ศึกชิงพันธมิตรแปซิฟิก จีน-ออสเตรเลียเดินสายหาพวก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684174

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 12:25 น.ศึกชิงพันธมิตรแปซิฟิก จีน-ออสเตรเลียเดินสายหาพวก

จีน-ออสเตรเลีย เดินสายกระชับความสัมพันธ์ในแปซิฟิก

เมื่อวันที่ 26 พ.ค. สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่านายกรัฐมนตรีแอนโธนี อัลบานีส ของออสเตรเลียกล่าวว่ารัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับการสนับสนุนหมู่เกาะแปซิฟิก ในขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเดินทางมาถึงภูมิภาคนี้เพื่อแสวงหาข้อตกลงด้านความมั่นคงและการค้า

ก่อนหน้านี้รอยเตอร์สได้เปิดเผยร่างแถลงการณ์ที่หลุดออกมา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าจีนจะแสวงหาข้อตกลงกับ 10 ประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งครอบคลุมการรักษาพยาบาล ความมั่นคง การค้า การเดินเรือ และการสื่อสารข้อมูล ขณะที่อัลบานีสกล่าวว่า “ออสเตรเลียจำเป็นต้องตอบสนองกับเรื่องนี้”

รัฐบาลออสเตรเลียให้คำมั่นที่จะดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิกเรื่องความมั่นคงทางทะเล การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การส่งเสริมความช่วยเหลือ และอนุญาตให้พลเมืองในภูมิภาคอพยพไปยังออสเตรเลีย

โดยเพนนี หว่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลียเดินทางไปยังฟิจิในวันนี้เพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีแฟรงก์ ไบนิมารามา ซึ่งเป็นการเยือนแปซิฟิกครั้งแรกของเธอนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งเมื่อวันจันทร์

ขณะที่หวัง อี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศจีนเดินทางถึงหมู่เกาะโซโลมอนแล้ว ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางแรกในกำหนดการทัวร์ 8 ประเทศ โดยจะมีการลงนามข้อตกลงความร่วมมือจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้จะเป็นเจ้าภาพการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศแปซิฟิกในฟิจิในสัปดาห์หน้า

เมื่อเร็วๆ นี้หมู่เกาะโซโลมอนได้ลงนามในสนธิสัญญาความมั่นคงกับจีน ท่ามกลางการคัดค้านจากออสเตรเลีย สหรัฐ ญี่ปุ่น และนิวซีแลนด์ ซึ่งเกรงว่าหมู่เกาะโซโลมอนจะทำให้จีนสร้างฐานทัพในแปซิฟิก ขณะที่จีนปฏิเสธและกล่าวว่าการวิพากษ์วิจารณ์ของตะวันตกเป็นการแทรกแซงการตัดสินใจของโซโลมอน

ด้านสหรัฐก็ต้องการที่จะกระชับความสัมพันธ์ทางการทูตกับแปซิฟิกเช่นกัน โดยเคิร์ต แคมป์เบลล์ ผู้ประสานงานอินโด-แปซิฟิกกล่าวเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาว่า รัฐบาลสหรัฐมีแผนจะยกระดับการเจรจาทางการทูตกับกลุ่มประเทศในหมู่เกาะแปซิฟิก รวมถึงการเชิญผู้นำแปซิฟิกมาที่ทำเนียบขาวในปลายปีนี้ ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นจากอิทธิพลของจีนที่แผ่ขยายในภูมิภาค

แคมป์เบลล์กล่าวว่า “สหรัฐตั้งใจจะเพิ่มความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศในแถบแปซิฟิก และเราต้องทำมากกว่านี้ รวมถึงเพิ่มการสนับสนุนการมีส่วนร่วมพหุภาคีหมู่เกาะแปซิฟิก”

Photo by Yuichi Yamazaki/Pool via REUTERS/File Photo, REUTERS/Brendan Smialowski/Pool

‘ไสหัวไปไอ้**!’ ที่ปรึกษาผู้นำยูเครนลั่น หลังถูกแนะนำให้สละดินแดนแลกสันติภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684165

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 11:30 น.'ไสหัวไปไอ้**!' ที่ปรึกษาผู้นำยูเครนลั่น หลังถูกแนะนำให้สละดินแดนแลกสันติภาพ

“ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ แต่เราจะจับอาวุธต่อไป” ที่ปรึกษาประธานาธิบดียูเครนกล่าว

สำนักข่าว RT ของรัสเซียรายงานว่าโอเล็กซี อเรสโตวิช ที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ลั่นคำหยาบในการวิพากษ์วิจารณ์ตะวันตกที่เรียกร้องให้ยูเครนสละดินแดนส่วนหนึ่งให้รัสเซียเพื่อแลกกับสันติภาพ

อเรสโตวิชกล่าวในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า “ไสหัวไปเลยกับข้อเสนอพรรค์นั้น โง่ฉิบหาย ขายดินแดนยูเครนนิดหนึ่งเนี่ยนะ บ้าไปแล้วหรอไอ้***” (Go f**k yourselves with such proposals, you dumb f**ks, to trade Ukrainian territory a little bit! Are you f**king crazy?)

“ลูกหลานของเรากำลังจะตาย ทหารกำลังสู้กับกระสุนด้วยร่างกายของพวกเรา แล้วมาบอกให้เราสละดินแดนของเราหรอ มันจะไม่มีวันเกิดขึ้นเด็ดขาด”

อเรสโตวิชวิพากษ์วิจารณ์ตรรกะที่สนับสนุนให้ยูเครนยอมสละดินแดนบางส่วนให้รัสเซียเพื่อสร้างสันติภาพและให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ตามปกติ

มิคาอิล โพโดลีอัก ที่ปรึกษาอีกคนหนึ่งของผู้นำยูเครนกล่าวผ่าน Telegram ว่า “เราจะไม่ขายพลเมือง ดินแดน หรืออำนาจอธิปไตยของเรา เราขีดเส้นชัดเจน ยูเครนได้จ่ายไปในราคาแพงแล้ว และเราจะไม่ยอมให้ใครก้าวไปในเส้นทางนั้นเป็นอันขาด และจะตอบโต้ใครก็ตามที่เรียกร้องแบบนั้น”

“เราปกป้องเคียฟ ยึดคืนสามภูมิภาค และกำลังจะเสร็จสิ้นภูมิภาคที่สี่ แต่วันนี้มีคนเสนอให้เราสละดินแดนทางตะวันออกและใต้ให้รัสเซีย ขอบคุณสำหรับคำแนะนำ แต่เราจะจับอาวุธต่อไป”

“แม้จะไม่มีใครต้องการสงครามที่ยืดเยื้อหรือวิกฤตด้านอาหาร แต่วิธีที่ยุติสงครามได้เร็วที่สุดคือการใช้อาวุธ การคว่ำบาตร และความช่วยเหลือทางการเงินแก่ยูเครน” โพโดลีอักกล่าว

ทั้งนี้ แถลงการณ์จากที่ปรึกษาทั้งสองเกิดขึ้นหลังจากที่เฮนรี คิสซินเจอร์ อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐกล่าวใน World Economic Forum ในเมืองดาวอส เมื่อวันที่ 23 พ.ค. โดยเรียกร้องให้ยูเครนสงบศึกโดยเร็ว และทำให้สถานการณ์กลับไปเป็นเหมือนก่อนเกิดสงครามในเดือนก.พ.

Photo by REUTERS/Carlos Barria

รองประธานเฟดหนุนหลังสหรัฐออกดอลลาร์ดิจิทัล

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684162

วันที่ 26 พ.ค. 2565 เวลา 11:04 น.รองประธานเฟดหนุนหลังสหรัฐออกดอลลาร์ดิจิทัล

ธนาคารกลางสหรัฐชี้ถึงความเป็นไปได้ในการออกสกุลเงินดอลลาร์ดิจิทัลตามรอยหลายชาติที่ออกสกุลเงินดิจิทัลของตัวเอง

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เลเอล เบรนาร์ด รองประธานธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด เผยว่า การสร้างสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในรูปแบบดิจิทัลอย่างเป็นทางการสามารถช่วยให้ระบบการเงินมีเสถียรภาพ ในขณะที่สินทรัพย์ดิจิทัลและสกุลเงินดิจิทัลที่พัฒนาโดยประเทศอื่นๆ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

“ขณะที่เราประเมินระบบการเงินดิจิทัลในอนาคต จำเป็นต้องพิจารณาว่าจะรักษาความรวดเร็วในการเข้าถึงเงินของธนาคารกลสงที่ปลอดภัยของสาธารณะอย่างไรด้วย ซึ่งบางทีอาจทำผ่านการออกสกุลเงินที่จับต้องได้ของธนาคารกลาง” เบรนาร์ดกล่าวในคำแถลงก่อนที่จะปรากฏตัวเพื่อพูดถึงประเด็นดังกล่าวต่อหน้าคณะกรรมาธิการด้านบริการด้านการเงินของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐในวันพฤหัสบดีนี้ตามเวลาท้องถิ่น

“เราตระหนักดีว่ามีความเสี่ยงทั้งการไม่ลงมือทำ เช่นเดียวกับความเสี่ยงในการลงมือทำ” เบรนาร์ดกล่าว

บรรดาผู้กำหนดนโยบายของเฟดยังมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับความจำเป็นของสกุลเงินดิจิทัลของธนาคารกลสง (CBDC) และเพิ่งเสร็จสิ้นการเปิดรับฟังความเห็นจากสาธารณชนเป็นเวลา 3 เดือน เฟดยังชี้ด้วยว่าจะไม่ออกสกุลเงินดิจิทัลหากยังไม่ได้รับการสนับสนุนที่ชัดเจนจากทำเนียบขาวและสภา

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เฟดตามหลังบรรดาธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ รวมทั้งธนาคารกลางยุโรป (ECB) ธนาคารกลางญี่ปุ่น ธนาคารกลางอังกฤษ ในกระบวนการการยอมรับ จากข้อมูลของ Atlantic Council พบว่า ขณะนี้จีนกำลังทดสอบ CBDC ของตัวเองและมี 9 ประเทศที่เปิดตัว CBDC แล้ว และอีก 87 ประเทศกำลังพิจารณาตัวเลือก

ความเสี่ยงของการออกกฎอย่างไม่เคร่งครัดควบคุมคริปโตเคอร์เรนซีและสเตเบิลคอยน์ ซึ่งมีมูลค่าพุ่งขึ้นในช่วงการแพร่ระบาดของ Covid-19 ได้รับความสนใจอย่างฉับพลันหลังจากตลาดคริปโตร่วงอย่างหนักในเดือนนี้อันเนื่องมาจากการดิ่งลงของสเตเบิลคอยน์ใหญ่อย่าง terraUSD อีกทั้งมูลค่าของ Bitcoin ยังลดลงกว่า 50% นับตั้งแต่เดือน พ.ย.

“เหตุการณ์เหล่านี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีรั้วกั้นด้านกฎระเบียบที่ชัดเจน เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคและนักลงทุน ปกป้องความมั่นคงทางการเงิน และสร้างความมั่นใจในสนามแข่งขันที่เท่าเทียมกันสำหรับการแข่งขันและนวัตกรรมทั่วทั้งระบบการเงิน” เบรนาร์ดกล่าว

ทั้งนี้ CBDC จะออกและหนุนหลังโดยธนาคารกลาง ซึ่งต่างจากคริปโตที่ดำเนินการโดยผู่เล่นเอกชน หากสหรัฐจะเดินหน้าสร้างสกุลเงินดิจิทัล มันควรจะได้รับการออกแบบเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางของระบบการเงิน ไม่ถูกกำจัดออกในฐานะคนกลาง โดยการจำกัดจำนวนเงินที่บุคคลสามารถถือหรือโอนได้

เบรนาร์ดยังบอกว่า CBDC ของสหรัฐสามารถปกป้องความสำคัญในระดับโลกของสกุลเงินดอลลาร์ได้

ส่วนผู้กำหนดนโยบายของเฟดคนอื่น รวมทั้ง คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟดต่างกังขา และชี้ให้เห็นว่าธุรกรรมดอลลาร์จำนวนมากเป็นแบบดิจิทัลอยู่แล้ว และยังเป็นห่วงเรื่องความเป็นส่วนตัวด้วย

REUTERS/Kevin Lamarque/File Photo

‘ระวังให้มากขึ้น’ ผู้ก่อตั้ง Ethereum เตือนถึงการล่มสลายของคริปโต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684105

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 18:15 น.‘ระวังให้มากขึ้น’ ผู้ก่อตั้ง Ethereum เตือนถึงการล่มสลายของคริปโต

ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum เตือนนักลงทุนให้ระมัดระวังในการลงทุนคริปโต

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า แกวิน วูด ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum เผยว่า นักลงทุนคริปโตเคอร์เรนซีต้องระมัดระวังให้มากขึ้นเกี่ยวกับสิ่งที่หนุนหลังสกุลเงินดิจิทัลที่ตัวเองถืออยู่ หลังตลาดคริปโตร่วงหนักจนมูลค่าหายไปกว่า 800,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

“ผมหวังว่าผู้คนจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับชื่อของสกุลเงินมากขึ้นเมื่อพวกเขามีส่วนร่วมในชุมชน ระบบนิเวศ เศรษฐกิจ” วูดเผยจากการประชุมผู้นำเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอสของสวิตเซอร์แลนด์

บรรดาบริษัทคริปโตและบล็อกเชนไปปรากฏตัวในการประชุมของปีนี้ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้นำการเมืองและธุรกิจอย่างหนาตา แม้ว่าช่วงไม่กี่สัปดาห์ก่อนการประชุมมูลค่าของตลาดคริปโตจะร่วงลงอย่างหนัก จนเหรียญที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 8 อย่าง LUNA ดิ่งลงจนแทบจะไม่มีค่า

วูดเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวเป็นครั้งแรกเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการจับคู่กับพันธมิตรใหม่ระหว่าง Polkadot ซึ่งเป็นโครงการบล็อกเชนของเจ้าตัว กับ Project Liberty ของ แฟรงค์ แม็คคอร์ท มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน โดยจะมุ่งเป้าไปที่การกระจายอำนาจการควบคุมของเว็บและให้ผู้ใช้ควบคุมข้อมูลของตัวเองได้มากขึ้น

บล็อกเชนส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายเช่นเดียวกับคริปโตเคอร์เรนซี

“อินเทอร์เน็ตไม่มีแนวคิดที่แท้จริงเกี่ยวกับความถูกต้องตามกฎหมาย เพราะความถูกต้องตามกฎหมายเป็นสิ่งที่กำหนดโดยประเทศที่มีอำนาจอธิปไตย” วูดกล่าว “เทคโนโลยีไม่สามารถป้องกันผู้คนจากการทำผิดพลาดได้ แต่สามารถช่วยผู้ที่ต้องการเข้าใจข้อเท็จจริงของโลกได้ดีขึ้นว่าพวกเขากำลังซื้ออะไร”

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration

จีนอาจต้องทำลายดาวเทียม Starlink หากเป็นภัยคุกคามความมั่นคง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684107

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 18:49 น.จีนอาจต้องทำลายดาวเทียม Starlink หากเป็นภัยคุกคามความมั่นคง

จีนเรียกร้องกองทัพพัฒนาขีดความสามารถในการต่อต้านดาวเทียม และพร้อมทำลาย Starlink หากเป็นภัยคุกคามความมั่นคง

South China Morning Post รายงานว่าเหริน หยวนเจิ้น นักวิจัยจากสถาบันติดตามและโทรคมนาคมแห่งปักกิ่ง (Beijing Institute of Tracking and Telecommunications) เรียกร้องให้กองทัพจีนพัฒนาขีดความสามารถในการต่อต้านดาวเทียม ซึ่งรวมถึงการติดตามและตรวจสอบดาวเทียม

ตลอดจนพร้อมที่จะปิดการใช้งานหรือทำลายเครือข่ายดาวเทียม Starlink ของ SpaceX หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นภัยคุกคามความมั่นคงของชาติ

ตามรายงานของ EurAsian Times ระบุว่าในช่วงที่ผ่านมาผู้สังเกตการณ์ทางทหารของจีนมีความกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับศักยภาพของเครือข่ายดาวเทียม Starlink ซึ่งมีส่วนในการช่วยเหลือการทำงานของกองทัพสหรัฐ

ผู้สังเกตการณ์ทางทหารของจีนกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าสหรัฐกำลังเริ่มดำเนินการบนอวกาศ ซึ่งจะเป็นสนามรบของกองทัพทั่วโลกในอนาคต โดยได้มีการเร่งสร้างเครือข่ายสื่อสารทางทหารผ่านดาวเทียม

บทความจาก China Military Online ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข่าวอย่างเป็นทางการในเครือ Central Military Commission (CMC) องค์กรป้องกันประเทศของจีนที่นำโดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ระบุว่า “SpaceX ได้ตัดสินใจเพิ่มจำนวนดาวเทียม Starlink จาก 12,000 ดวงเป็น 42,000 ดวง ซึ่งเป็นความทะเยอทะยานของบริษัทที่จะใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการทหาร และประชาคมระหว่างประเทศควรตื่นตัวในระดับสูง”

หลังจากที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครน อีลอน มัสก์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ SpaceX ยังได้เปิดใช้งานดาวเทียม Starlink เพื่อฟื้นฟูการสื่อสารที่หยุดชะงักเนื่องจากการระดมยิงโดยกองทหารรัสเซีย

นอกจากจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามในยูเครนแล้ว China Military Online อ้างถึงกรณีต่างๆ ตั้งแต่ปี 2019 โดยชี้ว่า Starlink ร่วมมือกับกองทัพสหรัฐ รวมถึงการทดสอบการส่งข้อมูลที่ประสบความสำเร็จซึ่งดำเนินการโดยกองทัพอากาศสหรัฐ (USAF) เมื่อวันที่ 31 มี.ค.

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับ Starlink โดยในเดือนธ.ค. ปีที่แล้ว จีนร้องเรียนต่อคณะกรรมการอวกาศแห่งสหประชาชาติว่าสถานีอวกาศเทียนกงต้องหลบดาวเทียม Starlink ถึง 2 ครั้งในปีนั้น

Photo by REUTERS/Joe Skipper

ฝีดาษลิงกำลังลามหนัก แต่ไม่ต้องกลัวลิงจนเกินเหตุ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684080

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 17:00 น.ฝีดาษลิงกำลังลามหนัก แต่ไม่ต้องกลัวลิงจนเกินเหตุ

ฝีดาษลิงลามแล้วเกือบ 20 ประเทศ พบผู้ติดเชื้อกว่า 100 รายทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่ไม่ได้ติดจากลิง

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าขณะนี้โรคฝีดาษลิงได้แพร่ระบาดไปแล้ว 18 ประเทศทั่วโลก รวมผู้ป่วยยืนยันและผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อมากกว่า 100 ราย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป ท่ามกลางความตื่นกลัวจากประชาชนในหลายประเทศ ซึ่งโรคดังกล่าวที่พบครั้งแรกในลิงแพร่กระจายผ่านการสัมผัสใกล้ชิด โดยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในแอฟริกาตะวันตกและแอฟริกากลางก่อนที่จะแพร่ไปยังที่อื่นๆ

แม้จะขึ้นชื่อว่าโรคฝีดาษลิง (monkeypox) แต่ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาอธิบายผ่านเฟซบุ๊กว่า “ผู้ป่วยในมนุษย์ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดไม่ได้ติดจากลิง การเรียกฝีดาษลิง จึงไม่ยุติธรรมสำหรับลิง เพราะคนเราจะรังเกียจลิง ลิงที่อยู่ตามวัด ในบ้านเรามีมาก จะขาดแคลนอาหาร เป็นที่เดือดร้อนของชาวลิงอย่างแน่นอน”

หมอยงอธิบายเพิ่มเติมว่า มีหลักฐานการติดต่อจากสัตว์ตระกูลฟันแทะ จำพวกหนู กระรอก เช่นหนูแกมเบีย (Giant Gambian rat) ที่นำเข้าไปในอเมริกา และมีการติดต่อไปสู่หนูแพรี่ด็อก และคนติดมาอีกทีหนึ่ง

เกิดจากอะไร?

ทั้งนี้ โรคฝีดาษลิงเกิดจากไวรัส Othopoxvirus ตระกูลเดียวกับฝีดาษ (smallpox) หรือไข้ทรพิษ แต่รุนแรงน้อยกว่าและมีโอกาสในการติดเชื้อต่ำกว่า ส่วนใหญ่ระบาดในประเทศแถบแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตกใกล้กับป่าฝนเขตร้อน โดยฝีดาษลิงมี 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์แอฟริกากลาง และสายพันธุ์แอฟริกาตะวันตกซึ่งรุนแรงน้อยกว่า

ฝีดาษลิงพบครั้งแรกเมื่อปี 1958 ในลิงที่นำมาศึกษาในห้องวิจัย และพบการติดเชื้อในมนุษย์ครั้งแรกเมื่อปี 1970 ในคองโก นับตั้งแต่นั้นก็เกิดขึ้นนานๆ ครั้งในประเทศแอฟริกากลางและแอฟริกาตะวันตก จากนั้นในปี 2003 เกิดการระบาดในสหรัฐ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ฝีดาษลิงระบาดนอกแอฟริกา โดยผู้ป่วยในสหรัฐได้รับเชื้อจากการสัมผัสใกล้ชิดกับแพรีด็อก

แพร่ไปถึงไหนแล้ว?

โดยการติดเชื้อสามารถติดต่อได้ทั้งจากสัตว์สู่คน และคนสู่คน ผ่านการสัมผัสใกล้ชิด สัมผัสผิวหนังโดยตรง หรือสัมผัสวัตถุที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส และสารคัดหลั่ง ตลอดจนทางเดินหายใจ จมูก ปาก และตา รวมถึงติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ และการนำซากสัตว์ป่วยมาปรุงอาหาร

ขณะนี้มีรายงานผู้ป่วยยืนยันและผู้ป่วยต้องสงสัยติดเชื้อใน 18 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สโลเวเนีย สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร อิสราเอล อาร์เจนตินา แคนาดา และสหรัฐอเมริกา

วิธีป้องกันและรักษา?

ปัจจุบันยังไม่มียาหรือวัคซีนสำหรับโรคฝีดาษลิง แต่มีวัคซีนป้องกันฝีดาษซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันฝีดาษลิงได้ 85%

สำหรับในประเทศไทยได้มีการปลูกฝีให้ประชาชนทุกคนตั้งแต่แรกเกิด แต่ยกเลิกไปเมื่อปี 2517 เนื่องจากสามารถควบคุมโรคได้จนหมดไปแล้ว ต่อมาในปี 2523 องค์การอนามัยโลกประกาศว่าฝีดาษหมดไปแล้วทำให้ทั่วโลกยกเลิกการปลูกฝีตั้งแต่นั้นมา แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าผู้สูงอายุที่เคยได้รับการปลูกฝีเมื่อหลายปีก่อนจะยังคงมีภูมิคุ้มกันโรคอยู่มากน้อยเพียงใด

ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งคาดว่าการยกเลิกมาตรการควบคุมโควิด-19 ในหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งส่งผลให้มีการเดินทางระหว่างประเทศมากขึ้น อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โรคฝีดาษลิงแพร่ระบาดมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม เราสามารถป้องกันการติดเชื้อได้โดยการล้างมือสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ที่มาจากพื้นที่เสี่ยงหรือมีอาการ หลีกเลี่ยงการนำเข้าสัตว์ป่าหรือรับประทานอาหารจากสัตว์ป่า และแยกกักตัวสำหรับผู้ที่มีอาการต้องสงสัยว่าจะติดเชื้อ

Photo by REUTERS/Samrang Pring

สังหารหมู่ไม่จบสิ้น ทำไมสหรัฐปล่อยให้เด็กใช้ปืนได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684075

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 16:09 น.สังหารหมู่ไม่จบสิ้น ทำไมสหรัฐปล่อยให้เด็กใช้ปืนได้

การกราดยิงโรงเรียนประถมในรัฐเทกซัสครั้งล่าสุดจุดกระแสเรียกร้องให้ออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืนขึ้นมาอีกครั้งในสหรัฐ

เหตุการณ์วัยรุ่นชายวัย 18 ปีก่อเหตุกราดยิงที่โรงเรียนประถมร็อบบ์ในเมืองอูวัลเด รัฐเทกซัสของสหรัฐเมื่อช่วงเที่ยงของวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ส่งผลให้เด็กนักเรียน 19 คน และผู้ใหญ่อีก 2 คนซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นครูเสียชีวิต นับเป็นเหตุกราดยิงในโรงเรียนที่ร้ายแรงที่สุดของสหรัฐนับตั้งแต่เหตุกราดยิงที่โรงเรียนประถมแซนดีฮุกในรัฐคอนเนตทิคัตเมื่อปี 2012 ที่มีผู้เสียชีวิต 26 คน

และจากข้อมูลของกลุ่มควบคุมอาวุธปืน Everytown พบว่า นี่เป็นเหตุกราดยิงครั้งที่ 8 ของปีนี้ ทั้งยังเกิดขึ้นเพียง 10 วันหลังจากหนุ่มวัย 18 ก่อกราดยิงกลางซูเปอร์มาร์เก็ตในย่านบัฟฟาโลซึ่งเป็นถิ่นของคนผิวดำของนิวยอร์ก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 10 ราย

ทั้งสองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไล่เลี่ยกันนี้ผู้ลงมือยังเป็นวัยรุ่นและอาวุธที่ใช้คือปืนไรเฟิลเหมือนกัน โดยกรณีเทกซัสผู้ก่อเหตุมาพร้อมปืนไรเฟิล 2 กระบอกที่เจ้าตัวเพิ่งซื้อในวันเกิดอายุครบ 18 ปี ส่วนกรณีนิวยอร์ก เจ้าของร้านขายอาวุธปืนในนิวยอร์กบอกกับสำนักข่าว The New York Times ว่าวัยรุ่นที่ก่อเหตุเพิ่งซื้อปืนไรเฟิลไปจากร้านเมื่อเร็วๆ นี้เอง

เหตุกราดยิงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องปลุกกระแสการถกเถียงเรื่องการควบคุมอาวุธปืนขึ้นมาอีกครั้งในสหรัฐ ส่วนในบ้านเราคงเกิดคำถามขึ้นในใจหลายคนว่า ทำไมสหรัฐถึงปล่อยให้เด็กใช้ปืนจนนำมาก่อเหตุได้อย่างนี้

เรื่องนี้คงต้องย้อนไปถึงรัฐธรรมนูญมาตรา 2 ฉบับแก้ไขที่ระบุว่า ชาวอเมริกันมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการครอบครองอาวุธปืนเพื่อใช้ในการปกป้องคุ้มครองตนเอง

ด้วยเหตุนี้ในหลายๆ รัฐเด็กวัยรุ่นอเมริกันจึงสามารถซื้อปืนไรเฟิลได้ก่อนที่กฎหมายจะอนุญาตให้ดื่มเบียร์ได้เสียอีก

กฎหมายของรัฐบาลกลางกำหนดไว้ว่า ร้านขายอาวุธปืนและดีลเลอร์ที่มีใบอนุญาตห้ามขายปืนพกให้บุคคลที่อายุต่ำกว่า 21 ปี แต่สามารถขายปืนยาว (ไรเฟิล ลูกซอง) ให้บุคคลที่อายุอย่างน้อย 18 ปีได้ แต่บุคคลที่ไม่มีใบอนุญาตสามารถขาย ส่งมอบ หรือโอนปืนยาวให้ใครก็ได้โดยไม่จำกัดอายุ

การครอบครองปืนของวัยรุ่นในสหรัฐยิ่งง่ายดายเข้าไปอีก เพราะไม่มีกฎหมายรัฐบาลกลางจำกัดอายุ โดย The Washington Post ชี้ว่า หากพ่อต้องการจะซื้อปืนไรเฟิลให้ลูกชายเป็นของขวัญวันเกิดก็ถือเป็นเรื่องถูกกฎหมายในหลายรัฐ

นั่นเพราะมี 23 รัฐที่กำหนดอายุขั้นต่ำในการครอบครองปืนยาวเอาไว้ตั้งแต่ 14 ปีในรัฐมินนิโซตา ไปจนถึง 21 ปีในอิลลินอยส์และฮาวาย

นอกจากนี้ ในช่วงหลังๆ อาวุธปืนโดยเฉพาะอย่างยิ่งปืนไรเฟิลพลังสูงและปืนพกกึ่งอัตโนมัติยังราคาถูกและหาซื้อได้ง่ายกว่าที่เคยในสหรัฐ ข้อมูลของ Everytown ระบุว่า ปืนไรเฟิลสนนราคา 500 เหรียญสหรัฐ หรือราว 17,115 บาท ส่วนปืนพก 9 มม. กึ่งอัตโนมัติราคาเพียง 200 เหรียญสหรัฐ หรือราว 6,844 บาทเท่านั้น ทำให้วัยรุ่นเข้าถึงได้ง่าย

และสำหรับรัฐเทกซัสซึ่งเป็นรัฐที่หนุนการครอบครองอาวุธปืนแบบสุดลิ่มทิ่มประตูและเป็นสถานที่เกิดเหตุกราดยิงครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐนับตั้งแต่ปี 1991 ถึง 4 จาก 12 ครั้ง เมื่อปีที่แล้วเพิ่งจะมีการผ่อนคลายกฎหมายเกี่ยวกับปืน โดยอนุญาตให้บุคคลในรัฐที่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไปสามารถพกปืนพกได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตหรือผ่านการอบรม

ภาพ REUTERS/Joshua Roberts

อันที่จริงปัญหาเรื่องการครอบครองปืนอย่างเสรีของชาวอเมริกันถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงหลายครั้งโดยเฉพาะช่วงหลังเกิดเหตุกราดยิงสดๆ ร้อนๆ และครั้งล่าสุดนี้ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ถึงกับเอ่ยปากว่า “ทำไม? ทำไมเราถึงเต็มใจที่จะอยู่กับการสังหารนี้? ทำไมเราปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น”

ทว่าที่ผ่านมาการจำกัดการซื้อและครอบครองปืนก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากมายจนเกิดเหตุสลดซ้ำแล้วซ้ำอีก สาเหตุเป็นเพราะการเมืองกับเรื่องปืนคือเรื่องเดียวกันในสหรัฐ

ด้วยความที่ชาวอเมริกันจำนวนมากมองว่า การครอบครองปืนคือสิทธิเสรีภาพที่พวกเขามีตามกฎหมาย บรรดานักการเมืองจึงเลี่ยงที่จะเข้าไปแตะประเด็นการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับปืน เพราะกลัวจะสร้างความไม่พอใจให้ชาวอเมริกันจนเสียคะแนนเสียง

หลังจากเหตุกราดยิงโรงเรียนประถมในเมืองแซนดีฮุกประธานาธิบดี บารัก โอบามา และวุฒิสมาชิกจากพรรคเดโมแครตพยายามผลักดันกฎหมายควบคุมอาวุธปืน แต่กลับถูกพรรครีพับลิกันขัดขวางจนตกไป

และก่อนหน้านี้ไบเดนยังเรียกร้องให้สภาคองเกรสออกมาขยับเขยื้อนเกี่ยวกับกฎหมายควบคุมอาวุธปืน ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบประวัติผู้ซื้ออย่างละเอียดและแบนอาวุธจู่โจม แต่ก็ไม่ได้รับเสียงสนุบสนุนมากพอที่จะผ่านสภาเป็นกฎหมาย

การเสนอปฏิรูปกฎหมายเกี่ยวกับอาวุธปืนใดๆ ต่อสภาคองเกรสเป็นเรื่องยากที่จะสำเร็จ เพราะร่างกฎหมายส่วนใหญ่ต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากวุฒิสมาชิก 60 เสียง แต่พรรคเดโมแครตของไบเดนคุมที่นั่งในวุฒิสภาแค่ 50 เก้าอี้เท่านั้น

นอกจากนี้ยังมีอีกหนึ่งองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขกฎหมาย ทำให้ออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืนไม่สำเร็จนั่นคือ สมาคมไรเฟิลแห่งชาติสหรัฐ หรือ NRA ที่เป็นองค์กรที่มีอิทธิพลต่อการเมืองสหรัฐมากที่สุดองค์กรหนึ่ง ที่ไม่เพียงแต่จะมีเงินมหาศาลในการล็อบบี้นักการเมืองเท่านั้น แต่ยังมีสมาชิกกว่า 5 ล้านคนทั่วสหรัฐแทรกซึมอยู่ในแทบจะทุกองค์กรที่มีบทบาทในการตัดสินใจและดำเนินนโยบายหรือมาตรการต่างๆ ของประเทศ

ที่ผ่านมา NRA คัดค้านข้อเสนอต่างๆ ที่ให้ควบคุมอาวุธปืนเข้มงวดขึ้น และอยู่เบื้องหลังความพยายามทั้งในระดับรัฐบาลกลางและระดับรัฐในการลดข้อจำกัดมากมายที่มีอยู่ในการเป็นเจ้าของปืนผ่านการล็อบบี้นักการเมือง

ปี 2016 NRA ทุ่มเงินราว 4 ล้านเหรียญสหรัฐในการล็อบบี้และการช่วยเหลือนักการเมืองโดยตรง ทั้งยังจ่ายไปกว่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐในการสนับสนุนทางการเมือง ซึ่งรวมถึงเงินประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อช่วยให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี

งบประมาณแต่ละปีของ NRA สำหรับโครงการให้ความรู้ การจัดสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับปืน งานกิจกรรมสำหรับสมาชิก การเป็นสปอนเซอร์ และการช่วยเหลือทางกฎหมายสูงถึง 250 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ NRA ยังใช้กลยุทธ์กดดันนักการเมืองด้วยการจัดลำดับนักการเมืองจากคะแนนโหวตเพื่อพิจารณาสนับสนุนแต่ละราย และจะเลือกสนับสนุนนักการเมืองที่อยู่ข้างสมาคมมากที่สุดและทำให้ฝ่ายตรงข้ามพ่ายแพ้

อดีตสมาชิกรัฐสภาสรายหนึ่ง เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The New York Times เมื่อปี 2013 ว่า “นั่นเป็นกลุ่มหนึ่งที่ผมบอกว่า ‘ตราบใดที่ยังอยู่ในตำแหน่ง ผมจะไม่ต่อต้าน NRA’”

เมื่อเป็นเช่นนี้ การเรียกร้องกฎหมายควบคุมอาวุธปืนครั้งนี้คงมีจุดจบไม่ต่างจากครั้งก่อนๆ

หมายเหตุ ภาพปกเป็นเหตุการณ์ที่ผู้ประท้วงกลุ่ม Black Lies Matter ออกมาประท้วงในเมืองแวนคูเวอร์ รัฐวอชิงตัน เมื่อวันที่ 30 ต.ค. 2020 ดวลกับกลุ่ม Black Lives Matter ที่สนับสนุนสิทธิของคนผิวสีที่รวมตัวประท้วงหลังเจ้าหน้าที่ยิง เควิน อี. ปีเตอร์สัน จูเนียร์ คนผิวสีเสียชีวิต Nathan Howard/Getty Images/AFP / Getty Images via AFP / GETTY IMAGES NORTH AMERICA / Nathan Howard

โซรอสชี้สีจิ้นผิงกำลังพลาดมหันต์ อาจหมดหวังเป็นผู้นำตลอดชีพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684066

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 14:40 น.โซรอสชี้สีจิ้นผิงกำลังพลาดมหันต์ อาจหมดหวังเป็นผู้นำตลอดชีพ

โซรอสโจมตีสีจิ้นผิง เผย ในพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีความขัดแย้ง จอร์จ โซรอส เจ้าของฉายาพ่อมดการเงิน กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม World Economic Forum 2022 ที่ดาวอส

โซรอสกล่าวถึงการยึดมั่นในนโยบายโควิด-19 เป็นศูนย์ของจีนที่ทำให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ประชาชนจากการล็อคดาวน์ครั้งล่าสุด โดยเฉพาะในเซี่ยงไฮ้ และมั่นกำลังสั่นคลอนสถานะของสีจิ้นผิง

“หลายคนงงงวยกับวิธีการที่ดูเหมือนไร้เหตุผลนี้ แต่ผมสามารถให้คำอธิบายกับคุณได้ สีปกปิดความผิดลับๆ เอาไว้ เขาไม่เคยบอกคนจีนว่าพวกเขาได้รับการฉีดวัคซีนที่ออกแบบมาสำหรับสายพันธุ์หวู่ฮั่นดั้งเดิมและให้การป้องกันเพียงเล็กน้อยต่อสายพันธุ์ใหม่ สีไม่สามารถทำตัวให้ขาวสะอาดได้ เพราะเขาอยู่ในช่วงเวลาที่ละเอียดอ่อนต่ออาชีพการงานของเขา วาระที่สองของเขาในการดำรงตำแหน่งจะสิ้นสุดลงในฤดูใบไม้ร่วงปี 2022 และเขาต้องการที่จะได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสมัยที่สามอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในที่สุดก็ทำให้เขาเป็นผู้ปกครองตลอดชีวิต เขาได้วางแผนบงการอย่างรอบคอบในกระบวนการที่จะช่วยให้เขาบรรลุความทะเยอทะยานในชีวิตของเขา และทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้เป้าหมายนี้” โซรอส กล่าว

โซรอสบอกว่า การล็อกดาวน์มีผลร้ายตามมา เพราะผลักดันเศรษฐกิจจีนให้ดิ่งเหว โดยเริ่มต้นในเดือนมีนาคม และจะเกิดโมเมนตัมผลักดันทิศทางนี้ต่อไปจนกว่าสีจิ้นผิงจะเปลี่ยนแนวทาง “ซึ่งเขาจะไม่มีวันทำเพราะเขายอมรับความผิดพลาดไม่ได้ เมื่ออยู่เหนือวิกฤตอสังหาริมทรัพย์ ความเสียหายจะยิ่งใหญ่จนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ด้วยการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอาจกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก”

“สีจิ้นผิงมีศัตรูมากมาย ไม่มีใครกล้าโจมตีเขาโดยตรงเพราะเขาได้รวมเครื่องมือในการสอดแนมและการปราบปรามไว้ในมือของเขาเอง แต่เป็นที่ทราบกันดีว่ามีความขัดแย้งภายในพรรคคอมมิวนิสต์ มันรุนแรงคมจนพบสำนวนในบทความที่ (ได้รับการเผยแพร่) จนคนธรรมดาทั่วไปอ่านได้” โซรอส กล่าว

“ตรงกันข้ามกับความคาดหวังทั่วไป สีจิ้นผิงอาจไม่ได้รับตำแหน่งวาระที่สาม เนื่องจากความผิดพลาดที่เขาทำ แต่ถึงแม้เขาจะได้วาระที่สาม แต่กรมการเมือง (Politburo หน่วยงานบริหารสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีน) ก็อาจไม่ให้อิสระแก่เขาในการเลือกสมาชิกของกรมการเมืองชุดต่อไป นั่นจะลดอำนาจและอิทธิพลของเขาลงอย่างมากและทำให้มีโอกาสน้อยลงที่เขาจะเป็นผู้ปกครองตลอดชีวิต” โซรอส กล่าว

โซรอสยังกล่าวการผงาดของจีนด้วยว่า หลังจากเหตุการณ์ 9/11ในปี 2001 เริ่มมีกระแสหันหลังให้กับระบอบการเมืองแบบเสรีที่เขาเรียกว่า “สังคมเปิด” พร้อมชี้ว่าระบอบเผด็จการกำลังรุ่งและสังคมเปิดอยู่ภายใต้การปิดล้อม “วันนี้จีนและรัสเซียนำถือเป็นภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต่อสังคมเปิด”

เขาชี้ว่า การผงาดขึ้นมาของระบอบการเมืองอำนาจนิยม หรือที่เขาเรียกว่า “สังคมปิด”ส่วนหนึ่งมาจากการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์

ตามทฤษฎีแล้ว AI ควรเป็นกลางทางการเมือง สามารถใช้ในทางที่ดีหรือไม่ดี “แต่ในทางปฏิบัติ ผลลัพธ์นั้นไม่สมมาตร AI เก่งเป็นพิเศษในการผลิตเครื่องมือควบคุมที่ช่วยระบอบกดขี่และเป็นอันตรายต่อสังคมเปิด โควิด-19 ยังช่วยให้เครื่องมือควบคุมถูกต้องตามกฎหมาย เพราะมีประโยชน์จริงๆ ในการจัดการกับไวรัส”

เขาบอกว่าจีนได้เปลี่ยนแพลตฟอร์มเทคโนโลยีให้กลายเป็นพลังระดับประเทศ สหรัฐอเมริกาลังเลใจมากขึ้นเพราะกังวลเรื่องผลกระทบที่มีต่อเสรีภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งทัศนคติที่แตกต่างกันเหล่านี้ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างสองระบบการปกครองที่แตกต่างกันซึ่งสหรัฐฯ และจีนเป็นตัวแทน

“ประเทศจีน (ภายใต้การนำ) ของสีจิ้นผิงซึ่งรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อการเฝ้าระวังและควบคุมพลเมืองของตนในเชิงรุกมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในประวัติศาสตร์ควรได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเหล่านี้” โซรอส กล่าว

Photo – REUTERS/Kevin Yao

ยูเครนมั่นใจเตรียมทวงคืนดินแดน ยกทัพสู่ไครเมียสิ้นปีนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684054

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 12:58 น.ยูเครนมั่นใจเตรียมทวงคืนดินแดน ยกทัพสู่ไครเมียสิ้นปีนี้

ยูเครนลั่นพลิกสถานการณ์ในสนามรบอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เมื่ออาวุธจากตะวันตกมาถึงมือกองทัพยูเครน

สำนักข่าว RT ของรัสเซียรายงานว่าคีริล บูดานอฟ หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของกระทรวงกลาโหมของยูเครนกล่าวว่ากองทัพยูเครนจะพลิกสถานการณ์ความขัดแย้งกับรัสเซีย และเข้าสู่แหลมไครเมียภายในสิ้นปีนี้

โดยบูดานอฟให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Ukrainskaya Pravda เมื่อวันที่ 24 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า “สถานการณ์ในสนามรบกำลังจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีสำหรับยูเครน ตั้งแต่เเดือนส.ค. นี้ เมื่ออาวุธจากตะวันตกมาถึงมือกองทัพยูเครน”

“นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื่องจากตอนนี้เราขาดแคลนอาวุธอย่างมาก” บูดานอฟกล่าว

พร้อมเสริมว่ารัสเซียมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับการทำสงครามเต็มรูปแบบ 12 เดือน และหลังจากนั้นความขัดแย้งระหว่างสองประเทศจะจบลงด้วยการที่ยูเครนสามารถทวงคืนดินแดนที่ถูกยึดครองกลับมาได้

เมื่อถูกถามว่า “ดินแดนที่ถูกยึดครอง” นั้นรวมถึงไครเมียด้วยหรือไม่ บูดานอฟกล่าวว่า “ภายในสิ้นปีนี้ อย่างน้อยเราต้องได้เข้าไปในไครเมีย”

อย่างไรก็ตาม เซอร์เกย์ ซอยกู รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของรัสเซียในวันเดียวกันว่า แม้ยูเครนจพได้รับความช่วยเหลือจากตะวันตก แต่รัสเซียจะเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไปจนกว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งหมด

Photo by REUTERS/Jorge Silva

ฮังการีประกาศภาวะฉุกเฉิน รับมือวิกกฤตเศรษฐกิจโลก-สงครามยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684049

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 11:33 น.ฮังการีประกาศภาวะฉุกเฉิน รับมือวิกกฤตเศรษฐกิจโลก-สงครามยูเครน

คำสั่งที่เหนือความคาดหมายในขณะที่ยุโรประส่ำระสายจากทั้งการรุกรานยูเครน เงินเฟ้อรุนแรง และความไม่ลงรอยเรื่องนาโต

สำนักข่าวรอยเตอร์ – รัฐบาลฮังการีจะใช้อำนาจตามกฎหมายประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อความท้าทายที่เกิดจากสงครามในประเทศเพื่อนบ้านคือยูเครนได้รวดเร็วยิ่งขึ้น นายกรัฐมนตรีวิคเตอร์ ออร์บาน กล่าวในวิดีโอ Facebook เมื่อวันอังคาร

ออร์บาน ซึ่งชนะการเลือกตั้งสมัยที่ 4 ติดต่อกันเมื่อวันที่ 3 เมษายน เคยใช้คำสั่งกฎหมายพิเศษในอดีตมาแล้ว โดยครั้งหนึ่งใช้เนื่องจากวิกฤตการผู้อพยพทะลักเข้ายุโรป และต่อมาในช่วงการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ภาวะฉุกเฉินใหม่ในทำนองเดียวกันให้อำนาจรัฐบาลของ ออร์บานในการอนุมัติมาตรการตามกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉิน

“โลกกำลังใกล้จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ” ออร์บานยังกล่าวในวิดีโอ โดยย้ำว่าฮังการีต้องอยู่ห่างจากสงครามในยูเครนและ “ปกป้องความมั่นคงทางการเงินของครอบครัว”

ออร์บาน กล่าวว่ามาตรการแรกของรัฐบาลจะมีการประกาศในวันพุธ

รัฐบาลของ ออร์บานต้องรับมือกับผลที่ตามมาของสงครามในยูเครน อัตราเงินเฟ้อประจำปีที่ 9.5% และการขาดดุลงบประมาณที่พุ่งสูงขึ้นในไตรมาสแรกอันเนื่องมาจากการใช้จ่ายก่อนการเลือกตั้ง เขายังต้องหลีกเลี่ยงการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

พรรคชาตินิยม Fidesz ของ ออร์บานชนะเสียงข้างมากในรัฐสภาอีกครั้งในการเลือกตั้งเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้ค่อยๆ เพิ่มอำนาจของเขาขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 12 ปีที่เขาดำรงตำแหน่ง ซึ่งมักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสหภาพยุโรปและกลุ่มสิทธิเรื่องการตรวจสอบและถ่วงดุลตามระบอบประชาธิปไตยที่เสื่อมถอยลงในฮังการี

ออร์บานยังถูกมองว่าใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินของรัสซีย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคมเขาระบุในจดหมายถึงประธานคณะมนตรียุโรปว่า ไม่ควรมีการหารือเกี่ยวกับมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อรัสเซีย รวมถึงการคว่ำบาตรน้ำมันในในการประชุมสุดยอดผู้นำของกลุ่มในสัปดาห์หน้า

ในจดหมายฉบับลงวันที่ 23 พฤษภาคม และตกมาถึงมืสำนักข่าวรอยเตอร์ ออร์บานกล่าวว่าไม่น่าเป็นไปได้ที่จะพบวิธีแก้ปัญหาในตอนนั้น และฮังการีไม่อยู่ในฐานะที่จะเห็นด้วยกับการคว่ำบาตรของสหภาพยุโรปที่เสนอไว้จนกว่าปัญหาที่ค้างอยู่ทั้งหมดจะได้รับการแก้ไข

คณะกรรมาธิการยุโรปในเดือนนี้เสนอมาตรการคว่ำบาตรใหม่ต่อรัสเซีย แต่พวกเขาต้องการการสนับสนุนอย่างเป็นเอกฉันท์จากทั้ง 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป และฮังการีได้ปิดทางในเรื่องนี้

Photo – REUTERS/Bernadett Szabo