รวบอำนาจ รื้อประวัติศาสตร์ เขียนตำนานใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667962

วันที่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 21:23 น.รวบอำนาจ รื้อประวัติศาสตร์ เขียนตำนานใหม่“ยุคสมัยแห่งสีจิ้นผิง” ผงาดเทียบชั้นเหมาเจ๋อตงและเติ้งเสี่ยวผิง ในการประชุมครั้งสำคัญที่กำหนดอนาคตของจีน

เมื่อพูดถึงประวัติศาสตร์คนทั่วไปอาจรู้สึกว่าน่าเบื่อ แต่กับคนจีนแล้วมันเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวด เพราะมันสามารถชี้นำอนาคตได้

โดยเฉพาะอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่อิงกับสิ่งที่เรียกว่า “วัตถุนิยมทางประวัติศาสตร์” คือการทำความเข้าใจพัฒนาการทางสังคมผ่านประวัติศาสตร์การพัฒนาทางวัตถุหรือสิ่งที่จับต้องได้ เช่น การผูกขาดทุนการผลิตและแรง เมื่อเข้าใจกลไกทางประวัติศาสตร์ของสิ่งเหล่านี้แล้ว ชนชั้นผู้ถูกเอาเปรียบก็จะสามารถปลดแอกจากการผูกขาดอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจได้

ดังนั้น ประวัติศาสตร์จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างสังคมใหม่ ผูกขาดอำนาจการเมือง และบงการมติมหาชน โดยที่พรรคคอมมิวนิสต์มี “พันธกิจทางประวัติศาสตร์” เพื่อทำสิ่งนั้น

แต่ในขณะที่พรรคฯ ใช้ประวัติศาสตร์สร้างสังคมใหม่ พรรคก็ต้องปรับปรุงตัวเองด้วยการวิจารณ์สมาชิกในพรรค วิจารณ์ตนเอง เพื่อดูว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาพรรคทำผิดหรือพลาดอะไรไปบ้าง อุดมการณ์ยังถูกต้องหรือไม่ หรือออกนอกลู่นอกทางไปแล้ว นี่เรียกว่า “การปรับให้ถูกต้อง” (เจิ่งเฟิง) 

การเป็นใหญ่เป็นโตของคนในพรรคและทิศทางของประเทศก็ขึ้นกับ “พันธกิจทางประวัติศาสตร์” นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรือเล็กๆ เลย ขณะที่คนภายนอกจีนคิดว่าเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อย จีน (คอมมิวนิสต์) คิดว่าประวัติศาสตร์เป็นเรื่องใหญ่แบบนี้

การประชุมครั้งที่ 6 ของคณะกรรมการกลางของพรรคคคอมมิวนิสต์จีน (ลิ่วจงเฉวียนฮุ่ย) ชุดที่ 19 ประจวบเหมาะกับที่พรรคคอมมิวนิสต์ก่อตั้งครบ 100 ปีพอดีซึ่งจัดเฉลิมฉลองไปเมื่อเดือนกรกฎาคม ที่ประชุมยังมีมติสำคัญ คือ “มติคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่าด้วยความสำเร็จสำคัญและประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ในการต่อสู้ตลอดช่วง 100 ปี”

มันสำคัญอย่างไร? มันสำคัญตรงที่เป็น “มติ” (เจวี๋ยอี้) ครั้งที่ 3 ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่พิจารณาผลงานที่ผ่านมา เพื่อประเมินอนาคตที่จะเดินหน้าต่อไป มีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นที่พรรคเคยทำแบบนี้

สองมติก่อนหน้านี้คือคือ “มติว่าด้วยประเด็นประวัติศาสตร์บางข้อ” และ “มติว่าด้วยประเด็นทางประวัติศาสตร์บางข้อของพรรคนับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ (สาธารณรัฐประชาชน)”

สองมตินี้เรียกสั้นๆ ว่า “มติประวัติศาสตร์” (ลี่สื่อ เจวี๋ยอี้)

“มติว่าด้วยประเด็นประวัติศาสตร์บางข้อ” ในปี 1945 เป็นการพิจารณา “ขบวนการปรับปรุงให้ถูกต้องที่เหยียนอัน” ริเริ่มโดยเหมาเจ๋อตงระหว่างปี 1942 – 1945 ในช่วงที่พรรคฯ เริ่มที่จะมีโมเมนตั้มในการชิงอำนาจปกครองแผ่นดิน หลังจากพรรคไม่มีเอกภาพมายาวนาน เหมาเจ๋อตงก็สามารถรวบอำนาจและผลักดันแนวคิดของเขาจนสำเร็จเบ็ดเสร็จและผลักดัน “สังคมนิยมที่อิงกับเงื่อนไขของจีน” สลัดพ้นอิทธิพลสหภาพโซเวียตสลายกลุ่มก้อนต่างๆ ที่มีแนวคิดต่างกัน

หลังจาก “ขบวนการปรับปรุงให้ถูกต้องที่เหยียนอัน” ทำให้เหมาเจ๋อตงและพลพรรคกุมอำนาจได้ เหมาเจ๋อตงก็ริเริ่มให้มีการพิจารณาประวัติศาสตร์ความสำเร็จและล้มเหลวของพรรค ในทางหนึ่งเป็นการประเมินอดีตเพื่อก้าวสู่อนาคต ในทางหนึ่งคือการ “นิยาม” ฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นพวกที่ล้มเหลวและถ่วงการปฏิวัติ มติที่ออกมาเป็นการย้ำอำนาจของเหมาเจ๋อตงและแนวคิดของเหมาเจ๋อตง พร้อมกับกำจัดแนวคิดที่ “เป็นตัวถ่วง” พัฒนาการของพรรค

นี่คือการรวบอำนาจครั้งที่ 1 ก่อนการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนในปี 1949

“มติว่าด้วยประเด็นทางประวัติศาสตร์บางข้อของพรรคนับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศ (สาธารณรัฐประชาชน)” ในปี 1981 ในยุคสมัยของเติ้งเสี่ยวผิง เป็นการประเมินเหตุการณ์ต่างๆ นับตั้งแต่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจีนล้มลุกคลุกคลานมาโดยตลอด ทั้งเหตุการณ์ซ้ายพิฆาตขวา การก้าวกระโดดใหญ่ และการปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรม ล้วนแต่ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมและมีผู้คนล้มตายไปมากมาย

มติแรกเป็นการรวบอำนาจเหมาเจ๋อตง แต่มติที่สองนี้เป็นการประเมินเหมาเจ๋อตงเสียใหม่ จากที่เคยดีเด่นดั่งเทวดา ก็มีการประเมินทั้งข้อดีข้อเสียอย่างสมดุล รวมถึงบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ของพรรคด้วย ในทางหนึ่งมันเป็นการประเมินความล้มเหลวของพรรคจริงๆ แต่ในทางหนึ่งเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับเติ้งเสี่ยวผิงและนโยบายใหม่คือการเปิดประเทศและปฏิรูปเศรษฐกิจ

เติ้งเสี่ยวผิงเคยถูกเล่นงานมาหลายครั้งในช่วงเหตุการณ์ซ้ายพิฆาตขวา และเหตุการปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรมที่เริ่มเริ่มโดยเหมาเจ๋อตง ข้อหาที่เขาโดนยัดเยียดคือฝ่ายปฏิกิริยาต่อต้านสังคมนิยม ทำให้ชีวิตเขาต้องตกระกำลำบาก แต่ก็ยังสามารถกลับมากุมอำนาจได้อีกครั้ง ทั้งยังปรับแนวทางจากซ้ายสุดขั้วของเหมามาเป็นสังคมนิยมค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นมติที่ผ่านครั้งนี้ก่อนอื่นจึงต้อง “ประเมินข้อเสีย” ของเหมาเจ๋อตงเสียก่อน แล้วจึงผลักดันแนวคิดของเติ้งเสี่ยวผิงว่ามีความชอบธรรม

นี่คือการรวบอำนาจครั้งที่ 2

โปรดสังเกตว่า “มติประวัติศาสตร์” ทั้งสองครั้งคือการประกาศการวบอำนาจของผู้นำระดับสูงสุด คือทั้งเป็นผู้นำประเทศและผู้นำความคิด

และกระบวนการสำคัญของการผ่านมติประวัติศาสตร์คือการ “ลดคุณค่า” แนวทางเดิม และยกย่องแนวทางใหม่

ตอนนี้ ที่ประชุมพรรคล่าสุดมีการยกผลงานของสีจิ้นผิงขึ้นมาเป็น “มติประวัติศาสตร์” เหมือนกับกับมติสมัยเหมาเจ๋อตงและเติ้งเสี่ยวผิง ไม่อาจคิดเป็นอื่นได้ว่า นี่คือการยกสถานะของสีจิ้นผิงเทียบกับผู้นำระดับท็อปในประวัติศาสตร์พรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเหมาและเติ้ง

การมีมติครั้งที่ 3 ไม่อาจคิดเป็นอื่นได้ว่า สีจิ้นผิงกำลังจะสร้างยุคสมัยของเขา

แน่นอนว่า มันต้องมีการประเมินสิ่งที่ผ่านมา ดังที่สีจิ้นผิงเรียกร้องให้ที่ประชุม “เรียนรู้จากประวัติศาสตร์เพื่อสร้างอนาคต”

สิ่งที่พึงสังเกตคือ มติประวัติศาสตร์ทั้ง 2 ก่อนหน้านี้ มีช่วงเวลาการประเมินประวัติศาสตร์ช่วงสั้นๆ มติแรกประเมินแค่ระยะเวลาการปรับปรุงเหยียดอันระหว่างปี 1942 – 1945 เท่านั้น ส่วนมติที่สองประเมินเหตุการณ์ระหว่างปี 1949 – 1981

แต่ในยุคของสีจิ้นผิง มติมีชื่อว่า “มติคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่าด้วยความสำเร็จสำคัญและประสบการณ์ทางประวัติศาสตร์ในการต่อสู้ตลอดช่วง 100 ปี”

มันเป็นการประเมินยาวนานถึง 100 ปีเลยทีเดียว

ทำให้คิดได้เป็น 2 อย่างคือ

หนึ่ง สีจิ้นผิงเพียงแค่ต้องการประเมินประวัติศาสตร์ความสำเร็จและล้มเหลวของพรรคเท่านั้น เนื่องในวาระ 100 ปีการสถาปนาพรรคพอดี

สอง เขาต้องการลบล้างบางแนวคิดเดิมของพรรค อย่างน้อยก็นับตั้งแต่เติ้งเสี่ยวผิง แล้วสร้างทฤษฎีใหม่ที่ไม่เหมือนเหมาและเติ้ง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการรวบอำนาจแบบยาวๆ

หากเป็นข้อสอง กระบวนการนี้ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น แต่ปลุกปั้นกันมานานหลายปี โดยเฉพาะคราวที่ยก “แนวคิดของสีจิ้นผิง” ขึ้นมาเป็นทางการนำประเทศ และยิ่งผลักดันให้มีการศึกษาแนวคิดของสีจิ้นผิงในสถาบันการศึกษา ยิ่งคล้ายกับคราวที่มีการส่งเสริมให้ประชาชนศึกษาแนวคิดของเหมาและเติ้ง

อย่างไรก็ตาม ข้อสองนี้ไม่อาจเป็นไปได้ เงื่อนไขของสังคมจีนไม่ได้วุ่นวายจนกระทั่งทำให้เกิดมติประวัติศาสตร์ที่ทรงพลังเหมือนสองครั้งก่อนได้ อีกทั้งแถลงการที่ประชุมก็ระบุว่าไม่มีการล้มล้างแนวคิดของเติ้งเสี่ยวผิงและเหมาเจ๋อตง แต่ยังยกย่องทั้งสองแนวคิด เพียงแต่เชิดชูแนวทางของสีจิ้นผิงไปพร้อมๆ กัน

ว่ากันตามตรงแล้ว เหมาเจ๋อตงมีแนวคิดที่เฉียบคม เพราะเหมาเป็นนักยุทธศาสตร์ที่เก่งกาจ เป็นนักปรัชญาที่ลุ่มลึก และเป็นผู้ที่เขียนภาษาเรียบง่ายเข้าถึงมวลชน แนวคิดของเหมาจึงแพร่หลายไปไกลไม่เฉพาะในจีน แต่เป็นดั่งคัมภีร์การปฏิวัติสังคมนิยมในบางประเทศ

กับเติ้งเสี่ยวผิง ซึ่งเป็นนักปฏิบัตินิยม แนวคิดของเขายิ่งเข้าถึงง่าย เป็นโรดแมปในการสร้างจีนยุคเปิดประเทศในสมัยประธานาธิบดีต่างๆ ผู้นำยุคหลังๆ แม้จะมีการผลักดันทฤษฎีของตนเองบ้าง แต่ไม่อาจเทียบได้กับเติ้ง

เหมาและเติ้งเป็นหลักไมล์ของยุคสมัยประวัติศาสตร์ยุคใหม่ของจีน แนวคิดของเหมามีขึ้นเพื่อสร้าง “จีนใหม่” (หรือซินหัว คือจีนหลังการปกครองพรรคคอมมิวนิสต์) แนวคิดของเติ้งมีขึ้นเพื่อสร้างจีน “ยุคปฏิรูปเศรษฐกิจ” (ไก่เก๋อ ไคฟ่าง คือจีนหลังเลิกปิดตัวเองและน้อมรับทุนนิยมหรือ “สังคมนิยมที่มีลักษณะแบบจีน)

มาถึงจุดนี้ย่อมต้องเกิดคำถามก็คือ หลักไมล์ในยุคของสีจิ้นผิงคืออะไร? 

คำตอบของคำถามนี้ยังไม่จำเป็น

เพราะความจำเป็นแรกสุดคือการยกย่องแนวทางของสีจิ้นผิง เพื่อให้ทุกคนต้องไปตามเส้นทางนี้โดยดุษฎีจึงต้องบวกแนวคิดของเหมาและเติ้ง รวมถึงแนวคิดของเจียงเจ๋อหมิน (ทฤษฎีสามตัวแทน) ทั้งนี้เพื่อให้ “ขลัง” แล้วค่อยตามด้วยแนวทางของสีจิ้นผิงรวมถึงสิ่งที่เขาชี้แนะและวิเคราะห์ (เช่น สี่ยุทธศาสตร์บูรณาการ) 

ใช้คำว่ามติประวัติศาสตร์เพื่อทำให้เขามีความสำคัญเทียบเท่าอดีตผู้นำระดับปูชนียบุคคลในอดีต ทั้งนี้ก็เพื่อตอกย้ำความชอบธรรมให้สีจิ้นผิง เพราะการเมืองจีนนั้นไม่ได้เป็นเอกภาพอย่างที่คนภายนอกเห็น แต่เป็นการต่อสู้และต่อรองของกลุ่มก้อนทางการเมืองต่างๆ ในพรรค หรือสายอำนาจต่างๆ 

กลุ่มที่ถูกฝ่ายของสีจิ้นผิงจับตาและลงมือกวาดล้างไปแล้ว เช่น กลุ่มของเจียงเจ๋อหมิน แต่ในแถลงการณ์ยังยกย่องทฤษฎีสามตัวแทนของเจียงเจ๋อหมินและเอ่ยถึงการสร้างเอกภาพ นั่นหมายความว่าเป็นการส่งสัญญาณไปยังฝ่ายต่างๆ ว่า สีจิ้นผิงไม่คิดล้มล้างสายอำนาจต่างๆ ยังซูฮกเจียงเจ๋อหมิน แต่ก็มีคำเตือนซ่อนไว้ด้วยว่าฝ่ายต่างๆ จงอย่าเหิมเกริม

ด้วยเหตุที่มติประวัติศาสตร์ต่างๆ เกิดจากการกำราบฝั่งฝ่ายทางการเมือง คราวนี้ก็มีจุดประสงค์เพื่อสร้าง “ยุคสมัยสีจิ้นผิง” เช่นกัน มันมีจุดมุ่งหมายบั่นทอนกลุ่มอำนาจอื่นๆ ให้ยอมสยบ ในเบื้องต้นมันจึงมีนัยในด้านการรวบอำนาจมากกว่าการสร้างแนวทางพัฒนาประเทศ ณ จุดนี้มันจึงคล้ายกับมติประวัติศาสตร์สองครั้งก่อน ที่มีการกวาดล้างกลุ่มอำนาจเดิมด้วย 

เราจึงต้องจับตาดูว่ามันจะมีเหตุการณ์แบบนั้นอีกหรือไม่ อย่างเบาะๆ เรารู้แล้วว่าจีนกำลังดำเนินการจัดระเบียบหลายๆ ด้าน

และก่อนที่จะมีการประชุมนี้ไม่กี่วัน บุคคลรายล่าสุดที่อาจจะถูกเล่นงานคือจางเกาหลี่ อดีตรองนายกรัฐมนตรีในสายเจียงเจ๋อหมิน ซึ่งถูกแฉว่าลวนลามอดีตนักเทนนิสหญิงชื่อดัง

และเมื่อวิเคราะห์จากแถลงการณ์การประชุมแล้ว เป็นการประเมินความสำเร็จเสียมาก แทบไม่ไม่มีการประเมินแบบวิพากษ์ตนเองในเชิงผิดและพลาดเหมือนมติประวัติศาสตร์ครั้งก่อน เพียงแต่มันบวกเอา “ความสำเร็จ” ของสีจิ้นผิงเข้าไปด้วย นั่นหมายความว่านี่คือการรวบยอดคุณงามความดีของพรรคตลอดร้อยปีเอามาไว้ในยุคสมัยของเขานั้นเอง โดยที่ยังไม่ชั่งน้ำหนักดีชั่วด้วยกระบวนการประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง

ดังนั้น กับคำถามที่ว่าหลักไมล์ในยุคของสีจิ้นผิงคืออะไรจึงยังตอบไม่ได้ แต่ที่ตอบได้คือมันจะช่วยให้สีจิ้นผิงมีอำนาจมากขึ้นจนสร้างหลักไมล์สำคัญขึ้นมาได้ในอนาคต

คำตอบของคำถามข้างต้นนั้น จะมีผู้ตอบก็ต่อเมื่อมีการประชุมเพื่อกำหนดมติประวัติศาสตร์ของพรรคครั้งต่อไป เหมือนกับที่ครั้งแรกเหมาเจ๋อตงประเมินสมาชิกยุคแรกของพรรค เหมือนมติที่สองที่เติ้งเสี่ยวผิงประเมินเหมาเจ๋อตง

และครั้งต่อไปบุคคลในอนาคตจะประเมินสีจิ้นผิง ว่ามีคุณหรือโทษอย่างไรกับประวัติศาสตร์จีน

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Greg BAKER / AFP

โควิดยังไม่จบ! ยุโรปกลับมาอ่วม ติดเชื้อทำสถิติใหม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667957

วันที่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 19:20 น.โควิดยังไม่จบ! ยุโรปกลับมาอ่วม ติดเชื้อทำสถิติใหม่โควิดยุโรปยังวิกฤต แม้หลายชาติระดมฉีดวัคซีนได้เกินครึ่งประเทศแล้ว

หลังจากที่องค์การอนามัยโลกออกโรงเตือนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่ายุโรปมีความเสี่ยงที่จะกลายเป็นศูนย์กลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 อีกครั้ง และอาจมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ถึงครึ่งล้านคนภายในเดือนก.พ. ปีหน้าหลังจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ในยุโรปพุ่งสูงขึ้น โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากกลุ่มผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน ซึ่งสถานการณ์หลายประเทศในยุโรปขณะนี้กลับมาเข้าขั้นวิกฤตอีกครั้ง

เยอรมนี

เยอรมนีรายงานผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาอยู่ที่ 51,077 คน ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อ 2 ปีก่อน นอกจากนี้ยังเป็นตัวเลขผู้ป่วยรายวันที่มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ ขณะที่ผู้เสียชีวิตรายวันอยู่ที่ 235 คน

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าหากรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการกับการแพร่ระบาดระลอกที่ 4 อย่างเข้มงวดและจริงจังมากกว่านี้ อาจส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอีกมากกว่า 100,000 คน

ด้านกระทรวงสาธารณสุขเยอรมนีกล่าวว่าสถานการณ์ขณะนี้เกิดจากกลุ่มผู้ที่ต่อต้านวัคซีนซึ่งมีจำนวนมากในประเทศ โดยขณะนี้มีชาวเยอรมันที่อายุมากกว่า 12 ปีกว่า 16 ล้านคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบโดส ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นเริ่มยกระดับมาตรการคุมเข้ม รวมถึงการใช้บัตรผ่านวัคซีนในสถานที่สาธารณะ

ทั้งนี้ เยอรมนีมีผู้ป่วยโควิด-19 สะสม 4.91 ล้านคน และผู้เสียชีวิตกว่า 97,000 คน ขณะที่ประชากรราว 55.9 ล้านคนหรือกว่า 67% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

ฝรั่งเศส

โอลิเวียร์ เวรอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของฝรั่งเศส เปิดเผยว่า ขณะนี้ฝรั่งเศสและประเทศเพื่อนบ้านกำลังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 5

ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ประกาศเลื่อนการผ่อนปรนมาตรการควบคุมโรคโควิด-19 โดยกล่าวว่า “การแพร่ระบาดในฝรั่งเศสยังไม่สิ้นสุด” พร้อมกำชับให้ทุกฝ่ายกลับมาปฏิบัติตามมาตรการอย่างเข้มงวดอีกครั้ง

โดยเมื่อวันที่ 10 พ.ย. ฝรั่งเศสรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ 11,883 คน ซึ่งเป็นวันที่ 2 ติดต่อกันที่มีผู้ติดเชื้อในประเทศทะลุหลักหมื่นคน ขณะที่ผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนต.ค.

ส่งผลให้ขณะนี้ฝรั่งเศสมีผู้ติดเชื้อสะสม 7.32 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 1.19 แสนคน โดยมีประชากรได้รับวัคซีนครบโดสแล้วราว 69%

เนเธอร์แลนด์

เนเธอร์แลนด์รายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมาอยู่ที่ 12,648 คน นับเป็นจำนวนที่สูงที่สุดในปีนี้ และผู้เสียชีวิต 25 คน ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อสะสม 2.24 ล้านคน และเสียชีวิต 18,637 คน ขณะที่ประชากรราว 11.8 ล้านคนหรือเกือบ 70% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

โดยคณะที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบาดของเนเธอร์แลนด์ แนะนำให้มีการล็อกดาวน์บางส่วน ซึ่งเป็นครั้งแรกของยุโรปตะวันตก นับตั้งแต่ช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา สร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลเป็นอย่างมากในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรค ขณะที่รัฐบาลกำลังพิจารณายกระดับมาตรการเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด

ทั้งนี้ ชาวดัตช์ที่ป่วยโควิด-19 ประมาณ 56% ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนหรือฉีดวัคซีนไม่ครบโดส ในขณะที่ผู้ป่วยอาการหนัก 70% ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนหรือฉีดวัคซีนไม่ครบโดส

อย่างไรก็ตาม ประเทศที่พัฒนาแล้วหลายแห่งกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการล็อกดาวน์อีกต่อไปเนื่องจากมีวัคซีนที่เพียงพอ แม้ว่าจะมีผู้ติดเชื้อเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์

สหราชอาณาจักร

ผู้ป่วยโควิด-19 ในสหราชอาณาจักรมีแนวโน้มลดลงจากช่วงเดือนต.ค. ที่ผ่านมา แต่เมื่อวันที่ 10 พ.ย. ที่ผ่านมาก็ยีงมีรายงานผู้ป่วยรายใหม่อยู่ที่ 31,541 คน และผู้เสียชีวิต 170 คน ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อรวม 7.98 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 1.24 แสนคน

โดยในเดือนก.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลอังกฤษประกาศคลายล็อกดาวน์และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเรียกว่าวันแห่งเสรีภาพ (Freedom day) แม้ว่ายอดผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแตะที่กว่า 40,000 รายต่อวัน

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการผ่อนคลายมาตรการครั้งนี้อาจส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 200,000 รายต่อวัน และมีการเรียกร้องให้รัฐบาลปรับแผนเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาด

แต่เมื่อเดือนที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ยืนกรานว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแผนเพื่อควบคุมโควิด-19 เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่ได้เพิ่มขึ้นเกินความคาดหมาย และสถานการณ์ขณะนี้ดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้วเป็นอย่างมาก

โดยขณะนี้มีประชากรราว 38.5 ล้านคนหรือคิดเป็น 68.7% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ขณะที่ประเทศกำลังพึ่งพาการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ประชากร และหลีกเลี่ยงการตึงตัวของระบบสาธารณสุขในช่วงฤดูหนาว

REUTERS/Wolfgang Rattay/File Photo

สภาผู้นำศาสนาอินโดนีเซียห้ามชาวมุสลิมเทรดคริปโต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667948

วันที่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 18:03 น.สภาผู้นำศาสนาอินโดนีเซียห้ามชาวมุสลิมเทรดคริปโตหัวหน้าสภาศาสนาของอินโดนีเซียประกาศห้ามชาวมุสลิมใช้สกุลเงินดิจิทัล

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า อาสโรรุน นีอัม โซเลห์ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของสภาอิสลามแห่งชาติอินโดนีเซีย (MUI) เผยว่า หลังจากประชุมหารือกับผู้เชี่ยวชาญแล้ว สภาเห็นว่าสกุลเงินดิจิทัลเป็นฮะรอม หรือสิ่งต้องห้าม เนื่องจากมีความไม่แน่นอน เป็นการพนัน และอันตราย

อย่างไรก็ดี โซเลห์กล่าวเพิ่มเติมว่า หากสกุลเงินดิจิทัลในฐานะสินทรัพย์ดิจิทัลสอดคล้องกับหลักกฎหมายชารีอะห์และสามารถแสดงประโยชน์ที่ชัดเจนก็สามารถซื้อขายได้ต่อไป

MUI มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายชารีอะห์ในอินโดนีเซียซึ่งมีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก โดยรัฐมนตรีกระทรวงการคลังและธนาคารกลางต้องปรึกษาสภาในประเด็นเกี่ยวกับการเงินของชาวมุสลิม

แม้ว่าคำสั่งของ MUI ไม่ได้ห้ามซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลทุกสกุลในอินโดนีเซีย แต่กฎหมายดังกล่าวอาจเป็นอุปสรรคต่อชาวมุสลิมที่ต้องการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล และส่งผลให้สถาบันการเงินท้องถิ่นต้องทบทวนการออกสินทรัพย์ดิจิทัล

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

Youtube ซ่อนยอด Dislike ป้องกันการโจมตีครีเอเตอร์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667945

วันที่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 17:20 น.Youtube ซ่อนยอด Dislike ป้องกันการโจมตีครีเอเตอร์Youtube ประกาศซ่อนจำนวนการกด Dislike บนวิดีโอ ปกป้องครีเอเตอร์จากการโดนถล่ม Dislike Bomb

Youtube ประกาศว่าจะทยอยซ่อนจำนวนการกด Dislike (ไม่ชอบ) ที่โชว์ด้านล่างวิดีโอนับตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป โดยเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยลดการโจมตีครีเอเตอร์ด้วยการถล่ม Dislike ได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมองไม่เห็นจำนวนการกด Dislike ได้อย่างสาธารณะ แต่ผู้ชมยังสามารถกดปุ่ม Dislike เพื่อแสดงออกว่าไม่ชอบวิดีโอนั้นๆ ได้ โดยครีเอเตอร์สามารถตรวจสอบจำนวน Dislike ได้ที่ YouTube Studio ซึ่งเป็นระบบหลังบ้านของเจ้าของช่อง

โดย Youtube เผยว่าได้ทำการทดลองและวิจัยเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่าการถล่ม Dislike ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการโจมตีครีเอเตอร์โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับช่องเล็กๆ มักจะตกเป็นเป้าหมาย ซึ่ง Youtube ได้ทดสอบระบบซ่อนตัวเลข Dislike มาระยะหนึ่งแล้ว และพบว่าช่วยลดอัตราการถล่ม Dislike ได้จริง

หลังจากที่ได้ศึกษามาเป็นระยะเวลาหลายเดือน Youtube จึงตัดสินใจที่จะซ่อนตัวเลขดังกล่าวอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เพื่อป้องกันการโจมตีครีเอเตอร์อย่างไม่เป็นธรรมหรือไร้เหตุผล

แต่ยังคงปุ่ม Dislike ไว้เพราะยังจำเป็นสำหรับวิดีโอที่เป็นคลิกเบต สแปม ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด หรือวิดีโออื่นๆ ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม

Youtube เผยว่าแม้ครีเอเตอร์จะสามารถตรวจสอบจำนวนการกด Dislike ได้ที่หลังบ้าน แต่การซ่อนไม่ให้โชว์ต่อสาธารณะจะช่วยให้ครีเอเตอร์ไม่อับอาย และป้องกันการถล่ม Dislike อย่างไม่เป็นธรรมเพื่อโจมตีครีเอเตอร์ได้

“เรากำลังดำเนินการเปลี่ยนแปลงในเชิงรุก เนื่องจาก YouTube มีหน้าที่ปกป้องครีเอเตอร์จากการโจมตีโดยไม่เป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งครีเอเตอร์รายย่อย” โฆษกกล่าว พร้อมชี้ว่าความเคลื่อนไหวดังกล่าวไม่ได้ถูกชี้นำด้วยโดยการเปลี่ยนแปลงด้านกฎระเบียบใดๆ แต่ทาง Youtube ต้องการทำเพื่อสนับสนุนครีเอเตอร์เอง

ทั้งนี้ คลิปที่มีจำนวนการกด Dislike สูงที่สุดบน Youtube ขณะนี้คือ “YouTube Rewind 2018” ซึ่งเป็นคลิปของ Youtube เอง ด้วยจำนวนการกด Dislike ถึง 19 ล้านครั้ง แต่ Youtube ปฏิเสธว่านี่ไม่ใช่สาเหตุของการเปลี่ยนแปลงครั้งล่าสุดแต่อย่างใด

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวคล้ายกับกรณีของ Instagram เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่ซ่อนจำนวนการกดถูกใจบนโพสต์ของผู้ใช้ทั่วโลก หลังพิจารณาแล้วว่ายอดถูกใจมีผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้ใช้ หรืออาจทำให้เจ้าของโพสต์เกิดความไม่สบายใจในการแสดงออกบนแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ใช้รุ่นเยาว์

ที่มา: TechCrunch

ภาพ: REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo

เสิร์ฟอาหารเผ็ดๆ ให้เด็กอนุบาลละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667928

วันที่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 15:30 น.เสิร์ฟอาหารเผ็ดๆ ให้เด็กอนุบาลละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่‘กินเผ็ด’ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ผู้ปกครองเกาหลีใต้ถกโรงเรียนอนุบาลกำลังละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่

เว็บไซต์ The Korea Times รายงานว่าขณะนี้ในเกาหลีใต้มีการถกเถียงกันว่าการเสิร์ฟอาหารเผ็ดเป็นอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนชั้นอนุบาลในโรงเรียนนับว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่

โดยโรงเรียนอนุบาลของรัฐบาลบางแห่งในเกาหลีใต้สังกัดเดียวกับโรงเรียนประถมศึกษา ซึ่งจะมีการใช้พื้นที่และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ร่วมกัน รวมถึงโรงอาหารและอาหารกลางวันด้วย โดยเด็กอนุบาลจะได้รับอาหารแบบเดียวกับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ขณะที่โรงเรียนอนุบาลเอกชน หรือโรงเรียนอนุบาลที่ไม่ได้สังกัดโรงเรียนประถมศึกษามีอาหารที่เหมาะสมตามหลักโภชนาการเด็กเล็ก

กลุ่ม Political Mamas ได้ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลี (NHRCK) เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาโดยระบุว่า “นักเรียนอนุบาล ซึ่งมีอายุ 5 ถึง 7 ปี และนักเรียนชั้นประถมศึกษาอายุระหว่าง 8 ถึง 13 ปี ได้รับอาหารในแบบเดียวกัน รวมถึงอาหารเผ็ดและกิมจิ ขณะที่พัฒนาการทางร่างกายแตกต่างกัน ส่งผลให้เด็กอนุบาลจำนวนมากรวมถึงนักเรียนชั้นประถมศึกษาตอนต้น มีปัญหาในการรับประทานอาหารและระบบย่อยอาหารเพราะมันเผ็ดเกินไป”

“เด็กที่ไม่สามารถกินอาหารเผ็ดได้นั้นไม่ได้เรื่องมาก และไม่ได้เป็นพฤติกรรมที่ไม่ดี แต่เด็กเล็กมีต่อมรับรสที่สามารถรับรสได้มากกว่าผู้ใหญ่ ดังนั้นพวกเขาจึงรู้สึกแสบร้อนได้ง่ายกว่า และการบริโภคอาหารดังกล่าวมากเกินไปอาจทำให้เกิดปัญหากับระบบย่อยอาหารของพวกเขาได้ การบังคับให้พวกเขากินอาหารดังกล่าวจึงถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน” จาง ฮา-นา สมาชิกกลุ่ม Political Mamas กล่าว

ก่อให้เกิดการถกเถียงในหมู่ผู้ปกครองซึ่งแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานา ว่าอาหารรสเผ็ดเป็นการละเมิดสิทธิเด็กหรือไม่

ลี ฮา-นา แม่ของนักเรียนอนุบาลในกรุงโซลกล่าวว่า เธอมักจะเตรียมขนมให้ลูกของเธอหลังเลิกเรียน เพราะเขามักจะไม่ทานอาหารกลางวันที่โรงเรียน

“ฉันรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเมื่อทราบว่าโรงเรียนเสิร์ฟไก่เผ็ดเป็นอาหารกลางวันให้นักเรียนอนุบาล ฉันรู้สึกแย่มากเมื่อลูกสาววัย 6 ขวบของฉันบอกว่าเธอกินแต่ข้าวเพราะเครื่องเคียงและกับข้าวอื่นๆ เผ็ดเกินไป บางคนบอกว่าพ่อแม่ต้องรับปัญหาเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ได้เพราะตัดสินใจส่งลูกเข้าโรงเรียนเอง แต่ฉันไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ นี่มันเกี่ยวกับสิทธิของลูกหลานของเรา”

เช่นเดียวกับโจ จอง-รัน ซึ่งกล่าวว่าการไม่ให้เด็กได้รับประทานอาหารที่เหมาะสมกับวัยของพวกเขาโดยการให้อาหารที่เผ็ดเกินไปเป็นการละเมิดสิทธิพื้นฐานของเด็ก

“มันจำเป็นหรือที่ต้องเด็กเล็กทานอาหารเผ็ด ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมจึงให้อาหารเหล่านี้แก่เด็กเล็กที่มีพัฒนาการเท่านี้”

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งมองว่าพวกเขาทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่เกินไป รวมถึงคิม ซึง-โฮ พ่อของเด็กวัย 9 ปีจากโรงเรียนในกรุงโซลซึ่งกล่าวว่า “น่าแปลกใจที่บางคนมองว่าการเสิร์ฟอาหารเผ็ดในโรงเรียนอาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน ลูกชายของผมและเพื่อนๆ ของเขามักบอกว่าพวกเขาชอบอาหารรสจัดเป็นอาหารกลางวัน และพวกเขาชอบที่จะลองอาหารใหม่ๆ “

ขณะนี้บางส่วนมองว่าผู้ปกครองย่อมทราบดีอยู่แล้วว่าโรงเรียนจัดอาหารกลางวันแบบนี้ ดังนั้นหากไม่ต้องการให้เด็กกินอาหารเผ็ดก็ไม่ควรส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนอนุบาลที่สังกัดโรงเรียนประถมศึกษา

ภาพ: อาหารกลางวันโรงเรียนอนุบาลของรัฐบาลที่สังกัดเดียวกับโรงเรียนประถมศึกษาในเกาหลีใต้โดย Political Mamas

หนุ่มสาวซดยาพิษดับคู่หลังครอบครัวค้านแต่งงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667923

วันที่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 14:00 น.หนุ่มสาวซดยาพิษดับคู่หลังครอบครัวค้านแต่งงานคู่รักหนุ่มสาวสุดช้ำครอบครัวไม่ให้แต่งงานกันตัดสินใจดื่มยาพิษเสียชีวิตทั้งคู่

สำนักข่าว Vice รายงานว่า คู่รักหนุ่มสาวคู่หนึ่งจากเมืองไฟซาลาบัดทางตะวันออกเฉียงเหนือของปากีสถานตัดสินใจดื่มยาพิษจบชีวิตตัวเองก่อนที่ฝ่ายหญิงจะต้องเข้าพิธีแต่งงานกับชายหนุ่มอีกคนหนึ่งที่ครอบครัวเลือกให้

ตำรวจปากีสถานเผยว่า คู่รักที่เปิดเผยเพียงชื่อว่า มูกัดดาสและอัดนานถูกพบว่าอยู่ในอาการวิกฤตหลังจากพวกเขาดื่มยาพิษ ทั้งคู่ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลก่อนจะเสียชีวิตระหว่างทาง โดยเหตุการณ์สุดเศร้านี้เกิดขึ้นระหว่างที่ทางครอบครัวของฝ่ายหญิงกำลังฉลองพิธีแต่งงาน ไม่นานก่อนที่เจ้าบ่าวที่ครอบครัวฝ่ายหญิงเลือกให้จะเดินทางมาถึงงาน

มูกัดดาสและอัดนานกำลังคบหาดูใจกันและวางแผนจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน แต่พ่อแม่ของมูกัดดาสไม่เห็นด้วยและยังบังคับให้เธอแต่งงานกับผู้ชายอีกคนหนึ่งที่ครอบครัวมองว่าเหมาะสม

Vice ระบุว่า ตามประเพณีของปากีสถาน กาคลุมถุงชนถือเป็นเรื่องปกติ บางครอบครัวจับคู่ให้ลูกหลานโดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ อาทิ ชนชั้นทางสังคม เชื้อชาติ ศาสนา และฐานะ

อย่างไรก็ดี รูปแบบการศึกษาที่เปลี่ยนไปและการเข้าถึงสื่อต่างๆ ทั้งในชนบทและในเมืองทำให้คนหนุ่มสาวตัดสินใจเลือกคู่ชีวิตด้วยตัวเองมากขึ้น ถึงอย่างนั้นหลายคนยังถูกบังคับให้ปฏิบัติตามคำสั่งของครอบครัวและถูกจับคลุมถุงชน

การสำรวจความคิดเห็นของ Gallup Pakistan เมื่อปี 2019 พบว่า 85% ของชาวปากีสถานถูกคลุมถุงชน มีเพียง 5% เท่านั้นที่ได้ใช้ชีวิตคู่กับคนที่ตัวเองเลือก

Photo by SAM PANTHAKY / AFP

อัตราเงินเฟ้อสหรัฐพุ่งสูงสุดในรอบ 31 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667909

วันที่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 13:00 น.อัตราเงินเฟ้อสหรัฐพุ่งสูงสุดในรอบ 31 ปีจับตาสถานการณ์เศรษฐกิจหลังอัตราเงินเฟ้อสหรัฐเพิ่มสูงสุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 1990

กระทรวงแรงงานสหรัฐเผยว่า ดัชนีผู้บริโภคของสหรัฐ (CPI) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 6.2% ในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว นับเป็นการเพิ่มขึ้นแบบปีต่อปีมากที่สุดนับตั้งแต่เดือน พ.ย. 1990 หรือ 31 ปีที่แล้ว และเพิ่มขึ้น 0.9% เมื่อเทียบกับเดือน ก.ย. ทั้งยังเพิ่มขึ้นสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 5.9% ตามข้อมูลของ Bloomberg

สินค้าที่ขึ้นราคาสูงสุดอยู่ในกลุ่มพลังงาน โดยเฉพาะเดือนที่แล้วเดือนเดียวราคาน้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้นถึง 6.1%

สำนักข่าว AFP ระบุว่าเงินเฟ้อของสหรัฐนิ่งมาหลายปี และกลับมาพุ่งขึ้นในปีนี้หลังจากธุรกิจของสหรัฐกลับมาดำเนินการอีกครั้งหลังมีการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19

ราคาสินค้าต่างๆ เพิ่มขึ้นเพราะได้รับแรงกดดันจากความต้องการของผู้บริโภคที่สูงขึ้น บวกกับการขาดแคลนแรงงานของสหรัฐ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับคาราขึ้น และปัญหาซัพลายเชนสะดุด

ด้าน Bloomberg รายงานว่า อัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจบีบให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้

เมื่อวันอังคาร (9 พ.ย.) เจเน็ต เยลเลน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐยืนยันว่า อัตราเงินเฟ้อขาขึ้นของสหรัฐจะคงอยู่จนถึงไม่เกินปีหน้า และย้ำว่า Fed จะไม่ยอมให้ภาวะเงินเฟ้อ สินค้าราคาสูงอย่างในช่วงทศวรรษ 1970 เกิดซ้ำรอย

อย่างไรก็ดี บรรดานักลงทุนต่างกังวลว่าตัวเลขอัตราเงินเฟ้อล่าสุดนี้จะทำให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยอย่างเร็วสุดในเดือน มิ.ย.ปีหน้า

REUTERS/Lawrence Bryant/File Photo

อังกฤษจ่อไฟเขียว ซิโนแวค-ซิโนฟาร์ม เข้าประเทศไม่ต้องกักตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667905

วันที่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 12:15 น.อังกฤษจ่อไฟเขียว ซิโนแวค-ซิโนฟาร์ม เข้าประเทศไม่ต้องกักตัวสหราชอาณาจักรเตรียมรับรองนักเดินทางที่ฉีดวัคซีน ซิโนแวค-ซิโนฟาร์ม เข้าประเทศไม่ต้องกักตัว

วันนี้ (11 พ.ย.) สำนักข่าวซินหัวรายงานว่ารัฐบาลสหราชอาณาจักรเตรียมรับรองวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีการใช้งานกรณีฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลก (WHO) ภายในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งจะเพิ่มวัคซีนของซิโนแวคและซิโนฟาร์มจากจีน รวมถึงวัคซีนโควาซินของอินเดีย เข้ารายการวัคซีนที่ได้รับอนุมัติสำหรับนักเดินทางขาเข้าของประเทศ

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย. เป็นต้นไป ซึ่งหมายความว่านักเดินทางที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เหล่านี้ครบสองโดส จะถูกพิจารณาว่าได้รับวัคซีนครบโดสแล้วในสหราชอาณาจักร

กลุ่มผู้โดยสารที่เดินทางถึงสหราชอาณาจักรหลังรับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ครบโดสและได้รับใบรับรองการฉีดวัคซีนจากหนึ่งในประเทศและดินแดนที่ผ่านการรับรองมากกว่า 135 แห่ง จะไม่จำเป็นต้องตรวจโรคก่อนออกเดินทาง ตรวจโรคหลังเดินทางมาถึงครบ 8 วัน หรือกักตัวเมื่อเดินทางมาถึงอีกต่อไป

ส่วนผู้ที่มีหลักฐานการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 จากประเทศหรือดินแดนที่ไม่ได้อยู่ในรายการที่ผ่านการรับรอง หรือฉีดวัคซีนที่ไม่อยู่ในรายการที่ได้รับอนุมัติ จำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบเดียวกับผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนครบโดส

อนึ่ง วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่สหราชอาณาจักรอนุมัติในขณะนี้ ได้แก่ ไฟเซอร์-ไบออนเทค แอสตราเซเนกา โควิชีลด์ โมเดอร์นา และจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน

รัฐบาลสหราชอาณาจักรระบุว่าผู้มีอายุต่ำกว่า 18 ปีทุกคน ที่เดินทางเข้าอังกฤษจะถูกพิจารณาเป็นผู้ได้รับวัคซีนครบโดส ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ย. เป็นต้นไป และจะถูกยกเว้นจากการกักตัวเมื่อเดินทางมาถึง การตรวจโรคหลังเดินทางมาถึงครบ 8 วัน และการตรวจโรคก่อนออกเดินทาง

อย่างไรก็ดี พวกเขาจำเป็นต้องทำการตรวจโรคหลังเดินทางมาถึงทันที และเข้ารับการทดสอบพีซีอาร์ (PCR) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อยืนยันว่าไม่มีผลตรวจโรคเป็นบวก

ปัจจุบันประชากรอายุ 12 ปีขึ้นไปในสหราชอาณาจักร ได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 โดสแรกมากกว่าร้อยละ 87 ได้รับวัคซีนครบโดสมากกว่าร้อยละ 79 และได้รับวัคซีนโดสกระตุ้นหรือโดสที่ 3 มากกว่าร้อยละ 17 แล้ว

REUTERS/Hannah Mckay/File Photo

Merck ยันชาติยากจนได้ ‘โมลนูพิราเวียร์ ‘ อย่างเท่าเทียม ไม่ซ้ำรอยวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667898

วันที่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 11:30 น.Merck ยันชาติยากจนได้ 'โมลนูพิราเวียร์ ' อย่างเท่าเทียม ไม่ซ้ำรอยวัคซีนผู้ผลิตยันทุกชาติไม่ว่ารวยหรือจนสามารถเข้าถึง ‘โมลนูพิราเวียร์’ ได้พร้อมกันอย่างเท่าเทียม ไม่เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในการแจกจ่ายวัคซีน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า Merck (เมอร์ค) ยักษ์ใหญ่ด้านเภสัชกรรมของสหรัฐ ผู้ผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) ยาเม็ดรักษาโควิด-19 ให้คำมั่นว่าจะจัดสรรยาดังกล่าวให้แก่ประเทศทั่วโลกพร้อมๆ กันไม่ว่าจะเป็นประเทศร่ำรวยหรือยากจน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เคยเกิดขึ้นจากการแจกจ่ายวัคซีนโควิด-19 ทั่วโลก

พอล ชาเพอร์ ผู้อำนวยการบริหารด้านนโยบายต่างประเทศของ Merck กล่าวกับเอเอฟพีว่า บริษัทได้วางแผนเกี่ยวกับห่วงโซ่อุปทานของยาโมลนูพิราเวียร์มาตั้งแต่เดือนก.ค. ปีที่แล้ว ก่อนที่จะมีการเผยแพร่ผลการทดลองขั้นสุดท้ายในเดือนต.ค. ที่ผ่านมา

“ในไตรมาสแรกและไตรมาสที่ 2 ของปี 2022 จะมียาโมลนูพิราเวียร์จำนวนมากแจกจ่ายไปยังประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลาง ทุกชาติไม่ว่าจะมีรายได้ต่ำ ปานกลาง หรือสูง จะเข้าถึงยาดังกล่าวได้อย่างเท่าเทียมในเวลาเดียวกัน ไม่เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในการแจกจ่ายวัคซีน” ชาเพอร์กล่าว

โดยคาดการณ์ว่าจะสามารถผลิตยาดังกล่าวได้ 10 ล้านชุดภายในสิ้นปีนี้ และเพิ่มขึ้นอีกอย่างน้อย 2 เท่าภายในปี 2022 ซึ่งจะถูกกำหนดราคาตามศักยภาพเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่าบริษัทได้เซ็นสัญญากับรัฐบาลสหรัฐในการจัดหายาโมลนูพิราเวียร์ในราคาชุดละ 700 เหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ Merck ยังทำข้อตกลงร่วมกับ Medicines Patent Pool เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีผลิตยาโมลนูพิราเวียร์ให้แก่บริษัทต่างๆ ใน 105 ประเทศโดยไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ส่งผลให้ประเทศรายได้ปานกลางและต่ำสามารถผลิตและจำหน่ายยาดังกล่าวเองได้ในราคาไม่แพง

ขณะเดียวกันมูลนิธิ Bill and Melinda Gates Foundation ประกาศเมื่อเดือนที่แล้วว่าจะร่วมสมทบทุนเป็นเงิน 120 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อช่วยให้ประเทศที่มีรายได้ต่ำสามารถเข้าถึงยาโมลนูพิราเวียร์ได้อย่างเท่าเทียม

ทั้งนี้ Merck เผยว่ายาเม็ดดังกล่าวแตกต่างจากวัคซีนโควิด-19 ทั่วไปตรงที่ไม่ได้กำหนดเป้าหมายไปที่โปรตีนหนาม (spike protein) ซึ่งเป็นตัวกำหนดสายพันธุ์ของไวรัส แต่กำหนดเป้าหมายไปที่ viral polymerase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่จำเป็นของไวรัสที่ในการคัดลอกเชื้อ โดยตัวยาจะทำให้รหัสพันธุกรรมของไวรัสผิดพลาดจนไม่สามารถขยายจำนวนขึ้นได้ จึงมีแนวโน้มว่าจะสามารถยับยั้งโควิด-19 ได้แม้ว่าจะมีการกลายพันธุ์

ซึ่งผลการทดลองที่เผยแพร่ออกมาเมื่อเดือนต.ค. ที่ผ่านมาพบว่ายาโมลนูพิราเวียร์สามารถลดอาการป่วยที่ต้องเข้ารักษาในโรงพยาบาลและอาการรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตจากโควิด-19 ได้ครึ่งหนึ่ง

ด้าน Pfizer ก็ได้เผยข่าวดีว่าแพ็กซ์โลวิด (Paxlovid) ยาเม็ดต้านโควิด-19 ของบริษัทยสามารถลดการเข้ารักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตได้ 89% ในกลุ่มผู้ป่วยวัยผู้ใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะมีอาการหนัก และยื่นข้อมูลให้องค์การอาหารและยาของสหรัฐ (FDA) ให้เร็วที่สุดเพื่อขออนุมัติการใช้ในกรณีฉุกเฉิน

Photo by Handout / Merck & Co,Inc. / AFP

อีลอน มัสก์ ขายหุ้น Tesla มูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาท #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/667893

วันที่ 11 พ.ย. 2564 เวลา 10:40 น.อีลอน มัสก์ ขายหุ้น Tesla มูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทอีลอน มัสก์ ขายหุ้นบริษัท Tesla มูลค่า 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 36,000 ล้านบาท

วันนี้ (11 พ.ย.) สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าอีลอน มัสก์ ซีอีโอบริษัท Tesla ขายหุ้นไปประมาณ 930,000 หุ้น หรือคิดเป็นเงิน 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐหรือกว่า 36,000 ล้านบาท ตามรายงานของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ

หลังจากที่เขาโพสต์ถามผู้ติดตามของเขาผ่านทาง Twitter เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาว่าเขาควรลดสัดส่วนในการถือหุ้นบริษัทลง 10% หรือไม่ ซึ่งผู้ใช้ส่วนใหญ่จากผู้ที่ตอบผลสำรวจทั้งหมดกว่า 3.5 ล้านคนเห็นควร

อย่างไรก็ตาม ตามเอกสารที่สื่อรายงานพบว่าการขายหุ้นได้ดำเนินการตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา หมายความว่าการขายหุ้นของอีลอน มัสก์ ในครั้งนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากผลสำรวจ

ทั้งนี้ ภายหลังจากการสำรวจความคิดเห็นของอีลอน มัสก์ ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัท Tesla ร่วงลงตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา โดยวานนี้ (10 พ.ย.) Bloomberg รายงานว่าเขาสูญเงิน 50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท) ในสัปดาห์นี้ หลังจากที่หุ้นของบริษัทร่วงเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นการสูญเงินครั้งใหญ่ที่สุดภายในระยะเวลาเพียงเท่านี้ ที่เคยถูกบันทึกไว้ใน Bloomberg Billionaires Index

โดยขณะนี้อยู่ที่ 1,067.95 เหรียญสหรัฐ ร่วงลงจากระดับ1,230 ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งตามเอกสารของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์พบว่า มัสก์ยังคงถือหุ้น Tesla มากกว่า 170 ล้านหุ้น

Photo by Britta Pedersen / POOL / AFP