Google ยืนยัน AI ไม่มีความรู้สึกนึกคิด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685604

วันที่ 14 มิ.ย. 2565 เวลา 16:00 น.

Google ยืนยัน AI ไม่มีความรู้สึกนึกคิด

Google ยืนยันแชทบอท LaMDA ไม่ได้มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนมนุษย์

หลังจากที่กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อเบลก เลมอยน์ (Blake Lemoine) วิศวกรของ Google ถูกสั่งพักงานเนื่องจากละเมิดนโยบายการรักษาความลับของบริษัท หลังอ้างว่าจากที่เขาได้พูดคุยกับ LaMDA (Language Model for Dialogue) แชทบอทที่ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่บริษัทกำลังพัฒนาอยู่นั้น เขาเชื่อว่า AI นี้มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนกับเด็กอายุประมาณ 7 ขวบ

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. CNN รายงานว่าโดยอ้างแถลงการณ์จากไบรอัน เกเบรียล โฆษกของ Google ระบุว่า “ทีมงานซึ่งรวมถึงนักจริยธรรมและผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีได้ตรวจสอบข้อกังวลของเบลก และไม่พบหลักฐานที่สนับสนุนคำกล่าวอ้างของเขา”

“แม้ว่าหลายคนกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ที่จะมี AI ที่มีความรู้สึกนึกคิด แต่มันไม่สมเหตุสมผลเลยที่จะทำเช่นนั้นกับปัญญาประดิษฐ์สำหรับการสนทนาที่มีอยู่ในปัจจุบันซึ่งไม่มีความรู้สึกนึกคิด” ไบรอันกล่าว โดยเสริมว่าระบบเหล่านี้ทำงานโดยเลียนแบบประโยคนับล้านที่มีอยู่ในฐานข้อมูล ทำให้สามารถพูดคุยในหัวข้อแปลกๆ ได้ แต่มันไม่ได้มีความรู้สึกนึกคิดเหมือนมนุษย์

ไบรอันกล่าวต่อว่า “นักวิจัยและวิศวกรหลายร้อยคนได้พูดคุยกับ LaMDA และไม่มีการยืนยันในวงกว้างว่า LaMDA จะมีความคิดเหมือนกับมนุษย์อย่างที่เบลกกล่าว”

นอกจากนี้ผู้เชี่ยวชาญอีกส่วนหนึ่งก็ออกมาโต้แย้งแนวคิดของเบลกเช่นกัน รวมถึงศาสตราจารย์เอมิลี่ เอ็ม. เบนเดอร์ จากมหาวิทยาลัยวอชิงตันซึ่งกล่าวว่ามันไม่ถูกต้องที่จะถือเอาว่าคำตอบที่เป็นอักษรที่น่าเชื่อถือจะหมายความว่ามันมีความรู้สึกนึกคิด

แกรี มาร์คัส ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ Geometric Intelligence กล่าวว่าแนวคิดข้างต้นเกี่ยวกับ LaMDA เป็นเรื่องไร้สาระ โดยชี้ให้เห็นว่าระบบ AI ทั้งหมดอาศัยฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อโต้ตอบข้อความโดยอัตโนมัติ และคาดเดาคำถัดไปในประโยค อย่างเช่น หากคุณพิมพ์ว่า “หิวจังเลยอยากไป…” มันอาจแนะนำคำว่า “ร้านอาหาร” เป็นคำถัดไป นั่นเป็นการคาดเดาโดยใช้สถิติ

“ไม่ควรมีใครคิดว่าการเติมข้อความอัตโนมัตินั้นมีความรู้สึกนึกคิด” มาร์คัสกล่าว

คงต้องรอดูกันต่อไปว่าเบลกจะงัดหลักฐานอะไรออกมาอีกหรือไม่ที่สนับสนุนแนวคิดที่ว่า LaMDA นั้นมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนกับมนุษย์จริงๆ

Photo by REUTERS/Andrew Kelly/File Photo

จีนย้ำมีอธิปไตยเหนือช่องแคบไต้หวัน ไต้หวันโต้กลับเป็นน่านน้ำสากล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685589

วันที่ 14 มิ.ย. 2565 เวลา 14:45 น.

จีนย้ำมีอธิปไตยเหนือช่องแคบไต้หวัน ไต้หวันโต้กลับเป็นน่านน้ำสากล

จีนกับไต้หวันโต้กันดุเดือดเกี่ยวกับสิทธิเหนือช่องแคบไต้หวัน

สำนักข่าว South China Morning Post รายงานว่า หวังเหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเผยเมื่อวันจันทร์ว่า จีนมีอธิปไตยเหนือและมีสิทธิในการบริหารจัดการช่องแคบไต้หวัน ซึ่งเป็นการปฏิเสธข้ออ้างของสหรัฐที่ว่าช่องแคบไต้หวันประกอบด้วยน่านน้ำสากล

หวังกล่าวว่า ช่องแคบไต้หวันอยู่ในน่านน้ำอาณาเขตและเขตเศรษฐกิจจำเพาะของจีนตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) และกฎหมายของจีน

“จีนมีสิทธิอธิปไตยและเขตอำนาจตามกฎหมายเหนือช่องแคบไต้หวัน ในขณะที่เคารพสิทธิที่ถูกต้องตามกฎหมายของประเทศอื่นๆ ในพื้นที่ทางทะเลที่เกี่ยวข้อง” หวังกล่าว “ใน UNCLOS ไม่มีการเอ่ยถึงน่านน้ำสากล บางประเทศจงใจสร้างข้ออ้างในการบงการปัญหาของไต้หวันและคุกคามอธิปไตยและความปลอดภัยของจีนด้วยการอ้างว่าช่องแคบไต้หวันเป็นน่านน้ำสากล”

ทั้งนี้ UNCLOS ระบุว่า ประเทศต่างๆ สามารถอ้างสิทธิ์เหนือทะเลอาณาเขตไม่เกิน 12 ไมล์ทะเล (22 กิโลเมตร)จากชายฝั่ง ซึ่งประเทศชายฝั่งนั้นๆ ใอธิปไตยอย่างสมบูรณ์ และสามารถอ้างสิทธิ์ในน่านน้ำไม่เกิน 200 ไมล์ทะเลจากชายฝั่งเป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ซึ่งจะมีอธิปไตยเหนือห้วงน้ำและพื้นมหาสมุทร รวมทั้งทรัพยากรต่างๆ แต่ประเทศอื่นๆ ยังมีสิทธิ์ในการเดินเรือผ่านหรือบินเหนือน่านน้ำดังกล่าว

อย่างไรก็ดี UNCLOS ไม่ได้ระบุถึงนิยามของน่านน้ำสากล แต่คำนี้มักใช้อย่างไม่เป็นทางการในการเอ่ยถึงน่านน้ำที่อยู่นอกเหนือทะเลอาณาเขต หรือเอ่ยถึงพื้นที่นอกเหนือทะเลอาณาเขตที่ไม่ได้เป็นของประเทศหนึ่งประเทศใด

สหรัฐไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาดังกล่าว นอกจากการเดินเรือตามปกติผ่านช่องแคบไต้หวันโดยเรือเดินทะเลและเครื่องบินรบแล้ว กองทัพสหรัฐยังส่งเรือของตนไปยังเกาะและแนวปะการังที่จีนควบคุมอยู่เป็นประจำในทะเลจีนใต้ที่มีข้อพิพาท

มาร์ติน ไมเนอร์ส โฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐเผยกับ Bloomberg ว่า “สหรัฐจะยังคงบินผ่าน เดินเรือ และปฏิบัติการในทุกๆ ที่ที่กฎหมายระหว่างประเทศอนุญาต และนั่นรวมถึงการเดินทางผ่านช่องแคบไต้หวันด้วย”

ในเวลาต่อมาสำนักข่าว Reuters รายงานว่า โจแอนน์ โอว โฆษกกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันโต้กลับข้ออ้างของจีนว่า ช่องแคบไต้หวันคือน่านน้ำสากลและรัฐบาลไต้หวันสนับสนุนให้เรือรบสหรัฐเดินเรือผ่าน และว่าการแสดงความเห็นของจีนทำให้เกิดความเข้าใจผิด

โอวเผยกับผู้สื่อข่าวว่า “ช่องแคบไต้หวันคือน่านน้ำสากล และน่านน้ำนอกเหนือจากทะเลอาณาเขตของเราอยู่ภายใต้บังคับแห่งหลักกฎหมายระหว่างประเทศเรื่องเสรีภาพในทะเลหลวง” และกล่าวเสริมว่า ไต้หวันให้ความเคารพต่อการกระทำของเรือต่างประเทศในช่องแคบไต้หวันที่ปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอด รวมถึงการผ่านโดยสุจริต

Jason Waite/U.S. Navy/Handout via REUTERS

พบ ‘ดวงตาบนดาวอังคาร’ คาดเป็นแหล่งน้ำเมื่อ 4 พันล้านปีก่อน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685573

วันที่ 14 มิ.ย. 2565 เวลา 13:30 น.

พบ 'ดวงตาบนดาวอังคาร' คาดเป็นแหล่งน้ำเมื่อ 4 พันล้านปีก่อน

องค์การอวกาศยุโรปเผยภาพแอ่งปริศนาขนาดใหญ่บนดาวอังคาร คล้ายดวงตาแห่งซาฮารา

องค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency) หรือ ESA เผยแพร่ภาพถ่ายใหม่จากอวกาศที่ถ่ายโดยยานอวกาศ Mars Express พบแอ่งขนาดใหญ่บนพื้นผิวดาวอังคารที่มีลักษณะเหมือนลูกตา

พบ 'ดวงตาบนดาวอังคาร' คาดเป็นแหล่งน้ำเมื่อ 4 พันล้านปีก่อน

ภาพดังกล่าวถูกบันทึกเมื่อวันที่ 25 เม.ย. เผยให้เห็นแอ่งขนาดใหญ่ กว้าง 30 กิโลเมตร บนดาวอังคาร ทอดยาวไปในพื้นที่ที่เรียกว่า Aonia Terra ที่ราบสูงทางตอนใต้ของดาวอังคาร ขณะที่พื้นผิวบริเวณรอบๆ มีลักษณะเป็นร่อง คล้ายกับเส้นเลือดในตา ซึ่งคาดว่าน่าจะมีแหล่งน้ำไหลผ่านเมื่อประมาณ 3,500 – 4,000 ล้านปีก่อน

พบ 'ดวงตาบนดาวอังคาร' คาดเป็นแหล่งน้ำเมื่อ 4 พันล้านปีก่อน
พบ 'ดวงตาบนดาวอังคาร' คาดเป็นแหล่งน้ำเมื่อ 4 พันล้านปีก่อน

ขณะที่ภาพดังกล่าวได้รับความสนใจจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งกำลังเปรียบเทียบกับดวงตาแห่งซาฮารา (The eye of the Sahara) ในแอฟริกาตะวันตก

นอกจากนี้ ESA ยังกล่าวว่าภาพของแอ่งขนาดใหญ่แสดงให้เห็นสีต่างๆ บนพื้นผิวของดาวอังคาร แสดงให้เห็นว่าบริเวณนี้ของดาวอังคารประกอบด้วยวัสดุที่หลากหลาย โดยมีสีแดงอุ่นทางตอนใต้ และมีสีน้ำตาลเทาเข้มขึ้นบริเวณที่ใกล้กับแอ่ง

Our #WeekInImages 6-10 June https://t.co/GnnVIKuf7q pic.twitter.com/YYE7EnvOlF— ESA (@esa) June 12, 2022

Photo by ESA

นักเขียนเจ้าของผลงาน ‘วิธีสังหารสามี’ ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ฐานฆ่าสามีตัวเอง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685570

วันที่ 14 มิ.ย. 2565 เวลา 12:30 น.

นักเขียนเจ้าของผลงาน 'วิธีสังหารสามี' ถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ฐานฆ่าสามีตัวเอง

จำคุกตลอดชีวิต นักเขียนชาวอเมริกันฆ่าสามีตัวเอง พบเคยเขียนบทความ “วิธีการสังหารสามี”

BBC รายงานว่าเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. ผู้พิพากษาในรัฐโอเรกอนตัดสินจำคุกตลอดชีวิต แนนซี แครมป์ตัน โบรฟี (Nancy Crampton Brophy) นักเขียนนวนิยายรักโรแมนติกชาวอเมริกันวัย 71 ปี ฐานก่อเหตุยิงสามีจนเสียชีวิตเมื่อ 4 ปีก่อน

รายงานระบุว่าแนนซีสังหารแดเนียล ซี. โบรฟี สามีวัย 63 ปีของเธอที่คบหากันมานานกว่า 20 ปี เมื่อปี 2018 โดยใช้ปืนที่ซื้อมาจาก eBay เพื่อหวังเอาเงินประกันชีวิต 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 52.4 ล้านบาท มาจ่ายค่าจำนองบ้าน และถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆาตกรรมเมื่อเดือนที่แล้ว

คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างมากเพราะแนนซียังเป็นเจ้าของบทความ How to Murder Your Husband ที่เผยแพร่ทางออนไลน์เมื่อ 7 ปีก่อน ซึ่งว่าด้วยวิธีฆาตกรรมสามีหลากหลายวิธีตั้งแต่การใช้ปืน มีด ไปจนถึงยาพิษ

“การฆาตกรรมควรปลดปล่อยให้ฉันเป็นอิสระ แน่นอนว่าฉันไม่อยากใช้เวลาที่เหลือในคุก” แนนซีเขียนในบทความ

ไม่ใช่แค่วิธีการสังหารสามีเท่านั้นแต่บทความของเธอมีการไตร่ตรองถึงผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้น วิเคราะห์ผลดีผลเสียของการกระทำนั้นๆ เช่น “การใช้ยาพิษอาจไม่ดีนักเพราะมันจะทิ้งร่องรอยไว้ให้ตำรวจ” “การใช้มีดต้องเข้าประชิดตัวมาก ส่วนปืนก็มีเสียงดัง” “การหย่าร้างมีราคาแพง และอาจจะต้องแบ่งสมบัติกันด้วย”

“ในฐานะนักเขียนนิยายโรแมนติก-ระทึกขวัญ ฉันใช้เวลาไปกับการคิดถึงเรื่องฆาตกรรมอยู่บ่อยครั้ง ฉันคิดว่ามันอาจจะต้องถูกตำรวจจับ และฉันไม่อยากใช้เวลาที่เหลือในคุก พูดตรงๆ นะ ฉันไมชอบชุดนักโทษเลย”

แนนซียังเขียนในบทความว่า “เสียดายที่ตำรวจไม่ได้โง่ พวกเขาต้องสอบสวนคุณ เพราะฉะนั้นใจคุณต้องเด็ดเดี่ยวและฉลาดมากๆ”

ในตอนแรกผู้พิพากษาไม่นำบทความนี้มาประกอบการพิจารณาคดีของเธอ โดยให้เหตุผลว่าเป็นบทความที่เขียนไว้เมื่อหลายปีก่อนโดยเป็นส่วนหนึ่งของการสัมมนาด้านการเขียน แต่ภายหลังถูกแย้งว่าแนนซีมีแรงจูงใจในการสังหารสามีของเธอ เพราะทั้งคู่ประสบปัญหาด้านการเงิน และแนนซีก็ได้รับเงินประกันก้อนโตหลังการเสียชีวิตของสามี

นาธาเนียล สติลวอเตอร์ ลูกติดของแดเนียลกล่าวถึงแนนซีว่า “คุณเลือกที่จะโกหก โกง ขโมย และฆ่าคนที่รักคุณมากที่สุด ผมขอยืมคำจากงานเขียนคุณหน่อยนะ คุณมันเป็นภรรยาที่เลือกมาผิดจริงๆ” นาธาเนียลใช้คำว่า the wrong wife โดยอ้างถึงผลงานเรื่อง The Wrong Husband ของแนนซี

Photo by Handout / Multnomah County Sheriff’s Office / AFP

จีนดึงเทคโนโลยีฟื้นโฉมใบหน้าผู้คนยุคโบราณ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685568

วันที่ 14 มิ.ย. 2565 เวลา 11:58 น.

จีนดึงเทคโนโลยีฟื้นโฉมใบหน้าผู้คนยุคโบราณ

เมื่อความทันสมัยพบกับความเก่าแก่ของอารยธรรมจีน ผู้เชี่ยวชาญจีนดึงเทคโนโลยีฟื้นโฉมใบหน้าผู้คนยุคโบราณ

คณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยซีเป่ยในมณฑลส่านซีทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ประสบความสำเร็จในการฟื้นคืนลักษณะใบหน้าของผู้คนยุคจีนโบราณ โดยใช้เทคโนโลยีการสร้างกะโหลกและใบหน้าขึ้นมาใหม่ด้วยความช่วยเหลือจากคอมพิวเตอร์

เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยให้คณะนักวิจัยสามารถสร้างรูปลักษณ์ใบหน้าของหลี่ฉุย ผู้สืบเชื้อสายรุ่นที่ 5 ของหลี่ยวน จักรพรรดิผู้ทรงสถาปนาราชวงศ์ถัง (ปี 618-907) รวมถึงบุคคลอื่นๆ ในยุคราชวงศ์ฉิน (221-207 ปีก่อนคริสต์ศักราช)

หลี่คัง อาจารย์จากมหาวิทยาลัยฯ กล่าวว่า “ผลงานของเราขึ้นอยู่กับแบบจำลองทางสถิติและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ในการสร้างรูปลักษณ์ใบหน้าของผู้คนยุคจีนโบราณขึ้นมาใหม่ โดยผลงานของเรามีความแม่นยำกว่ารูปลักษณ์ของผู้คนยุคโบราณที่รังสรรค์โดยประติมากรและศิลปิน เราหวังว่าจะสามารถผสมผสานความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีล่าสุด เข้ากับการปกป้องมรดกทางวัฒนธรรมให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และทำให้เทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสำคัญในกระบวนการนี้”

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

กลาโหมจีนเตือนสหรัฐ เลี่ยงทำผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์-ประวัติศาสตร์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685559

วันที่ 14 มิ.ย. 2565 เวลา 10:57 น.

กลาโหมจีนเตือนสหรัฐ เลี่ยงทำผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์-ประวัติศาสตร์

เว่ยเฟิ่งเหอ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของจีน ระบุว่าการยืนกรานว่าจีนเป็นภัยคุกคาม ปฏิปักษ์ หรือแม้แต่ศัตรู จะเป็นความผิดพลาดครั้งประวัติศาสตร์และความผิดพลาดเชิงยุทธศาสตร์

เว่ยกล่าวสุนทรพจน์ ณ การประชุมด้านความมั่นคงประจำปี แชงกรี-ลา ไดอะล็อก (Shangri-La Dialogue) ครั้งที่ 19 ซึ่งจัดขึ้นที่สิงคโปร์ เมื่อวันอาทิตย์ (12 มิ.ย.)  ระบุว่าจีนคัดค้านการหยิบยกการแข่งขันมากำหนดความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีระหว่างจีนและสหรัฐฯ

ความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ อันมีเสถียรภาพมอบผลประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศและประชาคมระหว่างประเทศ ดังนั้น “การปะทะกันจึงไม่เป็นผลดีต่อจีนและสหรัฐฯ หรือนานาประเทศ”

เว่ยระบุว่าจีนเรียกร้องฝ่ายสหรัฐฯ ยุติการใส่ร้ายป้ายสีและสกัดกั้นจีน หยุดแทรกแซงกิจการภายในของจีน และเลิกทำร้ายผลประโยชน์ของจีน ความสัมพันธ์ระดับทวิภาคีจะไม่สามารถพัฒนาขึ้นได้ ยกเว้นฝ่ายสหรัฐฯ จะกระทำเช่นนั้น

ขณะเดียวกันเว่ยเสริมว่าโลกกำลังเผชิญวิกฤตนานัปการอย่างที่ไม่ค่อยพบเห็นในหน้าประวัติศาสตร์ และหนทางมุ่งสู่เบื้องหน้าคือการยึดมั่นและปฏิบัติตามลัทธิพหุภาคี รวมถึงสรรสร้างประชาคมที่มีอนาคตร่วมกันของมนุษยชาติ

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 0.75% หลังข้อมูลเงินเฟ้อส่งสัญญาณอันตราย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685555

วันที่ 14 มิ.ย. 2565 เวลา 10:31 น.

เฟดอาจขึ้นดอกเบี้ย 0.75% หลังข้อมูลเงินเฟ้อส่งสัญญาณอันตราย

ข้อมูลเงินเฟ้อที่รุนแรงและมุมมองที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในตลาดการเงินในวันจันทร์ เปิดประตูสู่การขึ้นอัตราดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้นเกินคาดถึง 0.75 จุด ในวันที่เจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐประชุมกันในสัปดาห์นี้

สำนักข่าวรอยเตอร์ – การขึ้นดอกเบี้ยถึง 3 ควอเตอร์เป็นการเคลื่อนไหวที่เจ้าหน้าเฟดบอกปัดมาตลอดเมื่อมีการประชุมสองวันใกล้เข้ามาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ตอนนี้พวกเขาอาจพร้อมที่จะนำมาใช้เพื่อตอบสนองต่อข้อมูลที่ยังไม่ได้แสดงความคืบหน้าในการควบคุมการเพิ่มขึ้นของระดับราคา จากการรายงานก่อนหน้านี้ของ Wall Street Journal มีความเป็นไปได้ที่จะมีความเคลื่อนไหวเซอร์ไพรส์จากเฟด

เจ้าหน้าที่เฟดไม่ได้แสดงความเห็นต่อสาธารณะตั้งแต่เริ่มช่วง “หมดไฟ” ก่อนการประชุมเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน และก่อนหน้านั้นกล่าวว่า พวกเขาเอนเอียงไปทางขึ้นอัตราดอกเบี้ยโดยตรงครั้งที่สองในการประชุมนโยบาย 14-15 มิถุนายน

แต่แนวโน้มดังกล่าวมีเงื่อนไขตามที่ประธานเฟดเจอโรม พาวเวลล์กล่าวในการแถลงข่าวเมื่อเดือนพฤษภาคมว่า “สภาพเศรษฐกิจและการเงินมีการพัฒนาในวงกว้างตามความคาดหวัง … ความคาดหวังคือเราจะเริ่มเห็นอัตราเงินเฟ้อแบบที่ว่า คือ ราบเรียบ”

แต่มันไม่ได้เป็นไปแบบนั้น

ข้อมูลของกระทรวงแรงงานของเดือนพฤษภาคมที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ แสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อราคาผู้บริโภคเร่งตัวขึ้นเป็น 8.6% แม้แต่มาตรวัดโดยอาศัย “ค่าเฉลี่ยที่ถูกตัดแต่ง” แล้วจากธนาคารกลางแห่งคลีฟแลนด์ที่เฟดใช้เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อก็เร่งตัวขึ้นเช่นกัน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าแรงกดดันด้านราคามีวงกว้างและไม่จำกัดเฉพาะกลุ่มสินค้าหรือบริการนอกกลุ่มที่ต้องจับตาซึ่งมีการขึ้นราคาสูงเป็นพิเศษ

ในขณะเดียวกัน ในวันศุกร์และวันจันทร์ มาตรวัดต่างๆ ของการคาดการณ์เงินเฟ้อได้เคลื่อนไปในทิศทางที่สวนทางกับเฟดที่กล่าวว่ามาตรการดังกล่าวมีความอ่อนไหวเป็นพิเศษต่อการสูญเสียการควบคุมจิตวิทยาสาธารณะเกี่ยวกับแรงกดดันด้านราคา

ตลาดตลอดวันจันทร์ปรับราคาใหม่อย่างรวดเร็ว โดยเทรดเดอร์ในสัญญาผูกติดอยู่กับอัตราเงินกองทุนของรัฐบาลกลาง เดิมพันกันไว้ในช่วงปลายวันจันทร์ว่าอาจจะมีการเพิ่มดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 3 ควอเตอร์ ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกครั้งใหญ่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 1994

จะไม่มีการตัดสินใจจนกว่าจะปิดการประชุมในวันพุธ และหลังจากการอภิปรายเต็มรูปแบบเกี่ยวกับความเสี่ยงที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้นอาจทำให้เศรษฐกิจตกต่ำ และความเสี่ยงที่การขึ้นดอกเบี้ยขนาดนั้นอาจกระทบต่อความน่าเชื่อถือของเฟดเองภายหลัง หลังจากที่เฟดผูกมัดตัวเองกับการเพิ่มขึ้นของดอกเบี้ย 0.50% ที่เฟดถือว่าเพียงพอแล้ว

ในอดีตเฟดเคยผลักดันการปรับราคาตลาดให้เหมาะสมกับความต้องการและใช้การเคลื่อนไหวของตลาดเป็นช่องทางเปิดในการปรับนโยบายของตนเอง

ในกรณีนี้ ข้อมูลที่เปลี่ยนแนวโน้มเงินเฟ้อจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ของเฟดถูกห้ามโดยกฎภายในไม่ให้พูดในที่สาธารณะว่าข้อมูลดังกล่าวส่งผลต่อแนวโน้มของพวกเขาอย่างไร

รายงานของสื่อหลายฉบับตามรายงานเบื้องต้นใน Wall Street Journal ก็ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ที่จะมีการขึ้นดอกเบี้ยครั้งใหญ่เช่นกัน และส่งผลให้ตลาดเริ่มเคลื่อนไหว โดยมีนักวิเคราะห์ที่มีชื่อเสียงหลายคนของเฟด รวมถึงผู้ที่อยู่ในสถาบันอย่าง JP Morgan และ Goldman Sachs เข้าร่วมด้วย 

Krishna Guha รองประธาน ISI Evercore บอกว่า “จนกว่าเราจะเห็นการชี้แจงอย่างไม่เป็นทางการบางอย่าง เราต้องปฏิบัติต่อรายงาน (อัตราเงินเฟ้อ) ราวกับว่ามันเป็นข้อมูลที่แท้จริง” เขาเคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยเพียง 0.50% เท่านั้น แต่ “ดูเหมือนว่าเราคิดผิด และ 75 มีแนวโน้มว่าจะเป็นไปได้ในสัปดาห์นี้”

Photo – Tom Williams/Pool via REUTERS/File Photo

เมื่อมหาอำนาจขัดแย้ง คลังแสงนิวเคลียร์โลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ครั้งแรกตั้งแต่สงครามเย็น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685504

วันที่ 13 มิ.ย. 2565 เวลา 17:39 น.

เมื่อมหาอำนาจขัดแย้ง คลังแสงนิวเคลียร์โลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ครั้งแรกตั้งแต่สงครามเย็น

คลังแสงอาวุธนิวเคลียร์บนโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น นอกจากนี้ความเสี่ยงของการใช้อาวุธดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษด้วย

เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. Reuters อ้างรายงานจากสถาบันวิจัยสันติภาพนานาชาติสตอกโฮล์ม (SIPRI) ว่าคลังแสงอาวุธนิวเคลียร์บนโลกมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นครั้งแรกหลังจากที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น นอกจากนี้ความเสี่ยงของการใช้อาวุธดังกล่าวก็เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษด้วย

SIPRI กล่าวว่าจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ทั่วโลกลดลงจาก 13,080 หัวในเดือนม.ค. 2021 มาเป็น 12,705 หัวเมื่อเดือนม.ค. 2022 โดยหัวรบประมาณ 3,732 หัวถูกนำไปใช้กับขีปนาวุธและเครื่องบิน ขณะที่ประมาณ 2,000 หัวอยู่ในสถานะเตรียมพร้อมสูง ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นของรัสเซียและสหรัฐ

แต่หลังจากที่รัสเซียเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อเดือนก.พ. ที่ผ่านมา และตะวันตกก็ให้การสนับสนุนด้านอาวุธแก่ยูเครน ได้เพิ่มความตึงเครียดให้แก่ 9 ประเทศที่ติดอาวุธนิวเคลียร์ ได้แก่ จีน ฝรั่งเศส อินเดีย อิสราเอล เกาหลีเหนือ ปากีสถาน รัสเซีย สหรัฐ และสหราชอาณาจักร

วิลเฟร็ด วาน ผู้อำนวยการโครงการ Weapons of Mass Destruction ของ SIPRI กล่าวว่า ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหมดกำลังยกระดับคลังอาวุธของตน และหลายประเทศเริ่มยกระดับบทบาทของอาวุธนิวเคลียร์ในยุทธศาสตร์ทางการทหารแล้ว

The 9 nuclear-armed states— , , , , , , , and —together possessed an estimated 12 705 warheads at the start of 2022. This marked a decrease from an estimated 13 080 at the beginning of 2021.Read more in #SIPRIYearbook 2022 ?? https://t.co/9CNPQ5uHnT pic.twitter.com/8TruDnXSLG— SIPRI (@SIPRIorg) June 12, 2022

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซียเองก็ได้สั่งการให้กองกำลังนิวเคลียร์ของประเทศมีความตื่นตัวในระดับสูง ไม่นานหลังจากที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน

ปูตินยังเตือนถึงผลที่จะเกิดขึ้น “อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในหน้าประวัติศาสตร์” สำหรับประเทศที่ขวางทางรัสเซีย

ทั้งนี้ รัสเซียเป็นประเทศที่มีคลังอาวุธนิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีหัวรบทั้งหมด 5,977 หัว ซึ่งมากกว่าสหรัฐประมาณ 550 หัว โดยทั้งสองประเทศมีหัวรบนิวเคลียร์คิดเป็นมากกว่า 90% ของทั้งโลก แม้ว่าจีนจะกำลังยกระดับคลังอาวุธนิวเคลียร์ของตน

ด้าน คิม จอง-อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ลั่นวาจาว่าเกาหลีเหนือจะเดินหน้าพัฒนาขีดความสามารถในการโจมตีที่น่าเกรงขามต่อไป เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการเผชิญหน้ากับจักรวรรดินิยมอเมริกาที่มาพร้อมอันตรายของสงครามนิวเคลียร์

ขณะที่ คิม ยอ-จอง น้องสาวของคิม จอง-อึน กล่าวว่าเกาหลีเหนือพร้อมที่จะใช้อาวุธนิวเคลียร์ถล่มกองทัพเกาหลีใต้หากถูกโจมตีก่อน “ในกรณีที่เกาหลีใต้เลือกที่จะเผชิญหน้าทางทหารกับเรา กองกำลังนิวเคลียร์ของเราจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

สเตฟาน เลิฟเวียน ประธานกรรมการบริหาร SIPRI และอดีตนายกรัฐมนตรีสวีเดนกล่าวว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจของโลกได้เสื่อมถอยลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาที่มนุษยชาติและโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายมากมาย ซึ่งสามารถแก้ไขได้โดยอาศัยความร่วมมือในระดับประชาคมโลกเท่านั้น”

Photo by KCNA/via REUTERS

Bitcoin ร่วงหลุด 25,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดในรอบ 18 เดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685518

วันที่ 13 มิ.ย. 2565 เวลา 16:50 น.

Bitcoin ร่วงหลุด 25,000 ดอลลาร์ ต่ำสุดในรอบ 18 เดือน

ตลาดคริปโตดิ่งหนัก Bitcoin ร่วงต่ำสุดในรอบ 18 เดือน

ในวันนี้ (13 มิ.ย.) Bitcoin ร่วงทะลุ 25,000 เหรียญสหรัฐสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 18 เดือน ท่ามกลางการเทขายอย่างต่อเนื่อวจากนักลงทุนที่หลีกเลี่ยงสินทรัพย์เสี่ยง ในขณะที่เศรษฐกิจอยู่ในช่วงชะลอตัว ด้วยภาวะเงินเฟ้อที่ทวีความรุนแรงขึ้น ท่ามกลางความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจขึ้นดอกเบี้ยถึง 0.75% หลังอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐพุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี

ประกอบกับภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ยืดเยื้อมาเกือบ 4 เดือน และการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศจีน

ขณะที่ธนาคารโลกเตือนว่าโลกกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดยหลายประเทศมีแนวโน้มที่จะเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย ตลอดจนเตือนถึงสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อพุ่ง (Stagflation) เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในยุค 1970

โดยในขณะนี้ราคาของ Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลอันดับหนึ่งของโลกร่วงลงประมาณ 9% อยู่ที่ 24,073 เหรียญสหรัฐ ซึ่งเป็นจุดที่ต่ำที่สุดในรอบ 18 เดือน นับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2020

ด้าน Ethereum คริปโตเคอร์เรนซีที่ใหญ่เป็นอันดับสองร่วงลงกว่า 12% สู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนก.พ. 2021 โดยขณะนี้อยู่ที่ 1,251 เหรียญสหรัฐ ขณะที่สกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ก็ลดลงเช่นกัน

แอนโทนี เทรนเชฟ ผู้ร่วมก่อตั้ง Nexo แพลตฟอร์มด้านคริปโตเคอร์เรนซีมองว่าหาก Ethereum ยังร่วงสู่ระดับ 1,200 เหรียญสหรัฐ ก็มีแนวโน้มว่า altcoins อื่นๆ จะแย่ลงไปด้วย

Photo by REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเงินเยนอ่อนค่าไม่หยุด และดิ่งที่สุดในรอบ 24 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/685505

วันที่ 13 มิ.ย. 2565 เวลา 14:51 น.

จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อเงินเยนอ่อนค่าไม่หยุด และดิ่งที่สุดในรอบ 24 ปี

ผลที่ตามมาของการลดลงของค่าเงินเยนสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 24 ปีคืออะไร อ่านได้จากการรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์

สำนักข่าวรอยเตอร์ – เงินเยนของญี่ปุ่นในสัปดาห์นี้ร่วงลงสู่ระดับเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ล่าสุดเมื่อต้นปี 2541 หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่แล้วร่วงลงถึงระดับต่ำสุดในรอบ 20 ปี 

การเคลื่อนไหวที่หนักหน่วงของเงินเยนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในประเทศเนื่องจากราคานำเข้าสินค้าที่ใช้เงินเยนซื้อมานั้นพุ่งขึ้นเป็นประวัติการณ์ทุกปี ทำให้เกิดแรงกดดันต่องบดุลครัวเรือน

เมื่อวันศุกร์ ธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นและรัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกแถลงการณ์ร่วมที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยครั้งนักว่าพวกเขาอาจเข้าแทรกแซงหากค่าเงินยังอ่อนแออยู่

จนถึงตอนนี้ ผลกระทบจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงยังมีเพียงเล็กน้อยสำหรับตลาดการเงินในวงกว้าง แต่นั่นอาจเปลี่ยนแปลงได้หากการเทขายออกเร็วขึ้น

ด้านล่างนี้คือคำถามสำคัญเกี่ยวกับความหมายของค่าเงินเยนที่มีต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและตลาดต่างประเทศ:

ทำไมเงินเยนถึงอ่อนค่า?

เยน ซึ่งเป็นสกุลเงินที่มีการซื้อขายมากที่สุดเป็นอันดับสามของโลกขณะนี้อยู่ใกล้ 134 ต่อดอลลาร์หลังจากเริ่มปี 2565 ที่ 115 โดยที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น 16% จนถึงปีนี้ เงินเยนอยู่ในทิศทางที่ลดลงประจำปีครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2556

จุดอ่อนส่วนใหญ่เกิดจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นระหว่างประเทศญี่ปุ่นและที่อื่นๆ

ในขณะที่ส่วนอื่นๆ ของโลกซึ่งนำโดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กำลังขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างจริงจังเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น ธนาคารแห่งชาติญี่ปุ่น (BOJ) กลับเพิ่มนโยบายผ่อนปรนของตน

ช่องว่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีกับอัตราผลตอบแทนในสหรัฐฯ อยู่ที่ 279 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง ขณะที่ส่วนต่างของอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรเยอรมันอยู่ที่ระดับสูงสุดในรอบ 8 ปี

เจ้าหน้าที่จะเข้าไปแทรกแซงหรือไม่?

พวกเขาพูดอย่างแน่นอนว่าพวกเขาอาจทำเช่นนั้น

เมื่อวันศุกร์ รัฐบาลญี่ปุ่นและธนาคารกลางกล่าวว่าพวกเขากังวลกับการร่วงลงอย่างรุนแรงเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งเป็นคำเตือนที่หนักแน่นที่สุดที่ถือเป็นส่งสัญญาณว่าทางการจะเข้าแทรกแซงได้

หลังจากการส่งซิก เงินเยนแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับต่ำสุดในรอบ 2 ทศวรรษ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เชื่อว่าการแทรกแซงที่แท้จริงน่าจะเป็นไปได้

เมื่อพิจารณาจากการพึ่งพาการส่งออกของเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นได้ให้ความสำคัญกับการควบคุมการขึ้นค่าเงินเยนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และใช้แนวทางปฏิบัติต่อค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง ซึ่งยากกว่าเพราะการซื้อเงินเยนทำให้ญี่ปุ่นต้องดึงทุนสำรองต่างประเทศจำนวนจำกัดมาใช้

ครั้งสุดท้ายที่ญี่ปุ่นเข้าแทรกแซงเพื่อสนับสนุนสกุลเงินของตนคือปี 2541 เมื่อวิกฤตการเงินในเอเชียทำให้เกิดเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็วจากภูมิภาคนี้ ก่อนหน้านั้น ทางการเข้าแทรกแซงเพื่อตอบโต้เงินเยนที่ร่วงลงในปี 2534-2535

การแทรกแซงของสกุลเงินมีค่าใช้จ่ายสูงและอาจล้มเหลวได้ง่ายเนื่องจากความยากลำบากในการแทรกแซงค่าเงินเยนในตลาดแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศทั่วโลก

สิ่งที่สามารถหยุดการ่อนค่าได้คือ?

แนวโน้มการเติบโตที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเปิดพรมแดนอีกครั้งหลังเกิดโควิด-19 และอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจเปลี่ยนจุดยืนของ BOJ

ราคาผู้บริโภคหลักของญี่ปุ่นในเดือนเมษายนสูงกว่าปีก่อนหน้า 2.1% ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ของ BOJ กำหนดไว้เป็นครั้งแรกในรอบเจ็ดปี

Francesca Fornasari หัวหน้าฝ่ายโซลูชั่นสกุลเงินของ Insight Investments กล่าวว่า “การอ่อนค่าของเงินเยนอาจหยุดลงได้หาก BOJ เปลี่ยนแนวทางและเปลี่ยนท่าทีเป็นสายเหยี่ยว (กระชับนโยบายการเงิน) 

สัญญาณใดๆ ที่ระบุว่าอัตราดอกเบี้ยนอกประเทศญี่ปุ่นกำลังพุ่งสูงขึ้นอาจกระตุ้นให้มีการบรรเทาการแข็งค่า ซึ่งยังไม่มีวี่แววว่าจะเป็นเช่นนั้น โดยอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ คาดว่าจะระดับสูงสุดที่ 3.5% ในช่วงกลางปี ??2023 ตามข้อมูลของตลาดฟิวเจอร์ส

เงินเยนที่อ่อนลงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่?

เงินเยนอ่อนค่าลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 7 ปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับเงินหยวนของจีน และกำลังแตะระดับต่ำสุดในรอบหลายปีเมื่อเทียบกับเงินวอนของเกาหลีและดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งน่าจะช่วยบรรเทาการขาดดุลการค้าของญี่ปุ่นที่เพิ่มขึ้นได้

บางคนเช่น John Vail หัวหน้านักยุทธศาสตร์ระดับโลกของ Nikko Asset Management กล่าวว่าความอ่อนแอของค่าเงินเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในการรักษาความสามารถในการแข่งขันในฐานะแหล่งที่ปลอดภัยของการกระจายความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน

การอ่อนค่าของเงินเยนยังช่วยกระตุ้นความน่าดึงดูดใจของตลาดหุ้นในหมู่นักลงทุนต่างชาติที่มองว่าค่าเงินเยนต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกา หุ้นญี่ปุ่นมีผลงานเหนือกว่าคู่แข่งในปี 2565 แม้ว่าจะยังคงลดลงเนื่องจากนักลงทุนทั่วโลกทิ้งสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูง

มันมีความหมายอย่างไรสำหรับตลาด FX?

เงินเยนเป็นสกุลเงินทางเลือกสำหรับนักลงทุนที่ทำการค้าขาย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกู้ยืมในสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนต่ำ เช่น เยน เพื่อลงทุนในสกุลเงินที่ให้ผลตอบแทนสูง เช่น ดอลลาร์สหรัฐหรือดอลลาร์แคนาดา

กลยุทธ์การยืมเงินในสกุลเงินเยนและการลงทุนในตะกร้าในระดับที่เท่ากันของดอลลาร์สหรัฐ ออสเตรเลีย และแคนาดาจะให้ผลตอบแทน 13% ในปี 2565 ตามข้อมูลของ Refinitiv

แต่ความเร็วของค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลงและคำถามเกี่ยวกับการแทรกแซงของผู้กำหนดนโยบายทำให้เกิดความไม่สบายใจในหมู่นักลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเดิมพันระยะสั้นกับค่าเงินเยนที่ใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน

ความผันผวนและความอ่อนแอเพิ่มเติมอาจบ่อนทำลายความน่าดึงดูใจของเงินเยนในฐานะสกุลเงินที่ใช้เป็นเงินลงทุนในตลาดอัตราแลกเปบี่ยนเงินตราต่างประเทศ (Funding Currency)

แล้วนักลงทุนในประเทศล่ะ?

ค่าเงินเยนอ่อนค่าลงทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นขยับลำบาก

อัตราผลตอบแทนสูงและเพิ่มขึ้นซึ่งทำให้พันธบัตรต่างประเทศน่าสนใจยิ่งขึ้น แต่นั่นก็หมายความว่าค่าใช้จ่ายในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนกำลังสูงขึ้นเช่นกัน

ดังนั้นนักลงทุนชาวญี่ปุ่นจึงมักจะสามารถจับผลตอบแทนที่สูงขึ้นได้หากพวกเขาซื้อพันธบัตรต่างประเทศโดยไม่ป้องกันความเสี่ยง

แต่ด้วยค่าเงินเยนที่ตกต่ำเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องยากสำหรับนักลงทุนที่จะเผชิญกับความเสี่ยงจากค่าเงินดังกล่าว เช่น เงินเยนที่แข็งค่าขึ้น แม้แต่การเลื่อนกลับไปที่ 115-120 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐเมื่อ 4 เดือนที่แล้วก็ยังจะกลืนกินผลตอบแทนที่ที่สั่งสมไว้หลายปีก่อนหน้านั้น

Source – Explainer: What are the consequences of the yen’s fall to a 20 (24)-year low?

Photo- REUTERS/Issei Kato