เกาหลีใต้ติดเชื้อพุ่ง เจอทั้งเดลตา-เดลตาพลัส #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659754

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 18:00 น.

เกาหลีใต้ติดเชื้อพุ่ง เจอทั้งเดลตา-เดลตาพลัสเกาหลีใต้อ่วมเดลตาระบาดหนัก ซ้ำเจอเดลตาพลัสเล่นงาน

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานเมื่อวันที่ 4 ส.ค. ว่าเกาหลีใต้พบผู้ป่วยโควิด-19 เพิ่มขึ้นอย่างมากท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 4 และความกังวลเกี่ยวกับสายพันธุ์กลายพันธุ์ทั้งเดลตาและเดลตาพลัสซึ่งสามารถแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว

โดยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมาสำนักงานควบคุมและป้องกันโรคแห่งเกาหลีใต้ (KDCA) รายงานผู้ติดเชื้อรายวันอยู่ที่ 1,725 รายซึ่งเพิ่มขึ้นจากวันก่อนหน้ามากกว่า 500 ราย

นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาพลัส 2 รายแรกของประเทศซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่แยกย่อยมาจากสายพันธุ์เดลตาที่พบครั้งแรกในประเทศอินเดีย

โดยผู้ป่วยรายแรกเป็นผู้ที่เดินทางกลับมาจากสหรัฐอเมริกา และได้รับวัคซีน AstraZeneca ครบ 2 โดสก่อนเดินทางไปสหรัฐ

ส่วนอีกรายเป็นชายชาวเกาหลีใต้อายุประมาณ 40 ปี ไม่มีประวัติเดินทางไปต่างประเทศเมื่อเร็วๆ นี้ แต่มีสมาชิกครอบครัวติดเชื้อแต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นสายพันธุ์เดลตาพลัสหรือไม่ โดยขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบหาต้นตอของเชื้อและตรวจหาเชื้อในบุคคลที่สัมผัสใกล้ชิดกับชายคนดังกล่าวราว 280 ราย

โดยก่อนหน้านี้เดลตาพลัสได้แพร่ระบาดไปแล้วในบางประเทศ อาทิ อังกฤษ โปรตุเกส และอินเดีย เป็นต้น ซึ่งบรรดานักวิทยาศาสตร์กำลังศึกษาถึงความรุนแรงของไวรัสกลายพันธุ์ตัวนี้ ขณะที่นักวิทยาศาสตร์บางคนคาดว่ามันอาจมีความสามารถในการแพร่เชื้อมากขึ้น

ทั้งนี้ ยอดผู้ติดเชื้อรายวันของเกาหลีใต้แตะระดับสูงสุดอยู่ที่ 1,895 รายเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาโดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา ส่งผลให้ยอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 203,926 ราย และเสียชีวิต 2,106 ราย

สำนักงานควบคุมและป้องกันโรคเผยว่าชาวเกาหลีใต้ 39.3% จากทั้งหมดประมาณ 52 ล้านคนทั่วประเทศได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 แล้วอย่างน้อย 1 โดส โดย 14.2% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ขณะที่ทางการเกาหลีใต้ตั้งเป้าฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนถึง 36 ล้านคนภายในเดือนก.ย. ที่จะถึงนี้

Photo by Jung Yeon-je / AFP

โตเกียวโอลิมปิกพบ ‘คลัสเตอร์’ แรกในหมู่บ้านนักกีฬา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659735

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 16:30 น.

โตเกียวโอลิมปิกพบ 'คลัสเตอร์' แรกในหมู่บ้านนักกีฬาขณะที่มีผู้ป่วยโควิด-19 ที่เชื่อมโยงกับโตเกียวโอลิมปิกแล้วกว่า 300 คน

วันนี้ (4 ส.ค.) สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานว่าคณะกรรมการจัดงานโอลิมปิกที่กรุงโตเกียวเปิดเผยว่าพบการติดเชื้อโควิด-19 แบบกลุ่มก้อน (คลัสเตอร์) ครั้งแรกในหมู่บ้านกีฬาโดยผู้ติดเชื้อเป็นทีมนักกีฬาระบำใต้น้ำจากประเทศกรีซจำนวน 5 คน

โดยทีมนักกีฬาระบำใต้น้ำของกรีซซึ่งมีทั้งหมด 12 คนประกาศถอนตัวออกจากการแข่งขันทันทีที่พบว่าสมาชิกหลายคนในทีม ซึ่งได้แก่นักกีฬา 4 คนและเจ้าหน้าที่ 1 คนมีผลตรวจหาเชื้อเป็นบวก

คณะกรรมการจัดงานเผยว่าขณะนี้สมาชิกทั้งหมดรวมถึงผู้ที่มีผลตรวจเป็นลบอีก 7 คนได้ย้ายออกจากหมู่บ้านนักกีฬาและถูกส่งตัวไปยังศูนย์กักตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

มาซาโนริ ทาคายะ โฆษกคณะกรรมการจัดงานเรียกการแพร่ระบาดครั้งนี้ว่าเป็นคลัสเตอร์แรกของโตเกียวโอลิมปิก หลังจากที่ก่อนหน้านี้พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เชื่อมโยงกับโอลิมปิกมาเป็นระยะ

โดยล่าสุดมีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เชื่อมโยงกับการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกเพิ่มอีก 29 คน โดยคณะกรรมการเผยว่าในจำนวนนี้เป็นอาสาสมัคร, เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขัน, ผู้รับเหมา, ทีมนักกีฬาระบำใต้น้ำจากกรีซ รวมถึงนักกีฬาจากต่างประเทศแต่ไม่ได้ระบุว่าประเทศใด

ส่งผลให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เชื่อมโยงกับโตเกียวโอลิมปิกขณะนี้อยู่ที่กว่า 322 คน

ขณะที่พื้นที่อื่นๆ ในญี่ปุ่นก็พบการแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมามีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั่วประเทศอยู่ที่ 12,045 คน เสียชีวิต 10 คน ส่งผลให้ผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่กว่า 958,000 คน และมีผู้เสียชีวิต 15,232 คน

Photo by Daniel LEAL-OLIVAS / AFP

อินโดฯ สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ไม่ได้หลังเดลตาดันเกณฑ์สูงขึ้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659732

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 16:00 น.

อินโดฯ สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ไม่ได้หลังเดลตาดันเกณฑ์สูงขึ้นอินโดนีเซียต้องเปลี่ยนแผนรับมือ Covid-19 หลังไม่สามารถบรรลุเป้าการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ที่ 90%

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า อินโดนีเซียกำลังขยับห่างออกจากเป้าหมายการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในการรับมือกับ Covid-19 หลังจากสมาคมโรคติดเชื้อแห่งสหรัฐพบว่าเกณฑ์ภูมิคุ้มกันหมู่ต้องมากกว่า 80% และอาจถึง 90% จึงจะสู้สายพันธุ์เดลตาได้ ซึ่งอินโดนีเซียไม่สามารถบรรลุเกณฑ์นี้

ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบของรัฐบาลอินโดนีเซียระบุว่า วัคซีนที่อินโดนีเซียมีอยู่ในขณะนี้มีประสิทธิภาพหยุดยั้งการแพร่ระบาดของ Covid-19 สายพันธุ์เดลตาลดลง ทำให้เชื้อยังแพร่กระจายได้ต่อไปแม้ว่าทุกคนในประเทศจะฉีดวัคซีนแล้วก็ตาม

ระดับภูมิคุ้มกันหมู่ใหม่นี้เป็นงานยากสำหรับอินโดนีเซีย เนื่องจากอินโดนีเซียพึ่งพาวัคซีนที่มีประสิทธิภาพน้อยอย่าง Sinovac เมื่อเทียบกับสหรัฐที่ใช้วัคซีนชนิด mRNA อย่าง Pfizer และ Moderna

อีกทั้งตัวเลขก็ชี้ให้เห็นชัดเจนแล้ว โดยโมเดลของอินโดนีเซียประเมินว่าอัตราการแพร่เชื้อของเดลตาอยู่ที่ 6.5 ซึ่งหมายความว่าผู้ติดเชื้อทุกๆ 10 คนจะแพร่เชื้อให้คนอื่นอีก 65 คน และเพื่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ อินโดนีเซียต้องฉีดวัคซีนให้ได้ 154% ของประชากรทั้งหมดหากใช้วัคซีนของ Sinovac หรือ 128% หากใช้วัคซีนของ Pfizer ซึ่งเป็นไปไม่ได้

เมื่อเร็วๆ นี้รัฐบาลอินโดนีเซียประกาศว่าจะสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ด้วยการฉีดวัคซีนให้ครอบคลุมประชากร 70% ภายในเดือน พ.ย.นี้ แต่ล่าสุดอินโดนีเซียจะใช้มาตรการอื่น อาทิ บังคับสวมหน้ากากอนามัย จำกัดการเดินทาง ควบคู่ไปกับการฉีดวัคซีนเพื่อควบคุมการระบาด และตั้งเป้าว่าจะลดอัตราการแพร่เชื้อให้เหลือ 0.9 ภายในเดือน ต.ค. ซึ่งเพียงพอที่จะลดตัวเลขผู้ติดเชื้อโดยรวม

ขณะนี้ชาวอินโดนีเซียเพียง 8% ได้รับวัคซีนครบทั้งสองโดสแล้ว

วิจัยอังกฤษชี้ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มลดเสี่ยงติดเดลตา 3 เท่า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659723

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

วิจัยอังกฤษชี้ฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มลดเสี่ยงติดเดลตา 3 เท่าการศึกษาจากอังกฤษชี้ว่าการฉีดวัคซีนครบโดสลดความเสี่ยงในการติดโควิดได้กว่าครึ่ง

สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานผลการศึกษาจากวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน (Imperial College London) จากสหราชอาณาจักรชี้ว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วสามารถลดความเสี่ยงในการติดโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาประมาณ 50% ถึง 60% และมีโอกาสติดโควิด-19 น้อยกว่าผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน 3 เท่า

การศึกษาดังกล่าวได้ทำการตรวจหาเชื้อในกลุ่มตัวอย่าง 98,233 คนระหว่างวันที่ 24 มิถุนายนถึง 12 กรกฎาคม ในจำนวนนี้พบว่า 527 คนมีผลตรวจเป็นบวกหรือคิดเป็น 0.63% และทั้งหมดติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนมีโอกาสติดเชื้อมากกว่าผู้ที่รับวัคซีนครบโดสแล้วถึง 3 เท่าด้วยสัดส่วนผู้ติดเชื้อ 1.21% และ 0.40% ตามลำดับ

นอกจากนี้งานวิจัยระบุว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วมีโอกาสมีผลตรวจเป็นบวกหลังสัมผัสกับผู้ติดเชื้อน้อยกว่าผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนด้วยสัดส่วน 3.84% และ 7.23% ตามลำดับ

รวมถึงผู้ที่ฉีดวัคซีนแล้วหากติดเชื้อจะมีโอกาสแพร่เชื้อไปสู่บุคคลอื่นน้อยกว่าผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนถึง 2 เท่า

นักวิจัยจึงประเมินว่าผู้ที่ฉีดวัคซีนครบโดสมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อน้อยกว่าผู้ที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีนประมาณ 50% ถึง 60% โดยมีความแตกต่างกันไปตามปัจจัยอื่นๆ เช่น สุขภาพร่างกาย และอายุ

โดยผลการศึกษาพบว่าสัดส่วนของการติดเชื้อในกลุ่มคนหนุ่มสาวอายุระหว่าง 13 ถึง 24 ปีอยู่ที่ 1.56% หรือ 1 ใน 65 ขณะที่สัดส่วนการติดเชื้อของผู้ที่อายุ 75 ปีขึ้นไปอยู่ที่ 0.17% นอกจากนี้การศึกษายังพบว่าคนผิวดำมีความเสี่ยงในการติดเชื้อสูงกว่าคนผิวขาวเล็กน้อยอยู่ที่ 1.21% และ 0.59% ตามลำดับ

ศาสตราจารย์สตีเวน ไรลีย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อจากวิทยาลัยอิมพีเรียลระบุว่าเป็นที่ทราบกันดีว่าสายพันธุ์เดลตานั้นมีความสามารถในการแพร่เชื้อสูง จึงเห็นได้ว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน ซึ่งจำเป็นต้องศึกษาการกันต่อไปว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนครบแล้วติดเชื้อได้อย่างไรเพื่อช่วยคาดการณ์สถานการณ์ข้างหน้าได้ดีขึ้น

ขณะที่พอล เอลเลียต นักระบาดวิทยาซึ่งเป็นผู้นำในการศึกษาครั้งนี้ชี้ว่าผลการศึกษาที่พบเป็นการยืนยันว่าการฉีดวัคซีนครบโดสสามารถป้องกันการติดเชื้อได้ดีกว่าการไม่ฉีดวัคซีนอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะไม่มีวัคซีนตัวใดที่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100%

Photo by DANIEL LEAL-OLIVAS / AFP

เจ้าพ่อ Tencent สูญเงิน 14,000 ล้านเหรียญหลังจีนเล่นงาน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659707

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 13:15 น.

เจ้าพ่อ Tencent สูญเงิน 14,000 ล้านเหรียญหลังจีนเล่นงานโพนี่ หม่า ของ Tencent สูญเงิน14,000 ล้านเหรียญสหรัฐหลังถูกรัฐบาลจีนบีบ

สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่า ทรัพย์สินของ โพนี่ หม่า ผู้ก่อตั้ง Tencent Holdings หายไปเกือบ 14,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 462,980 ล้านบาท นับตั้งแต่การเสนอขายหุ้นครั้งแรกแก่บุคคลทั่วไป (IPO) ของบริษัท Ant Group ของ แจ็ก หม่า ถูกทางการจีนสั่งระงับเมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว

ขณะนี้ตามดัชนีมหาเศรษฐีของ Bloomberg ทรัพย์สินของ โพนี่ หม่า เหลืออยู่ 45,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.515 ล้านล้านบาท และอยู่อันดับที่ 3 บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดของจีน ตามหลัง แจ็ก หม่า ซึ่งมีทรัพย์สินอยู่ที่ 47,800 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 1.581 ล้านล้านบาท

หรือจะพูดง่ายๆ คือ 9 เดือนที่ผ่านมา โพนี่ หม่า สูญเสียทรัพย์สินมากกว่า แจ็ก หม่า

ความพลิกผันนี้ตอกย้ำว่าการปราบปรามของรัฐบาลจีนขยายวงออกไปอย่างรวดเร็วหลังจากสกัดดาวรุ่งอย่าง Ant Group สิ่งที่ดูหมือนว่าจะเป็นการจัดการกับ “คนพูดมาก” อย่าง แจ็ก หม่า ในตอนแรกบัดนี้ได้ขยายไปสู่แทบจะทุกธุรกิจ เมื่อทางการหันมาให้ความสำคัญกับความปลอดภัยด้านข้อมูล สเถียรภาพทางการเงิน และการขจัดความไม่เท่าเทียมมากกว่าการเติบโตแบบไร้การควบคุมของธุรกิจ

แม้ โพนี่ หม่า จะพยายามเก็บตัวเงียบแต่นั่นไม่ได้ทำให้เจ้าตัวรอดจากการถูกตรวจสอบการการถูกปรับจากข้อหาผูกขาดทางการค้าก่อนหน้านี้

วานนี้ (3 ส.ค.) หุ้นของ Tencent ร่วงระหว่างวันสูงที่สุดในรอบ 10 ปีหลังจากหนังสือพิมพ์ที่เป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลโทษว่าธุรกิจเกมออนไลน์ของ Tencent เป็นแหล่งมอมเมาเยาวชน ทำให้เกิดการคาดการณ์ว่า Tencent อาจเป็นธุรกิจต่อไปที่จะถูกทางการจีนเล่นงาน

Photo by NOEL CELIS / AFP

สหรัฐชี้ต้องมีภูมิคุ้มกันหมู่กว่า 80% ถึงจะสู้เดลตาได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659705

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 12:45 น.

สหรัฐชี้ต้องมีภูมิคุ้มกันหมู่กว่า 80% ถึงจะสู้เดลตาได้สมาคมโรคติดเชื้อแห่งอเมริกาชี้ต้องมีภูมิคุ้มกันหมู่มากขึ้นเพื่อรับมือกับโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

บลูมเบิร์กรายงานว่าสมาคมโรคติดเชื้อแห่งอเมริกาชี้ว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธฺุ์เดลตาผลักดันให้เกณฑ์ภูมิคุ้มกันหมู่ต้องมากกว่า 80% และอาจถึง 90% จากเดิมซึ่งมีการประมาณการไว้ที่ประมาณ 60% ถึง 70% เนื่องจากสายพันธุ์เดลตานั้นมีความสามารถในการแพร่เชื้อมากกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมเป็น 2 เท่า

โดยภูมิคุ้มกันหมู่เป็นการป้องกันการติดเชื้อทางอ้อมซึ่งเกิดจากการที่ประชากรจำนวนมากมีภูมิคุ้มกันไม่ว่าจะโดยการฉีดวัคซีนหรือเคยติดเชื้อมาก่อน ซึ่งจะช่วยปกป้องประชากรในวงกว้างและลดการแพร่ระบาดของโรค

แต่เนื่องจากโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งพบครั้งแรกในประเทศอินเดียมีความสามารถในการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและเพิ่มอัตราการติดเชื้อของประชากรอย่างมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีภูมิคุ้มกันหมู่จากประชากรในสัดส่วนที่มากเพื่อที่จะยับยั้งการแพร่ระบาดได้ หลายประเทศจึงเร่งฉีดวัคซีนตลอดจนเริ่มฉีดวัคซีนเป็นเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

ตามข้อมูลที่เปิดเผยโดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐ (CDC) เผยว่าชาวอเมริกันเกือบ 60% ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดส และประมาณ 50% ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วซึ่งคิดเป็นจำนวนประมาณ 165 ล้านคน ในขณะที่มีผู้ติดเชื้อแล้วประมาณ 35 ล้านคน

ด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐตำหนิการรับมือกับการแพร่ระบาดของผู้ว่าการรัฐฟลอริดาและเท็กซัสเนื่องจากผู้ติดเชื้อรายใหม่จาก 2 รัฐนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 1 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อรายใหม่ทั้งประเทศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะที่หลายประเทศก็เผชิญกับการแพร่ระบาดมากขึ้นเช่นกันอย่างเช่นประเทศจีนซึ่งสามารถควบคุมการแพร่ระบาดในประเทศได้เป็นอย่างดีก่อนหน้านี้ก็กลับมามีผู้ติดเชื้ออีกครั้งในหลายมลฑล รวมถึงในเมืองอู่ฮั่นซึ่งพบการแพร่ระบาดในท้องถิ่นเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ปี

ส่วนทางการมาเก๊าก็ได้มีการสั่งตรวจโควิด-19 ทั้งเกาะหลังพบผู้ติดเชื้อเป็นครั้งแรกในรอบปีกว่าเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นสายพันธุ์เดลตา ขณะที่ฮ่องกงถอดมาเก๊าออกจากรายชื่อที่ประชาชนสามารถเดินทางได้โดยไม่ต้องกักตัว

โดยขณะนี้ทั่วโลกมีรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อสะสมแตะ 200 ล้านคนและผู้สียชีวิตมากกว่า 4.2 ล้านคน

Mario Tama/Getty Images/AFP

อินเดียเอาด้วย เตรียมส่งกองเรือเข้าทะเลจีนใต้สมทบตะวันตก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659702

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 12:00 น.

อินเดียเอาด้วย เตรียมส่งกองเรือเข้าทะเลจีนใต้สมทบตะวันตกอินเดียเตรียมส่งเรือรบ 4 ลำปฏิบัติภารกิจกับชาติตะวันตกในทะเลจีนใต้

ทางการอินเดียเตรียมส่งกองเรือซึ่งประกอบด้วยเรือรบ 4 ลำเข้าปฏิบัติภารกิจในทะเลจีนใต้ รวมทั้งสมทบกับกลุ่ม QUAD ได้แก่ สหรัฐ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เป็นเวลา 2 เดือน โดยจะออกจากท่าเรือในอินเดียช่วงต้นเดือนนี้ แต่ไม่ได้เปิดเผยวันที่ที่แน่ชัด

กองเรือของอินเดียซึ่งประกอบด้วยเรือพิฆาตติดอาวุธนำวิถี เรือฟริเกตติดอาวุธนำวิถี เรือคอร์เวตต่อต้านเรือดำน้ำ และเรือคอร์เวตติดอาวุธนำวิถี จะเข้าร่วมซ้อมรบระหว่างประจำการ 2 เดือน รวมทั้งการซ้อมรบมะละบาร์ 2021 ร่วมกับกองทัพของสหรัฐ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย

นอกจากนี้ จะร่วมมือกับกองทัพเรือของประเทศที่อยู่ติดกับทะเลจีนใต้ รวมทั้งสิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

“ความริเริ่มทางทะเลเหล่านี้ส่งเสริมการทำงานร่วมกันและการประสานงานระหว่างกองทัพเรืออินเดียและประทศพันธมิตร ซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันทางทะเลและพันธสัญญาต่อหลักเสรีภาพในการเดินเรือ” แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมอินเดียระบุ

ทะเลจีนใต้กลายเป็นพื้นที่ปฏิบัติภารกิจทางทะเลของหลายประเทศในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อสัปดาห์ที่แล้วอังกฤษส่งกองเรือรบที่นำโดยเรือบรรทุกเครื่องบินควีนอลิซาเบธเข้ามา ตามด้วยเยอรมนี และกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนยังซ้อมรบที่นั่นด้วย

ญี่ปุ่นเตรียมบริจาคเครื่องผลิตออกซิเจนให้ไทย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659696

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 11:00 น.

ญี่ปุ่นเตรียมบริจาคเครื่องผลิตออกซิเจนให้ไทยรัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมบริจาคอุปกรณ์ทางการแพทย์ช่วยเหลือไทยและลาว

สำนักข่าว NHK ของญี่ปุ่นรายงานเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่ผ่านมารัฐบาลญี่ปุ่นไฟเขียวบริจาคเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์มูลค่ารวม 2.52 เหรียญสหรัฐให้แก่ประเทศไทยและลาวเพื่อช่วยเหลือในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่เพิ่มสูงขึ้น

โมเตงิ โทชิมิตสึ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นเปิดเผยว่ารัฐบาลจะส่งมอบเครื่องผลิตออกซิเจนจำนวน 775 ให้แก่ไทย ส่วนลาวจะได้รับเครื่องผลิตออกซิเจน 100 เครื่องและวัคซีนต้านโควิด-19 อีกประมาณ 600,000 โดส

โดยอุปกรณ์เหล่านี้จะถูกส่งไปยังไทยและลาวผ่านสำนักงานบริการโครงการแห่งสหประชาชาติ (UNOPS) โดยเร็วที่สุด ซึ่งรัฐบาลญี่ปุ่นหวังว่าความช่วยเหลือทางการแพทย์เหล่านี้จะช่วยให้ทั้งสองประเทศผ่านพ้นวิกฤตการแพร่ระบาดที่ร้ายแรงไปได้

นอกจากอุปกรณ์ทางการแพทย์แล้วก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นได้บริจาควัคซีนต้านโควิด-19 ของ AstraZeneca ให้แก่ไทยจำนวน 1 ล้านโดส และลาวจำนวน 600,000 โดส

โทชิมิตสึเสริมว่าญี่ปุ่นมีความตั้งใจที่จะช่วยเหลือประเทศต่างๆ ที่ขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพทย์และวัคซีน โดยก่อนหน้านี้ญี่ปุ่นได้บริจาคเครื่องผลิตออกซิเจนและวัคซีนให้แก่หลายประเทศ อาทิ อินเดีย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

Photo by Charly TRIBALLEAU / AFP

นักวิจัยเผยเราอาจต้องมีวัคซีนที่จัดการกับเดลตาโดยเฉพาะ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659697

วันที่ 04 ส.ค. 2564 เวลา 10:53 น.

นักวิจัยเผยเราอาจต้องมีวัคซีนที่จัดการกับเดลตาโดยเฉพาะตอนนี้เราอาจต้องมีวัคซีนที่จัดการกับสายพันธุ์เดลตาโดยเฉพาะเพราะความร้ายแรงและสามารถติดสู่คนที่ภูมิคุ้มกันลดของมัน

ทีมนักวิจัยจากอังกฤษที่ศึกษาประสิทธิภาพของวัคซีนป้องกัน Covid-19 เผยว่าตอนนี้เราอาจต้องมีวัคซีนที่จัดการกับสายพันธุ์เดลตาโดยเฉพาะ เนื่องจากเชื้อสายพันธุ์นี้สามารถติดสู่คนที่ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลงและมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น

การวิจัยที่ชื่อว่า React-1 ศึกษาผลการตรวจหาเชื้อจากอาสาสมัคร 98,000 คนในอังกฤษระหว่างวันที่ 24 มิ.ย.-12 ก.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในอังกฤษเพิ่มขึ้นหลังจากสายพันธุ์เดลตาเข้ามาแทนที่สายพันธุ์อัลฟาอย่างเต็มรูปแบบ

พบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนในการหยุดยั้งการติดเชื้อในช่วงที่ทำการศึกษาลดลงมาอยู่ที่ 49% จาก 64% ในช่วง 1 เดือนก่อนหน้า ส่วนประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดอาการลดลงจาก 83% มาอยู่ที่ 59%

“การพัฒนาวัคซีนป้องกันเดลตาอาจเป็นเหตุผลที่สมควรเมื่อพิจารณาถึงเรื่องที่โปรตีนหนาม (spike protein) ของสายพันธุ์นี้กลายพันธุ์จนถึงจุดที่ภูมิคุ้มกันที่สร้างขึ้นจากวัคซีนที่มีอยู่ในขณะนี้มีประสิทธิภาพลดลง” ทีมนักวิจัยเผย

อย่างไรก็ดี ทีมนักวิจัยจากหลายสถาบันทั่วอังกฤษเผยว่า แม้ว่าภูมิคุ้มกันจะลดลงแต่วัคซีนที่มีอยู่ในขณะนี้ยังคงให้การปกป้องค่อนข้างสูง โดยคนที่ฉีดวัคซีนครบโดสแล้วมีโอกาสติดเชื้อน้อยกว่าคนที่ยังไม่ได้ฉีดวัคซีน 3 เท่า และมีโอกาสน้อยที่จะมีอาการของ Covid-19 หรือแพร่เชื้อให้ผู้อื่นหากติดเชื้อ

การติดเชื้อภายหลังได้รับวัคซีน (Breakthrough infections) ในกลุ่มคนที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในประเทศที่มีอัตราการฉีดวัคซีนสูง ทว่าความกังวลดังกล่าวส่งผลกระทบเพียงเล็กน้อย เนื่องจากมีเพียง 13% ของประชากรโลกเท่านั้นที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว

ด้าน ซายิด จาวิด รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขเผยว่า “การฉีดวัคซีนของเรากำลังสร้างกำแพงป้องกันซึ่งหมายความว่าเราสามารถผ่อนคลายมาตรการอย่างระมัดระวังและกลับไปสู่สิ่งที่เรารัก แต่เราต้องระมัดระวังในขณะที่เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับไวรัส”

Photo by Dimitar DILKOFF / AFP

จีนบดขยี้ธุรกิจเกมมิ่ง “มันคือฝิ่นมอมเมาจิตวิญญาณ” #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659664

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 19:04 น.

จีนบดขยี้ธุรกิจเกมมิ่ง “มันคือฝิ่นมอมเมาจิตวิญญาณ”จีนงัดค่านิยมฝ่ายซ้ายจัดการธุรกิจเกม ตราหน้าว่าเป็นฝิ่นมอมเมาจิตวิญญาณคนรุ่นใหม่

หลังจากที่จีนเพิ่งลงดาบธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา จู่ๆ วันนี้หนังสือพิมพ์ Economic Information Daily สื่อในเครือของสำนักข่าว Xinhua ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนก็เขียนโจมตีวิดีโอเกมว่าเป็น “ฝิ่นมอมเมาจิตวิญญาณ” ที่เป็นอันตรายกับเยาวชนของประเทศ

Economic Information Daily โทษเฉพาะเกม Honour of Kings ของ Tencent บริษัทเกมรายใหญ่ที่สุดของจีนว่าเป็นต้นตอของปัญหา ทั้งทำเยาวชนสายตาสั้นและผลการเรียนตกต่ำเพราะหมกมุ่นกับเกมมากเกินไป โดยอ้างการสอบถามความคิดเห็นนักเรียนราว 2,000 คน ที่บางคนบอกว่าเล่นเกมวันละ 8 ชั่วโมง และยังเรียกร้องให้ทางการเข้ามาควบคุมธุรกิจนี้

บทความนี้ก่อให้เกิดความกังวลว่าทางการจีนจะเข้ามาจัดการกับธุรกิจเกมออนไลน์เป็นรายต่อไป ส่งผลให้หุ้นของทั้ง Tencent และคู่แข่งอย่าง NetEase และ XD ดิ่งกว่า 11% ในช่วงเช้าวันนี้ (3 ส.ค.) และสำหรับ Tencent ขณะนี้มูลค่าของบริษัทหายไปแล้วกว่า 110,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 17% นับตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้วที่จีนเริ่มปราบธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาซึ่งเป็นธุรกิจที่บริษัทลงทุนอยู่ด้วย

บริษัทเกมสัญชาติญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ยังพลอยถูกหางเลขไปด้วย โดยหุ้นของ Nexon จากเกาหลีใต้ซึ่งทำรายได้ในตลาดจีนราว 28% ร่วงถึง 10% ซึ่งร่วงหนักที่สุดครั้งแรกของบริษัทนับตั้งแต่เดือน พ.ค. 2020

หลังจากนี้บรรดานักลงทุนคงจะต้องคิดหนักหากคิดจะลงทุนในบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีน เพราะไม่รู้ว่าวันดีคืนร้ายรัฐบาลจีนจะเอื้อมมือลงมาบีบธุรกิจอะไรอีกต่อจาก Alibaba กับ Ant Group ของแจ็ก หม่า และ Meituan กับ Didi ของ Tencent

จากเหตุการณ์นี้ เค่อหยวน นักวิเคราะห์จาก DZT Research ในสิงคโปร์ถึงกับเอ่ยปากว่า “คุณประมาทบทความจาก Xinhua ไม่ได้เลย การเลือกใช้คำว่า Spiritual Opium รุนแรงมาก คงจะแปลกใจมากถ้าหน่วยงานกำกับดูแลจะไม่ทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้”

ด้าน Tencent ชิงจัดการกับตัวเองให้เรียบร้อยก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาจัดการซึ่งอาจสร้างความยุ่งยากให้บริษัทมากกว่า ด้วยการออกแถลงการณ์ผ่านบัญชี WeChat ทันทีว่า จะแบนไม่ให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 12 ปีจ่ายเงินซื้อของในเกม และจำกัดเวลาเล่นเกมเด็กที่อายุต่ำกว่ากำหนดจากวันละ 1.5 ชั่วโมง และ 3 ชั่วโมงในวันหยุด ลงมาเหลือวันละ 1 ชั่วโมง และ 2 ชั่วโมงในวันหยุด

นอกจากนี้ Tencent จะเปิดใช้ระบบยืนยันตัวตนผู้เล่นตลอดเวลาเพื่อป้องกันไม่ให้เยาวชนแอบใช้เลขประจำตัวประชาชนของผู้ปกครองเข้าเล่นเกม และยังเสนอให้แบนผู้เล่นที่อายุต่ำกว่า 12 ปีจากทุกเกมด้วย

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สื่อจีนเลือกใช้ถ้อยคำรุนแรงอย่าง Spiritual Opium กับเกม คำคำนี้เคยถูกใช้เพื่อเรียกร้องความสนใจให้เห็นถึงความแพร่หลายของเกมในหมู่เยาวชนในยุคที่เกมคอมพิวเตอร์ในอินเทอร์เน็ตคาเฟ่เฟื่องฟู และเคยได้ผลจนหน่วยงานกำกับดูแลต้องลงมาควบคุม และระงับใบอนุญาตชั่วคราวมาแล้ว

คำว่า Spiritual Opium เป็นศัพท์ของฝ่ายซ้ายที่อ้างอิงมาจากคำว่า Opium of the People ที่ออกมาจากปากของ คาร์ล มาร์กซ์ เจ้าทฤษฎีสังคมนิยม ที่เจ้าตัวใช้โจมตีว่าศาสนาเป็นสิ่งมอมเมาผู้คน ไม่ต่างจากจีนในตอนนี้ที่กำลังมองว่าเกมเป็นเหมือนศาสนาของคนรุ่นใหม่ที่มอมเมาเยาวชน

ในภาษาอังกฤษนั้นใช้คำว่า Opium of the People แปลว่ายาฝิ่นที่มอมเมาประชาชน แต่จีนนแปลคำนี้ลงไปถึงระดับจิตใจโดยไม่ได้แปลว่า “ยาฝิ่นที่มอมเมาประชาชน” แต่แปลว่า “จิงเสิน ยาเพี้ยน” หรือยาฝิ่นของจิตวิญญาณ 

จีนใช้คำนี้ถี่ขึ้นเรื่อยๆ และใช้กับธุรกิจเกมมิ่งควบกับการควบคุมธุรกิจธุรกิจกวดวิชาตัวอย่างเช่นในคำสั่งของสภารัฐกิจสาธารณรัฐประชาชนจีน (หรือรัฐบาลกลางของประชาชน) ออกคำสั่งเรื่อง “ความคิดเห็นเกี่ยวกับการลดภาระการบ้านของนักเรียน การศึกษาภาคบังคับ และการฝึกอบรมนอกวิทยาเขต” โดยกำหนดให้นักเรียนใช้ผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างสมเหตุสมผล ควบคุมระยะเวลาการใช้งาน และป้องกันการติดอินเทอร์เน็ต

สื่อจีนบางแห่งบอกตรงๆ เลยว่าเกมมิ่งคือ “ยาเสพติด” การบอกแบบนี้มีนัยทางการเมืองด้วยเท่ากับปิดประตูธุรกิจหมื่นล้านในจีน คนในอาจจะยังกอบโกยได้ในระดับหนึ่ง ส่วนคนนั้นนั้ยากแล้วที่หวังจะเจาะกตลาดเกมมิ่งในจีน

นอกจากจะเป็นสัญญาณว่าจีนอาจกำลังจัดการธุรกิจเกมเหมือนธุรกิจอื่นๆ แล้ว โวหารแบบนี้ยังสะท้อนว่าจีนกำลังหักหัวเรือกลับไปยุคซ้ายจัดคล้ายๆ กับช่วงก่อนทศวรรษที่ 80 เข้ากันพอดิบพอดีที่สีจิ้นผิงกำลังคุมประเทศแบบปิดประตูขังตัวเองและจัดระเบียบในประเทศเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน จีนก็จัดการเชือดธุรกิจกวดวิชาไปเรียบร้อยแล้ว (นับหนึ่งก็เพื่อรวมศูนย์แนวทางการศึกษาของเยาวชนไม่ให้แตกแถวโดยสถาบันกวดวิชาต่างๆ) 

มันสะท้อนว่ารัฐบาลจีนมีแนวโน้มที่จะ “เอียงซ้าย” และตอกย้ำ “อำนาจเผด็จการรวมศูนย์ของพรรคคอมมิวนิสต์” มากขึ้นทุกทีโดนที่สีจิ้นผิงยอมกลับไปใช้ “ค่านิยมสังคมนิยม” อย่างเคร่งครัดขึ้นเพื่อไม่ปล่อยให้สังคมโน้มเอียงไปทางทุนนิยมมากเกินไป และไม่เสียดายที่จะ “ทำลายนายทุน” คือบริษัทใหญ่ๆ แห่งแล้วแห่งเล่า 

สังคมออนไลน์ในจีนเวลานี้ถึงกับพุดแบบติดตลกแบบขมขื่นว่าตอนนี้เรียนกวดวิชาก็ไม่ได้ เกมก็เล่นไม่ได้ แต่ไปคงจะเล่นติกต็อกก็คงไม่ได้อีก แล้วจะให้ทำอะไรกัน? บางคนในโลกโซเชียลจีนตอบแบบขำๆ ว่า ก็ให้เลี้ยงน้องๆ ที่บ้านไปสิ

มันอาจจะเป็นมุกตลก แต่สะท้อนความจริงที่กำลังเกิดขึ้นได้ดีที่เดียว 

บทความโดย จารุณี นาคสกุล และกรกิจ ดิษฐาน (Edit)

hoto by NOEL CELIS / AFP