การค้นพบขุมสมบัติ ‘ศรีวิชัย’ ในดินแดน ‘สุวรรณทวีป’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666388

วันที่ 25 ต.ค. 2564 เวลา 19:07 น.การค้นพบขุมสมบัติ 'ศรีวิชัย' ในดินแดน 'สุวรรณทวีป'เป็นที่ถกเถียงกันมานานว่าศูนย์กลางของอาณาจักรศรีวิชัยอยู่ที่ไหนกันแน่ นักประวัติศาสตร์ในไทยเชื่อว่าอยู่ที่ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี ในขณะที่นักประวัติศาสตร์อินโดนีเซียเชื่อว่าอยู่ที่เมืองปาเล็มบัง บนเกาะสุมาตรา กาค้นพบล่าสุดอาจเผยที่ตั้งแท้จริงของศรีวิชัย

ดร.ฌอน คิงส์ลีย์ (Dr Sean Kingsley) นักโบราณคดีทางทะเลของอังกฤษ บอกกับ MailOnline ว่า นักสำรวจผู้ยิ่งใหญ่หลายรายพยายามตามล่าที่ตั้งของอาณาจักรศรีวิชัย โดยบุกไปไกลถึงประเทศไทยและแม้แต่ในอินเดีย แต่พวกเขาเหล่านั้นไม่มีโชค ไม่พบทั้งที่ตั้งของศรีวิชัยและขุมสมบัติที่ล้ำค่า

คิงส์ลีย์เชื่อว่าศรีวิชัยอาจอยู่ที่ปาเล็มบัง แต่เขาบอกว่า “แม้แต่ที่ปาเล็มบัง ที่ตั้งดั้งเดิมของอาณาจักรที่สาบสูญไป นักโบราณคดีก็ยังไม่สามารถหาเครื่องปั้นดินเผาได้มากพอที่จะอวดว่ามีเท่ากับหมู่บ้านเล็กๆ ได้ ศรีวิชัย อาณาจักรสุดท้ายที่สูญหายไปจากโลก เก็บความลับของมันเอาไว้อย่างเหนียวแน่น”

คิงส์ลีย์อาจจะ “เว่อร์” ไปหน่อยเรื่องที่บอกว่าศรีวิชัยเป็นอาณาจักรสุดท้ายที่สูญหายไปจากโลก เพราะความจริงมีบันทึกความเชื่อมที่ทำให้เราทราบว่าศรีวิชียไม่ได้หายไปไหน มันยังอยู่ในความทรงจำของคนรุ่นต่อและในประวัติศาสตร์ของประเทศอื่นเช่นจีน เพียงแต่ที่ตั้งของมันเท่านั้นที่เป็นปัญหา

แต่คิงส์ลีย์พูดถูกเรื่องปาเล็มบัง เพราะแม้จะมีการเสนอว่าที่นี่คือที่ตั้งของศรีวิชัย แต่พบหลักฐานทางโบราณคดีน้อยมาก ในขณะที่ไชยาพบโบราณวัตถุและโบราณสถานมากกว่า แต่ก็ไม่มีสมบัติที่ล้ำค่ามากพอที่จะบอกว่านี่คือเมืองหลวง ไม่ใช่หัวเมืองสำคัญของอาณาจักร

จนกระทั่งนักดำน้ำงมสมบัติที่แม่น้ำมูซีใกล้กับเมืองปาล็มบังค้นพบสิ่งของล้ำค่า ตั้งแต่พระพุทธรูปขนาดเท่าคนจริงจากศตวรรษที่ 8 (อายุประมาณ 1,200 ) ที่ประดับประดาด้วยอัญมณีล้ำค่า มูลค่าหลายล้านปอนด์ ไปจนถึงเครื่องทองโบราณและลูกปัดซึ่งเป็นของประดับในยุคสมัยนั้น

พระพุทธเจ้า พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรและพระเมตไตรย อายุราวครึ่งหลังของศตวรรษที่ 8 จากสุมาตราหรือภาคใต้ของประเทศไทย อยู่ที่ The Metropolitan Museum of Art (Public Domain)

นอกจากของประดับแล้ว สิ่งสำคัญคือสิ่งที่าสะท้อนวัฒนธรรมของศรีวิชัย เช่นแหวนพิธีทองประดับด้วยทับทิมและวัชระสี่ง่ามทำจากทองคำ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในพิธีตันตระในศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธนิกายมนตรยาน อันเป็นศาสนาหลักของศรีวิชัยและทำให้นักบวชจากดินแดนต่างๆ เดินทางมายังที่นี่เพื่อศึกษาเล่าเรียนธรรมะ

ดร.ฌอน คิงส์ลีย์เปิดเผยงานวิจัยของเขาในนิตยสาร Wreckwatch (นิตยสารว่าด้วยสมบัติใต้ทะเลและเส้นทางสายไหม) ฉบับฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งสามารถชมภาพการค้นพบได้จากนิตยสารเล่มนี้

จากงานเขียนใน Wreckwatch รวมถึงการรายงานของสื่อต่างๆ เช่น กับ MailOnline และ Guardian ดูเหมือนว่าฌอน คิงส์ลจะเชื่อมั่นว่าเขาค้นพบศรีวิชัยเข้าให้แล้ว และสื่อบางแห่งบอกว่านี่คือ “เกาะทองคำ” ที่สาบสูญไป

“เกาะทองคำ” คืออะไร? อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่สถานที่ลึกลับอะไร มันเป็นการแปลชื่อโบราณของสถานที่แห่งหนึ่งที่เชื่อกันว่าอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นคือ “สุวรรณทวีป” ซึ่งเป็นภาษาสันสกฤตที่แปลว่า เกาะทองคำ

สุวรรณทวีปเป็นชื่อที่มาพร้อมกับคำว่า “สุวรรณภูมิ” (แผ่นดินทอง) ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปว่าสุวรรณทวีปกับสุวรรณภูมิเป็นดินแดนแห่งเดียวกันหรือไม่ และมันควรตั้งอยู่ที่ไหน

ชื่อสุวรรณทวีปปรากฏในตำราอินเดียสมัยศตวรรษที่ 8 ชื่อ “สมราอิจจกหา” ที่เขียนโดยหริภัทระ สูริ (ค.ศ. 700–770) บรรยายถึงการเดินทางทางทะเลสู่สุวรรณทวีป บอกว่าที่นั่นทำอิฐจากทรายที่อุดมด้วยทองคำ ทิศที่ตั้งของสุวรรณทวีปอยู่ทางตะวันตกของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงน่าจะเป็นสุมาตรา คาบสมุทรมาเลย์ บอร์เนียว และชวา

รูปทองคำพระไภรวะ ราวศตวรรษที่ 13-14 จากอินโดนีเซีย (อาจมาจากชวา, สุมาตรา) อยู่ที่ The Metropolitan Museum of Art (Public Domain)

นอกจากนี้ยังปรากฏในตำรา “กถากริตสาคร” เขียนโดยโสมะเทวะแห่งกัศมิระ (แคชเมียร์) ในศตวรรษที่ 11 บอกว่า สุวรรณทวีปคือดินแดนที่พ่อค้าวาณิชย์เดินทางไปบ่อยๆ ระหว่างทางไปยังประเทศจีน

จากหลักฐานเหล่านี้ เฮนดริก เคิร์น (Johan Hendrik Caspar Kern) นักภาษาศาสตร์และบูรพวิทยาชาวดัตช์ สรุปในบทความชื่อ “ชวาและเกาะทองตามรายงานที่เก่าแก่ที่สุด” ว่าสุมาตราคือสุวรรณทวีปที่กล่าวถึงในตำราฮินดูโบราณ

แน่นอนว่า มันยังเป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกัน เพราะแม้นักวิชาการอย่างเคิร์นจะสรุปว่ามันคือเกาะสุมาตรา แต่บันทึกการเดินทางของพระอี้จิ้ง พระชาวจีนที่เดินทางไปแสวงบุญที่อินเดียและแวะผ่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ระบุว่าสุวรรณภูมิและสุวรรณทวีปคือสถานที่แห่งเดียวกัน

หากเลี่ยงเรื่องสุวรรณภูมิ/สุวรรณทวีปออกไป (เพราะยังเป็นประเด็นที่ลงรอยได้ยากมากกว่า) แล้วโฟกัสที่การค้นพบสมบัติที่แถวๆ ปาเล็มบังบนเกาะสุมาตรา ทฤษฎีเรื่องศรีวิชัยและสุวรรณทวีปอยู่ที่เกาะสุมาตราดูเหมือนจะมีน้ำหนักมากขึ้น

ทำไมจึงมีน้ำหนัก? ในบันทึกของจีนเรียกดินแดนหนึ่งในแถบคาบสมุทรมลายู-หมู่เกาะอินโดนีเซียว่า “ซานฝอฉี” ซึ่งมักจะเชื่อกันว่ามันหมายถึงศรีวิชัย เพราะมีบันทึกจีนเรียกปรเะทศนี้อีกอย่างว่า “ซื่อลี่ฝอซื่อ” ซึ่งออกเสียงคล้ายกับศรีวิชัย

แล้ว “ซานฝอฉี” หรือศรีวิชัยที่จีนบันทึกไว้อยู่ที่ไหน? ตอนที่ศรีวิชัยยังเป็นอาณาจักร (หรือบางคนเสนอว่าไม่ใช่อาณาจักรแต่เป็นสมาพันธรัฐ) อยู่นั้นเราไม่รู้แน่ว่ามันอยู่ที่ไหน เพราะไทยก็อ้างว่าอยู่ที่ไชยา อินโดนีเซียก็เชื่อว่าอยู่ปาเล็มบัง

แต่เมื่อศรีวิชัยถูกอาณาจักรอื่นรุกราน ตอนนี้เองที่มีบันทึกของจีนบอกว่า หลังจากศรีวิชัยล่มแล้ว เชื้อพระวงศ์ศรีวิชัยหนีไปสิงคโปร์ (ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน) จากนั้นไปตั้งอาณาจักรมะละกา

พระโพธิสัตว์พระไมเตรยะหรือพระมัญชุศรี ปลายศตวรรษที่ 7 – ต้นศตวรรษที่ 9 จากอินโดนีเซีย (สุมาตรา) อยู่ที่ The Metropolitan Museum of Art (Public Domain)

ในเวลานั้นเอง คนจีนในท้องถิ่น 1,000 คนยกให้ “เหลียงต้าวหมิง” เป็นคนจีนจากเมืองหนานไห่ มณฑลกวางตุ้งเป็นผู้นำ เหลียงต้าวหมิงนำชาวจีนและคนท้องถิ่นในปาเล็มบังต่อต้านการรุกรานของอาณาจักรมัชปาหิตจากชวา เมื่อสำเร็จแล้วเหลียงต้าวหมิงก็ตั้งศรีวิชัยขึ้นมาใหม่เรียกว่า “ซินซานฝอฉี” (แปลว่าซานฝอฉีแห่งใหม่หรือศรีวิชัยใหม่)

หลังจากนั้น “ซินซานฝอฉี” ก็ส่งบรรณาการไปจิ้มก้องเพื่อขอรับการรับรองจากจีน แต่อาณาจักรนี้มีอายุไม่ยืดยาวนัก ถึง ค.ศ. 1470 ก็ถูกอาณาจักรมะละกาโค่นล้มลงได้ในที่สุด

ตอนที่เป็น “ซินซานฝอฉี” นี่เองบันทึกจีนระบุสถานที่ตั้งว่าศรีวิชัยอยู่ตรงไหน ในบันทึกเรียกเมืองที่ตั้งว่า “ท่าเรือเก่า” (จิ้วกั่ง) และยังเรียกว่า “ป่าหลินเฟิง” ซึ่งถอดเสียงมาจากคำว่าปาเล็มบัง

การที่มันชื่อว่า “ท่าเรือเก่า” ทำให้สงสัยว่ามันเป็นท่าเรือมาแต่เดิมโบร่ำโบราณหรือไม่? การค้นพบสมบัติล้ำค่าในแม่น้ำมูซีน่าจะช่วยยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่า “ท่าเรือเก่า” น่าจะคับคั่งจริงๆ ถึงได้มีทรัพย์สมบัติมากมายอย่างนั้น

ชื่อ “ท่าเรือเก่า” ของปาเล็มบังก็อาจหมายถึงความว่ามันเป็นท่าเรือแต่โบราณจริงๆ แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น เพราะการปรากฏขึ้นมาของสมบัติล้ำค่าไม่ได้หมายความว่าปาเล็มบังป็นที่ตั้งของเมืองหลวงมาแต่เดิม (อย่างน้อยก็ก่อนที่เหลียงต้าวหมิงตั้งตนเป็นเจ้า) เพราะมันอาจเป็นสมบัติของใครก็ได้ที่ทำตกไว้ หรือถูกโยนทิ้งหลังจากเสียเมืองระหว่างสงครามหลายครั้ง หรืออาจจะเกิดจากเรือล่มก็ได้เพราะนี่คือท่าเรือที่คึกคัก

พระอวโลกิเตศวร พระโพธิสัตว์แห่งความกรุณา อายุราวปลายศตวรรษที่ 8 – ต้นศตวรรษที่ 9 จากสุมาตรา อยู่ที่ The Metropolitan Museum of Art (Public Domain)

ในหนังสือสมัยราชวงศ์หมิง ชื่อ “หมิงซานจั้ง” บทที่ว่าด้วยซานฝอฉี กล่าวถึงเหตุการณ์ในแคว้นนี้และเริ่มต้นด้วยการบอกว่า “ประเทศซานฝอฉี สมัยก่อนคือก้านถัวลี่ ยังเรียกว่าปั๋วหลิน” และยังบอกว่าหลังจากถูกชวาครอบครองแล้ว “เมืองหลวงชื่อท่าเรือเก่าถูกทำลาย”

ปั๋วหลินในที่นี้ก็คือปาเล็มบังหรือท่าเรือเก่า แต่ “ก้านถัวลี่” ควรจะเป็นอีกเมือง และข้อมูลนี้ทำให้เราต้องเดินทางมายังไทย เพราะว่า “ก้านถัวลี่” มักจะแปลกันว่าเป็นเมืองคันธุลี เป็นชื่อเมืองโบราณที่ปรากฏในบันทึกจีนมานานแล้ว แล้วต่อมาหายไปจากบันทึกจีน เพราะจีนหันไปเอ่ยถึง “ท่าเรือเก่า” แทน

สถานที่ที่มีชื่อใกล้เคียงกับคันธุลีมากที่สุด ก็คือตำบลคันธุลี อำเภอท่าชนะ จังหวัดสุราษฏร์ธานี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองไชยา จังหวัดสุราษฏร์ธานี ที่ไทยเชื่อมั่นว่าคือที่ตั้งของศรีวิชัย

ในแผนที่โบราณของจีนนั้นไม่ได้บอกว่า “ซานฝอฉี” ตั้งอยู่ที่เกาะสุมาตรา แต่บอกว่าอยู่ตรงคาบสมุทรมลายูตรงเป๊ะกับคันธุลี-ไชยา ที่ตั้งนี้ยังตรงกับแผนที่สมัยกรีก-โรมันของโทเลมี ที่ชี้ว่า “แหลมทอง” (Golden Chersonese) อยู่ตรงคาบสมุทรแถบคันธุลี-ไชยา เช่นกัน

การที่แผนที่บอกที่ตั้งชัดขนาดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าปาเล็มบังไม่ใช่ศรีวิชัย แต่มันอาจเป็นเมืองหลวงในภายหลัง และตอนแรกนั้นมันเป็นแค่ท่าเรือหลัก พอยกระดับเป็นเมืองหลวงแล้วจึงได้ชื่อ “ท่าเรือเก่า” นั่นเอง หมายความว่ามันคือท่าเรือมาแต่เดิมแล้วค่อยเป็นเมืองหลวงเมืองหลักในภายหลัง

แม้ว่าคันธุลีจะไม่มีหลักฐานโบราณคดีที่ยิ่งใหญ่อะไรเทียบได้กับไชยและไม่มีขุมทรัพย์เหมือนปาเล็มบัง แต่ผู้เขียนเชื่อว่ามันจะต้องสำคัญแน่ๆ เพียงแต่ทั้งไทยและเทศไม่ได้ให้ความสำคัญกับมันนัก

บางทีคงต้องกลับไปศึกษาหลักฐานจากจีนมากๆ แล้วใช้มันเป็นแผนที่นำทาง บางทีเราอาจไขปริศนาเกี่ยวกับศรีวิชัยได้มากกว่านี้

โดย กรกิจ ดิษฐาน

(หมายเหตุ – เรื่องจากภาพการค้นพบเป็นของนิตยสาร Wreckwatch จึงไม่สามารถนำมาเผยแพร่ได้ ผู้เขียนจึงใช้ภาพโบราณวัตถุจากสุมาตราที่เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ The Metropolitan Museum of Art  ในนิวยอร์ก มาประกอบงานเขียนแทน) 

ทหารซูดานกราดยิงประชาชน หลังก่อรัฐประหาร #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666382

วันที่ 25 ต.ค. 2564 เวลา 16:47 น.ทหารซูดานกราดยิงประชาชน หลังก่อรัฐประหารการก่อรัฐประหารเกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เกิดขึ้นกับซูดาน ในแอฟริกา และมีการลงมือกับประชาชนแทบจะในทันที

กระทรวงข้อมูลข่าวสารของซูดานเปิดเผยว่ากองกำลังติดอาวุธยิงกระสุนจริงใส่ชาวซูดานที่พากันมารวมตัวตามท้องถนนของกรุงคาร์ทูมเพื่อประท้วงต่อต้าน “รัฐประหาร” หลังจากกลุ่มทหารเข้ายึดอำนาจในวันจันทร์

“กองกำลังทหารได้ยิงกระสุนจริงใส่ผู้ประท้วงที่ปฏิเสธการทำรัฐประหารนอกกองบัญชาการกองทัพ” กระทรวงระบุในถ้อยแถลงบนเฟซบุ๊ก พร้อมเสริมว่า “คาดว่าจะมีผู้ได้รับบาดเจ็บ”

ด้านสำนักงานนายกรัฐมนตรี อับดัลลา ฮัมด็อก (Abdalla Hamdok) ของซูดาน เรียกร้องให้ผู้ประท้วงออกมาแสดงพลังตามท้องถนน หลังจากกองกำลังความมั่นคงได้ควบคุมตัวผู้นำพลเรือนระดับสูงในรัฐบาลเฉพาะกาลเมื่อวันจันทร์

“เราเรียกร้องให้ชาวซูดานประท้วงโดยใช้สันติวิธีทุกวิถีทางที่เป็นไปได้… เพื่อนำการปฏิวัติของพวกเขากลับคืนมาจากพวกหัวขโมย” สำนักงานของฮัมด็อกกล่าวในแถลงการณ์

อย่างไรก็ตามตัวฮัมดอกเองถูกควบคุมตัวเมื่อเช้าวันจันทร์โดยกองกำลังความมั่นคง โดยผู้กระทำการไม่ยอมรับคำว่าการก่อรัฐประหาร แต่หน่วยงานรัฐที่ถูกยึดอำนาจเรียกว่า “รัฐประหาร”

การเมืองในซูดานสั่นคลอนมาหลายเดือนแล้ว โดยรัฐบาลประกาศเมื่อวันที่ 21 กันยายนว่าได้ขัดขวางความพยายามทำรัฐประหารโดยแกนนำพลเรือนและทหาร ในขณะที่ประชาชนบางส่วนพากันแสดงพลังตามท้องถนนในคาร์ทูมตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคมเพื่อเรียกร้องของรัฐบาลทหาร คาดว่าเป็นการบงการของฝ่ายที่หวังทำรัฐประหาร

เพื่อเป็นการตอบโต้ ผู้คนนับหมื่นได้ประท้วงในวันที่ 21 ตุลาคมเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่นำโดยพลเรือน แต่ในวันที่ 25 ตุลาคมก็เกิดการรัฐประหารโดยทหารในที่สุด

Photo by AFP

อยู่ต่อไม่ไหวแล้ว แอมเนสตี้ฯ สั่งปิดสำนักงานฮ่องกงหนีกฎหมายเข้ม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666367

วันที่ 25 ต.ค. 2564 เวลา 14:03 น.อยู่ต่อไม่ไหวแล้ว แอมเนสตี้ฯ สั่งปิดสำนักงานฮ่องกงหนีกฎหมายเข้มAmnesty International (แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล) กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า พวกเขาจะปิดสำนักงานในฮ่องกง เนื่องจากการคุกคามต่อเจ้าหน้าที่โดยกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่รัฐบาลจีนกำหนดใช้

กลุ่มสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ Amnesty International ตัดสินใจยุติบทบาทในฮ่องกงที่ยาวนานกว่าสี่ทศวรรษที่ดำรงอยู่ในฮ่องกง หลังจากที่ทางการฮ่องกงใช้ไม้แข็งยิ่งขึ้นโดยได้รับการหนุนหลังจากรัฐบาลจีน

จีนประกาศใช้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เพื่อตอบโต้การประท้วงประชาธิปไตยครั้งใหญ่และมักเกิดความรุนแรงระหว่างการเคลื่อนไหว หลังจากนั้นการเคลื่อนไหวทางการเมืองในฮ่องกงถูกปราบปรามอย่างหนัก แม้แต่การแสดงจุดยืนทางการเมืองเล็กน้อยแต่หากระทบไปถึงจีนก็จะถูกทางการจัดการ

Anjhula Mya Singh Bais ประธานคณะกรรมการแอมเนสตี้ กล่าวว่า การตัดสินใจปิดสำนักงานเกิดขึ้น “ด้วยใจที่หนักหน่วง” และ “ถูกผลักดันโดยกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติของฮ่องกง”

“(กฎหมาย) ทำให้องค์กรสิทธิมนุษยชนในฮ่องกงไม่สามารถทำงานได้อย่างอิสระได้เลยโดยไม่ต้องกลัวว่าจะมีการตอบโต้อย่างร้ายแรงจากรัฐบาล” เธอกล่าวเสริม

แอมเนสตี้มีสำนักงานสองแห่งในฮ่องกง สาขาแรกคือสาขาท้องถิ่นที่เน้นเรื่องสิทธิมนุษยชนและการรณรงค์ในเมือง สาขาที่สองคือสำนักงานระดับภูมิภาคที่ทำงานวิจัยและสนับสนุนทั่วทั้งเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก

ในการประกาศของแอมเนสตี้ ระบุว่าสำนักงานในพื้นที่จะปิดให้บริการในวันที่ 31 ตุลาคม ขณะที่สำนักงานภูมิภาคจะย้ายออก “ภายในสิ้นปี 2021”

REUTERS/Carlos Jass/File Photo

จีนใช้ ‘แล็บพองลม’ เร่งปูพรมตรวจโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666362

วันที่ 25 ต.ค. 2564 เวลา 12:31 น.จีนใช้ ‘แล็บพองลม’ เร่งปูพรมตรวจโควิด-19หลานโจวซึ่งเป็นพื้นที่พบการระบาดครั้งใหม่ในจีนเร่งตรวจประชาชน ใช้ ‘แล็บพองลม’ เร่งปูพรมตรวจโควิด-19

หลานโจว, 25 ต.ค. (ซินหัว) — นครหลานโจว เมืองเอกของมณฑลกานซู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ได้เปิดใช้งาน “ฟอลคอน” (Falcon) ห้องปฏิบัติการชั่วคราวแบบเต็นท์พองลมสำหรับการทดสอบกรดนิวคลีอิกเพื่อตรวจหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เมื่อวันอาทิตย์ (24 ต.ค.) หลังทำการติดตั้งและแก้ไขข้อบกพร่องนานกว่า 20 ชั่วโมง

เมื่อนับถึงวันเสาร์ (23 ต.ค.) กานซู่รายงานการตรวจพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่ติดเชื้อในท้องถิ่นแล้ว  41 ราย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการระบาดระลอกใหม่ในหลายภูมิภาคของจีน

เซินตงเซิง ผู้อำนวยการทั่วไปของห้องปฏิบัติการฯ กล่าวว่าห้องปฏิบัติการที่สร้างขึ้นใหม่  สามารถทดสอบตัวอย่างสูงสุด 80,000 หลอดต่อวัน หรือคัดกรองเชื้อจากประชาชนได้ 800,000 คน หากใช้วิธีการตรวจแบบรวมกลุ่ม (pool testing) อันจะเอื้อแก่งานตรวจหาโรคโควิด-19 แบบครอบคลุมทั่วเมือง รอบที่ 2 ของหลานโจว

เซินกล่าวว่า บุคลากรการแพทย์ในห้องปฏิบัติการมากกว่า 100 คน แบ่งการทำงานออกเป็น 2 กะ เพื่อทำการทดสอบอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง โดยห้องปฏิบัติการฟอลคอนได้ช่วยนครกว่างโจว หนานจิง หยางโจว เซี่ยเหมิน ฮาร์บิน และเมืองอื่นๆ เพิ่มพูนศักยภาพการทดสอบกรดนิวคลิอิกในระยะเวลาอันสั้นมาแล้ว

ก่อนหน้านี้มีการส่งห้องปฏิบัติการทดสอบกรดนิวคลีอิกเคลื่อนที่ 7 ห้องมายังหลานโจว ซึ่งได้ทำการทดสอบไปเกือบ 3.4 ล้านครั้งเมื่อนับถึงวันเสาร์ (23 ต.ค.)

เนื้อหาข่าวและภาพด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

ชมภาพแล็บพองลม

วาจาสิทธิ์! Elon Musk เอ่ยปากปุ๊บ Shiba Inu ดิ่งปั๊บ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666347

วันที่ 25 ต.ค. 2564 เวลา 11:09 น.วาจาสิทธิ์! Elon Musk เอ่ยปากปุ๊บ Shiba Inu ดิ่งปั๊บหลังจากที่ Shiba Inu ทำมูลค่าสูงสุดตลอดกาล แฟนพันธุ์ของ Dogecoin อย่าง Elon Musk ก็เบรกมันในทันที ผลก็คือ …

หลังจาก Shiba Inu (SHIB) พุ่งพรวด 50% สูงสุดตลอดกาล มันก็เจอเข้ากับตอเข้าเต็มๆ เมื่อเอลอน มัสก์ (Elon Musk) ผู้ซึ่งเคยเชียร์ Dogecoin บนโซเชียลมีเดียแมาโดยตลอดจนราคามันเคยพุ่งมาแล้ว ตอบคำถามจากผู้ใช้ Twitter ที่ถามว่าเขาถือ Shiba Inu มากแค่ไหน

มัสก์ตอบสั้นๆ ว่า”ไม่มี” ในทวีต และเขากล่าวว่าเขาได้ซื้อ Bitcoin, Ether และ Dogecoin และบอกว่า “แค่นั้นแหละ”

หลังจากนั้น Bloomberg รายงานว่าเมื่อเวลา 9:30 น. ในวันจันทร์ SHIB ลดลง 15% จากระดับสูงสุดตลอดกาลในวันอาทิตย์ที่ฮ่องกง ตามราคาจาก CoinGecko.com

อย่างไรก็ตาม มูบค่าของ Shiba Inu ได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 400% ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา นับเป็นเหรียญคริปโตใหญ่เป็นอันดับที่ 11 ตามมูลค่าตลาด และมูลค่าของมันเพิ่มมากกว่า 40 ล้า% ในปีที่ผ่านมา

นอกจากคอมเมนต์ของแฟน Dogecoin อย่างเอลอน มัสก์แล้ว อุปสรรคหนึ่งของ Shiba Inu แพลตฟอร์มการซื้อขายคริปโตรายใหญ่อย่าง Robinhood ยังไม่ยอมรับมันสักที

Bloomberg รายงานว่ามีการณรงค์คำร้องบน Change.org ที่ขอร้องให้ Robinhood รับ SHIB มาซื้อขายบนแพลตฟอร์มของตน ล่าสุดรวบรวมลายเซ็นเกือบ 300,000 รายชื่อแล้ว

เมื่อถูกถามว่า Robinhood จะเพิ่มเหรียญ Shiba Inu ให้กับแพลตฟอร์มการซื้อขายหรือไม่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของบริษัทคือ วลาด เตเนฟ (Vlad Tenev)ไม่ได้บอกว่าบริษัทมีแผนอะไร ตรงกันข้ามกับอีกแพลตฟอร์มคือ Coinbase Global Inc. เพิ่มโทเค็น Shiba Inu เมื่อเดือนที่แล้ว จากการายงานของ Bloomberg

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

จู่ๆ ก็แรง Shiba Inu พุ่งพรวด 50% สูงสุดตลอดกาล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666344

วันที่ 25 ต.ค. 2564 เวลา 10:05 น.จู่ๆ ก็แรง Shiba Inu พุ่งพรวด 50% สูงสุดตลอดกาลเหรียญหมา Shiba Inu ที่เคยแรงเมื่อหลายเดือนก่อน ก่อนจะเงียบไป ตอนนี้จู่ๆ กลับมาทะยานแบบไม่ทันตั้งตัวอีกครั้ง

Bloomberg รายงานว่า – Shiba Inu (SHIB) ทะยานขึ้นสู่ระดับสูงสุดในช่วงสุดสัปดาห์และกลายเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 11 ตามมูลค่าตลาด

มูลค่าของเพิ่มขึ้น 50% ใน 24 ชั่วโมงจนถึง 10:10 น. ตามเวลานิวยอร์กในวันอาทิตย์ ตามราคาจาก CoinGecko.com และทำสถิติสูงสุดในช่วงเช้าของวัน

เหรียญมีมกลุ่มเดียวกันอย่าง Dogecoin ก็เพิ่มขึ้นมารับในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาตามข้อมูลของ CoinGecko มูลค่าตลาดของมันคือประมาณ 34,000 ล้านดอลลาร์

ในขณะที่ Shiba Inu อยู่ที่ประมาณ 21,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งทั้งสองเหรียญค่อนข้างผันผวนได้พอสมควร แต่ Shiba Inu ประกาศตัวองว่าเป็น “นักฆ่าดอจคอยน์” (dogecoin killer)

ในเดือนกันยายน Shiba Inu เพิ่มขึ้นเกือบ 40% หลังจาก Coinbase แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลในสหรัฐ กล่าวว่าลูกค้าสามารถซื้อขาย ส่ง รับ หรือจัดเก็บ SHIB บนแพลตฟอร์มได้

ทั้งนี้ Shiba Inu ซึ่งถูกสร้างขึ้นในเดือนสิงหาคม 2020 โดยคนที่ใช้ชื่อ Ryoshi โดยตามอย่าง Dogecoin เริ่มต้นด้วยจำนวน 1,000 ล้านล้าน แต่ผู้ก่อตั้งล็อค 50% ใน Uniswap จากนั้น “เบิร์น” อีกครึ่งหนึ่งให้กับ Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum เพื่อความปลอดภัย

AFP PHOTO / TOSHIFUMI KITAMURA

จีนระบาดหนักอีก เตือนอาจลามใหญ่ในไม่กี่วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666340

วันที่ 25 ต.ค. 2564 เวลา 09:47 น.จีนระบาดหนักอีก เตือนอาจลามใหญ่ในไม่กี่วันจีนไม่รอด พบการระบาดอีกระลอก หลังจากควบคุมได้แล้วก็เกิดคลัสเตอร์ใหม่ๆ ไม่หยุดแม้จะมีระยะห่างกันก็ตาม

จากการรายงานของ Bloomberg มีคำเตือนจากคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติจีนว่าการแพร่ระบาดจะยังคงเลวร้ายลงต่อไป และการติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ของจีนจะเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่วันข้างหน้า และพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดอาจยังคงขยายตัวต่อไป

อู๋เหลียงโหย่ว เจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวในการบรรยายสรุปในกรุงปักกิ่งเมื่อวันอาทิตย์ การระบาดของโควิด-19 ในจีนในปัจจุบันเกิดจากสายพันธุ์เดลต้าจากต่างประเทศ

หมี่เฟิง โฆษกคณะกรรมาธิการกล่าวว่าคลื่นของการติดเชื้อแพร่กระจายไปยัง 11 มณฑลตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค. ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่มีประวัติการเดินทางข้ามภูมิภาค และเขาเรียกร้องให้พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดใหญ่ใช้ “โหมดฉุกเฉิน”

Bloomberg รายงานว่าบางเมืองในมณฑลกานซู่ รวมทั้งเมืองหลวงของมณฑลคือหลานโจว และเขตมองโกเลียใน ได้หยุดให้บริการรถประจำทางและแท็กซี่เนื่องจากไวรัส ตามการระบุของโจวหมิน เจ้าหน้าที่ของกระทรวงคมนาคม

ในวันจันทร์ จีนสั่งล็อคดาวน์อำเภอเอ๋อจี่น่าในเขตมองโกเลีย ทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ที่มีผู้ป่วยโควิด-19 มากที่สุดจากการระบาดของเดลต้าครั้งล่าสุดของประเทศ ในขณะที่ระบาดครั้งแรกทางตะวันตกเฉียงเหนือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ

อำเภอเอ๋อจี่น่า ได้ขอให้ประชาชน 35,700 คนอยู่บ้านตั้งแต่วันจันทร์ และเตือนว่าผู้ฝ่าฝืนอาจได้รับโทษความผิดทั้งแพ่งและทางอาญา สถานีโทรทัศน์ CCTV รายงานโดยอ้างคำแถลงของรัฐบาลท้องถิ่น

ทั้งนี้อำเภอเอ๋อจี่น่าเป็นเขตเล็กๆ ที่มีพรมแดนติดกับประเทศมองโกเลียเป็นจุดแพร่ระบาดหนักในปัจจุบัน เกือบหนึ่งในสามของผู้ติดเชื้อกว่า 150 รายที่พบในสัปดาห์ที่ผ่านมาในแผ่นดินใหญ่มาจากที่นี่

เมืองหลวงปักกิ่ง ซึ่งพบผู้ป่วยรายใหม่นับสิบรายที่สืบย้อนไปถึงทางตะวันตกเฉียงเหนือ ห้ามไม่ให้ผู้ที่เดินทางมาจากที่ใดในประเทศที่มีรายงานว่ามีผู้ป่วยโควิดในพื้นที่ ผู้ที่ต้องไปปักกิ่งจากพื้นที่ดังกล่าวจะต้องทำการตรวจเชื้อโดยดำเนินการไม่เกินสองวันก่อนหน้านี้ และต้องถูกจับตาแนวโน้มสุขภาพเป็นเวลา 2 สัปดาห์

Photo by AFP

ยังฮึดสู้ Evergrande ลั่นเริ่มโครงการที่หยุดชะงักอีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666311

วันที่ 24 ต.ค. 2564 เวลา 17:08 น.ยังฮึดสู้ Evergrande ลั่นเริ่มโครงการที่หยุดชะงักอีกครั้งบริษัท Evergrande ที่ถูกหนี้รุมเร้าของจีนกลับมาทำงานในโครงการอสังหาริมทรัพย์มากกว่า 10 โครงการ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า China Evergrande Group กล่าวในวันอาทิตย์ว่าได้กลับมาเริ่มทำงานในโครงการมากกว่า 10 โครงการใน 6 เมืองรวมถึงเซินเจิ้นซึ่งเป็นคำแถลงที่ออกมาหลังจากที่ดูเหมือนว่าบริษัทจะสามารถหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระด้วยการจ่ายคูปองพันธบัตรในนาทีสุดท้ายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

Evergrande อยู่ในภาวะวิกฤตที่มีหนี้สินมากกว่า 300,000 ล้านดอลลาร์ ไม่ได้เปิดเผยว่ามีโครงการอสังหาริมทรัพย์กี่แห่งที่ต้องระงับโครงการ จากโครงการทั้งหมด1,300 โครงการทั่วประเทศจีน

บริษัทกล่าวเมื่อวันที่ 31 ส.ค. ว่าบางโครงการถูกระงับเนื่องจากการชำระเงินให้กับซัพพลายเออร์และผู้รับเหมาล่าช้า และอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อดำเนินการก่อสร้างใหม่

ในวันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคม บริษัทระบุในโพสต์บนบัญชี Wechat ว่าโครงการบางโครงการที่ได้กลับมาดำเนินการได้เข้าสู่ขั้นตอนการตกแต่งภายในแล้ว ในขณะที่อาคารอื่นๆ เพิ่งเสร็จสิ้นการก่อสร้าง

Evergrande เสริมว่าความพยายามในการรับประกันการก่อสร้างจะเพิ่มความเชื่อมั่นของตลาด และรวมภาพถ่ายของคนงานก่อสร้างในโครงการต่างๆ หลายภาพ พร้อมประทับเวลาและวันที่

เมื่อเดือนที่แล้ว ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่อันดับสองของจีนแห่งนี้ยังให้สัญญากับผู้ที่ต้องการซื้อว่าจะสร้างบ้านของพวกเขาให้แล้วเสร็จ และกล่าวว่าโครงการสร้างสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกในเมืองกว่างโจวกำลังดำเนินการตามแผนที่วางไว้

การเคลื่อนไหวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเพื่อจ่ายดอกเบี้ย 83.5 ล้านดอลลาร์สำหรับพันธบัตรดอลลาร์สหรัฐแบบหวุดหวิดช่วยซื้อเวลาให้กับ Evergrande ไปอีกหนึ่งสัปดาห์เพื่อต่อสู้กับวิกฤตหนี้ที่เกิดขึ้นจนอาจกระทบต่อจีนซึ่งเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก

และตอกย้ำถึงความตึงเครียดที่เกิดขึ้นในธุรกิจหลักของบริษัท Evergrande ยังได้ประกาศเมื่อวันศุกร์ถึงแผนการที่จะให้ความสำคัญกับธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตมากกว่าอสังหาริมทรัพย์

วิกฤตที่เกิดขึ้นกับ Evergrande ส่งผลสะเทือนไปทั่วภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนที่มีมูลค่า 5 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจ บริษัทต้องประกาศผิดนัดชำระหนี้ ถึกปรับลดอันดับเครดิต และพันธบัตรองค์กรที่ตกต่ำลง

วิกฤตหนี้ยังถูกจับตามองอย่างกว้างขวางจากตลาดการเงินทั่วโลกที่กังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจจีน

Photo by Hector RETAMAL / AFP

เผยดัชนีจัดอันดับ คนไทยสนใจคริปโตแค่ไหน? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666306

วันที่ 24 ต.ค. 2564 เวลา 15:36 น.เผยดัชนีจัดอันดับ คนไทยสนใจคริปโตแค่ไหน?อันดับที่ 1 ค่อนข้างเซอร์ไพรส์เพราะนำมาโดยเพื่อนบ้านอาเซียนของเรา ในขณะที่สองและสามมาไกลจากลาตินอเมริกา

Coinformant ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มทรัพยากรสกุลเงินดิจิทัลของออสเตรเลีย ทำการจัดอันกับประเทศที่มีความสนใจคริปโตเคอร์เรนซี่มากที่สุดในโลก โดยรวมข้อมูลจากการใช้การค้นหาของ Google, ปริมาณการครอบครองคริปโต, จำนวนบทความเกี่ยวกับคริปโต และการมีส่วนร่วมในสกุลเงินดิจิทัล ในการจัดอันดับ

ผลปรากฎว่าประเทศไทยมีระดับความสนใจในคริปโตอันดับที่ 11 ของโลก วัดจากจำนวนผู้ถือคริปโต 3,629,713 ราย การมีส่วนร่วมในคริปโต 4,878,407 ครั้งระหว่างปี 2020 – 2021 หรือเพิ่มขึ้นถึง 435% จากช่วงปี 2019-2020 จำนวนบทความเกี่ยวกับคริปโตเพิ่มขึ้นมาที่ 11,092 ชิ้นเพิ่มขึ้น 67.1% และอัตาการค้นหาเรื่องเกี่ยวกับคริปโตอยู่ที่ 484,090 ครั้ง หรือเพิ่มขึ้น 438.5%

คะแนนรวมทั้งหมดประเทศไทยได้ไป 3.85 คิดเป็นอันดับที่ 12 ของโลก แต่เมื่อแยกปัจจัยการจัดอันดับต่างๆ อันดับของไทยจะมีดังนี้ จำนวนผู้ถือคริปโตไทยอยู่ที่ 9 ของโลก, การมีส่วนร่วมไทยอยู่ที่ 6 ของโลก, จำนวนบทความไทยอยู่ที่ 6 ของโลก และอัตาการค้นหาเรื่องเกี่ยวกับคริปโตไทยอยู่ที่ 6 ของโลกเช่นกัน

สำหรับประเทศที่ได้คะแนนรวมมากที่สุดหรือหมายความว่าสนใจเรื่องคริปโตมากที่สุดคืออินโดนีเซีย ตามด้วยชิลี และอาร์เจนตินา หากวัดในส่วนของการมีส่วนร่วมอินโดนีเซียมากที่สุดเพิ่มข้นถึง 1,772% หากวัดในส่วนของการค้นหาข้อมูล ชิลีอันดับที่ 1 อินโดนีเซียอันดับที่ 2 และเลบานอนอันดับที่ 3 ประเทศที่พิมพ์บทความเรื่องคริปโตมากที่สุดคือฟินแลนด์ และประเทศที่มีคริปโตต่ออัตราประชากรมากที่สุดคือยูเครน 12.73% อันดับที่ 2 คือสิงคโปร์ 9.04%

Photo by Ozan KOSE / AFP

เผยภาพ ‘ผี’ ภาพแรกในประวัติศาสตร์เก่าแก่ 3,500 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666295

วันที่ 24 ต.ค. 2564 เวลา 13:27 น.เผยภาพ ‘ผี’ ภาพแรกในประวัติศาสตร์เก่าแก่ 3,500 ปีแผ่นจารึกที่ทำขึ้นในบาบิโลนโบราณประมาณ 1500 ปีก่อนคริสตศักราช อาจเป็นภาพแรกของผีที่เรารู้จักกัน จากการเปิดเผยนักวิชาการชั้นนำของจารึกตะวันออกกลางโบราณ

เออร์วิง ฟินเคิล (Irving Finkel) ภัณฑารักษ์ในแผนกตะวันออกกลางของพิพิธภัณฑ์ลอนดอนและผู้แต่งหนังสือเรื่อง The First Ghosts: Most Ancient of Legacies (ผีตัวแรก มรดกจากยุคโบราณที่เก่าแก่ที่สุด) ที่กำลังจะออกจำหน่าย กล่าวว่าภาพผีปรากฏในแผ่นดินดิบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคู่มือการไล่ผีที่รวบรวมไว้ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติอังกฤษ

พิพิธภัณฑ์ได้รับสิ่งแผ่นดินดิบนี้มาในศตวรรษที่ 19 แต่ยังไม่เคยจัดแสดง มันมีขนาดเท่ากับฝ่ามือ มีคำแนะนำอย่างละเอียดในการกำจัดผีที่มารบกวนมนุษย์ ส่วนภาพนั้นจะมองเห็นได้เมื่อมองจากด้านโดยใช้แสงสว่างส่องลงมาให้เกิดร่องเงาที่ชัดเจนเท่านั้น

จากคำแนะนำที่จำหลักเอาไว้ แนะนำให้หมอผีทำรูปแกะสลักของชายและหญิง เตรียมเบียร์สองเหยือก และเมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ให้กล่าวมนตร์พิธีกรรมเพื่ออัญเชิญเทพชามาช (Shamash) เทพแห่งอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ซึ่งมีหน้าที่นำผีมาสู่ยมโลก ฟินเคิลกล่าวว่ามันอาจเป็นพิธีไล่ยผีไปสิงสู่ที่ตุ๊กตาแทนที่จะสิ่งร่างคน

บรรทัดสุดท้ายของข้อความนี้กระตุ้นให้ผู้อ่าน “อย่ามองไปข้างหลัง!”ซึ่งคำเตือนนี้น่าจะหมายถึงการสั่งให้ผีที่สิงในรูปตุ๊กตาอย่าได้มองกลับมายังโลกนี้เมื่อกำลังเดินทางไปยังยมโลก แต่ก็อาจหมายถึงคำสั่งอื่นๆ ระหว่างการทำพิธีไล่ผีก็เป็นได้

ภาพ British Museum

ส่วนภาพที่เห็นในแผ่นดินดิบคือภาพของวิญญาณกำลังถูกชักนำไปยังปรโลก ฟินเคิลกล่าวว่าภาพวาดนี้น่าจะทำโดยช่างฝีมือระดับปรมาจารย์ที่มีทักษะสูงในการวาดภาพด้วยดินเหนียว แผ่นดินดิบนี้อาจถูกเก็บไว้ในห้องสมุดของหมอผีหรือในวัด

ทั้งนี้ อารยธรรมเมโสโปเตเมียนิยมจารึกเรื่องราวและวาดภาพลงในแผ่นดินดิบ (ในยุคนั้นยังไม่มีกระดาษและวัสดุอื่นๆ มีราคาแพง) โดยการจารึกจะใช้ก้านอ้อมาตัดปลายให้แหลมทำเป็นปากกา จากนั้นกดรูปอักษรลงบนแผ่นดินเหนียวที่ยังเปียกหมาดๆ จากนั้นปล่อยให้แห้งเป็นดินดิบ ทำให้พวกมันคงทน และปัจจุบันนักโบราณคดีสามารถพบ “เอกสาร” อายุหลายพันปีที่ทำจากดินดิบเป็นจำนวนมาก

ชาวเมโสโปเตเมียโบราณเชื่อในชีวิตหลังความตาย เชื่อว่ามีเป็นดินแดนที่อยู่ใต้โลกของเรา ดินแดนแห่งนี้หรือที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า Arallu, Ganzer หรือ Irkallu ซึ่งมีความหมายว่า “เบื้องล่างมาก” ซึ่งเชื่อกันว่าทุกคนจะต้องไปที่นี่หลังจากความตาย โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางสังคมหรือการกระทำใดๆ ในช่วงที่ยังมีชีวิต ความเชื่อชาวเมโสโปเตเมียต่างจากนรกในศาสนายุคใหม่ เช่นศาสนาคริสต์ โดยถือว่าปรโลกไม่ใช่สถานที่ที่มีการลงโทษหรือรางวัล

อย่างไรก็ตาม สภาพของคนตายแทบจะไม่ถือว่าเหมือนกับชีวิตที่เคยมีความสุขบนโลกมาก่อน คนที่ตายแล้วเป็นเพียงผีที่อ่อนแอและไม่มีอำนาจ ในตำนานเรื่องเทพีอิชตาร์มาสู่โลก (อิชตาร์เป็นเทพสตรีองค์สำคัญของเมโสโปเตเมีย) เล่าเรื่องใต้พิภพเล่าว่าพวกผีนั้น “มีผงธุลีเป็นอาหารและดินเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง พวกเขาไม่เห็นแสงสว่าง สถานที่ซึ่งพวกเขาอาศัยอยู่ในความมืด”