‘มวยไทย’ เทรนด์ออกกำลังกายที่กำลังมาแรงในยูนนาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660040

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 13:41 น.

‘มวยไทย’ เทรนด์ออกกำลังกายที่กำลังมาแรงในยูนนานปัจจุบันมีสมาคมมวยไทยผุดขึ้นมากมายในหลายเมืองใหญ่ ยังไม่นับรวมยิมมวยที่เปิดสอนมวยไทยอีกหลายแห่งทั่วประเทศ

คุนหมิง, 5 ส.ค. (ซินหัว) — หวังอวี่เฉิน  นักเรียนวัย 9 ขวบจากมณฑลอวิ๋นหนาน (ยูนนาน) ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน สวมนวมและสนับแข้งขณะออกหมัดและเตะอย่างขันแข็งระหว่างฝึกล่อเป้ากับครูฝึก

หวังฝึกเรียนมวยไทย อันเป็นศิลปะการต่อสู้ที่โจมตีด้วยกำปั้น เท้า ศอก และเข่า ในยิมมวยคุนหมิง องค์บาก อินเทอร์เนชันแนล มวยไทย แอนด์ บ็อกซิง แอนด์ เอ็มเอ็มเอ (Kunming OngBak international Muay Thai&Boxing&MMA) ในย่านชานเมืองของนครคุนหมิง เมืองเอกของมณฑลอวิ๋นหนาน มานานกว่า 1 ปีแล้ว

“ผมเคยเป็นหวัดบ่อยครั้ง แต่หลังจากเล่นมวยไทย ก็ไม่ค่อยเป็นมากเท่าแต่ก่อนครับ แถมศักยภาพทางกีฬาของผมที่โรงเรียนก็พัฒนาขึ้นด้วย” หวังกล่าวพร้อมเบ่งกล้ามโชว์

หวังมาเรียนมวยที่ยิมดังกล่าวพร้อมกับหวังเจี้ยนวัย 36 ปี ผู้เป็นพ่อ ซึ่งเรียนมวยไทยที่นี่มาตั้งแต่ปี 2018

หวังผู้เป็นพ่อกล่าวว่า เขาสนใจมวยไทยหลังจากได้ดูภาพยนตร์เกี่ยวกับศิลปะการต่อสู้ของไทยเรื่อง “องค์บาก” ซึ่งเป็นที่มาของชื่อยิมแห่งนี้ด้วย และการฝึกมวยไทยนั้นทำให้เขามีสุขภาพดีขึ้น มีพละกำลังมากขึ้น และมีความเข้าใจในทักษะการป้องกันตัวเป็นอย่างดี

เขากล่าวต่อว่าพวกตนไม่ใช่พ่อลูกคู่เดียวที่เรียนมวยไทยด้วยกันในยิมองค์บาก โดยยิมแห่งนี้เปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้กระชับความสัมพันธ์กับลูกๆ และช่วยให้เด็กได้รู้จักเพื่อนใหม่นอกโรงเรียน

ยิมมวยองค์บากก่อตั้งขึ้นในปี 2016 เป็นหนึ่งในยิมมวยไทยแห่งแรกในคุนหมิง มีสมาชิกอยู่มากกว่า 1,200 คน ในจำนวนนี้มี 400 คนเป็นสมาชิกที่มาใช้บริการเป็นประจำ ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มวยไทยกลายเป็นกิจกรรมออกกำลังกายแบบใหม่ที่ได้รับความนิยมในของคนที่นี่

จูจิ่นชิว ครูฝึกวัย 37 ปี เจ้าของยิมมวยองค์บาก กล่าวว่าโดยทั่วไปแล้วลูกค้าผู้ชายจะมาฝึกมวยไทยเพื่อเพิ่มความเป็นชาย ขณะที่ผู้หญิงจะมีเป้าหมายเพื่อลดหุ่น ส่วนการฝึกมวยไทยสำหรับเด็กนั้นช่วยสร้างความแข็งแรงทั้งทางร่างกายและจิตใจ จึงผู้ปกครองพาลูกหลานมาฝึกมวยไทยกันมากขึ้น

โหลวลี่ผิง พนักงานออฟฟิศวัย 39 ปี ซึ่งเริ่มเรียนมวยไทยเมื่อปี 2016 กล่าวว่าการต่อยมวยไทยไม่ได้หมายความว่าเรามีแนวโน้มชอบใช้ความรุนแรง และเมื่อต้องรับมือกับความขัดแย้ง เราจะยับยั้งตนเองมากกว่าลงมือโดยวู่วาม โดยเธอเริ่มเรียนมวยไทยเพื่อบรรเทาความเครียดจากการทำงาน แต่เมื่อเวลาผ่านไปมันก็กลายเป็นส่วนสำคัญของชีวิต เธอยังพยายามฝึกมวยไทยให้หลานด้วยตัวเองอีกด้วย

ทัศนคติของโหลวสอดคล้องกับค่านิยมของมวยไทยที่จูต้องการจะถ่ายทอด เขาหวังว่าทุกคนที่เรียนเทคนิคการต่อสู้แบบมวยไทยจะมีความอ่อนโยนและทรงพลัง

จูชี้ว่าปัจจุบันมีสมาคมมวยไทยผุดขึ้นมากมายในหลายเมืองใหญ่ ยังไม่นับรวมยิมมวยที่เปิดสอนมวยไทยอีกหลายแห่งทั่วประเทศ “เนื่องจากมีคนมากมายที่หลงใหลมวยไทย ผมจึงคิดว่านี่เป็นโอกาสสำคัญที่จะพัฒนากีฬานี้ในประเทศจีน” ครูมวยหนุ่มทิ้งท้าย

เนื้อหาและภาพข่าวด้วยความร่วมมือกับสำนักข่าวซินหัว

พ่อค้าอาวุธในไทยสั่งลอบสังหารทูตเมียนมาประจำยูเอ็น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660031

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 11:50 น.

 พ่อค้าอาวุธในไทยสั่งลอบสังหารทูตเมียนมาประจำยูเอ็นสหรัฐระบุแผนเล่นงานทูตเมียนมาประจำ UN เข้าข่าย ‘รูปแบบการก่อกวน’ ของเผด็จการ

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐประณามแผนการโจมตีเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำสหประชาชาติ (UN) ในนครนิวยอร์กเมื่อวันเสาร์ (7 ส.ค.) โดยระบุว่าสอดคล้องกับ “รูปแบบการก่อกวน” ของผู้นำเผด็จการเมียนมาและผู้สนับสนุนเผด็จการที่พยายามข่มเหงฝ่ายตรงข้ามทั่วโลก

ทางการสหรัฐเปิดเผยเมื่อวันศุกร์พลเมืองเมียนมา 2 คนถูกจับกุมในรัฐนิวยอร์ก ฐานวางแผนร่วมกับพ่อค้าอาวุธในไทย ซึ่งขายอาวุธให้กองทัพพม่า เพื่อสังหารหรือทำร้ายเอกอัครราชทูตสหประชาชาติของเมียนมาร์

เอกอัครราชทูต จอ โม ตุน (Kyaw Moe Tun) ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งของเมียนมา ซึ่งถูกทหารโค่นล้มเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์เมื่อวันพุธว่า มีการข่มขู่เขา และทางการสหรัฐ ได้เพิ่มความปลอดภัยให้กับเขา

ลินดา โธมัส-กรีนฟิลด์ (Linda Thomas-Greenfield) เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า ภัยคุกคาม “สอดคล้องกับรูปแบบที่กรก่อกวนของผู้นำเผด็จการและผู้สนับสนุนของพวกเขาที่มีอยู่ทั่วโลก … เพื่อข่มเหงและปราบปรามนักข่าว นักเคลื่อนไหว และคนอื่นๆ ที่กล้าพูด หรือต่อต้านพวกเขา”

โธมัส-กรีนฟิลด์ยังอ้างถึงคริสตินา ชิมานูสกายา (Krystsina Tsimanouskaya) นักกีฬาชาวเบลารุสที่ปฏิเสธที่จะกลับบ้านจากการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียวและลี้ภัยในโปแลนด์ รวมถึงแผนการที่ขัดขวางโดยชาวอิหร่านหลายคนเพื่อลักพาตัวนักข่าวและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิชาวนิวยอร์กที่วิพากษ์วิจารณ์อิหร่าน

“นี่เป็นเพียงการปราบปรามข้ามชาติครั้งล่าสุดเท่านั้น และต้องพบกับการประณามของโลก และต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่”

สำนักข่าว The New York Time รายงานตามเอกสารของศาลและอัยการว่า การสมคบคิดเริ่มขึ้นเมื่อเดือนที่แล้วเมื่อพ่อค้าอาวุธของไทย ซึ่งอัยการรัฐบาลกลางกล่าวว่าขายอาวุธให้กองทัพเมียนมาร์ ติดต่อเพียว เฮน ทุต (Phyo Hein Htut) หนึ่งในผู้ก่อเหตุ

หลังจากได้รับการติดต่อจากผู้ค้าอาวุธในประเทศไทยแล้ว เพียว เฮน ทุต หนึ่งในผู้ก่อเหตุตกลงที่จะ “จ้างผู้โจมตี” เพื่อทำร้ายเอกอัครราชทูตจอ โม ตุน เพื่อพยายามที่จะบังคับให้เขาสละตำแหน่งหากเอกอัครราชทูตซึ่งทหารของเมียนมาพยายามเปลี่ยนตำแหน่งหลายครั้ง แต่โจ มอ ตุน ปฏิเสธที่จะลาออก ดังนั้นผู้ค้าอาวุธในไทยจึงเสนอให้ผู้ลงมือทำการสังหารทูตโจ มอ ตุน เสีย

เพียว เฮน ทุตบอกกับผู้สืบสวนของ FBI ว่าพ่อค้าอาวุธในไทยกล่าวว่าได้ตัดสินใจที่จะติดต่อ เพียว เฮน ทุตทาง Facebook และผ่าน FaceTime หลังจากที่เขาได้เห็นรูปถ่ายของ เพียว เฮน ทุต เอกสารของศาลระบุว่าผู้ค้าอาวุธรายนี้ซึ่งไม่ได้ระบุชื่อ เสนอเงินให้ เพียว เฮน ทุตเพื่อจ้างคนมาทำร้ายทูตและบังคับให้เขาออกจากตำแหน่ง และฆ่าเขาหากเขาไม่เห็นด้วย

ผู้สมคบคิดอีกคนคือ เย เฮน ซอ รับหน้าที่เป็นคนกลางติดต่อระหว่างนายหน้าค้าอาวุธของไทยและเป็นผู้รับเงิน 4,000 ดอลลาร์ผ่านแอปชำระเงิน Zelle ในปลายเดือนกรกฎาคม เย เฮน ซอ บอกกับผู้สอบสวนว่าเขาติดต่อกับผู้ค้าอาวุธชาวไทยเป็นประจำ โดยจ่ายเงินแทนเขา และเพิ่งจองการเดินทางไปสหรัฐอเมริกาให้กับคนอีก 2 คน ตามคำขอของผู้ค้าอาวุธชาวไทย

ทั้งนี้ ผู้ลงมือคือ เพียว เฮน ทุต (Phyo Hein Htut) อายุ 28 ปี และเย เฮน ซอ (Ye Hein Zaw) อายุ 20 ปี ซึ่งอัยการกล่าวว่าทำหน้าที่เป็นสื่อกลางและจ่ายเงินเพื่อเป็นทุนในการทำร้ายทูตเมียนมา แต่ละคนต้องเผชิญกับข้อหาสมรู้ร่วมคิดที่จะประทุษร้ายร่างกายและโจมตีเจ้าหน้าที่ต่างประเทศด้วยความรุนแรง

อิสราเอลยังไม่ชนะโควิด ต้องงัดมาตรการคุมเดลตาอีกครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660029

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 11:11 น.

อิสราเอลยังไม่ชนะโควิด ต้องงัดมาตรการคุมเดลตาอีกครั้งอิสราเอลฉีดวัคซีนอย่างรวดเร็วและดูเหมือนเอาชนะโควิด-19 เริ่มเอาไม่อยู่ติดเชื้อเกือบ 4,000 ต่อวันงัดมาตรการมาใช้อีก

กระทรวงสาธารณสุขของอิสราเอบเมื่อวันศุกร์รายงานผู้ป่วยโควิด-19ใหม่เกือบ 4,000 รายในวันก่อนหน้าและเตรียมจะประกาศข้อจำกัดใหม่เพื่อควบคุมการระบาดที่จะมีผลในสัปดาห์หน้า

ตามตัวเลขของกระทรวงพบผู้ติดเชื้อ 3,843 รายในวันพฤหัสบดี ซึ่งเป็นวันที่ 4 ติดต่อกันที่มีผู้ป่วยรายใหม่ทะลุ 3,000 ราย มีผู้ติดเชื้อ 27,525 รายจากการติดเชื้อที่ได้รับการยืนยัน 891,811 รายในอิสราเอลตั้งแต่เริ่มระบาด (ทั้งนี้ ไม่รายงานสถิติในวันหยุดสุดสัปดาห์)

กระทรวงยังระบุด้วยว่า จากประชากรของอิสราเอลประมาณ 9.3 ล้านคน มากกว่า 5.8 ล้านคนได้รับวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งโดส เกือบ 5.4 ล้านคนได้รับสองโดส และเพียง 350,000 คนได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้นโดสที่สาม

The Times of Israel รายงานว่าเมื่อวันพฤหัสบดีกระทรวงได้อนุมัติการขยายข้อจำกัดการชุมนุมภายใต้ระบบ Green Pass โดยนับตั้งแต่วันอาทิตย์เป็นต้นไป การชุมนุมทุกขนาด ทั้งในบ้านและนอกบ้าน จะเปิดโอกาสให้เฉพาะผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีน หรือผู้ที่หายจากไวรัส หรือผู้ที่มีผลตรวจโควิดเป็นลบ ซึ่งจะครอบคลุมไปยังการบริการของโรงแรม ร้านอาหาร และโรงยิมด้วย

ทั้งนี้ ระบบ Green Pass จะมักำหนดการบังคับใช้ไปจนถึงวันที่ 20 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นระบบบันทึกว่าคนๆ นั้นปลอดจากไวรัสหรือฉีดวัคซีนแล้ว เพื่อแสดงตนเมื่อเข้าไปในสถานที่ที่มีคนมากกว่า 100 คน

คณะรัฐมนตรีจัดการโคโรนาไวรัสยังอนุมัติข้อจำกัดหลายประการ เช่น ให้สวมหน้ากากออกนอกบ้านในที่ที่มีการชุมนุม 100 คนขึ้นไป งานในสำนักงานข้าราชการจะลดขนาดกลับไปเป็นร้อยละ 50 โดยสนับสนุนให้ภาคเอกชนอนุญาตให้พนักงานทำงานจากที่บ้านได้

ก่อนการประกาศมาตรการเหล่านี้ ดูเหมือนว่าอิสราเอบจะเอาตัวรอดโรคระบาดได้ด้วยโครงการฉีดวัคซีนจำนวนมากอย่างรวดเร็ว แต่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน เริ่มกลับมามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกครั้ง เพราะสายพันธุ์เดลตา โดยมีผู้ป่วยรายใหม่มากถึงครึ่งหนึ่งที่ได้รับวัคซีนแล้ว ตามที่ Business Insider รายงาน อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ได้รับวัคซีนมีอาการความรุนแรงน้อยกว่า

เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม อิสราเอลเริ่มฉีดวัคซีน Pfizer/BioNTech ครั้งที่ 3 แก่ผู้สูงวัย ตามผลการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพของวัคซีนลดลงหลังจากผ่านระยะเวลาหลายเดือน

Photo by EMMANUEL DUNAND / AFP

สหรัฐติดเชื้อพุ่งสูงสุดรอบ 6 เดือน แม้จะฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660024

วันที่ 08 ส.ค. 2564 เวลา 10:03 น.

สหรัฐติดเชื้อพุ่งสูงสุดรอบ 6 เดือน แม้จะฉีดวัคซีนเพิ่มขึ้นเดลตากำลังรุกรานสหรัฐอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 6 สัปดาห์หลังเคสต่ำสุดกลับมาสูงสุดในรอบ 6 เดือน

ผู้ป่วยโควิด-19 รายใหม่ในสหรัฐพุ่งขึ้นมามากกว่า 100,000 รายต่อวัน กลับสู่ระดับเมื่อ 6 เดือนที่แล้วช่วงที่เกิดการระบาดหนักช่วงฤดูหนาว

ตัวเลขรวมรายสัปดาห์นับถึงวันศุกร์ผ่านหลัก 750,000 รายซึ่งมากที่สุดนับตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ตามข้อมูลที่รวบรวมโดยมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ (Johns Hopkins University) และสำนักข่าว Bloomberg อันเป็นผลมาจากการระบาดอย่างรวดเร็วของสายพันธุ์เดลตา

ทั้งนี้ จากการรายงานของ AP สหรัฐมีผู้ป่วยเฉลี่ยประมาณ 11,000 รายต่อวันในช่วงปลายเดือนมิถุนายน ตอนนี้จำนวนคือ 107,143

มีรายงานผู้ป่วยเกือบ 135,000 รายต่อสัปดาห์ในรัฐฟลอริดานับถึงวันศุกร์ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 รายของผู้ติดเชื้อในสหรัฐ รัฐหลุยเซียน่ากล่าวว่า 1% ของประชากรทั้งหมดติดเชื้อในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมาเนื่องจากการระบาดของเชื้อเดลตา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ผู้ไม่ได้รับวัคซีน

AP รายงานว่าสหรัฐใช้เวลาประมาณ 9 เดือนกว่าจะหลุดพ้นจากจำนวนผู้ป่วยเฉลี่ย 100,000 รายในเดือนพฤศจิกายนปี 2020 ก่อนที่จะถึงจุดสูงสุดที่ประมาณ 250,000 ในต้นเดือนมกราคม 2021 จนกระทั่งอัตราการติดเชื้อต่ำลงที่สุดในเดือนมิถุนายน แต่หลังขจากนั้นแค่ 6 สัปดาห์ก็หวนคืนสู่ระดับ 100,000 แม้ว่าจะฉีดวัคซีนให้ประชากรผู้ใหญ่กว่า 70% แลฃ้วก็ตาม

ตามรายงานของ Bloomberg Vaccine Tracker พบวาอัตราการฉีดวัคซีนในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังจากถดถอยมาเป็นเวลาหลายเดือน แต่ก็ยังไล่ไม่ทันการระบาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐภาคใต้ที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำอยู่แล้ว เช่น รัฐหลุยเซียนาและอาร์คันซอ จำนวนผู้เสียชีวิตเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในเดือนที่ผ่านมา

ภาพประกอบ – (FILES) ในไฟล์ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2020 ผู้ดำเนินการเผาศพผลักกล่องเผาศพที่ติดธงชาติสหรัฐซึ่งบรรจุศพของทหารผ่านศึกที่เสียชีวิตจากโควิด-19 ไปที่เตาเผาศพที่ Stauffer Funeral Homes ในเมืองเฟเดอริก, แมริแลนด์ (ภาพโดย ANDREW CAALLERO-REYNOLDS / AFP)

ตอลิบานรุกคืบยึดเมืองเอกแห่งแรกของอัฟกานิสถานสำเร็จ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660003

วันที่ 07 ส.ค. 2564 เวลา 18:05 น.

ตอลิบานรุกคืบยึดเมืองเอกแห่งแรกของอัฟกานิสถานสำเร็จกลุ่มตอลิบานบุกยึดเมืองเอกแห่งแรกของอัฟกานิสถานได้แล้วโดยง่ายดาย

กองกำลังกลุ่มตอลิบานบุกยึดเมืองซารันจ์ เมืองเอกของจังหวัดนิมรอซทางตะวันตกเฉียงใต้ของอัฟกานิสถานสำเร็จโดยไม่มีกองทัพอัฟกันส่งกำลังเข้ามาขัดขวางแต่อย่างใด นับเป็นการเสียเมืองเอกให้กลุ่มตอลิบานครั้งแรกหลังจากกลุ่มนี้เริ่มรุกคืบยึดพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา

กองกำลังตอลิบานประกาศชัยชนะเหนือเมืองซารันจ์ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางทางการค้าหลักที่อยู่ติดกับพรมแดนอิหร่านผ่านทวิตเตอร์ ขณะที่ผู้บัญชาการกองกำลังรายหนึ่งเผยกับสำนักข่าว Reuters ว่า “นี่เป็นแค่การเริ่มต้น แล้วคอยดูจังหวัดอื่นๆ ตกอยู่ในมือเราเร็วๆ นี้”

ภาพที่เผยแพร่ในโลกโซเชียลเผยให้เห็นชาวบ้านเข้าไปฉกฉวยทรัพย์สินในอาคารที่ทำการของรัฐบาล ขณะที่มีภาพทหารตอลิบานอยู่ในสนามบินในท้องถิ่นและทางเข้าเมือง

กองกำลังตอลิบานเข้ายึดเมืองเอกแห่งนี้ได้อย่างง่ายดายหลังจากค่อยๆ บุกยึดพื้นที่ใกล้เคียง

ด้าน เราะห์ กัล คาอีร์ซาด รองผู้ว่าราชการตังหวัดนิมรอซเผยว่า เมืองซารันจ์พ่ายแพ้โดยไม่มีการต่อสู้ “เมืองนี้ตกอยู่ในอันตรายมาสักพักหนึ่งแล้ว แต่ไม่มีใครในรัฐบาลกลางฟังเรา” และยังตำหนิรัฐบาลอัฟกันที่ไม่ส่งกำลังเสริมเข้ามา

ครั้งสุดท้ายที่กลุ่มตอลิบานเข้ายึดเมืองเอกคือเมื่อปี 2016 ที่เข้ายึดเมืองคุนดูซ และขณะนี้ยังมีเมืองเอกอื่นๆ ที่อยู่ภายใต้แรงกดดัน อาทิ เฮรัตทางตะวันตก กันดาฮาร์ และลัชคาร์ การ์

เดบอราห์ ลียง ผู้แทนพิเศษด้านกิจการอัฟกานิสถานแห่งสหประชาชาติเผยว่า สงครามในอัฟกานิสถานเข้าสู่ระยะอันตรายและการทำลายล้างมากขึ้น โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมามีพลเรือนเสียชีวิตแล้วกว่า 1,000 คน และเตือนอีกว่า อัฟกานิสถานกำลังมุ่งหน้าสู่หายนะ

ล่าสุด รัฐบาลอังกฤษแนะนำให้พลเมืองอังกฤษทุกคนเดินทางออกจากอัฟกานิสถานเนื่องจากสถานการณ์ไม่ปลอดภัย

Photo by HOSHANG HASHIMI / AFP

อินเดียส่งเรือบรรทุกเครื่องบินต่อเองลำแรกโชว์แสนยานุภาพ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/660001

วันที่ 07 ส.ค. 2564 เวลา 17:02 น.

อินเดียส่งเรือบรรทุกเครื่องบินต่อเองลำแรกโชว์แสนยานุภาพอินเดียนำเรือบรรทุกเครื่องบินที่ต่อเองในประเทศลำแรกแล่นทดสอบในทะเล

สำนักข่าว AFP รายงานว่า อินเดียโชว์แสนยานุภาพของกองทัพเรือเพื่อสู้กับการขยายอิทธิพลของจีนด้วยการนำเรือบรรทุกเครื่องบินไอเอ็นเอส วิกรันต์ (INS Vikrant) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ต่อเองในประเทศลำแรกทดสอบการเดินเรือนอกชายฝั่งของรัฐเกรละเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (4 ส.ค.)

เรือบรรทุกเครื่องบิน INS Vikrant เป็นเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2 ที่เข้าประจำการในกองทัพอินเดียต่อจากเรือบรรทุกเครื่องบินไอเอ็นเอส วิกรมอาทิตยา (INS Vikramaditya) หรือเรือรบแอดมิรัลกอร์ชอฟที่ต่อขึ้นในยุคโซเวียตที่อินเดียซื้อมาเมื่อปี 2004

กองทัพเรืออินเดียเผยว่า ขณะนี้อินเดียสามารถเข้าร่วมกลุ่มกับประเทศที่สามารถออกแบบและต่อเรือบรรทุกเครื่องบินเอง ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์นโยบาย “ผลิตในอินเดีย” ที่รัฐบาลอินเดียส่งเสริม

กองทัพเรืออินเดียยังระบุอีกว่า อินเดียกำลังต่อเรือรบและเรือดำน้ำเองอีก 44 ลำ

ปีนี้อินเดียเข้าร่วมซ้อมรบทางทะเลกับฝรั่งเศส และล่าสุดเพิ่งร่วมซ้อมรบกับกองเรือรบของอังกฤษซึ่งนำโดยเรือบรรทุกเครื่องบินควีนอลิซาเบธในอ่าวเบงกองเมื่อเดือนที่แล้ว

สัปดาห์นี้สำนักข่าว Al Jazeera รายงานโดยอ้างภาพถ่ายทางดาวเทียม ข้อมูลด้านการเงิน และหลักฐานภาคพื้นดินว่า อินเดียอาจกำลังก่อสร้างฐานทัพเรือบนหมู่เกาะมอริเชียส

Photo by – / INDIAN NAVY / AFP

CDC เตือนไม่ฉีดวัคซีนเสี่ยงติดโควิดซ้ำ 2 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659994

วันที่ 07 ส.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

CDC เตือนไม่ฉีดวัคซีนเสี่ยงติดโควิดซ้ำ 2 เท่าคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีโอกาสป่วย Covid-19 ซ้ำมากกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ฉีดแล้ว

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) เผยผลการศึกษาว่า คนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีความเสี่ยงที่จะติด Covid-19 ซ้ำเพิ่มเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้ว

ผลการวิจัยดังกล่าวเป็นการสนับสนุนคำแนะนำของ CDC ที่ให้ผู้ที่มีสิทธิ์ทุกคนเข้ารับวัคซีนไม่ว่าจะเคยหรือไม่เคยติด Covid-19 มาก่อนก็ตาม

ก่อนหน้านี้นักการเมืองสหรัฐหลายคน รวมทั้งวุฒิสมาชิก แรนด์ พอล บอกว่าจะไม่ฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 เนื่องจากเข้าใจว่าหากติดเชื้อแล้วจะมีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติเกิดขึ้น

การวิจัยของ CDC อ้างอิงจากการติดตามชาวเคนทักกีวัยผู้ใหญ่ 246 คนที่กลับมาติด Covid-19 อีกครั้งในช่วงเดือน พ.ค.-มิ.ย. ที่ผ่านมาหลังจากเคยติดเชื้อเมื่อปีที่แล้ว เปรียบเทียบกับอาสาสมัครกลุ่มควบคุม 492 คนที่มีอายุ เพศ และช่วงเวลาการติดเชื้อครั้งแรกใกล้เคียงกันกับกลุ่มแรก

พบว่าคนที่ยังไม่ฉีดวัคซีนมีโอกาสกลับมาติดเชื้อซ้ำ 2.34 เท่าเมื่อเทียบกับคนที่ฉีดวัคซีนของ Pfizer Moderna หรือ Johnson & Johnson ครบโดสแล้ว

อย่างไรก็ดี งานวิจัยนี้ระบุว่าผู้เชี่ยวชาญยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับระยะเวลาที่ภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติที่เกิดจากการติด Covid-19 จะคงอยู่ในร่างกาย และภูมิคุ้มกันนี้อาจได้รับผลกระทบจากการระบาดของสายพันธุ์ใหม่ๆ เช่น ผลการทดลองในห้องปฏิบัติการหลายชิ้นที่พบว่า ตัวอย่างเลือดจากคนที่เคยติด Covid-19 สายพันธุ์ดั้งเดิมจากอู่ฮั่นมีปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันต่อสายพันธุ์เบตาที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ลดลง

ทั้งนี้ หนึ่งในข้อจำกัดของงานวิจัยชิ้นนี้คือ เป็นการวิจัยก่อนที่เชื้อสายพันธุ์เดลตาจะเป็นเชื้อสายพันธุ์หลักที่ระบาดในสหรัฐ

Spencer Platt/Getty Images/AFP

แอฟริกาใต้พบวัคซีน J&J ป้องกันเดลตาได้ 71% #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659985

วันที่ 07 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

แอฟริกาใต้พบวัคซีน J&J ป้องกันเดลตาได้ 71%การทดลองในแอฟริกาใต้พบวัคซีนของ J&J ป้องกันสายพันธุ์เดลตาได้ 71%

กระทรวงสาธารณสุขแอฟริกาใต้เผยผลการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนของ Johnson&Johnson ต่อสายพันธุ์เดลตาเบื้องต้น โดยพบว่า มีประสิทธิภาพป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาล 71% และป้องกันการเสียชีวิตได้ 96% และอาจคงประสิทธิภาพไปได้ถึง 8 เดือน

แต่มีประสิทธิภาพต่อสายพันธุ์เบตาที่พบครั้งแรกในแอฟริกาใต้ลดลงคือ ปกป้องได้ 67% เนื่องจากสายพันธุ์นี้หลบภูมิคุ้มกันได้ดีกว่าสายพันธุ์เดลตา

การทดลองนี้ทำในบุคลากรสาธารณสุขแอฟริกาใต้ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะติด Covid-19 สูงเกือบ 480,000 คน ระหว่างเดือน ก.พ.-พ.ค.ที่ผ่านมา นับเป็นการทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนต่อสายพันธุ์เดลตาจากการใช้งานจริงครั้งแรกของโลก

เกลนดา เกรย์ หนึ่งในทีมวิจัยและประธานสภาวิจัยทางการแพทย์แห่งแอฟริกาใต้ (SAMRC) เผยว่า “ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่ายังไม่จำเป็นต้องฉีดเข็มกระตุ้น (booster shot)”

Photo by Frederic J. BROWN / AFP

สื่อนอกตีข่าวนักท่องเที่ยวสวิสถูกฆาตกรรมที่ภูเก็ต #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659982

วันที่ 07 ส.ค. 2564 เวลา 11:14 น.

สื่อนอกตีข่าวนักท่องเที่ยวสวิสถูกฆาตกรรมที่ภูเก็ตข่าวการเสียชีวิตของนักท่องเที่ยวชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่ถูกฆาตกรรมที่ภูเก็ตกลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลก

สำนักข่าวต่างประเทศเจ้าใหญ่พากันนำเสนอข่าวการเสียชีวิตจากการถูกฆาตกรรมของ นิโคล ซาเวน ไวส์คอพฟ์ นักท่องเที่ยวชาวสวิตเซอร์แลนด์วัย 57 ปี ที่จังหวัดภูเก็ต

สำนักข่าว BBC ของอังกฤษรายงานว่า นายกรัฐมนตรี ประยุทธ์ จันทร์โอชา ของไทยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวนสอบสวนเพื่อหาตัวและจับกุมตัวคนร้าย รวมทั้งสั่งยกระดับความปลอดภัยในภูเก็ตหลังเกิดเหตุสะเทือนขวัญขึ้นหลังจากประเทศไทยเพิ่งเปิดตัวโครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์

Swissinfo รายงานว่า แอนเดรีย โคทัส แทมมาธิน กงสุลกิตติมศักดิ์ของสวิตเซอร์แลนด์ประจำภูเก็ต แสดงความตกใจและเอ่ยถึง “วันที่น่าเศร้า” ของภูเก็ตว่า “ปกติภูเก็ตขึ้นชื่อเรื่องความเป็นมิตรและความเอื้อเฟื้อ” สื่อรายนี้ยังระบุอีกว่า สื่อของสวิตเซอร์แลนด์บางแห่งรรายงานว่าผู้เสียชีวิตเป็นเจ้าหน้าที่การทูตของสวิตเซอร์แลนด์ แต่เจ้าหน้าที่ของไทยไม่ได้ระบุถึงหน้าที่การงานของเธอ

Deutsche Welle ของเยอรมนีรายงานว่า ทางการไทยกำลังสอบสวนการเสียชีวิตของหญิงชาวสวิสวัย 57 ปีที่ถูกพบร่างใกล้กับน้ำตกแห่งหนึ่งในจังหวัดภูเก็ตซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยบอกว่าเป็นการฆาตกรรม ทว่าภายหลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเผยว่าต้องรอผลการชันสูตรก่อนจึงจะทราบสาเหตุการเสียชีวิต

Dailymail เผย เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของไทยยืนยันว่า นักท่องเที่ยวหญิงชาวสวิสผู้นี้ได้เดินทางจากสิงคโปร์ มาถึงสนามบินจังหวัดภูเก็ต เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ภายใต้โครงการภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์ที่รัฐบาลไทยพยายามหาทางฟื้นฟูการท่องเที่ยวในประเทศซึ่งได้รับผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของ Covid-19

Washington Post พาดหัวข่าวว่า “เจ้าหน้าที่ไทยยกระดับความปลอดภัยหลังหญิงชาวสวิสเสียชีวิต” ส่วนเนื้อข่าวส่วนหนึ่งระบุว่า กระทรวงต่างประเทศของสวิตเซอร์แลนด์ได้แจ้งทางอีเมลว่าทางสถานทูตได้รับทราบการเสียชีวิตของหญิงซึ่งถูกอ้างว่าเป็นชาวสวิส ในจังหวัดภูเก็ตแล้ว และขณะนี้ยังไม่มีการระบุชื่อผู้เสียชีวิตอย่างแน่ชัด โดยทางสถานเอกอัครราชทูตสวิตเซอร์แลนด์ประจำประเทศไทยได้ประสานติดต่อกับเจ้าหน้าที่ทางการไทยแล้ว แต่ขณะนี้ขอปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นใดๆ เพิ่มเติม ด้วยเหตุผลในเรื่องความเป็นส่วนตัว

จีน ซินเจียง กับตอลิบาน มันเกี่ยวกันยังไง? #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659759

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 20:13 น.

จีน ซินเจียง กับตอลิบาน มันเกี่ยวกันยังไง?ความขัดแย้งที่พรมแดนตะวันตกระหว่างเอเชียตะวันออกและเอเชียกลางกำลังเข้าสู่โฉมหน้าใหม่ทางประวัติศาสตร์

เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคมคณะผู้แทนตอลิบานระดับสูงสุดเยือนจีน โดยคณะผู้แทนซึ่งรวมถึง มุลลอฮ์ อับดุล ฆอนี บาราดาร์ (Mullah Abdul Ghani Baradar) เข้าพบรัฐมนตรีต่างประเทศหวางอี้ เป็นความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามากเพราะเกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐและพันธมิตรถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถาน และยังเกิดขึ้นในขณะที่กองกำลังตอลิบานในอัฟกานิสถานรุกคืบยึดพื้นที่แบบยุทธการ “ป่าล้อมเมือง” เพื่อยึดพื้นที่ชายขอบก่อนจะเขมือบเมืองใหญ่เรื่อยๆ

สาระสำคัญของการหารือระหว่างแกนนำตอลิบานและเจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนได้รับการเปิดเผยโดยโฆษกของตอลิบานคือโมฮัมหมัด นาอีม ที่บอกกับสำนักข่าว AFP ว่า“เอมิเรตอิสลาม (การปกครองของตอลิบาน) รับรองจีนว่าดินของอัฟกานิสถานจะไม่ถูกนำมาใช้เพื่อสั่นคลอนความมั่นคงของประเทศใดๆ” และ “พวกเขา (จีน) สัญญาว่าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของอัฟกานิสถาน แต่ช่วยแก้ปัญหาและนำสันติสุขมาแทน”

ว่ากันตามสภาพภูมิศาสตร์ พรมแดนของอัฟกานิสถานกับจีนมีความยาวเพียง 76 กิโลเมตร ตรงฉนวนวาคาน (Wakhan Corridor) จังหวัดบาดักชาน มีลักษณเหมือนเป็นหลอดยาวๆ ที่เชื่อมต่อเขตปกครองตนเองซินเจียงกับเข้าแผ่นดินส่วนใหญ่ของอัฟกานิสถาน “ช่องแคบ” นี้ยังมีความสูงมาก มีเส้นทางขรุขระปราศจากถนน

ปัญหาไม่ได้อยู่แค่ที่พรมแดน แต่อยู่ที่การใช้ดินแดนอัฟกานิสถานเป็นที่กบดานของกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซินเจียง อันที่จริงแล้วขบวนการนี้ไม่ได้เคลื่อนไหวแค่ในอัฟกานิสถาน แต่ยังใช้พื้นที่ใกล้เคียงคือตอนเหนือของปากีสถาน และทาจิกิสถานด้วย เพราะฉนวนวาคานมีพรมแดนติดกับทั้ง 3 ประเทศ (เรียกว่า Tripoint)

จุดนี้เป็นจุดหมิ่นเหม่ของจีนจุดหนึ่ง แม้จะเป็นพรมแดนช่วงเดียวที่ติดกับอัฟกานิสถาน แต่จีนระมัดระวังตัวมากกับพื้นที่นี้โดยไม่ยอมเปิดด่านเอาเลย รัฐบาลอัฟกานิสถานได้ขอให้จีนเปิดพรมแดนที่ฉนวนวาคาน หลายครั้งด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจหรือเป็นเส้นทางการจัดหาทางเลือกสำหรับการต่อสู้กับกลุ่มกบฏตอลิบาน แต่จีนไม่ยอมทำตามคำขอคาดว่าเพราะกังวลกับความไม่สงบในซินเจียง แม้แต่สหรัฐที่ปักหลักในอัฟกานิสถานก็ยังขอให้จีนเปิดพรมแดนจุดนี้

อันที่จริงแล้วจีนอาจจะระแวดระวังเกินไป เพราะฉนวนวาคานห่างไกลจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมในอัฟกานิสถาน เรียกได้ว่าเป็น “เมืองลับแล” ก็ว่าได้ แต่อาจเพราะจีนต้องป้องกันเอาไว้ก่อนจึงต้องระวังตัวขนาดนี้ เนื่องจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซินเจียงนั้นมีสายสัมพันธ์กับตอลิบาน-อัลกออิดะฮ์มาก่อน

และแล้วความขัดแย้งก็เดินทางมาถึงฉนวนวาคาน เมื่อมีรายงานว่ากองกำลังตอลิบานยึดพื้นที่ฉนวนวาคานเอาไว้ได้ โดยในวันที่ 4 กรกฎาคมได้ยึดเมืองอิชคาชิม ประตูหน้าด่านของฉนวนวาคานเอาไว้ ขณะที่ทหารกองทัพอัฟกานิสถานหนีข้ามพรมแดนของไปในทาจิกิสถาน

ในเวลานั้นนักวิเคราะห์มองว่าการยึดฉนวนวาคานเป็นการแสดงท่าทีให้จีนมั่นใจว่าพื้นที่นี้จะมีผู้ควบคุมเป็นตัวเป็นตนสักที หลังจากเป็นเมืองลับแลมานานและเสี่ยงที่จะเป็นที่กบดานของฝ่ายต่อต้านจีน

หลังจากนั้นเพียง 20 กว่าวันก็มีข่าวว่าแกนนำตอลิบานบินไปปักกิ่งและให้คำมั่นสัญญาว่าจะไม่ยอมให้อัฟกานิสถานถูกใช้เป็นพื้นที่สั่นคลอนความมั่นคงของประเทศใดๆ – ซึ่งในที่นี้หมายถึงจีนอยางแน่นอน

มันเป็นการเดินเกมที่หลักแหลมของตอลิบาน เพราะก่อนหน้านี้ตอลิบานก็ได้ขอตกลงกับรัฐบาลสหรัฐในการประชุมที่โดฮาเมื่อปีที่แล้ว ทำให้ทางกลุ่มถูกมองว่ามีความชอบธรรมขึ้นมากมาในเวทีต่างประเทศ และการหารือกับจีนยิ่งทำให้ตอลิบานได้รับ “ตราประทับ” จากทั้งสหรัฐและจีน อย่างน้อยถ้าผลประโยชน์ของทั้งสองประเทศนี้ไม่ถูกคุกคาม มหาอำนาจจะปล่อยให้อัฟกานิสถานสะสางเรื่องราวกันเอง

ตอลิบานได้สิ่งที่ต้องการแล้ว แล้วจีนได้สิ่งที่ต้องการหรือเปล่า?

กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในซินเจียงซึ่งมีอยู่หลายกลุ่มเป็นหนามยอกอกจีนมาหลายสิบปี เมื่อกลุ่มตอลิบานยึดกุมอัฟกานิสถานได้พร้อมๆ กับสนับสนุนอัลกออิดะห์ให้เคลื่อนไหวในประเทศ ตอนแรกมันไม่ใช่ปัญหาของสหรัฐสักเท่าไร จนกระทั่งเกิดเหตุวินาศกรรม 9/11 นั่นแหละ สหรัฐจึงเห็นว่าคนเหล่านี้ต้องถูกกำจัด

ตัดกลับมาที่จีน ก่อนที่จะเกิดสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ตอลิบานและอัลกออิดะห์ให้การสนับสนุน “องค์การปลดปล่อยเตอร์กิสถานตะวันออก” หรือ ETLO ซึ่งเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดนซินเจียง (หรือที่พวกเขาเรียกว่าเตอร์กิสถานตะวันออก) จะขอยกกรณีนี้เป็นตัวอย่าง

ETLO ก่อเหตุวินาศกรรมร้ายแรงหลายครั้งตั้งแต่ปี 1998 จนถึงปี 2003 เช่น ก่อวินาศกรรมด้วยยาพิษที่เมืองคัชการ์ในซินเจียง และก่อวินาศกรรมข้ามในเขตทาจิกิสถานหลายครั้งในปี 200 รวมถึงการสังหารนักการทูตชาวจีนที่นั่น กลุ่มนี้ได้รับเงินสนับสนุนหลายทาง เช่น การค้ายาเสพติดและปล้นชิง รวมถึงเงินสนับสนุนจากอัลกออิดะห์ โดยที่ทางการจีนเผยว่า ETLO ได้รับการฝึกที่อัฟกานิสถานโดยมีตอลิบานให้การสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม ในปี 2003 (หลังจากสหรัฐประกาศสงครามต่อต้านการก่อการร้ายและทำการรุกเข้าอัฟกานิสถานแล้ว) หัวหน้ากลุ่ม ETLO ปฏิเสธกับ Radio Free Asia ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอัลกออิดะห์หรือโอซามา บิน ลาเดน และทางกลุ่มไม่มีเป้าหมายที่จะแยกดินแดนด้วยการใช้การก่อการร้าย และนับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมากลุ่มนี้แทบไม่เคลื่อนไหวเลย จนอาจจะไม่มีตัวตนอยู่แล้ว

อีกกลุ่มหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กับตอลิบานและอัลกออิดะห์คือ “ขบวนการอิสลามเตอร์กิสถานตะวันออก” หรือ ETIM เป็นกลุ่มแบ่งแยกดินแดนที่เคลื่อนไหวด้วยวิธีการรุนแรงและมีอายุเก่าแก่กว่า ETLO ความสัมพันธ์ที่แนบแน่นกับตอลิบาน เห็นได้จากการที่ในปี 1998 ทางกลุ่มได้ย้ายสำนักงานใหญ่ของ ETIM ไปที่กรุงคาบูลภายใต้การปกครองของตอลิบาน รัฐบาลจีนอ้างว่าผู้นำกลุ่มนี้ได้พบกับผู้นำของอัลกออิดะห์และกลุ่มตอลิบานรวมถึง โอซามา บิน ลาเดนในอัฟกานิสถานเมื่อปี 1999 เพื่อประสานงาน แต่หัวหน้ากลุ่ม ETIM ปฏิเสธเรื่องนี้

ETIM ยังสร้างปัญหาในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับปากีสถานด้วย อย่างที่บอกว่าพวกแบ่งแยกดินแดนใช้โอกาสเคลื่อนไหวนอกจีนเพื่อโจมตีจีนโดยกบดานตามภาคเหนือของปากีสถานที่มีกลุ่มตอลิบานในปากีสถานเคลื่อนไหวอยู่ และในอัฟกานิสถานที่ตอลิบานเป็นรัฐบาลในเวลานั้น

กับอัฟกานิสถานนั้นจีนทำอะไรไม่ได้มาก แต่ปากีสถานที่เป็นพันธมิตรจีน จีนได้ร้องขอให้ทางการปากีสถานดำเนินการกับกลุ่มติดอาวุธตอลิบานสาขาปากีสถาน เพราะกล่าวกันว่า ETIM เป็นพันธมิตรกับกลุ่มตาลีบันของปากีสถาน (Tehreek i Taliban Pakistan) เรื่องนี้สร้างความลำบากใจให้ปากีสถานมาก เพราะรู้ๆ กันว่ารัฐบาลปากีสถานไม่ได้มีอำนาจเต็มที่ในการควบคุมพื้นที่ชนเผ่าต่างๆ 

ที่เอ่ยถึงเรื่องนี้ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่านอกจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนอุยกูร์จะโจมตีจีนโดยตรงแล้ว ยังเป็น “ระเบิดเวลา” ได้ด้วยซึ่งหากใครช่วงใช้ได้ จะสามารถนำมาใช้บ่อนทำลายจีนด้วยวิธีการต่างๆ นานาได้ด้วย

ตอนนี้ ETIM และ ETLO กลายเป็นประเด็นความขัดแย้งระหว่างจีนสหรัฐไปแล้วโดยเป็นส่วนหนึ่งในภาพกว้างของ “สงครามเย็นใหม่” ที่มีซินเจียงเป็นหนึ่งในสมรภูมินั้น

สหรัฐนั้นเคยขึ้นทะเบียนกลุ่ม ETIM เป็นกลุ่มก่อการร้ายมาตั้งแต่ปี 2002 แต่นับตั้งแต่สหรัฐกับจีนเผชิญหน้ากันมากขึ้นในสมัยรัฐบาลทรัมป์ ทั้งกรณีสงครามการค้าและการที่สหรัฐกับชาติตะวันตกโจมตีจีนเรื่องวิธีการปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์ สหรัฐเริ่มที่จะ “ใช้งาน” กลุ่มพวกนี้เล่นงานจีนทางอ้อม

เราจะเห็นได้ว่าในปี 2020 สหรัฐที่เคยตราหน้ากลุ่มโน้นกลุ่มนี้ว่าเป็นพวกก่อการร้าย จู่ๆ ก็ปลดชื่อ ETIM จากบัญชีกลุ่มก่อการร้าย โดยให้เหตุผลว่า “ไม่มีหลักฐานที่น่าเชื่อถือว่า ETIM ยังคงมีอยู่” (เหตุผลคล้ายกับที่ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า ETLO ไม่มีตัวตนอยู่แล้วเช่นกันหลังจากหายหน้าไปตั้งแต่ปี 2005)

แต่การถอนชื่อ ETIM ออกจากรายชื่อผู้ก่อการร้าย ทำให้จีนกล่าวหาสหรัฐว่าใช้สองมาตรฐาน Global Times สื่อของทางการจีนโจมตีว่า

“เมื่อวอชิงตันกำหนดให้ ETIM เป็นองค์กรก่อการร้ายต่างประเทศในปี 2002 สหรัฐยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่จากการโจมตี 9/11 อันน่าหวาดผวา ในขณะนั้น สหรัฐ ถือว่าการก่อการร้ายเป็นภัยคุกคามสูงสุด และกระตือรือร้นที่จะร่วมมือกับจีนในแง่ของการต่อต้านการก่อการร้าย อย่างไรก็ตาม ด้วยการผงาดอย่างรวดเร็วของจีนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหรัฐได้ตราหน้าว่าจีนเป็นคู่แข่งทางยุทธศาสตร์หลัก และปราบปรามจีนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ชนชั้นสูงทางการเมืองของสหรัฐหลายคนโต้แย้งว่าความสามารถทางเทคโนโลยีและการทหารที่เติบโตอย่างรวดเร็วของจีนทำให้จีนเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐที่ใหญ่กว่าการก่อการร้าย”

จีนยังไม่ถึงกับกล่าวว่าสหรัฐใช้การถอนชื่อ ETIM เป็นเครื่องมือเล่นงาน เพียงแต่เตือนว่า “การเคลื่อนไหวที่หุนหันพลันแล่นโดยรัฐบาลของทรัมป์ที่มีต่อ ETIM ย่อมบั่นทอนความพยายามร่วมกันของประชาคมระหว่างประเทศในการต่อสู้กับการก่อการร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย”

จีนเองก็ถูกวิจารณ์ว่าใช้สงครามการก่อการร้ายบังหน้าเพื่อกวาดล้างอุยกูร์เช่นกัน ข้อกล่าวหานี้มาจากองค์การ “ในร่มธงชาติตะวันตก” เช่น Amnesty International ระบุไว้ในปี 2007 ว่า “รัฐบาลจีนใช้คำว่า “การแบ่งแยกดินแดน” ครอบคลุมถึงกิจกรรมที่หลากหลายซึ่งส่วนใหญ่เป็นแค่การต่อต้านหรือแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยอย่างสันติ ในช่วงสามปีที่ผ่านมามีรายงานว่ามีผู้ถูกกักขังหลายหมื่นคนในภูมิภาคเพื่อนำมาสอบสวน และหลายร้อย อาจเป็นหลายพัน ถูกตั้งข้อหาหรือถูกพิพากษาภายใต้กฎหมายอาญา เชื่อว่าชาวอุยกูร์จำนวนมากถูกตัดสินประหารชีวิตและถูกประหารชีวิตในข้อหา “แบ่งแยกดินแดน” หรือ “ผู้ก่อการร้าย” แม้ว่าจำนวนที่แน่นอนจะเป็นไปไม่ได้ที่จะระบุชัด”

Amnesty International พยายามจะบอกเป็นนัยๆ ว่า จีนใช้ข้อหาก่อการร้ายและแบ่งแยกดินแดนเพื่อเป็นข้ออ้างในการ “กดขี่ชาวอุยกูร์” แต่การะบุเช่นนี้ละเลยข้อเท็จจริงที่ว่ามีการวินาศกรรมโดยกลุ่มแบ่งแยกดินแดนจากซินเจียงหลายครั้งในจีนหลายครั้งนั้นมีคนตายเป็นจำนวนมากด้วย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการกล่าวหาจีนแบบนี้ ในปี 2004 รายงานใน China Rights Forum อ้างว่านับตั้งแต่วัเหตุวินาศกรรม 9/11 จีนฉวยโอกาสในโลกกำลังหมกมุ่นกับสงครามต่อต้านการก่อการร้ายเพื่อสร้างพันธมิตรระดับนานาชาติเพื่อต่อต้านขบวนการแบ่งแยกดินแดนอุยกูร์

ข้อกล่าวหานี้ก็เหมือนกับข้อกล่าวหาของ Amnesty International คือละเลยความรุนแรงจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนในซินเจียง และกระทั่งละเลยว่ากลุ่มแบ่งแยกดินแดนเหล่านี้ร่วมมือกับตอลิบาน กลุ่มที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนอยางรุนแรงจากชาติตะวันตกนั่นเอง

คงจะพอเห็นความซับซ้อนของเรื่องนี้กันแล้วกระมัง? แต่ถ้ายังไม่ซ้อนพอ ยังมีบางกลุ่ม (โดยเฉพาะชาวอุยกูร์) ที่เชื่อว่าสหรัฐกับจีนสมประโยชน์กันโดยใช้ตอลิบาน-อัลกออิดะห์-อุยกูร์ เป็นข้ออ้างในการผนึกกำลังกันกวาดล้างกลุ่มเหล่านี้ โดยที่จีนพยายามโหนกระแสสงครามต่อต้านการก่อการร้ายของสหรัฐเพื่อฉวยโอกาส “ปราบซินเจียง” ขณะที่สหรัฐก็ทำเป็นเมินการปราบซินเจียงของจีนโดยขึ้นทะเบียนกลุ่มแบ่งแยกดินแดนซินเจียงเป็นกลุ่มก่อการร้ายตามความปรารถนาของจีน

นักวิชาการตะวันตกบางคนไปไกลถึงขนาดชี้ว่าข้อมูลเรื่อง ETIM ส่วนใหญ่เมื่อสาวไปแล้วย้อนกลับไปที่ข้อมูลจากทางการจีน (พยายามจะบอกว่าจีนปั้นเรื่องขึ้นมาเพื่อหาข้ออ้างปราบอุยกูร์) บางคนพยายามชี้ให้เห็นว่าจีนอุปโลกน์กลุ่มแบ่งแยกดินแดนพวกนี้ขึ้นมาเพื่อเป็นข้ออ้างปราบอุยกูร์ด้วยซ้ำ

แน่นอนว่า มีนักวิชาการต่างประเทศอีกกลุ่มคัดค้านทฤษฎีนี้เช่นกันโดยยกหลักฐานการปรากฏตัวของกลุ่มเหล่านี้ในซีเรียรวมถึงการถูกเอ่ยถึงโดยแกนนำอัลกออิดะห์

แต่สิ่งที่เราเห็นในเวลานี้คือ สหรัฐหมดผลประโยชน์ในอัฟกานิสถานแล้วและถอนกำลังทหารออกไป ปล่อยให้ตอลิบานกับรัฐบาลอัฟกานิสถานเคลียร์กันเอง ส่วนจีนทำการ “ปราบซินเจียง” อย่างอยู่หมัดแล้วและยังดีลกับตอลิบานได้ ไม่มีอะไรต้องกังวลอีกที่พรมแดนตะวันตก สิ่งที่จีนกับ “รัฐบาลตอลิบาน” ต้องกังวลก็คือ สหรัฐจะไม่รามือแค่นี้ เพราะเราจะเห็นว่าสหรัฐเลิกระรานตอลิบาน แต่มาระรานจีนเรื่องซินเจียงอย่างหนัก

แต่ในขณะที่สหรัฐถอนทหารจากอัฟกานินสถานแท้ๆ แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกลับบอก (ในวันที่ตอลิบานบินไปปักกิ่ง) ว่า “อัฟกานิสถาน (ภายใต้ตอลิบาน) ที่ไม่เคารพสิทธิของประชาชน อัฟกานิสถานที่กระทำความทารุณต่อประชาชนของตนเองจะกลายเป็นรัฐนอกรีต (Pariah state)”

สหรัฐที่ดีลกับตอลิบานได้ พอเห็นตอลิบานดีลกับจีนสำเร็จก็หมายหัวให้เป็น Pariah state เสียอย่างนั้น!

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Li Ran / XINHUA / AFP