แนวปฏิบัติของการเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/236924

วันอาทิตย์ ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สวัสดีครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วเราได้คุยกันถึงเรื่องสุนัขจรจัดที่เป็นสาเหตุหลักของการกระจายโรคพิษสุนัขบ้ากันมาแล้ว วันนี้ผมมีเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับ “แนวปฏิบัติของการเลี้ยงสัตว์อย่างรับผิดชอบ” โดยรองศาสตราจารย์ สัตวแพทย์หญิง ดร.เกวลี ฉัตรดรงค์ รองคณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

“Owning a dog is not just a privilege-it’s a responsibility” หรือ “การได้เป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยง ไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็น “ความรับผิดชอบ” ที่พึงมีต่อชีวิตสัตว์และสังคม”

สัตว์เลี้ยงยอดฮิตในปัจจุบัน ไม่พ้นสุนัขและแมว เหตุผลของการครอบครองสัตว์เลี้ยงของแต่ละคนแตกต่างกัน บ้างก็หลงใหลในความน่ารักจนอดใจไม่ไหว บ้างก็อยากได้เป็นเพื่อน เป็นลูก เป็นทาสผู้ซื่อสัตย์ บ้างก็อยากได้เหมือนคนอื่น เป็นแฟชั่น แต่จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม การมีโอกาสได้ครอบครองเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงนั้น ไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็น “ความรับผิดชอบ” ที่ผู้ครอบครองพึงมีต่อสัตว์ จนชั่วชีวิตของสัตว์เลี้ยงตัวนั้น เราอาจมีญาติ มีเพื่อนฝูงมากมาย แต่สัตว์เลี้ยงเค้ามีเจ้าของเพียงคนเดียวที่เป็นเจ้าชีวิต แนวปฏิบัติตนให้เป็น “เจ้าของสัตว์ที่มีความรับผิดชอบ” นั้น ประกอบด้วยหลักสากล 16 ข้อ ดังนี้

1.คิดให้รอบคอบก่อนการตัดสินใจรับสัตว์เลี้ยง

2.เลือกชนิดและพันธุ์สัตว์เลี้ยงที่เหมาะสมกับที่อยู่อาศัยและไลฟ์สไตล์

3.เลี้ยงสัตว์ตามจำนวนที่สามารถให้การดูแลด้านอาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย สุขภาพ และให้ความเป็นเพื่อนได้อย่างไม่บกพร่อง ไม่เลี้ยงจำนวนมากเกินไปจนเป็นภาระ

4.ยอมรับในความสัมพันธ์การเป็นเจ้าของสัตว์เลี้ยงจนตลอดชีวิตของสัตว์

5.จัดหาการออกกำลังกายที่เหมาะสม

6.ฝึกหัดนิสัยที่ดีให้สัตว์เลี้ยง

7.ตระหนักอยู่เสมอว่าการเลี้ยงสัตว์ต้องใช้เวลาและเงิน

8.สัตว์เลี้ยงต้องได้รับการป้องกันโรคอย่างเหมาะสม ได้แก่ วัคซีน การป้องกันปรสิต และการให้การรักษาเมื่อเจ็บป่วย

9.รักษาความสะอาดของสัตว์เลี้ยงอยู่เสมอ

10.ปฏิบัติตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงสัตว์ เช่น การจดทะเบียนตัวสัตว์ การสวมสายจูงเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ และการควบคุมเสียงและกลิ่นไม่ให้รบกวนผู้อื่น

11.ไม่ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงหากินเองอยู่นอกบ้าน

12.สัตว์เลี้ยงได้รับการระบุตัวตน เช่น การใช้ป้ายชื่อ ไมโครชิพ หรือการสัก

13.จำกัดการขยายพันธุ์สัตว์ โดยคุมกำเนิดหรือทำหมันตามความเหมาะสม

14.เตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉินอยู่เสมอ เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ต้องมีการวางแผนจัดเตรียมอุปกรณ์ในการเคลื่อนย้ายสัตว์ออกจากสถานที่เกิดเหตุ

15.หากไม่สามารถดูแลสัตว์เลี้ยงต่อไปได้ ต้องมีการวางแผนจัดเตรียมอย่างเหมาะสม

16.เฝ้าระวังสุขภาพสัตว์เลี้ยงอยู่เสมอ หากมีสิ่งผิดปกติควรปรึกษาสัตวแพทย์

จากแนวปฏิบัติทั้งหมดนี้ สรุปได้ว่า การมีสัตว์เลี้ยงซักตัว ให้พิจารณา 3 ด้าน คือ

1.หลักสวัสดิภาพสัตว์ หรืออิสรภาพ 5 ประการ (Five Freedoms)

1.1.อิสระจากความหิว กระหาย และการได้รับอาหารที่ไม่ถูกต้อง(Freedom from hunger and thirst)

1.2.อิสระจากความไม่สะดวกสบาย อันเนื่องมาจากสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม (Freedom from discomfort)

1.3.อิสระจากความเจ็บปวด การบาดเจ็บ หรือเป็นโรค (Freedom from pain, injury and disease)

1.4.อิสระจากความกลัวและความทุกข์ทรมาน (Freedom from fear and distress)

1.5.อิสระในการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติของสัตว์ (Freedom to express normal behavior)

2.ความรับผิดชอบต่อสังคมโดยรอบ ไม่ทำให้ผู้อื่นรำคาญหรือเดือดร้อน

3.ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เก็บอุจจาระและสิ่งขับถ่ายของสัตว์ในที่สาธารณะ

หากปฏิบัติได้ทั้งหมดนี้แล้ว จึงค่อยตัดสินใจนำสัตว์มาเลี้ยงกันนะครับ

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สุนัขจรจัดกับโรคพิษสุนัขบ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/235769

วันอาทิตย์ ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากครั้งที่แล้ว ผมได้คุยถึงเรื่องโรคพิษสุนัขบ้าทั้งเรื่องสาเหตุ การป้องกัน และการปฏิบัติตนเมื่อถูกสุนัขกัดไปแล้วนั้น วันนี้ยังคงขอคุยเรื่องเกี่ยวกับพิษสุนัขบ้ากันต่ออีกหน่อยนะครับ

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า โรคพิษสุนัขบ้า เป็นโรคจากสัตว์ติดต่อสู่คนที่อันตรายถึงชีวิต ในปัจจุบันโรคนี้ ยังไม่มีทางรักษาให้หาย แต่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนทั้งในคนและสัตว์เลี้ยงครับ (แม้จะไม่ได้ผลเต็ม 100% ก็ตาม แต่ก็ลดความเสี่ยงได้เยอะมาก)  สุนัขและแมวที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว หากถูกสุนัขที่สงสัยว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้ากัด ก็ยังต้องฉีดยาซ้ำ เพียงแต่จำนวนครั้งที่ต้องฉีด จะน้อยกว่ากรณีที่ไม่เคยฉีดวัคซีนมาก่อนครับ

หากสุนัขที่กัดเป็นสุนัขและแมวที่มีเจ้าของ ความวิตกเรื่องโรคพิษสุนัขบ้าอาจจะไม่มากเท่าไหร่ เพราะเจ้าของสัตว์มักจะพาไปฉีดวัคซีนเนื่องจาก “ความรักและความผูกพัน” ที่มีต่อสัตว์เลี้ยง ถึงแม้บางคนอาจพาไปฉีดเพียงแค่เพราะกลัวว่าจะ “แพร่โรคมาถึงตนเอง” หากสัตว์เลี้ยงได้รับเชื้อก็ตามครับ

แล้วถ้าเป็นสุนัขและแมวจรจัดล่ะ ??? เราจะมั่นใจได้หรือ???

แม้ว่าในปัจจุบันจะมีหน่วยงานของรัฐ เช่น กรมปศุสัตว์ เทศบาล คณะสัตวแพทยศาสตร์ และภาคเอกชนอีกหลายแห่ง มีโครงการที่จะช่วยฉีดวัคซีนเพื่อลดการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า แต่ก็ไม่สามารถทำได้ครบทุกเขต และไม่มีทางได้ครบทุกตัว เนื่องจากติดปัญหาการเข้าถึงตัวสุนัขจรจัดเหล่านั้น อีกทั้งอัตราการเพิ่มของประชากรสุนัขจรจัดในปัจจุบันก็ยังจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูงอยู่ครับ

สุนัขและแมวจรจัดมาจากไหนล่ะ??

ปัญหาสุนัขและแมวจรจัดที่มีจำนวนมากมายในปัจจุบันนั้น ล้วนมีสาเหตุหลักมาจาก “การเลี้ยงสัตว์แบบขาดความรับผิดชอบ”

หลายคนที่คิดที่จะเลี้ยงสัตว์ อาจเลี้ยงเพราะเห็นความน่ารักของลูกสัตว์ แต่เมื่อเวลาผ่านไป สัตว์เริ่มโตขึ้น ความน่ารักและความสวยงามลดลง รวมถึงเริ่มรู้สึกว่าไม่อยากเลี้ยง เพราะเป็นภาระ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น จึงไม่อยากจะดูแลรับผิดชอบต่อ หลายคนผลักภาระให้สังคม โดยการนำไป “ปล่อย” ตามที่สาธารณะ เช่นตามวัด ตามโรงเรียน ตามตลาด หรือแหล่งชุมชนต่างๆ

การแก้ปัญหา โดยหวังการปลูกฝังความรับผิดชอบต่อสัตว์ที่ตัว “ผู้ใหญ่” นั้น อาจเป็นเรื่องยาก เพราะความเคยชิน

ผมมองว่า การรณรงค์ให้ “เยาวชนรุ่นใหม่” มีจิตสำนึกในการเลี้ยงสัตว์ ให้เขาตระหนักว่า “สุนัขและแมวเป็นสิ่งมีชีวิต” ไม่ใช่สิ่งของหรือของเล่น ถ้าตัดสินใจจะเลี้ยงแล้ว ก็ให้รับผิดชอบชีวิตเขา เสมือนเขาเป็น “สมาชิกคนหนึ่ง/ตัวหนึ่งในครอบครัว” น่าจะเป็นแนวทางการแก้ปัญหา ที่แม้จะเห็นผลช้า แต่ก็น่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่มั่นคงและถาวรที่สุดครับ

“การทำหมันสุนัขและแมวจรจัด” ที่หลายหน่วยงานช่วยกันทำอยู่แล้วนั้น อาจเป็นทางออกที่ช่วยได้ทางหนึ่ง แต่ก็เป็นเพียงการ “ลดหรือชะลอ อัตราการเพิ่ม” ให้จำนวนสัตว์เพิ่มในอัตราที่ช้าลงเท่านั้น ไม่ใช่การทำให้จำนวนสัตว์ลดลง เพราะเรา “ไม่ได้ฆ่าสัตว์” และมั่นใจว่าคนไทยอย่างเราๆ ก็ไม่มีความคิดที่จะสนับสนุนให้ฆ่าสัตว์ด้วย

ดังนั้นเมื่อผ่านการทำหมันไปแล้ว ปริมาณสัตว์จรจัดจะยังมี “จำนวนคงเดิม” และดำรงชีวิตได้ตามปกติ ตามอายุขัยของเขา เพียงแต่ “ไม่เพิ่มจำนวน” ไม่ได้แพร่ลูกหลานให้เป็นปัญหาต่อสังคมเพิ่มขึ้นเท่านั้นเองครับ

สิ่งที่สำคัญที่สุด ที่ไม่ให้จำนวนสัตว์จรจัดเพิ่มขึ้น ต้องเริ่มต้นจาก “ตัวเราและครอบครัวของเรา” จากนั้นจึงค่อยๆ ขยายไปเป็น “หมู่บ้าน”  และไปยัง “ชุมชน” ที่ใหญ่ขึ้น

ถ้าเราปลูกฝังให้ “เด็กรุ่นใหม่” มีความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยงมากขึ้นแล้ว ผมมั่นใจว่า ปัญหาเรื่องสุนัขและแมวจรจัด ที่เป็นสาเหตุหลักของโรคพิษสุนัขบ้า ก็จะค่อยๆ ลดลงแน่นอนครับ

ผมอยากฝากให้พวกเราตระหนักว่า

● สุนัขและแมว “เป็นสัตว์เลี้ยง” ไม่ใช่สิ่งของ ต้องการความรักความผูกพัน

● สุนัขและแมว “เป็นสิ่งมีชีวิต” ต้องการการเอาใจใส่ ไม่ใช่ว่าปล่อยปละละเลยจนตาย แล้วก็กดปุ่มรีสตาร์ทใหม่ได้

● สุนัขและแมว “เป็นสิ่งมีค่า” มีค่าใช้จ่าย ค่าอาหารค่าอุปกรณ์ ค่ารักษา ค่าวัคซีน ค่าเครื่องใช้ ดังนั้นก่อนที่จะเลี้ยงเราต้องคิดเผื่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไว้ด้วย

หากคิดจะเลี้ยงแล้ว “ต้องเลี้ยงอย่างมีความรับผิดชอบ” ถ้าทุกคนคิดได้เช่นนี้ ผมมั่นใจว่า สัตว์จรจัดที่เกลื่อนถนนจะมีจำนวนลดลงปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าก็จะลดลงด้วยเช่นกันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทำอย่างไรเมื่อถูกสุนัขกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/234668

วันอาทิตย์ ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2559, 06.00 น.

จากข่าวการผู้เสียชีวิตของพี่วินมอเตอร์ไซค์ใจดีที่ช่วยเหลือสุนัขจรจัดแล้วถูกกัด แต่คิดว่าคงไม่เป็นอะไร เลยไม่ได้ไปพบแพทย์ เรื่องนี้ทำให้หลายคนเริ่มวิตกกังวลกับโรคนี้กันครับ

เมื่อถูกสุนัขจรจัดหรือสุนัขที่ไม่ทราบที่มากัด สิ่งที่หลายคนกังวลกันก็คือ สุนัขหรือแมวตัวนั้นจะเคยฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าหรือเปล่า? สุนัขตัวนั้นจะมีเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่? แผลเป็นรอยข่วนแค่ถลอกไม่ลึก จะติดเชื้อพิษสุนัขบ้าไหมนะ?

เรามาทำความเข้าใจวิธีการปฏิบัติตน เมื่อถูกสุนัขและแมวที่ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนกัดกันครับซึ่งเรามีหลักการง่ายๆ 4 ข้อเท่านั้นครับ นั่นคือ “ล้างแผล – ใส่ยา – กักหมา – หาหมอ”

1.ล้างแผลให้สะอาดทันที ด้วยน้ำสะอาด และสบู่หลายๆ ครั้ง จากนั้นล้างซ้ำด้วยแอลกอฮอล์เพื่อฆ่าเชื้อ

2.ใส่ยาฆ่าเชื้อในกลุ่มไอโอดีน เช่น ทิงเจอร์ หรือโพรวิโดนไอโอดีน (เบตาดีน)

3.กักหมา สังเกตอาการและกักบริเวณสัตว์ที่กัดเรา ไว้ประมาณ 10-14 วัน

4.หาหมอ รีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า และวัคซีนป้องกันบาดทะยัก รวมถึงได้รับยาตามอาการ

สิ่งที่สำคัญที่ไม่ควรลืมคือ

– การกักบริเวณเพื่อดูอาการสัตว์ในหัวข้อ “กักหมา” นั้น ต้องมีอาหารและน้ำให้กินตามปกติด้วยนะครับ เพราะถ้าสัตว์ที่กัดเรานั้นตาย จะได้มั่นใจว่า สัตว์ไม่ได้ตายเพราะอดอาหาร หรือถูกทำร้ายจนตาย

– ถ้าสัตว์ตายในช่วงที่กักบริเวณไว้ (ต้องมั่นใจว่าไม่ได้โดนตีจนตาย หรือขาดอาหารจนตายนะครับ) ให้เอาซากไปส่งตรวจโดยด่วน โดยหากเป็นสุนัขโต ก็ให้ตัดหัวสัตว์ (หรือทั้งตัวก็ได้) ใส่ถุงพลาสติกชั้นหนึ่ง แล้วเอาถุงนั้นแช่น้ำแข็งอีกชั้นหนึ่ง (ต้องระวังไม่ให้มือเราเปื้อนน้ำลายสัตว์ด้วย) นำไปส่งสถานบริการตรวจหาเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า ได้แก่ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย กรมปศุสัตว์ โรงพยาบาลศิริราช สถานชันสูตรโรคสัตว์ต่างๆ เป็นต้น

– อย่าปล่อยให้ซากสัตว์เริ่มเน่า เพราะจะไม่สามารถหาเซลล์ในสมองที่ติดเชื้อไวรัสได้ครับ

การฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าในคนนั้น จะมีการฉีด 2 แบบ คือ

1.การฉีดวัคซีนชนิดก่อนได้รับเชื้อ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน(Pre-exposure) มักจะเป็นการฉีดในผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะต้องปฏิบัติการหรือคลุกคลีกับสัตว์บ่อยๆ เช่น สัตวแพทย์ นิสิตสัตวแพทย์ และบุคลากรทางการสัตวแพทย์ รวมถึงช่างตัดขน และผู้ดูแลฟาร์มสุนัข/แมวด้วย

2.การฉีดวัคซีนชนิดหลังได้รับเชื้อ (Post-exposure) เป็นการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันเป็นชุดหลังการได้รับเชื้อ หรือคาดว่าจะได้รับเชื้อไปแล้ว

ในกรณีผู้ที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมาก่อน คุณหมอจะต้องนัดมาฉีดกระตุ้นวัคซีนหลายครั้ง เพราะเป็นการฉีดวัคซีนชนิดหลังการได้รับเชื้อ ส่วนผู้ที่ต้องคลุกคลีกับสัตว์บ่อยๆ เช่น สัตวแพทย์ นิสิตสัตวแพทย์ บุคลากรทางการสัตวแพทย์ คนอาบน้ำตัดขนสุนัข หรือผู้ดูแลฟาร์มสุนัข-แมว จะมีการฉีดวัคซีนชนิดก่อนได้รับเชื้อ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันเป็นประจำครับ

โปรแกรมวัคซีนในคนที่ใช้กัน (หลังถูกกัด) นั้น โดยปกติแล้ว ใน 1 คอร์ส จะมี 5 เข็ม โดยฉีดวันที่ 0 (วันที่ถูกกัด), วันที่ 3, วันที่ 7, วันที่ 14 และวันที่ 28 (ของการโดนกัด) อาจฉีดเข้าในผิวหนัง (intradermal) หรือฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง (subcutaneous) ตามแต่แพทย์เห็นสมควร แต่ถ้าเคยได้รับการฉีดวัคซีน (ชนิดก่อนได้รับเชื้อ) มาแล้ว จำนวนครั้งที่ฉีดก็จะลดลงไป เหลือ 1-2 เข็ม ตามระยะเวลา/ความห่างที่เคยฉีดวัคซีนมาแล้วครับ

ในกรณีที่มีความเสี่ยงสูงมาก เช่น สงสัยว่าสัตว์ที่กัดเป็นโรคแน่ๆ หรือโดนกัดเป็นแผลขนาดใหญ่ รวมถึงโดนกัดที่อวัยวะสำคัญมีเส้นประสาทไปเลี้ยงมาก เช่น หน้า, ฝ่ามือ, ฝ่าเท้า, อวัยวะเพศ เป็นต้น แพทย์อาจพิจารณาให้ อิมมูโนโกลบูลิน ด้วย (อธิบายง่ายๆ คือ อิมมูโนโกลบูลิน เป็นภูมิคุ้มกันชนิดทันที โดยไม่ต้องใช้เวลาในการกระตุ้น แต่จะมีราคาแพงกว่ามาก)

ส่วนการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าสามารถทำได้โดย

1.พาสุนัขและแมวที่เลี้ยงไว้ ไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า ตั้งแต่อายุ 3 เดือน และฉีดกระตุ้นอย่างสม่ำเสมอทุกปี (ปีละครั้ง) ที่พึงระลึกเสมอว่า ลูกสุนัขก็มีโอกาสเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้นะครับ และการฉีดวัคซีนก็ไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันได้ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เพียงแต่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคได้เท่านั้นครับ (ซึ่งการฉีดป้องกันเป็นประจำแล้วนั้น หากถูกสุนัขบ้ากัด ก็ยังต้องฉีดวัคซีนชนิดหลังถูกกัด แต่จะช่วยลดจำนวนเข็มของการฉีดลง)

2.เมื่อได้รับสุนัขและแมวใหม่มาเลี้ยง ควรทราบประวัติการฉีดวัคซีน และที่สำคัญควรปรึกษาสัตวแพทย์ เพื่อขอคำแนะนำในการป้องกันโรคอื่นๆ ด้วย

3.อย่าปล่อยให้เด็กเล็กเล่นกับสุนัขหรือแมวที่ไม่คุ้นเคยตามลำพังรวมถึงควบคุมไม่ให้แกล้งหรือรบกวนสัตว์ เพราะมีความเสี่ยงต่อการโดนงับสูงครับ

4.เลี่ยงการสัมผัสน้ำลายของสัตว์ที่ไม่มีประวัติการฉีดวัคซีนโรคพิษสุนัขบ้า

5.ไม่ควรใช้มือเปล่าล้วงปากหรือคอ เพื่อช่วยเหลือสุนัขหรือแมวที่แสดงอาการเหมือนมีอะไรติดคอ โดยที่ไม่เห็นว่าสัตว์คาบหรือกลืนอะไรลงไป เพราะนั่นอาจเป็นอาการของโรคพิษสุนัขบ้าครับ

6.ไม่คลุกคลีกับสัตว์นอกบ้าน ที่ไม่มีเจ้าของ หรือสัตว์ที่ไม่ทราบประวัติการฉีดวัคซีนแล้วหรือยัง

**อย่าลืมนะครับว่า โรคพิษสุนัขบ้าเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิต แต่สามารถป้องกันได้ครับ**

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ลำไส้อักเสบจากเชื้อไวรัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/232453

วันอาทิตย์ ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สวัสดีครับ ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีฝนตกหนัก มีน้ำท่วมขัง เป็นที่รำคาญใจเป็นอย่างมากใช่ไหมครับ สำหรับผู้รักสัตว์อย่างเราๆ แล้ว สิ่งที่ทำให้วิตกกังวลเป็นอย่างมากคือการป่วยของสัตว์  โดยในคลินิกรักษาสัตว์ในช่วงนี้พบสุนัขที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นท้องร่วงและบิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคที่ทำให้สุนัขเสียชีวิตกันมากนั่นคือ โรคลำไส้อักเสบติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส วันนี้เรามาทำความรู้จักโรคนี้กันนะครับ

โรคลำไส้อักเสบติดต่อที่เกิดจากเชื้อไวรัส หรือCanine viral enteritis นั้น เป็นความผิดปกติที่ระบบทางเดินอาหารคือ มีการอักเสบติดเชื้อที่สำไส้ เกิดอาการท้องเสียอย่างรุนแรงมากโดยเฉพาะในลูกสุนัขหรือ สุนัขที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมาก่อนเลย ไวรัสตัวนี้จะเข้าไปทำลายผนังทางเดินอาหารทำให้เกิดแผลลอกหลุด ทำให้การย่อยและดูดซึมอาหารสูญเสียไป

อาการ : มีการอาเจียนและถ่ายอย่างรุนแรง ซึมกินอาหารไม่ได้ ถ่ายเหลวพุ่ง โดยในระยะท้ายจะถ่ายเป็นเลือดกลิ่นเหม็นคาวจัด (คล้ายกลิ่นอาหารทะเลเน่า) อาการที่พบอีกอย่างหนึ่ง คือ การทำงานของระบบหายใจ รวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือด ล้มเหลว โดยเฉพาะในลูกสุนัข ซึ่งจะมีผลทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน การอาเจียนและท้องเสียอย่างรุนแรงมากนั้น อาจทำให้เกิดภาวะช็อก เนื่องจากการเสียน้ำ และเกลือแร่ในร่างกายไม่สมดุล หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนด้วย และที่สำคัญไวรัสตัวนี้จะทำให้เกิดกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบเฉียบพลัน เกิดหัวใจล้มเหลว เกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย สุนัขจะเสียชีวิตแบบเฉียบพลันครับ

 

การติดต่อและการแพร่ระบาดของโรค : มักเกิดจาก การกินและการสัมผัสโดยตรง จากเชื้อไวรัสที่ปนเปื้อนในอุจจาระ ของสุนัขที่ป่วย หรือโดยการสัมผัสผ่านตัวพาหะสื่อกลาง เช่นติดเสื้อผ้าหรือรองเท้าของเจ้าของ หรือผ่านสัตว์อื่น เช่น นกที่บินมาเกาะชามอาหาร

การรักษา : เนื่องจากโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัส จึงไม่มียารักษาเฉพาะ ทำได้แค่รักษาเพียงแบบพยุงอาการ ชดเชยภาวะ การขาดน้ำ แร่ธาตุ และสารอาหาร รวมถึงการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อควบคุมการติดเชื้อแทรกซ้อนและในปัจจุบันมีการรักษาโดยการให้ อินเตอร์เฟียรอน (interferon) ซึ่งเป็นโปรตีน ที่มีผลทำให้เซลล์ที่ถูกกระตุ้นนั้นอยู่ในสภาพ ที่ต้านไวรัส ซึ่งโดยปกติร่างกายจะสร้างสาร interferon นี้ขึ้นมาเองได้ แต่สัตว์ต้องอยู่ในสภาพที่แข็งแรงเพียงพอ ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีสัตวแพทย์นำมาใช้รักษามากขึ้น แต่ติดที่มีราคาค่อนข้างแพงมากครับ

การป้องกัน : สามารถทำได้โดยการฉีดวัคซีน ซึ่งเป็นวิธีการป้องกันที่ได้ผลดีมากวิธีหนึ่ง แม้จะไม่สามารถป้องกันได้ 100% แต่ก็เป็นการลดอัตราการเสี่ยงของการเกิดโรค ได้ การทำวัคซีนจะเริ่มทำตั้งแต่อายุ 6-8 สัปดาห์ (กระตุ้นซ้ำอีก 1-2 ครั้ง ห่างจากเข็มแรกประมาณ 1 เดือน และฉีดเป็นประจำทุกปี)

อีกประการหนึ่งคือ เนื่องจากเราอาจไม่สามารถป้องกันสุนัขของเราจากการติดโรคจากสภาพแวดล้อมได้ เช่น เมื่อพาสุนัขออกไปเดินเล่นหรือขับถ่าย สุนัขอาจดมหรือเลียสิ่งของผนัง พื้นถนนที่อาจมีเชื้อปนเปื้อนอยู่ซึ่งอาจติดเชื้อได้

และนอกจากนี้ สัตว์ตัวเล็กบางชนิด เช่น แมลงสาบ หนู หรือนกกระจอกที่มากินเศษอาหารที่เหลืออยู่ ในชามอาหารของสุนัข อาจไปสัมผัสกับอุจจาระที่มีเชื้อไวรัส ปนเปื้อนมาก่อนซึ่งก็เป็นการนำเชื้อมาให้สุนัขของเราทางอ้อมได้ ดังนั้น การล้างชามอาหารและคว่ำให้แห้งทุกครั้ง หลังจากที่สุนัขกินเสร็จ ก็เป็นวิธีป้องกันอีกทางหนึ่งครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘กระต่าย’ ตอนจบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/231338

วันอาทิตย์ ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สัปดาห์นี้ เรามาพูดถึงการเลี้ยง “กระต่าย” สัตว์เลี้ยงแสนน่ารักกันต่อเลยนะครับ

โรคที่พบได้บ่อยๆ ในกระต่ายมีดังนี้

1.การยื่นยาวและการสบกันของฟันที่ผิดปกติปัญหาท่อน้ำตาตีบตัน และฝีที่รากฟัน

ฟันของกระต่ายทุกซี่ สามารถงอกยาวได้ตลอดอายุขัยของกระต่าย ซึ่งแตกต่างจากในคนและสุนัข โดยปกติแล้วการงอกยาวของฟัน จะเกิดควบคู่ไปกับการสึกกร่อนของฟันจากการเคี้ยวอาหารที่มีเยื่อใยสูง ซึ่งจะต้องเกิดความสมดุลระหว่างการงอกและการสึก ทำให้ฟันของกระต่ายมีรูปร่าง ความยาวปกติ

ในทางกลับกัน ถ้าฟันของกระต่ายไม่ได้มีการบดหรือไม่เกิดถูกการสึกกร่อนเพราะการกินอาหารที่มีเยื่อใยน้อย ฟันของกระต่ายก็จะงอกยาวเกินไปจนอาจไปทิ่มแทงเนื้อเยื่อภายในช่องปาก เช่น ลิ้น เหงือก เพดานปาก หรือกระพุงแก้ม เกิดความเจ็บปวด อักเสบและติดเชื้อ บางรายอาจเกิดความรุนแรงมากจนทำให้รากฟันผิดปกติ มีผลไปเบียดบังท่อน้ำตา ทำให้ตีบ หรืออักเสบ มีน้ำตาไหลตลอดเวลา หรืออาจทิ่มแทงเนื้อเยื่อโดยรอบทำให้เกิดการอักเสบ จนเกิดเป็นฝีบริเวณรากฟันได้ ดังนั้นฟันของกระต่ายจึงต้องการการเสียดสี การบดเคี้ยวกับอาหารที่มีเยื่อใยสูงเพื่อเป็นการทำให้ฟันสึกไม่ให้ยื่นยาวจนผิดปกติครับ

2.ภาวะการบีบตัวของทางเดินอาหารลดลง และการอุดตันของทางเดินอาหาร

ปกติการบีบตัวของทางเดินอาหารต้องอาศัยเยื่อใยจากอาหารในการกระตุ้นให้มีการบีบตัวและเคลื่อนอาหารไปตามทางเดินอาหารอย่างปกติ อาหารที่ไม่เหมาะสมจะทำให้การบีบตัวของลำไส้ลดลง อาหารจะเคลื่อนตัวช้าลง เกิดการคั่งข้างในลำไส้ และเกิดการสะสมของแก๊ส ทำให้สมดุลของจุลชีพภายในทางเดินอาหารผิดปกติไป กระต่ายจะแสดงอาการซึม กัดฟัน ปวดเกร็งช่องท้อง ไม่กินอาหาร ในรายที่รุนแรงอาจถึงขั้นทางเดินอาหารหยุดบีบตัว และมีการอุดตันของทางเดินอาหาร ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตได้

ความเข้าใจในหลักโภชนาการของกระต่าย เป็นสิ่งสำคัญต่อเจ้าของที่จะเลี้ยงกระต่าย เพราะมีความสำคัญต่อการสร้างสุขภาพที่ดี และป้องกันการเกิดโรคร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นกับกระต่ายที่เราเลี้ยงได้ครับ

หากผู้เลี้ยงกระต่ายท่านใดมีปัญหาด้านสุขภาพ สามารถปรึกษาได้ที่ คลินิกสัตว์เลี้ยงพิเศษ โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเปิดทำการทุกวัน วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-15.00 น.ส่วนเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-11.00 น. โทร.02-2189755 ครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

‘กระต่าย’ ตอนที่ 1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/230253

วันอาทิตย์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

กระต่ายที่พูดถึงไม่ใช่ที่ขูดมะพร้าวในครัวเหมือนสมัยก่อนนะครับ (คิดว่าเด็กสมัยนี้คงไม่รู้จักกันแล้วล่ะ) แต่วันนี้เราจะพูดถึง “กระต่าย” ซึ่งในปัจจุบันเป็นสัตว์เลี้ยงชนิดที่นิยมกันมาก ไม่แพ้สุนัขและแมวเลยครับ อาจเนื่องจากรูปร่างหน้าตาที่น่ารักน่าเอ็นดู ตัวไม่ใหญ่นัก ใช้พื้นที่ในการเลี้ยงไม่มาก อีกทั้งไม่ส่งเสียงดังรบกวน จึงทำให้พบเห็นคนเลี้ยงกระต่ายตามบ้านเรือน หอพัก ห้องเช่า หรือคอนโดกันมาก วันนี้ผมมีข้อมูลดีๆจากคลินิกสัตว์เลี้ยงพิเศษ โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาฝากกันครับ

การจะเลี้ยงกระต่ายให้มีสุขภาพดีนั้น ต้องอาศัยความเข้าใจที่ถูกต้องของเจ้าของ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  “อาหารที่ถูกต้องและเหมาะสม”

บ่อยครั้งที่มีเจ้าของนำกระต่ายมารักษาด้วยปัญหาการไม่กินอาหาร ท้องอืด ท้องเสีย หรือมีฝีตามบริเวณใบหน้า ซึ่งเมื่อหมอสอบถามประวัติการให้อาหารแล้ว พบว่าส่วนใหญ่มักให้เฉพาะอาหารเม็ด บ้างก็เป็นเฉพาะผักผลไม้ถ้าแปลกหน่อยก็เป็นพวกขนมขบเคี้ยวของคน แต่ไม่ได้มีการให้กินหญ้าเลย

พูดมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนคงสงสัยว่า “ทำไมต้องให้กินหญ้า ทั้งๆ ที่อาหารเม็ดที่ใช้ก็มีคุณค่าทางอาหารเพียงพออยู่แล้วนี่”

เรามาทำความเข้าใจหลักโภชนาการที่สำคัญของกระต่ายกันก่อนครับ

อาหารของกระต่ายที่เหมาะสม ควรมีไขมันและคาร์โบไฮเดรตต่ำ และมี ใยอาหาร (fiber) สูง ซึ่งไม่ควรต่ำกว่าร้อยละ 20  เนื่องจากใยอาหารมีความสำคัญต่อสมดุลของระบบทางเดินอาหารในกระต่ายเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังช่วยทำให้ฟันไม่งอกยาวเกินไป ช่วยกระตุ้นทางเดินอาหารให้บีบตัวอย่างเหมาะสม รวมถึงเป็นต้นกำเนิดของ “อุจจาระพวงองุ่น” ซึ่งเป็นแหล่งของกรดอะมิโน วิตามิน เกลือแร่ ที่กระต่ายจะเก็บเข้าไปกินใหม่เพื่อสุขภาพที่ดีด้วย

พบว่าอาหารประเภทผัก ผลไม้ และอาหารเม็ดสำเร็จรูปที่วางขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ จะมีปริมาณของเยื่อใยไม่เพียงพอกับความต้องการของกระต่าย ดังนั้นการให้อาหารที่มีใยอาหารสูง จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของกระต่ายเป็นอย่างมาก ได้แก่ หญ้าชนิดต่างๆ เช่น หญ้าทิโมธี หญ้าแพงโกร่า หญ้าอัลฟาฟ่า เป็นต้น

ปริมาณการให้อาหารกระต่ายใน 1 วัน ควรให้ในอัตราส่วนโดยประมาณดังนี้ หญ้า ร้อยละ 75 อาหารเม็ดร้อยละ 15 ผัก ชนิดอื่นๆ ร้อยละ 10

การให้อาหารที่ไม่เหมาะสมนั้น เป็นสาเหตุของโรคต่างๆ ที่สำคัญในกระต่าย เป็นผลทำให้กระต่ายป่วย ไม่กินอาหาร จนถึงขั้นเสียชีวิตได้ในที่สุด

หากผู้เลี้ยงกระต่ายท่านใดมีปัญหาด้านสุขภาพ สามารถปรึกษาได้ที่ คลินิกสัตว์เลี้ยงพิเศษ โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเปิดทำการทุกวัน วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-15.00 น. ส่วนเสาร์-อาทิตย์ เวลา 08.30-11.00 น.โทร. 02-2189755 ครับ

อ่านต่อสัปดาห์หน้า

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การบริจาคเลือดในสุนัขและแมว (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/229190

วันอาทิตย์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

สวัสดีครับ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เราได้ทราบถึงคุณสมบัติของสุนัขและแมวผู้ให้เลือดไปแล้ว วันนี้เรามาทราบขั้นตอนการบริจาค และประโยชน์ของการบริจาคเลือด กันครับ

ขั้นตอนการบริจาคคร่าวๆ มีดังนี้ครับ

1.ก่อนที่จะบริจาคเลือด จะต้องมีการตรวจสภาพร่างกายก่อน โดยมีการเจาะเลือดเพื่อตรวจค่าเม็ดเลือดสมบูรณ์ เพื่อดูสภาวะความเข้มข้นของเลือด สภาพการติดเชื้อในกระแสเลือด ประสิทธิภาพการแข็งตัวของเลือด และยังตรวจดูค่าทางเคมีของเลือดเพื่อดูประสิทธิภาพการทำงานของตับ และไต เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการตรวจโรคติดต่อทางกระแสเลือด เช่น ปรสิตในกระแสเลือด เช่น พยาธิเม็ดเลือดต่างๆ อีกด้วยครับ ขั้นตอนเหล่านี้ ใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที ก็ทราบผลครับ

2.เมื่อพบว่าผลการตรวจปกติ ก็เข้าสู่ขั้นตอนการบริจาคจริงๆ โดยคุณหมอก็จะจัดท่าทางให้สัตว์นอนอย่างผ่อนคลายบนโต๊ะครับ

3.ให้น้ำเกลือเข้าเส้นเลือดที่บริเวณขาหลัง (กรณีบริจาคเลือดจากขาหลังก็จะให้น้ำเกลือเพื่อชดเชยของเหลวในเลือด และเป็นการป้องกันการช็อก หรือเป็นลมครับ

4.คุณหมอจะเจาะเลือดจากขาหน้าเพื่อรับเลือด ทั้งนี้ในกรณีสัตว์ที่มีการหวาดกลัว ตื่นเต้น หรือกระวนกระวายมากคุณหมออาจให้ยาคลายกังวล หรือคลายเครียด (ให้สัตว์เลี้ยงเท่านั้นนะครับ ไม่ได้ให้เจ้าของครับ) โดยกระบวนการทั้งหมดนี้ใช้เวลาอีกประมาณ 10-15 นาทีเท่านั้นเองครับ

5.หลังจากบริจาคเลือดเสร็จ ก็จะให้สัตว์นอนพักอีกประมาณ 15 นาที เพื่อปรับสภาพร่างกายก่อนลุกขึ้นเดิน

6.จากนั้นคุณหมอก็จะให้สัตว์ได้ทานอาหารบำรุง และจ่ายยาบำรุงเลือดไปป้อนต่อที่บ้านครับ

คุณผู้อ่านทราบไหมครับ ว่า ประโยชน์ของการบริจาคเลือดนั้น มีอะไรบ้าง

1.สัตว์เลี้ยงจะได้ตรวจร่างกายดูสภาวะความแข็งแรงของร่างกาย ก่อนการบริจาค ซึ่งเป็นการเช็คอัพสุขภาพไปในตัว

2.การบริจาคเลือด จะทำให้เกิดการหมุนเวียนเปลี่ยนเลือดใหม่ ร่างกายจึงจะมีความแข็งแรงมากขึ้น

3.ถือเป็นการทำบุญ 2 ต่อด้วยกัน คือ สัตว์เลี้ยงก็ได้ทำบุญช่วยเหลือชีวิตเพื่อนๆ  ส่วนเจ้าของได้บุญในฐานะเป็นคนพาบุญอีกด้วย

4.นอกจากนี้ หลังบริจาค เราก็จะมีการทำวัคซีนให้ ป้องกันเห็บหมัด รวมถึงมีของที่ระลึกให้กับสัตว์เลี้ยงด้วยครับ

หากท่านผู้อ่านที่มีสัตว์เลี้ยงท่านใดที่สนใจ อยากร่วมทำบุญโดยการพาสัตว์เลี้ยงมาบริจาคเลือด ก็สามารถติดต่อได้ที่ หน่วยธนาคารเลือด โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โทรศัพท์02-2189752 และ 081-4012560 ตั้งแต่เวลา 08.00-20.00 น. ของทุกวัน

แต่ถ้าหากบางท่าน สามารถรวบรวมสุนัขและแมวที่มีคุณสมบัติดังกล่าวอย่างน้อย 5 ตัว ก็สามารถติดต่อให้ไปรับบริจาคเลือดถึงบ้านหรือฟาร์มได้ครับ ถือเป็น “การทำบุญแบบดีลิเวอรี่” เลยทีเดียวครับ

อย่าลืมนะครับ “บริจาคโลหิต ต่อชีวิต ต่อลมหายใจได้บุญ 2 ทาง ทั้งสัตว์เลี้ยงและเจ้าของ” ครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อุปกรณ์ไฮเทค อุปกรณ์น่าใช้ ตัวช่วยในการเลี้ยงแมว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07041010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

Pet Care

อาจี๋ที่ไม่เอาไหน

อุปกรณ์ไฮเทค อุปกรณ์น่าใช้ ตัวช่วยในการเลี้ยงแมว

เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ

เมื่อเจ้าของแมวไม่อยู่บ้าน ไปต่างจังหวัด หรือเจ้าของแมวที่กลับบ้านไม่เป็นเวลา กลัวว่าแมวจะอด แมวน้อยรอคอยกินอาหารร้องเรียกหาเจ้าของจนท้องกิ่วก็ยังไม่มีอาหารสักเม็ดให้กิน ได้มีผู้ผลิตเครื่องให้อาหารแมวอัตโนมัติที่เล็งเห็นความสำคัญของปากท้องแมว จึงผลิตเครื่องให้อาหารแมวอัตโนมัติขึ้นมา เพื่อมาช่วยให้อาหารแมวแทนเจ้าของแมวได้

เครื่องให้อาหารแมวอัตโนมัติจะช่วยให้อาหารเม็ดแทนเจ้าของแมวได้ ช่วยควบคุมปริมาณการกิน มื้ออาหาร เพียงแค่ตั้งเวลา ปริมาณ ที่ต้องการจะให้อาหารไหลออกจากเครื่อง บางรุ่นสามารถอัดเสียงเจ้าของแมวเรียกให้แมวมากินอาหารได้ด้วย

เครื่องให้อาหารแมวมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนขนาดใหญ่ สามารถให้อาหารแมวต่อเนื่องได้ตั้งแต่ 2 วันไปจนถึงเป็นเดือน ให้เลือกซื้อตามจำนวนแมวที่เลี้ยงไว้ หรือถ้าแมวหลายตัวให้ใช้เครื่องใหญ่ซึ่งสามารถจุอาหารได้มากขึ้น

เครื่องให้อาหารมีทั้งแบบใส่ถ่านหรือใช้ไฟฟ้า สนนราคาอยู่ที่ 1,000-10,000 บาท

ห้องน้ำอัตโนมัติ

เมื่อเจ้าของแมวกลับมาจากทำงานข้างนอกเหนื่อยๆ ก็ย่อมจะอยากนอนพักผ่อน ดูทีวี เล่นกับแมวให้สบายกายสบายใจ แต่กลับมีกลิ่นอึแมวและฉี่แมวโชยออกมาสร้างความเครียดและเวียนหัว ดังนั้น จึงมีผู้ผลิตห้องน้ำแมวอัตโนมัติมาจำหน่ายเพื่อตอบสนองความต้องการเจ้าของแมวเหล่านี้

ห้องน้ำแมวอัตโนมัติ มีหลากหลายแบบให้เลือก

ห้องน้ำแมวแบบคันโยกใช้มือโยก เมื่อเจ้าของแมวโยกคันโยก อึแมวฉี่แมวที่จับก้อนก็จะตกลงมารวมกันในลิ้นชักใต้กระบะแบบคันโยก เมื่อลิ้นชักเต็ม ก็ชักลิ้นชักนำอึแมวไปทิ้ง

ห้องน้ำแมวแบบคันโยก มีราคาอยู่ที่ประมาณ 3,000-4,000 บาท

ห้องน้ำแมวอัตโนมัติแบบใช้ถ่านหรือแบบใช้ไฟฟ้า เมื่อแมวอึหรือฉี่เสร็จจนเมื่อแมวเดินออกไปจากกระบะหรือห้องน้ำ ตัวเซ็นเซอร์จะทำงาน และจะทำการเก็บอึแมวให้เองอัตโนมัติโดยที่เจ้าของมีหน้าที่เพียงเปิดลิ้นชักที่อึแมวไปรวมกันอยู่ใส่ถุงแล้วนำไปทิ้ง

ห้องน้ำแมวแบบใช้ถ่านหรือไฟฟ้า มีราคาอยู่ที่ 3,900-17,000 บาท แล้วแต่ยี่ห้อ ผู้ผลิต และคุณสมบัติการใช้งาน

หุ่นยนต์ดูดฝุ่นและหุ่นยนต์ถูพื้น

ขนแมวหลุดร่วงใส่บ้านช่างน่ากวนใจ จะกวาดก็ปลิว จะใช้เครื่องดูดฝุ่นเจ้าของแมวก็ขี้เกียจเหลือเกิน ก็ขนแมวน่ะร่วงทั้งวันเลย

ดังนั้น จึงมีผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นมาช่วยงานเจ้าของแมว เพียงแค่ชาร์จแบตเตอรี่ให้เพียงพอหุ่นยนต์ดูดฝุ่นก็จะออกมาทำงานดูดฝุ่น-ขนแมวแทนเราแล้ว แถมยังมีหุ่นยนต์ถูพื้นมาสมทบอีกด้วย

สนนราคาหุ่นยนต์ดูดฝุ่นและถูพื้นอยู่ที่ประมาณ 3,000 บาทขึ้นไปจนหลักหมื่น

แค่มีอุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้ การเลี้ยงแมวก็กลายเป็นเรื่องง่ายๆ และสะดวกสบายสุดๆ ไปเลย

การบริจาคเลือดในสุนัขและแมว (ตอนที่ 1)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/228085

วันอาทิตย์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

หลายท่านอาจไม่ทราบว่า สุนัขและแมวก็มี “การบริจาคเลือด” เช่นเดียวกับในคนกันนะครับ

ในปัจจุบันนี้ มีสุนัขและแมวจำนวนมากอยู่ในสภาวะที่ต้องการเลือดทดแทน เช่น ประสบอุบัติเหตุ มีสภาพเลือดจาง มีโรคติดต่อทางกระแสเลือด เป็นโรคพยาธิเม็ดเลือด ประสบปัญหาไตวายเรื้อรัง หรือจำเป็นต้องใช้เลือดทดแทนในการผ่าตัด เพื่อให้สัตว์มีชีวิตรอดต่อไปได้

ขอเรียนว่า โรงพยาบาลสัตว์เล็ก คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เล็งเห็นความสำคัญของการบริจาคเลือดเพื่อ “ต่อชีวิตและลมหายใจให้กับสุนัขและแมว”  จึงได้ก่อตั้ง  “หน่วยธนาคารเลือด” ขึ้น เพื่อเป็นหน่วยเก็บเลือดสำรองไว้ใช้รักษาสัตว์เหล่านั้น เพื่อให้สัตว์ป่วยมีอัตราการรอดชีวิตที่เพิ่มขึ้นครับ

หลายคนอาจสงสัยว่าหากต้องการให้เจ้าตูบ-เจ้าเหมียวเป็น “ผู้ให้”แล้ว จะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร

คุณสมบัติของสัตว์ผู้บริจาคเลือดนั้น ต้องมีดังนี้ครับ

สุนัข :

1.ต้องมีอายุตั้งแต่ 1-7 ปี

2.มีน้ำหนัก 20 กิโลกรัมขึ้นไป

3.ฉีดวัคซีนรวมเป็นประจำ

4.มีสุขภาพแข็งแรง

5.และที่สำคัญต้องมีอุปนิสัยที่ไม่ก้าวร้าวครับ

แมว :

1.ต้องมีอายุตั้งแต่อายุ 1-7 ปี

2.มีน้ำหนักตั้งแต่ 4 กิโลกรัมขึ้นไป

3.มีการฉีดวัคซีนรวมเป็นประจำ

4.มีสุขภาพแข็งแรง

5.และที่สำคัญต้องเป็นแมวบ้าน (แมวที่เลี้ยงตามบ้าน) ไม่ใช่แมวจรจัดครับ

หลายคนอาจมองว่า จะพาสัตว์ไปบริจาคทั้งทีทำไมข้อแม้เยอะจัง???

สาเหตุที่ต้องมีเงื่อนไขเยอะ ก็เนื่องจาก…

ในการรับบริจาคนั้น ต้องมั่นใจว่าคุณภาพของเลือดที่จะนำให้สัตว์อื่นจะต้องมีคุณภาพดีที่สุด และที่สำคัญ เมื่อบริจาคแล้ว สัตว์เลี้ยงผู้บริจาค (ผู้ให้) จะต้องไม่มีอันตราย ไม่โทรมและมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงตามปกติด้วยครับ

ก่อนการบริจาคเลือด ก็ไม่ได้มีการเตรียมตัวเป็นพิเศษเลยครับ ก็แค่…

– ไม่ให้เจ้าสี่ขาออกกำลังหนักๆ

– พักผ่อนและกินอาหารตามปกติ

– ไม่มีการให้ยาปฏิชีวนะ หรือยาบางอย่าง เช่นยาสลายลิ่มเลือด เป็นต้น เท่านี้เองครับ

สัปดาห์หน้า เรามาคุยกันเรื่องขั้นตอนการบริจาคเลือดกันครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กิน ‘ไก่’ แล้วหน้าอกโต จริงเหรอ?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/226995

วันอาทิตย์ ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

ผมเคยเห็นการแชร์เรื่อง “กินไก่แล้วหน้าอกโต” ในโลกโซเชียล อ่านไปอ่านมาก็แอบอมยิ้มไม่ได้ เนื่องจากถ้าเป็นกินแล้วหน้าอกใหญ่ขึ้นจริงๆ แล้ว สาวๆ ชาวอกไข่ดาวคงได้ “เฮ” กันเป็นการใหญ่แน่ครับหลายคนพูดว่าการกินไก่แล้วหน้าอกใหญ่นั้น มีสาเหตุมาจาก “ฮอร์โมน” ในเนื้อไก่ วันนี้ขอคุยเรื่องนี้กันหน่อยครับ

ขอเรียนก่อนว่า ในปัจจุบันนี้อุตสาหกรรมการเลี้ยงไก่เนื้อของไทยนั้น ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนเร่งการเจริญเติบโตเลยครับ เนื่องจาก

1.การเลี้ยงไก่ในปัจจุบันนั้น มีการพัฒนาสายพันธุ์ ให้มีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อสูง ทำให้ไก่โตเร็ว

2.มีระบบการจัดการที่ดี ใช้การเลี้ยงเข้าและออกเป็นชุดๆ ทำให้สามารถควบคุมปริมาณการใช้อุปกรณ์สิ้นเปลืองได้

3.โรงเรือนที่ใช้เลี้ยงเป็นระบบที่ทำให้ไก่มีสุขสภาวะที่ดี มีการปรับระยะเวลาการให้แสงและการควบคุมสภาพแวดล้อม เพื่อกระตุ้นให้ไก่ออกกำลังและกินอาหารได้ตลอดเวลา ไก่ก็จะโตเร็ว

4.มีพัฒนาด้านคุณภาพของอาหารให้เหมาะกับอัตราการแลกเนื้อ ซึ่งมีการปรับสูตรอาหารเพื่อเน้นให้มีคุณค่าทางโภชนาการและสารอาหารที่ครบถ้วน เหมาะสมกับไก่ในแต่ละช่วงอายุ ทำให้ไก่เติบโตเร็ว

5.มีระบบการป้องกันโรคที่ดี มีการทำวัคซีนและการถ่ายพยาธิเพื่อลดโอกาสการป่วยของไก่

6.ระยะเวลาในการเลี้ยงไก่เชิงอุตสาหกรรมนั้น ใช้เวลาในการเลี้ยงสั้นกว่าสมัยก่อนมากใช้ระยะเพียงแค่ประมาณ 30-40 วันเท่านั้น ซึ่งไม่จำเป็นไม่ต้องพึ่งฮอร์โมนให้เปลืองเงินและอันตรายเลยครับ

สิ่งที่สำคัญ การใช้ฮอร์โมนในไก่นั้น เป็นสิ่ง “ผิดกฎหมาย” ทั่วโลก ในประเทศไทยมีกฎหมายห้ามการใช้ฮอร์โมนในไก่และผลิตภัณฑ์ที่เป็นอาหารมา  30 ปีแล้วครับ (ตั้งแต่ปี พ.ศ.2529)

ดังนั้นค่อนข้างมั่นใจได้ระดับหนึ่งว่า การเลี้ยงไก่เชิงอุตสาหกรรมในปัจจุบันค่อนข้างปลอดภัยจากฮอร์โมนอย่างที่หลายๆ คนกลัวกันครับ การที่เด็กโตวัยโดยเฉพาะเด็กผู้หญิง เนื่องจากปัจจัยภายใน ได้แก่ การสร้างสารเคมีจากต่อมใต้สมอง และต่อมหมวกไต รวมถึงสารเคมีจากภายนอก เช่นขวดและถุงพลาสติกมากกว่าครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ทิลดิสร์ รุ่งเรืองกิจไกร
ฝ่ายประชาสัมพันธ์และส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กร
คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย