ลามถึงสมาร์ทโฟน! Apple ลดการผลิต iPhone 13 หลังขาดแคลนชิป #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665485

วันที่ 13 ต.ค. 2564 เวลา 13:32 น.ลามถึงสมาร์ทโฟน! Apple ลดการผลิต iPhone 13 หลังขาดแคลนชิป ปัญหาชิปขาดแคลนลามถึงวงการสมาร์ทโฟน หุ้น Apple ร่วงหลังปรับลดเป้าการผลิต iPhone 13 เพราะชิปไม่พอ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวที่ทราบเรื่องดังกล่าวว่า Apple ปรับลดเป้าการผลิต iPhone 13 เนื่องจากขาดแคลนชิป เดิมที Apple คาดว่าจะผลิต iPhone 13 ได้ 90 ล้านเครื่องในไตรมาสสุดท้ายของปี 2021 แต่ขณะนี้ต้องปรับลดตัวเลขลงราว 10 ล้านเครื่อง เหลือผลิตได้ราว 80 ล้านเครื่อง

ข่าวดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของ Apple ร่วง 1.2% ในช่วงการซื้อขายนอกเวลาทำการ เช่นเดียวกับบริษัทซัพพลายเออร์หลายเจ้าที่ผลิตชิปป้อน Apple อาทิ Broadcom Inc. และ Texas Instruments จากสหรัฐ ร่วง 1% เนื่องจากผลิตชิปให้ Apple ไม่ทันตามกำหนด

Japan Display Inc. ซึ่งรายได้เกินครึ่งมาจาก Apple ร่วง 5.6% มากที่สุดในรอบ 2 เดือน ส่วนหุ้นของ LG Innotek Co. ของเกาหลีใต้ร่วงหนักถึง 6.2%.

ปัญหาขาดแคลนชิปจากวิกฤตซัพพลายเชนสะดุดอันเนื่องมาจากการระบาดของ Covid-19 และการขาดแคลนพลังงานทั่วโลกส่งผลกระทบต่อหลายอุตสาหกรรม อาทิ รถยนต์ เกมคอนโซล และล่าสุดลามมาถึงวงการสมาร์ทโฟน

เดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ทิม คุก ซีอีโอ Apple เตือนนักลงทุนว่าการขาดแคลนชิปจะกระทบกับยอดขายของ iPhone และ iPad

ปัญหาขาดแคลนชิปของ Apple ยิ่งหนักขึ้นเมื่อ ASE Technology Holding ผู้ประกอบเซมิคอนดักเตอร์รายใหญ่ที่สุดของโลกที่รายได้ 1 ใน 3 ของบริษัทมาจาก Apple หยุดการผลิตที่โรงงานในจีนเมื่อเดือนที่แล้วหลังจากรัฐบาลจีนสั่งจำกัดการใช้พลังงานเนื่องจากจีนกำลังขาดแคลนพลังงานอย่างหนัก

REUTERS/Carlos Garcia Rawlins

เนเธอร์แลนด์ไฟเขียวเจ้าหญิงดัตช์แต่งงานกับผู้หญิงและขึ้นเป็นควีนได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665478

วันที่ 13 ต.ค. 2564 เวลา 12:04 น.เนเธอร์แลนด์ไฟเขียวเจ้าหญิงดัตช์แต่งงานกับผู้หญิงและขึ้นเป็นควีนได้เนเธอร์แลนด์เปิดกว้างกษัตริย์หรือราชินีสามารถแต่งงานกับเพศเดียวกันได้

กฎหมายเนเธอร์แลนด์ยอมรับการสมรสเพศเดียวกันตั้งแต่ปปี 2001 หรือเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แต่มีการสันนิษฐานกันมาตลอดว่ากฎหมายนี้ไม่สามารถใช้กับกษัตริย์หรือราชินี เนื่องจากจำเป็นต้องมีทายาทสืบทอดราชบัลลังก์ต่อ

ล่าสุด นายกรัฐมนตรี มาร์ก รุตเทอ ของเนเธอร์แลนด์ให้ความชัดเจนว่า กษัตริย์หรือราชินีสามารถอภิเษกสมรสกับคู่รักเพศเดียวกันได้

รุตเทอกล่าวว่า มันเป็นเรื่องของ “สถานการณ์ทางทฤษฎี” แต่ราชินีองค์ต่อไปสามารถอภิเษกสมรสกับผู้หญิงได้

“ดังนั้นคณะรัฐมนตรีจึงไม่เห็นว่ารัชทายาทหรือกษัตริย์ต้องสละราชสมบัติหากเขาหรือเธอต้องการอภิเษกสมรสกับคู่รักเพศเดียวกัน” รุตเทออธิบายตอบข้อสอบถามจากพรรคของเขาเองในรัฐสภา

ในฐานะที่เป็นพระธิดาองค์โตของสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์แห่งเนเธอร์แลนด์ อนาคตของเจ้าหญิงอมาเลียซึ่งจะมีพระชันษา 18 ปีในเดือน ธ.ค.นี้ อยู่ภายใต้ความสนใจของผู้คน หลังจากหนังสือเล่มหนึ่งหยิบยกประเด็นขึ้นมาว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากเจ้าหญิงเลือกที่จะเสกสมรสกับคู่รักเพศเดียวกัน

อย่างไรก็ดี หนังสือเล่มดังกล่าวไม่ได้เป็นการคาดเดาเกี่ยวกับชีวิตส่วนตัวของเจ้าหญิงและไม่มีสิ่งบ่งชี้ว่าสำนักพระราชวังกำลังจะมีพิธีเสกสมรสแต่อย่างใด โดยเจ้าหญิงอมาเลียกำลังจะเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยในปีหน้า และทรงไม่รับเงินพระราชทานจากทางวังที่พระองค์มีสิทธิ์ได้รับขณะเป็นนักศึกษา

ทว่าคำถามจากหนังสือดังกล่าวทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากพรรค VVD ของรุตเทอ 2 คนตั้งคำถามต่อสภาว่าข้อจำกัดในปัจจุบันเกี่ยวกับการสมรสของราชวงศ์เป็นไปตาม “บรรทัดฐานค่านิยมของปี 2021” หรือไม่

และแม้ว่าคณะรัฐมนตรีจะชี้แจงชัดเจนว่าการเสกสมรสกับคู่รักเพสเดียวกันสามารถทำได้ แต่สิ่งที่ยังไม่แน่ชัดคือ จะเกิดอะไรขึ้นกับการสืบสันตติวงศ์หากมีทายาทที่เกิดจากการสมรสเพศเดียวกันของราชวงศ์ อาทิ ทายาทที่เกิดจากการรับบุตรบุญธรรมหรือเสปิร์มที่ได้รับบริจาคมา

“มันซับซ้อนอย่างยิ่ง” รุตเทออธิบาย โดยรัฐธรรมนูญของเนเธอร์แลนด์ระบุว่า “ทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น” ที่สามารถสืบทอดราชบัลลังก์ต่อจากกษัตริย์หรือราชินี

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นทฤษฎีเท่านั้น แต่จะขึ้นอยู่กับสภาซึ่งต้องให้ความเห็นชอบในการเสกสมรสของสมาชิกราชวงศ์ “เมื่อถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจค่อยว่ากันอีกที” เขาเผยกับ Dutch TV

Photo by Frank van Beek / ANP / AFP เจ้าหญิงอมาเลียและสมเด็จพระราชาธิบดีวิลเลม-อเล็กซานเดอร์แห่งเนเธอร์แลนด์ พระบิดา

แจ็ก หม่า ปรากฏตัว ย่องไปฮ่องกงพบพันธมิตรธุรกิจ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665471

วันที่ 13 ต.ค. 2564 เวลา 10:39 น.แจ็ก หม่า ปรากฏตัว ย่องไปฮ่องกงพบพันธมิตรธุรกิจแหล่งข่าวเผยว่า แจ็ก หม่า แห่ง Alibaba เดินทางไปพบพันธมิตรธุรกิจที่ฮ่องกงหลังเก็บตัวเงียบมานาน

สำนักข่าว Reuters รายงานโดยอ้างแหล่งข่าว 2 รายว่า แจ็ก หม่า ผู้ก่อตั้ง Alibaba เดินทางไปฮ่องกงเพื่อพบพันธมิตรทางธุรกิจหลายคนตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. และขณะนี้ยังอยู่ที่ฮ่องกง นับเป็นการเดินทางฮ่องกงครั้งแรกของหม่านับตั้งแต่เดือน ต.ค.ปีที่แล้ว

แหล่งข่าวเผยว่า หม่าหารือกับพันธมิตรทางธุรกิจสองสามรายระหว่างรับประทานอาหารร่วมกัน

ขณะที่ Alibaba ปฏิเสธให้ความเห็นต่อการเคลื่อนไหวของหม่านอกเวลาทำการตามปกติ

แจ็ก หม่า กล่าวสุนทรพจน์วิพากษ์วิจารณ์ระบบการเงินการธนาคารของจีนอย่างดุเดือดเมื่อเดือน ต.ค.ปีที่แล้วที่เซี่ยงไฮ้ หลังจากนั้นทางการจีนมีคำสั่งฟ้าผ่าระงับการเปิดขายหุ้นต่อสาธารณชนครั้งแรก (IPO) ของ Ant Group ซึ่งจะมีมูลค่าถึง 37,000 ล้านเหรียญสหรัฐและหากสำเร็จจะเป็น IPO ครั้งใหญ่ที่สุดในโลก

หลังจากนั้นหม่าพยายามเก็บตัวเงียบจนเกิดคำถามตามมาว่าเจ้าตัวหายไปไหน

3 เดือนต่อมา ในเดือน ม.ค. หม่าปรากฏตัวในคลิปวิดีโอพูดคุยกับครูกลุ่มหนึ่ง ซึ่งช่วยคลายความกังวลเกี่ยวกับหม่าจนส่งผลให้หุ้นของ Alibaba ขยับขึ้นรับข่าวดังกล่าว

เดือน พ.ค. หม่าเดินทางไปเยี่ยมเยียนสำนักงานของ Alibaba ในเมืองหางโจวระหว่างที่บริษัทจัดงานประจำปี “Ali Day” และวันที่ 1 ก.ย.โซเชียลมีเดียของจีนพากันแชร์ภาพที่หม่าเดินทางไปเยี่ยมชมฟาร์มเกษตรหลายแห่งในมณฑลเจ้อเจียงทางตะวันออกของจีน

และวันถัดมา Alibaba ประกาศว่าจะลงทุน 100,000 ล้านหยวนภายในปี 2025 เพื่อสนับสนุนแนวคิด “ความรุ่งเรืองร่วมกัน” ของประธานาธิบดี สีจิ้นผิง

Photo by Philippe LOPEZ / AFP

จีนไม่ได้สู้กับไต้หวัน แต่สู้กับแบ็คอัพของไต้หวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665452

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 20:41 น.จีนไม่ได้สู้กับไต้หวัน แต่สู้กับแบ็คอัพของไต้หวันเมื่อสีจิ้นผิงคิดจะผนวกไต้หวัน ฝันจะเป็นจริงหรือไม่? ความเข้มข้นของสถานการณ์การเมืองระหว่างจีนกับไต้หวันทำให้เกิดคำถามขึ้นมาบ่อยๆ ว่า “จีนจะบุกไต้หวันหรือไม่?”

วันที่ 10 ตุลาคมปีนี้ครบรอบ 110 ของการปฏิวัติซินไฮ่ ทั้งที่จีนและที่ไต้หวันต่างให้ความสำคัญกับวันนี้เพราะเป็นสิ้นสุดของระบอบศักดินาจีนที่ยาวนานหลายพันปี

แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของความวุ่นวาย ตามมาด้วยยุคขุนศึกที่ขุนทหารตามมณฑลต่างๆ ประกาศตัวเป็นอิสระและรบพุ่งชิงอำนาจกัน ตามด้วยสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 ตามด้วยสงครามมหาเอเชียบูรพา ในระหว่างนั้นยังเกิดการแย่งชิงอำนาจระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์และพรรคก๊กมินตั๋ง

หลังจากสิ้นสุดสงครามโลกและสงครามญี่ปุ่น สงครามระหว่างคนจีนด้วยกันเองไม่จบลงตามไปด้วย มันเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กับพรรคก๊กมินตั๋งขึ้นในทันที กินเวลา 4 ปีกว่าๆ กระทั่งพรรคคอมมิวนิสต์ชิงความได้เปรียบยึดพื้นที่แผ่นดินใหญ่เอาไว้ในที่สุด ส่วนพรรคก๊กมินตั๋งอพยพไปปักหลักที่ไต้หวัน

หลังจากนั้นจีนก็แบ่งเป็น 2 จีนคือสาธารณรัฐประชาชนจีน (แผ่นดินใหญ่) และสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) ในช่วง20 กว่าปีแรกนั้นมหาอำนาจโลกยอมรับแค่รัฐบาลไต้หวันว่าเป็นรัฐบาลจีนที่แท้จริง ไต้หวันจึงมีเก้าอี้ในฐานะสมาชิกสหประชาชาติและยังเป็นคณะมนตรีความมั่นคงถาวรด้วย

ตราบจนกระทั่งกระแสการเมืองโลกพลิกผัน มหาอำนาจโลกเล็งเห็นประโยชน์ของแผ่นดินใหญ่มากกว่าไต้หวันจึงหันมาสนับสนุนสาธารณรัฐประชาชนเป็น “จีนที่แท้หนึ่งเดียว” และเขี่ยไต้หวันออกจากสหประชาชาติ ยอมรับนโยบาย “จีนเดียว” ของแผ่นดินใหญ่นั่นคือไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน มิใช่ชาติเอกราช แม้ใครจะคบกับไต้หวันก็ต้องคบแบบไม่เป็นทางการ

แต่การเมืองโลกไม่มีอะไรที่แน่นอน หลังจากผ่านมา 40 กว่าปี มหาอำนาจเล็งเห็นว่าจีนเริ่มปีกกล้าขาแข็ง เป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจ ไม่ใช่จีนจนๆ ที่นายทุนตะวันตกจะขูดรีดแรงงานราคาถูกอย่างสบายใจอีกต่อไป มหาอำนาจทั้งหลายจึงบ่อนทำลายจีนทีละน้อยและเริ่มหันไปสนับสนุนไต้หวันอีก

แนวคิด “ต้องห้าม” อย่างเรื่องเอกราชไต้หวัน หรืออย่างน้อยคือแนวคิดเรื่อง “สองจีน” หรือการกระทำราวกับไต้หวันเป็นประเทศเอกราชอย่างการส่งเจ้าหน้าที่ระดับสูงไปไต้หวัน เริ่มเกิดขึ้นบ่อยครั้งขึ้น

สงครามกลางเมืองจีนที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อกลางศตวรรษที่แล้ว แต่ถูกแช่แข็งมานานหลายสิบปี ทว่าจนบัดนี้ยังไม่จบลง กำลังจะเริ่มเปิดฉากอีกครั้งหรือไม่?

ผู้เขียนเคยวิเคราะห์เรื่องนี้ไปบ้างแล้ว จนบัดนี้ก็ยังไม่เชื่อว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งถึงขนาดที่จีนจะบุกไต้หวัน

ก่อนวันครบรอบการปฏิวัติซินไฮ่นั่น สีจิ้นผิงออกมากล่างสุนทรพจน์ซึ่งสามารถมองได้ว่าเป็นทั้งการขู่และการปลอบ ส่วนที่เป็นการขู่นั้นคือการบอกว่า “เอกราชของไต้หวันเป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุดในการรวมชาติมาตุภูมิและอันตรายที่ซ่อนเร้นอย่างร้ายแรง”

ส่วนที่เป็นการปลอบ สีจิ้นผิงบอกว่า “การรวมชาติให้สำเร็จด้วยสันติวิธีทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติโดยรวม รวมทั้งพี่น้องของเราในไต้หวันด้วย”

จากคำพูดเหล่านี้ เราจะเห็นรูปแบบปกติของผู้นำจีนเวลาจะพูดถึงไต้หวัน คือต้องการจะรวมชาติ แต่จะไม่ใช้กำลัง ขณะเดียวกันก็เตือนไม่ให้ไต้หวันประกาศเอกราช นี่คือ “แพทเทิร์น” ที่ผู้นำจีนไม่ว่าคนไหนก็พูดแบบนี้

แต่ในขณะที่สีจิ้นผิงพูดตามสคริปต์เดิม สถานการณ์ของไต้หวันไม่อำนวยให้เขาคิดแบบเดิม เพราะในทางการเมืองนั้นพรรคฝ่ายเรียกร้องเอกราชของประธานาธิบดีไช่อิงเหวินแห่งไต้หวันมีโมเมนตัมทางการเมืองสูงในระยะหลัง ท่าทีของไช่อิงเหวินนั้นไม่ถือว่าก้าวร้าว แต่ก็ทำให้จีนอยู่เฉยไม่ได้เหมือนกัน

ยิ่งระยะหลังจีนมีกระแสชาตินิยมที่เกรี้ยวกราดมาก เมื่อไต้หวันทำอะไรที่ “ไม่เป็นจีน” ขึ้นมาสักนิดนึง จีนก็จะออกแอกชั่นรุนแรง จนทำให้ผู้สังเกตการณ์ภายนอกคิดว่าจีนจะลงมือกับไต้หวัน

ดังนั้น วันที่สีจิ้นผิงออกมาพูด แฮชแท็กยอดนิยมในโซเชียลมีเดียจีนจึงมีประเด็นเรื่องการรวมชาติและกลิ่นอายของชาตินิยมเต็มไปหมด ใครที่ขวัญอ่อนอาจรู้สึกกลัวๆ ขึ้นมาบ้างว่าคนจีนฮึกเหิมจนคิดจะบุกไต้หวันหรือเปล่า?

อันที่จริงแล้ว การกระพือเรื่องจีนจะรุกรานไต้หวันมาจากสื่อและนักการเมืองตะวันตกเสียมากกว่า (ฝ่ายไต้หวันองก็พูดถึงเรื่องนี้เช่นกัน แต่ในลักษณะเตรียมพร้อมเพื่อป้องกันตนเอง) ให้อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมตะวันตกถึงกระเหี้ยนกระหือรือให้เกิด “สงครามกลางเมืองจีน” ขึ้นมาอีก?

ผู้ที่เสียหายหากเกิดสงครามระหว่างจีนกับไต้หวันขึ้นมาจริงๆ ไม่ใช่ใครก็คือจีนกับไต้หวันนั่นเอง ฝ่ายที่ได้ประโยชน์ที่สุดคือพวกที่เชียร์ให้เกิดการปะทะ และพวกที่ต้องการรบกับจีนแต่ทำตัวเป็น “อีแอบ” ด้วยการใช้สงครามตัวแทนที่ตัวเองถนัด

จีนนั้นไม่ควรจะรบกับไต้หวันอย่างยิ่ง การทำเช่นนั้นเป็นการประเมินตัวเองสูงเกินไป เพราะการรบกับไต้หวันเท่ากับเป็นการรบกับสหรัฐ

วัดกันด้วยแสนยานุภาพ (ไม่ใช่แค่กำลังคน) จีนไม่มีทางเทียบสหรัฐได้ติดเลย และแน่นอนว่าหากจีนตกหลุมพรางนี้จะถูกลากไปรุมกระทืบอีกด้วยจากพรรคพวกของสหรัฐที่ตอนนี้แสดงตนคุกคามจีนอย่างชัดเจนกันหมดแล้ว

คิดกันเล่นๆ หากเกิดสงครามระหว่างช่องแคบขึ้นมาจริงๆ ใครจะได้ประโยชน์บ้าง? แน่นอน ผู้ผลิตอาวุธย่อมรวย ประเทศที่เป็นคู่แข่งการค้ากับจีนย่อมรวย ประเทศที่อยากจะมีกองทัพเป็นตัวเป็นตนจะมีฉวยโอกาสสร้างความชอยธรรมทางการทหาร

คนที่จะที่เละที่สุดคือ “ตัวเล็กๆ” ซึ่งไม่ใช่ใครนอกจากไต้หวัน

สิ่งที่จะหลีกเลี่ยง “เปรตกระหายสงคราม” ได้คือตัดตอนโอกาสของสงครามเสีย ด้วยการคงสถานะเดิม (Status quo) ระหว่างจีนกับไต้หวันเอาไว้ สถานะเดิมนี้คือต่างคนต่างอยู่ จีนจะคิดยึดไต้หวันด้วยกำลัง และไต้หวันจะต้องไม่ประกาศเอกราช

มันเป็นสถานะที่น่ารำคาญใจของทุกฝ่าย แต่มันย่อมดีกว่าการบาดเจ็บล้มตายและสิ้นชาติ

มันเป็นแบบนี้มาค่อนศตวรรษแล้ว เช่นเดียวกับเกาหลีเหนือและใต้ ไม่สามารถรวมเข้ากันได้สักที เป็นมรดกของสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็นที่ลากยาวไปเรื่อยๆ หาคิดจะยุติมันจะเกิดความรุนแรงขึ้น

เพียงแต่ Status quo แบบจีน-ไต้หวันและเกาหลีเหนือ-ใต้ มีช่องโหว่ตรงที่ยิ่งปล่อยให้มันลากยาวต่อไปจะทำให้สองฝ่ายต่อกันไม่ติดไปเรื่อยๆ

เราจะเห็นว่าสายใยที่เชื่อเกาหลีเหนือ-ใต้คือคนรุ่นสงครามเกาหลีนั้นล้มหายตายจากไปเรื่อยๆ และคนรุ่นใหม่ๆ ของ 2 ประเทศต่างรู้สึกแปลกแยก ไม่รู้สึกจำเป็นว่าจะต้องมารวมชาติกัน ต่างคนต่างอยู่น่ะดีแล้ว ความรู้สึกนี้ทำให้การรวมชาติยากขึ้นเรื่อยๆ

เช่นเดียวกับจีน-ไต้หวัน ที่คนรุ่นสงครามล้มหายตายจากกันเกือบหมดแล้ว มรดกไม่กี่อย่างที่โยงสองผ่นดินระวหางช่องแคบไว้คือครัวเรือนที่อพยพมาจากแผ่นดินใหญ่และยังบอกลูกบอกหลานว่าตนเป็นคนแผ่นดินใหญ่ อีกอยางคือพรรคก๊กมินตั๋ง

พรรคก๊กมินตั๋งเป็นศัตรูกับพรรคคอมมิวนิสต์แท้ๆ แต่ทุกวันนี้กลับถูกเรียกว่า “โปรจีน” เพราะนโยบายคง Status quo เป็นหลัก แต่เพราะถูกมองว่าโปรจีนนี่เองทำให้ก๊กมินตั๋งแพ้เลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่า กระทั่งล่าสุดเพิ่งเลือกผู้นำคนใหม่เพื่อรีแบรนด์ตัวเอง ซึ่งไม่รู้จะสำเร็จหรือไม่

ก๊กมินตั๋งไม่สามารถจะแสดงท่าที “โปรจีน” เหมือนเดิมได้อีก จะต้องปรับท่าทีให้เป็น “ต้านจีน” มากขึ้นเพื่อครองใจคนรุ่นใหม่ที่แปลกแยกกับจีนมากขึ้นทุกที

แต่ฝ่ายสนับสนุนเอกราชอย่างไช่อิงเหวินใช้ก็ใช่ว่าจะต้านจีนอยู่ท่าเดียว บางครั้งก็ใช้น้ำเย็นเข้าลูบเหมือนกัน อย่างในสุนทรพจน์คล้อยหลังสีจิ้นผิง 1 วันนั้น ไช่อิงเหวินกล่าวว่า “เราหวังว่าจะคลี่คลาย… ความสัมพันธ์ (กับปักกิ่ง) และจะไม่กระทำการโดยผลีผลาม แต่ไม่ควรหลงคิดไปเองอย่างเด็ดขาดว่าชาวไต้หวันจะยอมจำนนต่อแรงกดดัน”

ขณะที่ไช่อิงเหวินพูดแบบ “ถนอมน้ำใจ” ทำเนียบประธานาธิบดีของไต้หวันกล่าวสวนสีจิ้นผิงว่าอนาคตของไต้หวันอยู่ในมือของประชาชน และความคิดเห็นของสาธารณชนในกระแสหลักนั้นชัดเจนมากในการปฏิเสธโมเดล “หนึ่งประเทศ สองระบบ” ของจีน

นี่แสดงว่าจริงๆ แล้วทุกฝ่ายก็ยังโหยหา Status quo กันอยู่ ด้วยต้นทุนของความขัดแย้งนั้นสูงเกินกว่าทุกฝ่ายจะรับได้ เพียงแต่จะพูดอ่อนอยางเดียวก็กระไรอยู่ จะต้องพูดในเชิงไว้ทีเอาไว้ก่อนด้วยกันทั้งสองฝ่าย

แต่การจะรักษาสถานะดั้งเดิมจะทำฝ่ายเดียวไม่ได้ ยิ่งจีนแสดงท่าทีแข็งแกร้าวด้วยการส่งเครื่องบินล้ำเข้ามาในเขตของไต้หวันด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ไต้หวันยากจะเชื่อว่าจีนมีเจตนาใฝ่หาสันติภาพ ดังนั้นสีจิ้นผิงจะพูดแบบโอภาปราศรัยไม่ได้ จะต้องทำแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยด้วย

อย่างที่บอกไปว่าสงครามระหว่างจีนกับไต้หวันนั้นไม่เคยจบลง หลายสิบปีก่อนนั้น ไต้หวันกับจีนยังกระทบกระทั่งเล็กน้อยๆ ทางทหารบ่อยครั้ง โดยเฉพาะเขตที่ไต้หวันใกล้กับจีนมาก เช่น ที่เกาะจินเหมิน เกาะหมาจู่ ที่ใกล้กับฝูเจี้ยนแค่ปลายจมูก บางครั้งถึงกับยิงถล่มปูพรมกัน แต่ในระยะหลังเหลือแค่ประกาศโฆษณาชวนเชื่อตามลำโพงเท่านั้น

การที่จีนไม่ทำอะไรผลีผลามกับไต้หวัน ก็เพราะสหรัฐคอยคุ้มให้ การปะทะกันประปรายในช่วงทศวรรษที่ 50 – 60 นั้นเคยทำให้เกิดวิกฤตการมาแล้วคือวิกฤตการช่องแคบไต้หวันครั้งที่สอง (Second Taiwan Strait Crisis) ซึ่งจีนไปปะทะกับไต้หวันที่เกาะตงติ้ง หลังจากนั้นจีนก็ยิงถล่มเกาะจินเหมินของไต้หวันอย่างหนัก เหตุบานปลายจนสหรัฐเข้ามาแทรกแซงและถึงกับเสนาธิการร่วมของสหรัฐพิจารณาความจำเป็นต้องมีการตอบสนองด้วยอาวุธนิวเคลียร์เพื่อปกป้องเกาะจินเหมิน

แต่การแทรกแซงของสหรัฐโดยเฉพาะการจะใช้นิวเคลียร์เสี่ยงจะทำให้สาธารณชนไม่พอใจรวมถึงจะทำให้พันธมิตรสหรัฐเองก็ตีตัวออกห่าง โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่หากทราบว่าในเวลานั้นสหรัฐขนหัวรบนิวเคลียร์ 2 ลูกมาปักหลักที่โอกินาวะ เตรียมที่จะถล่มจีน นี่แสดงให้เห็นว่าบางครั้งพันธมิตรของสหรัฐเองก็อาจจะไม่คล้อยตามเหมือนกันหากการเล่นงานจีนหนักมือเกินไป

จากเอกสารของจดหมายเหตุสหรัฐ สหรัฐมีแผนที่จะเปิดการโจมตีโดยใช้อาวุธนิวเคลียร์ครั้งแรกกับจีนจากฐานทัพอากาศคลาร์กในฟิลิปปินส์และฐานทัพคาเดนะที่ญี่ปุ่น เท่ากับเป็นการลากฟิลิปปินส์กับญี่ปุ่นเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยโดยไม่จำเป็น ดังนั้น ประเทศไหนที่คิดจะผูกมิตรกับสหรัฐถึงขั้นจะยกแผ่นดินให้เป็นฐานทัพสมควรที่จะตรองให้ดี

แต่กรณีนี้เป็นแรงผลักดันให้จีนพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของตัวเองขึ้นมา จนกระทั่งทุกวันนี้จีนมีหัวรบนิวเคลียร์ 350 หัวรบ เทียบกับสหรัฐที่ 5,550 หัวรบ

บางครั้งไต้หวันมีการส่งทหารรุกเข้าไปในแผ่นดินใหญ่ด้วยซ้ำไป เช่นที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 1964 เมื่อหน่วยคอมมานโดของไต้หวัน (ในเวลานั้นเรียกกันว่าจีนคณะชาติ) จากเกาะหมาจู่ (อำเภอเหลียนเจียงของต้หวัน) ได้บุกโจมตีสำนักงานใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งอำเภอเหลียนเจียงของจีน ที่มณฑลฝูเจี้ยนและยึดเอกสารของคอมมูนส่งกลับไปยังไทเป

อย่างกรณีที่เหลียนเจียงนั้นยังสะท้อนด้วยว่าหากแบ็คอัพของไต้หวันอย่างสหรัฐไม่โอเคกับการกระทำไต้หวัน ก็จะประกาศว่าไม่ช่วย หลังกรณีส่งคอมมานโดของไต้หวันบุกเหลียนเจียงแผ่นดินใหญ่นั้น กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐมีท่าทีดังนี้ (ในเอกสารประวัติศาสตร์ของกระทรวง) “การยิงปืนใหญ่ของคอมมิวนิสต์จีนถล่มหมาจู่เมื่อวันที่ 16 พ.ค. ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นการตอบโต้การยิงปืนใหญ่ของ GRC (รัฐบาลไต้หวัน) จากหมาจู่ซึ่งคุ้มครองปฏิบัติการที่เหลียนเจียงทำให้ข้าพเจ้าต้องพิจารณาย้ำเตือน GRC ที่เตือนไว้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิที่แล้วว่าพวกเขาไม่ควรคิดว่าสหรัฐ จะช่วย GRC หากจีนคอมมิวนิสต์โจมตีเกาะนอกชายฝั่งที่มีขนาดเล็กเพื่อตอบโต้การจู่โจมจีนของ GRC จากเกาะดังกล่าว”

แต่เรื่องนี้ตั้งแต่ทศวรรษที่ 60 แล้ว เป็นช่วงเวลาที่สหรัฐเริ่มที่ลังเลกับท่าทีของตนต่อไต้หวัน และในเวลานั้นจีนยังถือว่า “ล้าหลัง” เพียงแต่ต้องการจะแสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งนี้มีการ “ใช้กำลัง” เกิดขึ้นประปราย และสหรัฐมีท่าทีโลเลมาโดยตลอด

เช่นเดียวกับตอนนี้ ที่การกระทำนั้นหนุนไต้หวัน แต่ไบเดนบอกกับสีจิ้นผิงว่ายังมั่นคงกับดีลเรื่อง “จีนเดียว”

ดังนั้น ตอนนี้ “การใช้กำลัง” ของจีนด้วยการส่งเครื่องบินเข้าไปในเขตไต้หวันก็ดี หรือการซ้อมรบที่ชายฝั่งประจันกับไต้หวันก็ดี ชวนให้คิดจริงๆ เป็นการขู่ไต้หวันหรือขู่แบ็คอัพไต้หวันกันแน่

อย่างที่กล่าวไป หากจีนจะรบกับไต้หวัน จีนไม่ได้รบกับไต้หวัน แต่รบกับสหรัฐ

เมื่อรบกับสหรัฐ จีนไม่ได้รบกับแค่สหรัฐ แต่รบกับพรรคพวกสหรัฐด้วย

โดย กรกิจ ดิษฐาน

REUTERS/Carlos Garcia Rawlins

หวั่น AUKUS กระทบอาเซียน มาเลเซียแนะสมาชิกเร่งหารือ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665444

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 18:30 น.หวั่น AUKUS กระทบอาเซียน มาเลเซียแนะสมาชิกเร่งหารือรัฐบาลมาเลเซียชี้อาเซียนควรมีฉันทามติร่วมกันเกี่ยวกับ AUKUS หวั่นกระทบความมั่นคงของภูมิภาค

วันนี้ (12 ต.ค.) ฮิชามมุดดิน ฮุสเซน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมาเลเซียกล่าวว่าในการประชุมสุดยอดอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปลายเดือนนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนควรหารือและมีฉันทามติที่ชัดเจนเกี่ยวกับ AUKUS ความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกของสหรัฐ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย

โดยรัฐบาลมาเลเซียมองว่าการประชุมสุดยอดอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นโอกาสอันดีที่ประเทศสมาชิกจะได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ AUKUS ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงของภูมิภาค

ทั้งนี้ AUKUS จะเอื้อให้สหรัฐ สหราชอาณาจักร และออสเตรเลียแบ่งปันเทคโนโลยีทางทหาร ตลอดจนการสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งจะส่งผลให้ออสเตรเลียสามารถสร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นเป็นครั้งแรก

แม้ทั้ง 3 ประเทศจะกล่าวว่าข้อตกลงดังกล่าวเพื่อส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าจะเป็นการคานอำนาจของจีนที่กำลังแผ่อิทธิพลในภูมิภาค

ขณะที่สมาชิกอาเซียนอย่างมาเลเซียและอินโดนีเซียแสดงความกังวลว่า AUKUS อาจนำไปสู่การแข่งขันด้านอาวุธในภูมิภาคนี้ แต่ด้านฟิลิปปินส์ให้การสนับสนุนข้อตกลงดังกล่าว

ก่อนหน้านี้ จีนได้กล่าวว่าข้อตกลง AUKUS มีความเสี่ยงที่จะทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในอินโด-แปซิฟิกอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม สหรัฐยืนยันว่า AUKUS จะไม่เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในอินโด-แปซิฟิก และไม่ได้มีเจตนามุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง

Photo by REUTERS/Edgar Su

จับตาราคาน้ำมันไทยหลังราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดในรอบ 7 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665441

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 17:35 น.จับตาราคาน้ำมันไทยหลังราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูดในรอบ 7 ปีหลังจากหลายประเทศเริ่มกลับมาเปิดประเทศ ความต้องการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงก็เพิ่มขึ้นจนดันราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี

ช่วงพีคของการระบาดของ Covid-19 เมื่อต้นปี 2020 ถนนหนทางและสนามบินว่างเปล่าไร้รถยนต์ไร้เครื่องบิน ส่งผลให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงต่ำเตี้ยเรี่ยดิน แต่ขณะนี้ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาอีกครั้งหลังจากหลายประเทศเริ่มกลับมาเปิดประเทศ ทว่าปริมาณน้ำมันไม่ได้เพิ่มตาม ราคาจึงถีบตัวสูงขึ้น

น้ำมันในสหรัฐพุ่งขึ้นไปที่ 120 เหรียญสหรัฐหลังจากที่เคยร่วงไปอยู่ที่ 40 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในเดือน เม.ย. 2020 ราคาน้ำมันดิบในสหรัฐพุ่งทะลุ 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. 2014 หรือเกือบ 7 ปีที่แล้ว โดยปิดที่ 80.52 เหรียญสหรัฐเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา

ชาวอเมริกันช็อกไปตามๆ กันหลังจากราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยของประเทศสูงสุดในรอบ 7 ปี มาอยู่ที่ 3.27 เหรียญสหรัฐต่อแกลลอน เพิ่มขึ้น 7 เซ็นต์ในสัปดาห์ที่แล้วสัปดาห์เดียว และเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าจากราคาต่ำสุดที่ 1.77 เหรียญสหรัฐในเดือน เม.ย. 2020

ราคาน้ำมันเบนซินที่สูงขึ้นทำให้ภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐแย่ลงไปอีกซึ่งเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัวชาวอเมริกัน

และที่โชคร้ายคือ ราคาน้ำมันเบนซินจะพุ่งสูงขึ้นไปอีกเนื่องจากวิกฤตพลังงานโลก

ราคาก๊าซธรรมชาติที่พุ่งกระฉูดโดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปและเอเชียทำให้โรงงานไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากอาจหันไปพึ่งพาแหล่งพลังงานที่ถูกกว่าในการผลิตไฟฟ้าอย่างน้ำมันดิบ ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้นสวนทางกับปริมาณน้ำมันที่มีอยู่

ราคาจะแตะ 100 เหรียญสหรัฐหรือไม่

วานนี้ Citigroup ประเมินว่าราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) จะขึ้นไปอยู่ที่ 85 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในไตรมาสที่ 4 และวันดีคืนดีอาจเพิ่มไปถึง 90 เหรียญสหรัฐ โดยระบุว่าความต้องการพลังงานเชื้อเพลิงในฤดูหนาวและการเปลี่ยนจากก๊าซธรรมชาติที่มีราคาสูงมาเป็นน้ำมันดิบของโรงงานไฟฟ้าจะดันให้ราคาสูงขึ้นอีก

ขณะที่ Bank of America เตือนว่า ฤดูหนาวที่หนาวกว่าปกติจะทำให้ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอีกวันละ 500,000 บาร์เรล ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทะยานไปอยู่ที่ 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งสุดท้ายจะสร้างความช็อกให้กับชาวอเมริกันไปอีก เนื่องจากราคาน้ำมันเบนซินขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบเบรนท์

ถ่านหินในจีนราคาพุ่ง

ไม่ใช่เฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติที่สูงขึ้นเท่านั้นที่มีบทบาท ราคาถ่านหินในจีนก็ทะยานขึ้นเช่นกันหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมทางตอนเหนือของประเทศทำให้เหมืองถ่านหินหลายแห่งต้องปิดชั่วคราว ในขณะที่ถ่านหินยังเป็นแหล่งพลังงานหลักในจีน ทั้งการใช้สำหรับผลิตความร้อน การผลิตกระแสไฟฟ้า และการผลิตเหล็ก

ขณะนี้จีนกำลังขาดแคลนพลังงานส่งผลให้รัฐบาลต้องปันส่วนกระแสไฟฟ้าในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง และบางประเทศต้องหยุดการผลิตชั่วคราว

ด้วยเหตุนี้ราคาน้ำมันเบนซินในสหรัฐจึงยิ่งสูงขึ้นๆ ทำให้เกิดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

แพทริก เดอ ฮาน หัวหน้านักวิเคราะห์น้ำมันเชื้อเพลิงจาก GasBuddy เผยว่า เร็วๆ นี้น้ำมันเบนซินของสหรัฐจะขึ้นไปแตะ 3.30 เหรียญสหรัฐ และขณะนี้ยังไม่เห็นสัญญาณว่าราคาน้ำมันเบนซินจะลดลง

กลุ่ม OPEC คือผู้กุมอำนาจ

ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้นสวนทางกับปริมาณน้ำมันดิบ ขณะนี้การผลิตน้ำมันของสหรัฐกำลังฟื้นตัวอย่างช้าๆ จาก Covid—9 แม้ว่าราคาน้ำมันจะอยู่ในช่วงขาขึ้นก็ตาม เนื่องจากหลายบริษัทกลัวว่าปริมาณน้ำมันจะล้นตลาดอีกครั้งและยังมุ่งคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้นที่สูญเงินก้อนโตไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมามากกว่า

ก่อนหน้านี้แม้ว่าทำเนียบขาวจะเรียกร้องให้กลุ่ม OPEC และพันธมิตรเพิ่มกำลังการผลิต แต่ทางกลุ่มกลับเพิ่งเพิ่มการผลิตเมื่อต้นปี 2020 และขณะนี้ดูเหมือนว่ากลุ่ม OPEC จะพอใจกับการปล่อยให้ราคาน้ำมันขยับขึ้น และตอนนี้ดูเหมือนว่ากลุ่ม OPEC กุมอำนาจในการกำหนดราคาน้ำมันแล้ว

ฮือฮา! DC Comics เปิดกว้าง Superman คนใหม่เป็น Bisexual #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665432

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 16:15 น.ฮือฮา! DC Comics เปิดกว้าง Superman คนใหม่เป็น Bisexualทอม เทย์เลอร์ เผยถึงการเขียนบท Superman คนใหม่กับการต่อสู้ครั้งใหม่ ต้องต่อสู้กับปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง

เรียกเสียงฮือฮาไม่น้อยเมื่อ DC Comics เปิดเผยว่า “Superman: Son of Kal-El” ฉบับที่ 5 ซึ่งจะเปิดตัวในวันที่ 9 พ.ย. ที่จะถึงนี้ จะมีการบอกเล่าเรื่องราวความรักของซูเปอร์แมนคนล่าสุดซึ่งคือจอน เคนต์ (Jon Kent) ลูกชายของคลาร์ก เคนต์ (Clark Kent) และลูอิส เลน (Lois Lane) ที่ทางผู้เขียนตัดสินใจให้เป็น Bisexual และตกหลุมรักกับเจย์ นากามูระ (Jay Nakamura) นักข่าวหนุ่มด้วย

ทอม เทย์เลอร์ (Tom Taylor) นักเขียนได้พูดถึงการเขียนบทครั้งนี้ว่าเขาดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ DC และ Warner Bros. ยอมรับไอเดียนี้ และเขาพูดเสมอว่าทุกคนต้องการฮีโร่ และทุกคนควรได้เห็นตัวเองในตัวฮีโร่ของพวกเขา และเขาคงรู้สึกเหมือนพลาดโอกาสสำคัญถ้าจะสร้างซูเปอร์ฮีโร่แบบเดิมๆ สำหรับซูเปอร์แมนคนใหม่ในจักรวาลดีซี

โดยการประกาศของ DC Comics ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งตรงกับวัน National Coming Out Day หรือวันเปิดเผยอัตลักษณ์ทางเพศแห่งชาติ เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความเท่าเทียมทางเพศ และเพื่อให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ แสดงออกถึงความภาคภูมิใจในเพศสถานะของตน

ก่อนหน้านี้ไม่นานตัวละครโรบิน จาก Batman: Urban Legends และกัปตันอเมริกาคนใหม่จาก The United States of Captain America ก็ได้ประกาศตัวว่าเป็นเกย์เช่นกัน

ซึ่งเทย์เลอร์กล่าวว่าปฏิกิริยาของแฟนๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นไปในทิศทางบวก เพราะพวกเขาหวังมาตลอดว่าจะได้เห็นสิ่งนี้เมื่อพวกเขาโตขึ้น กลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศรู้สึกเหมือนได้เห็นตัวเองในร่างของซูเปอร์ฮีโร่ ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยคิดว่าจะเป็นไปได้

สู้กับปัญหาในโลกความเป็นจริง

นอกจากประเด็นเรื่องความหลากหลายทางเพศแล้ว Superman: Son of Kal-El ซึ่งเปิดตัวฉบับแรกเมื่อเดือนก.ค. ได้มีการบอกเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของจอนกับไฟป่าที่เกิดจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการปราบปรามเหตุรุนแรงในโรงเรียนมัธยม และการประท้วงการเนรเทศผู้ลี้ภัย

เรียกได้ว่ามีการหยิบยกปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันซึ่งเทย์เลอร์กล่าวว่า “ซูเปอร์แมนคนใหม่ต้องมีการต่อสู้ครั้งใหม่ ต่อสู้กับปัญหาในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งเขาสามารถยืนหยัดได้ในฐานะหนึ่งในผู้มีอำนาจมากที่สุดในโลก”

เทย์เลอร์ยังกล่าวอีกว่า มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หากย้อนไป 5 ถึง 10 ปีที่แล้ว สิ่งเหล่านี้อาจเป็นไปได้ยาก แต่ทุกวันนี้สิ่งต่างๆ กำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น และมีกระแสตอบรับเชิงบวกอย่างท่วมท้น

อยากเที่ยวแล้ว! คนสิงคโปร์แห่จองตั๋วเครื่องบินจนเว็บล่มหลังรัฐบาลเปิดประเทศ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665416

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 15:35 น.อยากเที่ยวแล้ว! คนสิงคโปร์แห่จองตั๋วเครื่องบินจนเว็บล่มหลังรัฐบาลเปิดประเทศชาวสิงคโปร์แห่จองตั๋วเครื่องบินท่องเที่ยวต่างประเทศหลังรัฐบาลเปิดประเทศจนเว็บไซต์สายการบินล่ม

เว็บไซต์ของสายการบิน Singapore Airlines ล่มชั่วคราวเมื่อช่วงบ่ายของวันเสาร์ที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่เอเจนซีท่องเที่ยวมีคนใช้บริการเพิ่ม หลังชาวสิงคโปร์พากันจองตั๋วเครื่องบินเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศหลังจากรัฐบาลสิงคโปร์ประกาศแผนเปิดประเทศด้วยการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ครบโดสแล้วโดยไม่ต้องกักตัวกับ 11 ประเทศ

ตัวแทนจาก Singapore Airlines เผยว่า ความต้องการตั๋วเครื่องบินมีสูงมากและทางสายการบินอาจต้องใช้เวลานานขึ้นในการตอบข้อสงสัยของลูกค้า

กระแสดังกล่าวส่งผลให้หุ้นของสายการบิน Singapore Airlines พุ่งขึ้น 9.6% เมื่อวันจันทร์ (11 ต.ค.) มากที่สุดในรอบ 11 เดือน

ขณะที่เว็บไซต์ของสายการบินแสดงให้เห็นว่าราคาตั๋วเครื่องบินระหว่างประเทศที่เปิดรับนักท่องเที่ยวที่ฉีดวัคซีนแล้วระหว่างกัน หรือ Vaccinated Travel Lane (VTL) บางประเทศสูงขึ้น อาทิ ตั๋วเครื่องบินบินตรงจากสิงคโปร์ไปยังลอสแองเจลิสสนนราคา 2,364 เหรียญสิงคโปร์ หรือราว 58,370 บาท เมื่อเทียบกับเส้นทางที่ไม่ได้อยู่ในประเทศ VTLที่สนนราคา 1,519 เหรียญสิงคโปร์ หรือราว 37,505 บาท

ส่วน เจเรไมอาห์ หว่อง ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายสื่อสารการตลาดของบริษัทเอเจนซีท่องเที่ยว Chan Brothers Travel เผยว่า การเข้าใช้งานเว็บไซต์ของบริษัทสูงขึ้นกว่าปกติถึง 5 เท่า โดยเกาหลีใต้และประเทศแถบยุโรปอยู่ในกลุ่มประเทศที่เป็นจุดหมายปลายทางที่ชาวสิงคโปร์ต้องการไปเยือน

“ความต้องการท่วมท้นมาก คนสิงคโปร์โหยหาการเดินทางท่องเที่ยวและอยากไปเที่ยวต่างประเทศช่วงฮอลิเดย์ และบางคนคิดว่าพวกเขารอคอนมานานเกินไปแล้ว” หว่องเผย

สิงคโปร์กำลังเดินหน้าเปิดประเทศด้วยการเปิดเส้นทางท่องเที่ยว VTL กับหลายประเทศเพิ่มเติมในฝั่งยุโรปและอเมริกาเหนือ ได้แก่ แคนาดา เดนมาร์ก ฝรั่งเศส อิตาลี เนเธอร์แลนด์ สเปน สหราชอาณาจักร และสหรัฐ หลังจากชาวสิงคโปร์กว่า 80% ได้รับวัคซีนป้องกัน Covid-19 ครบโดสแล้ว

นักท่องเที่ยวจากทั้ง 8 ประเทศข้างต้นสามารถเดินทางเข้าสิงคโปร์โดยไม่ต้องกักตัว และลดการตรวจหาเชื้อเหลือ 2 จาก 4 ครั้งระหว่างอยู่ในสิงคโปร์ได้ตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค. ส่วนนักท่องเที่ยวจากเกาหลีใต้จะเริ่มเดินทางเข้าสิงคโปร์ภายใต้โครงการ VTL ได้ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ย.

นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังเริ่มข้อตกลงเดียวกันนี้กับเยอรมนีและบรูไนตั้งแต่เดือนที่แล้ว และกำลังพิจารณาทำข้อตกลงกับออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น

คิมจองอึน กร้าวสหรัฐคือต้นเหตุความขัดแย้ง เดินหน้าพัฒนาอาวุธ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665402

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 14:00 น.คิมจองอึน กร้าวสหรัฐคือต้นเหตุความขัดแย้ง เดินหน้าพัฒนาอาวุธคิมจองอึนสั่งเดินหน้าพัฒนาอาวุธทรงพลัง ชี้เพื่อป้องกันตัวไม่ใช่เพื่อทำสงคราม ย้ำสหรัฐคือต้นเหตุความขัดแย้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าวานนี้ (11 ต.ค.) คิมจองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือปรากฏตัวในงาน Self-Defence 2021 นิทรรศการแสดงแสนยานุภาพด้านอาวุธของเกาหลีเหนือ โดยได้ประกาศกร้าวว่าเกาหลีเหนือต้องยกระดับศักยภาพในการพัฒนาอาวุธอันทรงพลังเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ โดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อทำสงครามกับเกาหลีใต้

คิมจองอึนยังกล่าวโทษว่าสหรัฐเป็นต้นเหตุของความไม่มั่นคงและความตึงเครียดบนคาบสมุทรเกาหลี แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐยืนยันมาตลอดว่าไม่ได้มีเจตนาตั้งตัวเป็นศัตรูกับเกาหลีเหนือ แต่คิมไม่เชื่อเช่นนั้น และมองว่าการกระทำของสหรัฐไม่มีท่าทีเป็นมิตรต่อเกาหลีเหนือเลยแม้แต่น้อย

พร้อมเสริมว่าสหรัฐให้ความช่วยเหลือเกาหลีใต้ในการเพิ่มขีดความสามารถด้านขีปนาวุธและให้ความช่วยเหลือทางทหารอื่นๆ เพื่อขัดขวางเกาหลีเหนือ

แม้สหรัฐกล่าวประณามการพัฒนาและทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือว่าเป็นการยั่วยุ แต่คิมยืนยันว่าขีปนาวุธของเกาหลีเหนือมีเพื่อป้องกันตนเองและเพื่อสันติภาพ ไม่ได้มีไว้สำหรับทำสงครามกับสหรัฐหรือเกาหลีใต้แต่อย่างใด

ขณะที่เกาหลีใต้ก็ได้ทุ่มงบประมาณหลายพันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อพยายามเพิ่มขีดความสามารถทางทหาร และประสบความสำเร็จในการทดสอบขีปนาวุธจากเรือดำน้ำลำแรกในเดือนกันยายนที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สหรัฐและเกาหลีใต้เป็นพันธมิตรด้านความมั่นคง โดยมีทหารของสหรัฐราว 28,500 นายประจำการอยู่ที่เกาหลีใต้ รวมถึงมีการร่วมซ้อมรบกันในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้เกาหลีเหนือไม่พอใจเป็นอย่างมาก และมองว่าเป็นการเตรียมการสำหรับการบุกรุก

Photo by STR / KCNA VIA KNS / AFP

“ขบวนล้านช้าง” ทำความรู้จัก CR200J แห่งเส้นทางรถไฟลาว-จีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/665399

วันที่ 12 ต.ค. 2564 เวลา 13:45 น."ขบวนล้านช้าง" ทำความรู้จัก CR200J แห่งเส้นทางรถไฟลาว-จีน หลังจากที่มีการเผยโฉม “ขบวนล้านช้าง” รถไฟที่จะวิ่งบนเส้นทางทางรถไฟสายเวียงจันทน์-บ่อเต็น หรือ ทางรถไฟสายจีน-ลาว เราจะมาสำรวจสเป็กของรถขบวนนี้ในประเทศจีนกันว่าเป็นอย่างไร

1. “ขบวนล้านช้าง” ใช้รถไฟรุ่น CR200J หรือ “ฟู่ซิงฮ่าว” หรือ “ฟู่ซิงฮ่าว CR200J ต้งจี๋” เป็นรถไฟฟ้า (EMU) พัฒนาโดยการรถไฟจีน หรือ China Railway ร่วมกับรัฐวิสาหกิจอีก 6 แห่ง เพื่อสร้างรถไฟความเร็วสูงที่ราคาไม่แพง ประหยัด และมีประสิทธิภาพ โดยอิงกับรถไฟฟ้ารุ่น HXD1G, HXD3G และรถไฟธรรมดารุ่น 25T

2. CR200J ฝช้ความเร็วในการให้บริการ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเป็นกึ่งความเร็วสูง เป็น EMU ความเร็วปกติเพียงตัวเดียวที่ออกแบบมาสำหรับสายการผลิตซีรีส์รุ่นฟู่ซิงซึ่งมีอยู่หลายโมเดล สามารถใช้เป็นรถไฟทางไกลและรถไฟระหว่างเมืองระยะสั้นและระยะกลาง และสามารถวิ่งบนระบบรถไฟที่ใช้พลังงานไฟฟ้าที่มีอยู่แล้วในจีนได้ประมาณ 100,000 กิโลเมตร

ภายนอกของขบวนรุ่น CR200J ที่ให้บริการในจีน ภาพโดย Chang

3. สำหรับขบวนรถที่จีน ที่นั่งชั้นสองจัดเรียงในรูปแบบ 3+2 (ข้างหนึ่งมี 3 ที่นั่งอีกข้างหนึ่งมี 2 ที่นั่ง) ในขณะที่ที่นั่งชั้นหนึ่งจัดเรียงในรูปแบบ 2+2 แต่มีโต๊ะน้ำชาแบบตายตัวตั้งไว้ระหว่างที่นั่งแบบหันหน้าเข้าหากันทางตรงกลางของรถ ขณะที่ผู้โดยสารที่เหลือสามารถใช้โต๊ะพับด้านหลังที่นั่งได้ มีห้องน้ำความดันสุญญากาศที่ปลายตู้ทั้งสองด้าน

4. สำหรับการรองรับผู้โดยสาร ขบวนสั้นรองรับได้ 720 คน (56 ที่นั่งชั้นหนึ่ง 664 ที่นั่งชั้นสอง) ขบวนยาวรองรับได้ 1,102 คน (280 ห้องนอนชั้นหนึ่ง 396 ห้องนอนชั้นสอง 242 ที่นั่งชั้นสอง) และขบวนแบบปรับปรุงใหม่ (CR200JS-G) รองรับได้ 754 คน , 6 ที่นั่งชั้นธุรกิจ , 119 ที่นั่งชั้นหนึ่ง, 629 ที่นั่งชั้นสอง)

ตู้รถไฟชั้น 1 ที่ให้บริการในจีน ภาพโดย Arnie97 / wikipedia

5. การตกแต่งภายในของตู้นอนชั้นหนึ่ง/ชั้นสองได้รับการปรับให้เหมาะสมโดยอิงจกับที่นอนแบบนุ่ม/แข็ง 25T แต่ละเตียงมีพอร์ตชาร์จ USB ตู้นอนชั้นสองติดตั้งปลั๊กไฟ 220V ใต้โต๊ะเล็กในแต่ละเตียง แต่ภายในโดยรวมของรถเลย์เอาต์ไม่แตกต่างจากตู้นอนแบบนุ่ม/แข็งรุ่น 25T (หรือรถไฟธรรมดา) มากนัก

6. สำหรับความขัดข้อง นับตั้งแต่ CR200J เริ่มเดินรถ เช่น หัวรถจักรที่ผลิตโดยบริษัท CRRC Dalian Group ต้องหยุดให้บริการเนื่องจากเกิดความล้มเหลวบ่อยครั้งระหว่างการทำงาน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรถไฟบางขบวนถูกส่งกลับโรงงานเพื่อทำการยกเครื่อง อัตรารถเสียจึงเริ่มลดลงทีละน้อย

ตู้รถไฟชั้น 2 ที่ให้บริการในจีน ภาพโดย Arnie97 / wikipedia

7. นอกจานี้ ผู้ใช้รถไฟรุ่นนี้ในจีนยังไม่ค่อยพอใจกับการขึ้่นราคาตั๋วรถไฟทั้งๆ ที่ความเร็วของรถรุ่นนี้ก็ไม่ได้เพิ่มขึ้่น (เนื่องจากรถไฟความเร็วสูงในจีนค่อนข้างขยายครอบคลุมในวงกว้างแล้ว จึงสะดวกกว่าที่จะใช้รถไฟความเร็วสูง)

8. จุดเด่นของ CR200J คือทาตู้ขบวนเป็นสีเขียวกับแถบสีเหลืองเหมือนกับสีที่ที่ใช้โดยทางรถไฟของจีนรุ่นแรกๆ แม้ว่าการรถไฟจะอธิบายว่าสีเขียวนี้มีความหมายมากมาย เช่น ความสงบสุขและสะท้อนถึงการสืบทอดมรดกของรถไฟรุ่นก่อน แต่ก็ยังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการใช้สีแบบนี้และเหตุผลที่ใช้สีนี้อยู่ดี

ตู้นอนชั้น 2 ที่ให้บริการในจีน ภาพโดย Tkwai / wikipedia

9. เนื่องจากสีเขียวที่ CR200J ใช้นั้นคล้ายกับสีเขียวของถังขยะพลาสติกในจีน แฟนรถไฟบางคนในจีนจึงเรียกมันว่า “ถังขยะ” เป็นชื่อเล่นของมัน และบางคนยังเรียกว่า “หนอนผักกาด” “แมลงวันหัวเขียว” และ “หนอนอ้วน (หรือหนอนหมู)” เพราะสีเขียวที่แปลกตาของมัน

10. ในเดือนเมษายน 2020 การทางรถไฟสายเวียงจันทน์–บ่อเต็นซื้อ CR200J อย่างเป็นทางการ 2 ขบวนจากจีนเพื่อให้บริการรถไฟโดยสารระหว่างประเทศจีนและลาว นี่เป็นครั้งแรกที่ CR200J EMU ถูกส่งออกไปยังต่างประเทศ

11. CR200J ที่วิ่งบนเส้นทางรถไฟจีน-ลาวจะทาสีไม่เหมือนสีเดิมอย่างสิ้นเชิงจากรถไฟที่ใช้ในจีน สีของตู้หลักเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีขาว และมีเส้นสีแดงแคบๆ ถัดจากด้านล่างหน้าต่าง แถบสีซึ่งอยู่ติดกับแนวขอบหลังคาตู้คือชุดแถบสีแดงและสีน้ำเงินเป็นเส้นยาวไปถึงส่วนท้ายของรถไฟเพื่อสร้างรูปทรงที่เพรียวบาง ตัวอักษร CR ถูกเปลี่ยนเป็น LCR และลบคำว่า “ฟู่ซิงฮ่าว” ออกไป

12. จากรายงานของ Laos – China Railway Company Limited ระบุว่าขบวนรถไฟเดินทางมาถึงนครหลวงเวียงจันทน์ในวันที่ 15 ตุลาคม 2021 และเส้นทางรถไฟเปิดให้บริการในดือนธันวาคมปีเดียวกัน