โปรตุเกสพบผู้ฉีดวัคซีนโควิดมีผลข้างเคียงกว่า 14,000 เคส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662551

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 17:00 น.โปรตุเกสพบผู้ฉีดวัคซีนโควิดมีผลข้างเคียงกว่า 14,000 เคสโปรตุเกสพบคนฉีดวัคซีน Covid-19 มีผลข้างเคียง 14,447 เคสจากการฉีดทั้งหมดกว่า 14 ล้านโดส

เมื่อวันจันทร์ (6 ก.ย.) องค์การยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพแห่งชาติโปรตุเกส (Infarmed) รายงานการตรวจพบผู้รับวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) เกิดอาการไม่พึงประสงค์ 14,447 กรณี จากการฉีดวัคซีนทั้งหมด 14,664,616 โดส เมื่อนับถึงวันที่ 31 ส.ค.

อาการไม่พึงประสงค์ส่วนใหญ่เกิดจากวัคซีนโคเมอร์นาที (Comirnaty) ของ Pfizer-BioNTech ตามด้วยวัคซีนแว็กเซฟเรีย (Vaxzevria) ของ AstraZeneca วัคซีนสไปก์แวกซ์ (Spikevax) ของ Moderna และวัคซีนของ Johnson & Johnson โดย “พบได้ไม่บ่อย” เกิดขึ้นราว 1 ครั้ง ในการฉีดวัคซีนทุก 1,000 โดส ทำให้วัคซีน “มีคุณค่าความเสถียรตามระยะเวลา”

การเกิดอาการไม่พึงประสงค์ 5,373 กรณี จากทั้งหมด 14,447 กรณี ถูกจัดให้อยู่ในระดับรุนแรง ซึ่งส่งผลให้มีผู้ฉีดวัคซีนเสียชีวิต 82 ราย โดยองค์การฯ อธิบายว่ากรณีการเสียชีวิตหลังฉีดวัคซีนเกิดขึ้นในกลุ่มผู้มีอายุเฉลี่ย 77 ปี และไม่มีการสันนิษฐานความเชื่อมโยงระหว่างการเสียชีวิตกับวัคซีนที่ฉีด

ทั้งนี้ องค์การฯ เน้นย้ำว่าข้อมูลเหล่านี้ “ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบประวัติความปลอดภัยระหว่างวัคซีนแต่ละตัวได้” เนื่องจากวัคซีนถูกฉีดในประชากรกลุ่มต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันทั้งด้านอายุ เพศ ประวัติสุขภาพ ระยะเวลา และ “บริบทด้านระบาดวิทยาที่ไม่เหมือนกัน”

Photo by PATRICIA DE MELO MOREIRA / AFP

เผยประเทศร่ำรวยจะมีวัคซีนเหลือใช้ 1.2 พันล้านโดสในปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 16:40 น.เผยประเทศร่ำรวยจะมีวัคซีนเหลือใช้ 1.2 พันล้านโดสในปีนี้การวิเคราะห์ข้อมูลจาก Airfinity ชี้ว่าบรรดาประเทศร่ำรวยจะมีวัคซีนเหลือใช้ที่อยู่นอกเหนือการบริจาคกว่าพันล้านโดสในปีนี้

Bloomberg รายงานโดยอ้างข้อมูลจาก Airfinity บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลจากลอนดอน ซึ่งระบุว่าภายในสิ้นปีนี้ประเทศร่ำรวยอย่างสหรัฐ สหราชอาณาจักร แคนาดา สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น จะมีวัคซีนเหลือใช้ถึง 1.2 พันล้านโดส ซึ่งส่วนใหญ่ราว 1.06 พันล้านโดส ไม่ได้กำหนดไว้สำหรับบริจาคให้ประเทศอื่น

รายงานดังกล่าวชี้ว่าในเดือนนี้ประเทศเหล่านั้นจะมีวัคซีนคงเหลือในสต็อก 500 ล้านโดส โดยในจำนวนนี้มี 360 ล้านโดสที่ไม่ได้รับการจัดสรรสำหรับบริจาค

ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมในการจัดสรรวัคซีนทั่วโลกที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์แล้วหลายครั้ง โดยมีการชี้ให้เห็นว่าขณะที่บรรดาประเทศร่ำรวยมีวัคซีนเพียงพอที่จะฉีดให้กับประชาชนอายุตั้งแต่ 12 ปี และพร้อมเดินหน้าสำหรับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ในประเทศ แต่ยังมีอีกหลายประเทศที่ประสบปัญหาขาดแคลนวัคซีน

พร้อมเรียกร้องให้ประเทศร่ำรวยส่งมอบวัคซีนให้แก่ประเทศอื่นๆ โดยเร็วที่สุด ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าหากดำเนินการกระจายวัคซีนไปยังทั่วโลกช้า ก็จะยิ่งเพิ่มระยะเวลาในการแพร่ระบาดของโรค และเพิ่มโอกาสที่จะเกิดไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ด้วย

เตโวโดรส อัดฮาโนม เกอเบรออีเยอซุส ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยว่าทั่วโลกมีการฉีดวัคซีนไปแล้วมากกว่า 5 พันล้านโดส ซึ่งเกือบ 75% ของวัคซีนเหล่านั้นได้รับการจัดสรรในประเทศร่ำรวยเพียง 10 ประเทศ ขณะที่ประชากรในทวีปแอฟริกามีอัตราการฉีดวัคซีนเพียง 2% เท่านั้น

ขณะที่โครงการ COVAX ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อจัดสรรวัคซีนอย่างเป็นธรรมทั่วโลกและให้ประเทศยากจนมีโอกาสเข้าถึงวัคซีน ได้ตั้งเป้าที่จะจัดสรรวัคซีน 2 พันล้านโดสไปยัง 190 ประเทศภายในปีนี้ ซึ่งรวมถึงประเทศยากจน 92 ประเทศด้วย โดยหวังว่าประชากรอย่างน้อย 20% ของประเทศเหล่านั้นจะสามารถเข้าถึงวัคซีน

อย่างไรก็ตาม การทำข้อตกลงสั่งซื้อวัคซีนของประเทศร่ำรวยกับบรรดาผู้ผลิตวัคซีน ส่งผลให้เกิดการกักตุนวัคซีนและทำให้การแจกจ่ายวัคซีนผ่านโครงการ COVAX เป็นไปอย่างจำกัด

นอกจากนี้ เฮเลน คลาร์ก อดีตนายกรัฐมนตรีนิวซีแลนด์ ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้เช่นกัน โดยกล่าวกับ CNBC ว่าโลกกำลังรอคอยการบริจาควัคซีนตามคำมั่นสัญญาของประเทศร่ำรวยอย่างสิ้นหวัง โดยชี้ว่าเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมามีการบริจาควัคซีนจากประเทศรายได้สูงไปยังประเทศรายได้ปานกลางและต่ำเพียง 89 ล้านโดสเท่านั้น

ขณะที่กอร์ดอน บราวน์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร กล่าวประณามการกักตุนวัคซีนในขณะที่อีกหลายประเทศประสบกับปัญหาการขาดแคลนวัคซีนว่าเป็นการกระทำที่ไร้ศีลธรรม

Photo by Indranil MUKHERJEE / AFP

สื่อจีนเรียกร้องทางการจัดระเบียบระบบเทรดหุ้นอัตโนมัติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662547

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 16:00 น.สื่อจีนเรียกร้องทางการจัดระเบียบระบบเทรดหุ้นอัตโนมัติ สื่อกระบอกเสียงรัฐบาลจีนเรียกร้องให้ทางการเข้ามาควบคุมการเทรดหุ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ห่วงนักลงทุนทั่วไปเสียเปรียบ 

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า บทความแสดงความคิดเห็นในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับหลักทรัพย์ Securities Times ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลจีน เรียกร้องให้ทางการจีนเข้ามาควบคุมการซ้อขายหุ้นที่นำระบบอัลกอริทึมมาวิเคราะห์ข้อมูล

Securities Times ระบุว่า กลยุทธ์ในการลงทุนโดยใช้การวิเคราะห์เชิงปริมาณซึ่งเน้นไปที่การใช้ข้อมูลเชิงตัวเลข คำนวณด้วยระบบทางคณิตศาสตร์เพื่อหาโอกาสในการลงทุนหรือ Quantitative Trading เติบโตอย่างรวดเร็วในตลาดหลักทรัพย์จีน และทางการควรพัฒนาระบบการกำกับดูแลที่เหมาะสมที่สุดกับประเทศ

บทความระบุอีกว่า ปริมาณการซื้อขายหุ้นของบริษัทจีนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของจีนแผ่นดินใหญ่ (A-share market) เพิ่มขึ้นในปีนี้ โดยการซื้อขายแบบ Quantitative Trading กลายเป็นแรงขับที่ไม่อาจมองข้าม ดังนั้นหน่วยงานกำกับดูแลของจีนจึงจำเป็นต้องเพิ่มการวิจัยเกี่ยวกับกลยุทธ์และให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องมากขึ้นแก่นักลงทุน  

ขณะที่ข้อมูลของ Bloomberg ระบุว่า มูลค่าการซื้อขายรวมในแต่ละวันใน A-share market ทะยานขึ้นเหนือ 1 ล้านล้านหยวนมากว่า 1 เดือนแล้ว และพุ่งสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปีเมื่อวันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา

ส่วนรายงานของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (IIF) เมื่อเดือน เม.ย.ระบุว่า ตลาดหุ้นของจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูงเป็นแรงหนุนที่ดีสำหรับการซื้อขายหุ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (HFT) เนื่องจากมีอัตราความเร็วในการซื้อขาย (turnover velocity) สูงที่สุดตลาดหนึ่งของโลก

อย่างไรก็ดี บทความใน Securities Times ยังระบุอีกว่า แม้ว่ากลยุทธ์การวิเคราะห์เชิงปริมาณจะช่วยในการคาดการณ์ราคาตลาดในอนาคตและกระตุ้นสภาพคล่อง แต่กลยุทธ์นี้อาจเพิ่มความผันผวนเมื่อหุ้นแกว่งตัวทะลุเกณฑ์ของรูปแบบการเทรด อีกทั้งการเทรดแบบ HFT ต้องใช้การสื่อสารที่รวดเร็วซึ่งอาจทำให้นักลงทุนทั่วไปเสียเปรียบ

AFP PHOTO CHINA OUT

สำเร็จแล้ว! ยาน Perseverance เก็บตัวอย่างหินดาวอังคารชิ้นแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662536

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 14:30 น.สำเร็จแล้ว! ยาน Perseverance เก็บตัวอย่างหินดาวอังคารชิ้นแรกยานสำรวจดาวอังคาร Perseverance ของนาซาเก็บตัวอย่างหินชิ้นแรกสำเร็จหลังล้มเหลวเมื่อเดือน ส.ค.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐ หรือนาซายืนยันว่า ยานสำรวจดาวอังคารเพอร์เซเวียแรนซ์ (Perseverance) ประสบความสำเร็จในการเก็บตัวอย่างหินชิ้นแรกจากดาวอังคารกลับมาศึกษา โดยนาซาทวีตภาพแกนหินที่ใหญ่กว่าดินสอเล็กน้อยในหลอดเก็บตัวอย่างพร้อมข้อความว่า “ได้แล้ว!”

ยาน Perseverance เก็บตัวอย่างหินดาวอังคารชิ้นแรกได้ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา แต่นาซายังไม่มั่นใจว่าภารกิจดังกล่าวสำเร็จหรือไม่ เนื่องจากภาพถ่ายแรกซึ่งถ่ายในที่แสงน้อยที่ยานส่งกลับมายังไม่ชัดเจน

หลังจากถ่ายภาพตัวอย่างหินใหม่เพื่อส่งกลับมายังพื้นโลก ยาน Perseverance นำหลอดเก็บตัวอย่างหินเข้าสู่ช่องเก็บในตัวยานเพื่อวัดขนาดและปริมาตรและถ่ายภาพ จากนั้นจึงปิดหลอดเก็บตัวอย่างให้สนิท

“นี่คือความสำเร็จครั้งสำคัญ และผมรอแทบไม่ไหวที่จะได้เห็นการค้นพบอันน่าทึ่งที่เกิดจาก Perseverance และทีมของเรา” บิล เนลสัน ผู้อำนวยการนาซาเผย

การเก็บตัวอย่างหินบนดาวอังคารเป็นกระบวนการทำงานที่ซับซ้อนที่สุดของยาน Perseverance เนื่องจากกลไกประกอบด้วยชิ้นส่วนกว่า 3,000 ชิ้น โดยขั้นแรกแขนกลของยานจะใช้สว่านและหัวเจาะกลวงซึ่งอยู่ที่ปลายแขนกลยาว 2 เมตรสกัดตัวอย่างหิน หลังจากสกัดแกนหินได้แล้วแขนกลจะสั่นหัวเจาะและหลอดเก็บตัวอย่าง 5 ครั้ง ครั้งละ 1 วินาที เพื่อให้วัตถุตกค้างอื่นๆ หลุดออกจากปากหลอดและทำให้ตัวอย่างหินเลื่อนลงไปในหลอดเก็บ

ทั้งนี้ ยาน Perseverance ลงจอดบริเวณแอ่งหลุ่ม Jezero Crater ของดาวอังคารเมื่อเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาหลังออกเดินทางจากโลกเมื่อวันที่ 30 ก.ค.ปีที่แล้ว เพื่อสำรวจร่องรอยของสิ่งมีชีวิตและเก็บตัวอย่างหิน

Photo by Handout / various sources / AFP

ชิลีติดเชื้อลดหลังเร่งฉีดวัคซีน พร้อมไฟเขียวใช้ Sinovac กับเด็ก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662532

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 13:30 น.ชิลีติดเชื้อลดหลังเร่งฉีดวัคซีน พร้อมไฟเขียวใช้ Sinovac กับเด็กชิลีใช้ Sinovac ประมาณ 2 ใน 3 ของวัคซีนทั้งหมด พร้อมไฟเขียวฉีดให้เด็ก แม้เคยบอกว่า Sinovac ต้องการบูสเตอร์

วันนี้ (7 ก.ย.) สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่ารัฐบาลชิลีอนุมัติให้ใช้วัคซีนโควิด-19 ของ Sinovac สำหรับเด็กอายุ 6 ปีขึ้นไป เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายในการฉีดวัคซีน ท่ามกลางความพยายามในการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรมากที่สุด นับเป็นประเทศแรกในแถบละตินอเมริกาที่อนุมัติใช้วัคซีนกับเด็กเล็ก

โดยขณะนี้ชิลีได้จัดสรรวัคซีนไปแล้วประมาณ 29.4 ล้านโดส ซึ่งเป็นวัคซีนของ Sinovac ราว 19.49 ล้านโดส หรือคิดเป็นประมาณ 2 ใน 3 ของวัคซีนทั้งหมดที่ใช้ในชิลี

ตามรายงานของ Bloomberg’s Vaccine Tracker ชี้ว่ามีประชากรชาวชิลีที่ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้วมากกว่า 13 ล้านคนจากประชากรทั้งหมด 19 ล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 71.9% ซึ่งนับว่าเป็น 1 ใน 15 ประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูงที่สุดในโลก

ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อในชิลีลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยวานนี้ (6 ก.ย.) พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพียง 435 คน เมื่อเทียบกับระดับสูงสุดที่ 79,000 คนในเดือนมิถุนายน ขณะที่ยอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ราว 1.6 ล้านคน และเสียชีวิต 37,108 คน

โดยก่อนหน้านี้ ชิลีได้อนุมัติให้ใช้วัคซีนของ Pfizer สำหรับเด็กอายุ 12 ถึง 17 ปี นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีเด็กได้รับวัคซีนดังกล่าวไปแล้ว 654,053 คน

นอกจากนี้ Pfizer ยังได้รับการอนุมัติในชิลีให้ใช้สำหรับวัยผู้ใหญ่ และใช้เป็นวัคซีนเข็มที่ 3 (บูสเตอร์) สำหรับผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคประจำตัว

กระทรวงสาธารณสุขชิลีเผยว่าการฉีดวัคซีน Sinovac ให้แก่ผู้ที่อายุต่ำกว่า 12 ปีนั้นจะเริ่มตั้งแต่เดือนกันยายนเป็นต้นไป ซึ่งนับว่าเป็นข่าวดีที่เด็กๆ จะได้มีโอกาสฉีดวัคซีน

ทั้งนี้ นอกจากชิลีแล้ว Sinovac ยังได้รับการอนุมัติใช้ในกรณีฉุกเฉินสำหรับเด็กในจีน (3-17 ปี) และอินโดนีเซีย (12-17 ปี) ไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Lancet เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาระบุว่า วัคซีน Sinovac มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในเด็กอายุ 3 ปีขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาหัวหน้าทีมวิจัยวัคซีนโควิด-19 ของ Sinovac ในการทดลองในชิลีแนะนำว่าควรมีการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันในการป้องกันโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

เนื่องจากการทดลองพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac ในการต่อสู้กับสายพันธุ์เดลตามีแอนติบอดีที่ยับยั้งไวรัสลดลงถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับแอนติบอดีที่สร้างขึ้นเพื่อยับยั้งเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในจีน และยังพบว่าปริมาณแอนติบอดีลดลงหลังจากฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ไปแล้ว 6 เดือน จึงแนะนำให้ฉีดวัคซีน Sinovac เข็มที่ 3 กระตุ้นเพิ่มเติม เพื่อให้สู้กับสายพันธุ์กลายพันธุ์อย่างเดลตาได้ดีขึ้น

ต่อมา ในเดือนสิงหาคมมีรายงานว่าชิลีเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 ของ Pfizer และ AstraZeneca เป็นเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชนที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac ครบ 2 เข็มแล้ว เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันของประชาชนท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

Photo by Ted ALJIBE / AFP

ประเทศแรกของโลก! เอลซัลวาดอร์ยอมรับ Bitcoin เป็นสกุลเงินถูกกฎหมาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662525

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 12:30 น.ประเทศแรกของโลก! เอลซัลวาดอร์ยอมรับ Bitcoin เป็นสกุลเงินถูกกฎหมายเอลซัลวาดอร์ยอมรับ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายอย่างเป็นทางการเป็นประเทศแรกในโลก

ประเทศเอลซัลวาดอร์กลายเป็นประเทศแรกในโลกในวันนี้ (7 ต.ค.) ที่ยอมรับให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ท่ามกลางความกังขาของคนในประเทศและคำเตือนของนานาชาติว่าอาจมีความเสี่ยงกับผู้บริโภค

รัฐบาลของประธานาธิบดี นายิบ บูเคเล อ้างว่า การยอมรับ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายจะทำให้ชาวเอลซัลวาดอร์เข้าถึงบริการต่างๆ ของธนาคารเป็นครั้งแรก และยังช่วยประหยัดค่าธรรมเนียมการโอนเงินกว่า 400 ล้านเหรียญสหรัฐจากเงินที่ชาวเอลซัลวาดอร์ในต่างประเทศส่งกลับบ้านเกิดในแต่ละปี

บูเคเลทวีตเมื่อวันจันทร์ (6 ต.ค.) ว่า “พรุ่งนี้ ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ทุกสายตาในโลกจะจับจ้องที่เอลซัลวาดอร์  เพราะ #Bitcoin”

ผู้นำวัย 40 ปีของเอลซัลวาดอร์สร้างความฮือฮาเมื่อช่วงค่ำของวันจันทร์ตามเวลาท้องถิ่นด้วยการประกาศว่าประเทศเอลซัลวาดอร์ถือครอง Bitcoin ถึง 400 เหรียญแล้ว หลังจากซื้อล็อกแรก 200 เหรียญและซื้อเพิ่มเติมอีก

จากข้อมูลของ Gemini แอพพลิเคชันซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลพบว่า Bitcoin 400 เหรียญของเอลซัลวาดอร์ซื้อขายที่ราคาราว 21 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 681.66 ล้านบาท

ขณะที่การสำรวจความคิดเห็นเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า ส่วนใหญ่ของชาวเอลซัลวาดอร์กว่า 6.5 ล้านคนปฏิเสธแนวคิดการใช้ Bitcoin และจะยังใช้เงินเหรียญสหรัฐซึ่งเป็นสกุลเงินหลักของประเทศที่ใช้มากว่า 20 ปีต่อไป

“Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ไม่มีอยู่จริง เป็นสกุลเงินที่เป็นประโยชน์กับคนรวยไม่ใช่คนจน คนจนจะลงทุนใน Bitcoin ได้ยังไงถ้ายังไม่มีกิน” โฆเซ ซานโตส เมลารา ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ Bitcoin และเคยเข้าร่วมประท้วงคัดค้านแนวคิดดังกล่าวในกรุงซานซัลวาดอร์เมื่อสัปดาห์ที่แล้วกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมารัฐสภาเอลซัลวาดอร์อนุมัติกฎหมายที่ยอมรับให้ใช้ Bitcoin ชำระค่าสินค้าและบริการได้ตามกฎหมายเช่นเดียวกับเงินเหรียญสหรัฐ โดยกฎหมายดังกล่าวผ่านภายใน 24 ชั่วโมงที่เสนอต่อสภาซึ่งพรรคของบูเคเลครองเสียงส่วนใหญ่

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญต่างแสดงความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนอย่างหนักของ Bitcoin และการขาดมาตรการปกป้องคุ้มครองผู้ใช้ที่เพียงพอ

REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo/File Photo

วิจัยเผย Sinovac เข็ม 3 เพิ่มภูมิต้านเดลตา 2.5 เท่า #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662521

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 11:30 น.วิจัยเผย Sinovac เข็ม 3 เพิ่มภูมิต้านเดลตา 2.5 เท่าการศึกษาล่าสุดจากจีนชี้ฉีด Sinovac เข็ม 3 ช่วยกระตุ้นแอนติบอดีต่อเชื้อเดลตาได้ 2.5 เท่าของเข็ม 2

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานโดยอ้างถึงผลการศึกษาจากสถาบันวิทยาศาสตร์จีน มหาวิทยาลัยฟูตัน เมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งจัดทำร่วมกับบริษัท Sinovac และสถาบันอื่นๆ ในประเทศจีน เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพของวัคซีน Sinovac ในการต่อสู้กับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาเมื่อมีการฉีดวัคซีนเป็นเข็มที่ 3

ทีมวิจัยได้ทำการเก็บตัวอย่างจากผู้เข้าร่วม 66 คนและอาสาสมัคร 38 คนที่ได้รับวัคซีน 2 หรือ 3 โดส พบว่าเมื่อฉีดวัคซีน Sinovac เข็มที่ 2 ไปแล้ว 6 เดือน ไม่พบการทำงานของแอนติบอดีที่จะสามารถต้านทานโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

แต่หากกระตุ้นด้วยการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 พบว่าสามารถเพิ่มแอนติบอดีต่อเชื้อเดลตาได้ถึง 2.5 เท่า หลังฉีดเข็มที่ 3 ไปแล้วประมาณ 4 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับระดับแอนติบอดีที่พบหลังฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 ไปแล้ว 4 สัปดาห์เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การศึกษาดังกล่าวไม่ได้ระบุชัดเจนว่าระดับแอนติบอดีที่เพิ่มขึ้นนั้นมีผลต่อประสิทธิภาพของวัคซีนในการต่อต้านไวรัส หรือช่วยลดความเสี่ยงในการเจ็บป่วยอาการหนักหรือเสียชีวิตได้หรือไม่

โดยก่อนหน้านี้ทางผู้ผลิตวัคซีนยังไม่เคยเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนดังกล่าวในการต่อต้านโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

ผลการศึกษาเกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนดังกล่าวในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งมีศักยภาพในการแพร่ระบาดสูงอันเป็นที่น่าวิตกกังวลของทั่วโลก เนื่องจากส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ แม้ในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูง

โดยหลายประเทศที่พึ่งพาวัคซีน Sinovac เป็นหลักเริ่มดำเนินการฉีดวัคซีนอื่นๆ ที่พัฒนาโดยชาติตะวันตกเป็นวัคซีนเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) วางแผนที่จะส่งมอบวัคซีน Sinovac และ Sinopharm ประมาณ 100 ล้านโดสไปยังแอฟริกาและเอเชียภายในสิ้นเดือนนี้ โดยเป็นการส่งมอบวัคซีนที่ผลิตโดยประเทศจีนครั้งแรกผ่านโครงการ COVAX

ขณะที่บางประเทศปฏิเสธรับวัคซีนดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าวัคซีนขาดข้อมูลด้านประสิทธิภาพในการต่อต้านโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

Photo by SONNY TUMBELAKA / AFP

รัฐบาลเงาเมียนมางัดกลยุทธ์ใหม่ต้านรัฐบาลทหาร #SootinClaimon.Com 

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662520

วันที่ 07 ก.ย. 2564 เวลา 10:40 น.รัฐบาลเงาเมียนมางัดกลยุทธ์ใหม่ต้านรัฐบาลทหารรัฐบาลเงาเมียนมาเปิดยุทธศาสตร์ใหม่ที่จะใช้ต่อต้านรัฐบาลทหาร

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมา (NUG) หรือรัฐบาลเงา ที่ก่อตั้งโดยฝ่ายต่อต้านรัฐบาลทหารเผยยุทธศาสตร์ใหม่ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อกดดันรัฐบาลทหาร รวมทั้งการดำเนินการผ่านกองกำลังติดอาวุธและกองกำลังชนกลุ่มน้อย และการเรียกร้องให้บรรดาข้าราชการลาออก

ดูหว่า ละชิ ละ (Duwa Lashi La) รักษาการณ์ประธานาธิบดีรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติเมียนมาเผยระหว่างกล่าวสรุปยุทธศาสตร์ดังกล่าวว่า รัฐบาลเงาซึ่งประกอบด้วยสมาชิกที่กำลังลี้ภัยหรือหลบซ่อนตัวได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

“ทั้งโลกรู้ดีว่ากองทัพก่ออาชญากรรมสงครามอย่างไร้มนุษยธรรมอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปเราจะเปิดสงครามป้องกันตัวเองของประชาชนต่อรัฐบาลทหาร” ดูหว่า ละชิ ละกล่าว

ดูหว่า ละชิ ละกล่าวอีกว่า “เราต้องเริ่มลุกฮือในทุกหมู่บ้าน เมือง นครทั้งประเทศพร้อมๆ กัน”

ภาพ: Facebook National Unity Government of Myanmar

Ota Benga มนุษย์ที่ถูกจับมาแสดงใน “สวนสัตว์มนุษย์” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662498

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 20:11 น.Ota Benga มนุษย์ที่ถูกจับมาแสดงใน "สวนสัตว์มนุษย์"ครั้งหนึ่งซึ่งคนขาวจับคนดำมาทำเป็นสิ่งจัดแสดงในสวนสัตว์ มันเริ่มต้นอย่างขมขื่นและจบลงอย่างเจ็บปวด

โอตา เบงกา (Ota Benga ) เคยมีชีวิตที่เรียบง่าย เขาเป็นสมาชิกของชนเผ่ามบูติ (Mbuti) ในป่าเส้นศูนย์สูตรใกล้แม่น้ำคาไซ ในรัฐอิสระคองโกในขณะนั้น

แต่วันหนึ่งเผ่าของเขาถูกโจมตีโดย Force Publique ซึ่งก่อตั้งโดยกษัตริย์เลโอโปลที่ 2 แห่งเบลเยียมและกองทหารอาสาสมัครเพื่อควบคุมชาวพื้นเมือง ซึ่งส่วนใหญ่ถูกใช้เป็นแรงงานอย่างเอารัดเอาเปรียบเพื่ออุตสาหกรรมยางพาราในคองโก และเงินนั้นก็เข้ากระเป๋าของกษัตริย์เลโอโปลที่ 2 หนึ่งในผู้ที่ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่าเป็นผู้มีส่วนกับการเข่นฆ่าและขูดรีดแอฟริกาอย่างเลวร้ายที่สุดคนหนึ่ง

ภรรยาของเบงกาและลูกสองคนถูกฆ่าตาย เขารอดชีวิตมาได้เพราะเขาออกไปเดินทางล่าสัตว์ขณะที่Force Publique โจมตีหมู่บ้านของเขา แต่ภายหลังเขาถูกจับโดยพ่อค้าทาสจนได้

ในปี ค.ศ. 1904 นักธุรกิจและนักสำรวจชาวอเมริกัน ซามูเอล ฟิลลิปส์ เวอร์เนอร์ เดินทางไปแอฟริกา เขาทำสัญญากับผู้จัดงานนิทรรศการนานาชาติแห่งเซนต์หลุยส์ (St. Louis World Fair) เพื่อจับและนำคนแคระปิกมีกลับคืนมาเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการ เวอร์เนอค้นพบเบงกาขณะเดินทางไปเยี่ยมชมหมู่บ้านชาวปิกมีที่ชื่อบัตวา เขาซื้อเบงกาจากพ่อค้าทาสด้วยเกลือหนึ่งปอนด์และผ้าหนึ่งม้วน แม้จะเป็นการค้าทาสเห็นๆ และเป็นสนนราคาที่ต่ำเหลือเชื่อ แต่เวอร์เนอร์ยังบอกว่าเขาได้ช่วยชีวิตเบงก้าจากมนุษย์กินคน

Photograph of Ota Benga at the St. Louis World’s Fair in 1904

ก่อนจะเดินทางถึงหมู่บ้านบัตวา ทั้งสองใช้เวลาอยู่ด้วยกันหลายสัปดาห์จนคุ้นเคยกัน เมื่อถึงหมู่บ้านบัตวา ชาวบ้านแสดงอาการรังเกียจ “มูซังกู” (ชายผิวขาว”) จนเวอร์เนอร์ไม่สามารถจ้างชาวบ้านคนใดให้เข้าร่วมกับเขาเพื่อเดินทางไปสหรัฐอเมริกาได้ จนกระทั่งเบงกากล่าวว่ามูซังกูช่วยชีวิตเขาไว้ และพูดถึงความสัมพันธ์ดีที่ะรหว่างกัน ชาวบ้านจึงคลายใจลง และมีชาย 4 คนตัดสินใจไปกับพวกเขาในที่สุด เวอร์เนอร์ยังคัดเลือกชาวแอฟริกันคนอื่นๆ ที่ไม่ใช่ชาวปิกมีด้วย เป็นชาย 5 คนจากบาคูบา รวมทั้งลูกชายของกษัตริย์นดอมเบ ผู้ปกครองของบาคูบา เป็นต้น ทั้งหมดจะเดินทางไปเพื่อเป็น “สิ่งจัดแสง” ในงานเวิลด์แฟร์ที่เซนต์หลุยส์

การจัดแสดงมนุษย์เผ่าพันธุ์อื่นแบบนี้ถูกเรียกว่า “สวนสัตว์มนุษย์” (Human zoo) นิยมทำกันในโลกตะวันตกก่อนที่จะตระหนักกันเรื่องสิทธิมนุษยชาติ

ชาวแอฟริกันกลุ่มนี้ถูกพาไปที่เซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี ในปลายเดือนมิถุนายน 1904 โดยไม่มีเวอร์เนอร์ เนื่องจากเขาป่วยด้วยโรคมาลาเรีย ตอนนั้นมีอีกง่นหนึ่งคือนิทรรศการจัดซื้อของรัฐลุยเซียนา (The Louisiana Purchase Exposition) ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว และชาวแอฟริกันก็กลายเป็นศูนย์กลางของความสนใจในทันที เบงกาได้รับความนิยมเป็นพิเศษ และชื่อของเขาได้รับการรายงานจากสื่อต่างๆ เขามีบุคลิกที่เป็นมิตร และผู้มาเยี่ยมก็อยากเห็นฟันของเขาที่ถูดตะไบจนแหลมคมตอนที่ยังเยาว์วัยเพื่อเป็นการประดับประดาเชิงพิธีกรรมอย่างหนึ่ง

Title: “Cannibal.” (Ota Benga, Pygmy. Part of Department of Anthropology at the 1904 World’s Fair).

เมื่อกลายเป็น “สิ่งของจัดแสดง” ท่ามกลางสายตาของอเมริกัน ชาวแอฟริกันที่เป็นส่วนหนึ่งในนิทรรศการเรียนรู้ที่จะเรียกเก็บเงินสำหรับภาพถ่ายและการแสดง หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งยกย่องเบงกาว่าเป็น “มนุษย์กินคนแอฟริกันแท้เพียงคนเดียวในอเมริกา” และอ้างว่า “[ฟันของเขา] คุ้มกับเงิน 5 เซ็นต์ที่เขาเรียกเก็บสำหรับการแสดงให้ผู้มาเยือนดู”

เมื่อเวอร์เนอร์มาถึงในอีกหนึ่งเดือนต่อมา เขาตระหนักว่าชาวแอฟริกันที่เขามาพามีสภาพเป็นนักโทษมากกว่านักแสดง เมื่อจะมีการนำเสนอคนเหล่านี้ในฐานะนิทรรศการทางวิทยาศาสตร์ก็ล้มเลิกไปเช่นกัน จนกระทั่งพวกเขาถูกจับให้แสดงการรบกับชนเผ่าอื่นๆ คือพวกอินเดียนแดงที่ถูกนำมาจัดแสดงเช่นกัน กลายเป็นการจัดแสดงความ “ป่าเถื่อน” ที่อุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อสนองความอยากรู้อยากเห็นและสนองทัศนะคติที่คิดว่า “คนชนเผ่า” ต้องเป็นคนป่าเถื่อนของคนผิวขาวชาวอเมริกัน

หลังจากนั้น เบงกาเดินทางไปกับเวอร์เนอร์เมื่อเขาส่งชาวแอฟริกันคนอื่นๆ กลับคองโก เขาอาศัยอยู่ท่ามที่หมู่บ้านบัตวาชั่วครู่ในขณะที่ยังคงติดตามเวอร์เนอร์ในการผจญภัยในแอฟริกาของเขา เบงกาเขาแต่งงานกับผู้หญิงชาวบัตวา แต่เขาก็ลงหลักปักฐานไม่ได้อีก เพราะภรรยาเสียชีวิตในเวลาต่อมาเพราะถูกงูกัด เบงการู้สึกผิดที่ผิดทางเมื่อยู่ที่บัตวา เขาจึงตัดสินใจกลับมายังสหรัฐพร้อมกับเวอร์เนอร์

Four Pygmies posing with spears. Ota Benga on right. (Taken during the 1904 World’s Fair)

เวอร์เนอร์พา เบงกาไปที่สวนสัตว์บรองซ์ (Bronx Zoo) ที่นิวยอร์ก ในปี 1906 ผู้อำนวยการสวนสัตว์เริ่มจัดแจงให้เบงกาทำงานดูแลกรงขังสัตว์ อย่างไรก็ตามผู้อำนวยการฯ เห็นว่าผู้คนให้ความสนใจเบงกามากกว่าสัตว์ในสวนสัตว์ และในที่สุดเขาก็จัดนิทรรศการเพื่อจัดแสดงเบงกาเสียเลยที่สวนสัตว์ เบงกาได้รับอนุญาตให้เดินเตร่ในพื้นที่ แต่ไม่มีบันทึกว่าเขาเคยได้รับค่าจ้างในการทำงานเป็น “ตัวจัดแสดง” ของสวนสัตว์

เพราะเบงกาสนิทสนมกับลิงอุรังอุตังตัวหนึ่งชื่อ Dohong ทำให้มีการจัดแสดงเขาร่วมกันลิงไปพร้อมๆ กันซึ่งหมายความว่าเขาต้องอยู่ในกรงสัตว์ร่วมกับลิง ยิ่งทำให้สภาพของเขาน่าเวนาขึ้นไปอีก ผู้ที่เสนอแนวคิดนี้คือ เมดิสัน แกรนท์ เลขาธิการสมาคมสัตววิทยาแห่งนิวยอร์ก ผู้กล่อมให้สวนสัตว์นำเบงกามาจัดแสดงร่วมกับลิงที่สวนสัตว์บรองซ์ (ต่อมา แกรนท์กลายเป็นคนมีชื่อเสียงระดับประเทศในฐานะนัก “มานุษยวิทยาทางเชื้อชาติ” และ “สุพันธุศาสตร์” ซึ่งทั้งสองเป็นแนวคิดเหยียดเชื้อชาติที่เชื่อว่าคนเชื้อชาติหนึ่งเหนือกว่าชาติอื่น)

ผู้อำนวยการสวนสัตว์ นำเบงกาไว้ในกรงที่มีลิงชิมแปนซี และยังมีลิงอุรังอุตังชื่อ Dohong และนกแก้วอีกตัว และตั้งชื่อเขาว่า The Missing Link (ความเชื่อมโยงที่ขาดหายไป) ซึ่งบ่งบอกว่าในแง่ของวิวัฒนาการแล้ว ชาวแอฟริกันอย่างเบงกานั้นใกล้ชิดกับลิงมากกว่าชาวยุโรป (ซึ่งถือเป็นการเหยียดและทุกวันนี้ก็ยังมีการเหยียดคนแอฟริกันเป็นลิงในหมู่คนบางกลุ่มในบางประเทศก) มีรายงานว่าประชาชนแห่กันไปชมกันล้นหลาม

1906 photograph of Ota Benga, described as being taken at Bronx Zoo. Author unknown.

การนำคนแอฟริกันมาร่วมกรงขังสัตว์และยังจัดแสดงเป็นเหมือนสิ่งของหรือสัตว์ทำให้คนแอฟริกัน-อเมริกันรู้สึกหดหู่ใจมาก นักสอนศาสนาชาวผิวดำที่ชื่อ สาธุคุณ เจมส์ เอช. กอร์ดอน บอกว่า “เราคิดว่าเผ่าพันธุ์ของเรามีความหดหู่มากพอแล้ว โดยไม่ต้องเอาคนของเราไปแสดงร่วมกับลิง … เราคิดว่าเราคู่ควรกับการถูกมองว่าเป็นมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณ”

หลังกลายเป็นกรณีโต้เถียงกัน เบงกาจึงได้รับอนุญาตให้ออกจากกรุงและเดินเตร่บริเวณสวนสัตว์ได้ แต่เพราะผู้คนที่มาสวนสัตว์ยังมองเขาเป็น “สัตว์” และยุแหย่เขาทำเขาตอบโต้ทีเล่นทีจริงบ้างและบ้างครั้งค่อนข้างรุนแรง

ในที่สุดสวนสัตว์ก็นำเบงกาออกไป เวอร์เนอร์ไม่ประสบความสำเร็จในการหางานใหม่ๆ แต่ทั้งเบงกาและเวอร์เนอร์ตกลงกันว่าเบงกาควรจะอยู่ในสหรัฐต่อไป แต่ในเวลาต่อมาเบงกาได้ไปอยู่ในความดูแลของสาธุคุณกอร์ดอน ซึ่งหาครอบครัวอุปถัมภ์ให้เขาและจัดการครอบฟันที่แหลมคมของเขาเสียให้ดูเป็นปกติเหมือนคนอื่นๆ ในสังคม

เบงกาทำงานในโรงงานยาสูบและเริ่มคิดที่จะกลับแอฟริกาบ้านเกิด แต่ในปี ค.ศ. 1914 เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้น การกลับมายังคองโกจึงเป็นไปไม่ได้เนื่องจากการจราจรทางเรือสิ้นสุดลง เบงการู้สึกหดหู่เมื่อความหวังที่จะกลับไปบ้านเกิดของเขาเลือนรางลง

เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 1916 เขาก็ก่อไฟพิธีตามธรรมเนียมชนเผ่า แล้วดึงเอาที่ครอบฟันสัญลักษณ์ของ “อารยธรรมตะวันตก” ออกไป

แล้วยิงตัวเองเข้าที่หัวใจด้วยปืนพกที่ยืมมา จบชีวิตลงเมื่ออายุได้ 32 หรืออาจจะ 33 ปี 

โดย กรกิจ ดิษฐาน

ไฟฟ้าถูกสุดๆ การขุดคริปโตจึงเป็นความหวังทำเงินของชาวเวเนซุเอลา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/662482

วันที่ 06 ก.ย. 2564 เวลา 18:00 น.ไฟฟ้าถูกสุดๆ การขุดคริปโตจึงเป็นความหวังทำเงินของชาวเวเนซุเอลาธุรกิจขุด Bitcoin ความหวังทำเงินง่ายๆ ในเวเนซุเอลา เหมืองแห่งหนึ่งในเวเนซุเอลาจ่ายค่าไฟไม่ถึง 10 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่ได้เงินเดือนละ 10,000 ดอลลาร์

เอเอฟพีรายงานว่าธุรกิจขุดคริปโตเคอร์เรนซีได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ค่าไฟก็เป็นอุปสรรคสำหรับนักขุดในหลายประเทศเช่นกัน

แต่ค่าไฟฟ้าที่ราคาถูกในเวเนซุเอลาทำให้บรรดานักขุดสามารถทำเงินได้อย่างง่ายดาย

Doctorminer คือเหมืองคริปโตแห่งหนึ่งทางตะวันออกของการากัส เมืองหลวงของเวเนซุเอลา ที่นี่มีคอมพิวเตอร์เกือบ 80 เครื่อง มูลค่าประมาณ 400เหรียญสหรัฐต่อเครื่อง พร้อมกับพัดลมขนาดใหญ่เพื่อระบายความร้อนอีก 4 เครื่อง

ซึ่งสามารถสร้างรายได้จาก Bitcoin ได้ถึง 10,000 เหรียญสหรัฐ (324,500 บาท) ต่อเดือน โดยจ่ายค่าไฟไม่ถึง 10 เหรียญสหรัฐ (324.50 บาท) ต่อเดือน

Theodoro Toukoumidis ซีอีโอของ Doctorminer กล่าวว่า “เราได้ค้นพบวิธีการสร้างรายได้อย่างง่ายดาย ด้วยการเปลี่ยนพลังงานให้เป็นเงิน”

Toukoumidis เผยว่าเขาขายรถยนต์และมอเตอร์ไซค์คู่ใจของเขาเพื่อซื้อคอมพิวเตอร์สำหรับขุดคริปโต โดยเริ่มเปิดเหมืองขุดที่ห้องอาหารในบ้านของเขาเมื่อปี 2016 ก่อนที่จะขยับขยายมาเรื่อยๆ จนสามารถสร้างเงินแสนต่อเดือนได้ในทุกวันนี้

Pedro เป็นนักขุดคริปโตอีกคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการทำเหมืองคริปโตในเวเนซุเอลา ซึ่งเขาเผยว่าเขาเริ่มขุดคริปโตในปี 2017 โดยใช้เงินลงทุนไป 800 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 25,952 บาท

ซึ่งเขาสามารถคืนทุนภายในเวลา 3 เดือน และจนถึงปัจจุบันนี้เขาทำเงินไปได้แล้วประมาณ 20,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 649,030 บาท)

เอเอฟพีระบุว่าเวเนซุเอลาเป็นประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุดในโลก โดยในปี 2020 มีอัตราเงินเฟ้อเกือบ 3,000 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้หลายคนหันไปลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล

ทั้งนี้ เวเนซุเอลาอนุญาตให้ขุดคริปโตเคอร์เรนซีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยมี National Cryptocurrency Superintendency (SUNACRIP) เป็นหน่วยงานกำกับดูแลด้านคริปโตโดยเฉพาะ ซึ่งจะต้องมีการควบคุมการใช้ไฟฟ้า ตลอดจนเฝ้าระวังเหมืองขุดที่ไม่ได้ลงทะเบียนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมามีการปราบปรามและยึดอุปกรณ์ทำเหมืองไปได้กว่า 140 ชิ้น

ขณะเดียวกัน CriptoNoticias เว็บไซต์ผู้เชี่ยวชาญด้านคริปโตเคอร์เรนซีเผยว่านักขุดในเวเนซุเอลาจำนวนมากถูกจับเพราะไม่มีเอกสาร

Photo by Federico PARRA / AFP