วัคซีน Sputnik Light เข็มเดียวต้านเชื้อเดลตาได้ 70% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665593

วันที่ 15 ต.ค. 2564 เวลา 11:00 น.วัคซีน Sputnik Light เข็มเดียวต้านเชื้อเดลตาได้ 70%รัสเซียเผยวัคซีนชนิดฉีดเข็มเดียว Sputnik Light มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อเดลตา 70% หลังฉีดไปแล้ว 3 เดือน

รอยเตอร์สรายงานผลการทดสอบประสิทธิภาพเบื้องต้นพบว่า Sputnik Light วัคซีนโควิด-19 ชนิดฉีดเข็มเดียวของรัสเซียมีประสิทธิภาพในการต้านโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาอยู่ที่ 70% หลังได้รับวัคซีนไปแล้ว 3 เดือน และมีแนวโน้มที่รัสเซียจะใช้เป็นวัคซีนหลักของประเทศ

โดยกองทุนความมั่งคั่งของรัสเซีย (RDIF) ผู้เจรจาจัดจำหน่ายวัคซีนดังกล่าวอ้างถึงข้อมูลจากสถาบันกามาเลยาผู้ผลิตวัคซีน ซึ่งได้เผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ทางการแพทย์ medRxiv ระบุว่า การทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนได้ทำการวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 28,000 ที่ได้รับวัคซีน Sputnik Light และกลุ่มควบคุมซึ่งยังไม่ได้ฉีดวัคซีนจำนวน 5.6 ล้านคน

ซึ่งพบว่าวัคซีน Sputnik Light มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อสายพันธุ์เดลตาอยู่ที่ 70% หลังฉีดไปแล้ว 3 เดือน สำหรับการใช้ Sputnik Light เป็นวัคซีนกระตุ้นให้ผู้ที่เคยฉีดวัคซีนชนิดอื่นครบโดสแล้วพบว่า มีประสิทธิภาพต่อเชื้อเดลตาอยู่ที่ 83% และสามารถป้องกันอาการป่วยรุนแรงได้มากกว่า 94%

ทั้งนี้ รัสเซียกำลังเผชิญกับผู้ติดเชื้อในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นและความลังเลใจของประชาชนในการเข้ารับการฉีดวัคซีน ขณะที่ทางการกำลังพยายามลงแข่งขันในตลาดวัคซีนของตะวันตกที่พัฒนาโดย Pfizer, Moderna และ AstraZeneca

โดย RDIF คาดว่าจะสามารถผลิตวัคซีน Sputnik V และ Sputnik Light ให้เพียงพอสำหรับประชากร 700 ล้านคนภายในปีนี้ โดยต้องการส่วนแบ่งไม่เกิน 20% ถึง 25% ของตลาดโลก และไม่ต้องการผูกขาดตลาด

RDIF หวังว่าวัคซีนดังกล่าวจะได้รับอนุมัติจากองค์การยาแห่งสหภาพยุโรป(EMA) และองค์การอนามัยโลก (WHO) ภายในสิ้นปีนี้หลังจากที่ล่าช้ามานานหลายเดือน

Photo by REUTERS/Tatyana Makeyeva/File Photo

ต่างชาติมองทรมานสัตว์ ภาพช้างไทยคว้ารางวัลช่างภาพสัตว์ป่าแห่งปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665562

วันที่ 14 ต.ค. 2564 เวลา 18:30 น.ต่างชาติมองทรมานสัตว์ ภาพช้างไทยคว้ารางวัลช่างภาพสัตว์ป่าแห่งปีช่างภาพออสเตรเลียถ่ายช้างไทย คว้ารางวัลชนะเลิศภาพถ่ายวารสารศาสตร์ ในการประกวดช่างภาพสัตว์ป่าแห่งปี 2021

การประกวดช่างภาพสัตว์ป่าแห่งปี (Wildlife Photographer of the Year) ประจำปี 2021 ซึ่งจัดขึ้นโดยพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติแห่งลอนดอน (London’s Natural History Museum) ประเทศอังกฤษ มีภาพช้างจากประเทศไทยคว้ารางวัลมาด้วย โดยเจ้าของภาพคือ Adam Oswell จากออสเตรเลีย

อย่างไรก็ตาม ภาพถ่ายดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่า “Elephant in the room” คว้ารางวัลชนะเลิศในหมวดหมู่ภาพถ่ายวารสารศาสตร์ (photojournalism) เป็นภาพนักท่องเที่ยวที่กำลังชมการแสดงช้างว่ายน้ำในสวนสัตว์ประเทศไทย ซึ่งช่างภาพมองว่าเหตุการณ์ในภาพเป็นการทรมานสัตว์

ตามรายงานของ The Guardian ระบุว่าช่างภาพและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับสวัสดิภาพของช้างกล่าวว่าการจัดแสดงเช่นนี้เป็นการส่งเสริมพฤติกรรมที่ผิดธรรมชาติ และแสดงความเห็นว่าในประเทศไทยขณะนี้มีช้างที่อยู่ในกรงมากกว่าช้างที่อยู่ในป่าเสียอีก

ยิ่งไปกว่านั้นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว ทำให้มีช้างตกงานจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามถึงการดูแลสวัสดิภาพของสัตว์

ขณะเดียวกันองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทยชี้แจงว่าได้มีการดูแลสวัสดิภาพของสัตว์ตามหลักมาตรฐานสากล ไม่ว่าจะเป็นด้านโภชนาการ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม พฤติกรรม และจิตใจ รวมถึงมีการประเมินด้านสวัสดิภาพสัตว์เป็นประจำ

พร้อมระบุว่า “การจับช้างมาใส่ตู้” เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะสวนสัตว์จัดพื้นที่กว้างขวางเพียงพอให้สัตว์ได้ใช้ชีวิตตามธรรมชาติ โดยมีควาญช้างคอยดูแลไม่ให้สัตว์เกิดความเครียด และการลงเป็นน้ำเป็นธรรมชาติของช้าง

ภาพโดย Adam Oswell/2021 Wildlife Photographer of the Year

พิษโควิด! เด็กญี่ปุ่นฆ่าตัวตายสูงสุดในรอบกว่า 40 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665557

วันที่ 14 ต.ค. 2564 เวลา 17:00 น.พิษโควิด! เด็กญี่ปุ่นฆ่าตัวตายสูงสุดในรอบกว่า 40 ปีสุดสลด โควิด-19 ทำนักเรียนญี่ปุ่นฆ่าตัวตายมากเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ปี 1974

รอยเตอร์สอ้างรายงานของสื่อท้องถิ่นญี่ปุ่นระบุว่า กระทรวงศึกษาธิการญี่ปุ่นเผยผลสำรวจพบว่าในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลให้ต้องมีการปิดโรงเรียนนั้น มีเด็กญี่ปุ่นตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลายฆ่าตัวตายไปแล้ว 415 คน

รายงานระบุว่าตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเกือบ 100 คน และเป็นตัวเลขที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1974

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นมีสถิติการฆ่าตัวตายมากที่สุดในกลุ่มประเทศ G7 มาเป็นเวลานาน และได้พยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด ซึ่งส่งผลให้อัตราการฆ่าตัวตายลดลงประมาณ 40% ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา และลดลงอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลา 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2009

ทว่า การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้อัตราการฆ่าตัวตายในญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอีกครั้ง โดยช่วงเดือนก.ค. ถึงเดือนต.ค. ปีที่แล้ว อัตราการปลิดชีวิตตัวเองของชาวญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้หญิงซึ่งเพิ่มขึ้น 37% หรือเกือบ 5 เท่าของผู้ชาย

เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยืดเยื้อส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่แรงงานส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ฃผู้หญิงที่เป็นแม่ที่ทำงานนนอกบ้านมีภาระเพิ่มขึ้น และเกิดความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การศึกษายังพบอีกว่าอัตราการฆ่าตัวตายของเด็กเพิ่มขึ้น 49% ในช่วงที่โควิด-19 ระบาดระลอกที่สองในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐบาลสั่งปิดโรงเรียนทั่วประเทศ

โดยกระทรวงศึกษาธิการเผยว่ามีเด็กนักเรียนมากกว่า 196,127 คนที่ขาดเรียนเป็นเวลาอย่างน้อย 30 วัน ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าการที่สภาพแวดล้อมในบ้านและโรงเรียนเปลี่ยนแปลงไป อันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมของเด็กเป็นอย่างยิ่ง

AFP PHOTO / Behrouz MEHRI

หุ้นอสังหาจีนกอดคอร่วง Evergrande เบี้ยวจ่ายดอกเบี้ยรอบ 3 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665552

วันที่ 14 ต.ค. 2564 เวลา 16:00 น.หุ้นอสังหาจีนกอดคอร่วง Evergrande เบี้ยวจ่ายดอกเบี้ยรอบ 3ตลาดอสังหาริมทรัพย์จีนระส่ำ บริษัทส่อผิดนัดชำระหนี้หลายราย

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าหุ้นของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของจีนร่วงลงในวันนี้ (14 ต.ค.) เนื่องจากความกังวลของบรรดานักลงทุนเกี่ยวกับวิกฤตหนี้ของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของจีนอย่าง Evergrande ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

โดยเมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมา บริษัท Evergrande ซึ่งมีหนี้สินกว่า 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ผิดนัดชำระดอกเบี้ยสำหรับพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งนับเป็นการผิดนัดชำระดอกเบี้ยครั้งที่ 3 ในรอบ 1 เดือน

บลูมเบิร์กระบุว่าในช่วงบ่ายวันนี้ดัชนีย่อยของ CSI 300 ติดตามหุ้นของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ร่วงลง 3.9% ในขณะที่ดัชนีในวงกว้างซื้อขายต่ำกว่า 0.5%

นอกจากนี้ ยังมีบริษัทอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ ของจีนที่เริ่มถูกจับตามองว่าจะเกิดปัญหาผิดนัดชำระหนี้เช่นกัน อาทิ บริษัท Modern Land ซึ่งขอเลื่อนการชำระหนี้พันธบัตร 250 ล้านเหรียญสหรัฐที่จะถึงกำหนดวันที่ 25 ต.ค.นี้ ไปเป็นสิ้นเดือน ม.ค.ปีหน้า เนื่องจากบริษัทกำลังปรับปรุงการจัดการสภาพคล่อง

รวมไปถึงบริษัท Fantasia ที่ผิดนัดชำระหนี้พันธบัตรจำนวน 205.7 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา และบริษัท Sinic Holdings ซึ่งแจ้งต่อตลาดฮ่องกงว่าอาจไม่สามารถชำระหนี้พันธบัตรจำนวน 250 ล้านเหรียญสหรัฐที่กำลังจะครบกำหนดในวันที่ 18 ต.ค. ที่จะถึงนี้

Photo by Hector RETAMAL / AFP

พลังซอฟต์พาวเวอร์! Squid Game ของจริงเกิดขึ้นแล้วที่ UAE #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665536

วันที่ 14 ต.ค. 2564 เวลา 14:30 น.พลังซอฟต์พาวเวอร์! Squid Game ของจริงเกิดขึ้นแล้วที่ UAEตอกย้ำอิทธิพลซอฟต์พาวเวอร์ ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีใต้ประจำกรุงอาบูดาบีจัดแข่ง Squid Game ในชีวิตจริง

หลังจากที่ซีรีส์ยอดฮิตจากเกาหลีใต้อย่าง Squid Game ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากทั่วโลก ศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีใต้ประจำกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ก็ได้จัดงานแข่งขันเกมจากซีรีส์ดังกล่าวขึ้นจริงๆ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่แน่นอนว่าเกมนี้ไม่มีบทลงโทษรุนแรงและไม่มีเงินรางวัลเหมือนในซีรีส์แต่อย่างใด

งานดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้ชื่อว่า KCC Squid Game Event ซึ่งมีการจำลองด่านต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในซีรีส์ให้ผู้เข้าแข่งขันได้เล่นกันจริงๆ และเพิ่มความสมจริงด้วยชุดดยูนิฟอร์มสีเขียวสำหรับผู้เล่น และสีชมพูสำหรับผู้คุมเกม

หลังจากที่มีการเปิดรับสมัครผ่านทางออนไลน์ก็ได้รับความสนใจจากผู้ชมมากมาย โดยทีมงานได้คัดเลือกผู้เข้าแข่งขันมาร่วมเล่นเกมทั้งสิ้น 30 คนจากผู้ลงทะเบียนมากกว่า 300 คน

โดยผู้เข้าแข่งขันร่วมเล่นเกมทั้งหมด 5 เกม ได้แก่ ไฟเขียวไฟแดง, ทัลโกนา, เหยียบกระจก, ลูกแก้ว และทักจี โดยมีการปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ใช้ในเกมเล็กน้อยเพื่อความปลอดภัยเป็นสำคัญ

นัม ชาง วู ผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมเกาหลีใต้ว่ากิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นท่ามกลางความนิยมของซีรีส์ Squid Game จากทั่วโลก เพื่อให้ผู้ชมในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้สัมผัสประสบการณ์จริงและเรียนรู้วัฒนธรรมเกาหลีใต้ผ่านการเล่นเกม

ที่มา: Arab NewsInsider

ภาพ: REUTERS/Vidhyaa Chandramohan

โอกาสสุดท้าย! อนามัยโลกตั้งทีมสืบหาต้นตอโควิด-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665524

วันที่ 14 ต.ค. 2564 เวลา 12:15 น.โอกาสสุดท้าย! อนามัยโลกตั้งทีมสืบหาต้นตอโควิด-19องค์การอนามัยโลกตั้งทีมใหม่ ชี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายในการสิบหาต้นตอโควิด-19

รอยเตอร์สรายงานว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) ตั้งคณะที่ปรึกษาด้านเชื้อโรคอันตรายเพื่อสืบหาต้นตอของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ SARS-CoV-2 พร้อมชี้ว่าอาจเป็นโอกาสสุดท้ายในการระบุต้นกำเนิดของไวรัสดังกล่าวอันเป็นต้นกำเนิดของโรคโควิด-19

คณะที่ปรึกษาภายใต้ชื่อ Scientific Advisory Group on the Origins of Novel Pathogens (SAGO) ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งสิ้น 26 คน ซึ่งรวมถึงทีมผู้เชี่ยวชาญที่ลงพื้นที่สืบหาต้นตอโควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีนเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

โดยคณะที่ปรึกษาได้มีการเรียกร้องให้ทางการจีนเปิดเผยข้อมูลของผู้ป่วยรายแรกที่ตรวจพบในเมืองอู่ฮั่นเมื่อเดือนธ.ค. 2019 และให้ความร่วมมือกับองค์การอนามัยโลกในการสืบหาต้นตอของไวรัสในครั้งนี้

ขณะที่จีนปฏิเสธสมมติฐานที่ว่าไวรัสอาจรั่วไหลออกมาจากห้องปฏิบัติการในประเทศจีน และกล่าวว่าไม่มีความจำเป็นที่คณะผู้เชี่ยวชาญจะต้องลงพื้นที่ตรวจสอบในประเทศจีนอีกต่อไป

โดยเฉิน ซู เอกอัครราชทูตจีนประจำสหประชาชาติกล่าวว่า ถึงเวลาที่ทีมผู้เชี่ยวชาญจะต้องไปตรวจสอบที่อื่นแล้ว เนื่องจากจีนให้ความร่วมมือในการตรวจสอบในประเทศแล้วถึง 2 ครั้ง พร้อมชี้ว่าการตรวจสอบต้นตอของไวรัสควรอยู่บนพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่หน่วยงานข่าวกรอง

ทั้งนี้ ช่วงต้นปีที่ผ่านมาองค์การอนามัยโลกได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญไปตรวจสอบในอู่ฮั่นมาแล้ว โดยผลการศึกษาครั้งนั้นระบุว่าาสมมติฐานที่ว่าไวรัสอาจรั่วไหลมาจากห้องปฏิบัติการในอู่ฮั่นนั้นไม่น่าเป็นไปได้อย่างยิ่ง และชี้ว่าเชื้อไวรัสอาจแพร่จากค้างคาวไปยังสัตว์อีกชนิดหนึ่งก่อนที่จะแพร่ระบาดในมนุษย์

อย่างไรก็ตาม เทดรอส อัดฮานอม เกเบรเยซุส ผู้อำนวยการใหญ่ขององค์การอนามัยโลกเรียกร้องให้มีการตรวจสอบเพิ่มเติมเนื่องจากข้อมูลที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ

ด้านไมค์ ไรอัน ผู้เชี่ยวชาญฉุกเฉินขององค์การอนามัยโลกกล่าวว่าการจัดตั้งคณะที่ปรึกษาครั้งนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายในการสืบหาต้นตอของโควิด-19

Photo by World Health Organization / AFP

เดนมาร์กเดินหน้าทดลองยารักษาโควิดแบบสูดดม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665518

วันที่ 14 ต.ค. 2564 เวลา 10:50 น.เดนมาร์กเดินหน้าทดลองยารักษาโควิดแบบสูดดมเดนมาร์กไฟเขียวทดลองรักษาโควิด-19 ‘แบบสูดดม’ ในมนุษย์ สู้กับเชื้อในทางเดินหายใจ

สำนักข่าวซินหัวรายงานแถลงการณ์จากโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน (Rigshospitalet) หนึ่งในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่สุดของเดนมาร์ก เมื่อวันจันทร์ (11 ต.ค.) เผยว่าการรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) แบบสูดดมรูปแบบใหม่ ได้รับการอนุมัติให้ทดลองทางคลินิกในมนุษย์แล้ว

การรักษาดังกล่าวพัฒนาโดยคณะนักวิจัยชาวเดนมาร์ก มีพื้นฐานมาจากแนวคิดของโธมัส บยานชอลต์ ศาสตราจารย์ประจำภาควิชาจุลชีววิทยาคลินิกของโรงพยาบาลฯ

บยานชอลต์แถลงข่าวว่าการรักษาข้างต้นคือ “การสูดดมสารละลายกรดอ่อนที่เข้าไปช่วยระบบภูมิคุ้มกันต่อสู้กับการติดเชื้อในทางเดินหายใจอันมีต้นตอจากแบคทีเรียหรือไวรัส” โดยในขั้นต้นจะมุ่งรักษากลุ่มผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่เข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และหวังว่าจะสามารถ “พลิกโฉมการรักษาโรคติดเชื้อทางเดินหายใจประเภทอื่นด้วย”

“มันน่าจะสามารถต่อสู้กับการติดเชื้อประเภทอื่นได้ด้วย เช่น ปอดบวม ไข้หวัดใหญ่ และวัณโรค ซึ่งทั้งสามล้วนเป็นโรคที่คร่าชีวิตผู้คนนับล้านทั่วโลกทุกปี” บยานชอลต์กล่าว

สิทธิบัตรเทคโนโลยีที่ใช้ในการรักษานี้ถือครองโดยซอฟต์อ็อกซ์ โซลูชันส์ (SoftOx Solutions) บริษัทนอร์เวย์ ซึ่งร่วมมือในการวิจัยดังกล่าวหลังจากเคยรับหน้าที่เป็นผู้จัดสรรสารละลายทนต่อกรดสำหรับรักษาบาดแผลในการศึกษาก่อนหน้า

บยานชอลต์ระบุว่า “แนวคิดการรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 แบบสูดดมนี้มาจากการวิจัยความสามารถต่อสู้กับการติดเชื้อในบาดแผลของสารละลายกรดก่อนหน้านี้ของเรา มันคือแนวคิดเดียวกันที่ผ่านการขัดเกลาและปรับเปลี่ยนเป็นการรักษาด้วยวิธีสูดดมสำหรับต่อสู้กับการติดเชื้อในทางเดินหายใจ”

ทั้งนี้ สถาบันเซรุ่มแห่งเดนมาร์ก (SSI) รายงานการตรวจพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพิ่ม 564 ราย และผู้ป่วยเสียชีวิต 3 ราย ในช่วง 24 ชั่วโมง ทำให้มีผู้ป่วยสะสม 364,464 ราย และผู้ป่วยเสียชีวิต 2,671 ราย โดยปัจจุบันเดนมาร์กมีประชากรได้รับวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 หนึ่งโดส จำนวน 4,462,629 คน หรือร้อยละ 76.1 และสัดส่วนผู้รับวัคซีนครบโดสอยู่ที่ร้อยละ 74.8

Photo by Alberto PIZZOLI / AFP

รักเร้นลับของเนห์รูกับเอ็ดวินา ภรรยาอุปราชแห่งอินเดีย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665459

วันที่ 13 ต.ค. 2564 เวลา 19:00 น.รักเร้นลับของเนห์รูกับเอ็ดวินา ภรรยาอุปราชแห่งอินเดียความรักลับๆ ของนักต่อสู้เพื่อเอกราชอินเดีย และภรรยาอุปราชคนสุดท้ายแห่งบริติชอินเดีย

เรื่องราวความรักสามเส้าระหว่างลอร์ด เมานต์แบตเทน อุปราชคนสุดท้ายแห่งบริติชอินเดีย, ภริยาของเขา และนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย

ความรักเร้นลับของชวาหะร์ลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย และเอ็ดวินา เมานต์แบตเทน ภริยาของลอร์ดหลุยส์ หรือ ดิ๊กกี้ เมานต์แบตเทน อุปราชคนสุดท้ายแห่งบริติชอินเดีย เกิดขึ้นภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 เอ็ดวินาได้เดินทางไปยังอินเดียกับสามีซึ่งทำให้เธอได้พบกับเนห์รู

เอ็ดวินาเดินทางไปยังอินเดียร่วมกับลอร์ด เมานต์แบตเทนเพื่อพยายามฟื้นฟูอาณานิคมของอังกฤษในช่วงหลังสงคราม

ภายหลังในปี 1947 มีการแบ่งบริติชอินเดียออกเป็นอินเดียและปากีสถาน ซึ่งลอร์ด เมานต์แบตเทนมีส่วนสำคัญในการคืนเอกราชให้อินเดียแยกตัวออกจากอังกฤษ และได้รับมอบหมายให้ทำภารกิจกำหนดเส้นแบ่งประเทศ

และความสัมพันธ์แบบลับๆ ของเนห์รูกับเอ็ดวินานั่นเองที่ทำให้ภารกิจแบ่งแผ่นดินบริติชอินเดียออกเป็นอินเดียและปากีสถานสำเร็จไปได้ในที่สุด

บางสื่อระบุว่าลอร์ดหลุยส์ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้เรื่องความใกล้ชิดของทั้งคู่ หรือบางทีอาจสนับสนุนด้วยซ้ำ เพื่อที่เขาจะได้รับรู้ถึงความรู้สึกนึกคิดของชาวอินเดีย ที่ภริยาของเขาไปได้เข้าไปคลุกคลีอยู่ด้วย

ทว่า ภายหลังจากนั้นก็เกิดสงครามกลางเมือง ประชาชนทั้งสองฝ่ายไม่พอใจกับเส้นแบ่งประเทศ ตลอดจนสงครามศาสนา ซึ่งส่งผลให้มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายและผู้พลัดถิ่นหลายล้านคน

ขณะที่เอ็ดวินา ผู้เป็นภริยาของลอร์ดหลุยส์ก็ตระเวนเยี่ยมประชาชนแทบทุกหนทุกแห่ง โดยมีเนห์รูคอยอยู่เคียงข้าง

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ของลอร์ด เมานต์แบตเทนและเอ็ดวินาก็ไม่ใช่ว่าจะรักเดียวใจเดียวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร โดยลอร์ดหลุยส์เองเคยกล่าวไว้ว่า “เอ็ดวินาและฉันใช้เวลาทั้งชีวิตแต่งงานของเราไปกับเตียงของคนอื่น”

หลังจากนั้น แม้ว่าอังกฤษจะถอนตัวออกมาและสิ้นสุดการเป็นเจ้าอาณานิคมของอินเดียแล้ว แต่ความสัมพันธ์ระหว่างเนห์รูและเอ็ดวินายังคงดำเนินต่อมาเรื่อยๆ

ทั้งสองยังนัดพบกันบ้าง และเขียนจดหมายถึงกันอยู่เสมอ แม้ว่าในปี 1916 เนห์รูแต่งงานกับนางกมลา คาอุล และมีลูกสาวหนึ่งคนคืออินทิรา ซึ่งต่อมาคือนายกรัฐมนตรีหญิงแกร่งแห่งอินเดีย

จนกระทั่งปี 1960 เอ็ดวินาในวัย 59 ปีเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย โดยเธอไม่มีทรัพย์สินใดติดตัวเลยนอกจากกองจดหมายจากเนห์รู ที่ทั้งคู่ส่งถึงกันมาตลอด 13 ปี

ภายหลังมีการเปิดเผยไดอารี่ของลอร์ด เมานต์แบตเทนและเอ็ดวินา ซึ่งชี้ให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างเอ็ดวินาและเนห์รูนั้นเป็นเรื่องจริง

ที่มา: DailymailFirstpostOpindia

จีนเตรียมตรวจตัวอย่างเลือดคนอู่ฮั่นหาต้นตอโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665500

วันที่ 13 ต.ค. 2564 เวลา 17:38 น.จีนเตรียมตรวจตัวอย่างเลือดคนอู่ฮั่นหาต้นตอโควิดความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางคำถามเกี่ยวกับความโปร่งใสในการเปิดเผยต้นตอ Covid-19 ของจีน

สำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่จีนว่า ทางการจีนเตรียมตรวจตัวอย่างเลือดที่เก็บมาจากชาวเมืองอู่ฮั่นซึ่งพบการระบาดของ Covid-19 ครั้งแรกในจีน เพื่อสืบหาต้นตอของการระบาด

เมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา คณะตรวจหาต้นตอ Covid-19 ขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ตัวอย่างเลือดราว 200,000 ตัวอย่าง รวมทั้งตัวอย่างที่เก็บในช่วงปลายปี 2019 อาจเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่จะช่วยระบุเวลาและสถานที่ที่เชื้อไวรัสข้ามจากสัตว์มาสู่มนุษย์ครั้งแรก

ตัวอย่างเลือดดังกล่าวซึ่งถูกเก็บไว้ในศูนย์เลือดอูฮั่นและคาดว่าจะครอบคลุมตลอดปี 2019 เป็นแหล่งของตัวอย่างจากเนื้อเยื่อที่ได้จากประชากรจำนวนมากในเมืองอู่ฮั่นที่คาดว่าเป็นที่ที่เชื้อโคโรนาไวรัส SARS-CoV-2 ติดสู่มนุษย์เป็นครั้งแรก

เจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีนเผยว่า ทางการจีนจะเดินหน้าตรวจสอบตัวอย่างเลือดทันทีที่กำหนดเวลาการเก็บเลือดของศูนย์เลือดซึ่งกำหนดไว้ 2 ปีหมดลง โดยขณะนี้กำลังเตรียมการทดสอบ

ในเวลาต่อมาวงการนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญหลายคนแสดงความคิดเห็นต่อความเคลื่อนไหวของจีน อาทิ หวงเหยียนจง นักวิชาการอาวุโสด้านสาธารณสุขจาก สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) เผยว่า การตรวจตัวอย่างเลือดของจีนจะช่วยให้เรามีตัวอย่างที่เก็บแบบเรียลไทม์ที่สุดที่จะช่วยให้เข้าใจระยะเวลาของการระบาด

เมารีน มิลเลอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียขอให้จีนอนุญาตให้ผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเฝ้าสังเกตการณ์การตรวจตัวอย่างเลือด “หากจีนไม่ให้ผู้เชี่ยวชาญเข้าสังเกตการณ์จะไม่มีใครเชื่อผลลัพธ์ที่จีนรายงาน”

วิลเลียม ชาฟฟ์เนอร์ จากมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์แนะนำว่า ให้นำตัวอย่างเลือดดังกล่าวไปยังเมืองเจนีวา หรือประเทศหรือเมืองอื่นที่เป็นกลาง เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญจาก WHO เข้าร่วมตรวจสอบด้วย

ชาฟฟ์เนอร์เผยอีกว่า ปัญหาที่เป็นไปได้ 2 ประการเกี่ยวกับตัวอย่างเลือดคือ ความสมบูรณ์ของตัวอย่างเลือดซึ่งต้องมั่นใจว่าไม่ได้เพิ่งเก็บเมื่อเร็วๆ นี้

และปัญหาที่ว่าตัวอย่างเลือดดังกล่าวเป็นตัวแทนของประชาชนกลุ่มไหน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญคาดว่าตัวอย่างเลือดเหล่านี้ส่วนใหญ่น่าจะมาจากประชาชนที่ร่างกายแข็งแรง ดังนั้นจึงเป็นตัวแทนของเคสที่ติดเชื้อแบบไม่แสดงอาการ

Photo by STR / AFP

Louis Vuitton เซอร์ไพรส์ กระเป๋าหรูยังขายดีในยุคโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665495

วันที่ 13 ต.ค. 2564 เวลา 16:30 น.Louis Vuitton เซอร์ไพรส์ กระเป๋าหรูยังขายดีในยุคโควิดยอดขายกระเป๋าหรูของ Louis Vuitton พุ่งกระฉูดในไตรมาสที่ 3 หลังตลาดฟื้นตัว

เครือบริษัท LVMH เจ้าของแบรนด์หรูอย่าง Louis Vuitton เผยว่า ยอดขายสินค้าประเภทแฟชั่นและเครื่องหนังรวมทั้งกระเป๋า พุ่งกระฉุดในช่วงไตรมาสที่ 3 แม้ว่ารายได้โดยรวมจากฝั่งเอเชียและสหรัฐจะลดลงจากช่วงครึ่งแรกของปี

แถลงการณ์ของ LVMH ระบุว่า ความนิยมของแบรนด์ดังในเครืออย่าง Louis Vuitton และ Dior ช่วยดันให้ยอดขายของสินค้าแฟชั่นและเครื่องหนังรวมทั้งกระเป๋าซึ่งมียอดขายเกือบครึ่งหนึ่งของยอดขายทั้งหมดของเครือ LVMH เพิ่มขึ้นถึง 24%

รายได้ของธุรกิจนี้ ณ สิ้นสุดไตรมาสอยู่ที่ 38% เหนือระดับก่อน Covid-19 ระบาดในปี 2019 ซึ่งเป็นอัตราเดียวกับครึ่งปีแรก

อุตสาหกรรมสินค้าหรูสามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างแข็งแกร่งจากวิกฤตโรคระบาด แม้ว่าการเดินทางท่องเที่ยวในต่างประเทศซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในช่วงก่อนเกิดโรคระบาดยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่

ฌอง-ฌาคส์ กิโอนี ประธานเจ้าหน้าที่การเงินของ LVMH เผยว่า การเติบโตของรายได้ในเอเชียเผชิญกับแรงกดดันในเดือน ส.ค. เนื่องจากบางประเทศกลับมาบังคับใช้มาตรการสกัดการแพร่ระบาดของ Covid-19 แต่พฤติกรรมของผู้บริโภคในจีนไม่เปลี่ยนแปลง

การประกาศนโยบาย “ความรุ่งเรืองร่วมกัน” และการกระจายความมั่งคั่งของประธานาธิบดีสีจิ้นผิงของจีนเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาสร้างความกังวลใจให้นักลงทุนว่าปักกิ่งจะส่งเสริมมาตรการที่มุ่งลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน และลดการบริโภคสินค้าหรูหราในตลาดสินค้าไฮเอนด์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

แต่กิโอนีเผยว่า “เราไม่เห็นเหตุผลว่านี่ (นโยบาย) จะส่งผลกระทบกับชนชั้นกลางระดับบนที่เป็นฐานลูกค้ากลุ่มใหญ่ของเรา”

ยอดขายของ LVMH แสดงให้เห็นการฟื้นตัวของตลาดยุโรปในช่วงไตรมาสที่ 3 เนื่องจากการเที่ยวในท้องถิ่นกลับมาในช่วงฤดูร้อน แม้จะไม่มีนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักจากเอเชียเดินทางไปช็อปปิ้งก็ตาม

ขณะที่รายได้ในสหรัฐในไตรมาสที่ 3 นี้ เติบโต 28% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปีเติบโต 60% ส่วนในเอเชียซึ่งไม่รวมญี่ปุ่นเติบโต 12% เมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปีเติบโตถึง 70%

ส่วนยอดขายโดยรวมของ LVMH เพิ่มขึ้น 20% เป็น 17,900 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาสที่ 3 ซึ่งสิ้นสุดในเดือน ก.ย.

REUTERS/Gonzalo Fuentes/File Photo