คนอังกฤษชีวิตแสนลำบาก อดอยาก-ไร้บ้านจนต้องนอนร้านฟาสต์ฟู๊ด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683865

วันที่ 23 พ.ค. 2565 เวลา 18:33 น.คนอังกฤษชีวิตแสนลำบาก อดอยาก-ไร้บ้านจนต้องนอนร้านฟาสต์ฟู๊ด

ท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อและราคาพลังงานที่พุ่งกระฉูด ชาวอังกฤษส่วนหนึ่งต้องอดมื้อกินมื้อ-พักพิงในร้านอาหาร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าขณะนี้ชาวอังกฤษกำลังประสบปัญหาปากท้องท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อ และราคาพลังงานที่พุ่งกระฉูด โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ONS) ของอังกฤษเผยว่าอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นในเดือนเม.ย. ซึ่งระดับสูงสุดในรอบ 40 ปีที่ 9%

ท่ามกลางราคาพลังงานที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ตลอดจนราคาอาหารและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ส่งผลให้ชาวอังกฤษจำนวนไม่น้อยต้องใช้ชีวิตอย่างลำบาก

แอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) กล่าวว่าปัญหาอาหารราคาสูงและขาดแคลนอันเป็นผลมาจากสงครามในยูเครน เป็นความกังวลใหญ่สำหรับชาวอังกฤษ และหลายพื้นที่ทั่วโลก

พักพิงในร้านอาหาร

The Guardian รายงานว่าครอบครัวที่ประสบปัญหาในการรับมือกับค่าไฟกำลังใช้ร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดอย่างแมคโดนัลด์เป็นที่พักพิงชั่วคราว โดยใช้สิ่งอำนวยความสะดวกในร้านเป็นครัวฉุกเฉิน ห้องน้ำ และห้องนั่งเล่น

แมทธิว โคล ประธานคณะกรรมาธิการของมูลนิธิ Fuel Bank ซึ่งเป็นหน่วยงานช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในด้านต่างๆ ของครัวเรือน กล่าวว่าท่ามกลางภาวะเงินเฟ้อที่รุนแรง ผู้คนกำลังซื้อ Happy Meal ในราคาไม่กี่ปอนด์ให้ลูกๆ และเพื่อพักพิงในร้านแมคโดนัลด์ พวกเขาล้างหน้าและแปรงฟันในอ่าง และดูทีวีเป็นเวลาหลายชั่วโมงด้วย wifi ฟรีของทางร้าน

โคลยังเผยว่าพ่อแม่ที่มีปัญหาด้านการเงินพาลูกๆ ไปที่ศูนย์นันทนาการ Leisure Centre เพื่อใช้ห้องน้ำ บางคนใช้เทียนทีไลท์เพื่อตั้งไฟกระทะ ขณะที่เจ้าหน้าที่พยายามห้ามไม่ให้พวกเขาเผาเฟอร์นิเจอร์หรือพาเลทไม้เพื่ออุ่นร่างกาย

“ปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงมักไม่ใช่ปัญหาเดียว หากคุณประสบปัญหานี้ คุณมักประสบปัญหาด้านอาหารและเครื่องนุ่งห่มด้วย” โคลกล่าว

แคลร์ โมริอาตี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Citizens Advice หน่วยงานอิสระซึ่งให้คำแนะนำด้านกฎหมายเผยว่าหลายครัวเรือนจะไม่มีเงินจ่ายค่าน้ำอุ่น ต้องอดมื้อกินมื้อ ขณะที่คนพิการอาจไม่มีเงินสำหรับอุปกรณ์ที่สำคัญเนื่องจากค่าไฟที่สูงขึ้น

อดมื้อกินมื้อ

CNBC รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้วโดยอ้างผลสำรวจของ Ipsos และ Sky News ซึ่งทำการสำรวจชาวอังกฤษจำนวน 2,000 คน พบว่า 1 ใน 4 ต้องอดมื้อกินมื้อเนื่องจากแรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อและราคาอาหารที่แพงขึ้น ขณะที่ 4 ใน 5 มีความกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นและกลัวว่าจะไม่สามารถในการซื้อสิ่งของจำเป็นอย่างอาหารและพลังงานได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

รายงานยังระบุว่า 89% ของผู้ตอบแบบสอบถามกังวลว่าวิกฤตค่าครองชีพจะส่งผลกระทบต่อประเทศโดยรวมในช่วง 6 เดือนข้างหน้า ขณะที่ 83% มีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ส่วนตัวของพวกเขา

ในขณะที่สถานการณ์คล้ายคลึงกันทั่วประเทศ แต่โดยเฉพาะผู้ที่มีค่าแรงต่ำกว่าก็มีความกังวลอย่างมาก โดยมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่มีรายได้ต่ำกว่า 20,000 ปอนด์กล่าวว่า “กังวลมาก” ว่าพวกเขาจะใช้ชีวิตจนจบปีนี้อย่างไร ขณะที่ 2 ใน 5 ของผู้ที่มีรายได้ 55,000 ปอนด์ขึ้นไปรู้สึกแบบเดียวกัน

สะเทือนไปทั่วโลก

ความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนอาหารเพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เนื่องจากสงครามในยูเครนทำให้ปัญหาห่วงโซ่อุปทานอาหารที่มีอยู่แย่ลงไปอีก ขณะที่ยูเครนซึ่งถูกมองว่าเป็นตะกร้าขนมปังของยุโรป ไม่สามารถส่งออกธัญพืช ปุ๋ย และน้ำมันพืชได้ท่ามกลางความขัดแย้ง นอกจากนี้สงครามยังทำลายพื้นที่เพาะปลูกและขัดขวางการเก็บเกี่ยว

“ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน” จอห์น ริช ประธานกรรมการบริหาร MHP และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมอาหารกล่าวกับ CNBC

“เรามีโควิด เรามีสงคราม เรามีนโยบายปลอดโควิดของจีน ซึ่งทำให้การขนส่งสินค้าแทบเป็นไปไม่ได้ และปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย ทั้งหมดนี้ขัดขวางการทำงานของซัพพลายเชนโลก”

Photo – ภาพประกอบข่าว ชายไร้บ้านที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา 20 เมษายน 2565 – REUTERS/Mike Segar

ไบเดนให้คำมั่นปกป้องไต้หวันหากถูกรุกราน จีนโต้อย่าประเมินต่ำไป

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683850

วันที่ 23 พ.ค. 2565 เวลา 15:50 น.ไบเดนให้คำมั่นปกป้องไต้หวันหากถูกรุกราน จีนโต้อย่าประเมินต่ำไป

การเยือนเอเชียของไบเดนร้อนฉ่าในทันที เมื่อผู้นำสหรัฐให้คำมั่นปกป้องไต้หวันหากจีนรุกราน ด้านจีนโต้กลับทันควัน

สำนักข่าวเกียวโดรายงานเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐแถลงข่าวหลังพบกับฟูมิโอะ คิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นในทริปเยือนเอเชียระหว่างวันที่ 20-24 พ.ค. เพื่อกระชับความร่วมมือในอินโด-แปซิฟิก และรับมือกับอิทธิพลของจีนที่แผ่ขยายในภูมิภาค

โดยไบเดนยืนยันคำมั่นสัญญาว่าสหรัฐมุ่งมั่นที่จะปกป้องไต้หวันหากเกิดการรุกรานจากจีน ขณะเดียวกันผู้นำสหรัฐเน้นย้ำว่าสหรัฐเคารพนโยบายจีนเดียว ภายใต้การยอมรับว่ารัฐบาลจีนเป็นรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว แต่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่าสามารถยึดครองไต้หวันด้วยกำลังทหาร ซึ่งไบเดนกล่าวว่ามันจะเป็นการกระทำที่คล้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครน

คำพูดของประธานาธิบดีสหรัฐสะท้อนถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับท่าทีที่แข็งกร้าวของจีนในภูมิภาค ขณะที่จีนกล่าวว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนและอาจต้องใช้กำลังเพื่อรวมชาติหากจำเป็น

ในวันเดียวกันสำนักข่าวเอเอฟพีรายงานโดยอ้างหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงต่างประเทศจีน ซึ่งยืนกรานว่ารัฐบาลจีนพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติเหนือไต้หวัน “ไม่ควรมีใครดูถูกดูแคลนความตั้งใจแน่วแน่ และความสามารถอันเข้มแข็งของจีนในการปกป้องอธิปไตยของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน”

Photo by REUTERS/Jonathan Ernst

ชนะเลือกตั้งแบบฝังคู่แข่งจมดิน ยังไงถึงเรียกว่า’Landslide’?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683841

วันที่ 23 พ.ค. 2565 เวลา 15:02 น.ชนะเลือกตั้งแบบฝังคู่แข่งจมดิน ยังไงถึงเรียกว่า'Landslide'?

คำว่า Landslide กลายเป็นฮิตในการเมืองไทยไปแล้วในตอนนี้ หลังจากชัยชนะแบบ Landslide ของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และก่อนหน้านี้คือคำประกาศของ แพทองธาร ชินวัตร ที่ประกาศภารกิจแลนด์สไลด์ทั้งแผ่นดิน

1. Landslide ที่แปลเป็นภาษาไทยว่า “ชัยชนะอย่างถล่มทลาย” หมายถึงผลการเลือกตั้งโดยที่ผู้สมัครหรือพรรคที่ได้รับชัยชนะได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น ในภาษาอังกฤษคำนี้ได้รับความนิยมในปี ค.ศ. 1800 เพื่ออธิบายถึงชัยชนะที่ฝ่ายค้านถูก “ฝัง” จากฝ่ายผู้มีชัยชนะที่ชนะด้วยคะแนนท่วมท้นจนคะแนนนั้นฝังฝ่ายตรงข้าม เหมือนดินที่ถล่มลงมาทับทุกสิ่งทุกอย่างบนเส้นทางของมัน 

2. ชัยชนะแบบ Landslide ไม่มีนิยามชัดเจนว่าต้องชนะด้วยอัตราส่วนคะแนนเท่าไรถึงจะเรียกว่าท่วมท้นจนฝังฝ่ายตรงข้ามแบบไม่ได้ผุดได้เกิด ในพจนานุกรม Cambridge Dictionary ระบุเพียงแค่ว่ามันเป็น “a clear victory in an election” หรือชัยชนะที่ชัดเจนในการเลือกตั้ง พูดภาษาบ้านๆ ก็คือ “ชนะใสๆ” นั่นเอง ขณะที่พจนานุกรม Merriam-Webster นิยามว่ามันคือ “to win an election by a heavy majority” คือ การชนะการเลือกตั้งด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่อย่างมาก 

3. Mary McMahon นักเขียนของเว็บไซต์ HistoricalIndex ในบทความเรื่อง What Is a Landslide Election? พยายามอธิบายว่าคำจัดความนั้นต่างกันออกไป โดยบางคนบอกว่าอัตราส่วนคะแนนต้องมากกว่า 5 จุดขึ้นไป (ซึ่งผู้เขียนบอกว่าค่อนข้างต่ำ) ในขณะที่คนอื่นบอกว่าอัตราคะแนนควรอยู่ที่ 10 หรือ 15 จุด และชี้ว่า “หากผู้สมัครได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย แสดงว่าได้รับมอบอำนาจจากประชาชนอย่างเข้มแข็ง”

4. จากข้อมูลของเว็บไซต์ FairVote ซึ่งให้ข้อมูลเรื่องการเลือกตั้งอย่างเป็นการในสหรัฐระบุว่า Landslide ต้องได้คะแนนเสียงในอัตราส่วนเหนือกว่าคู่แข่ง 20% หรือหากไม่อิงเปอร์เซนต์หนังสือบางเล่มเกี่ยวกับการเมืองสหรัฐระบุว่าชัยชนะแบบ Landslide ต้องชนะกันเหนือคู่แข่งเป็นล้านคะแนนขึ้นไป 

5. แล้วทำไมถึงชนะแบบ Landslide เรื่องนี้ Mary McMahon ยังตั้งข้อสังเกตว่า ชัยชนะแบบ Landslide นั้นเกิดขึ้นยาก โดยเฉพาะในประเทศขนาดใหญ่ เพราะเขตเลือกตั้งมักถูกแบ่งออกเป็นจำนวนมาก ทำให้ผู้สมัครรับคะแนนเสียงจากพลเมืองของฝ่ายตรงข้ามได้ยาก “โดยปกติแล้ว การเลือกตั้งอย่างถล่มทลายจะเกิดขึ้นเมื่อพลเมืองของประเทศหนึ่งไม่พอใจกับแนวทางการบริหารของรัฐบาล และพวกเขาเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งของพรรคฝ่ายค้านโดยหวังว่าจะปรับปรุงสถานการณ์ของพวกเขา” 

6. ตัวอย่างการเลือกตั้งที่ชนะกันแบบ Landslide เช่น การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ปี 1984 โรนัลด์ เรแกน ได้รับคะแนนเสียงคะณะเลือกตั้ง 525 คะแนน (97.6%) ในขณะที่วอลเตอร์ มอนเดล ได้รับเพียง 13 คะแนน (2.4%) และปี 1988) จอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุช  ได้รับคะแนนเสียงคณะเลือกตั้ง 426 คะแนน (79.2%) ในขณะที่ไมเคิล ดูคากิส ได้รับเพียง 111 คะแนน (20.8%) ทั้ง 2 กรณีนี้เป็น Landslide ของกาเรมืองสหรัฐครั้งสำคัญที่สุดและล่าสุด

7. ในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ได้คะแนน (อย่างไม่เป็นทางการ) 1,386,215 คะแนน ขณะที่อันดับที่ 2 คือ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ได้ 254,647 คะแนน เพียงแค่ 2 อันดับนี้อัตราส่วนเปอร์เซนต์ของคะแนนยังห่างกันเกือบ 85%

ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

ภาพจาก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

สหรัฐเตือนทหารเตรียมพร้อมสงครามระดับโลก รับเผชิญหน้ากับจีน-รัสเซีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683843

วันที่ 23 พ.ค. 2565 เวลา 14:45 น.สหรัฐเตือนทหารเตรียมพร้อมสงครามระดับโลก รับเผชิญหน้ากับจีน-รัสเซีย

ประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐเตือนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของความขัดแย้งระดับโลก และสงครามสมัยใหม่ที่จะเปลี่ยนไปจากเดิม

Fox News และ Daily Mail รายงานว่าพลเอกมาร์ค มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมสหรัฐกล่าวกับนักเรียนนายร้อยที่สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก แห่งสหรัฐอเมริกา (USMA) เวสต์พอยต์ เมื่อวันที่ 21 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยมีใจความสำคัญให้ทุกคนเตรียมพร้อมกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของสงครามระดับโลก และความขัดแย้งที่เกิดจากมหาอำนาจอย่างจีนและรัสเซียที่กำลังขยายตัว

“ขณะนี้เรากำลังเผชิญหน้ากับ 2 มหาอำนาจของโลก คือ จีนและรัสเซีย ซึ่งแต่ละประเทศมีขีดความสามารถทางทหารที่สำคัญ และทั้งคู่ตั้งใจอย่างเต็มที่ที่จะเปลี่ยนกฎในปัจจุบัน” มิลลีย์กล่าว

โดยเสริมว่าสหรัฐไม่สามารถนิ่งเฉยได้อีกต่อไป ในฐานะมหาอำนาจทางทหาร เนื่องจากทั้งจีนและรัสเซียยังคงแสดงความปรารถนาที่จะพิชิตโลกทั้งใบ เห็นได้จากการเปิดปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน รวมถึงการแผ่อิทธิพลทางทหารและเศรษฐกิจของจีน

“อย่าลืมการสังหารหมู่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในเมืองบูชา หรือการสังหารในมาริอูโปล วิธีที่ดีที่สุดในการยกย่องการเสียสละของพวกเขาคือสนับสนุนการต่อสู้เพื่ออิสรภาพและต่อต้านการกดขี่ข่มเหง” มิลลีย์กล่าว

พร้อมเตือนว่าสงครามในอนาคตจะซับซ้อนยิ่งขึ้นด้วยศัตรูที่มองไม่เห็นและการทำสงครามที่ซับซ้อน ซึ่งสหรัฐต้องเตรียมพร้อมที่จะไล่ตามการพัฒนาในการสงครามที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วให้ทัน โดยชี้ให้เห็นถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยมากขึ้น มีความเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อน

“สงครามที่ไม่เหมือนกับในปัจจุบัน คุณจะต้องต่อสู้ด้วยหุ่นยนต์รถถัง เรือรบ และเครื่องบิน เราได้เห็นการปฏิวัติในด้านอาวุธสังหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่แม่นยำ ปัญญาประดิษฐ์และเทคโนโลยีสงครามที่ก้าวล้ำกำลังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง และเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ลึกซึ้งที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์”

มิลลีย์กล่าวโดยชี้ว่าเทคโนโลยีอาวุธจะเปลี่ยนไปอย่างมากในทศวรรษต่อๆ ไป เหมือนกับการเปลี่ยนแปลงจากปืนคาบศิลาเป็นปืนไรเฟิล ปืนไรเฟิลเป็นปืนกล หรือเปลี่ยนจากการแล่นเรือเป็นเรือกลไฟ ซึ่งสหรัฐจะถูกท้าทายในทุกขอบเขตของการทำสงครามไม่ว่าจะเป็นทางบก อากาศ อวกาศ เรือ และไซเบอร์

Photo by REUTERS/David Dee Delgado

‘นักลงทุนกลัวโดนหลอก’ จับตา NFTs จะขาลงตามคริปโตหรือไม่?

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683827

วันที่ 23 พ.ค. 2565 เวลา 13:15 น.'นักลงทุนกลัวโดนหลอก' จับตา NFTs จะขาลงตามคริปโตหรือไม่?

ในขณะที่คริปโตเคอร์เรนซีกำลังดิ่งหนัก ทำให้เกิดความกังวลว่า NFTs จะเป็นรายต่อไป

AFP รายงานว่าฟองสบู่โทเค็นดิจิทัลมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐขยายขึ้นในปีที่ผ่านมา แต่ในขณะนี้ที่คริปโตเคอร์เรนซีกำลังผันผวน ทำให้เกิดความกังวลว่า NFTs จะเป็นรายต่อไป

NFTs หรือ Non-fungible tokens เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลประเภทหนึ่งที่ใช้บล็อกเชนเช่นเดียวกับคริปโตเคอร์เรนซี ทว่า ต่างกันตรงที่แต่ละโทเค็นจะมีลักษณะเฉพาะตัว ซึ่งไม่สามารถทำซ้ำหรือลอกเลียนได้ โดยอาจมาในรูปแบบของภาพวาด ภาพถ่าย ภาพกราฟิก เพลง คลิปวิดีโอ หรือผลงานศิลปะอื่นๆ ในรูปแบบดิจิทัล

ในช่วงปีที่ผ่านมา NFTs ได้รับความนิยมและเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ NFTs ในรูปแบบงานศิลปะบางชิ้นขายได้ถึงหลักร้อยหรือพันล้านเหรียญสหรัฐ จึงถูกมองว่านี่คืออนาคตของงานศิลปะ และเป็นช่องทางใหม่สำหรับนักลงทุนด้วย

บรรดาเซเลบริตี้และผู้มีชื่อเสียงอย่างแพรีส ฮิลตัน, กวินเน็ธ พัลโทรว์ และเซเรนา วิลเลียมส์ ต่างโอ้อวดเกี่ยวกับการเป็นเจ้าของ NFTs ขณะที่คนรุ่นใหม่ถูกชักจูงให้เข้ามาเดิมพันในตลาดนี้เพื่อโอกาสในการทำกำไรอย่างรวดเร็ว

แต่เมื่อสกุลเงินดิจิทัลหลักๆ มีมูลค่าต่ำลง NFTs ก็เริ่มส่งสัญญาณว่าจะถึงขาลงเช่นกัน ตามรายงานของ AFP ระบุว่าจำนวน NFTs ที่ซื้อขายในไตรมาสแรกของปีนี้ลดลงเกือบ 50% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

อีกสิ่งที่น่าสังเกตคือความพยายามที่จะขายทวีตแรกของแจ็ค ดอร์ซีย์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอทวิตเตอร์ในรูปแบบ NFT ซึ่งเคยมีราคาสูงถึงเกือบ 3 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่แล้ว แต่ตอนนี้พบว่าเจ้าของใหม่ไม่มีใครยินดีจ่ายมากกว่า 20,000 เหรียญสหรัฐ

just setting up my twttr— jack (@jack) March 21, 2006

มอลลี่ ไวท์ นักวิจารณ์คริปโตกล่าวกับ AFP ว่ามีเหตุผลหลายประการที่ทำให้เกิดการชะลอตัวในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงการโฆษณาชวนเชื่อที่ลดลง การที่นักลงทุนกลัวว่าจะโดนหลอก หรืออาจเป็นเพราะเศรษฐกิจในตอนนี้ที่ทำให้ผู้คนต้องระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายมากขึ้น

ด้านแพลตฟอร์มซื้อขาย NFTs ที่ใหญ่ที่สุดอย่าง OpenSea เปิดเผยเมื่อเดือนม.ค. ว่ากว่า 80% ของ NFTs ที่ผลิตขึ้นมาแบบไม่เสียเงินบนแพลตฟอร์มของตัวเองเป็นงานลอกเลียนแบบ หรือปลอม หรือเป็นสแปม

โอลิเวียร์ เลอร์เนอร์ ผู้ร่วมเขียนหนังสือ “NFT Mine d’Or” กล่าวว่า OpenSea เป็นไซต์ขนาดใหญ่ที่ไม่มีผู้กำกับดูแล คุณจึงไม่รู้จริงๆ ว่าคุณกำลังซื้ออะไร

เอริก บาร์บรี นักกฎหมายกล่าวกับ AFP โดยชี้ให้เห็นว่าตลาด NFTs ไม่มีกฎระเบียบ ไม่มีกฎหมายควบคุม จึงมีโอกาสที่จะถูกหลอกลวง

บทความจาก EisnerAmper หนึ่งในสำนักงานบัญชีที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐระบุว่า NFT ซึ่งสามารถสร้างขึ้นมาได้อย่างง่ายๆ และซื้อขายได้โดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตนผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชน อีกทั้งกำหนดราคาเท่าไรก็ได้โดยไม่ต้องอิงตามราคาตลาด ทำให้สามารถใช้ฟอกเงินได้

เพียงแค่สร้าง NFT ขึ้นมาและลงขาย จากนั้นก็ซื้อ NFT ของตนเองโดยไม่ต้องเปิดเผยตัวตน และกำหนดราคาตามที่ต้องการ ก็สามารถเปลี่ยนเงินสกปรกให้สะอาดได้ เพราะกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ไม่มีการควบคุม แต่รับรู้ว่าเป็นเงินที่ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมายจากการขายงานศิลปะ

อย่างไรก็ตาม ยอดขาย NFTs ต่อวันบน OpenSeas พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในวันที่ 1 พ.ค. ที่ผ่านมา อยู่ที่ 476 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งสูงกว่าจุดสูงสุดเดิมที่ 323 ล้านเหรียญสหรัฐที่ทำไว้ในช่วงเดือนส.ค. ปีที่แล้ว

ทั้งนี้ โดยปกติแล้ว NFTs มักถูกเปรียบกับตลาดศิลปะแบบดั้งเดิม แต่โอลิเวียร์ เลอร์เนอร์ เปียบ NFTs กับลอตเตอรี โดยกล่าวถึงผู้ที่ต้องการผลกำไรมหาศาลจาก NFTs ว่า “คุณเล่นมัน แต่คุณไม่เคยชนะ”

Photo by REUTERS/Florence Lo/Illustration/File Photo

รัสเซียหวังค้ากับไทยทะลุหมื่นล้านดอลลาร์ ผลพวงตะวันตกคว่ำบาตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683817

วันที่ 23 พ.ค. 2565 เวลา 11:35 น.รัสเซียหวังค้ากับไทยทะลุหมื่นล้านดอลลาร์ ผลพวงตะวันตกคว่ำบาตร

รัสเซียเห็นโอกาสฟื้นฟูการค้ากับไทยหลังตะวันตกคว่ำบาตร ตั้งเป้า 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี

สำนักข่าว RT ของรัสเซียรายงานว่าแม็กซิม เรเชตนิคอฟ รีฐมนตรีเศรษฐกิจรัสเซียกำลังมองหาโอกาสจากการคว่ำบาตรของบรรดาชาติตะวันตก โดยหวังว่ามาตรการนี้จะช่วยฟื้นฟูการค้าระหว่างรัสเซียและไทย และผลักดันให้มูลค่าการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นถึง 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปี หรือกว่า 343,000 ล้านบาท

เรเชตนิคอฟให้สัมภาษณ์หลังการประชุมกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Economic Cooperation) หรือเอเปค ซึ่งเปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ณ กรุงเทพมหานคร ว่ารัสเซียยังคงตั้งเป้ามูลค่าการค้าระหว่างประเทศกับไทยไว้ที่ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

“โอกาสใหม่ปรากฏขึ้นแล้ว…หนึ่งในนั้นคืออุตสาหกรรมยานยนต์ ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ที่แข็งแกร่งมาก” เรเชตนิคอฟกล่าวโดยอธิบายว่าการคว่ำบาตรรัสเซียของตะวันตกเอื้อต่อการค้าระหว่างรัสเซียและอีกหลายประเทศ รวมถึงไทย

นอกจากนี้ เรเชตนิคอฟยังกล่าวว่ารัสเซียและไทย ซึ่งสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตมาเป็นเวลา 125 ปี อาจส่งเสริมความร่วมมือในด้านทรัพยากรพลังงาน น้ำมัน ผลิตภัณฑ์น้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ย ตลอดจนผลิตภัณฑ์ด้านอาหารและวิศวกรรมด้วย

พร้อมเสริมว่าการค้าระหว่างรัสเซียและประเทศต่างๆ ในเอเชียใต้มีมูลค่ามากถึง 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2021 ซึ่งรัสเซียและคู่ค้าคาดหวังว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอีกในปีต่อไป

ขณะที่จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่ารัสเซียสนับสนุนเป้าหมายการค้าทวิภาคีกับไทยเป็น 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จาก 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐในปีที่แล้ว ตามรายงานของ Bangkok Post

โดยระบุว่ารัสเซียเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับที่ 30 ของไทย และในปีที่แล้วไทยส่งออกสินค้ารวมมูลค่า 1,020 ล้านเหรียญสหรัฐไปยังรัสเซีย ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 41% โดยส่วนใหญ่เป็นรถยนต์ ชิ้นส่วนรถยนต์ ผลิตภัณฑ์ยางและเครื่องจักร รวมทั้งผลไม้แปรรูปและผลไม้กระป๋อง

นอกจากนี้รัสเซียมีความสนใจที่จะลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งมีนักลงทุนรัสเซียจำนวนมากในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง

ทั้งนี้ ไทยและรัสเซียได้จัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-สหพันธรัฐรัสเซีย ซึ่งมีการประชุมกันไปแล้ว 4 ครั้ง โดยได้มีการหารือวันที่จัดประชุมครั้งที่ 5 ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพ

Photo by REUTERS/Soe Zeya Tun

อดีตทูตอเมริกันเผยเอง สหรัฐหลอกลวงยูเครนเรื่องนาโต

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683814

วันที่ 23 พ.ค. 2565 เวลา 11:08 น.อดีตทูตอเมริกันเผยเอง สหรัฐหลอกลวงยูเครนเรื่องนาโต

อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำรัสเซียอ้างว่าวอชิงตัน ‘กำลังโกหกยูเครนเกี่ยวกับข้อเสนอการเป็นสมาชิกนาโต’

ไมเคิล แอนโทนี แมคฟอล (Michael Anthony McFaul) อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำรัสเซีย กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ 20 พฤษภาคมว่า รัฐบาลสหรัฐกำลัง “โกหกยูเครน” เกี่ยวกับการเข้าเป็นสมาชิกนาโตมาตั้งแต่ปี 2021

แมคฟอลกล่าวถึงเรื่องนี้ในการอภิปราย Munk Debates ซึ่งเป็นงานจัดการอภิปรายที่จัดขึ้นทุกๆ ครึ่งปีในประเด็นนโยบายสำคัญ โดยจัดขึ้นในเมืองโตรอนโต รัฐออนแทรีโอ แคนาดา ดำเนินการโดยมูลนิธิออเรีย (Aurea Foundation)

ในการอภิปรายครั้งนี้ สตีเฟน วอลท์ (Stephen Walt) ศาสตราจารย์ด้านกิจการระหว่างประเทศของมหาวิทยาลัยเน้นย้ำว่าตลอดปี 2021 สหรัฐฯ เชียร์ให้ยูเครนเข้าร่วมนาโต แม้ว่ารัสเซียจะกังวลเรื่องการขยายตัวมุ่งตะวันออกของนาโตซึ่งจะเป็นการเผชิญหน้ากับรัสเซียที่อยู่ทางตะวันออกก็ตาม และวอลต์ย้ำว่าการขยายตัวของนาโตเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงในภูมิภาคของรัสเซีย

ศ. วอลท์ กล่าวว่า “ในปี 2021 เรายังคงย้ำว่ายูเครนกำลังจะเข้าร่วม [นาโต] เราพูดแบบนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า” เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ แมคฟอลตอบว่า “คุณเชื่ออย่างนั้นหรือ” จากนั้นเขาก็ยืนยันว่า “นักการทูต [สหรัฐฯ] ของเราโกหกเมื่อเสนอให้ยูเครนเป็นสมาชิกนาโต” กล่าวเสริมว่า “นั่นแหละ! นั่นแหละ! นั่นคือคำพูดที่แท้จริง!”

แมคฟอลบอกว่านักการทูตในวอชิงตัน “โกหกตลอดเวลา” เกี่ยวกับการเป็นสมาชิกนาโตของยูเครน โดยทำเป็นละเลยภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัสเซีย

ศ. วอลท์ถามว่า เป็นเรื่องปกติหรือไม่ที่นักการทูตอย่างแมคฟอลและคนอื่นๆ ในวอชิงตันโกหก? เขาถามว่า “นักการทูตของเราโกหกงั้นหรือ?” วอลท์ถาม แมคฟอลตอบว่า “นั่นคือโลกแห่งความจริง” 

ศ. วอลท์ กล่าวว่า “นักการทูตของเราโกหกตลอดเวลา แต่รัสเซียก็ยังควรเชื่อใจพวกเขาเมื่อได้รับคำรับรอง (ว่ายูเครนจะไม่เป็นสมาชิกนาโต)” วอลท์กล่าว พร้อมส่งเสียงปรบมือจากผู้ชม

ทั้งนี้ในการอภิปราย แมคฟอลเป็นฝ่ายที่บอกว่ารัสเซียเป็นฝ่ายที่ผิดไม่ใช่นาโตที่ทำให้เกิดสงครามขึ้น เขาบอกว่า “ภัยคุกคามหลักต่อปูตินและระบอบเผด็จการของเขาคือประชาธิปไตย ไม่ใช่นาโต” และบอกว่า “ก่อนปี 2014 นาโตเริ่มจะจางหายไป มันอยู่ในช่วงเลกสุดท้ายแล้ว สิ่งที่ปลุกเร้านาโตขึ้นมา คือการรุกรานยูเครนของปูติน (เมื่อปี 2014)”

ภาพจาก Munk Debate on Ukraine – Michael McFaul 2

ฝีดาษลิงลามถึงอเมริกาใต้ อาร์เจนตินาพบกรณีต้องสงสัย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683811

วันที่ 23 พ.ค. 2565 เวลา 10:36 น.ฝีดาษลิงลามถึงอเมริกาใต้ อาร์เจนตินาพบกรณีต้องสงสัย

อาร์เจนตินาพบผู้ป่วยมีอาการเข้าข่ายโรคฝีดาษลิงรายแรกของประเทศ

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่ากระทรวงสาธารณสุขอาร์เจนตินากล่าวเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ตามเวลาท้องถิ่นว่าตรวจพบผู้ป่วยต้องสงสัยว่าเป็นโรคฝีดาษลิง ในเมืองบัวโนสไอเรส ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลกหลังพบผู้ป่วยโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรป แอฟริกากลาง และแอฟริกาตะวันตก

กระทรวงสาธารณสุขอาร์เจนตินาเปิดเผยว่าผู้ป่วยคนดังกล่าวอาศัยในเมืองบัวโนสไอเรส มีอาการเข้าข่ายเป็นโรคฝีดาษลิง และเพิ่งเดินทางกลับจากสเปน โดยขณะนี้กำลังแยกกักตัวและทำการตรวจสอบเพิ่มเติม

ด้านองค์การอนามัยโลก (WHO) แถลงเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ระบุว่ามีผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยัน 92 รายและผู้ป่วยต้องสงสัยว่าเป็นโรคฝีดาษลิง 28 ราย โดยส่วนใหญ่อยู่ในยุโรป แต่ยังมีผู้ป่วยในแคนาดา สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลียด้วย โดยขณะนี้ยังไม่มีผู้ป่วยยืนยันในละตินอเมริกา

ทั้งนี้ อาการเบื้องต้นของโรคฝีดาษลิง คือ มีไข้ ปวดศีรษะ ต่อมน้ำเหลืองบวม ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ กระสับกระส่าย จากนั้นจะเริ่มมีผื่นหรือตุ่มขึ้นโดยส่วนใหญ่เริ่มจากใบหน้า ก่อนจะกระจายไปตามส่วนอื่นของร่างกาย ที่พบบ่อยคือฝ่ามือ ฝ่าเท้า โดยตุ่มที่ขึ้นอาจทำให้คันหรือเจ็บ และเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ก่อนจะกลายเป็นสะเก็ดและร่วงออกมา ซึ่งอาการจะปรากฏราววันที่ 6-13 หลังได้รับเชื้อ

Photo by CDC/Brian W.J. Mahy/Handout via REUTERS

ไบเดนเตือน ทุกคนควรกังวลกับฝีดาษลิง-เร่งหาวัคซีน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683767

วันที่ 22 พ.ค. 2565 เวลา 17:55 น.ไบเดนเตือน ทุกคนควรกังวลกับฝีดาษลิง-เร่งหาวัคซีน

พร้อมกล่าวว่ากำลังมองหาวัคซีนและมองหาวิธีการรักษาฝีดาษลิงที่กำลังระบาดในวงกว้าง

สำนักข่าวรอยเตอร์ – การระบาดของฝีดาษลิงเป็นสิ่งที่ “ทุกคนควรกังวล” ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ระหว่างการเยือนเกาหลีใต้ พร้อมเสริมว่า เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของสหรัฐฯ กำลังหาวิธีการรักษาและวัคซีนที่สามารถรับมือได้

“เรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อหาทางสิ่งที่เราต้อง” ไบเดน กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่ฐานทัพอากาศในเกาหลีใต้ ก่อนออกเดินทางด้วยเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน ที่ญี่ปุ่น

ไบเดินยังบอกว่ากำลังมองหาวัคซีนที่จะรักษาโรคนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ Fortune รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ สั่งซื้อวัคซีนฝีดาษลิงแบบแช่เยือกแข็ง 13 ล้านโดส มูลค่า 119 ล้านดอลลาร์จากบริษัท Bavarian Nordic ซึ่งเป็นผู้ผลิตวัคซีนที่ใช้ป้องกันไข้ทรพิษและฝีดาษลิง

ทั้งนี้ จากข้อมูลบริษัท วัคซีนไข้ทรพิษของ Bavarian Nordic ได้รับการอนุมัติในสหรัฐอเมริกาในชื่อ JYNNEOS® และในแคนาดาในชื่อ IMVAMUNE® ซึ่งทั้งสองแห่งได้รับการอนุมัติให้ครอบคลุมการบ่งชี้โรคฝีดาษลิง วัคซีนได้รับการอนุมัติในยุโรปในชื่อ IMVANEX® สำหรับการบ่งชี้ไข้ทรพิษเท่านั้น แต่ก่อนหน้านี้มีให้สำหรับการใช้นอกฉลากเพื่อตอบสนองต่อกรณีโรคฝีดาษลิง

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม Bavarian Nordic ประกาศว่า บริษัทได้ทำสัญญากับประเทศในยุโรปที่ไม่เปิดเผยเพื่อจัดหาวัคซีน IMVANEX® เพื่อรับมือกับกรณีโรคฝีดาษลิงกรณีใหม่ที่กำลังพัฒนาในช่วงเดือนพฤษภาคม 2022

พอล แชปลิน ประธานและซีอีโอของ Bavarian Nordic กล่าวเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมว่า “ในขณะที่สถานการณ์ทั้งหมดเกี่ยวกับกรณีโรคฝีดาษลิงในยุโรปยังคงต้องได้รับการอธิบายอย่างชัดเจนกว่านี้ (แต่) ความเร็วของการระบาดได้พัฒนาขึ้น บวกกับศักยภาพในการติดเชื้อจากในเคสแรกที่เกินกว่าจะตรวจพบได้”

สถานการณ์ในระบาดในยุโรปน่ากังวลขึ้น ณ วันที่ 22 พฤษภาคม สำนักข่าว AFP รายงานว่า สหราชอาณาจักรยืนยันการแพร่เชื้อฝีดาษลิงในพื้นที่สหราชอาณาจักร โดยพบผู้ติดเชื้อรายแรกในท้องถิ่นซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการเดินทางไปยังแอฟริกาตะวันตกที่เป็นโรคเฉพาะถิ่น

สำนักงานความมั่นคงด้านสุขภาพแห่งสหราชอาณาจักร (UKHSA) กล่าวว่าตัวเลขใหม่จะออกในวันจันทร์หลังจากพบผู้ติดเชื้อ 20 รายในวันศุกร์

เมื่อถูกถามว่าการแพร่ระบาดในชุมชนเป็นบรรทัดฐานในสหราชอาณาจักรหรือไม่ ซูซาน ฮอปกิ้นส์ หัวหน้าที่ปรึกษาทางการแพทย์ของ UKHSA กล่าวว่า “แน่นอน”

“เรากำลังค้นหาเคสที่ไม่มีการระบุรายชื่อติดต่อกับบุคคลจากแอฟริกาตะวันตก ซึ่งเราเคยพบเห็นมาแล้วในประเทศนี้” เธอบอกกับสถานีโทรทัศน์ BBC “เราตรวจพบเคสมากขึ้นทุกวัน”

ฮอปกินส์ปฏิเสธที่จะยืนยันรายงานที่มีผู้ป่วยรายหนึ่งอยู่ในห้องไอซียู แต่กล่าวว่าการแพร่ระบาดนั้นกระจุกตัวอยู่ในเขตเมือง ในหมู่เกย์หรือไบเซ็กชวลส์

“ความเสี่ยงของประชากรทั่วไปยังคงต่ำมากในขณะนี้ และฉันคิดว่าผู้คนจำเป็นต้องตื่นตัวต่อเรื่องนี้” เธอกล่าว และเสริมว่าสำหรับผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ อาการจะ “ค่อนข้างไม่รุนแรง”

ผู้ป่วยรายแรกในสหราชอาณาจักรประกาศเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ในผู้ป่วยที่เพิ่งเดินทางไปไนจีเรีย โรคนี้ยังแพร่กระจายในยุโรปและอเมริกาเหนือ

PHOTO- Cynthia S. Goldsmith, Russell Regnery/CDC/Handout via REUTERS

ชะตากรรมรัสเซียอยู่ในกำมือของสหรัฐ จะผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ขึ้นอยู่กับวอชิงตัน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683718

วันที่ 22 พ.ค. 2565 เวลา 15:00 น.ชะตากรรมรัสเซียอยู่ในกำมือของสหรัฐ จะผิดนัดชำระหนี้หรือไม่ขึ้นอยู่กับวอชิงตัน

สงครามการเงินของแท้ เปิดคำอธิบาย ทำไมสหรัฐจึงมีบทบาทสำคัญที่จะทำให้รัสเซียนรอดหรือไม่รอดจากการผิดนัดชำระหนี้

สำนักข่าวรอยเตอร์ – โอกาสที่รัฐบาลรัสเซียจะผิดนัดชำระหนี้กำลังเป็นที่ถูกจับตามองอีกครั้งโดยมีกำหนดเส้นตายอยู่ที่ใบอนุญาตชำระเงินของสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้มอสโกชำระหนี้พันธบัตรที่จะมีกำหนดในวันที่ 25 พฤษภาคมและจ่ายดอกเบี้ย 100 ล้านดอลลาร์หลังจากนั้นไม่นาน

มาตรการคว่ำบาตรที่บังคับใช้โดยทุนของชาติตะวันตกต่อรัสเซีย ภายหลังการรุกรานยูเครนเมื่อวันที่ 24 ก.พ. รวมถึงมาตรการตอบโต้ของมอสโก ล้วนแต่เป็นการโดดเดี่ยวรัสเซียออกจากโครงสร้างการเงินโลก

จนถึงตอนนี้ รัสเซียได้ดำเนินการตามมาตรการต่างๆ มากมายและชำระเงินสำหรับพันธบัตรระหว่างประเทศจำนวน 7 ฉบับนับตั้งแต่เริ่มสงคราม เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการผิดสัญญา

แต่ด้วยใบอนุญาตหลักที่จำเป็นในการโอนเงินเนื่องจากจะหมดอายุ มอสโกอาจหมดหนทางแล้ว

ต่อไปนี้เป็นคำถามและคำตอบเกี่ยวกับปัญหาการชำระนี้ของรัสเซีย:

ใบอนุญาตจะถูกขยายหรือไม่?

สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (OFAC) ได้ออกใบอนุญาต เมื่อวันที่ 2 มีนาคม อนุญาตให้มีการทำธุรกรรมระหว่างบุคคลสหรัฐฯ และกระทรวงการคลังของรัสเซีย ธนาคารกลางหรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับการชำระหนี้

ใบอนุญาตจะหมดอายุในวันพุธที่ 25 พฤษภาคม

โอกาสที่รัฐบาลสหรัฐจะต่อยายระยะเวลาดูเหมือนจะเป็นไปไมาได้ เจเน็ต เยลลน รมว.กระทรวงการคลังสหรัฐกล่าวว่าแม้จะไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย แต่ก็ “ไม่น่าจะเป็นไปได้”

ข้อโต้เถียงเรื่องสนับสนุนและต่อต้านการขยายเวลาเป็นอย่างไร?

บรรดาผู้ที่สนับสนุนการขยายเวลาโต้แย้งชี้ว่าการยอมให้รัสเซียใช้หนี้จะทำให้รัสเซียต้องนำเงินออกมาชำระจนไม่มีเงินพอสำหรับทำสงครามหมดลง นั่นคือเป็นการบังคับให้รัฐบาลมอสโกใช้รายได้ที่เป็นสกุลเงินแข็งเพื่อชำระเงินให้กับเจ้าหนี้หลังจากที่เงินสำรองสกุลเงินประมาณ 640,000 ล้านดอลลาร์ของประเทศถูกอายัด

ฝ่ายตรงข้ามที่ไม่เห็นด้วยกับการขยายเวลา ชี้รัสเซียต้องจ่ายน้อยกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์สำหรับหนี้ต่างประเทศจนถึงสิ้นปี ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับรายรับจากน้ำมันและก๊าซของมอสโก ซึ่งเพิ่มขึ้นเกือบ 28,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนเมษายนเพียงเดือนเดียว เนื่องจากราคาพลังงานที่สูง

การชำระเงินใดที่ครบกำหนด?

ในวันที่ 27 พฤษภาคม การจ่ายดอกเบี้ยของ Eurobond สองสกุลจะถึงกำหนดชำระ คือ 71 ล้านดอลลาร์สำหรับพันธบัตรปี 2026 ในรูปดอลลาร์ และ 29 ล้านดอลลาร์สำหรับพันธบัตรปี 2036 ในสกุลเงินยูโร

ทั้งสองมีข้อกำหนดว่าสามารถชำระเงินในสกุลเงินแข็งทางเลือกอื่นได้ เช่น ดอลลาร์ ยูโร ปอนด์สเตอร์ลิง หรือฟรังก์สวิส ในขณะที่รูเบิลอยู่ในรายการพันธบัตรสกุลเงินยูโรด้วย การเปลี่ยนสกุลเงินสามารถทำได้ก็ต่อเมื่อ “เหตุผลที่อยู่นอกเหนือการควบคุม สหพันธรัฐรัสเซียไม่สามารถชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ย” ในสกุลเงินเดิมได้

แต่มาตราเหล่านี้ยังไม่ได้ถูกทัดทาน แต่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าอาจเป็นเรื่องยากสำหรับรัสเซียที่จะโต้แย้ง เพราะการคว่ำบาตรเป็นการตอบสนองต่อการบุกรุกของยูเครน

พันธบัตรทั้งสองมีระยะเวลาผ่อนผัน 30 วัน

การชำระเงินครั้งต่อไปหลังจากนั้นคือ 235 ล้านดอลลาร์สำหรับ Eurobond สองฉบับในวันที่ 23 มิถุนายน

รัสเซียสามารถจ่ายได้หรือไม่?

รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง อันตน ซิลูอานอฟ กล่าวว่ารัสเซียจะชำระหนี้ภายนอกเป็นเงินรูเบิล หากวอชิงตันปิดกั้นทางเลือกอื่นๆ และเสริมว่ามอสโกจะไม่เรียกตัวเองว่าผิดนัดเนื่องจากมีเงินที่จะชำระหนี้

เพื่อหลีกเลี่ยงการผิดนัด โดยทั่วไปจะต้องชำระเงินภายในระยะเวลาที่กำหนดและในสกุลเงินที่ถูกต้อง

กรณีนี้ซับซ้อนมาก เอียน คาร์ก หุ้นส่วนของบริษัท White & Case คิดว่ารัสเซียอาจยังคงสามารถชำระเงินให้กับผู้ถือหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนที่ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์แห่งชาติในรัสเซียนอกเขตอำนาจศาลของสหรัฐฯ

“อาจเป็นไปได้ว่าการชำระเงินเหล่านั้นไม่สามารถโอนไปยังผู้ถือรายอื่นได้ รวมถึงบุคคลในสหรัฐอเมริกา แต่รัสเซียอาจปฏิบัติตามภาระผูกพันภายใต้เงื่อนไขของพันธบัตรและหลีกเลี่ยงการผิดนัด – อย่างน้อยก็ในระยะสั้น” คลาร์กกล่าว “กลเม็ดมีรายละเอียดอยู่”

นอกจากรัสเซียจะจ่ายเงินเป็นรูเบิลแล้ว รัสเซียยังสามารถชำระเงินก่อนกำหนดวันที่ 25 พฤษภาคมได้อีกด้วย

ทำไมรัสเซียถึงต้องการหลีกเลี่ยงผิดนัดชำระหนี้?

แม้ว่ารัสเซียจะมีเงินเพียงพอที่จะชำระหนี้ แต่ในที่สุดรัสเซียก็จะมองหาแหล่งเงินทุนจากต่างประเทศต่อไปอยู่ดี

ในสถานการณ์หยุดยิง รัสเซียจะพยายามสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่ถูกตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างสงคราม คริส มิลเลอร์ ผู้อำนวยการยูเรเซียของกรีนแมนเทิลและผู้เขียนหนังสือ “Putinomics: Power and Money in Resurgent Russia” กล่าว

การผิดนัดหนี้พันธบัตรจะทำให้การเข้าถึงตลาดทุนยากขึ้นแม้สำหรับองค์กรที่ไม่ได้ทำการคว่ำบาตร และยังเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมอีกด้วย มิลเลอร์กล่าว

“ถ้าคุณนั่งอยู่ในเครมลินและพยายามมองโลกในแง่ดี สิ่งที่คุณจะบอกตัวเองก็คือความสัมพันธ์ทางการค้ากลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็วหลังจากปี 2014” มิลเลอร์กล่าวเสริม โดยอ้างถึงการผนวกไครเมียของรัสเซียเมื่อ 7 ปีที่แล้ว อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้อาจจะแตกต่างออกไป “มันจะใช้เวลามากขึ้น”

เหตุใดการผิดนัดชำระหนี้ครั้งนี้จึงแตกต่างออกไป?

โดยปกติแล้วประเทศต่างๆ จะหยุดให้บริการหนี้เมื่อมีเงินสำรองระหว่างประเทศเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย และไม่สามารถเข้าถึงตลาดได้

กรณีนี้แตกต่างกัน การผิดนัดของรัสเซียเป็นเรื่องที่คิดไม่ถึงจนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ ประเทศได้รับการจัดอันดับอยู่ในระดับ “เหมาะลงทุน” (Investment Grade พันธบัตรมีความเสี่ยงต่ำที่จะถูกผิดนัด) ก่อนการรุกรานของยูเครน

“รัสเซียสามารถปล่อยให้เกิดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดได้มาก” เวาเทอร์ สตูร์เคนบอม นักยุทธศาสตร์จาก Northern Trust Asset Management กล่าว “ตัวเปลี่ยนเกมที่แท้จริงคือถ้ายุโรปหยุดซื้อน้ำมัน นั่นจะสร้างแรงกดดันให้กับพวกเขาอย่างแน่นอน”

Source – EXPLAINER-Washington holds key to Russia’s sovereign default – By Karin Strohecker and Jorgelina do Rosario/LONDON, May 19 (Reuters) 

Photo – REUTERS/Dado Ruvic/Illustration/File Photo