ครั้งแรกของโลก! หนุ่มรัสเซียสร้างดาบเจไดใช้งานได้จริง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674159

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 18:45 น.ครั้งแรกของโลก! หนุ่มรัสเซียสร้างดาบเจไดใช้งานได้จริง ยูทูบเบอร์รัสเซียคิดค้นดาบไลท์เซเบอร์ของเจไดใน Star Wars ที่ยืดหดและใช้งานได้จริงเป็นครั้งแรกของโลก

เว็บไซต์ USA TODAY รายงานว่า อเล็กซ์ บูร์คาน ยูทูบเบอร์เจ้าของแชนแนล Alex Lab คิดค้นและสร้างดาบไลท์เซเบอร์ของตัวละครเจไดในภาพยนตร์เรื่อง Star Wars ที่ใช้งานได้จริงสำเร็จ และได้รับการบันทึกสถิติในกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดว่าเป็นดาบเลเซอร์ที่ยืดหดได้ชิ้นแรกของโลก

ดาบของบูร์คานสามารถปล่อยใบมีดพลาสมาความยาวกว่า 1 เมตร ให้ความร้อนสูงถึง 2,800 องศาเซลเซียส และสามารถตัดเหล็กได้

บูร์คานเผยกับกินเนสส์ว่า งานวิจัยหลักของเขาคืออุปกรณ์ที่สร้างไฮโดรเจนและการผลิตดาบเจไดก็ไม่ใช่งานง่ายๆ

“ผมเป็นแผนตัวยงของ Star Wars มาตลอดชีวิต และดาบไลท์เซเบอร์คือแกดเจ็ตที่ผมอยากได้ที่สุด” ยูทูบเบอร์รัสเซียเผย “ผมสั่งสมไอเดียและชิ้นส่วนต่างๆ สำหรับทำดาบนี้มาหลายปี รวมทั้งอุปกรณ์ผลิตพลังงานจากในอินเทอร์เน็ตและจากกองเศษเหล็ก”

ขั้นตอนแรกของการสร้างดาบคือ การสร้างอิเล็กโทรไลเซอร์ หรือเครื่องมือสำหรับผลิตและแยกก๊าซไฮโดรเจนและออกซิเจน หลังผ่านการทดลองหลายครั้ง ในที่สุดบูร์คานก็สามารถบีบส่วนประกอบของก๊าซนี้ให้เข้าไปอยู่ในด้ามของดาบและปล่อยออกมาในลักษณะคล้ายหัวพ่นไฟสำหรับเชื่อมเหล็ก และผลิตดาบต้นแบบขึ้นมาได้สำเร็จ

บูร์คานเล่าว่า ดาบสามารถใช้งานได้เต็มที่ราว 30 วินาที โดยเปลวไฟไฮโดรเจนยังทำงานไม่เสถียรเท่าที่ควรโดยเฉพาะตอนแกว่งดาบไปมา และบางครั้งก็เกิดเปลวไฟลวกมือเพราะไฮโดรเจนวาบย้อนกลับ

หลังประสบความสำเร็จกับดาบเจไดต้นแบบแล้ว บูร์คานมีแผนจะอัพเกรดหัวพ่นก๊าซและพัฒนาระบบเก็บคาร์บอนมาใช้แทนที่ถังเก็บเชื้อเพลิง เพื่อทำให้ดาบออกมาใกล้เคียงกับที่ใช้ในภาพยนตร์มากที่สุด

นอกจากนี้ หนุ่มคนนี้กำลังพัฒนาชุดไอรอนแมนอยู่ด้วย “แน่นอนว่าผมรู้สึกดีมากที่ได้รับการบันทึกสถิติในกินเนสส์จากสิ่งที่ผมทำขึ้นมาเองกับมือ ความต้องการเดียวตอนนี้คือการสร้างอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่านี้!”

ทั้งนี้ บูร์คานไม่ใช่คนเดียวที่พยายามสร้างดาบเจได ก่อนหน้านี้บริษัท Hacksmith Industries ของแคนาดาที่ก่อตั้งโดย เจมส์ ฮอบสัน ก็สร้างดาบสำเร็จและได้รับการบันทึกสถิติกินเนสส์เป็นดาบเลเซอร์ดั้งเดิม (proto-lightsaber) ที่ยืดหดได้ชิ้นแรกของโลก

แต่ดาบของ Hacksmith Industries ต้องอาศัยแหล่งพลังงานจากภายนอก นั่นคือถังบรรจุก๊าซโพรเพนแบะออกซิเจนซึ่งอยู่ในเป้ใบเล็กๆ ที่เชื่อมกับตัวดาบ

หมายเหตุ: ภาพประกอบ REUTERS/Peter Nicholls

พบสิ่งมีชีวิตใหม่กว่า 200 สายพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำโขง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674150

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 17:40 น.พบสิ่งมีชีวิตใหม่กว่า 200 สายพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำโขงWWF พบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ 224 ชนิดในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขง

เอเอฟพีและรอยเตอร์สอ้างรายงานจากองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลก (WWF) ระบุว่านักวิทยาศาสตร์ค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ 224 ชนิดในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงในปี 2020 แม้ว่าจะมีภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและกิจกรรมของมนุษย์ เช่น การตัดต้นไม้

โดยรวมแล้วมีการค้นพบพืชและสัตว์ 224 สายพันธุ์ในพื้นที่ลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งครอบคลุมประเทศไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม

การค้นพบครั้งนี้รวมถึงจิ้งจกนิ้วยาวสายพันธุ์ใหม่ (rock gecko) ในประเทศไทย ต้นหม่อนพันธุ์ใหม่ในเวียดนาม และกบหัวโตในเวียดนามและกัมพูชา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการปรับตัวของธรรมชาติในการเอาชีวิตรอดในระบบนิเวศที่ถูกทำลายและเสื่อมโทรม

ลิงโพพา แลงเกอร์ (Popa langur) ซึ่งตั้งชื่อตามภูเขาไฟ Mount Popa ในภาคกลางของเมียนมา ซึ่งคาดว่าจะ เหลืออยู่เพียง 200 ถึง 250 ตัว เนื่องจากถูกคุกคามจากการล่าสัตว์ การตัดไม้ทำลายป่า ทำให้สูญเสียที่อยู่อาศัย (WWF / AFP)
กบ Ky Quan San ในเวียดนามอาศัยอยู่บนยอดเขาระดับความสูงมากกว่า 2,000 เมตร (WWF / AFP)
งู Pareas geminatus ในล่องแจ้ง ไชยสมบูรณ์ ประเทศลาว (WWF / AFP)
ตุ๊กแก Cyrtodactylus phnomchiensis ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่ากรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา (WWF / AFP)
Capparis macrantha ในเขตอนุรักษ์แห่งชาตินามกะดิง บอลิคำไซ ทางตอนกลางของประเทศลาว (WWF / AFP)

ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งมีภูมิประเทศตั้งแต่ป่าไปจนถึงถูเขาและหินปูนทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก และยังเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ที่น่าประทับใจ ตลอดจนสิ่งมีชีวิตใกล้สูญพันธุ์

WWF กล่าวว่านับตั้งแต่ปี 1997 มีการค้นพบสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่มากกว่า 3,000 ชนิด แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรักษาระบบนิเวศที่เปราะบางของภูมิภาคนี้

Photo by Handout / WWF / AFP

มหัศจรรย์เทคโนโลยีที่มาก่อนกาล หลักฐานศัลยกรรมกะโหลกชาวเปรูโบราณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674146

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 16:44 น.มหัศจรรย์เทคโนโลยีที่มาก่อนกาล หลักฐานศัลยกรรมกะโหลกชาวเปรูโบราณกะโหลกของนักรบเปรูอายุ 2,000 ปีที่ใช้แผ่นโลหะเชื่อมความเสียหายคือหนึ่งในตัวอย่างของการผ่าตัดขั้นสูงที่เก่าแก่ที่สุดชิ้นหนึ่งของโลก

กะโหลกศีรษะมนุษย์ชิ้นหนึ่งที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ SKELETONS: Museum of Osteology ในรัฐโอกลาโฮมาของสหรัฐสร้างความฮือฮาในกลุ่มนักโบราณคดีและผู้ที่สนใจ เนื่องจากมีโลหะแผ่นใหญ่ปิดบริเวณกะโหลกที่เสียหาย

ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่านักรบเจ้าของกะโหลกชิ้นนี้ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะจากสมรภูมิสู้รบ เมื่อนักรบรายนี้ถูกนำตัวกลับจากสงคราม ศัลยแพทย์ได้ใส่ชิ้นส่วนโลหะเข้าไปในกะโหลกเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ และที่น่าอัศจรรย์คือ นักรบรายนี้รอดทั้งจากอาการบาดเจ็บและการผ่าตัด

ที่บอกว่าน่าอัศจรรย์ก็เพราะในสมัยนั้นยังไม่มียาชาเหมือนที่ใช้ในปัจจุบัน โดยเฟซบุ๊คของพิพิธภัณฑ์ระบุว่า “แม้ว่าเราไม่สามารถการันตีได้ว่ามีการใช้ยาสลบ แต่เราทราบว่าในช่วงเวลานั้นมีการใช้สมุนไพรจากธรรมชาติระหว่างการผ่าตัด” (ชาวอินคาในเปรูอาจจะมีการใช้ใบโคคากับสมุนไพรบางชนิดช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด)

กระดูกกะโหลกที่แตกซึ่งอยู่รอบๆ แผ่นโลหะประสานเข้าด้วยกันอย่างดี

และเฟซบุ๊คของพิพิธภัณฑ์ยังชี้ให้เห็นว่า กระดูกกะโหลกที่แตกซึ่งอยู่รอบๆ แผ่นโลหะประสานเข้าด้วยกัน ซึ่งบ่งบอกว่าการผ่าตัดประสบความสำเร็จด้วยดี และบอกอีกว่าโลหะดังกล่าวไม่ได้ถูกเทลงในกะโหลกในรูปของโลหะหลอมเหลว

ตัวแทนของพิพิธภัณฑ์บอกกับ Daily Star ว่า “เราไม่รู้จักโลหะนี้ แต่โดยปกติเงินหรือทองจะถูกนำมาใช้สำหรับขั้นตอนลักษณะนี้”

ถึงตอนนี้กะโหลกนี้กลายเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญที่พิสูจน์ว่ามนุษย์ในยุคโบราณมีความสามารถในการลงมือผ่าตัดขั้นสูงที่น่าทึ่งมาก

ทั้งนี้ บริเวณที่ค้นพบกะโหลกศีรษะในเปรูนั้นเป็นที่รู้จักมานานสำหรับศัลยแพทย์ที่คิดค้นขั้นตอนที่ซับซ้อนในการรักษากะโหลกศีรษะที่แตกร้าว

การบาดเจ็บที่ศีรษะถือเป็นเรื่องปกติในเปรูเมื่อหลายพันปีก่อน เนื่องจากในสมรภูมิสงครามมีการใช้ไม้กระบองและเครื่องยิงคล้ายหนังสติ๊กซึ่งทำให้เกิดการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง ทำให้แพทย์ชาวเปรูต้องหาวิธีรักษาบาดแผลเหล่านั้นและมีความเชี่ยวชาญอย่างมาก

จอห์น เวราโน นักมานุษยวิทยากายภาพของมหาวิทยาลัยทูเลนของสหรัฐเผยกับ The Star ว่า อัตราการรอดชีวิตของการรักษาบาดแผลรุนแรงที่ศีรษะสูงอย่างน่าประหลาดใจคือ ราว 70%

การรักษากะโหลกแตกร้าวเป็นตัวอย่างหนึ่งของการเจาะกะโหลก (Trepanation) ซึ่งมีการปฏิบัติมาช้านานในแถบพื้นที่ที่พบกะโหลกชิ้นนี้ แพทย์ชาวเปรูใช้วิธีการเจาะกะโหลกไม่เฉพาะกับการประกอบพิธีกรรมเท่านั้น แต่ยังใช้รักษาอาการต่างๆ ด้วย

ผู้รักษาจะเจาะหรือขูดกะโหลกในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บสาหัสที่สมอง ทั้งเพื่อนำเศษกะโหลกที่แตกร้าวออก เพื่อลดความดันจากอาการสมองบวม และเพื่อระบายของเหลวที่คั่งในสมอง

เวราโนเผยกับ National Geographic เมื่อปี 2016 ว่า “พวกเขาเรียนรู้ตั้งแต่แรกว่ามันคือการรักษาที่จะช่วยรักษาชีวิต เรามีหลักฐานมากมายที่บอกว่าการเจาะกะโหลกไม่ได้ทำเพื่อให้รู้สึกตัวหรือเป็นการทำพิธีกรรมล้วนๆ แต่มีความเชื่อมโยงกับผู้ป่วยที่มีอาการบาดเจ็บที่ศีรษะอย่างรุนแรง (และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง) กะโหลกร้าว”

การศึกษาที่พีพิมพ์ในวารสาร World Neurosurgery เมื่อปี 2018 พบว่า การเจาะกะโหลกในสมัยอินคามีอัตราการประสบความสำเร็จถึง 80%

กะโหลกนักรบเปรูที่จัดแสดงใน Museum of Osteology

นอกจากแผ่นโลหะแล้ว ผู้เชี่ยวชาญยังระบุว่ากะโหลกนักรบเปรูชิ้นนี้ยังผ่านกระบวนการยืดกะโหลก (Elongation) ซึ่งเป็นรูปแบบของการเปลี่ยนแปลงร่างกายในสมัยโบราณที่นิยมในยุโรปตะวันออก อเมริกา ตะวันออกไกล และแอฟริกา รวมทั้งในเปรู

การยืดกะโหลกให้ยาวออกไปทางด้านหลังต้องทำตั้งแต่ยังเด็กๆ โดยจะใช้เปลือกไม้หรือไม้ 2 ชิ้นมาขนาบด้านข้างแล้วใช้ผ่าพันรอบศีรษะเพื่อบีบกะโหลกเป็นระยะเวลาหนึ่ง

การศึกษาซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Current Anthropology เมื่อปี 2018 ระบุว่า การยืดกะโหลกถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะที่สูงส่งในสังคม ผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าเป็นการแสดงถึงความสวยงามและสติปัญญาด้วย

การขุดค้นทางโบราณคดีที่ตามมาพบว่า สตรีชาวเปรูที่มีกะโหลกศีรษะยาวมีโอกาสได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะน้อยกว่าสตรีที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการนี้

ทั้งนี้ เดิมกระโหลกของนักรบชาวเปรูรายนี้ถูกเก็บอยู่ในคอลเลคชันของสะสมส่วนตัวของพิพิธภัณฑ์ SKELETONS: Museum of Osteology และเพิ่งถูกนำมาจัดแสดงต่อสาธารณชนเมื่อปี 2020 เนื่องจากประชาชนให้ความสนใจกันมากหลังมีรายงานข่าวการค้นพบกะโหลกชิ้นนี้

ภาพ: Facebook/Museum of Osteology 

เกิดอะไรขึ้น? Omicron ยอดดับในสหรัฐพุ่งแซงจุดพีก Delta

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674131

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 15:51 น.เกิดอะไรขึ้น? Omicron ยอดดับในสหรัฐพุ่งแซงจุดพีก Deltaแม้จะพบว่า ‘โอมิครอน’ รุนแรงน้อยกว่า ‘เดลตา’ แต่ผู้เสียชีวิตในสหรัฐกลับพุ่ง

แม้ว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดอาการป่วยรุนแรงน้อยกว่าสายพันธุ์เดลตา แต่ข้อมูลล่าสุดจากสหรัฐพบว่าผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ระลอกที่มีการแพร่ระบาดของสายพันธุ์โอมิครอนในปัจจุบัน แซงหน้าผู้เสียชีวิตในช่วงที่สายพันธุ์เดลตาระบาดถึงจุดพีก

ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ เปิดเผยจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เฉลี่ยในรอบสัปดาห์พบว่ามีชาวอเมริกันเสียชีวิตเฉลี่ยวันละมากกว่า 2,000 ราย

เพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 รายเมื่อเทียบกับจำนวนผู้เสียชีวิตรายวันเมื่อสองเดือนที่แล้ว และนับว่าเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2021 โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าตัวเลขดังกล่าวมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอีก

เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัลระบุว่าแม้จะมีหลักฐานจำนวนมากที่บ่งชี้ว่าโอมิครอนมีโอกาสทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตน้อยกว่าสายพันธุ์ที่ระบาดก่อนหน้านี้ แต่มันแพร่กระจายรวดเร็วกว่า และทำให้มีผู้ติดเชื้อมากกว่าสายพันธุ์ก่อนๆ

อับราร์ คาราน แพทย์ด้านโรคติดเชื้อจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดกล่าวกับบีบีซีว่าสาเหตุหลักที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นสูงคือการที่มีผู้ติดเชื้อจำนวนมาก แม้ว่าโดยทั่วไปจะมีอาการรุนแรงน้อยกว่าเดลตา แต่เมื่อโอมิครอนแพร่เชื้อได้มาก โอกาสที่จะมีผู้ป่วยอาการหนักก็เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ในสหรัฐพบว่าเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี และผู้ที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน โดยประมาณ 75% ของผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ระลอกนี้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป

โรเชลล์ วาเลนสกี ผู้อำนวยการศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) กล่าวเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า “รุนแรงน้อยลงไม่ได้หมายความว่าไม่รุนแรง เราไม่สามารถมองข้ามความเสี่ยงที่จะเกิดระบบสาธารณสุขตึงตัว และการเสียชีวิตจำนวนมาก…โรงพยาบาลหลายแห่งกำลังรองรับผู้ป่วยเกินขีดจำกัด”

วาลนสกีเคยกล่าวว่าผู้เสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาอาจมาจากสายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดก่อนหน้านี้ ซึ่งจำเป็นต้องใช้เวลาที่จะทำความเข้าใจว่าโอมิครอนซึ่งแพร่ระบาดเมื่อปลายปีที่แล้วกระทบต่อยอดผู้เสียชีวิตโดยรวมอย่างไร

ขณะเดียวกัน ด้านยุโรปตะวันตกซึ่งมีอัตราการฉีดวัคซีนสูงกว่าสหรัฐพบว่าโอมิครอนทำให้จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่การรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนที่เคยพบในระลอกก่อน

แม้ว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์แต่เนเธอร์แลนด์ได้ผ่อนคลายข้อจำกัดที่บังคับใช้เมื่อเดือนที่แล้ว เนื่องจากการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตมีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้อีกหลายประเทศในยุโรป อาทิ สหราชอาณาจักร ไอร์แลนด์ และฝรั่งเศส ยกเลิกหรือผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรคเช่นกัน

ขณะที่เยอรมนีซึ่งมีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากเป็นประวัติการณ์ที่ 164,000 รายในวันพุธที่ผ่านมา แต่อัตราการเสียชีวิตจากโควิด-19 กลับลดลง โดยในวันเดียวกันมีผู้เสียชีวิต 166 ราย ลดลง 31% เมื่อเทียบกับสัปดาห์ที่แล้ว และต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.

Photo by Spencer Platt/Getty Images/AFP

ส่องวิธีแก้เผ็ดเพื่อนบ้านห้องข้างบนที่ทำเสียงดังของชาวจีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674108

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 14:04 น.ส่องวิธีแก้เผ็ดเพื่อนบ้านห้องข้างบนที่ทำเสียงดังของชาวจีนเกลือจิ้มเกลือชาวจีนคิดค้นเครื่องมือเอาคืนเพื่อนบ้านเจ้าปัญหาที่ชอบทำเสียงดัง

คนที่อาศัยอยู่ในคอนโดต้องเคยเจอปัญหาเพื่อนบ้านชั้นบนทำเสียงดังมาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเดินลงส้นเท้า ตำน้ำพริก เคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์ หรือเปิดเพลงจนเกิดเสียงรบกวนมาถึงข้างล่าง บางครั้งแจ้งนิติบุคคลแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น

ที่จีนมีอุปกรณ์แก้เผ็ดเพื่อนบ้านเสียงดังแบบเกลือจิ้มเกลือ จะได้รู้บ้างว่าตัวเองสร้างความรำคาญให้เพื่อนบ้านแค่ไหน แต่จะได้ผลมากน้อยแค่ไหนเดี๋ยวมาดูกัน

อุปกรณ์ที่ว่านี้เรียกว่า “เจิ้นโหลวชี่” หรือเครื่องสั่นพื้นห้อง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่สามารถยึดติดกับเพดานและจะทำให้เพื่อนบ้านจอมสร้างปัญหาชั้นบนต้องกุมขมับด้วยการสร้างแรงสั่นสะเทือนที่พื้นห้อง

ที่จริงเจิ้นโหลวชี่มีขายบนเว็บไซต์ Taobao ครั้งแรกเมื่อปี 2015 ในฐานะอุปกรณ์วิเศษที่ใช้จัดการกับเพื่อนบ้านชั้นบนที่ทำเสียงดัง ก่อนจะกลายเป็นสินค้ายอดฮิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจนร้านค้าออนไลน์หลายร้านพากันนำมาขาย

และในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมามันกลับมาฮิตอีกครั้งและปรากฏในสตอรี่ต่างๆ ในโซเชียลมีเดียบ่อยขึ้น นั่นเพราะว่าหลายคนต้องถูกล็อกดาวน์อยู่ในบ้านตามนโยบายสกัด Covid-19 ที่เข้มงวดของรัฐบาลจีน

แต่ดูเหมือนว่าเจ้าเครื่องสั่นพื้นที่ว่านี้จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพซะจนเรียกได้ว่าได้ผลเกินไปด้วยซ้ำ เพราะมันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านแย่ลงไปอีก

คลิปวิดีโอที่โพสต์ใน Weibo เผยให้เห็นภาพจากกล้องวงจรปิดในอาคารที่พักอาศัยแห่งหนึ่ง ผู้ชายคนหนึ่งเดินลงมาที่หน้าห้องของเพื่อนบ้านที่อยู่ด้านล่างห้องของตัวเองด้วยท่าทีโกรธเกรี้ยวพร้อมกับมีดยาวเล่มหนึ่ง แล้วถามเพื่อนบ้านห้องนั้นว่าใช้เจิ้นโหลวชี่ใช่มั้ย

เพื่อนบ้านก็บ่นว่า มันมีเสียงดังมาจากห้องของชายคนดังกล่าวตลอดเวลา ส่วนผู้ชายก็โต้กลับว่าเขาก็ได้ยินเสียงเจิ้นโหลวชี่สั่นทุกวัน ทันใดนั้นภรรยาของฝ่ายผู้ชายก็ปรากฏตัว จากนั้นการปะทะฝีปากได้กลายเป็นการใช้กำลังถึงเนื้อถึงตัว

อีกเรื่องหนึ่งเป็นของผู้หญิงแซ่เฉินที่พาสามี ลูกชาย และแม่สามีย้ายเข้าไปอยู่ในอพาร์ทเม้นต์แห่งหนึ่งในเมืองหางโจวเมื่อปี 2020 จากนั้นก็มีเสียงกระทืบเท้าและเสียงเคลื่อนย้ายเฟอร์นิเจอร์ดังมาจากห้องของเธอ ในที่สุดเพื่อนบ้านก็ทนไม่ไหวต้องติดตั้งเจิ้นโหลวชี่ซึ่งจะเปิดเครื่องทุกวันตั้งแต่ 2 ทุ่มถึงเที่ยงคืน

สุดท้ายต้องเป็นสมาชิกในบ้านเฉินเองที่ต้องปวดหัวกับพื้นห้องที่สั่นสะเทือนและเสียงการทำงานของเครื่องที่สร้างความเครียดและกระทบกับการนอนของทุกคน

อย่างไรก็ดี แม้ว่าการใช้เจิ้นโหลวชี่จะไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่มันก็สร้างมลพิษทางเสียงและอาจสร้างความเสียหายให้โครงสร้างของอาคาร ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะให้เพื่อนบ้านแจ้งตำรวจเมื่อพวกเขารู้ว่าคนที่อยู่ชั้นล่างติดตั้งเครื่องนี้

ดังนั้นคำว่า เจิ้นโหลวชี่จึงกลายเป็นคำต้องห้ามใน Taobao แต่ถึงอย่างนั้นเจ้าเครื่องนี้ก็ยังมีขายในชื่ออื่นๆ ในราคา 168 หยวน หรือ 878 บาท

เมื่อเรื่องราวนี้ถูกเผยแพร่ใน Weibo หลายคนเข้ามาแสดงความเห็นว่าจะซื้อมาใช้บ้าง โดยผู้ใช้คนหนึ่งบอกว่า “ฉันตื่นกลางดึกอีกแล้ว เพราะผู้หญิงห้องข้างบนทำเสียงดัง ฉันต้องซื้อสักอันแล้วล่ะ”

REUTERS/Chen Lin

มาดู Oxagon เมืองลอยน้ำสุดล้ำของซาอุดีอาระเบีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674103

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 12:50 น.มาดู Oxagon เมืองลอยน้ำสุดล้ำของซาอุดีอาระเบียOxagon เมืองลอยน้ำแห่งอนาคต พลังงานสะอาด 100% ศูนย์กลางโลจิสติกส์แห่งใหม่ของโลก

มกุฏราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอาซิซ อัล ซาอูด เปิดเผยแผนการสร้างเมืองท่าลอยน้ำสุดล้ำขนาดยักษ์ที่เรียกว่า “Oxagon” เมื่อเดือนพ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ดำเนินการโดยหุ่นยนต์และ AI

ยิ่งไปกว่านั้น เมืองท่าแปดเหลี่ยมนี้จะขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด 100% และยังเป็นเมืองลอยน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก ที่เรียกว่าเมืองลอยน้ำเนื่องจากครึ่งหนึ่งของเมืองลอยอยู่ในทะเลแดงนั่นเอง

เรียกได้ว่าเป็นเมืองแห่งอนาคตสุดล้ำยุคเนื่องจากเมืองแห่งนี้จะขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่ทันสมัย รวมถึง Internet of Things (IoT), AI และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วทุกซอกทุกมุมของเมือง

Oxagon จะเป็นศูนย์รวมของผู้ที่มีความสามารถระดับหัวกะทิเพื่อสร้างนวัตกรรมและแก้ปัญหาสำคัญของโลก และยังตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางศูนย์กลางโลจิสติกส์แบบบูรณาการ ตลอดจนเชื่อมต่อท่าเรือและสนามบินอย่างทันสมัยhttps://www.youtube.com/embed/V_p3kl6FHDY

เมืองท่าลอยน้ำแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมืองแห่งอนาคต Neom สมาร์ทซิตี้ขนาดมหึมาที่มีขนาดประมาณ 10,230 ตารางไมล์ หรือใหญ่กว่ามหานครนิวยอร์กถึง 33 เท่า

Neom ถูกเคลมว่าจะเป็นจุดหมายปลายทางและบ้านของผู้ที่ฝันใหญ่ และต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างโมเดลใหม่เพื่อการอยู่อาศัยอย่างเหนือชั้น สร้างธุรกิจที่เจริญรุ่งเรือง และปฏิรูปการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ในเมืองแห่งอนาคตจะมีการพัฒนาเส้นทางที่เรียกว่า The Line ความยาว 170 กิโลเมตร ด้วยแนวคิด “ไร้รถ ไร้ถนน ไร้มลพิษ”

ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียทุ่มงบประมาณในการพัฒนาเมืองแห่งอนาคต Neom ไปถึง 500,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเจ้าชายโมฮัมเหม็ดย้ำว่าเมืองแห่งอนาคตนี้จะเป็นการ “การปฏิวัติเพื่อมนุษยชาติ” ด้วยปริมาณรถยนต์ ถนน และการปล่อยมลพิษในเมืองเป็นศูนย์

Neom เป็นโครงการชิ้นเอกของเจ้าชายโมฮัมเหม็ดซึ่งเปิดตัวในเดือนต.ค. 2017 โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันในซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลก ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางของโลกด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี รวมทั้งธุรกิจใหม่ๆ

นี่เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของซาอุดีอาระเบียที่ต้องการลดการพึ่งพาน้ำมัน และเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีอย่างซิลิคอนแวลลีย์ แต่ก็จะรวบรวมทั้งชุมชนเมือง ศูนย์วิจัย สถานศึกษา และสถานที่ท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกัน

แม้ว่าซาอุดีอาระเบียจะเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกน้ำมัน แต่ก็มีแผนที่จะลดการผลิตน้ำมันและหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนแทนโดยตั้งเป้าที่จะเป็นประเทศสีเขียวในอนาคต

ผ่านไป 7 ปี ชิ้นส่วน SpaceX กำลังจะพุ่งชนดวงจันทร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674092

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 11:10 น.ผ่านไป 7 ปี ชิ้นส่วน SpaceX กำลังจะพุ่งชนดวงจันทร์ นักดาราศาสตร์คาดชิ้นส่วนจรวด SpaceX ใกล้พุ่งชนดวงจันทร์ด้วยความเร็วสูง

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 27 ม.ค. บิล เกรย์ นักดาราศาสตร์ผู้อยู่เบื้องหลัง Project Pluto ซอฟต์แวร์คำนวณวิถีโคจรของดาวเคราะห์น้อยและวัตถุอื่นๆ ในอวกาศซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก NASA กล่าวว่าชิ้นส่วนของจรวด SpaceX ที่ระเบิดออกเมื่อ 7 ปีก่อนและถูกทิ้งให้ลอยอยู่ในอวกาศหลังเสร็จสิ้นภารกิจ มีแนวโน้มพุ่งชนดวงจันทร์ในเดือนมี.ค. ด้วยความเร็วราว 9,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

จรวดดังกล่าวถูกนำไปใช้ในปี 2015 เพื่อเป็นบูสเตอร์นำดาวเทียม Deep Space Climate Observatory (DSCOVR) ของ NASA ขึ้นสู่วงโคจรเพื่อถ่ายภาพดวงจันทร์ ก่อนที่จะระเบิดออกและถูกทิ้งเป็นขยะอวกาศ

เกรย์สังเกตว่าจรวดดังกล่าวมีแนวโน้มจะพุ่งชนดวงจันทร์ในวันที่ 4 มี.ค. ด้วยความเร็วมากกว่า 5,500 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือราว 9,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง พร้อมเรียกร้องให้นักดาราศาสตร์ร่วมสังเกตการณ์

ทั้งนี้ เวลาและจุดกระทบที่แน่นอนอาจมีความคาดเคลื่อนเล็กน้อย แต่เกรย์ค่อนข้างมั่นใจว่าขยะอวกาศจาก SpaceX จะพุ่งชนดวงจันทร์ในวันดังกล่าวแน่นอน

“ผมติดตามวิถีโคจรของขยะอวกาศประเภทนี้มาประมาณ 15 ปีแล้ว และนี่คือปรากฏการณ์ชนดวงจันทร์โดยไม่ได้ตั้งใจครั้งแรกที่ผมเคยเจอ” เกรย์กล่าวกับเอเอฟพี

พร้อมเสริมว่าในอนาคตจะมีปรากฏการณ์ชนดวงจันทร์โดยไม่ได้ตั้งใจมากขึ้นอีก เนื่องจากภารกิจด้านอวกาศของสหรัฐและจีนมีมากขึ้น ส่งผลให้มีขยะอวกาศถูกทิ้งในวงโคจรมากขึ้น

ด้าน SpaceX ไม่ได้ตอบสนองต่อคำร้องขอความคิดเห็นจากเอเอฟพี

AFP PHOTO / Robyn Beck

เตรียมรับแรงกระแทก! เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย มี.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674088

วันที่ 27 ม.ค. 2565 เวลา 10:36 น.เตรียมรับแรงกระแทก! เฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย มี.ค.นี้ธนาคารกลางสหรัฐส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยอย่างเร็วสุดในเดือน มี.ค.นี้

คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (FOMC) ส่งสัญญาณว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) พร้อมขึ้นดอกเบี้ยในเดือน มี.ค.นี้ นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2018 เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นในรอบเกือบ 40 ปีและตลาดแรงงานที่กลับมาแข็งแกร่งหลังการระบาดของ Covid-19

แถลงการณ์ของ FOMC ระบุว่า “เนื่องจากเงินเฟ้อดีดตัวเหนือระดับ 2% และตลาดแรงงานมีความแข็งแกร่ง คณะกรรมการจึงเห็นว่าเป็นการเหมาะสมที่จะปรับขึ้นเป้าหมายอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในไม่ช้า”

ด้าน เจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed เผยกับผู้สื่อข่าวว่า ธนาคารกลางสหรัฐจะพิจารณาว่าจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ในการประชุม FOMC ครั้งต่อไปในวันที่ 15-16 มี.ค.

“คณะกรรมการมีแนวคิดที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือน มี.ค. หากมีเงื่อนไขเหมาะสมที่จะทำเช่นนั้น” พาวเวลล์เผย และเมื่อถูกถึงอัตราดอกเบี้ยที่จะขึ้น พาวเวลล์ตอบว่า “ขณะนี้เรายังไม่ได้ตัดสินใจเกี่ยวกับเส้นทางของนโยบาย และผมขอย้ำอีกครั้งว่าเราจะทำอย่างเรียบง่ายและรวดเร็ว”

พาวเวลล์เผยอีกว่า “มีความเสี่ยงที่ภาวะเงินเฟ้อที่เรากำลังเผชิญอยู่จะยืดเยื้อ มีความเสี่ยงว่ามันจะเพิ่มสูงขึ้น เราต้องมีนโยบายที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับผลลัพธ์ที่เป็นไปได้ทั้งหมด”

FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักมากถึง 100% ที่ Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินในเดือน มี.ค. พร้อมกับคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 3 ครั้งภายในปีนี้

ด้านโกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่า Fed จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่า 4 ครั้งในปีนี้ และจะเริ่มปรับลดขนาดงบดุลในเดือน ก.ค.หรือเร็วกว่านั้น

REUTERS/Cagla Gurdogan/File Photo

มีอะไรที่สำคัญกว่าเพชร? เหตุผลที่ซาอุฯ ต้องคืนดีกับไทย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674057

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 20:08 น.มีอะไรที่สำคัญกว่าเพชร? เหตุผลที่ซาอุฯ ต้องคืนดีกับไทยวิเคราะห์เหตุผลและผลของการฟื้นคืนสัมพันธ์ครั้งนี้ จากทัศนะเชิงข่าวต่างประเทศและความเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของทั้งสองฝ่าย และประเทศอื่นๆ รอบๆ ไทยกับซาอุดีอาระเบีย

• ถึงเวลานี้คงไม่ต้องสาธยายกันแล้วว่า “กรณีเพชรซาอุฯ” คืออะไรและสำคัญอย่างไร เพราะคนไทยจำนวนมากคงรู้กันดี เพียงแต่มันมีปริศนาคาใจมานานสามทศวรรษแล้วว่า “ตกลงมันไปอยู่ในมือใคร?” ท่ามกลางกระแสข่าวลือที่ไม่เคยจบสิ้น แม้กระทั่งในวันที่ซาอุดีอาระเบียและประเทศไทยตัดสินใจรื้อฟื้นความสัมพันธ์ทางการทูตเต็มรูปแบบอีกครั้ง

• ทำไมถึงต้องรอนานถึง 30 กว่าปีกว่าจะคืนดี? ที่จริงแล้วไทยไม่เคยรอให้ซาอุดีอาระเบียคืนดีเอง แต่เป็นพยายามหลายครั้งหลายหนที่จะสะสางเรื่องคาใจนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยคนแล้วคนเล่าของรัฐบาลสมัยแล้วสมัยเล่าเดินทางไปซาอุดีอาระเบียเพื่อหารือด้วยตนเองในประเด็นต่างๆ หลังจากความสัมพันธ์ถูกลดระดับลงเหลือแค่เพียงอุปทูต

• ขณะที่ซาอุฯ เองก็มีความเปลี่ยนแปลงด้านฝ่ายบริหารหลายครั้งไม่ต่างจากไทย ทั้งระดับสมเด็จพระราชาธิบดี (ซาอุดีอาระเบียปกครองด้วยระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กษัตริย์มีสถานะประหนึ่งนายกรัฐมนตรี) และระดับมกุฏราชกุมาร (ซึ่งมีสถานะเทียบรองนายกรัฐมนตรี หรือบางครั้งเป็นเสมือนผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์)

• แต่การเปลี่ยนตัวระดับนำในซาอุฯ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย เพราะประมุขและผู้นำฝ่ายบริหารล้วนแต่คิดเหมือนกันๆ และโดยตามธรรมเนียมในการแต่งตั้งระดับผู้นำจะต้องมีวัยใกล้กันๆ คืออาวุโสสูง/ผู้สูงวัยเกือบทั้งสิ้น จนซาอุดีอาระเบียถูกมองว่าเป็น “สังคมที่ปกครองโดยผู้สูงวัย” คิดอะไรย่ำอยู่กับที่

• จนกระทั่งซาอุดีอาระเบียเกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน ทรงแต่งตั้ง มุฮัมมัด บิน ซัลมาน พระโอรสขึ้นเป็นมกุฏราชกุมาร และทรงถอดพระญาติคือมุฮัมมัด บิน นาเยฟจากตำแหน่ง การถอดและตั้งมกุฏราชกุมารในซาอุฯ เกิดขึ้นประปราย มีความเกีย่วข้องกับเรื่องวัยและอายุของผู้ดำรงตำแหน่งมากกว่าเรื่องการเมือง (อย่างที่กล่าวไปว่าซาอุฯ ปกครองโดยกลุ่มเชื้อพระวงศ์อาวุโสมาก) แต่กรณีของตั้ง มุฮัมมัด บิน ซัลมาน ทรงขึ้นเป็นมกุฎราชกุมารด้วยเหตุผลทางการเมืองมากกว่า และที่สำคัญมีพระชนมายุน้อยมากเพียง 37 พรรษา (หรือ 32 พรรษาคราวที่รับตำแหน่ง)

• มุฮัมมัด บิน ซัลมานทรงมีอิทธิพลสูงมากและว่ากันว่าทรงมีอิทธิพลที่แท้จริงในประเทศมากกว่าพระราชบิดาเสียอีก (อ่านเพิ่มเติมจากเรื่อง “ผู้ยิ่งใหญ่คับฟ้าแห่งซาอุฯ มกุฏราชกุมาร ‘โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน‘) ทรงใช้อำนาจที่แข็งกร้าวในการกวาดล้างผู้ที่อาจเป็นเสี้ยนหนามอำนาจ จับกุมตัวบุคคลสำคัญของประเทศมากมาย และปรับโครงสร้างการบริหารประเทศเสียใหม่

• แต่จุดเด่นของพระองค์คือการผลักดันซาอุฯ สู่ทิศทางใหม่ในอนาคต จากเดิมที่พึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก หันมากระจายการลงทุนที่หลากหลายขึ้น เพราะอนาคตของน้ำมันไม่แน่นอนขึ้นทุกวัน หลังจากทราบกันแล้วว่าน้ำมันคือตัวการของภาวะโลกร้อนที่เลวร้ายลงทุกที

• มุฮัมมัด บิน ซัลมานเคยใช้แทคติกเพื่อดึงน้ำมันให้ถูกลงเพื่อบีบให้ผู้ผลิตรายเล็กล้มละลาย แต่น้ำมันก็ยังผันผวนได้ง่าย และถึงแม้น้ำมันยังทำรายได้สูงและเป็นรายได้หลักของประเทศ แต่อนาคตมันไม่แน่ไม่นอน เมื่อถึงวันที่น้ำมันหมดอนาคตแล้วซาอุดีอาระเบียอาจจะกลายเป็นประเทศจนๆ ในพริบตาถ้าหมดน้ำมันหรือน้ำมันหมดความสำคัญ เช่นเดียวกับ นาอูรู ปรเะทศเล็กๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกที่ร่ำรวยด้วยฟอสเฟตและขุดขายจนมั่งคั่ง ทำให้ประชากรมีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่พอฟอสเฟตหมดสิ้น นาอูรูกลายเป็นประเทศยาจกในทันที

• นี่คือที่มาของ Vision 2030 นโยบายสำคัญของมุฮัมมัด บิน ซัลมาน หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจพึ่งพาน้ำมันมาเป็นเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากขึ้น ด้านพลังงานหันมาลงทุนพลังงานหมุนเวียน พัฒนาเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง และเทคโนโลยีชีวภาพ โดยเฉพาะการตัดแต่งพันธุกรรม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับอีกหนึ่งเป้าหมายที่องค์ชายทรงตั้งไว้คือการทำให้ซาอุฯ มีความมั่นคงด้านอาหาร ทั้งการพลิกแผ่นดินทะเลทรายสร้างไร่นาสีเขียว และการทุ่มลงทุนเพื่อรับประกันว่าซาอุฯ จะมีแหล่งอาหารที่มั่นคงในต่างประเทศ

• นักลงทุนซาอุฯ ได้รับการสนับสนุนให้ไปลงทุนในประเทศต่างๆ เพื่อกุมความมั่นคงด้านอาหารโดยรัฐบาลเสนอรายชื่อ 10 ประเทศที่ควรลงทุนในกลุ่มอาหาร/พืชอาหารนั้นๆ กับคนที่ยังคิดว่าน้ำมันคือทุกสิ่งทุกอย่าง อาจคิดว่ามันไม่จำเป็น จนกระทั่งกระแสต่อต้านน้ำมันเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ ในเวทีด้านสิ่งแวดล้อมโลก ตามด้วยการลดการใช้น้ำมันของประเทศใหญ่ๆ คนที่เคยคิดว่านโยบายอาหารของซาอุฯ ไม่จำเป็นอาจต้องเปลี่ยนความคิด เพราะเห็นแล้วว่าน้ำมันอาจจะเป็นแหล่งเงินในตอนนี้ แต่ในวันข้างหน้า “ข้าวปลาเป็นของจริงมากกว่า”

• ในช่วงสิบปีกว่ามานี้ ซาอุฯ รุกคืบเรื่องการเสาะหา “ที่ดิน” เพื่อใช้เป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวเพื่อป้อนประเทศตัวเอง เป้าหมายมีทั้งในแอฟริกา (เช่นประเทศมาลีและเซเนกัล) ในตะวันออกกลางด้วยกัน (เช่นในอิรักแถบแม่น้ำไทกริสยูเฟรติส) และในแถบทะเลดำที่อุดมสมบูรณ์ (ประมาณ 10 ประเทศบริเวณนั้น) บริษัทจากซาอุฯ จะไปดีลกับเจ้าของที่ดินในประเทศเหล่านี้ เพื่อให้เพาะปลูกข้าวหรืออาหารจำเป็นเพื่อป้อนซาอุฯ โดยเฉพาะ หรือ Contract farming

• การลงทุนเหล่านี้มีมาก่อน Vision 2030 แต่มันเป็นเหมือนสัญชาติญาณของซาอุฯ ที่ต้องให้ตัวเองมั่นใจว่าจะมีข้าว/อาหารเพียงพอดำเนินการมาก่อนหน้านั้นหลายปีแล้ว และอันที่จริงไทยเคยเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการกว้านซื้อที่ดินเพื่อทำ Contract farming เพื่อผลิตข้าวให้ซาอุฯ มาแล้ว ในสมัยของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร (กล่าวกันว่าเป็นการริเริ่มของนายกรัฐมนตรียุคนั้น) แต่โครงการนี้ถูกต่อต้านอย่างหนัก นี่คือตัวอย่างหนึ่งในการรุกคืบเรื่องนี้ของซาอุฯ และเกือบจะทำให้ไทยขยับเข้าใกล้ซาอุฯเข้ามาอีกนิดหนึ่งในยุคสมัยหนึ่ง

• หลังจากมี Vision 2030 ของมกุฏราชกุมารมุฮัมมัด บิน ซัลมาน ประเทศแรกๆ ที่ทรงติดต่อเพื่อผลักดันความมั่นคงด้านอาหารคืออินเดียเมื่อปี 2019 โดยเป็นการช่วยกันพึ่งพา ฝ่ายหนึ่งพึ่งพาแหล่งข้าว อีกฝ่ายหนึ่งพึ่งพาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซาอุฯ นั้นยกยออินเดียว่าเป็นแหล่งข้าว เนื้อแดง น้ำตาล เครื่องเทศ และนมผงที่ดีที่สุดสำหรับซาอุฯ (อาหารเหล่านี้ไทยก็สามารถส่งออกได้ดี) ในส่วนของข้าวนั้นซาอุฯ เน้นข้าวบาสมตีถึง 70% (ข้าวเมล็ดยาว) และ 70% นี้มาจากอินเดีย ส่วนข้าวเจ้า 10% เคยมาจากไทย

ราฮาฟ โมฮัมเหม็ด (Rahaf Mohammed) หญิงชาวซาอุฯ ที่หนีมายังไทยเพื่อขอลี้ภัยจาการถูกกดขี่ กลายเป็นกรณีระหว่างประเทศอันโด่งดังเมื่อปี 2019

• น่าสนใจว่าการฟื้นสัมพันธ์กับไทยในครั้งนี้ หนึ่งในเหตุผลของซาอุฯ จะเกี่ยวข้องการการเสาะหาดินแดนที่จะช่วยรับประกันความมั่นคงด้านอาหารหรือไม่? แม้จะยังไม่มีคำตอบชัด แต่จนถึงทุกวันนี้ มีเพียงอินเดียเท่านั้นที่ซาอุฯ ประกาศกระชับความมั่นคงด้านอาหารกับอินเดียในระดับรัฐบาล ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจได้เพราะข้าวที่ซาอุฯ นำเข้าส่วนใหญ่มาจากอินเดีย รองลงมาคือปากีสถาน (แหล่งข้าวบาสมตีเช่นกัน) อันดับ 3 คือสหรัฐ และอันดับที่ 4 คือไทย ในบรรดาทั้ง 4 ประเทศนี้การนำเข้าข้าวจาก 3 อันดับแรกเติบโตสูงสุด (สถิติจากปี 2019)

• Vision 2030 ยังมีโครงการก่อสร้างระดับเมกะโปรเจกต์ที่สำคัญคือเมือง Neom ในแคว้นตะบูกริมทะเเลแดงใกล้กับจอร์แดน โดยตั้งเป้าให้เป็นสมาร์ทซิตี้ขนาดมหึมามีพื้นที่ 26,500 ตร.กม. ไปตามแนวริมทะเลแดงยาว 460 กิโลเมตร ใช้เงินลงทุนประมาณ 500,000 ล้านดอลลาร์ มันเป็นเมืองแห่ง Vision 2030 ที่แท้จริง เพราะจะเน้นพลังงานทางเลือก ไม่ใช่น้ำมัน มีเมืองย่อยหลายเมือง เช่น The Line เป็นเมืองแนวยาวความยาว 170 กม. ที่จะไม่มีรถยนต์เลย ดังนั้นมันคือการพลิกซาอุฯ ไปสู่อนาคตที่เลิกพึ่งพาน้ำมันอย่างแท้จริง

• การฟื้นความสัมพันธ์ครั้งนี้จะมีผลดีต่อแรงงานจากไทยโดยตรง เพราะด้วยโครงการ Neom จะทำให้ซาอุฯ ต้องการแรงงานมีฝีมือจำนวนมหาศาล ซึ่งไทยขึ้นชื่อในเรื่องนี้และในช่วงที่ยังร้าวฉานกันนั้นซาอุฯ ก็ยังอุตส่าห์จ้างแรงงานไทยถึง 10,000 คน ซึ่งถือว่ามากพอสมควร แต่มันจะดีหากตัวเลขกลับไปเท่ากับช่วงก่อนกรณีเพชรซาอุและสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรกที่ “ว่ากันว่า” สูงถึง 200,000 คน

เมือง The Hexgon ส่วนหนึ่งของเมืองแห่งอนาคต Neom

• ถามว่าหลังจากนี้เป็นไปได้ไหมที่ตัวเลขจะกลับไปเท่าเดิม? ตอบว่าเป็นไปได้ เพราะโครงการ Neom แห่งเดียว เพิ่งจะมีการประมูลสัมปทานโครงการสร้างที่พักให้คนงานถึง 100,000 คนเมื่อปีที่แล้ว (โดยเมืองย่อยจะแบ่งที่พักอาศัยคนงานไซต์ละ 10,000 คน) หมายความว่าการสร้างเมืองแห่งนี้ต้องใช้แรงงานประมาณนั้น และแรงงานไทยหลายหมื่นอาจมีโอกาสได้ทำมาหากินที่นี่ แน่นอนมันจะช่วยนำเงินเข้าไทยได้ปีละอาจจะนับพันล้านดอลลาร์ (จากที่ไทยต้องเสียโอกาสไปถึง 200,000 ล้านดอลลาร์)

• อีกหนึ่งโอกาสของไทยคือการท่องเที่ยว หลังจากกรณีเพชรซาอุไทยต้องเสียโอกาสจากการต้อนรับนักท่องเที่ยวจากซาอุฯ อย่างเต็มที่มานานถึง 30 กว่าปี ท่ามกลางมาตรการห้ามกันซึ่งๆ หน้าจากทางการซาอุฯ ไม่ให้ประชาชนเดินทางมายังไทย ไปจนถึงการเตือนไม่ให้มา และหากจะมาก็มีความยุ่งยากเกินไป ทำให้ไทยเสียรายได้มหาศาลจากนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพสูงจากประเทศเศรษฐีน้ำมันแห่งนี้

• แต่หลังจากนี้ การเดินทางระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศจะสะดวกเช่นเดิม เพราะหลังการพบปะระหว่างมกุฏราชกุมารมุฮัมมัด บิน ซัลมานกับพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา สายการบินซาอุดิอาระเบียก็ประกาศว่าเที่ยวบินสู่ประเทศไทยจะกลับมาให้บริการในเดือนพฤษภาคม

• มีข้อพึงสังเกตว่าแม้ไทยจะดูเหมือนเป็นฝ่ายพยายามคืนดีมากกว่า แต่ซาอุฯ ก็พยายามจะสะสางเรื่องคาใจเหมือนกัน ไม่ใช่เพราะเสียดายการลงทุนมหาศาลที่ต่างเสียกันไป แต่เพราะมีเงื่อนไขทางการเมืองด้วย เช่น ตามทัศนะของแฟรงค์ จี. แอนเดอร์สัน (Frank G. Anderson) คอลัมนิสต์ของสำนักข่าว UPI ตั้งข้อสังเกตไว้ตั้งแต่ปี 2009 ว่าในเวลานั้นซาอุฯ กับไทยดูเหมือนจะเลิกเย็นชากันเล็กน้อย เชื่อว่าเพราะการชิงดีชิงเด่นระหว่างซาอุดีอาระเบียกับอิหร่าน โดยที่อิหร่านเริ่มมีอิทธิพลต่อไทยมากขึ้น ขณะที่ซาอุฯ เสียโอกาสเข้าถึงไทยเพราะกรณีเพชร

นักรบฮูษีนั่งอยู่ด้านหลังกระสอบทรายใกล้จุดตรวจในกรุงซาอานา ประเทศเยเมน 17 ธันวาคม 2014 REUTERS / Mohamed al-Sayaghi / ไฟล์รูปภาพ

• ผ่านมา 10 กว่าปี ทฤษฎีนี้ก็อ่อนพลังลงไปตามกาลเวลา แต่ตอนนี้ซาอุฯ ต้องการจะจัดการกับอิทธิพลอิหร่านมากกว่าช่วงเวลาใด เพราะอิหร่านคือแบ็คอัพให้กับกองกำลังฮูษีในเยเมน กองกำลังนี้กลายเป็นนักรบสงครามตัวแทนของอิหร่านในการโจมตีซาอุฯ อยู่เนืองๆ ซึ่งก็พอเข้าใจได้ เพราะผู้ที่เป็นตัวตั้งตัวตีส่งกำลังซาอุฯ ไปแทรกแซงสถานการณ์ในเยเมนก็คือมกุฏราชกุมารมุฮัมมัด บิน ซัลมานนั่นเอง

• แม้ไทยคงไม่มีบทบาทอะไรอีกแล้วในมิติการเมืองระหว่างอิหร่าน-ซาอุฯ แต่ยังมีผู้กังวลว่าการคืนดีระหว่างไทยกับซาอุฯ นั้นจะทำให้ไทยเป็นเป้าการก่อการร้าย (จากกลุ่มฮูษี) หรือไม่? ขอตอบว่าไม่ เพราะฮูษีไม่ใช่กลุ่มก่อการร้ายอีกต่อไปและมีปฏิบัติการแค่ในซาอุฯ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งเป็นคู่กรณีเท่านั้น (แต่สหรัฐพยายามจะกำหนดให้เป็นกลุ่มก่อการร้ายอีกครั้ง)

• สำหรับบางคนในเมืองไทยที่ยังกังขากับกรณีเพชรซาอุฯ ก็คงจะห้ามความกังขาไม่ได้ แต่ดูหมือนว่าซาอุฯ ที่เป็นโจทก์กับไทยจะ “มูฟออน” ไปแล้ว โดยไม่ต้องถามว่ารัฐบาลไทยอยากจะมูฟออนหรือไม่ เพราะพยายามมาหลายคนจนสำเร็จเสียที (ซึ่งไทยจะทำสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่มีความเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคนในซาอุฯ)

• ดังนั้น หากบางคนยังสงสัยเรื่องเพชรซาอุที่มีมูลค่า 20 ล้านดอลลาร์ก็คงต้องสงสัยกันต่อไป ขณะที่รัฐบาลสองประเทศและพลเมืองสองชาติที่เตรียมรับทรัพย์ พร้อมเดินหน้าเพื่อโกยความมั่งคั่งร่วมกันมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในอนาคตอีกไม่นาน

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by various sources / AFP

รัสเซียลั่นพร้อมตอบโต้การกระทำ ‘ก้าวร้าว’ ของสหรัฐ-ยุโรป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/674055

วันที่ 26 ม.ค. 2565 เวลา 18:40 น.รัสเซียลั่นพร้อมตอบโต้การกระทำ 'ก้าวร้าว' ของสหรัฐ-ยุโรปรัสเซียลั่นพร้อมตอบโต้ขณะกำลังเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐและยุโรป

บลูมเบิร์กรายงานว่าเซอร์เกย์ ลาฟรอฟ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียส่งสัญญาณว่าทางการรัสเซียพร้อมที่จะตอบโต้ต่อการกระทำ “ก้าวร้าว” ใดๆ ของสหรัฐและพันธมิตรในยุโรป

ลาฟรอฟกล่าวว่าสหรัฐและยุโรปกำลังเพิ่มแรงกดดันต่อรัสเซีย รวมถึงการซ้อมรบใกล้พรมแดนซึ่งเป็นการยั่วยุ ตลอดจนความพยายามที่จะดึงยูเครนเข้าสู่วงโคจรของ NATO

ขณะที่ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ กล่าวว่าจะพิจารณาเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรโดยตรงต่อประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย นอกเหนือจากมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียที่กำลังร่าง หากมีการสั่งการให้กองทัพรัสเซียบุกเข้าสู่เขตแดนยูเครน

ด้านเคลมองต์ โบน รัฐมนตรีกระทรวงกิจการยุโรปของฝรั่งเศส กล่าวก่อนหน้านี้ว่ามีความเป็นไปได้ที่กองทัพรัสเซียจะบุกยูเครน ซึ่งฝรั่งเศสจะยืนเคียงข้างและช่วยเหลือยูเครนอย่างเต็มที่

นอกจากนี้ สหภาพยุโรปได้ขู่ว่าจะยกระดับมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียในระดับที่ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” หากรัสเซีบุกยูเครน

เช่นเดียวกับลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีต่างประเทศของอังกฤษซึ่งกล่าวว่าอังกฤษไม่เห็นด้วยกับความพยายามของรัสเซียที่จะโค่นล้มพันธมิตรประชาธิปไตยอย่างยูเครน และหากรัสเซียยังคงรุกรานยูเครนก็จะต้องเผชิญกับบทลงโทษจากนานาชาติ รวมถึงการคว่ำบาตร

โดยกองทัพสหรัฐจับมือกองกำลัง NATO และประเทศพันธมิตรในยุโรป เตรียมพร้อมตอบโต้หากรัสเซียบุกยูเครน หลังสถานการณ์ระหว่างรัสเซียและยูเครนทวีความตึงเครียด

อย่างไรก็ตาม รัสเซียปฏิเสธว่ามีแผนที่จะบุกยูเครน แม้จะมีการระดมกำลังทหารพร้อมอาวุธจำนวนมากเข้าใกล้ชายแดนยูเครน

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่าในวันนี้ฝรั่งเศสจะจัดการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงพร้อมด้วยคณะที่ปรึกษาทางการทูตจากเยอรมนี รัสเซีย และยูเครนในรูปแบบนอร์มังดี เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาความตึงเครียดในยูเครนอย่างสันติ

ขณะที่ลาฟรอฟกล่าวว่าทางการรัสเซียไม่ต้องการให้มีการเจรจาใดๆ ในประเด็นยูเครน

Photo by REUTERS/Sergey Pivovarov