ไทยรั้งท้ายอันดับโลกดัชนีฟื้นตัวจากโควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659948

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 18:15 น.

ไทยรั้งท้ายอันดับโลกดัชนีฟื้นตัวจากโควิดอันดับการฟื้นตัวจาก Covid-19 ของประเทศอาเซียนร่วงไปตามๆ กันหลังเจอเดลตา โดยไทยรั้งท้ายตารางของโลก

สำนักข่าว Nikkei Asia เผยแพร่การจัดอันดับดัชนีการฟื้นตัวจาก Covid-19 (Nikkei COVID-19 Recovery Index) จากข้อมูลที่ประมวลจนถึงวันที่  31 ก.ค. จากกว่า 120 ประเทศ โดยดูจากการจัดการการแพร่ระบาด การฉีดวัคซีน และความคล่องตัวในการเดินทาง

พบว่าไทยอยู่ในอันดับที่ 120 อันดับสุดท้ายของตารางเท่ากับเวียดนาม ด้วยคะแนนรวม 22 คะแนน จากคะแนนเต็ม 100

Nikkei Asia ระบุว่า การจัดอันดับครั้งนี้หลายประเทศในอาเซียนถูกจัดอันดับอยู่ใน 1 ใน 8 อันดับท้ายตาราง โดยมาเลเซียและอินโดนีเซียได้ 30 คะแนนเท่ากัน อยู่ในอันดับที่ 114

ส่วนฟิลิปปินส์ได้ 35 คะแนนในอันดับที่ 106 ลาวได้ 35.5 คะแนนในอันดับที่ 103 กัมพูชาได้ 45 คะแนน อยู่อันดับที่ 82 และสิงคโปร์ได้คะแนนมากที่สุดในอาเซียนคือ 66 คะแนน ในอันดับที่ 7

นอกจากนี้ หลายประเทศในอาเซียนยังบังคับใช้มาตรการจำกัดการเดินทางซึ่งส่งผลต่อคะแนนในด้านความคล่องตัวของการเดินทาง อาทิ เวียดนามที่ขยายเวลาการจำกัดการเดินทางในเมืองและจังหวัดทางใต้ 19 แห่งออกไปอีก 2 สัปดาห์ อินโดนีเซียขยายล็อกดาวน์ในเกาะชวาและบาหลี เช่นเดียวกับไทยเพิ่มพื้นที่ที่จำกัดการเดินทาง ปิดห้างสรรพสินค้า และเคอร์ฟิวเป็น 29 จังหวัด จากเดิม 13 จังหวัด

ขณะที่จีนอยู่อันดับ 1 ของตารางด้วยคะแนน 74 คะแนน แม้ว่าจะเกิดการระบาดระลอกใหม่จากสายพันธุ์เดลตาซึ่งเริ่มต้นจากสนามบินหนานจิงลู่โข่วจนกระจายไปแล้วกว่า 17 จังหวัด

Photo by Handout / ROYAL THAI GOVERNMENT / AFP

เตือนพายุโซนร้อนถล่มโตเกียววันปิดโอลิมปิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659945

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

เตือนพายุโซนร้อนถล่มโตเกียววันปิดโอลิมปิกกรมอุตุฯ ญี่ปุ่นเตือนระวังพายุโซนร้อนจ่อถล่มวันพิธีปิดโตเกียวโอลิมปิก

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 6 ส.ค. กรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่นประกาศเตือนประชาชนระวังพายุโซนร้อนมิรินาเอะที่กำลังจะพัดเข้ากรุงโตเกียวตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. ไปจนถึงวันที่ 8 ส.ค. ซึ่งตรงกับกำหนดการจัดพิธีปิดโอลิมปิก ขณะที่ยังไม่มีประกาศเปลี่ยนแปลงกำหนดการใดๆ

นอกจากนี้กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนอาจเกิดลมแรง คลื่นสูง ดินถล่ม และน้ำท่วมตามแนวชายฝั่งภาคตะวันออกของประเทศเมื่อพายุโซนร้อนมิรินาเอะพัดผ่านกรุงโตเกียว

โดยในวันที่ 8 ส.ค. ช่วงเช้ามีกำหนดการแข่งขันวิ่งมาราธอนชายในเมืองซัปโปโรทางตอนเหนือ และการแข่งขันจักรยานในเมืองชิซูโอกะทางตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงโตเกียว นอกจากนี้จะมีพิธีมอบเหรียญรางวัลในหลายรายการ เช่น โปโลน้ำ และยิมนาสติก ส่วนช่วงเย็นจะเป็นพิธีปิดการแข่งขันโตกียวโอลิมปิก

มาสะ ทาคายะ โฆษกคณะกรรมการจัดงานโตเกียว 2020 เผยว่ากำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจะแจ้งให้ประชาชนทราบอย่างตรงไปตรงมา

รายงานล่าสุดระบุว่าพายุมิรินาเอะอยู่ห่างจากเกาะมินามิไดโตไปทางเหนือประมาณ 100 กิโลเมตร โดยเกาะดังกล่าวอยู่ใกล้กับหมู่เกาะโอกินาว่าทางตอนใต้ของญี่ปุ่น

ซึ่งขณะนี้พายุกำลังเคลื่อนตัวไปทางตะวันออกด้วยความเร็วลมถึง 108 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และยังมีพายุโซนร้อนอีกลูกหนึ่งกำลังเคลื่อนตัวอยู่ในช่องแคบไต้หวันมุ่งหน้าสู่ญี่ปุ่น

ทั้งนี้ พายุไต้ฝุ่นของญี่ปุ่นจะเริ่มในช่วงเดือนพ.ค. ถึงเดือนต.ค. และถึงจุดพีคในช่วงเดือนส.ค. ถึงเดือนก.ย. โดยในปี 2019 พายุไต้ฝุ่นฮากิบิสพัดเข้าถล่มญี่ปุ่นขณะเป็นเจ้าภาพการแข่งขันรักบี้เวิลด์คัพซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปมากกว่า 100 คน

Photo by Andrew Medichini / POOL / AFP

เกาหลีใต้เตรียมเยียวยาพยาบาลเป็นอัมพาตหลังฉีดวัคซีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659944

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 17:40 น.

เกาหลีใต้เตรียมเยียวยาพยาบาลเป็นอัมพาตหลังฉีดวัคซีนทางการเกาหลีใต้อนุมัติจ่ายชดเชยผู้ช่วยพยาบาลเป็นอัมพาตหลังฉีด AstraZeneca

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการเกาหลีใต้เตรียมจ่ายเงินเยียวยาให้ผู้ช่วยพยาบาลหญิงรายหนึ่งที่เป็นอัมพาตหลังจากฉีดวัคซีนของ AstraZeneca

สำนักงานเงินทดแทนและสวัสดิการแห่งชาติเกาหลีเผยว่า ผู้ช่วยพยาบาลรายนี้ฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เมื่อวันที่ 12 มี.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนั้นเริ่มมีอาการเห็นภาพซ้อนและเป็นอัมพาต โดยต่อมาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นสมองและไขสันหลังอักเสบเฉียบพลัน

สำนักงานเงินทดแทนและสวัสดิการแห่งชาติเกาหลีเผยอีกว่า พยาบาลหญิงรายนี้ไม่มีโรคประจำตัว และ “ดูเหมือนว่าจะมี ความเชื่อมโยงเชิงสาเหตุที่สมเหตุสมผลระหว่างผลข้างเคียงกับการฉีดวัคซีน”

ส่วน ชเวซึงโฮ เจ้าหน้าที่ของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคเกาหลีใต้ (KDCA) เผยว่า KDCA ลงความเห็นว่าด้วยหลักฐานที่มีอยู่ยังไม่สามารถพิสูจน์หาความเชื่อมโยงระหว่างอาการของผู้ช่วยพยาบาลรายนี้กับวัคซีน แต่พร้อมที่จะประเมินอีกครั้งหากมีหลักฐานเพิ่มเติม

เมื่อถูกถามถึงกรณีดังกล่าว AstraZeneca ไม่ได้พูดถึงประเด็นนี้โดยตรง เพียงแต่บอกว่าความปลอดภัยของผู้ป่วยคือเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับบริษัทและผู้มีอำนาจทั่วโลก

“ผู้มีอำนาจจากนานาชาติรวมทั้งองค์การอนามัยโลกยังคงยืนยันว่าวัคซีนมีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันความรุนแรงทั้งหมดจาก Covid-19 และจากสายพันธุ์ที่น่ากังวล และวัคซีนเป็นกุญแจสำคัญในความพยายามควบคุมไวรัสของทั่วโลก” แถลงการณ์ของ AstraZeneca ระบุ

ทั้งนี้ หลายประเทศรวมทั้งเกาหลีใต้ตกลงยอมจ่ายค่าชดเชยแทนบริษัทผู้ผลิตวัคซีนและตั้งกองทุนเพื่อให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยเกาหลีใต้จะจ่ายเงินชดเชยไม่เกิน 10 ล้านวอน หรือราว 291,932 บาทสำหรับผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงอย่างร้ายแรงจากวัคซีน

แต่กรณีนี้เป็นกรณีแรกของประเทศที่ทางการถือว่าผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนเป็นอุบัติเหตุจากการประกอบอาชีพ

ทั้งนี้ KDCA เผยว่า ขณะนี้ทางการกำลังพิจารณาจ่ายเงินชดเชยผู้ได้รับผลกระทบจากการฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 ทั้งสิ้น 1,562 ราย รวมทั้งกรณีเสียชีวิต 14 ราย และในจำนวนนี้ได้รับเงินชดเชยแล้ว 983 ราย โดยยังไม่มีการจ่ายเงินชดเชยกรณีการเสียชีวิต

Photo by JUNG YEON-JE / POOL / AFP

สื่อนอกชี้ไทยเสี่ยงเจอเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659932

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 17:00 น.

สื่อนอกชี้ไทยเสี่ยงเจอเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อนนักเศรษฐศาสตร์หั่นคาดการณ์จีดีพีไทยท่ามกลางตัวเลขติดเชื้อพุ่ง ความตึงเครียดทางการเมือง และการฟื้นการท่องเที่ยวที่เลือนราง 

สำนักข่าว Bloomberg ระบุว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจแย่ที่สุดในอาเซียน โดยนักเศรษฐศาสตร์ยังปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย ท่ามกลางตัวเลขผู้ติด Covid-19 ที่พุ่งขึ้น บวกกับความตึงเครียดทางการเมือง และความหวังฟื้นฟูการท่องเที่ยวที่ดูเลือนราง 

ก่อนหน้านี้กระทรวงการคลังปรับลดคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีเหลือ 1.3% จากที่คาดไว้ที่ 2.3% เมื่อเดือน เม.ย.  

ทว่าด้วยตัวเลขผู้ติดเชื้อเสียและชีวิตจาก Covid-19 ยังเพิ่มขึ้นทุบสถิตินับตั้งแต่การระบาดระลอกเดือน เม.ย. นักเศรษฐศาสตร์บางคนจึงฟันธงว่า เป็นไปได้ที่ไทยจะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทางเทคนิคในช่วงครึ่งปีหลัง หรืออาจจะเศรษฐกิจหดตัวเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ไทยไม่เคยเจอนับตั้งแต่วิกฤตการเงินเอเชียเมื่อปี 1998 หรือ 23 ปีก่อน 

จากค่าเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก (weighted average) ของนักเศรษฐศาสตร์ 36 คนที่สำรวจโดย Bloomberg พบว่า ปีนี้จีดีพีควรโต 1.8% ซึ่งค่อนข้างอ่อนเมื่อเทียบกับตัวเลขของปีที่แล้วที่เศรษฐกิจของไทยหดตัว 6.1% ถือเป็นการหดตัวหนักที่สุดในรอบกว่า 20 ปี

ไทยรั้งท้ายในภูมิภาค ด้วยตัวเลขคาดการณ์จีดีพีต่ำที่สุดในอาเซียนทั้งในปี 2021 และ 2022” ชานน บุญนุช นักเศรษฐศาสตร์ของ Nomura Holdings Inc. ในสิงคโปร์กล่าว “การคาดการณ์ของเราบอกว่าตัวเลขเศรษฐกิจจะไม่กลับไปสู่ระดับเดียวกับช่วงก่อน Covid-19 จนกว่าจะถึงไตรมาสที่ 3 ของปี 2022 ซึ่งช้าที่สุดในอาเซียน ส่วนหนึ่งสะท้อนถึงการพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติสูง”

ด้านธนาคารแห่งประเทศไทยเผยว่า การแพร่ระบาดอาจทำให้จีดีพีของปีนี้ลดลงถึง 2% หากมาตรการล็อกดาวน์และเคอร์ฟิวในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ไม่สามารถหยุดยั้งการแพร่ระบาดและไวรัสยังแพร่ระบาดไปจนถึงสิ้นปี

ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์ใหม่ของกระทรวงการคลังซึ่งอยู่ที่ 0.8-1.8% อยู่บนสมมติฐานที่ว่าปีนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทย 300,000 คน ลดลงจากปีที่แล้วถึง 96% และกระทรวงการคลังยังคาดว่ามาตรการล็อกดาวน์ครั้งล่าสุดนี้จะใช้เพียง 1 เดือน และการระบาดพีคสุดช่วงเดือน ส.ค.

“เราคาดว่าการส่งออกและการใช้จ่ายของรัฐบาลจะช่วยพยุงเศรษฐกิจและป้องกันไม่ให้จีดีพีลดลงในปีนี้” กุลยา ตันติเตมิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลังเผย โดยกระทรวงการคลังปรับเพิ่มคาดการณ์การส่งออกว่าจะเติบโต 16.6% จาก 11% ที่คาดการณ์ไว้เมื่อเดือน เม.ย. เนื่องจากความอุปสงค์โลกฟื้นตัว

ขณะที่ปีนี้เงินบาทอ่อนค่าลงราว 8.9% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอ่อนค่าหนักที่สุดในกลุ่มสกุลเงินในเอเชีย โดยกระทรวงการคลังคาดว่าปีนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวเฉลี่ยที่ 31.48 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ

ด้าน ทามารา แมสต์ แฮนเดอร์สัน นักเศรษฐศาสตร์อาเซียนของ Bloomberg มองว่า การระบาดของ Covid-19 ที่รุนแรงในไทยจะผลักให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยซ้ำซ้อน (double-dip recession) ในไตรมาสที่ 3 รวมทั้งการหดตัวอย่างต่อเนื่องในปี 2021

นอกจากนี้ ดัชนีที่มีความถี่สูง (high-frequency indicators) ต่างๆ ที่ติดตามโดย Bloomberg Economics แสดงให้เห็นว่าไม่มีสัญญาณที่เศรษฐกิจที่อ่อนแอของไทยจะฟื้นตัวเลย โดย Bloomberg มองว่ามีความเสี่ยงสูงที่เศรษฐกิจไทยจะหดตัวอีกในปีนี้ เมื่อเทียบกับการคาดการณ์ก่อนหน้านี้ของ Bloomberg ที่มองว่าจะขยายตัว 2.3%

ก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าไทยจะบรรลุเป้าหมายสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในช่วงครึ่งแรกของปีหน้า แต่ล่าสุดเปลี่ยนคาดการณ์ว่าจะขยับออกไปหลังปี 2022

“ตอนนี้มีการพูดกันว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะหดตัวอีก” มาเรีย ลาพิซ กรรมการผู้จัดการ Maybank Kim Eng Securities Thailand เผย “ไม่มีเหตุผลที่จะมองในแง่ดี” ลาพิซยังเผยอีกว่า เป็นเรื่องยากที่จะยึดมั่นกับความหวังว่าประเทศจะกลับมาเปิดได้ในเดือน ต.ค. หรือการเปิดประเทศ (หากเกิดขึ้นได้) จะสร้างความแตกต่างมาก

Bloomberg ยังระบุอีกว่า วิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตด้านสาธารณสุขเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับความวุ่นวายทางการเมือง ฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตยกลับสู่ท้องถนนในกรุงเทพฯ อีกครั้งหลังจากพักไป 6 เดือน โดยมีการนัดร่วมตัวกันแทบทุกวันในหลายๆ กลุ่มนับตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย.

บุรินทร์ อดุลวัฒนะ หัวหน้าทีมเศรษฐศาสตร์ ธนาคารกรุงเทพเผยว่า “เราอยู่ในวิกฤตร้ายแรงและระบบสาธารณสุขของเรากำลังจะล่มสลาย โครงการเยียวยาไม่เพียงพอ ผู้คนหมดศรัทธาในรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้บางคนลงถนน นี่อาจสั่นคลอนเสถียรภาพของรัฐบาลและความเชื่อมั่น”

แซนด์บ็อกซ์มีปัญหา

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งเป้าว่าจะเปิดรับชาวต่างชาติมากขึ้นตั้งแต่เดือน ต.ค.เป็นต้นไป แต่ที่ภูก็ตซึ่งนำร่องโครงการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่ต้องกักตัวสำหรับคนที่ฉีดวัคซีนแล้วกลับมีผู้ติดเชื้อมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวที่มีสัดส่วนถึง 20% ของจีดีพี และจ้างงานเป็นสัดส่วน 20% ของแรงงาน

ขณะที่เครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เหลืออย่างการใช้จ่ายของรัฐบาลและการส่งออกต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน โดยการส่งออกของเดือน มิ.ย. เพิ่มขึ้น 43.8% จากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว นับว่ามากที่สุดในรอบ 11 ปี เนื่องจากอุปสงค์ทั่วโลกเพิ่มขึ้น แต่ภาคอุตสาหกรรมเตือนว่าตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจนี้อาจตกอยู่ในความเสี่ยงหากยังฉีดวัคซีนล่าช้า

Photo by Lillian SUWANRUMPHA / AFP

Sinovac เตรียมทดลองวัคซีนเวอร์ชันใหม่สำหรับเชื้อกลายพันธุ์โดยเฉพาะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659930

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 15:30 น.

Sinovac เตรียมทดลองวัคซีนเวอร์ชันใหม่สำหรับเชื้อกลายพันธุ์โดยเฉพาะบริษัท Sinovac เตรียมทดลอง 2 วัคซีนใหม่ที่พัฒนาเพื่อสู้โควิด-19 สายพันธุ์เดลตาและแกมมาโดยเฉพาะ

Global Times รายงานว่าบริษัท Sinovac ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 รายใหญ่ของจีนเผยถึงแผนการยื่นเรื่องต่อนานาประเทศเพื่อขออนุญาตดำเนินการทดลองและอนุมัติใช้วัคซีนเวอร์ชันใหม่ของบริษัท 2 ตัวที่พัฒนาเพื่อรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาและแกมมาโดยเฉพาะ

หยิน เว่ยตง ซีอีโอบริษัทเผยระหว่างการประชุมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านวัคซีนโควิด-19 ซึ่งนำโดยหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของจีน

โดยระบุว่าวัคซีนดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทที่พัฒนาเพื่อใช้สำหรับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาและแกมมาโดยเฉพาะ ซึ่งแตกต่างจากวัคซีน CoronaVac ตัวเดิมที่กำลังใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน

หยินเผยว่าหากวัคซีนทั้งสองประสบความสำเร็จในการพัฒนาและได้รับการอนุมัติใช้ในต่างประเทศจะพิจารณาปริมาณการผลิตขึ้นอยู่กับไวรัสสายพันธุ์ท้องถิ่นที่แพร่ระบาดในขณะนั้น

นอกจากนี้ยังเผยว่าบริษัทได้เสร็จสิ้นการวิจัยเกี่ยวกับการใช้วัคซีนเข็มที่ 3 (บูสเตอร์) สำหรับ CoronaVac แล้วหลังจากที่เกิดการตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของวัคซีน โดยจะเผยแพร่ผลการศึกษาเร็วๆ นี้แต่เบื้องต้นชี้ว่าบูสเตอร์สามารถเพิ่มระดับแอนติบอดีได้อย่างรวดเร็วภายใน 1 สัปดาห์

ทั้งนี้ วัคซีน CoronaVac แจกจ่ายไปแล้วมากกว่า 1 พันล้านโดสทั่วโลก โดยบริษัทได้เซ็นสัญญากับ 20 ประเทศและภูมิภาคเพื่อจัดหาวัคซีนรวมทั้งสิ้นเกือบ 900 ล้านโดส และได้รับการอนุมัติใช้ในกว่า 50 ประเทศ

ด้านจาง หยุนเทา รองประธานบริษัท China National Biotech Group ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Sinopharm อีกหนึ่งผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของจีนก็ได้เผยว่า Sinopharm กำลังยื่นเรื่องเกี่ยวกับการทดลองวัคซีนที่พัฒนาสำหรับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาโดยเฉพาะเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า Sinopharm กำลังดำเนินการทดลองวัคซีนที่พัฒนาสำหรับโควิด-19 สายพันธุ์เบตาในสัตว์ทดลอง

Photo by Ted ALJIBE / AFP

จีนให้คำมั่นส่งวัคซีนช่วยทั่วโลก 2 พันล้านโดสภายในปีนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659918

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

จีนให้คำมั่นส่งวัคซีนช่วยทั่วโลก 2 พันล้านโดสภายในปีนี้รัฐบาลจีนยืนยันจัดหาวัคซีน 2 พันล้านโดสให้นานาประเทศภายในปีนี้ พร้อมให้เงินช่วย COVAX อีกกว่า 3 พันล้านบาท

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีนเปิดเผยว่ารัฐบาลตั้งเป้าที่จะจัดสรรวัคซีนต้านโควิด-19 จำนวน 2 พันล้านโดสให้แก่ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกภายในปี 2021 เพื่อช่วยเหลือประเทศที่เดือดร้อนในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา

ตลอดจนบริจาคเงิน100 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 3,300 ล้านบาทให้แก่โครงการ COVAX ซึ่งเป็นโครงการระหว่างประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์การอนามัยโลกเพื่อจัดหาและแจกจ่ายวัคซีนให้แก่ทุกประเทศอย่างเท่าเทียม

โดยแถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศของจีนระบุว่ารัฐบาลจีนได้จัดสรรวัคซีนให้แก่ต่างประเทศไปแล้วกว่า 770 ล้านโดส

ด้านหยิน เว่ยตง ผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Sinovac Biotech หนึ่งในผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของจีนเผยว่าบริษัทได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกับ 20 ประเทศทั่วโลกเพื่อแจกจ่ายวัคซีนเกือบ 900 ล้านโดส

โดยนอกเหนือจากจีนแล้วพันธมิตรของบริษัทในประเทศอินโดนีเซีย บราซิล ตุรกี มาเลเซีย และอียิปต์จะมีส่วนในการผลิตวัคซีนด้วย

ทั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้วประธานาธิบดีสี จิ้นผิงได้ให้คำมั่นว่าจะให้ความช่วยเหลือคิดเป็นมูลค่ารวม 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ แก่ประเทศกำลังพัฒนาเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโรค

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

เกาหลีใต้ทุ่มเกือบ 2 พันล้านเหรียญเล็งผลิตวัคซีนรายใหญ่ของโลก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659904

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 13:30 น.

เกาหลีใต้ทุ่มเกือบ 2 พันล้านเหรียญเล็งผลิตวัคซีนรายใหญ่ของโลกเกาหลีใต้เตรียมทุ่มงบเกือบ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐเล็งเป็นผู้ผลิตวัคซีน Covid-19 ใหญ่อันดับ 5 ของโลก

ประธานาธิบดี มุนแจอิน ของเกาหลีใต้เผยระหว่างการประชุมคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อหาหนทางเพิ่มกำลังการผลิตวัคซีนเพื่อแก้ปัญหาวัคซีนไม่เพียงพอและการส่งวัคซีนล่าช้า ว่าเกาหลีใต้มีแผนจะทุ่มงบประมาณ 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 63,403 ล้านบาท เพื่อเป็นฐานการผลิตวัคซีนป้องกัน Covid-19 ที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลกภายในปี 2025

มุนเผยอีกว่าจะบรรจุให้วัคซีนป้องกัน Covid-19 เป็น 1 ใน 3 ยุทธศาสตร์ชาติด้านเทคโนโลยี รว่มกับเซมิคอนดักเตอร์และแบตเตอรี เพื่อกระตุ้มการลงทุน โดยจะยกเว้นภาษีและเสนอมาตรการจูงใจเพื่อให้บริษัทเหล่านี้ใช้วัสดุ ชิ้นส่วน และอุปกรณ์ในท้องถิ่น

นอกจากนี้ เกาหลีใต้ยังมีแผนจะผลิตนักวิทยาศาสตร์ด้านการแพทย์ราว 200 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการทดลองทางคลินิก 10,000 คน และเจ้าหน้าที่สายการผลิตทางชีวภาพอีก 2,000 คนต่อปี

มุนกล่าวอีกว่า เกาหลีใต้กำลังกำลังขยายความร่วมมือระหว่างประเทศโดยสร้างความร่วมมือด้านวัคซีนกับเยอรมนี สหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ และชักชวนนักลงทุนและบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ โดยมุนและประธานาธิบดี โจ ไบเดน ตกลงเป็นหุ้นส่วนผสมผสานความเชี่ยวชาญด้านวัคซีนของสหรัฐกับกำลังการผลิตวัคซีนของเกาหลีใต้ในการประชุมสุดยอดเมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา  

ขณะที่ ควอนด็อกชล รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเผยว่า งบประมาณดังกล่าวจะนำมาสนับสนุนการพัฒนาวัคซีนของเกาหลีใต้ รวมทั้งการได้มาซึ่งเทคโนโลยีการผลิตวัควีนชนิด mRNA

ปัจจุบันนี้ บริษัทผลิตยาของเกาหลีใต้ 7 บริษัทกำลังจะเดินหน้าการทดลองวัคซีนระยะที่ 3 ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ โดยบริษัท SK Bioscience จะลงมือในเดือนนี้ และคาดว่าจะพร้อมใช้ช่วงต้นปีหน้า

นอกจากนี้ บริษัทผลิตยาในเกาหลีใต้ยังก่อตั้งสมาคมวัคซีนชนิด mRNA เมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายจะพัฒนาวัคซีนของเกาหลีใต้เองภายในสิ้นปีหน้า

Photo by GEORG HOCHMUTH / APA / AFP

ชิลีจ่อฉีดวัคซีนอื่นเป็นเข็ม 3 ให้คนที่เคยฉีด Sinovac #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659902

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

ชิลีจ่อฉีดวัคซีนอื่นเป็นเข็ม 3 ให้คนที่เคยฉีด Sinovacชิลีเตรียมฉีด Pfizer-AZ ให้พลเมืองที่ได้รับ Sinovac ครบ 2 เข็มแล้ว

บลูมเบิร์กรายงนว่ารัฐบาลชิลีจะเริ่มฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 เข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชนในสัปดาห์หน้า โดยจะเป็นการฉีดสลับยี่ห้อเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันของประชาชนท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

พอลลา ดาซา ปลัดกระทรวงสาธารณสุขชิลีระบุว่าตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค. เป็นต้นไปจะเริ่มฉีดวัคซีนของ AstraZeneca เป็นเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชนที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปที่ได้รับวัคซีนของ Sinovac ครบ 2 เข็มแล้ว

สำหรับประชาชนอายุต่ำกว่า 55 ปีจะได้รับวัคซีนของ Pfizer เป็นเข็มที่ 3 โดยจะเริ่มต้นในเดือนก.ย. ที่จะถึงนี้

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่การศึกษาล่าสุดของชิลีชี้ให้เห็นว่าแอนติบอดีจากวัคซีน Sinovac ลดลงเมื่อเวลาผ่านไป 6 เดือน ขณะที่ประสิทธิภาพของวัคซีนในการต่อสู้กับสายพันธุ์เดลตามีแอนติบอดียับยั้งไวรัสลดลงถึง 4 เท่า เมื่อเทียบกับแอนติบอดีที่สร้างขึ้นเพื่อยับยั้งเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบครั้งแรกในจีน

ชิลีจึงเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เดินหน้าฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา แม้ว่าก่อนหน้านี้องค์การอนามัยโลก (WHO) จะขอความร่วมมือจากนานาประเทศให้ระงับการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ไปก่อนจนถึงสิ้นเดือนก.ย. เป็นอย่างน้อยเพื่อแบ่งปันวัคซีนให้ประเทศยากจนที่ยังเข้าไม่ถึงวัคซีน

ทั้งนี้ ตามรายงานของ Bloomberg’s Vaccine Tracker ระบุว่าประชากรชิลีประมาณ 65% ได้รับวัคซีนครบ 2 โดสแล้ว ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อและการรักษาตัวในโรงพยาบาลลดลงในช่วงเดือนที่ผ่านมา โดยขณะนี้มีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ประมาณ 1.62 ล้านคน รักษาหายแล้ว 1.58 ล้านคน และผู้เสียชีวิต 35,806 คน

Photo by JAVIER TORRES / AFP

แพทย์ใหญ่สหรัฐเตือนอาจเกิดโควิดกลายพันธุ์ใหม่น่ากลัวกว่าเดิม #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659900

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

แพทย์ใหญ่สหรัฐเตือนอาจเกิดโควิดกลายพันธุ์ใหม่น่ากลัวกว่าเดิมนายแพทย์เฟาซีชี้ตราบใดที่ยังไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ย่อมมีโอกาสที่ไวรัสจะเกิดการกลายพันธุ์

นายแพทย์แอนโทนี เฟาซี หัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์ของรัฐบาลสหรัฐเตือนว่าอาจเกิดไวรัสกลายพันธุ์สายพันธุ์ใหม่ที่อันตรายกว่าสายพันธุ์เดลตาในเร็ววันนี้ และจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันของประเทศอาจแตะ 200,000 คน หากสหรัฐไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดในชุมชนได้

พร้อมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฉีดวัคซีนให้แก่ประชากรให้ได้มากที่สุด ขณะที่ยังมีคนจำนวนหนึ่งมีความลังเลใจในการเข้ารับวัคซีน

โดยไวรัสมักแพร่กระจายผ่านประชากรที่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีน ส่งผลให้ขณะนี้เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในหลายรัฐโดยเฉพาะรัฐที่มีอัตราการฉีดวัคซีนต่ำ ซึ่งอาจทำให้เกิดการกลายพันธุ์ของไวรัสได้แม้ว่าผู้ติดเชื้อจะมีอาการป่วยเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีอาการเลยก็ตาม

นายแพทย์เฟาซีระบุว่าในไม่ช้าอาจเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสกลายพันธุ์ตัวใหม่ หากเราไม่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดซึ่งเปิดโอกาสให้ไวรัสมีการกลายพันธุ์ และอาจเป็นไปได้ว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่นั้นจะมีความรุนแรงมากกว่าสายพันธุ์เดิมที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ซึ่งจำเป็นต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ มากกว่า 70% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ในสหรัฐได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส และ 60.7% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว

หากนับรวมชาวอเมริกันทุกคนที่มีสิทธิฉีดวัคซีน (อายุ 12 ปีขึ้นไป) พบว่า 67.9% ของทั้งหมดได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส และ 58.3% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว แต่ในบางรัฐอัตราการฉีดวัคซีนยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยมีชาวอเมริกันที่เข้าเกณฑ์ได้รับวัคซีนประมาณ 93 ล้านคนยังไม่ได้ฉีดวัคซีน

ขณะที่สหรัฐรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีจำนวนทะลุหลัก 100,000 คนติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายวันโดยส่วนใหญ่เป็นสายพันธุ์เดลตา ซึ่งนายแพทย์เฟาซีเตือนว่าอาจแตะ 200,000 คนต่อวันหากยังมีประชาชนไม่สวมหน้ากากอนามัยและไม่เข้ารับการฉีดวัคซีนมากขึ้น

Photo by Stefani Reynolds / POOL / AFP

ชิลีเผยวัคซีนต่างยี่ห้อมีประสิทธิภาพป้องกันโควิดต่างกัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659897

วันที่ 06 ส.ค. 2564 เวลา 10:29 น.

ชิลีเผยวัคซีนต่างยี่ห้อมีประสิทธิภาพป้องกันโควิดต่างกันการใช้งานจริงในชิลีพบวัคซีนต่างยี่ห้อมีประสิทธิภาพในการป้องกัน Covid-19 ต่างกัน Pfizer สูงสุด Sinovac ต่ำสุด

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขชิลีเผยว่า วัคซีนป้องกัน Covid-19 ของ Sinovac มีประสิทธิภาพ 58.8% ในการป้องกันอาการป่วยจาก Covid-19 ในกลุ่มชาวชิลีนับล้านคนที่ได้รับวัคซีนระหว่างเดือน ก.พ.-ก.ค. ขณะที่วัคซีนของ Pfizer มีประสิทธิภาพ 87.7% และของ AstraZeneca มีประสิทธิภาพ 68.7%

ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนยี่ห้อต่างๆ จากการใช้งานจริงล่าสุดที่เผยแพร่โดยทางการชี

ชิลีเริ่มฉีดวัคซีนให้ประชาชนตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้วซึ่งนับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เริ่มฉีดเร็วที่สุดประเทศหนึ่ง และขณะนี้ฉีดวัคซีนให้ประชาชนครบโดสแล้วมากกว่า 60% ของประชากร โดยใช้ Sinovac เป็นวัคซีนหลัก

ราฟาเอล อาราออส เจ้าหน้าที่สาธารณสุขชิลีเผยว่า วัคซีนของ Sinovac มีประสิทธิภาพป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาล 86% มีประสิทธิภาพ 89.7% ในการป้องกันการเข้ารักษาในห้องไอซียู และ 86% ในการป้องกันการเสียชีวิต

ขณะที่ผลการศึกษาเดียวกันนี้ในเดือน เม.ย. พบว่า วัคซีนของ Sinovac มีประสิทธิภาพ 67% ในการป้องกันอาการป่วย มีประสิทธิภาพ 85% ในการป้องกันการเข้ารักษาในโรงพยาบาล และ 80% ในการป้องกันการเสียชีวิต ซึ่งบ่งบอกว่า ประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยรุนแรงจาก Covid-19 เพิ่มขึ้น ขณะที่ประสิทธิภาพในการป้องกันอาการป่วยลดลง

อาราออสเผยว่า ประสิทธิภาพของวัคซีนที่ลดลงเมื่อเวลาผ่านไปเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงอย่างเดลตา “ถ้าเดลตากลายเป็นสายพันธุ์หลักวัคซีนมีการตอบสนองที่อ่อนแอลง ประสิทธิภาพของวัคซีนจะลดลงอย่างรวดเร็ว” และยังเรียกร้องให้ฉีดเข็ม 3

นอกจากนี้ รัฐบาลชิลียังเผยแพร่ข้อมูลประสิทธิภาพของวัคซีนของ Pfizer-BioNTech และของ AstraZeneca ซึ่งใช้ในชิลีเช่นกัน โดยพบว่าในช่วงเวลาเดียวกันวัคซีนของ Pfizer มีประสิทธิภาพ 87.7% ในการป้องกันอาการป่วย 98% ในการป้องกันการเข้ารักษาในห้องไอซียู และ 100% ในการป้องกันการเสียชีวิต

ส่วนวัคซีนของ AstraZeneca ป้องกันอาการป่วยได้ 68.7% ในช่วงเวลาเดียวกัน ป้องกันการเข้ารักษาในห้องไอซียูได้ 98% และป้องกันการเสียชีวิตได้ 100%

ทั้งนี้ การวิจัยของชิลีทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนทั้งในกลุ่มประชากรที่ได้รับวัคซีนยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งครบ 2 โดสแล้ว ได้รับ 1 โดส และยังไม่ได้รับเลย โดยวัคซีนของ Sinovac ศึกษาในประชากร 8.6 ล้านคน วัคซีนของ Pfizer-BioNTech ศึกษาในประชากร 4.5 ล้านคน และของ AstraZeneca ศึกษาในประชากร 2.3 ล้านคน

Photo by Martin BERNETTI / AFP