บิล เกตส์ย้ำไม่ถือคริปโต ‘ผมชอบลงทุนในสิ่งที่มีมูลค่ามากกว่า’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684046

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 11:16 น.บิล เกตส์ย้ำไม่ถือคริปโต 'ผมชอบลงทุนในสิ่งที่มีมูลค่ามากกว่า'

บิล เกตส์ เผยสาเหตุที่ไม่เลือกลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซี

บิล เกตส์ นักธุรกิจชื่อดังชาวอเมริกัน หนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทไมโครซอฟท์ (Microsoft) บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 4 ของโลก แสดงจุดยืนชัดเจนมาตลอดว่าเขาไม่ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีเหมือนกับนักลงทุนระดับโลกคนอื่นๆ

Forbes รายงานว่าเจ้าของทรัพย์สิน 125,000 ล้านเหรียญสหรัฐคนนี้กล่าวในกระทู้ Ask Me Anything บนเว็บบอร์ด Reddit เมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยย้ำอีกครั้งว่าเขาไม่ได้ถือสกุลเงินดิจิทัลใดๆ เลย

“ผมชอบลงทุนในสิ่งที่มีมูลค่ามากกว่า มูลค่าที่ขึ้นอยู่กับว่าเราสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน แต่มูลค่าของคริปโตเป็นเพียงสิ่งที่คนอื่นคิดขึ้นมาว่าต้องจ่ายเท่าไร มันจึงไม่เหมือนกับการลงทุนอื่นๆ “

ในการให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg เมื่อเดือนก.พ. ปีที่แล้ว เขาแสดงความกังวลว่าผู้คนจะลุ่มหลงกับ Bitcoin จนมากเกินไป ซึ่งความกังวลของเขากลายเป็นจริงเมื่อในตอนนี้ตลาดคริปโตกำลังตกต่ำหลังการล้มของ stablecoin อย่าง TerraUSD เมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งฉุดสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ ให้ร่วงลงไปด้วย

โดย Bitcoin สกุลเงินดิจิทัลรายใหญ่ที่สุดร่วงลง 27% ในเดือนนี้ ขณะที่ Ethereum สกุลเงินดิจิทัลอันดับ 2 ร่วง 36%

“ผมมองว่าถ้าคุณมีเงินน้อยกว่าอีลอน มัสก์ คุณก็ควรระวัง” บิล เกตส์ กล่าวกับ Bloomberg เกี่ยวกับการลงทุนคริปโตเคอร์เรนซี โดยอ้างถึงมัสก์ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก

“อีลอน มัสก์มีเงินมหาศาล และเขามีความซับซ้อนสุดๆ ไม่ต้องแปลกใจเลยถ้า Bitcoin ขึ้นๆ ลงๆ อย่างไม่สามารถคาดเดาได้”

นอกจากนี้ ในปีที่แล้ว บิล เกตส์ ยังบอกกับ New York Times ว่า “Bitcoin ใช้พลังงานไฟฟ้าต่อการทำธุรกรรมมากกว่าวิธีอื่นๆ ที่มนุษย์รู้จัก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่ดีต่อสภาพภูมิอากาศเลย…ถ้ามันผลิตจากพลังงานสีเขียว และไม่ได้แย่งไฟฟ้าจากการใช้งานประเภทอื่นๆ มากมาย ในที่สุดมันก็อาจจะโอเคก็ได้”

นอกจากบิล เกตส์ แล้วยังมีนักลงทุนคนอื่นๆ ที่ไม่เห็นด้วยกับ Bitcoin เช่นกัน อย่างวอร์เรน บัฟเฟตต์ ซีอีโอของบริษัท Berkshire Hathaway ซึ่งเคยกล่าวว่าหากจะยก Bitcoin หมดทั้งโลกให้เขาในราคาไม่กี่เหรียญสหรัฐเขาก็ไม่เอา โดยชี้ว่าเขาพร้อมจ่ายในราคาแพงเพื่อซื้อที่ดินทำการเกษตรหรืออพาร์ตเมนต์ยังดีเสียกว่า เพราะมันมีผลผลิตที่จับต้องได้

เช่นเดียวกับชาร์ลี มังเกอร์ หาเศรษฐีนักลงทุนวัย 98 ปี คู่หูนักลงทุนของบัฟเฟตต์ซึ่งกล่าวว่าเขาไม่ลงทุนคริปโตอย่างแน่นอน และมองว่าสหรัฐควรดำเนินการแบนคริปโตเหมือนอย่างที่จีนทำ

Photo by REUTERS/Yuri Gripas/File Photo

โซรอสลั่นต้องเอาชนะปูตินโดยเร็วที่สุดเพื่อรักษาอารยธรรมของเรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684039

วันที่ 25 พ.ค. 2565 เวลา 10:18 น.โซรอสลั่นต้องเอาชนะปูตินโดยเร็วที่สุดเพื่อรักษาอารยธรรมของเรา

จอร์จ โซรอส เจ้าของฉายาพ่อมดการเงิน กล่าวสุนทรพจน์ในการประชุม World Economic Forum 2022 ที่ดาวอส

จอร์จ โซรอส กล่าวว่า รัสเซียบุกยูเครนทำให้ยุโรปสั่นคลอนถึงแก่นแท้ สหภาพยุโรปก่อตั้งขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้น แม้ว่าการต่อสู้จะหยุดลงตามในทีสุดก็ตาม แต่สถานการณ์ก็จะไม่หวนกลับคืนสู่สภาพที่เคยเป็นมาก่อน

“การบุกรุกอาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามโลกครั้งที่สาม และอารยธรรมของเราอาจไม่รอด” โซรอส กล่าว

เขากล่าวว่า การบุกรุกของยูเครนไม่ได้เกิดขึ้นแบบไม่มีที่มาที่ไป โลกมีส่วนร่วมมากขึ้นในการต่อสู้ระหว่างระบบธรรมาภิบาลสองระบบที่ต่อต้านซึ่งกันและกันคือ สังคมเปิดและสังคมปิด โดยในสังคมเปิด บทบาทของรัฐคือการปกป้องเสรีภาพของแต่ละบุคคล ในสังคมปิดบทบาทของปัจเจกคือการรับใช้ผู้ปกครองของรัฐ

“เผด็จการทั้งสอง วลาดีมีร์ ปูติน และสีจิ้นผิง ต้องแสดงอะไรให้ตัวเองเห็น? พวกเขาถูกผูกเข้าด้วยกันเป็นพันธมิตรที่ไร้ขอบเขต พวกเขายังมีสิ่งที่เหมือนกันมากมาย พวกเขาปกครองโดยการข่มขู่ และเป็นผลให้พวกเขาทำผิดพลาดอย่างเหลือเชื่อ ปูตินคาดว่าจะได้รับการต้อนรับในยูเครนในฐานะผู้ปลดปล่อย สีจิ้นผิงยึดมั่นในนโยบาย Zero Covid ที่ไม่สามารถรักษาไว้ได้”  โซรอส กล่าว

โซรอสบอกว่า ดูเหมือนว่าปูตินจะรับรู้ว่าเขาทำผิดพลาดร้ายแรงเมื่อเขาบุกยูเครน และตอนนี้เขากำลังเตรียมพื้นที่สำหรับการเจรจาหยุดยิง แต่การหยุดยิงนั้นไม่สามารถบรรลุได้เพราะเขาไม่สามารถไว้วางใจได้ ปูตินจะต้องเริ่มการเจรจาสันติภาพซึ่งเขาจะไม่มีวันทำเพราะมันจะเทียบเท่ากับการลาออก

เขาชี้ว่ายิ่งปูตินที่อ่อนแอกว่านั้นก็ยิ่งคาดเดาไม่ได้มากขึ้นเท่านั้น ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปรู้สึกกดดัน เพราะตระหนักดีว่าปูตินอาจไม่รอจนกว่าพวกเขาจะพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือก แต่จะปิดการส่งจ่ายก๊าซในช่วงเวลาที่คับขันที่สุด

“ดังนั้น เราจึงต้องระดมทรัพยากรทั้งหมดของเราเพื่อทำให้สงครามยุติลง วิธีที่ดีที่สุดและอาจมีเพียงวิธีเดียวที่จะรักษาอารยธรรมของเราไว้ได้คือการเอาชนะปูตินโดยเร็วที่สุด นั่นคือสิ่งที่สำคัญที่สุด” โซรอส กล่าว

Photo by Fabrice COFFRINI / AFP

สูงวัยแบบไม่พอกิน เมื่อประเทศไทยมีสวัสดิการเกษียณต่ำที่สุดในโลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684005

วันที่ 24 พ.ค. 2565 เวลา 19:25 น.สูงวัยแบบไม่พอกิน เมื่อประเทศไทยมีสวัสดิการเกษียณต่ำที่สุดในโลก

ผู้สูงวัยของไทยเสี่ยงไม่มีเงินใช้ตอนแก่เพราะเงินบำนาญมีเพียงน้อยนิด

ประเทศไทยมีประชากรวัยเกษียณอายุนับสิบล้านคน และธนาคารโลกระบุว่าตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 17 ล้านคน ภายในปี 2040 ซึ่งมากกว่า 1 ใน 4 ของประชากรไทยทั้งหมด แต่ข้อมูลล่าสุดกลับพบว่าประเทศไทยมีระบบบำนาญเกษียณอายุอยู่ในกลุ่มแย่ที่สุดในโลก

การจัดอันดับที่ว่านี้ใช้ข้อมูลจากดัชนีบำนาญโลกประจำปี 2021 (Mercer CFA Institute Global Pension Index) ของบริษัท Mercer และ สถาบัน CFA ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินระดับโลก ที่ศึกษาระบบบำนาญใน 43 ประเทศทั่วโลก โดยประเมินจากปัจจัยหลักๆ 3 ปัจจัยคือ ความเพียงพอ ความยั่งยืน และการตรวจสอบได้

พบว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 43 รั้งท้ายตาราง โดยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม D (มีคุณลักษณะบางอย่างที่พึงประสงค์ แต่ก็มีจุดอ่อนและ/หรือการละเว้นที่สำคัญที่ต้องแก้ไข) เช่นเดียวกับเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ ด้วยคะแนนรวม 40.6 โดยไทยมีคะแนนค่อนข้างต่ำในด้านความเพียงพอ

นอกจากนี้ยังพบว่าคะแนนของไทยลดลงจากปี 2020 ที่อยู่ที่ 40.8 คะแนน โดยมีสาเหตุหลักมาจากอัตราการออมภาคครัวเรือนที่ลดลง

ขณะที่ประเทศที่มีระบบบำนาญดีที่สุดในโลกคือ ไอซ์แลนด์ ซึ่งรายงานระบุว่ามีบำเหน็จบำนาญรัฐที่ค่อนข้างมั่งคั่ง ให้ผลตอบแทนดี และระบบการออมภาคเอกชนที่ได้รับการควบคุมและกำกับดูแลอย่างดีซึ่งครอบคลุมพนักงานทุกคนที่จ่ายเงินเข้ากองทุนในส่วนนี้สูง

ระบบรายได้หลังเกษียณของไอซ์แลนด์ประกอบด้วยเงินบำนาญของรัฐที่มีองค์ประกอบสองส่วน (ซึ่งทั้งสองส่วนขึ้นอยู่กับรายได้ตามกฎที่ต่างกัน) คือ 1.โครงการบำเหน็จบำนาญภาคบังคับที่ได้รับเงินสมทบจากทั้งนายจ้างและลูกจ้าง 2.การจ่ายเงินโดยสมัครใจในผลิตภัณฑ์บำเหน็จบำนาญที่รัฐบาลอนุมัติ

คนวัยทำงานของไอซ์แลนด์รวมทั้งผู้รับเหมาและพนักงานพาร์ทไทม์ต้องจ่ายเงินอย่างน้อย 12% ของเงินเดือนเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญ โดยสัญญาจ้างงานส่วนใหญ่จะบังคับให้ลูกจ้างจ่ายเงิน 15.5% ของเงินเดือน ส่วนนายจ้างจ่ายสมทบอีก 11.5%

เมื่อปลายปีที่แล้วสำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า กองทุนบำเหน็จบำนาญของไอซ์แลนด์ประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม โดยทรัพย์สินของกองทุนงอกเงยขึ้นเป็น 2 เท่าของขนาดเศรษฐกิจของประเทศมาอยู่ที่ 6.4 ล้านล้านโครเนอร์ หรือราว 1.67 ล้านล้านบาท จากที่เคยขาดทุนกว่า 20% จากการล้มละลายของลีแมนบราเธอร์ส วาณิชธนกิจยักษ์ใหญ่ของสหรัฐเมื่อปี 2008

รองจากไอซ์แลนด์คือ เนเธอร์แลนด์

เงินบำนาญของเนเธอร์แลนด์มี 3 รูปแบบ คือ 1.ระบบบำนาญแห่งรัฐ (AOW) 2.ระบบบำนาญจากอาชีพหรือบริษัท ที่นายจ้างและลูกจ้างจ่ายเงินมทบร่วมกัน 3.ระบบบำนาญส่วนบุคคล

สำหรับระบบบำนาญแห่งรัฐนั้น คนวัยทำงานชาวดัตช์ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน 17.9% ของเงินเดือน

ปัจจุบันอายุเกษียณของชาวดัชต์อยู่ที่ 65 ปี ถึงจะได้รับเงินบำนาญ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 67 ปี ในปี 2024 เงื่อนไขที่จะได้รับเงินบำนาญเต็ม 100% คือต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วเป็นเวลา 50 ปี (แต่ละปีที่ทำงานหรืออาศัยอยู่ในเนเธอร์แลนด์เท่ากับเป็นการสะสมเงิน 2% เข้ากองทุนบำนาญของรัฐ แต่หากจ่ายไม่ถึง 50 ปีเงินบำนาญจะคำนวณตามจำนวนปีที่จ่ายเงินสมทบ)

ชาวดัตช์วัยเกษียณที่ยังโสดที่มีสิทธิ์ได้รับเงินบำนาญเต็มจำนวนจะได้รับเงินเดือนละ 1,270.67 ยูโร หรือราว 46,513 บาท (70% ของค่าจ้างขั้นต่ำสุทธิ) ส่วนผู้ที่สมรสแล้วหรือคู่ที่อยู่กินร่วมกันโดยไม่ได้สมรสจะได้รับเดือนละ 870.03 ยูโร หรือราว 31,855 บาท (50% ของค่าจ้างขั้นต่ำสุทธิ)

นอกจากนี้รัฐยังมีเงินสำหรับการท่องเที่ยวในวันหยุดยาวอีกรวมกันเดือนละ 69.19 ยูโร หรือราว 2,533 บาทสำหรับคนโสด และ 49.42 ยูโร หรือราว 1,809 บาทสำหรับคนมีคู่

อันดับที่ 3 คือเดนมาร์ก

ระบบบำนาญของเดนมาร์กประกอบด้วย บำนาญจากภาครัฐ (Folkepension) ระบบบำนาญเสริม ระบบเงินสะสมเต็มจำนวน กองทุนที่กําหนดอัตราการสมทบของผู้มีสิทธิรับบำนาญเป็นสัดส่วนกับรายได้หรืออัตราคงที่ และระบบบำนาญจากอาชีพภาคบังคับ

อายุเกษียณของเดนมาร์กจะขึ้นอยู่กับวันเดือนปีเกิดโดยอยู่ระหว่าง 65-69 ปี เงินบำนาญพื้นฐานของเดนมาร์กจะเท่ากันทั้งคนโสดและคนที่แต่งงานแล้ว ส่วนระบบบำนาญเสริมจะขึ้นอยู่กับสถานะว่าโสดหรือแต่งงานแล้วหรืออยู่ร่วมกันโดยไม่ได้แต่งงาน

คนโสดจะได้รับบำนาญพื้นฐานเดือนละ 6,547 โครนเดนมาร์ก หรือราว 32,178 บาท บำนาญเสริมเดือนละ 7,472 โครนเดนมาร์ก หรือราว 36,690 บาท (รวม 14,019 โครนเดนมาร์ก หรือราว 68,897 บาท)

ส่วนคนที่แต่งงานแล้วหรือที่อาศัยอยู่ร่วมกันได้รับบำนาญพื้นฐานเดือนละ 6,547 โครนเดนมาร์ก หรือราว 32,178 บาท บำนาญเสริมเดือนละ 3,800 โครนเดนมาร์ก หรือราว 18,659 บาท (รวม 10,347 โครนเดนมาร์ก หรือราว 50,858 บาท)

อย่างไรก็ดี สาเหตุที่คนวัยเกษียณเดนมาร์กได้รับเงินบำเหน็จบำนาญค่อนข้างสูงส่วนหนึ่งมาจากการเก็บภาษีในอัตราสูง (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดอยู่ที่ 55.90%)

ขณะที่ผู้สูงอายุของประเทศไทย รัฐบาลไทยจ่ายเบี้ยยังชีพสำหรับผู้สูงอายุให้กับคนอายุ 60-69 ปี เดือนละ 600 บาท อายุ 70-79 ปี เดือนละ 700 บาท อายุ 80-89 ปี เดือนละ 800 บาท อายุ 90 ปีขึ้นไป เดือนละ 1,000 บาท

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ภาพ: บางกอกโพสต์

นาโตเตือนตะวันตก การค้าเสรีเสริมเขี้ยวเล็บ’เผด็จการ’จีน-รัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/684002

วันที่ 24 พ.ค. 2565 เวลา 18:31 น.นาโตเตือนตะวันตก การค้าเสรีเสริมเขี้ยวเล็บ'เผด็จการ'จีน-รัสเซีย

นาโตบอกประเทศต่างๆ อย่าแลกความมั่นคงเพื่อหวังผลกำไรทางเศรษฐกิจ

สำนักข่าวรอยเตอร์ – เยนส์ สตอลเตนแบร์ก (Jens Stoltenberg) เลขาธิการ NATO กล่าวในการประชุุม World Economic Forum ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า ประเทศตะวันตกต้องไม่แลกความมั่นคงกับผลกำไรทางเศรษฐกิจ โดยพาดพิงถึงการโต้เถียงเกี่ยวกับการที่ตะวันตกหวังจะใช้เทคโนโลยีเครือข่าย 5G ของจีน และพึ่งพาพลังงานจากท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ของรัสเซีย

“เราต้องตระหนักว่าทางเลือกทางเศรษฐกิจของเราส่งผลต่อความมั่นคงของเรา เสรีภาพสำคัญกว่าการค้าเสรี การปกป้องค่านิยมของเราสำคัญกว่าผลกำไร” สโตลเทนเบิร์กกล่าวกับผู้นำธุรกิจที่ World Economic Forum ในรีสอร์ทที่เมืองดาวอสของสวิส

“ผมไม่ได้โต้เถียงกับการค้ากับจีน แต่ผมบอกว่าการควบคุมเครือข่าย 5G มีความสำคัญด้านความมั่นคงอย่างมีนัยสำคัญ” เขากล่าว

“เราไม่สามารถพูดได้ว่าเพื่อประโยชน์ของผลกำไรและการค้าเสรี เราก็เลยเปิดเครือข่ายเหล่านั้นให้ซัพพลายเออร์ที่ไม่น่าเชื่อถือเลยต่อความมั่นคงของเรา” สตอลเตนแบร์ก กล่าวเสริม

ในส่วนของท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 ซึ่งออกแบบมาเพื่อเพิ่มการไหลของก๊าซรัสเซียเป็นสองเท่าผ่านทะเลบอลติกโดยตรงไปยังเยอรมนี เขาได้พูดถึงบทเรียนที่ได้รับมา

เยอรมนีหยุดโครงการนี้เมื่อรัสเซียยอมรับอย่างเป็นทางการว่าภูมิภาคที่แตกแยก 2 แห่งของยูเครนตะวันออกนั้นเป็นดินแดนอิสระ ก่อนส่งทหารหลายหมื่นนายไปยังยูเครนเพื่อดำเนินการ”ปฏิบัติการทางทหารพิเศษ”

สตอลเตนแบร์กกล่าวว่าการค้าเสรีนำมาซึ่งความมั่งคั่งและความมั่งคั่งมากมาย แต่ก็มีต้นทุนที่ต้องแบกรับเช่นกัน

“เนื่องจากการค้าบางส่วน ปฏิสัมพันธ์บางอย่างกับระบอบเผด็จการ กำลังบ่อนทำลายความมั่นคงของเรา และจากนั้นเราต้องเลือกความปลอดภัยแทนความอ่อนแอและการพึ่งพาระบอบเผด็จการมากเกินไป” เขากล่าว

“ตามอุดมคตินี้เราควรจะมีการค้าเสรีในก๊าซธรรมชาติ หมายความว่าเราสามารถซื้อก๊าซจากรัสเซียได้มากเท่าที่เราต้องการ มันผิด มันอันตราย” สตอลเตนแบร์ก เตือน

“มันทำให้รัสเซียมีเครื่องมือในการข่มขู่และใช้กับพวกเรา และนั่นก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วในตอนนี้ ผมเสียใจที่ต้องพูด”

สหรัฐฯ กดดันยุโรปและประเทศอื่นๆ มาอย่างยาวนาน ให้สกัดเทคโนโลยีจีนออกจากเครือข่าย 5G

วอชิงตันมองว่า Huawei ผู้ผลิตอุปกรณ์โทรคมนาคมของจีนเป็นแขนกลของเครื่องจักรเฝ้าระวังทั่วโลกของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

Huawei ซึ่งมีบทบาทนำในขณะที่โลกโทรคมนาคมเตรียมพร้อมสำหรับเทคโนโลยีไร้สายยุคหน้า ได้ปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่ามีการสอดแนมให้กับรัฐบาลจีน

Photo – REUTERS/Arnd Wiegmann

เวียดนามไปไกลแล้ว VinFast เริ่มผลิตรถไฟฟ้าเพื่อส่งออก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683983

วันที่ 24 พ.ค. 2565 เวลา 17:15 น.เวียดนามไปไกลแล้ว VinFast เริ่มผลิตรถไฟฟ้าเพื่อส่งออก

VinFast จ่อเป็นค่ายรถยนต์รายแรกจากอาเซียนที่จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในระดับโลก

วันที่ 24 พ.ค. Le Thi Thu Thuy ซีอีโอ VinFast บริษัทรถยนต์ของเวียดนามเปิดเผยว่าจะเริ่มการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) สำหรับการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐและยุโรปล็อตแรกในสัปดาห์หน้า และตั้งเป้าส่งออกรถยนต์สู่ต่างประเทศภายในสิ้นปีนี้ โดยเริ่มจากรุ่น VF8

นอกจากนี้ ยังเผยถึงแผนการย้ายสำนักงานใหญ่จากฮานอยไปยังสิงคโปร์ก่อนการเสนอขายหุ้น IPO ในตลาดสหรัฐ และแผนการสร้างโรงงานมูลค่า 4,000 ล้านเหรียญสหรัฐในนอร์ทแคโรไลนาในช่วงปลายฤดูร้อน ซึ่งเป็นโรงงานแห่งแรกในสหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2024 และตั้งเป้าผลิตรถยนต์ให้ได้ 150,000 คันต่อปี ตลอดจนมีแผนเริ่มผลิตแบตเตอรี่ EV ของตัวเองในเดือนส.ค.

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา Vingroup บริษัทแม่ของ VinFast เปิดเผยว่าได้ยื่นขอเสนอขายหุ้นแก่ประชาชนทั่วไป (IPO) ในสหรัฐอเมริกาผ่านบริษัทโฮลดิ้งในสิงคโปร์ไปแล้ว ซึ่งซีอีโอคาดว่าการเปิด IPO น่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง

โดยแหล่งข่าววงในกล่าวกับสำนักข่าวรอยเตอร์สว่า VinFast คาดว่าจะสามารถระดมทุนได้ประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งก็จะนำมาเป็นทุนสนับสนุนการสร้างโรงงานใหม่ในนอร์ทแคโรไลนาด้วย

บริษัทตั้งเป้ายอดขายในสหรัฐไว้ที่ 1.6-1.8 แสนคันต่อปี นอกจากนี้ยังมุ่งตีตลาดประเทศอื่นๆ ในยุโรปด้วย ซึ่งหากสามารถตีตลาดสหรัฐและยุโรปได้ตามเป้า VinFast จะถือว่าเป็นแบรนด์รถยนต์รายแรกจากอาเซียนที่จำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าในระดับโลก

อย่างไรก็ตาม VF8 รุ่นแรกของ VinFast จะใช้แบตเตอรี่จาก Samsung SDI Co Ltd ของเกาหลีใต้ แต่ผู้ผลิตรถยนต์ได้พัฒนาแบตเตอรี่ของตัวเองเพื่อป้องกันปัญหาการขาดแคลนในอนาคต โดยจะเริ่มผลิตแบตเตอรี่ในเดือนส.ค. และคาดว่าจะมีกำลังการผลิตรถยนต์ประมาณ 3,000 คันด้วยแบตเตอรี่ของตัวเองภายในสิ้นปีนี้

ทั้งนี้ Vingroup เป็นเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดของเวียดนาม เมื่อพิจารณาจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด โดยมีธุรกิจต่างๆ ที่หลากหลาย เช่น การค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงบริษัทรถยนต์อย่าง VinFast ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2019 ก่อนที่จะมาเป็นผู้ผลิตรถ EV อย่างเต็มตัวในปีที่แล้ว

แม้ว่าขณะนี้ตลาดโลกจะเต็มไปด้วยผู้ผลิตรถยนต์ชื่อดังมากมาย ตลอดจนมีการแข่งขันจากบริษัทสตาร์ทอัพต่างๆ แต่ Vingroup มองว่าทั่วโลกยังคงขาดแคลนผู้ผลิตรถ EV และนี่ถือเป็น “โอกาสทอง”

Photo by REUTERS/Thinh Nguyen/File Photo

มนุษย์อาจมาจากดาวอังคาร? นักฟิสิกส์ชื่อดังบอกว่าเป็นไปได้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683967

วันที่ 24 พ.ค. 2565 เวลา 15:30 น.มนุษย์อาจมาจากดาวอังคาร? นักฟิสิกส์ชื่อดังบอกว่าเป็นไปได้

มีหลายสิ่งบนอวกาศที่ยังหาคำตอบไม่ได้ ศาสตราจารย์ไบรอัน ค็อกซ์ชี้ความเป็นไปได้ที่มนุษย์อาจมีต้นกำเนิดมาจากดาวดวงอื่น พร้อมอธิบายเหตุผลว่าทำไมเราถึงยังไม่เจอมนุษย์ต่างดาว

ศาสตราจารย์ไบรอัน ค็อกซ์ นักฟิสิกส์ชื่อดังให้สัมภาษณ์ในรายการ Sunday Morning ของ BBC โดยกล่าวว่ายังมีสิ่งที่เรายังไม่รู้อีกมากเกี่ยวกับอวกาศ สิ่งมีชีวิตบนอวกาศ หรืออาจมีความเป็นไปได้ที่สิ่งมีชีวิตบนโลกรวมถึงมนุษย์มีต้นกำเนิดมาจากดาวดวงอื่น อย่างเช่นดาวอังคาร

“เป็นไปได้ที่สิ่งมีชีวิตกำเนิดขึ้นบนโลกและถูกย้ายไปยังดาวอังคารหรืออาจกลับกัน เพราะมีเศษของดาวอังคารอยู่บนโลกนั่นก็คืออุกกาบาต และมีเศษของโลกบนดาวอังคาร เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งมีชีวิตอาจกำเนิดขึ้นบนดาวอังคารแล้วมาตกลงสู่พื้นโลกกับอุกกาบาตบางก้อน เราอาจเป็นชาวดาวอังคารก็ได้ มันเป็นสิ่งที่เรายังหาคำตอบไม่ได้”

นอกจากนี้ศาสตราจารย์ค็อกซ์ยังชี้ว่าเหตุผลที่มนุษย์ไม่เคยติดต่อกับเอเลี่ยนได้ อาจเป็นเพราะเราเป็นเพียงสิ่งมีชีวิตที่ชาญฉลาดเพียงหนึ่งเดียวในกาแล็กซี่

“ถ้าจะถามว่าอารยธรรมต่อไปอยู่ที่ไหน จากการศึกษาชีววิทยาและประวัติสิ่งมีชีวิตบนโลกคุณจะรู้ว่าอารยธรรมนั้นหายากมาก บางทีอาจมีเพียงแค่หนึ่งเดียวบนกาแล็กซี่ ที่นี่อาจเป็นที่เดียวที่มีอะตอมที่สามารถคิดและสร้างอารยธรรมได้”

ศาสตราจารย์ค็อกซ์เสริมว่า “ผมจะบอกว่าอาจมีจุลินทรีย์อยู่ทั่วทุกแห่ง นั่นคือเหตุผลที่เรากำลังมองหาสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร แต่ในแง่ของความฉลาด สิ่งหนึ่งที่ต้องคิดคือเรามีหลักฐานว่าสิ่งมีชีวิตบนโลกเกิดขึ้นเมื่อ 3.8 พันล้านปีก่อน หมายความว่าต้องใช้เวลาเกือบ 4 พันล้านปีในการพัฒนาจากต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตไปสู่อารยธรรม”

“นั่นคืออายุ 1 ใน 3 ของจักรวาล และนั่นเป็นเวลานาน ดังนั้นอาจบ่งชี้ว่าจุลินทรีย์อาจพบได้ทั่วไป แต่สิ่งมีชีวิตที่มีอารยธรรมอย่างพวกเราอาจหายากมาก”

https://www.bbc.com/news/av-embeds/61540945

Photo by Jeff Overs/BBC/Handout via REUTERS

สหรัฐปั้นนายทหารรุ่นใหม่ เตรียมพร้อมรับสงครามหุ่นยนต์-โดรน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683944

วันที่ 24 พ.ค. 2565 เวลา 13:45 น.สหรัฐปั้นนายทหารรุ่นใหม่ เตรียมพร้อมรับสงครามหุ่นยนต์-โดรน

กองทัพสหรัฐสั่งนักเรียนนายร้อยต้องเตรียมพร้อมสำหรับสงครามหุ่นยนต์-โดรนในอนาคต

สำนักข่าว AP รายงานว่า พลเอก มาร์ก มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมของสหรัฐ กระตุ้นให้ทหารกองทัพรุ่นต่อไปเตรียมกองทัพของอเมริกาให้พร้อมรับมือกับสงครามในอนาคตที่อาจแตกต่างจากสงครามในทุกวันนี้

มิลลีย์วาดภาพโลกที่น่ากลัวที่นับวันจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนมากขึ้น เนื่องจากบรรดามหาอำนาจตั้งใจจะเปลี่ยนระเบียบโลกใหม่ และบอกกับนักเรียนนายร้อยที่เพิ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนเตรียมทหารเวสต์พอยต์ว่าพวกเขาต้องรับผิดชอบในการทำให้สหรัฐมีความพร้อม

“ความเป็นไปได้ที่ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่มีนัยสำคัญระหว่างมหาอำนาจกำลังเพิ่มขึ้น ไม่ใช่กำลังลดลง” มิลลีย์กล่าว “อะไรก็ตามที่เราเหนือกว่าทางการทหารมาตลอด 70 ปีที่ผ่านมากำลังปิดลงอย่างรวดเร็ว และสหรัฐจะถูกท้าทาย อันที่จริงเราถูกท้าทายแล้วในทุกด้านของสงคราม อวกาศ ไวเบอร์ ทะเล อากาศ และภาคพื้นดิน”

มิลลีย์กล่าวว่า สหรัฐไม่ใช่มหาอำนาจที่ไม่มีวันถูกท้าทายอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้สหรัฐกำลังถูกทดสอบในยุโรปโดยการรุกรานของรัสเซีย ในเอเชียโดยการเติบโตอย่างน่าทึ่งทางเศรษฐกิจและการทหารของจีนและภัยคุกคามจากนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ และในตะวันออกกลางและแอฟริกาโดยความไม่มีเสถียรภาพจากผู้ก่อการร้าย

โดยการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เจ้าหน้าที่ทางการทหารได้พบเห็นในสงครามรัสเซียในยูเครน มิลลีย์กล่าวว่า สงครามในอนาคตจะซับซ้อนยิ่งขึ้น ศัตรูที่เข้าใจยากและการทำสงครามในเมืองที่ต้องใช้อาวุธที่มีความแม่นยำในระยะไกล และเทคโนโลยีขั้นสูงใหม่ๆ

สหรัฐเร่งส่งโดรนและอาวุธไฮเทคใหม่ๆ ไปยังยูเครน บางกรณีอาวุธเหล่านั้นยังอยู่ในระยะต้นแบบช่วงต้นๆ อาวุธ อาทิ โดรนกามิกาเซที่ยิงในท่าประทับบ่าและโดรน Switchblade ถูกใช้จัดการกับรัสเซียแม้ว่ายังอยู่ในช่วงกำลังพัฒนา

และในขณะที่สงครามในยูเครนเปลี่ยนแปลง จากความพยายามที่ไม่ประสบความสำเร็จของรัสเซียในการยึดกรุงเคียฟไปสู่สงครามในเมืองในภูมิภาคดอนบัสทางตะวันออก ชนิดของอาวุธก็ต้องเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

สัปดาห์แรกๆ เน้นไปที่อาวุธมีความแม่นยำในระยะไกล เช่น ขีปนาวุธ Stinger และ Javelin แต่ขณะนี้ให้ความสำคัญกับปืนใหญ่และการเพิ่มการจัดส่งปืนครก

และในอีก 20-30 ปีข้างหน้าลักษณะพื้นฐานของสงครามและอาวุธที่ใช้จะยังคงเปลี่ยนแปลงต่อไป

มิลลีย์กล่าวว่า กองทัพสหรัฐไม่อาจยึดติดอยู่กับแนวคิดและอาวุธแบบเก่าๆ แต่ต้องปรับปรุงและพัฒนากำลังและอุปกรณ์ที่สามารถยับยั้ง หรือหากจำเป็นก็ต้องทำให้ชนะในความขัดแย้งระดับโลกให้ทันสมัยอย่างเร่งด่วน และเจ้าหน้าที่ที่กำลังจะจบการศึกษาจะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการคิด การฝึก และการสู้รบของกองกำลังสหรัฐ

มิลลีย์กล่าวอีกว่า ในฐานะผู้นำของกองทัพในอนาคต ร้อยตรีที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาใหม่ๆ จะต้องสู้รบด้วยหุ่นยนต์รถถัง เรือ และอากาศยาน และพึ่งพาปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ น้ำมันเชื้อเพลิงสังเคราะห์ เทคโนโลยีการผลิตแบบสามมิติ และวิศวกรรมมนุษย์

“รุ่นของคุณต้องรับภาระและแบกรับความรับผิดชอบในการรักษาความสงบ การควบคุมและการป้องกันการเกิดขึ้นของสงครามมหาอำนาจ” มิลลีย์กล่าว

มิลลีย์อธิบายถึงความล้มเหลวในการป้องกันสงครามระหว่างมหาอำนาจว่าเป็นอย่างไรโดยใช้ถ้อยคำตรงไปตรงมาว่า “ลองนึกถึงว่าทหารและนาวิกโยธินสหรัฐ 26,000 นายถูกสังหารในช่วง 6 สัปดาห์ตั้งแต่ ต.ค.-พ.ย. 1918 ในสมรภูมิการรุกเมิซ-อาร์กอนในสงครามโลกครั้งที่ 1 ลองนึกถึงทหารสหรัฐ 26,000 นายที่เสียชีวิตใน 8 สัปดาห์จากการยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดีไปจนถึงการทลายปารีส ลองนึกถึงชาวอเมริกัน 58,000 คนที่เสียชีวิตในช่วงฤดูร้อนของปี 1944 จากความเดือดดาลของสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นคือต้นทุนของมนุษย์ในสงครามมหาอำนาจ ใบเสร็จของคนที่ฆ่าคน”

มิลลีย์อ้างถึงเพลงของ บ็อบ ดีแลน ว่า “เราสัมผัสได้ถึงสายลมเบาๆ ในอากาศ เราสามารถเห็นธงพายุโบกสะบัดในสายลม เราได้ยินเสียงฟ้าร้องดังในระยะไกล ฝนกำลังจะตกหนัก”

REUTERS/David Dee Delgado??

สุดช้ำ! หญิงอังกฤษเปิดบ้านรับผู้ลี้ภัยสาวยูเครน สุดท้ายสามีหนีตามสาวไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683941

วันที่ 24 พ.ค. 2565 เวลา 13:03 น.สุดช้ำ! หญิงอังกฤษเปิดบ้านรับผู้ลี้ภัยสาวยูเครน สุดท้ายสามีหนีตามสาวไป

หญิงอังกฤษใจสลาย สามีทิ้งรัก 10 ปีไปกับผู้ลี้ภัยสาวยูเครนที่เข้ามาอยู่ในบ้านได้เพียง 10 วัน

เว็บไซต์ The Mirror ของอังกฤษรายงานเรื่องราวสุดช้ำของลอร์นา การ์เน็ตต์ ภรรยาและคุณแม่ลูก 2 ชาวอังกฤษ วัย 28 ปี ที่เปิดเผยว่าชีวิตของเธอพังทลายหลังโทนี การ์เน็ตต์ สามีที่อยู่กินกันมาเกือบ 10 ปี ทิ้งเธอไปพร้อมกับผู้ลี้ภัยชาวยูเครนสาวที่ครอบครัวของเธอให้เข้ามาพักพิงที่บ้านได้เพียง 10 วัน

ลอร์นาเผยว่าครอบครัวของเธอเข้าร่วมโครงการให้ที่พักพิงผู้ลี้ภัยกับรัฐบาล และได้รู้จักกับโซเฟีย คาร์คาดิม ผู้ลี้ภัยชาวยูเครนวัย 22 ปี ผ่านทางโซเชียลมีเดีย ก่อนที่จะเปิดบ้านต้อนรับเธอ

ลอร์นาเล่าว่าเธอเริ่มกังวลเมื่อเห็นโซเฟียสวมเสื้อรัดรูปและทาลิปสติกสีแดงเดินรอบบ้าน และยิ่งกังวลมากขึ้นอีกเมื่อเธอสังเกตว่าโซเฟียจะแต่งหน้า ทำผม และสวมเสื้อคอลึกในช่วงเวลาที่โทนีกลับมาจากที่ทำงาน

โซเฟียและโทนีเริ่มใกล้ชิดสนิทสนมกันจนลอร์นาไม่สบายใจ พวกเธอทะเลาะกันรุนแรงจนโซเฟียไม่สามารถอยู่บ้านหลังนี้ได้อีกต่อไป ขณะที่โทนีสารภาพว่าเขาตกหลุมรักโซเฟียและต้องการสร้างชีวิตใหม่ร่วมกัน

“เธอสนใจโทนีตั้งแต่แรกแล้ว และเธอก็อยากได้เขา” ลอร์นากล่าวถึงโซเฟีย “ฉันแค่ไม่เข้าใจว่าเขา (โทนี) ทิ้งทุกอย่างไปกับผู้หญิงที่รู้จักกันมา 2 สัปดาห์ได้อย่างไร ชีวิตของฉันพังแล้ว”

“ฉันคิดว่ามันถูกต้องที่จะให้ที่พักพิงช่วยเหลือพวกเขา ในช่วงเวลาที่พวกเขาต้องการความช่วยเหลือ แต่นี่คือสิ่งที่โซเฟียตอบแทนฉัน”

ลอร์นาย้ำว่าเธอไม่ได้ห้ามใครเลยหากต้องการช่วยเหลือให้ที่พักพิงผู้ลี้ภัย เพียงแต่มาแชร์เรื่องราวของเธอเพื่อเป็นอุทาหรณ์ เพราะเธอไม่ต้องการเห็นใครต้องเจ็บปวดแบบเธออีก

ด้านโซเฟีย พนักงานไอทีชาวยูเครน ตกเป็นข่าวดังถูกพาดหัวทั้งในสื่อบ้านเกิดของเธอและสื่ออังกฤษ เธอให้สัมภาษณ์พร้อมน้ำตาว่าเธอไม่ได้เป็นคนทำบ้านแตก แต่ลอร์นาเป็นคนไล่เธอและโทนีออกมาเอง โซเฟียยังกล่าวอีกว่าเมื่อพ่อแม่ของเธอรู้ข่าว พวกเขาละอายใจกับการกระทำของเธอจนไม่กล้าออกจากบ้าน

ทั้งยังกล่าวว่าลอร์นาเป็นคนตีสองหน้า และยืนยันว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างเธอกับโทนีจนกระทั่งทั้งคู่ออกจากบ้านหลังนั้นมา

“ความสงสัยของเธอ (ลอร์นา) และความตึงเครียด มันทำให้ฉันและโทนีใกล้ชิดกันมากขึ้น ฉันตัดสินใจที่จะออกมาและโทนีเลือกที่จะมากับฉัน”

ขณะที่โทนีกล่าวว่าเขารู้สึกแย่ไม่ต่างกัน และไม่ได้ต้องการให้เรื่องนี้เกิดขึ้น เขาไม่ได้ต้องการทำร้ายใคร แต่เขารักโซเฟีย และลอร์นาก็ไม่ได้ผิดอะไร

ภาพประกอบข่าว: ผู้ลี้ภัยชาวยูเครนอุ้มเด็กขณะรอขึ้นรถไฟมุ่งหน้าสู่คราคูฟหลังจากหนีการรุกรานยูเครนของรัสเซีย (REUTERS/Hannah McKay)

คว่ำบาตรไม่สะเทือน? ค่าเงินรูเบิลรัสเซียสูงสุดในรอบ 7 ปีเมื่อเทียบกับยูโร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683930

วันที่ 24 พ.ค. 2565 เวลา 11:30 น.คว่ำบาตรไม่สะเทือน? ค่าเงินรูเบิลรัสเซียสูงสุดในรอบ 7 ปีเมื่อเทียบกับยูโร

ค่าเงินรูเบิลของรัสเซียแข็งค่าทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 7 ปีแม้ถูกตะวันตกคว่ำบาตรอย่างหนัก

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า เมื่อวันจันทร์ (23 พ.ค.) ค่าเงินรูเบิลของรัสเซียแข็งค่าขึ้นกว่า 6% เมื่อเทียบกับเงินยูโร แตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 7 ปี ซึ่งได้อานิสงส์จากการควบคุมเงินทุนที่ไหลเข้าออกประเทศ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และการชำระภาษีที่กำลังจะเกิดขึ้นในสิ้นเดือนนี้

ณ เวลา 20.38 น.ตามเวลาประเทศไทยเงินรูเบิลแข็งค่าขึ้น 6.3% เมื่อเทียบกับเงินยูโร โดยขยับขึ้นไปแตะ 58.75 รูเบิลต่อยูโร ซึ่งสูงสุดนับตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย. 2015

และเมื่อวันศุกร์ยังแข็งค่าขึ้น 4.6% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แตะ 57.47 รูเบิลต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งใกล้เคียงกับจุดที่เคยแข็งค่าที่สุดเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐนับตั้งแต่ปลายเดือน มี.ค. 2018 ที่ 57.0750 รูเบิลต่อดอลลาร์สหรัฐ

Reuters ระบุว่า ในปีนี้เงินรูเบิลแข็งค่าขึ้นราว 30% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าจะเกดวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหนักในรัสเซียก็ตาม ส่งผลให้เงินรูเบิลขึ้นแท่นเป็นสกุลเงินที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แม้ว่าจะได้รับการสนับสนุนจากการควบคุมเมื่อปลายเดือน ก.พ. เพื่อป้องกันภาคการเงินของรัสเซีย หลังจากการตัดสินใจส่งทหารหลายหมื่นนายไปยังยูเครนส่งผลให้ชาติตะวันตกออกมาตรการคว่ำบาตรที่คาดไม่ถึง

เงินรูเบิลที่แข็งค่าขึ้นเป็นผลมาจากบรรดาบริษัทที่เน้นการส่งออกที่มีหน้าที่เปลี่ยนเงินรายได้ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศเป็นเงินรูเบิล หลังจากการคว่ำบาตรแช่แข็งทองคำและทุนสำรองระหว่างประเทศของรัสเซีย

นักวิเคราะห์จาก Tinkoff Investments เผยว่า แม้ว่าธนาคารกลางและรัฐบาลจะคงข้อจำกัดไว้ แต่รูเบิลอาจแข็งค่าต่อไปอีกในระยะกลาง “ยิ่งใกล้ช่วงฤดูใบไม้ร่วง อัตราแลกเปลี่ยนอาจเริ่มคงที่ใกล้กับระดับ 60-65 เนื่องจากการนำเข้าฟื้นตัวและเป็นไปได้ว่าอาจยกเลิกข้อจำกัด”

นักวิเคราะห์จาก Otkritie Bank เผยว่า รูเบิลอาจแข็งค่าอยู่ที่ 55 รูเบิลต่อดอลลาร์สหรัฐภายใน 1 เดือน ก่อนจะอ่อนค่าลงมาอยู่ที่ 70-80 ภายในสิ้นปี

สัปดาห์ที่แล้วนักวิเคราะห์เผยว่า การที่รัสเซียกำหนดให้ผู้ซื้อต่างชาติชำระค่าก๊าซเป็นเงินรูเบิลก็ส่งผลให้เงินรูเบิลแข็งค่าขึ้น

BCS Express ระบุว่า เงินตราต่างประเทศจากผู้ส่งออก ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และการชำระภาษีที่กำลังจะเกิดขึ้นซึ่งมักจะกำหนดให้บริษัทที่เน้นการส่งออกเปลี่ยนค่าเงินต่างประเทศเป็นเงินรูเบิลล้วนสนับสนุนค่าเงินของรัสเซีย

ธนาคารกลางแทรกแซงหรือไม่?

หนังสือพิมพ์ Vedomosti รายงานเมื่อวันจันทร์โดยอ้างแหล่งข่าวว่า ธนาคารกลางเริ่มซื้อเงินตราต่างประเทศเพื่อหยุดการแข็งค่าที่ควบคุมไม่ได้ของเงินรูเบิล มว่าธนาคารกลางรัสเซียปฏิเสธรายงานข่าวดังกล่าว โดยระบุว่า “ข้อมูลนี้ไม่สอดคล้องกับความจริง”

นักวิเคราะห์จาก Promsvyazbank เผยว่า หากธนาคารกลางเข้ามาแรกแซงตามที่เป็นข่าว ผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินรูเบิลน่าจะชัดเจนกว่านี้ “อย่างไรก็ดี ข่าวดังกล่าวอาจส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมตลาดและกระตุ้นให้เงินรูเบิลอ่อนค่าลง”

REUTERS/Ilya Naymushin

ผู้นำสิงคโปร์แนะเอเชีย หลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มอย่างนาโต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683928

วันที่ 24 พ.ค. 2565 เวลา 11:07 น.ผู้นำสิงคโปร์แนะเอเชีย หลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มอย่างนาโต

นายกฯ สิงคโปร์ชี้เอเชียไม่จำเป็นต้องมีนาโต หลายประเทศมีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งจีนและสหรัฐ

นายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง ของสิงคโปร์ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 23 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยได้แบ่งปันความคิดในประเด็นต่างๆ ตั้งแต่ผลกระทบจากความขัดแย้งในยูเครน อัตราเงินเฟ้อ ไปจนถึงการแผ่อิทธิพลของจีน

เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์ในยุโรปซึ่งมีนาโตเพื่อรับมือกับรัสเซีย แต่ในเอเชียไม่มีความร่วมมือด้านความมั่นคงเช่นนั้น ลีมองว่าเอเชียและยุโรปมีประวัติศาสตร์ที่แตกต่างกัน ขณะที่ประเทศต่างๆ ในเอเชียหลายประเทศก็มีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งจีนและสหรัฐ รวมถึงพันธมิตรของสหรัฐ ตนจึงมองว่าความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคอย่างนาโตไม่มีความจำเป็นในเอเชีย

หลังจากที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐกล่าวเมื่อวันเสาร์ว่าจำเป็นต้องมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นระหว่างประเทศที่มีแนวคิดคล้ายคลึงกัน ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับเผด็จการ แต่ผู้นำสิงคโปร์มองว่าจะเป็นการดีกว่าหากแต่ละประเทศไม่เข้าร่วมกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์

นอกจากนี้ลียังกล่าวถึงสงครามในยูเครนที่ยังคงดำเนินต่อไปว่า ยิ่งนานไปเท่าไรความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นและลุกลามก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และนั่นไม่เพียงส่งผลกระทบแต่ในยุโรปแต่รวมถึงทั่วโลก

สำหรับสถานการณ์ในไต้หวันลีเชื่อว่าจีนและไต้หวันกำลังศึกษาบทเรียนของสงครามในยูเครน และเขาหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะได้ข้อสรุปซึ่งจะช่วยจัดการปัญหาได้อย่างชาญฉลาดและสงบสุข

โดยก่อนหน้านี้ลิซ ทรัสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักรเรียกร้องให้มีนาโตระดับโลก (global NATO) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อให้การสนับสนุนไต้หวันในการรับมือกับจีน เหมือนที่นาโตให้การสนับสนุนยูเครน ขณะที่ถูกรุกรานจากรัสเซีย

ขณะที่หวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนเตือนว่าความพยายามใดๆ ที่จะจัดตั้งนาโตในเอเชียจะต้องถูกขัดขวาง โดยชี้ว่าเอเชียแปซิฟิกเป็นดินแดนแห่งความหวังสำหรับความร่วมมือและการพัฒนา ไม่ใช่กระดานหมากรุกสำหรับการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์

Photo by REUTERS/Evelyn Hockstein/Pool/File Photo