ไขข้อข้องใจ ทำไมยังต้องระวัง Omicron ทั้งที่รุนแรงน้อยลง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/673006

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 13:10 น.ไขข้อข้องใจ ทำไมยังต้องระวัง Omicron ทั้งที่รุนแรงน้อยลง‘โอมิครอน’ อาจรุนแรงไม่เท่าสายพันธุ์อื่น แต่มีหลายสาเหตุที่เราต้องระวังไม่ให้ติดเชื้อ

วันนี้ (14 ม.ค.) สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าแม้จะพบหลักฐานที่บ่งชี้ว่าโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็วก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยรุนแรงน้อยกว่าเมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้า แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่ามีสาเหตุหลายประการที่เราต้องระมัดระวังและป้องกันไม่ให้ติดเชื้อโอมิครอน

อาการป่วยหนักยังเกิดขึ้นได้

การวิจัยหลายฉบับระบุว่าโอมิครอนมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดอาการป่วยที่ไม่รุนแรงหรือไม่แสดงอาการ โดยส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบน มากกว่าที่เชื้อจะลงปอด ซึ่งทำให้อัตราการป่วยหนักและเสียชีวิตน้อยกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้านี้อย่างเดลตา

แต่ศักยภาพในการแพร่กระจายที่ไม่ธรรมดาของโอมิครอน ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากในหลายประเทศ หมายความว่าอาจมีผู้ที่เกิดอาการป่วยหนักมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลล่าสุดจากอิตาลีและเยอรมนีแสดงให้เห็นว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเข้าโรงพยาบาล ป่วยหนัก และเสียชีวิต

เสี่ยงแพร่เชื้อให้คนอื่น

อากิโกะ อิวาซากิ ซึ่งศึกษาด้านภูมิคุ้มกันไวรัสจากมหาวิทยาลัยเยลกล่าวว่าผู้ติดเชื้ออาจเกิดอาการป่วยเพียงเล็กน้อย แต่ยังสามารถแพร่เชื้อไปยังบุคคลอื่นได้ แม้ว่าจะมีแอนติบอดีจากการติดเชื้อครั้งก่อนหรือการฉีดวัคซีน รวมถึงอาจแพร่เชื้อไปยังคนที่มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการป่วยรุนแรง

ผลกระทบระยะยาวยังไม่มีใครรู้

การติดโควิด-19 สายพันธุ์ก่อนหน้านี้ แม้ว่าจะมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือฉีดวัคซีนแล้ว พบว่าผู้ป่วยบางเคสเกิดภาวะที่เรียกว่า “ลองโควิด” คือร่างกายยังคงไม่กลับคืนสู่ภาวะปกติแม้จะหายจากโควิด-19 และขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่แน่ชัดว่าผู้ติดเชื้อโอมิครอนมีโอกาสเกิดภาวะดังกล่าวมากน้อยเพียงใด

อิวาซากิ กล่าวว่าแม้โอมิครอนจะถูกประเมินว่าไม่รุนแรง แต่มันอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงที่ร่างกายอ่อนแอไปอีกเป็นเดือนหรือเป็นปีก็ได้

นอกจากนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าโอมิครอนจะมีภัยเงียบอื่นๆ หรือไม่ อย่างที่เคยเกิดขึ้นกับสายพันธุ์ก่อนหน้านี้ อาทิ ภูมิคุ้มกันทำลายตัวเอง ความบกพร่องของอสุจิ และการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ที่ผลิตอินซูลิน

ยารักษาไม่เพียงพอ

ยาที่จะใช้รักษาโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนยังมีจำกัด ขณะที่ยาแอนติบอดี 2 ใน 3 ตัวที่เคยใช้รักษาโควิด-19 ในระลอกที่ผ่านมาใช้ไม่ได้ผลกับสายพันธุ์โอมิครอน ส่งผลให้ยาที่ยังคงใช้ได้ผลคือโซโทรวิแมบ ( Sotrovimab) จาก GlaxoSmithKline ขาดตลาด เช่นเดียวกับยารักษาโควิด-19 ตัวใหม่อย่างแพกซ์โลวิด (Paxlovid) จาก Pfizer ที่พบว่ามีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อโอมิครอน

ผู้ป่วยล้นโรงพยาบาล

เดวิด โฮ ศาสตราจารย์ด้านจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว และผู้ที่ได้รับวัคซีนเข็มกระตุ้น ซึ่งไม่มีโรคประจำตัว เชื้อโอมิครอนไม่สามารถทำอันตรายได้มากนัก ถึงกระนั้นการที่มีผู้ติดเชื้อน้อยย่อมดีกว่า เนื่องจากโรงพยาบาลหลายแห่งรองรับผู้ป่วยเต็มขีดจำกัด เมื่อมีผู้ติดเชื้อเพิ่มเป็นจำนวนมาก

ขณะที่ผู้ติดเชื้อพุ่งจนทำลายสถิติ โรงพยาบาลหลายแห่งต้องเลื่อนการผ่าตัดหรือการรักษาอื่นๆ ที่ไม่ฉุกเฉินออกไป และในการแพร่ระบาดครั้งก่อนๆ โรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถรักษาผู้ป่วยเคสฉุกเฉินได้อย่างเหมาะสม

ติดเชื้อมาก = กลายพันธุ์มาก

อัตราการติดเชื้อที่มากขึ้นทำให้โอกาสที่ไวรัสจะกลายพันธุ์ยิ่งสูงขึ้น และไม่มีการรับประกันว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่จะมีความอันตรายมากหรือน้อยกว่าสายพันธุ์เดิม

“SARS-CoV-2 ทำให้เราประหลาดใจในหลายๆ ด้านในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และเราไม่มีทางคาดเดาวิถีการวิวัฒนาการของไวรัสนี้ได้” โฮกล่าว

โดยโอมิครอนเป็นโควิด-19 สายพันธุ์หลักลำดับที่ 5 และยังคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าไวรัสจะกลายพันธุ์ต่อไปหรือไม่ อย่างไร

ติดเชื้อตอนนี้ไม่ได้แปลว่าจะไม่ติดเชื้ออีก

แอนติบอดีที่ได้จากการติดเชื้อโอมิครอนจะป้องกันสายพันธุ์ใหม่ในอนาคตได้ดีเพียงใดเป็นเรื่องที่ยังไม่มีใครทราบ โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (CDC) เปิดเผยข้อมูลก่อนหน้านี้พบว่าผู้ที่หายจากโควิด-19 ระยะแรกมีแอนติบอดีที่สามารถต้านไวรัสสายพันธุ์ดั้งเดิมได้ แต่มีประสิทธิภาพน้อยลงเมื่อเจอสายพันธุ์ใหม่ๆ

นอกจากนี้ยังกล่าวว่าผู้ที่มีอาการป่วยเพียงเล็กน้อยมีโอกาสน้อยกว่าที่แอนติบอดีจะสามารถต้านไวรัสสายพันธุ์ใหม่ เมื่อเทียบกับผู้ที่ป่วยหนัก

ศาสตราจารย์ปีเตอร์ โฮเตซ นักวิจัยวัคซีนจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์เบย์เลอร์ มองว่าโอมิครอนซึ่งติดเชื้อไม่รุนแรงบริเวณทางเดินหายในส่วนบน ไม่น่าจะทำให้เกิดภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืน

Photo by ALEJANDRO PAGNI / AFP

หนุ่มมะกันเศร้าจู๋หด 1.5 นิ้วหลังติดโควิด หมอชี้เกิดขึ้นได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672997

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 12:29 น.หนุ่มมะกันเศร้าจู๋หด 1.5 นิ้วหลังติดโควิด หมอชี้เกิดขึ้นได้หนุ่มอเมริกันเจอผลข้างเคียงจาก Covid-19 พบอวัยวะเพศสั้นลง 1.5 นิ้ว

The New York Post รายงานว่า หนุ่มอเมริกันวัย 30 ปีรายหนึ่งเปิดเผยว่าเขาได้รับผลกระทบหลังจากติด Covid-19 โดยองคชาตหดสั้นลง 1.5 นิ้ว หรือ 3.81 เซนติเมตร ทำเอาเจ้าตัวเสียความมั่นใจเรื่องบนเตียงไปเลย

ชายหนุ่มรายนี้เขียนจดหมายเล่าประสบการณ์ของตัวเองในรายการพอดแคสต์ How To Do It ว่า “เมื่อเดือน ก.ค.ปีที่แล้วผมติด Covid-19 แล้วป่วยหนักมาก พออกจากโรงพยาบาลผมก็เริ่มมีปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัว อาการดีขึ้นเรื่อยๆ หลังเข้ารับการรักษา แต่ดูเหมือนจะมีอีกปัญหาที่น่าจะอยู่ยาว”

เขาเล่าต่อว่า “น้องชายผมสั้นลง ก่อนป่วยขนาดมันเกินมาตรฐานนะ ก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร แต่ใหญ่กว่าปกติแน่นอน แต่ตอนนี้น้องชายผมมันหดลงไปนิ้วครึ่ง กลายเป็นไซส์เล็กกว่ามาตรฐานอ่ะ”

หนุ่มรายนี้อ้างว่าแพทย์วินิจฉัยว่าปัญหาของเขาเกิดจากความเสียหายที่หลอดเลือดซึ่งเกิดจาก Covid-19 และเตือนว่าอาการนี้อาจจะอยู่ถาวร

“จริงๆ มันไม่ควรเป็นเรื่องใหญ่หรอก แต่มันส่งผลกับความมั่นใจในตัวเองสุดๆ ไหนจะเรื่องความสามารถบนเตียงอีก” ชายหนุ่มบอกในจดหมายที่เขียนมาขอคำแนะนำจากทางรายการ

แอชลีย์ วินเทอร์ แพทย์ระบบปัสสาวะในเมืองพอร์ตแลนด์ของสหรัฐอธิบายว่า การที่องคชาตเล็กลงหลังติด Covid-19 เป็นผลพวงจากภาวะความผิดปกติในการแข็งตัวของอวัยวะเพศ (erectile dysfunction) เมื่อองคชาตแข็งตัวไม่สุดเพราะได้รับเลือดไม่เต็มที่ มันอาจทำให้เกิดแผลเป็นที่อวัยวะเพศและทำให้มันสั้นลง ซึ่งอาจเป็นกรณีเดียวกันกับของชายคนนี้

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าให้ออกกำลังกายยืดองคชาต หรือใช้อุปกรณ์ปั๊มสุญญากาศ (penis vacuum) เพื่อให้เลือดไหลเข้าสู่องคชาตได้มากขึ้นและทำให้ความยาวกลับคืน

ทั้งนี้ แพทย์ระบบปัสสาวะหลายคนเคยออกมายืนยันก่อนหน้านี้แล้วว่า ภาวะโควิดลงองคชาตเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ทำให้หลอดเลือดได้รับความเสียหาย จนส่งผลให้ขนาดขององคชาตหดเล็กลง

ขณะที่มหาวิทยาลัยลอนดอนทำการศึกษาผู้ติด Covid-19 จำนวน 3,400 ราย พบว่า มีราว 200 รายที่เกิดผลข้างเคียงระยะยาวจากการติดเชื้อ และหนึ่งในนั้นคือการที่อวัยวะเพศหดสั้นลง แต่เกิดได้ยากกว่า

Photo by Oli SCARFF / AFP

***หมายเหตุ ด้านบนเป็นภาพประกอบข่าว

ไม่จบง่ายๆ WHO เล็งต่อเวลาภาวะฉุกเฉินโควิด-19

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672989

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 11:30 น.ไม่จบง่ายๆ WHO เล็งต่อเวลาภาวะฉุกเฉินโควิด-19อนามัยโลกเล็งต่อเวลาภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขโลกที่ดำเนินมาเกือบ 2 ปี

เว็บไซต์ Daily Sabah รายงานว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะขยายเวลาภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขระหว่างประเทศหรือไม่ หลังจากที่ประกาศใช้มาเกือบ 2 ปีแล้วเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งเป็นการแจ้งเตือนระดับสูงสุดที่องค์การอนามัยโลกสามารถกำหนดได้

ขณะที่เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกกล่าวว่าขณะนี้ทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 เฉลี่ยสัปดาห์ละประมาณ 50,000 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่มากเกินไป และยังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนเข็มแรก

ท่ามกลางการถกเถียงว่าโควิด-19 จะนับว่าเป็นโรคประจำถิ่นได้หรือยัง โดยนายกรัฐมนตรีเปโดร ซานเชซ ของสเปนสนับสนุนให้เปลี่ยนนิยามของโควิด-19 จาก “การระบาดใหญ่” (pandemic) มาเป็น “โรคประจำถิ่น” (endemic) เนื่องจากพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตที่ลดลง

ทว่า ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งรวมถึงมาเรีย ฟาน เคอร์โฮฟ ผู้เชี่ยวชาญด้านไวรัสโคโรนาขององค์การอนามัยโลก และแคทเธอรีน สมอลวูด เจ้าหน้าที่อาวุโสขององค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคยุโรป มองว่าท้ายที่สุดแล้วโควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้

เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ไวรัสยังคงพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความท้าทายใหม่ๆ อยู่เสมอ ซึ่งนิยามของโรคประจำถิ่นนั้นจำเป็นต้องมีการแพร่เชื้อที่เสถียรและคาดเดาได้ อย่างเช่น ไข้หวัดใหญ่

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลกถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าประกาศภาวะฉุกเฉินล่าช้าจนเกินไป หลังจากที่มีรายงานผู้ติดเชื้อรายแรกในจีนเมื่อปี 2019

โดยองค์การอนามัยโลกประกาศภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขทั่วโลกเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2020 ซึ่งเชื้อได้แพร่กระจายไปราว 21 ประเทศแล้ว ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อนอกประเทศจีนนับ 100 ราย

ตั้งแต่นั้นมา มีรายงานการติดเชื้อมากกว่า 308 ล้านรายและผู้เสียชีวิตเกือบ 5.5 ล้านรายทั่วโลก

Photo by Indranil MUKHERJEE / AFP

วังอังกฤษถอดยศ-ฐานันดรเจ้าชายแอนดรูว์เซ่นคดีล่วงละเมิดทางเพศ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672984

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 10:29 น.วังอังกฤษถอดยศ-ฐานันดรเจ้าชายแอนดรูว์เซ่นคดีล่วงละเมิดทางเพศเจ้าชายแอนดรูว์ถูกถอดยศและฐานันดรศักดิ์ เตรียมสู้คดีล่วงละเมิดทางเพศในฐานะสามัญชน

สำนักพระราชวังบักกิงแฮมเผยแพร่แถลงการณ์เรื่องการถอดยศทางการทหารและฐานันดรศักดิ์เจ้าฟ้าของเจ้าชายแอนดรูว์ว่า ด้วยความเห็นชอบของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 ยศทางทหารและหน่วยงานการกุศลทุกแห่ง ที่อยู่ภายใต้พระอุปถัมภ์ของเจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก กลับคืนสู่สมเด็จพระราชนินีนาถเอลิซาเบธที่ 2

โดยหลังจากนี้เจ้าชายแอนดรูว์จะไม่ใช้ตำแหน่งเจ้าฟ้า (His Royal Highness) ในงานที่เป็นทางการ และจะสู้คดีล่วงละมิดทางเพศในศาลสหรัฐในฐานะสามัญชน

ความเคลื่อนไหวจากสำนักพระราชวังเกิดขึ้นหลังจากศาลในนิวยอร์กมีคำพิพากษายกคำร้องของเจ้าชายแอนดรูว์ให้ยกคำฟ้องคดีแพ่งที่ เจอร์จิเนีย จุฟฟรี วัย 38 ปีกล่าวหาว่าเจ้าชายแอนดรูว์ล่วงละเมิดทางเพศในปี 2001 ขณะที่เธออายุ 17 ปี

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาเจ้าชายแอนดรูว์ทรงปฏิเสธข้อกล่าวหานี้มาโดยตลอด ขณะที่สำนักพระราชวังบักกิงแฮมระบุว่าจะไม่แสดงความคิดเห็นต่อคดีความที่กำลังเดินอยู่นี้

ภาพถ่ายซึ่งไม่ระบุวันที่และสถานที่ซึ่งเผยแพร่โดยศาลแขวงสหรัฐในเขตนิวยอร์กใต้เป็นภาพของเจ้าชายแอนดรูว์ เวอร์จิเนีย จุฟฟรี และกิสเลน แม็กซ์เวลล์ (จากซ้ายไปขวา) Photo by Handout / US District Court – Southern District of New York (SDNY) / AFP

Steve Parsons/PA Wire/Pool via REUTERS/File Photo

สนใจไหม? หนุ่มญี่ปุ่นรับจ้างอยู่เฉยๆ โกยเงินหลักแสนต่อเดือน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672946

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 10:19 น.สนใจไหม? หนุ่มญี่ปุ่นรับจ้างอยู่เฉยๆ โกยเงินหลักแสนต่อเดือนเมื่อประเทศเต็มไปด้วยคนเหงา การนั่งเฉยๆ เป็นเพื่อนใครสักคนจึงเป็นอาชีพที่ได้รับความนิยม

โชจิ โมริโมโตะ หนุ่มญี่ปุ่นวัย 38 ปีจากโตเกียวคนนี้หาเงินด้วยการรับจ้าง “อยู่เฉยๆ” โดยเสนอตัวเองไปอยู่เป็นเพื่อนลูกค้าในกิจกรรมต่างๆ หรือเป็นที่รับฟังความในใจของลูกค้าที่ไม่สามารถระบายกับใครได้ และเขาได้เงินจากการอยู่เฉยๆ ถึงหลักแสนทุกเดือน

โชจิ ริเริ่มงานแปลกนี้หลังจากที่เขาตกงานในปี 2018 โดยสร้างบัญชีบน Twitter ชื่อ Do Nothing Rent-a-Man หรือบริการรับจ้างอยู่เฉยๆ สำหรับผู้ที่กำลังต่อสู้กับความเหงา หรือมีเรื่องในใจที่ไม่สามารถระบายกับใครได้ ซึ่งก็เป็นบริการที่ได้รับความนิยมมากทีเดียว และขณะนี้เขามีผู้ติดตามมากกว่า 200,000 คน

จนถึงขณะนี้โชจิให้บริการลูกค้ามาแล้วมากกว่า 3,000 คน โดยมีผู้จ้าง 2 ถึง 3 คนต่อวัน คิดค่าจ้างครั้งละ 10,000 เยน และค่าอาหาร ค่าเดินทาง แยกต่างหาก

ลูกค้าหลายคนใช้บริการโชจิเพื่อแก้เบื่อ แก้เหงา โดยจ่ายเงินจ้างเขาเพื่อให้มีเพื่อนในการทำกิจกรรมต่างๆ อาทิ กินข้าว เดินเล่น ช้อปปิ้ง ไปจนถึงเรื่องซีเรียสอย่างการรับฟังคำสารภาพการฆาตกรรมโชจิก็ทำมาแล้ว

โชจิเล่าว่าเขาพบเจอกับลูกค้าและสถานการณ์ที่หลากหลาย บางคนก็โดดเดี่ยว บางคนไม่กล้าไปไหนคนเดียว บางคนต้องการใครสักคนที่จะแบ่งปันความประทับใจของพวกเขา อย่างการฟังเขาเล่นดนตรี หรือแบ่งปันเค้กวันเกิด

แม้ว่าจะเจอลูกค้ามามากแต่ก็มีอีกมากเหมือนกันที่โชจิปฏิเสธไม่รับงาน เช่น จ้างทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า ถ่ายภาพนู้ด และเป็นเพื่อนกับใครสักคนจริงๆ

โชจิกล่าวกับ CBS ว่าเขาจะไม่ผูกมิตรกับลูกค้า และไม่เป็นฝ่ายชวนลูกค้าคุยก่อน “ผมถูกจ้างให้อยู่เฉยๆ หมายความว่าผมจะไม่พยายามทำอะไรเลย ไม่เป็นฝ่ายชวนคุย เพียงแค่กิน ดื่ม และตอบบทสนทนาของลูกค้านิดหน่อย แค่นั้นแหละ”

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นประสบปัญหาในการจัดการความเหงาและความโดดเดี่ยวทางสังคม โดยในปี 2020 พบว่ามีอัตราการฆ่าตัวตายที่เพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 11 ปี และมีการแต่งตั้ง “รัฐมนตรีกระทรวงความเหงา” เพื่อช่วยแก้ไขปัญหา

ที่มา: Business InsiderThe IndependentNews18

ภาพ: @morimotoshoji/Twitter

คำเตือนจากอังกฤษ เงินดิจิทัลบั่นทอนเสถียรภาพทางการเงิน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672953

วันที่ 14 ม.ค. 2565 เวลา 09:00 น.คำเตือนจากอังกฤษ เงินดิจิทัลบั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินขณะที่หลายประเทศเตรียมออกสกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติ (CBDC)

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 13 ม.ค. ฝ่ายนิติบัญญัติของสหราชอาณาจักรเตือนว่าเงิน “ปอนด์ดิจิทัล” อาจส่งผลเสียต่อเสถียรภาพทางการเงิน เพิ่มต้นทุนของสินเชื่อ และกระทบต่อความเป็นส่วนตัว

หลังจากที่ธนาคารกลางและกระทรวงการคลังของสหราชอาณาจักรกล่าวเมื่อเดือนพ.ย. ปีที่แล้วว่าจะจัดให้มีการปรึกษาหารือในปีนี้เกี่ยวกับทิศทางของสกุลเงินดิจิทัลที่ออกโดยธนาคารกลาง (CBDC) หรือปอนด์ดิจิทัล ซึ่งอาจเปิดตัวหลังปี 2025

รายงานระบุว่าขณะนี้ธนาคารกลางทั่วโลกเร่งดำเนินการเกี่ยวกับ CBDC เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ภาคเอกชนครองอำนาจในการชำระเงินทางดิจิทัล หลังจากที่คริปโตเคอร์เรนซีกลายเป็นที่นิยมในกระแสหลักมากขึ้น และการใช้เงินสดลดลง

ทว่า ฝ่ายนิติบัญญัติของสหราชอาณาจักรให้ความเห็นว่าปอนด์ดิจิทัลอาจทำให้ผู้คนย้ายเงินสดจากธนาคารพาณิชย์ไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางการเงินในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจตกต่ำ และเพิ่มต้นทุนในการกู้ยืม นอกจากนี้อาจเป็นอันตรายต่อความเป็นส่วนตัว

ในวันเดียวกันมีรายงานว่าธนาคารสวิตเซอร์แลนด์ประสบความสำเร็จในการทดสอบการชำระเงินด้วยสกุลเงินดิจิทัลในการทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับธนาคารพาณิชย์ 5 แห่ง ซึ่งนับว่าเป็นอีกหนึ่งก้าวสู่การออกสกุลเงินดิจิทัลของประเทศ

ก่อนหน้านี้เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่าในอีกไม่นานจะมีการเปิดตัว “ดอลลาร์ดิจิทัล” สกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลาง (CBDC) แต่ยืนยันว่าจะยังคงมีพื้นที่สำหรับเหรียญที่ออกโดยเอกชนให้สามารถแข่งขันควบคู่ไปกับสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลางได้

ทั้งนี้ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่า CBDC มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยจะช่วยให้ทุกคนสามารถเข้าถึงระบบการเงินและทำธุรกรรมได้โดยไม่ต้องใช้บัญชีธนาคาร เพิ่มความยืดหยุ่นในภาคธุรกิจ และถ่วงอำนาจสินทรัพย์ดิจิทัลอื่นๆ ของเอกชนซึ่งควบคุมได้ยากและเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการเงิน

อย่างไรก็ตามข้อเสียของ CBDC คืออาจทำให้ประชาชนพากันย้ายเงินจากธนาคารพาณิชย์ไปยังกระเป๋าเงินดิจิทัล ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสี่ยงมากเมื่อเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ และเป็นการเพิ่มภาระแก่ธนาคารกลางที่ต้องแบกรับความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายในการออก CBDC นอกจากนี้หากเกิดข้อผิดพลาดทางไซเบอร์ก็จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางเองด้วย

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration//File Photo

ท้าวเวสสุวรรณ ให้หวยรวยทรัพย์ จริงหรือ?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672960

วันที่ 13 ม.ค. 2565 เวลา 21:25 น.ท้าวเวสสุวรรณ ให้หวยรวยทรัพย์ จริงหรือ?สำรวจแนวคิดเรื่อง “ท้าวเวสสุวรรณ” จากความเชื่อในไทยและต่างประเทศ อะไรใหม่ อะไรเดิม อะไรปลอมแปลง?

คติเรื่อง “ท้าวเวสสุวรรณ” ตอนนี้แตกแขนงเป็นความเชื่อว่าท่านให้โชคลาภ ใบ้หวย ช่วยปลดทรัพย์ กลายเป็น “ลัทธิอุปโลกน์เจ้าพ่อ ขอให้รวย” ที่ดาษดื่นในสังคม เช่น กระแสก่อนหน้านี้ที่แรงมากแต่ตลาดวายไปอย่งรวดเร็วคือกรณีไอ้ไข่

ท้าวเวสสุวรรณนี้ที่จริงต้องเรียกว่า “ท้าวเวสวัณ” ตามที่ปรากฏในพระบาลีคือพระไตรปิฎกและอรรถกถาปกรณ์ต่างๆ คำว่า “เวสสุวรรณ” เป็นการลากเข้าความสะดวกปากของคนไทย ซึ่งไม่ได้ลากเสียงให้เรียกง่ายตามจริตตนเท่านั้น แต่ยังสร้างความเชื่อใหม่ๆ เรื่องท้าวเวสวัณให้สะดวกกับนิสัยของคนไทยด้วย นั่นคือเรื่องตั้งเจ้าพ่อเพื่อขอให้รวย

ดังที่บางวัดตั้งฉายานามให้ท่านเสียใหม่ว่า “ท้าวปลดหนี้”

ว่ากันตามเนื้อผ้าท้าวเวสวัณในพระไตรปิฎกเป็นหนึ่งในสี่จตุโลกบาลหรือจาตุมหาราช คือหัวหน้าเทพในระดับ “มหาราช” ชั้นจาตุมหาราชิกาทั้ง 4 องค์ ที่มีหน้าที่รักษาทิศทั้ง 4 และควบคุมกำลังพลเทพ อสูร คนธรรพ์ นาค (ในภาษาจีนเรียกว่าแปดเทพอสูรมังกรฟ้า คืออมนุษย์ทั้ง 8 เหล่าตามคติพุทธศาสนา)

ท้าวเวสวัณ ประจำรักษาโลกด้านทิศเหนือ ทำหน้าที่ปกครองยักษ์ หากใครเคยได้ยินพิธีกรรมที่เรียกว่า “สวดภาณยักษ์” มาก่อน ขอให้ทราบว่าผู้ที่กราบทูลพระพุทธเจ้าให้สวดคือท้าวเวสวัณนั่นเอง โดยกราบทูลว่ายักษ์บางเหล่าก็เป็นยักษ์พาล ไม่พอใจที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้รักษาศีล บางเหล่าก็เป็นยักษ์ดีมีคุณธรรม มีความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พวกยักษ์พาลนี้ท้าวเวสวัณท่านเกรงว่าจะมาก่อกวนผู้นับถือพุทธศาสนา

ดังนั้น ท้าวเวสวัณจึงกราบทูลว่า “ขอพระผู้มีพระภาคจงทรงเรียนการรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะเพื่อให้ยักษ์พวกนั้นเลื่อมใส คุ้มครอง เพื่อรักษา เพื่อไม่เบียดเบียน เพื่ออยู่สำราญของอุบาสกอุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณีทั้งหลายเถิด พระพุทธเจ้าข้า”

“การรักษาอันชื่อว่าอาฏานาฏิยะ” ที่ว่านี้คือ “อาฏานาฏิยสูตร” นั่นเองซึ่งท้าวเวสวัณถวายแก่พระพุทธเจ้าเพื่อให้พุทธบริษัทได้เรียนไว้ ไว้สวดสาธยาย หากพบกับอมนุษย์ที่เป็นลูกน้องท้าวเวสสวัณคือพวกยักษ์ที่เป็นอันธพาลจะได้ใช้พระสูตรนี้สวดปราบ จึงเรียกกันว่า “ภาณยักษ์”

โดยคำว่า “ภาณ” หมายถึง หมวดหมู่หนึ่ง คือหมวดหมู่การเรียบเรียงบทสวด หมวดทั้งหมดเรียกว่า “ภาณวาร” คือกลุ่มบทสวดมนต์หรือพระสูตรที่เรียบเรียงไว้สวดในงานพระราชพิธีหรืองานมงคลพิธีต่างๆ

ถ้าตามพระไตรปิฎกนี้จะเห็นว่าท้าวเวสวัณมีหน้าที่ควบคุมพวกยักษ์ ซึ่งมีทั้งที่ดีและไม่ดี บางครั้งพวกอันธพาลยักษ์ไปทำเกเรกับพุทธบริษัทรอดหูรอดตาท่าน ท่านจึงสอน “ภาณยักษ์” เอาไว้ปราบพวกมัน โดยอ้างชื่อของเจ้านายยักษ์คือท้าวเวสวัณนั่นเอง หากได้ยินชื่อหัวหน้าแล้วยังซ่าก็เห็นจะเจอดี

แต่ว่ากันตามหลักศาสนวิทยา (การศึกษาที่มาที่ไปและความเชื่อทางศาสนา) ท้าวเวสวัณในศาสนาพุทธ (ในพุทธศาสนามหายานเรียกว่าไวศฺรวณหรือพระไพศรพณ์) เป็นองค์เดียวกับเทพกุเวร/กุเพรในศาสนาพระเวทคือศานาฮินดูในปัจจุบัน

ท้าวกุเวรเป็นกึ่งยักษ์กึ่งเทพ เป็น “ทิกปาล” คือผู้รักษาทิศเหนือ และเป็น “โลกปาล” คือผู้รักษาโลก ที่เรียกว่า “กุเวร” เพราะทรงมีรูปลักษณ์เป็นคนแคระ พุงพลุ้ย คำว่ากุเวรในภาษาสันสกฤตนั้นแปลว่า ผิดรูป หรือไม่สมส่วน

บ้างก็ว่ากุเวร/กุเพรมาจากรากศัพท์ว่า กุมพะ แปลว่า ปกปิด คำนี้ดูจะเข้ากับคำพรรณนาที่คัมภีรณ์ศตปถะ พราหมณะ ในคัมภร์หมวดอาถรรพเวทเรียกท่านว่าเป็นเจ้าแห่งโจร และอาชญากร เป็น “นายผี” (ภูเตศ) เจ้าแห่งรากษสหรืออสูรกินเนื้อ (รากษัสอธิปติ) เป็นเจ้าแห่งยักษ์ (ยักษปติ)

ศาสนาพระเวทนั้นมีวิวัฒนาการต่อเนื่อง ดังนั้นเทพเจ้าเคยมีหน้าที่หนึ่งก็อาจไปรับอีกหน้าที่หนึ่งได้เมื่อเวลาผ่านไป อย่างท้าวกุเวรเคยเป็นเจ้าแห่งโจร ในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์กำหนดใหม่ให้ท่านเป็นเทพผู้อุปถัมภ์พ่อค้าวาณิชย์ ในคัมภีร์วิษณุธรรโมตตระ ปุราณะ ยกให้ท่านเป็นเทพแห่ง “อรรถะ” คือความมั่งคั่ง ทรัพย์ และเกียรติยศ ดังมีฉายานามของท่านอีกอย่างว่า “ธนาธิปติ” (เจ้าแห่งความมั่งคั่ง) และ “ธนทะ” (ผู้มอบความมั่งคั่ง)

ดูเผินๆ อาจจะงงว่าเหตุใดเทพแห่งยักษ์ร้าย ผีร้าย เจ้าแห่งโจรและคนชั่ว กลายเป็นเทพแห่งความมั่งคั่งได้อย่างไร? อาจเป็นเพราะเดิมนั้นความมั่งคั่งซุกซ่อนเอาไว้ (ดังรากศัพท์ความหมายของชื่อกุเพร) อีกทั้งโจรและผีสางบางตนรู้ดีว่าทรัพย์ถูกเก็บซ่อนไว้ที่ใด บ้างอาจจะถูกสาปให้เฝ้าทรัพย์ หรือหวงทรัพย์จนตัวตายกลายเป็นผีเฝ้าทรัพย์ ดังนั้นผู้เป็นนายแห่งผี รากษส ยักษ์ และโจรย่อมต้องรู้ดีว่าทรัพย์อยู่ที่ไหนและได้มาอย่างไร

ถามว่าทำไมต้องไปซ่อนทรัพย์เอาไว้? เพราะสมัยก่อนนั้นไม่มีธนาคาร วิธีรักษาทรัพย์สมบัติคือเอาไปซุกในดินบ้างในซอกหลืบของเรือนบ้าง ดังนั้นการมีทรัพย์สินในสมัยก่อนต้องมาพร้อมกับการซุกซ่อน

นอกจากผีร้ายและยักษ์ที่เป็นบริวารของท้าวกุเวรแล้วยังมีอมนุษย์ที่เรียกว่า “คุหยกะ” แปลว่าพวกที่ซุกซ่อน ไม่ต้องถามว่าซ่อนอะไรถ้าไม่ใช่ความมั่งคั่ง

นอกจากท้าวกุเวรยังรวยทรัพย์แล้ว พระเทวีของพระองค์ยังมีชื่อเป็นมงคลด้วยคือ “ภัทรา” (โชคดี) และ “ฤทธิ” (สัมฤทธิ์ผล) ดังนั้น ผู้คนในศาสนาฮินดูจึงไหว้พลีท้าวกุเวรเพื่อช่วยบันดาลทรัพย์

โดยที่ท้าวกุเวรเป็นองค์เดียวกับท้าวเวสวัณ/พระไพศรพณ์กับในศาสนาพุทธ ในคติความเชื่อพุทธศาสนาในประเทศอื่นๆ เช่นญี่ปุ่น จึงถือว่าท้าวเวสวัณ/พระไพศรพณ์ช่วยเกื้อหนุนความมั่งคั่งด้วย

ในญี่ปุ่นท้าวเวสวัณ/พระไพศรพณ์ หรือที่เรียกที่นั่นว่า “บิฌะมงเท็ง” มาจากภาษาจีนว่า “ผีซาเหมินเทียน” คำว่า ผีซาเหมินและบิฌะมงนี่ก็เพี้ยนมาจากคำว่าไพศรพณ์นั่นเอง

พระสูตรมหายานมีสูตรหนึ่งชื่อว่า “ไวศฺรวณเทวราชปุณฺยสูตร” ญี่ปุ่นเรียกว่า “บิฌะมงเท็นโนโกโตะกุเกียว” พรรณนาคุณานิสงส์ของการบูชาบิฌะมงเท็งเอาไว้ว่ามี “โชคลาภ” อย่างไรบ้างและจะบูชาอย่างไรจึงจะได้ผล

ด้วยเหตุนี้กระมัง บิฌะมงเท็งจึงถือเป็นหนึ่งใน “เทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้งเจ็ด (ชิจิฟุกุจิน)” ซึ่งมีทั้งเทพท้องถิ่นในศาสนาชินโตและเทพในศาสนาฮินดู/พุทธ การบูชาบิฌะมงเท็งในฐานะเทพแห่งความมั่งคั่งเริ่มต้นในยุคกลางของญี่ปุ่นโดยแต่แรกไม่ได้รวมอยู่ในกลุ่มเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้งเจ็ด แต่ในปลายยุคมุโรมะจิ (ราวปลายศศตวรรที่ 16) จึงถูกรวมเป็นหนึ่งในเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้งเจ็ด ในสมัยเอโดะ (ศตวรรษที่ 17 – 19) ชาวญี่ปุ่นเชื่อบูชาท่านแล้วจะให้คุณในด้านเล่นการแข่งขันหรือการพนัน

ปัจจุบันคนญี่ปุ่นก็ยังบูชาท่านในฐานะเทพเจ้าแห่งโชคลาภทั้งเจ็ดอยู่

แต่ก็เช่นเดียวกับในอินเดียที่ท้าวกุเวร/เวสวัณเดิมเป็นเทพแห่งโจรและคนร้ายต่อมาเป็นเทพของพ่อค้าและความมั่งคั่ง เดิมทีนั้นในญี่ปุ่นบูชาบิฌะมงเท็งในฐานะเทพแห่งสงคราม คตินี้น่าจะเริ่มตั้งสมัยองค์ชายโฌโตะกุ ผู้วางรากฐานพุทธศาสนาในญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 6 – 7

ในยุคนั้นชาวญี่ปุ่นบางกลุ่มยังตั้งตัวต่อต้านศาสนาพุทธและยั่งบั่นทอนเสถียรภาพของราชสำนัก องค์ชายโชโตกุจึงทำการปราบปราม เล่ากันว่าก่อนที่พระองค์จะทำศึกนั้นบิฌะมงเท็งมาปรากฏตัวบอกวิธีเอาชนะฝ่ายตรงข้าม เมื่อทรงทำศึกยังได้นิมิตแห่งชัยชนะจากท้าวจาตุมหาราชิกา (หนึ่งในนั้นคือบิฌะมงเท็ง) หลังจากชนะศึกปราบฝ่ายต่อต้านพุทธศาสนาแล้ว จึงทรงสร้างวัดขึ้นชื่อว่าวัดชิเท็นโนจิ (วัดท้าวจาตุมหาราชิกา) ยังมีอยู่ใน จ. โอซาก้าจนถึงทุกวันนี้ อีกวัดสร้างถวายบิฌะมงเท็งโดยเฉพาะ คือวัดโจโกซนชิจิ ใน จ. นาระ

ความเชื่อนี้น่าจะสืบทอดมาถึงยุคสงครามกลางเมืองศตวรรษที่ 16 หรือยุคเซ็งโงกุ เป็นยุคที่ขุนศึกในญี่ปุ่นตั้งตนเป็นเจ้าแคว้นห้ำหั่นกัน ต้องทำสงครามอยู่ตลอดเวลา จึงต้องมีเทพเอาไว้คอยยึดเหนี่ยวจิตใจ และบิฌะมงเท็งก็ดูเหมาะที่สุดเพราะรูปเคารพของบิฌะมงเท็งบางปางนั้นทำรูปสวมเกราะศึกและหมวกศึก มือถือตรีศูล เรียกว่าปาง “โทบัตสึ บิฌะมงเท็ง”

นอกจากจะมีหลายชื่อ ทั้ง เวสสุวรรณ เวสสวัณ ไวศฺรวณ ไพศรพณ์ กุเวร กุเพร บิฌะมงเท็ง ทะมงเท็ง ฯลฯ เทพองค์นี้ยังมีฟังก์ชั่นมากมาย ตั้งแต่เป็นเจ้าแห่งผี เจ้าแห่งยักษ์ เจ้าแห่งโจร เจ้าแห่งพ่อค้า เจ้าแห่งโภคทรัพย์ เจ้าแห่งสงคราม ฯลฯ

ดังนั้น ผู้ศรัทธาเชื่อถือจะบูชาท่านในฐานะใดก็ได้ จะได้ผลหรือไม่ก็แล้วแต่เมตตาของเทพเจ้าและบุญทำกรรมแต่งของแต่ละคน

สำหรับชาวพุทธที่ใฝ่ธรรมะนั้นแม้ไม่แสวงหาคุณจากท้าวเวสสุวรรณในด้านโชคลาภ ก็สามารถระลึกได้ว่าท่านเป็น “ไวศฺรวณ” (จีนและญี่ปุ่นแปลว่า ตัวเหวินเทียน/ทะมงเท็ง) แปลว่า ผู้สดับฟังมาก

หมายความว่าท่านเป็นผู้ฟังธรรมมาก เพราะคอยอารักขาพระพุทธเจ้าในยามทรงแสดงธรรม ทำให้ท่านย่อมมีความรู้เรื่องธรรมะมากไปด้วย

นี่คือคุณสมบัติที่ผู้ปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้นไม่ว่าชาติศาสนาใดปรารถนาที่สุด

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo – Kornkit Disthan / Ozan KOSE (AFP) / The Shimbi Shoin 1915

วิจัยพบ Astra เข็ม 3 เพิ่มภูมิต้าน Omicron ได้ดี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672950

วันที่ 13 ม.ค. 2565 เวลา 18:40 น.วิจัยพบ Astra เข็ม 3 เพิ่มภูมิต้าน Omicron ได้ดีวัคซีนของ AstraZeneca เข็ม 3 ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์โอมิครอนได้ดี

สำนักข่าว Reutera รายงานว่า AstraZeneca เผยว่า ข้อมูลเบื้องต้นจากการทดลองพบว่าวัคซีนของ AstraZeneca ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อสายพันธุ์โอมิครอน (Omicron) และสายพันธุ์อื่นๆ รวมทั้งสายพันธุ์เดลตา เมื่อใช้เป็นวัคซีนเข็ม 3 หรือเข็มกระตุ้น

บริษัทเผยว่า ภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้นพบในการวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดของผู้ที่เคยได้รับวัคซีนของ AstraZeneca หรืออีกชื่อหนึ่งว่า แว็กซ์เซฟเรีย (Vaxzevria) และวัคซีนชนิด mRNA ครบทั้งสองเข็มแล้ว

แถลงการณ์สั้นๆ ของ AstraZeneca ซึ่งไม่ได้ระบุข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงนี้ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทเปิดเผยเกี่ยวกับการทดลองวัคซีนเข็มกระตุ้น

ข้อมูลประสิทธิภาพของวัคซีนของ AstraZeneca เข็ม 3 นี้มาจากการวิเคราะห์เปรียบเทียบในการทดลองวัคซีนที่ปรับปรุงสูตรใหม่ซึ่งใช้เทคโนโลยีไวรัลเวคเตอร์เช่นเดียวกับวัคซีนรุ่นดั้งเดม แต่ถูกปรับเพื่อใช้เฉพาะกับสายพันธุ์เบตา

เซอร์แอนดรูว์ พอลลาร์ด ผู้อำนวยการฝ่ายวัคซีน ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดเผยว่า ผลการศึกษาข้างต้นชี้ว่าการฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นหลังได้รับวัคซีนสองโดสขนานเดียวกันหรือวัคซีน mRNA ช่วยกระตุ้นภูมิต้านทาน Covid-19 ได้สูงขึ้นอย่างมาก

เมื่อเดือนที่แล้ว ผลการศึกษาในห้องปฏิบัติการณ์ของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดพบว่า การฉีดวัคซีนของ AstraZeneca 3 เข็มช่วยเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันในกระแสเลือดต่อสายพันธุ์โอมิครอน

Photo by DANIEL MUNOZ / AFP

อยากเป็นเจ้าของปราสาทไหม? ในฝรั่งเศสราคาเท่าอพาร์ตเมนต์!

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672931

วันที่ 13 ม.ค. 2565 เวลา 17:39 น.อยากเป็นเจ้าของปราสาทไหม? ในฝรั่งเศสราคาเท่าอพาร์ตเมนต์!สานฝันวัยเด็ก! เป็นเจ้าของปราสาทหลังใหญ่ แต่ความเป็นจริงจะเหมือนในฝันหรือไม่

ในฝรั่งเศสมีปราสาทประมาณ 43,000 หลัง และในแต่ละปีมีปราสาทที่ออกสู่ตลาดราว 800 หลัง ซึ่งส่วนใหญ่มีราคาถูกจนน่าตกใจ

เมื่อปีที่ผ่านมาบริษัทอสังหาริมทรัพย์ได้ขายปราสาทหลายหลังในฝรั่งเศสโดยมีราคาระหว่าง 300,000 ถึง 1.2 ล้านยูโร ขณะที่ราคาเฉลี่ยของอพาร์ทเมนต์ขนาด 800 ตารางฟุต (74 ตารางเมตร คือประมาณคอนโดมิเนียม 2 – 3 ห้องนอนในไทย) ในปารีสก็มีราคากว่า 800,000 ยูโรแล้ว

ในเมืองน็องต์ ปราสาทหลังใหญ่สมัยศตวรรษที่ 17 ซึ่งมีห้องพัก 15 ห้อง ถูกตั้งราคาอยู่ที่ 1.7 ล้านยูโร หรือ 2,853 ยูโรต่อตารางเมตร ขณะที่อพาร์ตเมนต์ในตัวเมืองโดยเฉลี่ยขายอยู่ที่ 3,691 ยูโรต่อตารางเมตร

ไม่น่าเชื่อว่าปราสาท Chateau Mareuil สมัยศตวรรษที่ 15 ซึ่งประกอบด้วยอาคารหลักถึง 3 หลัง โรงนา และพื้นที่ 40 เอเคอร์ มีมูลค่าอยู่ที่ 525,000 ยูโร หรือไม่ถึง 20 ล้านบาท

ในฝรั่งเศสคุณสามารถหาซื้อปราสาทสักหลังได้ในราคาถูกกว่าอพาร์ตเมนต์ ทำให้มีหลายคนซื้อปราสาทเหล่านั้นแล้วนำไปรีโนเวทใหม่

ยิ่งไปกว่านั้น การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้มีผู้คนสนใจปราสาทกันมากขึ้นและมียอดขายเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา

แม้จะฟังดูคุ้มค่ามากแต่การซื้อปราสาทเหล่านี้ก็มีข้อเสียอยู่บ้าง เช่น ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรีโนเวทเพิ่มเติม เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นอาคารเก่าแก่ และหากเป็นปราสาทที่มีราคาถูกมากอาจอาจอยู่ในพื้นที่ชนบทที่ห่างไกล การเดินทางไปยังจากสถานีรถไฟ หรือร้านขายของชำอาจลำบากเสียหน่อย

ช่อง How To Renovate A Chateau ได้บอกเล่าเรื่องราวของพวกเขาหลังจากที่ซื้อปราสาทสมัยศตวรรษที่ 18 นอร์ม็องดี ซึ่งพวกเขาใช้เวลาไปกับการรีโนเวทถึง 2 ปี แต่สุดท้ายก็ได้เป็นอาคารที่สวยงามและสร้างชีวิตใหม่ให้แก่ครอบครัวของพวกเขาได้

Mansion Global ระบุว่าไม่ค่อยมีชาวฝรั่งเศสสนใจที่จะซื้อปราสาทเหล่านี้ แต่ในทางกลับกันชาวต่างชาติหลายคนชื่นชอบมาก

Barnes หน่วยงานด้านอสังหาริมทรัพย์สุดหรูกล่าวกับหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศส The Figaro ว่าพวกเขามีลูกค้าชาวต่างชาติมากถึง 25% โดยส่วนใหญ่เป็นชาวอังกฤษ รัสเซีย อเมริกัน และจีน

ในปี 2019 แอนดรูว์ แมคโดนัลด์ และภรรยาจากอังกฤษ ซื้อปราสาท 40 ห้องในเทือกเขาพิเรนีสไปด้วยราคาประมาณ ประมาณ 280,000 ยูโร

“เรียกมันว่าซากได้เลยแหละ” พวกเขากล่าวโดยเล่าว่าปราสาทหลังนี้ไม่มีไฟฟ้าหรือน้ำประปาใช้ พื้นห้องพังเสียหาย ไม่มีใครอยู่ที่นี่มาเป็น 30 ปีแล้ว

หลังย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ได้ 2 วันโควิด-19 ก็แพร่กระจายทั่วยุโรป ฝรั่งเศสประกาศล็อกดาวน์ทั่วประเทศ พวกเขาไม่สามารถกลับอังกฤษได้ก่อนที่จะปิดพรมแดนจึงต้องใช้ชีวิตอยู่ที่ปราสาทแห่งนี้

แม้ว่าช่วงแรกๆ จะค่อนข้างลำบาก พวกเขาใช้ชีวิตราวกับการตั้งแคมป์ในปราสาท แต่หลังจากที่ฝรั่งเศสเริ่มผ่อนคลายมาตรการควบคุมโรค พวกเขาก็เริ่มรีโนเวทปราสาทหลังนี้ทันที โดยเสียค่าใช้จ่ายพอๆ กับราคาของปราสาท

ในปี 2004 พอล และคาเรน ฮอร์น สามีภรรยาจากอังกฤษสะดุดตากับโฆษณาปราสาท Chateau La Perrière ในหุบเขาลัวร์ บนหน้าหนังสือพิมพ์ และตัดสินใจที่จะต้องไปดูให้เห็นกับตาของตัวเอง

พวกเขาตกลงที่จะซื้อไม่นานหลังจากที่ใช้เวลามากกว่า 6 ชั่วโมงอยู่ในปราสาทหลังนั้น และพบว่ามันมีหลายอย่างที่ต้องซ่อมแซมและเปลี่ยนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเปลือกอาคารหรือฟาซาด ห้องนอน วอลเปเปอร์ที่ลอก และพรมเก่าๆ

เอดัวร์ กูโยต์ เป็นเจ้าของปราสาทเก่าแก่หลังใหญ่ Chateau de Vaux ในปี 2015 เมื่อเขาอายุได้เพียง 23 ปีเท่านั้น จนถึงขณะนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่เขาต้องปรับปรุงซ่อมแซม แต่เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาได้รับถือว่าคุ้มค่าทีเดียว

ภาพประกอบ: Chateau Angelus ใน Saint-Emilion ทางตะวันตกเฉียงใต้ของฝรั่งเศส (Photo by MEHDI FEDOUACH / AFP)

จับตาดาวเคราะห์น้อยมหึมาจ่อเฉียดโลกใกล้สุดรอบ 200 ปี

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/672941

วันที่ 13 ม.ค. 2565 เวลา 16:36 น.จับตาดาวเคราะห์น้อยมหึมาจ่อเฉียดโลกใกล้สุดรอบ 200 ปีสัปดาห์หน้าดาวเคราะห์น้อยขนาดกว้างราว 1 กิโลเมตรจะโคจรเข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 200 ปีข้างหน้า

สำนักข่าว CNN รายงานว่า ศูนย์ศึกษาวัตถุใกล้โลกขององค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ (NASA) ซึ่งเฝ้าติดตามความเคลื่อนไหวของดาวหางและดาวเคราะห์น้อยอันตรายที่มีแนวโน้มพุ่งชนโลกเผยว่า ดาวเคราะห์น้อย 7482 (1994 PC1) ที่มีความกว้างถึง 1 กิโลเมตร จะเคลื่อนตัวเฉียดโลกในระยะ 1.2 ไมล์ (1,931,212 กิโลเมตร) ด้วยความเร็ว 47,344 ไมล์ต่อชั่วโมง (76,192 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)

จากการคาดการณ์ของ NASA ดาวเคราะห์น้อย 7482 (1994 PC1) ซึ่งถูกพบเมื่อปี 1994 จะเคลื่อตัวเข้าใกล้โลกในวันที่ 18 ม.ค.นี้ เวลา 16.51 น.ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐ หรือตรงกับ 04.51 น.ของวันที่ 19 ม.ค.ตามเวลาประเทศไทย

NASA ระบุอีกว่า คาดว่าดาวเคราะห์น้อยดวงนี้จะไม่พุ่งชนโลก แต่จะเป็นดาวเคราะห์น้อยที่เคลื่อนที่เข้าใกล้โลกมากที่สุดในรอบ 200 ปีข้างหน้า

ดาวเคราะห์น้อย 7482 (1994 PC1) ไม่ใช่ดาวเคราะห์น้อยดวงใหญ่ที่สุดที่เคลื่อนที่ผ่านโลก โดยดวงใหญ่ที่สุดคือ ดาวเคราะห์น้อย 3122 Florence (1981 ET3) ที่กว้างประมาณ 4.02-8.85 กิโลเมตร ที่พุ่งเฉียดโลกเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2017 และจะโคจรเฉียดโลกอีกครั้งในวันที่ 2 ก.ย. 2057

เว็บไซต์ EarthSky.com. บุว่า คาดว่าประชาชนจะไม่สามารถมองเห็นดาวเคราะห์น้อย 7482 (1994 PC1) ด้วยตาเปล่า นักดาราศาสตร์มือสมัครเล่นจำเป็นต้องใช้กล้องโทรทรรศน์ขนาดเล็ก

หมายตุ – ภาพประกอบ เป็นรูปภาพที่ได้รับความอนุเคราะห์จาก NASA เผยแพร่เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 จรวด SpaceX Falcon 9 ได้เปิดตัวด้วยการทดสอบ Double Asteroid Redirection Test หรือ DART เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564 จาก Space Launch Complex 4E ที่ Vandenberg Space Force Base ในแคลิฟอร์เนีย ภารกิจของ NASA คือการนำยานอวกาศชนกับดาวเคราะห์น้อย เพื่อการทดสอบว่าหากมนุษยชาติจำเป็นต้องหยุดหินอวกาศขนาดยักษ์จากการพุ่งชนจนทำลายล้างสิ่งมีชีวิตบนโลก (ภาพโดย Bill INGALLS / NASA / AFP