Long COVID เชื้อจบ อาการไม่จบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663538

วันที่ 19 ก.ย. 2564 เวลา 13:30 น.Long COVID เชื้อจบ อาการไม่จบทำความเข้าใจ “ภาวะเรื้อรัง” หลังหายป่วยโควิด-19 (LONG COVID)

กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก ชี้แจงเกี่ยวกับภาวะลองโควิด (LONG COVID) อาการที่สามารถเกิดขึ้นกับผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 แม้จะหายจากการติดเชื้อแต่ยังมีผลข้างเคียงซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของผู้ป่วยในระยะยาว พร้อมแนะแนวทางปฏิบัติเพื่อฟื้นสุขภาพร่างกายเมื่อหายป่วย

พญ.เปี่ยมลาภ แสงสายัณห์ หัวหน้ากลุ่มงานอายุรศาสตร์ปอด สถาบันโรคทรวงอก อธิบายว่า Long COVID หรือ อาการหลงเหลือหลังติดเชื้อโควิด-19 พบในผู้ป่วยบางรายที่เป็น โควิด–19 และพ้นระยะการแพร่เชื้อ ( เชื้อ โควิดอยู่ในร่างกายประมาณ 10-14 วันมากสุด 21 วัน) แล้วแต่ยังแสดงอาการคล้ายคลึงกับอาการขณะที่ยังติดมีเชื้อโควิด–19 อยู่ ในภาวะปกติหลังติดเชื้อไวรัส ผู้ป่วยจะมีอาการฟื้นตัวได้ภายใน 2-3 สัปดาห์ ต่ในผู้ป่วย Long COVID กลับพบว่ามีอาการมากกว่า 2 เดือนขึ้นไป และสามารถมีอาการได้นานถึง 4-6 เดือน ลักษณะอาการที่สามารถสังเกตได้ในกรณีที่มี ภาวะ Long COVID คือจะมีอาการคั่นเนื้อคั่นตัว อาการไอเล็กน้อย อ่อนเพลีย ยังรู้สึกถึงการไม่ฟื้นตัวจากอาการป่วย เช่น ยังรู้สึกเหนื่อยหายใจไม่อิ่ม อาการ Long COVID ไม่มีผลต่อสุขภาพในระยะยาวกว่านั้น

อย่างไรก็ดี ภาวะ LONG Covid ใช่ว่าจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยที่หายจากอาการติดเชื้อทุกคน สาเหตุของภาวะ Long COVID นั้นเกิดจากภาวะอักเสบที่ยังหลงเหลือ หรือเกิดจากการใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิด LONG Covid ได้แก่ อายุ กล่าวคือผู้สูงอายุมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่พบว่ามีภาวะ LONG Covid หรือโรคประจำตัวเช่น ภาวะอ้วน ระบบภูมิคุ้มกันต่ำ หรือ ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยยากดภูมิคุ้มกัน ทำให้ร่างกายทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ คนไข้จึงรู้สึกอ่อนเพลีย อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้เกิด LONG Covid คือความเครียด ซึ่งอาจเกิดจากความวิตกกังวลอันเนื่องจากความเจ็บป่วย หรือความเครียดที่เกิดขึ้นเมื่อต้องถูกจำกัดบริเวณจากการกักตัวเป็นเวลานาน

แนวทางการรักษาภาวะ Long COVID นั้นจะเน้นที่การรักษาตามอาการเป็นหลัก ผู้ป่วยสามารถรอให้หายเองได้หากรู้สึกถึงอาการเพียงเล็กน้อย แต่หากอาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง เช่น อยากมีอาการไอ เหนื่อย หอบมมากขึ้น หรือมีอาการทางระบบประสาทที่มีมากกว่าปกติ เช่น รู้สึกสับสน ผู้ป่วยควรพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและหาแนวทางการรักษาต่อไป การออกกำลังกายเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การกลับมาทำงานของร่างกายได้อย่างรวดเร็วและสมบูรณ์ นอกจากนี้ป่วยต้องอาศัยกำลังใจทั้งจากตนเองและคนรอบข้าง อย่างเช่นการพูดคุย สื่อสาร ทำกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อบรรเทาความเครียด ก็สามารถช่วยให้สุขภาพจิตที่ย่ำแย่อันเนื่องมาจากภาวะ Long COVID ดีขึ้นได้

“อีกหนึ่งข้อสงสัยที่ว่าการรับวัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะ Long COVID ได้หรือไม่นั้น สามารถกล่าวได้ว่าวัคซีนจะเป็นตัวช่วยให้ผู้ป่วยเมื่อติดเชื้อ จะไม่มีอาการเจ็บป่วยรุนแรง กล่าวคือ เมื่อไม่มีอาการเจ็บป่วยรุนแรง ก็เท่ากับว่ามีโอกาสที่จะเกิดภาวะ Long COVID ได้น้อยลงแน่นอน”

มีข้อสงสัยว่าในผู้ป่วยที่ภาวะปอดอักเสบรุนแรงจากการติดเชื้อโควิด-19 หลังจากดีขึ้นแล้ว กลับมามีปัญหาหอบเหนื่อย และมีภาวะออกซิเจนต่ำนั้น คือภาวะ Long COVID หรือไม่ อาการดังที่กล่าวเกิดจากความเสียหายของปอดนั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับภาวะ Long COVID โดยตรง หากแต่มีผลมาจากการทำลายเนื้อเยื่อโดยภูมิคุ้มกันทำให้ปอดมีความเสื่อม และยังไม่ฟื้นตัวพร้อมทำงานอย่างเต็มที่ เกิดภาวะพร่องออกซิเจนที่ทำให้เหนื่อยหอบ หรือเกิดจากการติดเชื้อ อื่นซ้ำเติมเช่น เชื้อราหรือ แบคทีเรีย อาการของ Long COVID ที่แท้จริงคืออาการที่ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว รู้สึกมีอาการไข้ หรือไอมากกว่าปกติ แต่ไม่ได้ส่งผลให้เนื้อปอดอักเสบเพิ่มขึ้น

ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน อุบัติการณ์ที่คร่าชีวิตประชากรโลกมากถึง 1 ใน 4 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663300

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 07:40 น.ภาวะลิ่มเลือดอุดตัน อุบัติการณ์ที่คร่าชีวิตประชากรโลกมากถึง 1 ใน 4เชื่อหรือไม่! 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะที่เกี่ยวเนื่องกับโรคลิ่มเลือดอุดตัน และโรคดังกล่าวพบได้ในผู้คนทุกเพศทุกวัย ตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงอายุ

เรื่องนี้ข้อมูลจาก ศาสตราจารย์นายแพทย์พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า กระบวนการสร้างลิ่มเลือดเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการเสียเลือดมากเกินไปเมื่อหลอดเลือดเกิดการบาดเจ็บโดยปกติหลังจากแผลหายดีแล้วร่างกายจะทำการสลายเลือดที่แข็งตัวตามธรรมชาติอย่างไรก็ตามในบางกรณีเลือดเกิดการแข็งตัวภายในหลอดเลือดโดยไม่ได้เกิดจากอาการบาดเจ็บและไม่เกิดการสลายโดยธรรมชาติเมื่อเลือดเกิดการแข็งตัวจะส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดช้าลงหรือปิดกั้นการไหลเวียนระบบไหลเวียนโลหิตซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะเลือดอุดตันที่รุนแรงหรือที่รู้จักกันในชื่อโรคลิ่มเลือดอุดตันหรือหลอดเลือดอุดตัน

เป็นเรื่องจริงที่ว่า 1 ใน 4 ของประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากภาวะที่เกี่ยวเนื่องกับโรคลิ่มเลือดอุดตัน และโรคดังกล่าวพบได้ในผู้คนทุกเพศทุกวัยตั้งแต่เด็กถึงผู้สูงอายุ โดยมีปัจจัยเสี่ยงได้แก่ การสูบบุหรี่ การมีน้ำหนักตัวมากเกินไป ความดันโลหิตสูง หรือคอเลสเตอรอลสูง รวมถึงโรคอักเสบเรื้อรัง การตั้งครรภ์ หรือช่วง 6 เดือนภายหลังจากตั้งครรภ์ เพิ่งรับการรักษาหรือกำลังทำการรักษาโรคมะเร็ง หลังเข้ารับการผ่าตัด สูงวัย ติดเชื้อโควิด-19 มีประวัติคนในครอบครัวมีภาวะเลือดแข็งตัว การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นประจำ และกลุ่มที่มีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่อยู่ในอิริยาบถเดิมนานๆ ยิ่งไปกว่านั้น สมาคมการแพทย์อเมริกัน เผยว่า มีประชากรราวปีละ 2 ล้านคนที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับภาวะลิ่มเลือดอุดตัน ซึ่งนับเป็นจำนวนที่มากกว่าอุบัติการณ์ของโรคภาวะหัวใจล้มเหลว หรือโรคหลอดเลือดสมองในแต่ละปี

แต่ที่น่าเสียดายคือ จากผลสำรวจโดยวันโรคลิ่มเลือดอุดตันโลกจาก 9 ประเทศ พบว่า การตระหนักรู้ของผู้คนเกี่ยวกับภาวะลิ่มเลือดอุดตันโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ (68%) และแค่เพียง 50% สำหรับภาวะลิ่มเลือดอุดตันของหลอดเลือดดำ (Venous Thromboembolism: VTE) ในขณะที่การรับรู้เกี่ยวกับโรคร้ายแรงอื่นๆอยุ่ในระดับที่สูงกว่านี้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก และโรคเอดส์ (ที่ 90%, 85%, 82%, 87% ตามลำดับ)

ดังนั้น การทำความเข้าใจและรับรู้เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ภาวะลิ่มเลือดอุดตันจึงเป็นแนวทางการป้องกันที่เหมาะสมรวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการตรวจภาวะลิ่มเลือดอุดตันโดยแพทย์ 

ศาสตราจารย์นายแพทย์พันธุ์เทพ อังชัยสุขศิริ กล่าวว่า อาการและอาการแสดงของภาวะลิ่มเลือดอุดตันประกอบไปด้วย อาการปวดบวมที่ขา มีอาการกดเจ็บ ผิวหนังเปลี่ยนสีหรือเป็นสีแดง พบเส้นเลือดฝอยบนผิวหนัง เส้นเลือดขอด หรือรู้สึกอุ่นๆ บริเวณผิวหนัง อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยภาวะลิ่มเลือดอุดตันบางรายแสดงอาการน้อยมาก ดังนั้น จึงถือเป็นภัยเงียบที่น่ากังวล

“เมื่อการไหลเวียนของเลือดเพื่อไปหล่อเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญถูกขัดขวาง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนทางสุขภาพที่รุนแรง เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว (หัวใจวาย) โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด และไตวาย จากการศึกษาล่าสุดพบความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยโควิด-19 และภาวะลิ่มเลือดอุดตัน รวมถึงผู้ป่วยที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาล” 

ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ (VTE) ซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตและการพิการอันดับต้นๆ ทั่วโลก เป็นภาวะที่เกิดการแข็งตัวของเลือดในหลอดเลือดบริเวณขา ขาหนีบ หรือแขน (ภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก – deep vein thrombosis, DVT) หากลิ่มเลือดเกิดการหลุดออกและไหลผ่านระบบไหลเวียนโลหิตไปยังปอด จะกลายเป็นภาวะที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตที่เรียกว่าภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด ในประเทศไทยภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ส่งผลให้ผู้ป่วยพบปัญหาหายใจลำบาก ส่งผลให้เกิดอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 30 ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุขเกี่ยวกับโรคลิ่มเลือดอุดกั้นในปอดพบว่าตั้งแต่ปี 2560-2563 มีผู้ป่วยประมาณ 12,900-26,800 คนที่เผชิญปัญหาดังกล่าวในประเทศไทย ซึ่งเท่ากับว่าจะมีผู้ป่วย 200-400 คนในประชากรทุกๆหนึ่งล้านคน1 ทั้งนี้ จากที่กล่าวมาข้างต้น ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำมากที่สุดคือหลังจากการผ่าตัดใหญ่ การบาดเจ็บ ภาวะหัวใจล้มเหลว มะเร็งหรือภาวะหัวใจวาย ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ประกอบไปด้วยโรคอ้วน การบริโภคสุรา การสูบบุหรี่ การบาดเจ็บทางร่างกาย หรือการใช้ยาที่มีส่วนประกอบของเอสโตรเจน 

ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว (AFib) เป็นภาวะที่พบบ่อยที่สุดของโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะและเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน คลื่นไฟฟ้าหัวใจที่ผิดปกตินี้ทำให้หัวใจห้องบนสุดเกิดอาการสั่นพลิ้ว อาการของภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย หัวใจเต้นเร็วหรือผิดปกติ วิงเวียนศีรษะ หายใจถี่และวิตกกังวล อาการเจ็บหน้าอกและเหงื่อออก อย่างไรก็ตาม บางครั้งไม่พบมีอาการแสดงที่ชัดเจน และตรวจพบภาวะนี้ในระหว่างการตรวจร่างกายเท่านั้น ดังนั้นจึงแนะนำว่าควรทำการตรวจร่างกายอย่างละเอียด

ทั้งนี้ นายแพทย์พันธุ์เทพ ได้แนะนำว่า การตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอเป็นเรื่องจำเป็น และควรปรึกษาแพทย์หากมีอาการหรือมีปัจจัยเสี่ยงในการเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

กล้ามเนื้อแข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันก็แข็งแรง จริงหรือ? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663299

วันที่ 16 ก.ย. 2564 เวลา 07:10 น.กล้ามเนื้อแข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันก็แข็งแรง จริงหรือ?ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เผยความเชื่อมโยงระหว่าง “มวลกล้ามเนื้อ” และ “ระบบภูมิคุ้มกัน” ปราการสำคัญป้องกันการติดเชื้อ พร้อมแนะเทคนิคการเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพื่อเสริมเกราะภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย

ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายของมนุษย์ เป็นระบบที่ทำงานตลอดเวลา เพื่อป้องกันการติดเชื้อต่างๆ แต่เราก็มักจะมองข้ามการดูแลระบบภูมิคุ้มกัน จนเราเริ่มมีอาการเจ็บป่วย หรือเวลาที่เราต้องการที่จะป้องกันตนเองจากการติดเชื้อต่างๆ ซึ่งการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันนั้นมีอยู่หลากหลายวิธี เช่น การรับประทานผักผลไม้ในปริมาณที่เหมาะสม การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอและการพักผ่อนที่เพียงพอ แนวทางเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและเริ่มต้นได้ที่ตัวเราเอง นอกจากนี้ เราอาจจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องการดูแลสุขภาพกล้ามเนื้อให้แข็งแรงอยู่เสมอ ซึ่งอาจส่งผลต่อการช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วยเช่นเดียวกัน

ความเชื่อมโยงระหว่าง “มวลกล้ามเนื้อ” และ “ระบบภูมิคุ้มกัน”

กล้ามเนื้อลายมีสัดส่วนประมาณ 40% ของน้ำหนักตัวทั้งหมด และเป็นแหล่งกักเก็บโปรตีนอย่างน้อย 50% ในร่างกาย และเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยในการเคลื่อนไหว และแสดงถึงความแข็งแรงของร่างกาย อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่ากล้ามเนื้อและระบบภูมิคุ้มกันมีความสัมพันธ์กันด้วยเช่นกัน

มวลกล้ามเนื้อมีการผลิตและหลั่งสารสำคัญที่มีบทบาทในการเพิ่มจำนวนการกระตุ้น และการกระจายตัวของเซลล์ภูมิคุ้มกันบางชนิด แม้ว่าอาจยังต้องมีการวิจัยเพิ่มเติม แต่ก็มีข้อมูลบ่งชี้ว่า การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อนั้นสัมพันธ์กับการทำงานที่บกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันและส่งผลให้เกิดการติดเชื้อง่ายขึ้น จากการศึกษา ในผู้สูงอายุพบว่าการเพิ่มขึ้นของตัวชี้วัดการอักเสบมีความสัมพันธ์กับภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยและการทำงานของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ มวลกล้ามเนื้อยังเป็นแหล่งสะสมกรดอะมิโนที่สำคัญ ซึ่งร่างกายจะนำไปใช้ในกรณีที่ได้รับบาดเจ็บหรือมีการติดเชื้อ  ดังนั้นภาวะมวลกล้ามเนื้อน้อยร่วมกับการได้รับโปรตีนที่ไม่เพียงพอ จะส่งผลต่อการตอบสนองของร่างกายเมื่อได้รับบาดเจ็บหรือการติดเชื้อ

ภก.พงษ์ศิวะ กู่นอก เภสัชกรที่ได้รับการอบรมจากโครงการ Nutrition Expert ให้คำปรึกษาด้านโภชนาการ กล่าวว่า เพราะระบบภูมิคุ้มกันเป็นหนึ่งในหลายระบบในร่างกาย ทำหน้าที่สำคัญในการดูแลรักษาความสมดุลของร่างกาย โดยเมื่อเราอายุเพิ่มขึ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันนี้จะค่อยๆเสื่อมถอยลง ส่งผลให้เรามีความเสี่ยงที่จะเกิดการเจ็บป่วยหรือติดเชื้อได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงต้องปรับพฤติกรรมการกินอาหาร ด้วยการรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เพียงพอ โดยควรได้รับโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ รวมถึงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนอย่างมีคุณภาพการนอนที่ดี เพื่อเสริมสร้างสุขภาพกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ซึ่งจะช่วยเสริมเกราะให้ระบบภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรง

เทคนิคเสริมสร้างกล้ามเนื้อเพื่อเสริมเกราะภูมิคุ้มกัน

การเสริมสร้างมวลกล้ามเนื้อเริ่มต้นได้ด้วยวิธีง่ายๆ ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และดูแลโภชนาการให้เหมาะสมกับวัย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญเมื่ออายุมากขึ้น เพราะเมื่อเข้าสู่วัย 40 เรามีโอกาสที่จะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ถึง 8% ภายในระยะเวลา 10 ปี และเมื่อก้าวสู่ช่วงอายุ 70 ปีขึ้นไป อัตราการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ หากไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง

จากการศึกษาวิจัยโครงการ SHIELD (Strengthening Health In Elderly through nutrition) ของโรงพยาบาลชางงี ร่วมกับศูนย์การแพทย์ SingHealth Polyclinics และบริษัทแอ๊บบอตฯในประเทศสิงคโปร์ พบว่าในแต่ละปี กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป มีอัตราส่วนที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์ของปัจจัย (the odds) ในการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 13% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก

ดังนั้น เพื่อดูแลมวลกล้ามเนื้อ เรามีเคล็ดลับมาฝาก ดังนี้

1. ตั้งเป้าออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในแต่ละสัปดาห์: การกำหนดเป้าหมายออกกำลังกายควรเริ่มต้นที่ระดับมาตรฐานคือ 150 นาทีต่อสัปดาห์ รวมถึงการออกกำลังกายแบบมีแรงต้านที่หลากหลายเพื่อชะลอการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อและเพื่อให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรง

2. รับประทานโปรตีนให้เพียงพอ: อาหารที่เป็นแหล่งสำคัญของโปรตีนได้แก่ อาหารทะเล, เนื้อไก่, ไข่ไก่, ถั่วต่างๆรวมถึงผลิตภัณฑ์จากนม โดยเฉลี่ยเราควรได้รับโปรตีนประมาณ 25-30 กรัมต่อ 1 มื้ออาหารและในผู้สูงอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปมีความต้องการโปรตีนมากกว่าคนวัยอื่นและอาจมีความต้องการโปรตีนสูงขึ้นเป็น 2 เท่าในผู้สูงอายุบางคนที่มีภาวะขาดสารอาหาร รวมถึงผู้สูงอายุที่มีโรคเรื้อรัง และเพื่อให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่เพียงพอ อาจจะต้องรับประทานโปรตีนเสริมในกรณีที่จำเป็น

3. ปรับสมดุลโภชนาการ: เลือกรับประทานอาหารที่หลากหลายและครบถ้วนในแต่ละมื้ออาหาร ประกอบด้วย ผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีน ไขมันดี รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุสำคัญที่มีส่วนช่วยในการทำงานร่วมกับโปรตีน เช่น แคลเซียมและวิตามินดี เป็นต้น

‘โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง’ รีบรักษาก่อนเรื้อรัง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663235

วันที่ 15 ก.ย. 2564 เวลา 12:02 น.'โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง' รีบรักษาก่อนเรื้อรัง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีแพทย์ชี้ “โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง” รุนแรงกว่าที่คิด แนะภาครัฐให้สิทธิผู้ป่วยเท่าเทียมกัน

ทราบหรือไม่ว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง หรือที่เรียกว่า Atopic Dermatitis มากกว่า 230 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งพบได้ในทุกช่วงอายุ ในประเทศไทยพบบ่อยที่สุดในเด็กทารกจนถึง 3 ขวบปีแรก และพบว่ามีเด็กไทยอายุ 6-12 ปี ป่วยเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ร้อยละ 16.51 และพบน้อยลงในอายุ 13-17 ปี อยู่ที่ร้อยละ 12.79 ซึ่งหากไม่รีบทำการรักษาและดูแลให้ถูกวิธีตั้งแต่เนิ่นๆ อาจมีอาการรุนแรงมากขึ้นหรือเป็นเรื้อรังจนถึงตอนโตได้ ฉะนั้น การพบแพทย์โดยเร็วที่สุดเพื่อรับการรักษาอย่างต่อเนื่องจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด ช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการบรรเทาลง กลับมามีความมั่นใจในการใช้ชีวิต และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้

นพ.กันย์ พงษ์สามารถ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์ โรคภูมิแพ้อิมมูโนวิทยา สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปิดเผยว่า “ทุกวันที่ 14 กันยายนของทุกปี ได้ถูกกำหนดให้เป็น ‘วันผื่นภูมิแพ้ผิวหนังโลก’ หรือ ‘World Atopic Dermatitis Day’ ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เพราะถือเป็นหนึ่งในโรคผิวหนังที่แพร่หลายมากที่สุดในโลก โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้ประมาณการว่ามีผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ผิวหนังมากกว่า 230 ล้านคนทั่วโลก แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ โรคนี้กลับถูกมองข้าม โดยทั่วไปมักมองว่าเป็นแค่ความผิดปกติของผิวหนังภายนอก แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง การรณรงค์สร้างการรับรู้ในวงกว้างอย่างต่อเนื่องจึงเสมือนพลังขับเคลื่อนเพื่อให้วงการแพทย์  หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคประชาชนได้เริ่มหันมาใส่ใจและดูแลผู้ป่วยโรคนี้มากยิ่งขึ้น”

โดยในความเป็นจริงแล้ว โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เป็นมากกว่าอาการคันที่ผิวหนัง โรคนี้มีกระบวนการของการดำเนินโรคอย่างเป็นระบบ ซึ่งได้แบ่งชั้นของความรุนแรงของโรคเป็น 3 ส่วนด้วยกัน คือ รุนแรงน้อย รุนแรงปานกลาง และรุนแรงมาก  ซึ่งมีปัจจัยหรือตัวแปรที่เข้ามากระตุ้นความรุนแรงของโรคได้ในหลายมิติ ที่สำคัญโรคนี้ยังส่งผลกระทบต่อตัวผู้ป่วยเองทั้งในด้านสภาพร่างกาย สภาพจิตใจ นับรวมถึงความมั่นใจในการใช้ชีวิต และคุณภาพชีวิต ไม่เพียงเท่านั้นโรคนี้ยังส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมแก่ครอบครัวผู้ป่วยอีกด้วย  

นพ.กันย์ พงษ์สามารถ กล่าวแนะนำให้ผู้ปกครองควรสังเกตลูกว่ามีอาการของผิวหนังอักเสบ ได้แก่ แห้ง แดง คัน โดยอาการคันจะเด่น ผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังจะมีอาการคันยุบ ๆ ยิบ ๆ จนไม่สามารถนั่งอยู่นิ่ง ๆ ได้ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้บริเวณผิวหน้า แขน ขา ข้อพับ ซอกคอ มือ เท้า รอบใบหู หรือศรีษะ ในรายที่มีอาการรุนแรงก็จะมีผื่นขึ้นได้ทั้งตัว มีน้ำเหลืองเยิ้มตามผิวหนัง และผู้ป่วยบางรายอาจมีโรคภูมิแพ้ทางเดินหายใจร่วมด้วย โดยผู้ปกครองควรพาบุตรหลานมาปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เนิ่น ๆ เพื่อจะได้วางแผนการรักษาได้อย่างถูกต้อง เพราะหากปล่อยทิ้งไว้อาจส่งผลให้มีอาการรุนแรงขึ้นในระยะยาว

ปัจจุบันยังไม่สามารถระบุถึงสาเหตุของการเกิดโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้อย่างชัดเจน แต่เชื่อว่าอาจเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน อาทิ

·    ปัจจัยทางพันธุกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยภายในของผู้ป่วยที่เกิดความผิดปกติของผิวหนังร่วมกับการมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ในกรณีที่บิดาหรือมารดาคนใดคนหนึ่งมีประวัติเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง บุตรก็มีโอกาสเป็นโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง สูงกว่าคนปกติ 2-3 เท่า แต่หากบิดาและมารดาเป็นผู้ป่วยโรคนี้ทั้งคู่ บุตรก็มีโอกาสเป็นสูงกว่าคนปกติ ถึง 3-5 เท่า

·    ปัจจัยจากสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นให้อาการกำเริบ โดยผู้ป่วยแต่ละรายจะมีปัจจัยกระตุ้นที่แตกต่างกันไป ปัจจัยกระตุ้นที่พบได้บ่อย เช่น ภาวะอากาศร้อนจัดหรือหนาวจัด การติดเชื้อที่ผิวหนัง การแพ้สารเคมีบางชนิด การใส่เสื้อผ้าที่ระคายเคือง หรือสัมผัสสารที่ก่อให้เกิดการระคายเคือง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังไม่มีวิธีการรักษาโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังให้หายขาดได้ โดยแนวทางการรักษาที่ผ่านมาจึงเป็นเพียงการรักษาผิวหนังที่อักเสบให้กลับมาเป็นผิวหนังที่ปกติ และป้องกันการกำเริบซ้ำของผื่น โดยแพทย์จะใช้วิธีบรรเทาโรคตามอาการที่เกิดขึ้น อาทิ ใช้ครีมมอยเจอไรเซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นและลดอาการคัน หรือในกลุ่มที่มีอาการมากขึ้น ก็ต้องใช้ยาทาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบของผิวหนัง หรือบางรายที่มีบริเวณผื่นคันหลายตำแหน่งเป็นวงกว้างก็อาจต้องใช้ยากดภูมิคุ้มกันร่วมด้วย ซึ่งในกลุ่มยาทาสเตียรอยด์ และยากดภูมิคุ้มกัน ก็จะมีข้อจำกัดเพราะหากมีการใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ย่อมส่งผลข้างเคียง อาจกระทบต่อภาวะการเจริญเติบโตของเด็ก

นพ.กันย์ พงษ์สามารถ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “ด้วยเทคโนโลยีความก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้ปัจจุบันมีนวัตกรรมการรักษาแบบใหม่ อาทิ การใช้ยากลุ่มชีวภาพ ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งของการรักษาผู้ป่วยโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ที่นับว่ามีประสิทธิภาพมาก โดยนวัตกรรมรูปแบบใหม่นี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้รักษาโรคในกลุ่มภูมิแพ้ชนิดเดียวกับโรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอักเสบนี้โดยเฉพาะ ซึ่งสิ่งสำคัญคือวิธีนี้สามารถยังช่วยลดการใช้สเตียรอยด์รวมถึงลดการใช้ยากดภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยกลุ่มหนึ่งที่ควบคุมโรคไม่ได้ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถกลับมามีอาการที่ดีขึ้นและกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติหากได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง”

แต่ด้วยทุกวันนี้ ประเทศไทยยังมีข้อจำกัดในเรื่องสิทธิของผู้ป่วยในการเข้าถึงการรักษาอย่างยั่งยืน ทั้งในด้านระบบสาธารณสุขที่ไม่มีความสัมพันธ์หรือเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะเมื่อมีการเปลี่ยนสถานพยาบาล รวมถึงยังมีสิทธิการรักษาต่าง ๆ หลายประเภท อาทิ สวัสดิการของรัฐ บัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า บัตรประกันสังคม เป็นต้น ซึ่งก็ยังไม่สามารถครอบคลุมการเข้าถึงการรักษาโรคได้อย่างที่ควรจะเป็นทั้งหมด ทำให้ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ยาบางรายการเกิดภาระค่าใช้จ่าย ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของครอบครัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่ผ่านมาบัตรสุขภาพในแต่ละประเภทยังมีมาตรฐานการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่แตกต่างกัน อีกทั้งยังมีมาตรฐานที่แตกต่างกัน ทำให้เกิดปัญหาเวลาที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องเปลี่ยนสิทธิ เช่น หากบุตรมีพ่อหรือแม่รับราชการหรือทำงานรัฐวิสาหกิจก็จะได้รับสวัสดิการของรัฐไปด้วยจนถึงอายุ 20 ปี แต่หลังจากนั้นจะถือว่าพ้นสิทธิการรักษาของสวัสดิการของรัฐ  ไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายต่อไปได้ โดยตามระบบก็จะถูกเปลี่ยนไปให้ใช้สิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเด็กเหล่านี้สำเร็จการศึกษา หลายๆ คนก็จะถูกเปลี่ยนสิทธิเป็นประกันสังคม และมักจำเป็นต้องเปลี่ยนสถานพยาบาล และเปลี่ยนแพทย์ผู้รักษาอีกครั้ง เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาไม่เพียงเฉพาะกับผู้ป่วยโรคผื่นผิวหนังอักเสบชนิดนี้ แต่ยังเกิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังอื่นๆ มากมายที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากจำต้องยุติการรักษา เนื่องจากภาระค่าใช้จ่าย เป็นต้น ซึ่งในแง่ของสิทธิมนุษยชนในหมวดสุขภาพของสหประชาชาติแล้ว สิทธิประโยชน์ในการรักษาพยาบาลของประชาชนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเด็กและเยาวชน ควรจะได้รับสิทธิในการเข้าถึงและดูแลรักษาด้านสุขภาพในมาตรฐานเดียวกันอย่างเท่าเทียมกัน ในส่วนนี้ยังถือเป็นความท้าทายของระบบสาธารณสุขของไทยอย่างมาก จึงอยากวิงวอนให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณาในระดับนโยบายด้านสุขภาพของประชาชนอย่างยั่งยืนภายใต้มาตรฐานเดียวกัน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างถ้วนหน้า

Top 10 อาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสู้ COVID-19 #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663113

วันที่ 14 ก.ย. 2564 เวลา 06:30 น.Top 10 อาหารที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันสู้ COVID-19แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย เปิด 10 อันดับอาหารสุขภาพที่มีผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับยืนยันแล้วว่าช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันช่วยต่อสู้ไวรัส

ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 การรับประทานอาหารให้ครบถ้วนเพียงพอตามหลักโภชนาการ มีส่วนช่วยให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงพร้อมต่อสู้กับเชื้อไวรัส มีงานวิจัยทางการแพทย์ชิ้นสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการรับประทานอาหารจากพืช ผัก ผลไม้ เห็ดต่าง ๆ รวมไปถึงธัญพืช และถั่ว (Plant-Based Diet) เป็นประจำช่วยลดอาการป่วยหนักในผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ได้ 73% และการรับประทานจากพืช ผัก ผลไม้ เห็ด ธัญพืช ถั่ว ปลา และซีฟู๊ด (Pescatarian) เป็นประจำจะช่วยลดอาการป่วยหนักในผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ได้ 59% ในขณะที่กลุ่มผู้ป่วยติดเชื้อ COVID–19 ที่เน้นรับประทานอาหารที่มีโปรตีนสูงจากเนื้อสัตว์เป็นประจำ จะมีอาการป่วยหนักกว่าผู้ป่วยติดเชื้อ COVID-19 ที่รับประทานอาหารจากพืช มากกว่าถึง 3 เท่า

พญ.อนงนุช ชวลิตธำรง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยมากกว่า 20 ปี จาก Addlife Check-Up Center แนะนำ 10 อันดับ อาหารสุขภาพที่มีผลการศึกษาวิจัยหลายฉบับยืนยันแล้วว่าช่วยส่งเสริมภูมิคุ้มกันช่วยต่อสู้ไวรัส

1. กระเทียม มีเควอซิทิน (Quercetin) และอัลลิซิน (Allicin) สารสำคัญที่ช่วยต้านการอักเสบ และต้านอนุมูลอิสระ และมีงานวิจัยพบว่าช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ได้

2. ขมิ้น มีวิตามินซี เคอร์คูมิน (Curcumin) มีส่วนช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้อยู่ในระดับปกติ

3. ผักเคล หรือผักคะน้า มีสารซัลโฟราเฟน (Sulforaphane) และเควอซิทิน (Quercetin) ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

4. เห็ดต่างๆ มีสารเบต้ากลูแคน (Beta-Glucan) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

5. มะขามป้อม มีวิตามินซีค่อนข้างสูงโดยพบว่าสูงกว่าส้มถึง 8 เท่า มีส่วนช่วยในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดขาว เสริมความแข็งแกร่งให้ระบบภูมิคุ้มกัน

6. กิมจิ มีสารสำคัญ โปรไบโอติกส์ (Probiotics) ชนิดแลกโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ช่วยให้สุขภาพของลำไส้ดีขึ้น และช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

7. มะละกอ โดยเฉพาะมะละกอสุกเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี เบต้าแคโรทีน (Beta-Carotene) ที่ล้วนแต่เป็นสารสำคัญในกระบวนการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาว จึงมีความสามารถในการสกัดกั้นเชื้อโรคได้ง่ายขึ้น

8. เมล็ดฟักทอง มีวิตามินอี โอเมก้า-3 และสังกะสี ที่มีส่วนเพิ่มการสร้างเซลล์ต่าง ๆ ในระบบภูมิคุ้มกัน

9. ดาร์กช็อคโกแลต อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) มีส่วนช่วยในการต้านอนุมูลอิสระอาจช่วยให้ร่างกายสามารถจัดการกับไวรัส

10. แซลมอน มีวิตามินดี และโอเมก้า 3 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดขาว และเป็นสารสำคัญในกระบวนการทำงานของระบบภูมิต้านทานในร่างกาย

นอกจากนี้ เครื่องดื่มประเภท ชาเขียว มีสารสำคัญคาเทชิน (Catechin) และฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดการอักเสบ และปรับภูมิคุ้มกัน และช่วยยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ 2019 ได้

ดังนั้น ในช่วงที่มีการระบาดของ COVID-19 การนำอาหารเหล่านี้มาใช้ปรุงอาหารก็จะช่วยส่งเสริมให้การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามไม่มีอะไรที่สามารถป้องกัน COVID-19 ได้ 100% จึงควรป้องกันตนเองด้วยการล้างมือบ่อย ๆ และเว้นระยะห่าง ก็จะช่วยให้สามารถห่างไกลจาก COVID-19 ได้

‘ขี้แพ้’ หมอไขความลับ ‘เด็ก’ แพ้อะไรได้บ้าง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/663068

วันที่ 13 ก.ย. 2564 เวลา 14:10 น.'ขี้แพ้' หมอไขความลับ 'เด็ก' แพ้อะไรได้บ้าง?เฝ้าระวัง “โรคภูมิแพ้ในเด็ก” รู้จัก เข้าใจ พร้อมรับมือ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา เผยที่มา-อาการของโรคภูมิแพ้ในเด็ก เพื่อให้พ่อคุณแม่ทำความเข้าใจและรับมือ เมื่อลูกน้อยต้องพบกับอาการ “แพ้”

สาเหตุสำคัญของการเกิดโรคภูมิแพ้ คือ พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งพันธุกรรมเป็นปัจจัยหนึ่งที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ทุกชนิด โดยถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่ก่อนแล้ว ลูกก็จะมีโอกาสเกิดโรคภูมิแพ้ได้มากขึ้น ส่วนสิ่งแวดล้อม เริ่มตั้งแต่ตอนคุณแม่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ไปจนถึงสภาพแวดล้อมที่เลี้ยงดูเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอยู่ในสถานที่ที่มีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น สัตว์เลี้ยง ละอองหญ้า เกสรดอกไม้ ใกล้ชิดคนสูบบุหรี่ พื้นที่ที่มีฝุ่น pm 2.5 หนาแน่นจะเพิ่มความเสี่ยงและความรุนแรงของการเป็นโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้ในเด็กสร้างความกังวลใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ไม่น้อย พญ.สิริรักษ์ กาญจนธีระพงค์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกันวิทยา โรงพยาบาลนวเวช จึงได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ เพื่อให้พ่อคุณแม่ได้รู้จัก ทำความเข้าใจ และรับมือได้เมื่อลูกน้อยเป็นโรคภูมิแพ้

การเกิดโรคภูมิแพ้มักเป็นไปตามอายุ เช่น

โรคภูมิแพ้อาหาร (Food Allergy) มักพบในช่วงขวบปีแรก โดยมีการแพ้อาหารของเด็ก ตามช่วงอายุดังนี้

  • การแพ้โปรตีนนมวัว (cow’s milk protein allergy) มักพบในช่วงขวบปีแรก โดยพบว่าการที่แม่ดื่มนมวัวปริมาณมากกว่าปกติในช่วงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร การมีพี่น้องมีอาการแพ้โปรตีนนมวัวอยู่แล้วจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
  • การแพ้ไข่ (Egg allergy) แพ้แป้งสาลี (Wheat allergy) แพ้ถั่ว (Peanut allergy) ในปัจจุบันพบว่าเกิดได้ทั้งจากที่เด็กเริ่มกินเองเป็นครั้งแรก หรือที่ผ่านทางน้ำนมแม่ ก็มีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนเช่นกัน

โรคภูมิแพ้อากาศ (Allergic rhinitis) จะต่างจากการเป็นโรคภูมิแพ้อาหาร มักจะพบในช่วงเด็กอายุ 2-3 ขวบปี โดยพบว่าการเลี้ยงดูในสิ่งแวดล้อมที่มีสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น แมลงสาบ เชื้อรา หญ้า วัชพืช และละอองเกสร รวมไปถึงการมีสัตว์เลี้ยงในบริเวณบ้าน ทั้งสุนัข และแมว จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในอายุที่น้อยลง และกระตุ้นทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้นได้

การเกิดภาวะหลอดลมไวหลังการติดเชื้อไวรัส (Viral induced wheezing) และการเป็นโรคหอบหืด (Asthma) นั้น สามารถพบได้ในช่วงอายุที่หลากหลาย ซึ่งถ้ามีภาวะหลอดลมไวหลังการติดเชื้อไวรัสบ่อยครั้งก่อนอายุ 5 ปี จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหอบหืดได้มากกว่าปกติถึง 2-3 เท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การติดเชื้อจากไวรัสทางเดินหายใจ RSV

อาการแสดงเบื้องต้นของการแพ้อาหารมีได้หลายลักษณะ

อาการทางผิวหนัง เช่น

  • ผื่นคัน ผื่นแดง ผื่นเม็ดทราย (Maculopapular rash) ซึ่งมักพบบริเวณลำตัวได้มากที่สุด
  • ผื่นแพ้ผิวหนังบริเวณที่เฉพาะเจาะจง (Atopic dermatitis) มีลักษณะหยาบ หนา แห้ง คันเรื้อรัง เฉพาะบริเวณ เช่น แก้ม ข้อมือ ข้อเท้า ข้อพับแขนขา รวมไปถึงตามลำตัวและท้องได้ ซึ่งผื่นนี้ เด็กทารกมักมีอาการคันมาก การเกาทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณผิวหนังตามมาได้บ่อย ๆ ทำให้รักษาหายขาดได้ยาก
  • ผื่นลมพิษแบบเฉียบพลัน (Urticaria)
  • อาการบวมของเยื่อบุบริเวณเปลือกตา ปาก หู ทั่วใบหน้า (Angioedema) ไปจนถึงแพ้แบบรุนแรงAnaphylaxis ได้

อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น

  • การแน่นจมูก จาม มีน้ำมูกใส ๆ ไหลเรื้อรัง หรือเป็น ๆ หาย ๆ (Rhinorrhea/Rhinitis) ซึ่งอาการมีความคล้ายกับอาการของภูมิแพ้อากาศได้
  • หายใจครืดคราด ติดขัด หายใจหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก (Chest tightness) ไปจนถึงหายใจแบบมีเสียงวี๊ด (Wheezing) ซึ่งอาการมีความคล้ายกับอาการของโรคหอบหืดได้เช่นกัน

ทั้งนี้ อาการทางระบบทางเดินหายใจอาจมีความรุนแรงไปจนถึงขั้นเสียชีวิตได้ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน

อาการทางระบบทางเดินอาหาร เช่น

  • การคัน ระคายในคอในช่องปาก ปวดท้องแบบบีบเกร็ง ซึ่งทำให้ทารกร้องกวนบ่อย ๆ นอนได้ไม่นาน ไม่สบายท้อง แน่นท้อง (Abdominal discomfort) ลักษณะเหมือนมีลมในท้อง ซึ่งอาจทำให้สะอึกหรือขย้อนนมตามหลังการกินนมได้
  • ถ่ายบ่อย ถ่ายท้องเสีย (Enteritis) โดยเฉพาะถ่ายปนมูก ถ่ายปนมูกเลือด (Mucous bloody stool appearance)
  • กินนมยาก น้ำหนักไม่ขึ้น เลี้ยงไม่โต
  • ร้องไห้โคลิค (Colic)

คำแนะนำสำหรับการเริ่มต้นอาหารมื้อแรก ในเด็กกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการแพ้อาหาร เป็นดังนี้

1. ข้าว เป็นอาหารหลัก เริ่มที่มื้อแรก ควรเป็นข้าวขาว ในทารกที่กินนมแม่สามารถกินเป็นข้าวบดผสมนมแม่ได้

2. ผัก ผลไม้ เริ่มที่อายุ 4-6 เดือน เนื่องจากเป็นอาหารความเสี่ยงน้อยต่อการแพ้อาหาร สามารถกินซ้ำเพียง 2-3 วัน ได้ตามลำดับ

  • ผักสีขาว-เขียวอ่อน : ผักกาดขาว หัวหอม หัวไชเท้า ซูกินี่ กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก
  • ผักสีเขียวเข้ม : ผักบุ้ง คะน้า กวางตุ้ง ตำลึง บลอคโคลี่ ผักโขม
  • ผักสีเหลือง ส้ม แดง ม่วง : ข้าวโพด ฟักทอง แครอท มะเขือเทศ บีทรูท มะเขือม่วง

3. เนื้อสัตว์ เริ่มที่อายุ 6 เดือน: เนื้อไก่ เนื้อหมู ตับ และปลาน้ำจืด ตามลำดับ

4. อาหารกลุ่มความเสี่ยงสูง ควรเริ่มตามอายุ ดังนี้

  • ไข่แดง : อายุ 6 เดือน
  • ไข่ขาว : อายุ 7-9 เดือน
  • แป้งสาลีและธัญพืช : 11-12 เดือน
  • ถั่วเหลือง : อายุ 6-7 เดือน
  • ถั่วลิสง และถั่วเปลือกแข็ง : อายุ 3 ปีขึ้นไป
  • อาหารทะเล เช่น ปลาทะเล กุ้ง ปู หอย : อายุ 2 ปีขึ้นไป / ปลาหมึก : อายุ 2-3 ปีขึ้นไป

ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช็กก่อนรู้ก่อน ลดอัมพาต!! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662863

วันที่ 10 ก.ย. 2564 เวลา 15:05 น.ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เช็กก่อนรู้ก่อน ลดอัมพาต!!แพทย์ผู้ชำนาญการอายุรศาสตร์โรคหัวใจ ชวนรู้จักกับระบบ Tele Heart Rhythm Monitoring เทคโนโลยีเช็กหัวใจจากระยะไกล ตัวช่วยให้รู้สึกอุ่นใจเหมือนใกล้หมอ

ปัจจุบันด้วยความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีของการสื่อสารและโทรคมนาคม และการให้บริการอินเตอร์เน็ตที่มีอย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดการติดตามผู้ป่วยโรคหัวใจแบบทางไกล หรือที่เรียกกันว่า “Tele Heart Rhythm Monitoring” ด้วยระบบเทคโนโลยีนี้ทำให้ทางทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถที่จะตรวจจับการเต้นของหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยช่วยลดความจำเป็นในการเดินทางมาโรงพยาบาลของผู้ป่วยได้เป็นอย่างมาก

ข้อมูลโดย รศ.นพ.บัญชา ศันสนีย์วิทยกุล แพทย์ผู้ชำนาญการอายุรศาสตร์โรคหัวใจ โรงพยาบาลรามคำแหง ระบุว่า หัวใจสำคัญในการดูแลรักษาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ ก็คือ การได้ข้อมูลคลื่นไฟฟ้าการเต้นของหัวใจในขณะที่เกิดอาการหัวใจเต้นผิดจังหวะ เพื่อที่จะสามารถแยกได้ว่าอาการใจสั่นนั้นใช่ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือไม่ และถ้าใช่ จะเป็นการเต้นผิดจังหวะชนิดใด

ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะจะต้องเดินทางมาโรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจวัดคลื่นไฟฟ้าหัวใจในขณะที่มีอาการ แต่ผู้ป่วยบางรายนั้นไม่สามารถที่จะเดินทางมาโรงพยาบาลไหวเนื่องจากมีอาการเยอะ ในผู้ป่วยหลายคนที่เดินทางมาถึงอาการก็หายเป็นปกติแล้ว จึงไม่สามารถตรวจคลื่นไฟฟ้าขณะมีอาการได้ ในบางรายแพทย์จึงได้ทำการติดตั้งเครื่องบันทึกการเต้นของหัวใจตลอดเวลา 24-48 ชั่วโมง ซึ่งผู้ป่วยก็อาจไม่แสดงอาการในระยะเวลานั้น ปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะหมดไปด้วยอุปกรณ์เพียงตัวเดียวที่ถูกพัฒนาขึ้นนั่นคือ “เครื่องบันทึกการเต้นของหัวใจแบบพกพา” ซึ่งจะมีหน้าตาคล้ายกับโทรศัพท์มือถือแต่มีขนาดเล็กกว่า เมื่อคนไข้มีอาการสามารถนำเครื่องนี้มาทาบที่หน้าอกแล้วกดปุ่มบันทึก เครื่องนี้ก็จะบันทึกการเต้นของหัวใจเราไว้ แล้วส่งข้อมูลขึ้นสู่ Cloud หรือ Server ผ่านทางอินเตอร์เน็ต และระบบจะทำการแยกว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะของคนไข้เป็นชนิดที่รุนแรงหรือไม่ แล้วดำเนินการส่งข้อมูลให้ทางแพทย์ทำการวิเคราะห์ข้อมูลและแจ้งผลให้ผู้ป่วยเพื่อทำการรักษาในขั้นตอนต่อไป

สำหรับคนไข้อีกกลุ่มที่เหมาะสำหรับเครื่อง Tele Heart Rhythm Monitoring คือผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ที่เรียกว่า Atrial Fibrillation หรือ AF หรือหัวใจห้องบนเต้นพลิ้ว ที่มักพบในกลุ่มคนสูงอายุ ด้วยความก้าวหน้าที่มากขึ้นในทุกวันนี้ คือการใช้ระบบ Tele Heart Rhythm Monitoring ที่ตรวจวัดทุกวัน วันละ 2 ครั้ง ข้อมูลจะถูกส่งมายังแพทย์ หากพบความผิดปกติจะได้รักษาทันท่วงทีก่อนที่จะเป็นอัมพาต

ดังนั้น การดูแลตัวเองจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ ตรวจสอบสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ด้วยเทคโนโลยี Tele Heart Rhythm Monitoring ที่สามารถแสดงข้อมูลที่สามารถนำไปประกอบการวิเคราะห์ทางการแพทย์เบื้องต้น และยังมีระบบเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลที่สามารถให้คุณส่งกราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจให้แพทย์ พร้อมคำแนะนำเบื้องต้นตามหลักการแพทย์ เครื่องวัดไฟฟ้าหัวใจส่วนบุคคลจึงเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมดูแลสุขภาพหัวใจที่เหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพได้ดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างดีที่สุด สนใจเข้ารับการดูแลสุขภาพหัวใจทางไกล สามารถติดต่อได้ที่โรงพยาบาลรามคำแหง แผนกหัวใจเต้นผิดจังหวะ โทร. 02-743-9999 ต่อ 3450

ไขมันพอกตับ กับมิตรรัก Work from Home #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662756

วันที่ 09 ก.ย. 2564 เวลา 12:35 น.ไขมันพอกตับ กับมิตรรัก Work from Homeอายุรศาสตร์ทางเดินอาหารและตับห่วงหนุ่มสาววัยทำงาน แนะวิธีลดเสี่ยงไขมันพอกตับ ฉบับ Work from Home

จะว่าไปแล้วในช่วงเวลานี้คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า การดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง เพราะด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 นั้นทำให้สถานพยาบาลต่างๆ ล้นไปด้วยผู้ป่วย อีกทั้งบุคลากรทางการแพทย์ก็มีงานล้นมือ

สำหรับหนุ่มสาวหรือใครๆ ที่ต้อง Work from Home กันยาวๆ ในช่วงนี้อาจมีปัญหาเรื่องของน้ำหนักตัวและไขมันที่พอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่ง “ตับ” ก็เป็นอีกหนึ่งอวัยวะที่มีการสะสมไขมันและนับเป็นภัยซ่อนเร้นที่กว่าจะแสดงอาการให้เจ้าตัวรู้ ก็มักเป็นหนักมากแล้ว

ข้อมูลโดย นพ.จีรวัส ศิลาสุวรรณ อายุรศาสตร์ทางเดินอาหารและตับ ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ รพ.พญาไท 2 เผยว่า จริงๆ แล้วตับมีหน้าที่หลายอย่าง แต่ที่เกี่ยวข้องกับไขมันโดยตรงคือ การผลิตน้ำดีเพื่อย่อยไขมันและเก็บสะสมพลังงานจากอาหารที่เรากินเข้าไปในรูปของไขมัน ขณะเดียวกันตับก็มีหน้าที่กำจัดของเสีย นอกจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยังมีสาเหตุอื่น เช่น น้ำตาลจากน้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้กระป๋อง ก็เป็นสาเหตุของไขมันเกาะตับได้ ซึ่งทำให้ตับต้องทำงานหนักขึ้น และเมื่อไหร่ก็ตามที่ตับทำงานหนักเกินไปก็จะเกิดความเสียหายและนำไปสู่การอักเสบและการเกิดโรคอื่นๆ ตามมา นี่ยังไม่รวมถึงการมีภาวะของโรคบางอย่าง เช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน (ดัชนีมวลกายหรือ BMI ได้ตั้งแต่ 25-30 ขึ้นไป) รวมถึงการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพตับโดยตรง

อยู่บ้านออกกำลังกาย สลายไขมันด้วยหัวใจโซน 2

เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ถูกต้องนำไปสู่การเป็นไขมันพอกตับ ดังนั้นเพื่อป้องกันให้ถูกทาง เราจึงควรลดละเลิกการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือหากเป็นผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ก็ควรลดน้ำหนักโดยให้ค่า BMI อยู่ในระดับที่เหมาะสม แต่ไม่ควรลดนำหนักอย่างรวดเร็วหรือเกินกว่า 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ เพราะจะเป็นอันตรายต่อตับได้

ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้บอกไว้ว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิกให้หัวใจเต้นอยู่ในโซน 2 จะช่วยกำจัดไขมันส่วนเกินได้ดีที่สุด เพราะร่างกายจะดึงพลังงานจากไขมันออกมาใช้เป็นอย่างแรก

วิธีคิดอัตราการเต้นของหัวใจให้อยู่ในโซน 2 ก็มีสูตรง่ายๆ คือ นำตัวเลข 220 ลบด้วยอายุ เช่น อายุ 30 ปี จะได้ตัวเลข 220-30=190 ให้นำตัวเลข 190 นั้น มาคำนวณให้ที่ 60-70% ซึ่งก็คือ 114-133 อันเป็นอัตราการเต้นของหัวใจที่เหมาะสมสำหรับการออกกำลังกายเผาผลาญไขมันนั่นเอง ที่สำคัญอย่างลืมทำให้ได้วันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ร่วมกับการเลือกรับประทานอาหารปรุงแต่งน้อยในสัดส่วนที่เหมาะสม ละลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี เข้านอนก่อนสี่ทุ่มซึ่งเป็นช่วงที่ตับซ่อมแซมตัวเองได้ดีที่สุด และหลีกเลี่ยงอาการท้องผูกเพราะจะทำให้ตับทำงานหนักขึ้น หากเป็นไปได้ก็ควรตรวจสุขภาพประจำปี เท่านี้ก็จะช่วยให้ไขมันในตับลดลงได้ แต่หากใครยังกังวลหรือสงสัยว่าตนเองจะเป็นโรคไขมันพอกตับซะแล้ว ก็สามารถเข้ารับการตรวจวัดปริมาณไขมันในตับด้วยเครื่อง FibroScan ได้ที่โรงพยาบาล

สมุนไพรกินได้ แต่ต้องกินให้เป็น

แม้สมุนไพรจะเป็นยาที่ผลิตจากธรรมชาติ และในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ประชาชนส่วนหนึ่งก็หันมาเลือกกินสมุนไพรอย่างฟ้าทะลายโจร เพราะหาได้ง่ายกว่ายาแผนปัจจุบัน แต่การใช้อย่างไม่ถูกวิธีก็อาจส่งผลเสียต่อตับได้ เนื่องจากตับต้องทำงานหนักขึ้นในการกำจัดสารที่มากับยา นอกจากนี้ฟ้าทะลายโจรยังมีฤทธิ์เย็น การกินมากหรือติดต่อกันนานอาจส่งผลต่อระบบไหลเวียนเลือด เกิดอาการอ่อนเพลีย แขนขาชา รวมถึงระบบย่อยอาหารอ่อนแอซึ่งทำให้ท้องเสีย โปรดจำไว้ว่าการกินยาฟ้าทะลายโจรนั้น เราจะกินเพื่อการรักษา ไม่ควรกินเพื่อป้องกัน

ท้ายที่สุด ก่อนกินยาสมุนไพรใดๆ ควรได้รับคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกร มิเช่นนั้นอาจได้รับผลข้างเคียงรุนแรงจากปริมาณยาและการกินติดต่อนานเกินไป ทั้งนี้ หากมีอาการแพ้ เช่น มีผื่นขึ้น หายใจขัด หน้าหรือริมฝีปากบวม ก็ต้องหยุดยาและรีบปรึกษาแพทย์ทันที ที่สำคัญควรหาซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และมีเครื่องหมาย อย. กำกับด้วยเสมอ

หมอมนูญ เผยเตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662548

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 15:59 น.หมอมนูญ เผยเตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวนพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ เผยผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวที่ป่วยโควิด-19 รีบรับการรักษาด่วนภายใน 7 วัน เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล ช่วยชีวิตผู้ป่วย เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตยังน่าห่วง

นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก และโรคผู้สูงอายุ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เตรียมใช้ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ รักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว เนื่องจากยอดผู้เสียชีวิตยังน่าห่วง

นพ.มนูญ กล่าวว่า “ปัจจุบันสังคมไทยอาศัยอยู่ในครอบครัวเดียวกัน และส่วนมากผู้สูงอายุที่เข้ารับการรักษามักได้รับเชื้อจากคนในครอบครัวซึ่งนำเชื้อเข้ามาและสัมผัสกับทุกคนในบ้าน ไม่ว่าจะเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ถึงแม้ยอดรวมผู้ติดเชื้อในประเทศไทยมีแนวโน้มลดลง แต่ยอดรวมผู้เสียชีวิตยังคงน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัว จากสถิติ 30 วันย้อนหลังจะเห็นได้ว่าจำนวนผู้เสียชีวิตยังไม่ลดลงเท่าไหร่นัก ผู้ป่วยในกลุ่มเสี่ยงบางรายเมื่อถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลอาจมีอาการน้อยถึงปานกลาง แต่พอเข้าสัปดาห์ที่ 2 หรือวันที่ 7-8 ของการติดเชื้อ อาการกลับทรุดหนักลงจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ซึ่งราวครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยโควิด-19 ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจมักจะเสียชีวิตในที่สุด”

ข้อสังเกตข้างต้นยังสอดคล้องกับสถิติของกระทรวงสาธารณสุข ที่จำแนกผู้ติดเชื้อโควิด-19 ตามมิติต่างๆ ซึ่งรวมถึงด้านอายุ โดยระบุว่าช่วง 30 วันที่ผ่านมาประมาณ 10% ของยอดผู้ติดเชื้อรายวันเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป นอกจากนี้ประมาณ 60% ของยอดผู้เสียชีวิตรายวันยังเป็นผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปอีกด้วย

นพ. มนูญ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ข้อมูลจากผลการทดลองทางคลินิกและข้อมูลการใช้จริงในสหรัฐอเมริกา พบว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล สามารถช่วยลดระยะเวลาการเข้ารักษาในโรงพยาบาลได้ถึง 4 วัน ลดปริมาณเชื้อไวรัสในกระแสเลือดลงได้ และลดความเสี่ยงที่โรคโควิด-19 จะลุกลามไปสู่ระดับรุนแรงได้ 70% จึงถือเป็นอาวุธสำคัญที่แพทย์จะพิจารณาใช้ในกลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว”

ยาแอนติบอดี ค็อกเทล (Antibody Cocktail) จัดอยู่ในกลุ่มยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ (Neutralizing Monoclonal Antibodies: NmAbs) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ของประเทศไทยได้อนุมัติให้ใช้รักษาผู้ป่วยโควิด-19 แบบมีเงื่อนไขภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉิน เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 ที่ผ่านมา

ยาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ มีผลการศึกษายืนยันในผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีอาการน้อยถึงปานกลาง หรือไม่ต้องให้ออกซิเจนเสริม และผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีความเสี่ยงสูงที่โรคจะดำเนินไปสู่อาการรุนแรงในกลุ่มต่างๆ ต่อไปนี้

– ผู้สูงอายุ

– โรคอ้วน

– โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงภาวะความดันโลหิตสูง

– โรคปอดเรื้อรัง รวมถึงโรคหอบหืด

– โรคเบาหวานชนิดที่ 1 หรือชนิดที่ 2

– โรคไตเรื้อรัง รวมถึงผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างรับการฟอกไต

– โรคตับเรื้อรัง

– มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือภูมิคุ้มกันถูกกด

คาดว่ายาแอนติบอดี ค็อกเทล หรือ ยาภูมิคุ้มกันลบล้างฤทธิ์ จะเริ่มใช้ในโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ และโรงพยาบาลรัฐบาลบางแห่ง ภายในกลางเดือนกันยายนนี้ สำหรับผู้ป่วยโควิด-19 ที่ชำระค่ารักษาเอง เนื่องจากยาดังกล่าวยังไม่ได้เป็นยาที่อยู่ในสิทธิการรักษาในระบบสุขภาพ

“สำหรับประเทศไทย กลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสี่ยงยังได้รับวัคซีนไม่ถึง 50% อีกทั้งผู้ที่มีความเสี่ยงบางรายยังไม่ประสงค์จะฉีดวัคซีน ดังนั้นการรักษาด้วยยาแอนติบอดี ค็อกเทล จะสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยโควิด-19 กลุ่มนี้ได้ หากรีบเข้ารับการรักษาให้เร็วที่สุดภายใน 7 วันแรกหลังจากรับเชื้อ และจะยิ่งดีกว่าถ้าได้รับการรักษาใน 3-4 วันแรก” นพ.มนูญ กล่าวทิ้งท้าย

งานวิจัยเผย ‘โคเอนไซม์ คิวเทน’ ตัวช่วยชะลอและฟื้นฟูความเสื่อมเซลล์สืบพันธุ์ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/life/healthy/662511

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 08:55 น. งานวิจัยเผย 'โคเอนไซม์ คิวเทน' ตัวช่วยชะลอและฟื้นฟูความเสื่อมเซลล์สืบพันธุ์ไข่แก่-ท้องยาก-อายุเกิน 35 ปี ยังมีตัวช่วย ครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ ศึกษางานิจัยพบ “โคเอนไซม์ คิวเทน” สามารถช่วยชะลอและฟื้นฟูความเสื่อมของเซลล์รวมไปถึงเซลล์สืบพันธุ์ได้

เริ่มต้นเกริ่นให้เข้าใจกันก่อนว่า โคเอนไซม์ คิวเทน (Coenzyme Q10) หรือโคคิวเท็น (CoQ10) คือสารที่มีคุณสมบัติคล้ายกับวิตามินซึ่งร่างกายสามารถผลิตได้เองในปริมาณหนึ่ง แต่เมื่ออายุมากขึ้นระดับของ โคเอนไซม์คิวเทนจะลดลง โดย โคเอนไซม์ คิวเทน ทำหน้าที่กระตุ้นการผลิตพลังงานของเซลล์ โดยเข้าไปกระตุ้นให้ ไมโทคอนเดรีย (Mitochondrial) ซึ่งเปรียบเสมือนโรงงานไฟฟ้าที่คอยผลิตพลังงานให้กับเซลล์ต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยสร้างพลังงานให้กับเซลล์ในร่างกาย โดยพบโคเอนไซม์ คิวเทน ได้ในทุกเซลล์ของสิ่งมีชีวิต และถูกพบมากในอวัยวะที่ทำงานหนักตลอดเวลา หรือเป็นเซลล์ขนาดใหญ่ที่ต้องการพลังงานสูง ซึ่งจะมีจำนวนไมโทคอนเดรียมาก เช่น หัวใจ ตับ กล้ามเนื้อ สมอง และเซลล์สืบพันธุ์ และนอกจากนี้ โคเอนไซม์ คิวเทน ยังทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีมากอีกตัวนึงที่ส่งผลช่วยในการชะลอวัย

ครูก้อย-นัชชา ลอยชูศักดิ์ ที่ปรึกษาเตรียมตั้งครรภ์ตามหลักวิทยาศาสตร์ และผู้ก่อตั้งเพจ Babyandmom.co.th ยืนหนึ่งในใจผู้มีบุตรยาก เผยว่า “จากการศึกษาค้นคว้างานวิจัยเกี่ยวกับผู้มีบุตรยาก มีงานวิจัยหลายฉบับศึกษาพบว่า ระดับของ โคเอนไซม์ คิวเทน จะลดลงตามอายุ ยิ่งมีความเสื่อมของเซลล์มากขึ้นจะสัมพันธ์กับระดับโคเอนไซม์ คิวเทนที่ลดลง ดังนั้น จึงมีการนำ โคเอนไซม์ คิวเทน เข้ามาทดลองรักษาโรคความเสื่อมต่างๆ มาตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า สามารถช่วยชะลอและฟื้นฟูความเสื่อมของเซลล์รวมไปถึงเซลล์สืบพันธุ์ด้วย”

โดยครูก้อย นัชชา ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้หญิงที่อายุเกิน 35 ปี ระดับของโคเอนไซม์คิวเทนเริ่มลดลง ซึ่งส่วนนี้เป็นสิ่งที่ผู้หญิงกังวล เพราะ โคเอนไซม์ คิวเทน มีส่วนช่วยในเรื่องของเพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ โดยเฉพาะในเซลล์สืบพันธุ์ อย่างเช่น เซลล์ไข่ หากเซลล์ไข่ไม่มีพลังงานจะไม่สามารถปฏิสนธิได้ หรือกระบวนการแบ่งตัวอ่อนอาจจะหยุดชะงัก เพราะว่าเซลล์ไข่ขาดพลังงาน ดั้งนั้นในผู้หญิงขาดสารโคเอนไซม์คิวเทน หรือผู้หญิงที่มีอายุเกิน 35 ปี เซลล์ไข่จะเริ่มเสื่อมและด้อยคุณภาพลง หรือเรียกได้ว่า “ไข่แก่” นั่นเอง ทำให้การเจริญเติบโตของเซลล์ไข่ไม่ดี อาจส่งผลให้ตัวอ่อนไม่เจริญเติบโต แท้งง่าย หรือไม่เกิดการปฏิสนธิ ทำให้ท้องยาก

ครูก้อย นัชชา ระบุว่า “เซลล์ไข่แก่จากอายุที่มากขึ้นจะมีไมโทคอนเดรียที่เสื่อมสภาพอยู่ ดังนั้น การได้รับ โคเอนไซม์ คิวเทน เข้าไปเพื่อกระตุ้นการทำงานของไมโทคอนเดรียจะทำให้เซลล์ไข่กลับคืนสภาพมาเต่งตึง และพร้อมเกิดการปฏิสนธิแลกเปลี่ยนโครโมโซม มีโอกาสเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์ได้”

โดยครูก้อย นัชชา ได้อ้างอิงการศึกษางานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Fertility and Sterility เมื่อปี 2009 พบว่า Coenzyme Q10 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรังไข่ ทำให้ไข่มีคุณภาพมากขึ้น โดยงานวิจัยได้ทำการทดลองในหนูที่มีอายุมากที่ได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน ผลลัพธ์ที่ได้คือ เซลล์ไข่ของหนูในห้องทดลองมีคุณภาพดีขึ้น ซึ่งการทาน โคเอนไซม์ คิวเทน อาจช่วยเพิ่มคุณภาพของเซลล์ไข่ของผู้หญิงที่มีอายุมากได้อย่างมีนัยสำคัญ

หลังจากนั้นในปี 2015 มีงานวิจัยอีกฉบับหนึ่งได้ทำการศึกษากับมนุษย์ เกี่ยวกับ Restore oocyte mitochondrial function เป็นการศึกษาเกี่ยวกับการช่วยฟื้นฟูการทำงานไมโทคอนเดรียของเซลล์ไข่ ซึ่งงานวิจัยฉบับนี้ชื่อว่า Coenzyme Q10 restores oocyte mitochondrial function and fertility during reproductive aging ทำการศึกษาในกลุ่มผู้หญิงที่อยู่ในภาวะเจริญพันธุ์ ตีพิมพ์ในวารสาร Aging Cell เมื่อปี 2015 เป็นการศึกษาของอเมริกาและแคนนาดา พบว่า การที่อายุมากขึ้นส่งผลให้ไมโทคอนเดรียทำงานได้น้อยลง อันเนื่องมาจากขาด โคเอนไซม์ คิวเทน ที่ไม่เพียงพอ ส่งผลต่อคุณภาพของเซลล์ไข่ ไข่เสื่อมลง และส่งผลต่อภาวะมีบุตรยาก

นอกจากนี้ ยังมีวิจัยอีกฉบับหนึ่งที่ทำการวิจัยในมนุษย์ก่อนเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว โดยได้ทำการทดลองกับกลุ่มผู้หญิงที่มีประสิทธิภาพการตอบสนองรังไข่ไม่ค่อยดี เป็นงานวิจัยจากประเทศจีน ตีพิมพ์ในวารสาร Reproductive Biology and Endocrinology เมื่อปี 2018 ได้ทำการวิจัยในกลุ่มผู้หญิงที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี ที่มีภาวะรังไข่เสื่อมก่อนวัย โดยให้ทาน โคเอนไซม์ คิวเทน 60 วัน ล่วงหน้าก่อนที่จะไปเข้าสู่กระบวนการทางการแพทย์ พบว่า ผู้หญิงที่ได้รับ โคเอนไซม์ คิวเทน มีการใช้ฮอร์โมนในการกระตุ้นที่น้อยลง ช่วยให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเพิ่มสูงขึ้น ช่วยทำให้ไข่สุก และยังได้จำนวนการเก็บไข่เพิ่มมากขึ้น มีอัตราการปฏิสนธิสูงขึ้น อีกทั้งยังมีสถิติการตั้งครรภ์สูงขึ้นจากการย้ายตัวอ่อนเข้าสู่โพรงมดลูกอีกด้วย

และล่าสุดมีงานวิจัยอีกเรื่องหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร Fertility and Sterility เมื่อปี 2020 ได้ทำการวิจัยในผู้หญิงอายุมาก (อายุ 38-46 ปี) พบว่า การรับประทาน Q10 ช่วยเพิ่มอัตราการเจริญเติบโตของเซลล์ไข่ รวมถึงช่วยลดอัตราการแบ่งเซลล์และโครโมโซมผิดปกติของเซลล์ไข่อีกด้วย โดยจากการศึกษาพบกว่า ผู้หญิงอายุ 38-46 ปี ที่ได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน จะพบอัตราไข่สุก 83 % มากกว่าผู้หญิงอายุ 38-46 ปี ที่ไม่ได้รับ โคเอนไซม์ คิวเทน ที่พบอัตราไข่สุกเพียง 63 % แต่สำหรับผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 30 ปี เปรียบเทียบกลุ่มที่ได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน และไม่ได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน ไม่พบการเปลี่ยนแปลงที่แตกต่างกัน

จากการรวบรวมการศึกษางานวิจัย ครูก้อย นัชชา ได้ให้ข้อสรุปว่า โคเอนไซม์ คิวเทน ช่วยทำให้คุณภาพของเซลล์ไข่ดีขึ้นได้ และพบว่า อัตราการตั้งครรภ์เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป ควรได้รับ โคเอนไซม์ คิวเทน เสริมเข้าไป ไม่ต่ำกว่า 30 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อบำรุงร่างกายหรือฟื้นฟูสภาพเซลล์โดยไม่ควรรับประทานเกิน 100 มก.ต่อวัน

ดังนั้น โคเอนไซม์ คิวเทน จึงเป็นหนึ่งในวิตามินที่ผู้หญิงวางแผนตั้งครรภ์ควรรับประทานให้เพียงพอ ควบคู่กับการทานโฟลิกที่ผู้หญิงเตรียมตั้งครรภ์ทุกคนต้องทานล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาของตัวอ่อนอย่างสมบูรณ์ ลดอัตราทารกพิการแต่กำเนิด และเสริมด้วยโคเอนไซม์ คิวเทน เพราะจะช่วยเพิ่มพลังงานให้กับเซลล์ไข่ปฏิสนธิได้สมบูรณ์ ช่วยลดความเสื่อมของเซลล์ไข่ ช่วยให้เซลล์ไข่สามารถแบ่งเซลล์ได้เป็นปกติ กลายเป็นตัวอ่อนที่สมบูรณ์ ฝังตัวเป็นครรภ์ที่แข็งแรงต่อไป ควบคู่กับกับวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆให้ครบถ้วน และต้องทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการครบ 5 หมู่ โดยเน้นอาหาร 70% วิตามิน 30% โดยสามารถศึกษารายละเอียด “คัมภีร์อาหารที่คนอยากท้องต้องกิน”  หรือสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง babyandmom และทางยูทูป BabyandMom