะมีคำถามต่อว่า แล้วการชักนั้นเกิดจากสาเหตุอะไร?

ในปัจจุบันนั้น เรายังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของสุนัขที่เป็นโรคลมชัก แต่เชื่อว่าเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม และช่วงอายุที่พบได้บ่อยคือสุนัขอายุ 1-4 ปี (แต่ก็อาจเกิดได้ตั้งแต่อายุ 6 เดือนถึง5 ปี) และพบได้บ่อยในสุนัขพันธุ์บีเกิ้ล พุดเดิ้ล โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ ลาบาดอร์รีทรีฟเวอร์ เยอรมันเชฟเฟิร์ด และเซนต์เบอร์นาร์ด เป็นต้น

ทั้งนี้ควรนำสุนัขที่มีอาการชัก ไปให้สัตวแพทย์ตรวจวินิจฉัยว่า สุนัขเป็นโรคลมชักจริงๆ หรือชักจากสาเหตุอื่น เช่น ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โรคตับ โรคไต สารพิษ เนื้องอกในสมอง การอักเสบและการติดเชื้อ เช่น พยาธิเม็ดเลือดและโรคไข้หัดสุนัข เป็นต้น

นอกจากนี้ เจ้าของควรจดบันทึกการชัก ทั้งเรื่องความถี่ และระยะห่างของการชักในแต่ละรอบด้วย และถ้าทำได้ ควรถ่ายวีดีโอ
ขณะชัก เพื่อให้สัตวแพทย์ใช้ประกอบการวินิจฉัยโรคด้วย เพราะการชักในโรคลมชักมักเกิดขึ้นต่อเนื่องและมีระยะห่างระหว่างช่วงการชักแต่ละครั้งที่นานใกล้เคียงกัน

การชักมักเกิดในช่วงที่ไม่ทำกิจกรรม หรือนอนหลับมากกว่า จึงมักพบสุนัขชักช่วงเช้ามืดหรือกลางดึก ดังนั้นการตรวจระบบประสาทสุนัขที่เป็นโรคลมชักใน “ช่วงพักของการชัก” มักจะตรวจไม่พบความผิดปกติใด รวมถึงการถ่ายภาพรังสี CT scan หรือ MRI มักไม่พบรอยโรคหรือความผิดปกติภายในสมองด้วย ซึ่งแตกต่างจากการชักชนิดอื่น

การรักษาสุนัขที่เป็นโรคลมชัก เป็นการรักษาเพื่อควบคุมอาการชักให้ได้ เพราะการชักแต่ละครั้งมีผลต่อเนื้อเยื่อสมอง การชักเป็น
เวลานานทำให้สมองขาดเลือดและเกิดสมองตายได้ ดังนั้นการกินยาคุมอาการชักจึงสำคัญมาก เพื่อช่วยลดระยะเวลาการชักในแต่ละครั้งให้สั้นลงหรือเพิ่มระยะห่างของการเกิดการชักในรอบถัดไปให้นานขึ้นทำให้จำนวนครั้งในการชักลดลง ซึ่งเป็นการลดความรุนแรงของการชัก เพราะถ้าคุมอาการชักไม่ได้ สุนัขจะเข้าสู่ภาวะวิกฤติและอาจถึงแก่ชีวิตได้  “การชักติดต่อกันมากกว่า 2 ครั้งในหนึ่งวัน” หรือ “การชักครั้งนึงนานกว่า 15 นาที” ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องนำสุนัขส่งโรงพยาบาลสัตว์เพื่อพบสัตวแพทย์

ข้อสำคัญที่ต้องเข้าใจในการรักษาโรคลมชักคือ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้นต้องกินยาตลอดและกินให้ตรงเวลา การได้รับยาไม่สม่ำเสมอหรือหยุดยาอาจทำให้สุนัขชักรุนแรงขึ้นจนถึงตายได้ และควรมีการตรวจเลือดและตรวจสุขภาพเป็นระยะ เนื่องจากต้องมีการปรับขนาดยาหรือชนิดยาให้เหมาะสมกับการชักและผลข้างเคียงจากยาซึ่งควรอยู่ในการดูแลอย่างใกล้ชิดของสัตวแพทย์

ในระหว่างการชักควรระวังไม่ให้ศีรษะสุนัขกระแทกกับพื้นหรือสิ่งของในบริเวณนั้น อาจใช้เบาะหรือผ้าหนาๆ รองหัวและตัวของสุนัข และนำสิ่งกีดขวางที่เป็นอันตรายออกห่างจากสุนัข อย่าเอามือเข้าไปใกล้ปากสุนัข เพราะสุนัขที่กำลังชักจะไม่รู้สึกตัว เจ้าของอาจโดนกัดได้ และอย่าลืมจดบันทึกวันและเวลาการชักด้วยนะครับ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก คลินิกโรคระบบประสาท โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทร.02-2189418

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ไข้หัดสุนัข หรือ Canine Distemper

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/240227

วันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เมื่อไม่กี่วันมานี้ มีข่าวการป่วยและตายของสุนัขเป็นจำนวนมากในเขตอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งจากการตรวจสอบจากอาการแล้ว เบื้องต้นพบว่ามีสาเหตุจากไข้หัดสุนัข  ซึ่งมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัดธรรมดา มีขี้มูกขี้ตาแฉะ ไม่กินอาหาร อ่อนแรง เดินโซเซไปมาและตายในที่สุด โรคนี้เป็นแล้วมีโอกาส “ตาย” สูงมาก วันนี้เรามาทำความรู้จักโรคนี้กันครับ

สาเหตุ

โรคไข้หัดสุนัขนี้ เป็นโรคติดต่อที่ “ร้ายแรงมาก” ในสุนัข และสัตว์ป่าในตระกูลสุนัขหลายชนิด เช่น หมาป่า และหมาจิ้งจอก เกิดจากไวรัสที่มีชื่อว่า “Canine Distemper Virus”

การติดต่อ

โรคนี้พบได้ใน “ทุกช่วงอายุ” โดยเฉพาะสุนัขตัวที่ “ไม่เคย” ได้รับวัคซีนป้องกันโรคมาก่อน  จะมีผลอย่างมากในลูกสุนัขเล็กๆ
โดยเฉพาะในช่วงอายุ 2-6 เดือน

สุนัขจะรับเชื้อจาก “การสัมผัสตรง” โดยการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของสัตว์ป่วย เช่น น้ำมูก น้ำลาย อุจจาระ หรือปัสสาวะ โดยการกินหรือการหายใจสูดเอาละอองเชื้อไวรัสเข้าไป

แหล่งแพร่เชื้อส่วนใหญ่ มักได้รับเชื้อมาจากแหล่งซื้อขายสุนัขที่ไม่สะอาด ที่มีเชื้อไวรัสปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่น ที่ชามน้ำ ชามอาหาร ของเล่น กรงและอุปกรณ์รองนอนต่างๆ รวมถึงติดต่อผ่านการสัมผัสจากผู้เลี้ยง ซึ่งเรียนว่าผู้เลี้ยงเป็นพาหะนำเชื้อที่สำคัญโดยที่เราไม่รู้ตัวเลย การจับสัตว์ป่วยแล้วไปจับสัตว์เลี้ยงของเรา จึงเป็นการนำโรคไปยังสุนัขของเราโดยตรง

นอกจากนี้ ในแม่สุนัขตั้งท้อง ก็สามารถแพร่ไปยังลูกผ่านทางรกได้อีกด้วย ซึ่งต่อไปจะส่งผลให้เกิดการแท้งลูกตายแรกเกิด หรือคลอดออกมาได้แต่อ่อนแอ และเสียชีวิตในเวลาต่อมาด้วย

เมื่อสุนัขได้รับเชื้อแล้ว ไวรัสไข้หัดสุนัขจะไปเพิ่มจำนวนที่ต่อมน้ำเหลือง ก่อนที่จะแพร่ไปทั่วร่างกาย ดังนั้นจึงทำให้ระบบภูมิคุ้มกันถูกกดจึงเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อนได้ง่ายขึ้น โดยทั่วไปโรคนี้มีระยะฟักตัวเฉลี่ยประมาณ 1-2 สัปดาห์ภายหลังการติดเชื้อและเริ่มแสดงอาการป่วย

อาการ

สุนัขป่วยด้วยไข้หัดสุนัขมักจะมีอาการเหมือนสุนัขป่วยทั่วไป คือ มีไข้ ซึม เบื่ออาหาร แต่จะแสดงอาการหลักๆ 4 ระบบของร่างกาย คือ

1.ระบบทางเดินหายใจ คือ มีขี้มูกขี้ตาเกรอะกรัง เยื่อบุตาอักเสบ มีอาการปอดติดเชื้อแทรกซ้อน

2.ระบบทางเดินอาหาร หลายราย มีอาการอาเจียน และท้องเสีย ร่วมด้วย

3.ระบบปกคลุมร่างกาย พบตุ่มหนองใต้ท้อง (คล้ายคนที่เป็นอีสุกอีใส) และเกิดการหนาตัวของฝ่าเท้า และจมูก

4.ระบบประสาท เมื่อเชื้อไวรัสไข้หัดกระจายเข้าสู่สมองแล้ว สุนัขจะแสดงอาการทางประสาท เช่น ชัก กระตุก มีอาการคล้ายการเคี้ยวหมากฝรั่ง (น้ำลายเป็นฟอง) ตะกุย หรือร้องคราง หากสุนัขแสดงอาการทางระบบประสาทแล้ว โดยส่วนใหญ่มักเสียชีวิต

สิ่งที่สำคัญ ไข้หัดสุนัขนี้ยัง “กด” ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้เม็ดเลือดขาวที่ทำหน้าที่ต่อสู้กับเชื้อโรคต่ำลง จึงมีการติดเชื้อแทรกซ้อนทำให้อาการเลวร้ายขึ้น ส่วนในรายที่มีการติดเชื้อไข้หัดสุนัขแล้วรอดชีวิต จะพบว่าสุนัขตัวนั้นจะยังคงมีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกาย และสามารถแพร่เชื้อต่อได้นานหลายเดือนหลังจากหายป่วยแล้ว

การรักษา

เนื่องจากไข้หัดสุนัขเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียาที่รักษาโดยเฉพาะ การรักษาที่ให้มักเป็นการป้องกันโรคแทรกซ้อนโดยการให้ยาปฏิชีวนะ  การรักษาตามอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้น เช่น การให้ยาลดน้ำมูก ลดไข้ ลดอาเจียน ท้องเสีย รวมถึงให้ยาระงับการชัก การให้ยาเพื่อบำรุงร่างกาย เช่นให้ยาบำรุงประสาท การให้สารน้ำและสารอาหารรวมถึงวิตามินต่างๆ ตลอดจนการใช้ยากระตุ้นภูมิคุ้มกัน สารต้านไวรัส และ interferon เพื่อเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เพื่อช่วยยับยั้งการแพร่กระจายเชื้อไวรัสไม่ให้กระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆ ในร่างกาย

การป้องกัน

ไข้หัดสุนัขจะเป็นโรคที่น่ากลัว โอกาสเสียชีวิตสูง ไม่มีวิธีรักษาเฉพาะ สิ่งที่ดีที่สุดคือการป้องกันโรค ซึ่งผู้เลี้ยงสุนัขควรให้ความสำคัญ นั่นคือการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หัดสุนัข เพราะให้ผลในการป้องกันโรคได้ค่อนข้างดี เราสามารถเริ่มทำวัคซีนครั้งแรกเมื่อลูกสุนัขอายุ 6-8 สัปดาห์ขึ้นไป

ส่วนในกรณีเพิ่งรับลูกสุนัขใหม่เข้ามา ควรพาไปพบสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย คุณหมออาจยังไม่ฉีดวัคซีนให้ทันที เนื่องจากลูกสุนัขที่เปลี่ยนสถานที่อยู่ใหม่ อาจมีความเครียด ซึ่งจะทำให้ระดับภูมิคุ้มกันตกลงและไวต่อการติดโรค คุณหมออาจแนะนำให้แยกเลี้ยงออกจากสุนัขตัวเดิมในบ้าน และให้กินวิตามินบำรุงร่างกาย และเพื่อสังเกตอาการก่อนอย่างน้อย 1 สัปดาห์ หากแข็งแรงดีแล้ว จึงค่อยเริ่มทำวัคซีนป้องกันโรคนี้กันครับ

อย่าลืมนะครับ ไข้หัดสุนัขเป็นโรคที่อันตราย แต่สามารถป้องกันและลดความเสี่ยงได้ ด้วยการฉีดวัคซีนเป็นประจำครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การช่วยเหลือเต่าที่ถูกรถชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/239142

วันอาทิตย์ ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ในช่วงฝนตก ถนนลื่น น้ำท่วม ขับรถด้วยความระมัดระวังนะครับ นอกจากจะขับรถระวังการเกิดอุบัติเหตุแล้ว อย่าลืมระวังสิ่งมีชีวิตที่หนีน้ำท่วมที่ขึ้นมาบนถนนที่กำลังเดินข้ามถนน เช่น “เต่า” ด้วยนะครับ

เราจะทำอย่างไร เมื่อพบเต่าถูกรถทับ จนกระดองแตกล่ะครับ

สิ่งที่สามารถทำได้ตรงจุดที่สุด ก็คือรีบพามาส่งที่ “ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ” ครับ

แล้วข้อพึงปฏิบัติเมื่อพบเต่าที่โดนรถทับ เพื่อเกิดความปลอดภัยมากที่สุด ควรทำอย่างไร วันนี้เรามีคำแนะนำมาฝากครับ

ขอสรุปเป็นข้อๆ ดังนี้นะครับ

1.ก่อนยกเต่าขึ้นมาจากพื้น ให้เราหาแผ่นไม้หรือพลาสติกแข็งๆ มารอง คล้ายกับเวลาที่เราขนย้ายคนป่วย เพราะกระดองเต่าที่แตกนั้น ถ้ายกไม่ดีแล้ว จะทำให้เต่าเจ็บมาก โดยเฉพาะถ้าหักด้านล่าง

2.ถ้าพบว่ามีเลือดออก ให้ทำการห้ามเลือดโดยการใช้ผ้าสะอาด หรือผ้าก๊อซพันหรือกดแปะไว้เลยนะครับ อย่าเพิ่งดึงออก และไม่ควรเช็ดเอาก้อนเลือดออกเพราะจะเป็นการเอาลิ่มเลือดที่อุดแผลไว้ออก จะทำให้เลือดไหลออกมาอีกครับ

3.ในกรณีที่กระดองหลังแตกมาก จนยุบลงหรือเห็นเนื้อแดงๆ ปลิ้นออกมามาก เราต้องระวัง เป็นพิเศษ อย่าให้ผ้าที่ห้ามเลือดกดทับหนักไป จะทำให้หายใจไม่ได้ เพราะปอดเต่าอยู่ด้านหลัง

4.และถ้ากรณีที่กระดองแตกมากๆ ให้ใช้ผ้ารองแล้วใช้เทปพันไม่ให้ขยับเขยื่อนมากนัก ในขณะขนส่งไปพบสัตวแพทย์

5.ควรให้เต่าป่วยอยู่ในที่แห้งๆ “ห้ามให้แช่น้ำ” เพราะจะทำให้น้ำเข้าไปในช่องอกและช่องท้อง จะทำให้ติดเชื้อโรคและตายไดั

6.ควรให้เต่าได้รับความอบอุ่นพอควร ไม่เอาไว้ในที่เย็นเช่นห้องแอร์ เพราะเต่าเป็นสัตว์เลือดเย็น ระบบภูมิคุ้มกันจะดีขึ้นในสภาพอุณหภูมิที่อุ่นๆ

7.อย่าให้เกิดเสียงดัง และไม่ควรรบกวนเต่าป่วยมากนัก เพราะจะทำให้เครียด อาการจะทรุดแย่ลง

8.ถ้าเป็นไปได้ ควรป้องกันแสง ไม่ให้สว่างเกินไป ควรใช้ผ้าหรือถุงดำคลุมให้ค่อนข้างมืด (แต่ต้องมีอากาศถ่ายเทสะดวกด้วย) เพื่อให้เขาพัก ผ่อนคลายหน่อย

9.อย่าพยายามป้อนน้ำหรือป้อนอาหาร เพราะเต่าสามารถอดอาหารได้หลายวัน และเมื่อถึงมือสัตวแพทย์คุณหมอจะให้น้ำเกลือต่อไป อย่าลืมว่า การป้อนที่ผิดวิธี จะทำให้เต่าตายได้ครับ

10.รีบพาไปหาสัตวแพทย์ให้เร็วที่สุด การปล่อยทิ้งไว้เพื่อลุ้นว่าจะดีขึ้นหรือหายเองนั้น อาจจะทำให้มีแมลงมาไข่ที่แผล เกิดหนอนขึ้นที่แผล ติดเชื้อ เลือดออกไม่หยุด และตายอย่างทรมานได้

11.หากหาสัตวแพทย์เฉพาะทางเรื่องเต่าไม่ได้ ให้พาไปหาสัตวแพทย์ที่รักษาน้องหมาน้องแมวก็ได้ แล้วโทรศัพท์หาหมอรักษาเต่าของศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ จุฬาฯ หมายเลข 02-2518887เพื่อให้ข้อมูลกับหมอ และให้หมอกับหมอได้ประสานงานการรักษาและแนะนำวิธีการรักษากัน เพื่อช่วยรักษาชีวิตในเบื้องต้นก่อน

12. ลำดับสุดท้าย..สวดมนต์ ภาวนา แผ่เมตตา ขอให้เขามีชีวิตรอดต่อครับ….

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

มารู้จักโรคเบาหวานกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/238023

วันอาทิตย์ ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

โรคเบาหวาน หรือ Diabetes mellitus (DM) หรือที่เรียกทั่วไปว่า Diabetes เป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายขาดฮอร์โมนที่มีชื่อว่า “อินซูลิน” ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้ทำหน้าที่ในการช่วยลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือด (ช่วยดึงน้ำตาลในเลือดเพื่อให้ร่างกายนำไปใช้) หรืออาจเกิดจากการที่ร่างกายสร้างฮอร์โมนอินซูลินได้ปกติแต่ร่างกายไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดภาวะการที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งจะพบน้ำตาลปนออกมาในปัสสาวะ

โรคเบาหวานนี้มักเกิดในสัตว์เลี้ยงที่มีอายุมาก  โดยทั่วไปมักจะพบในสุนัขที่มีอายุประมาณ 7-9 ปี ส่วนในแมวจะพบที่อายุประมาณ 9-11 ปี แต่ก็สามารถพบได้ในสุนัขและแมวที่อายุน้อยได้เช่นกัน

ในสุนัข จะพบว่าเกิดในสุนัขเพศเมียมากกว่าเพศผู้ ส่วนพันธุ์ที่พบบ่อย ได้แก่ พุดเดิ้ล (poodle) โกลเด้นรีทรีฟเวอร์ (golden retriever)
ดัชชุนด์ (dachshund) ส่วนในแมว มักจะพบในเพศผู้ที่ทำหมันแล้ว และในแมวที่มีลักษณะอ้วนมากกว่า ซึ่งจะพบได้ในแมวทุกสายพันธุ์

สาเหตุของโรคเบาหวานนั้น มีหลายสาเหตุด้วยกัน ได้แก่ พันธุกรรม ความเครียด ความผิดปกติของตับอ่อน เช่น โรคตับอ่อนอักเสบ ความอ้วน และการได้รับยาบางชนิด เช่นสเตียรอยด์ เป็นต้น

อาการที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถสังเกตได้ง่าย นั่นคือสุนัขหรือแมวจะกินน้ำมากกว่าปกติ ปัสสาวะบ่อยและมาก กินอาหารเก่งกว่าปรกติแต่น้ำหนักตัวลดลง บางรายจะพบภาวะกระจกตาขุ่น หรือต้อกระจก (cataract) ร่วมด้วย

ในกรณีที่สัตว์เลี้ยงเป็นโรคเบาหวานแล้วไม่ได้ทำการรักษา หรืออยู่ในช่วงการรักษาแต่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ จะส่งผลให้เกิดภาวะคีโตนในกระแสเลือด (ketosis) ซึ่งคีโตน (ketone) เป็นสารที่เกิดจากการที่ร่างกายสลายไขมันเพื่อเป็นแหล่งพลังงานทดแทนการใช้น้ำตาล เนื่องจากในสัตว์ป่วยด้วยโรคเบาหวานร่างกายจะไม่สามารถใช้น้ำตาลเป็นแหล่งพลังงานได้นั่นเอง

การมีคีโตนในกระแสเลือดสูงจะทำให้สัตว์ป่วยซึม เบื่ออาหาร อาเจียน ร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ ซึ่งจะทำให้สัตว์เสียชีวิตได้ครับ

การวินิจฉัยโรคเบาหวานนั้น สามารถทำได้คล้ายกับในคน คือนอกจากการสังเกตจากอาการแล้ว เราจะใช้การตรวจเลือด โดยจะให้สัตว์อดอาหารอย่างน้อย 8 ชั่วโมง แล้วทำการเจาะเลือดเพื่อตรวจวัดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดนั่นเอง โดยในช่วงอดอาหาร ค่าปกติของน้ำตาลในกระแสเลือดจะมีค่าไม่เกิน 120 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร

การรักษาโรคเบาหวานค่อนข้างซับซ้อน เนื่องจากเจ้าของต้องพาสัตว์ไปพบสัตวแพทย์เพื่อทำการตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดต่อเนื่องกัน แล้วทำเป็นกราฟ เพื่อดูการขึ้นลงของน้ำตาลในเลือดในหนึ่งวัน (serial blood glucose curve) เพื่อคำนวณหาค่าที่เหมาะสมในการให้ฮอร์โมนอินซูลิน ให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ได้ตลอดทั้งวัน

นอกจากนี้ ในการดูแลที่สำคัญสำหรับสัตว์ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวาน นั่นคือ “การควบคุมอาหาร” ซึ่งอาหารที่เหมาะสมกับสัตว์ป่วยนั้นควรเป็นอาหารที่มีเส้นไยอาหาร (fiber) สูง ส่วนคาร์โบไฮเดรตที่สามารถให้ได้นั้น ควรเป็นชนิดที่ย่อยยาก เพื่อให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ซึ่งในปัจจุบันจะมี “โภชนบำบัด” หรือ “อาหารที่ใช้ในการรักษา” ที่ทำเป็นเชิงธุรกิจสำหรับโรคเบาหวาน ซึ่งค่อนข้างสะดวกในการใช้ ซึ่งอาจเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับเจ้าของที่ไม่สะดวกปรุงอาหารเองให้สัตว์เลี้ยงป่วยเป็นโรคเบาหวานครับ

ขอเรียนย้ำว่า เมื่อท่านสังเกตเห็นสัตว์เลี้ยงมีอาการผิดปกติเหล่านี้ เช่นกินน้ำมาก ปัสสาวะบ่อยและมากกว่าปกติ กินอาหารเก่งแต่น้ำหนักตัวลดลง ท่านเจ้าของต้องอย่าลืมคิดถึงเรื่องโรคเบาหวานนะครับ ทางที่ดีควรพาสัตว์เลี้ยงไปพบสัตวแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรักษาต่อไปครับ โรคนี้เป็นโรคที่อันตรายซึ่งสามารถทำให้สัตว์เลี้ยงของท่านเสียชีวิตได้ หากปล่อยทิ้งไว้หรือไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี แต่เจ้าของสามารถควบคุมและดูแลให้สัตว์เลี้ยงมีชีวิตอย่างมีสุขภาวะที่ดีจนแทบจะไม่ต่างจากสุนัขและแมวปกติเลยครับ

ขอขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร

ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร

คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย