IMF เตือนไม่ควรให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินถูกกฎหมาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659659

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 17:55 น.

IMF เตือนไม่ควรให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินถูกกฎหมายกองทุนการเงินระหว่างประเทศอธิบายถึงผลเสียของการใช้สกุลเงินดิจิทัลชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

หลังจากที่เอลซัลวาดอร์เป็นประเทศแรกที่อนุมัติให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย แต่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มองว่าเป็นขั้นตอนที่ไกลเกินไปและการให้สกุลเงินดิจิทัลรวมถึง Bitcoin ถูกกฎหมายจะเป็นภัยคุกคามต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาค

Business Insider เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 27 ก.ค. IMF เผยแพร่บล็อกโพสต์โดย Thoda Weeks-Brown ที่ปรึกษาทั่วไปและผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายของ IMF ร่วมกับ Tobias Adrian ที่ปรึกษาทางการเงินของ IMF ซึ่งระบุว่า “แม้บางประเทศจะนำ Bitcoin มาเป็นสกุลเงินหลักแต่เราเชื่อว่าความเสี่ยงนั้นมีมากกว่าผลประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้น”

IMF แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับการให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินที่สามารถชำระหนี้ได้อย่างถูกต้องตามมาตั้งแต่ต้นเพราะกังวลถึงเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และเกรงว่าจะเกิดผลกระทบแบบโดมิโนสะเทือนไปยังประเทศอื่นๆ ตลอดจนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกระยะยาว

ในทางกลับกันบรรดาผู้สนับสนุนสกุลเงินดิจิทัลมองว่าการเคลื่อนไหวของเอลซัลวาดอร์ครั้งนี้เป็นการก้าวสู่อนาคต เนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลสามารถใช้ทำธุรกรรมได้อย่างสะดวกรวดเร็วและไร้พรมแดน

บล็อกโพสต์ของ IMF ระบุว่าการใช้สกุลเงินดิจิทัลอาจเป็นนโยบายที่เป็นประโยชน์เนื่องจากสามารถช่วยให้เข้าถึงการทำธุรกรรมและการชำระเงินได้อย่างง่ายดาย

แต่อย่างไรก็ตาม IMF มองว่าสกุลเงินดิจิทัลรวมถึง Bitcoin มีความผันผวนสูงเกินกว่าจะเป็นสกุลเงินหลักของประเทศ ซึ่งข้อเสียสำคัญของมันคิอความผันผวนและมีมูลค่าผันเปลี่ยนในตลาดอย่างไม่แน่นอน โดยชี้ให้เห็นว่า 1 Bitcoin เคยมีมูลค่ามากกว่า 60,000 เหรียญสหรัฐในช่วงกลางเดือนเมษายนแต่กลับลดลงต่ำกว่าระดับ 35,000 เหรียญสหรัฐภายในกลางเดือนกรกฎาคม

ความผันผวนที่ไม่สามารถคาดเดาและควบคุมได้อาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการทำเงินอย่างรวดเร็ว แต่มันยากต่อการใช้เป็นเงินตราที่สามารถชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย

IMF ยังแสดงความกังวลต่อการกำหนดอัตราดอกเบี้ย การคุ้มครองผู้บริโภค ตลอดจนการฉ้อโกงและการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งหากเกิดควมผิดพลาดแล้วจะสามารถดำเนินคดีเอาผิดได้ยาก นอกจากนี้สกุลเงินดิจิทัลมุ่งเน้นการพึ่งพาอินเทอร์เน็ตและเทคโนโลยี ซึ่งหลายประเทศไม่สามารถเข้าถึงได้ง่าย

เหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นทำให้ IMF แนะนำให้ใช้สกุลเงินสำรองที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล เช่น ดอลลาร์หรือยูโร มากกว่าการใช้สินทรัพย์ดิจิทัล

IMF เน้นย้ำว่าต้องรักษาสมดุลโดยคำนึงถึงความมั่นคงทางการเงินในระดับมหภาค ความสมบูรณ์ทางการเงิน การคุ้มครองผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

พร้อมทิ้งท้ายว่ารัฐบาลจำเป็นต้องรักษาเสถียรภาพ ประสิทธิภาพ ความเท่าเทียม และความยั่งยืนของระบบการเงิน ดังนั้นความพยายามที่จะทำให้สกุลเงินดิจิทัลเป็นสกุลเงินหลักในขณะนี้จึงเป็นทางลัดที่ยังไม่ควรทำ

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่เอลซัลวาดอร์อนุมัติให้ Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่สามารถชำระหนี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ก็มีอีกหลายประเทศที่มีการผลักดันให้เปิดรับ Bitcoin และสกุลเงินดิจิทัลอื่นๆ มากขึ้น

Photo by Ozan KOSE / AFP

เปิดเงินอัดฉีดนักกีฬาแต่ละชาติ ได้เท่าไรหลังคว้าเหรียญโอลิมปิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659640

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 15:31 น.

เปิดเงินอัดฉีดนักกีฬาแต่ละชาติ ได้เท่าไรหลังคว้าเหรียญโอลิมปิกแต่ละประเทศมีรางวัลที่แตกต่างกันออกไปสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญจากการแข่งขันโอลิมปิก

เมื่อสัปดาห์ก่อนไฮดีลีน ดิแอซ (Hidilyn Diaz) นักกีฬายกน้ำหนักหญิงจากฟิลิปปินส์คว้าเหรียญทองประวัติศาสตร์ให้แก่ประเทศ ซึ่งเป็นเหรียญทองเหรียญแรกนับตั้งแต่ฟิลิปปินส์เข้าร่วมมหกรรมโอลิมปิกเมื่อปี 1924

เพื่อเป็นเกียรติแก่ความสำเร็จของเธอรัฐบาลฟิลิปปินส์และภาคส่วนธุรกิจจึงได้มอบเงินรางวัลสูงถึง 33 ล้านเปโซหรือประมาณ 21 ล้านบาท พร้อมด้วยบ้าน คอนโด และรถยนต์ รวมถึงมีเงินอัดฉีดเพิ่มเติมจากหน่วยงานต่างๆ

ขณะที่ประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตอร์เตของฟิลิปปินส์ให้คำมั่นว่าจะมอบเงินส่วนตัวมูลค่า 3 ล้านเปโซหรือราว 2 ล้านบาทพร้อมด้วยบ้านพร้อมเฟอร์นิเจอร์ให้แก่ดิแอซ

ด้านเกาหลีใต้ก็มีการมอบรางวัลสำหรับนักกีฬาเช่นกันโดยกระทรวงวัฒธรรม การท่องเที่ยว และกีฬาของเกาหลีใต้ประกาศว่าจะมอบเงินรางวัล 63 ล้านวอนหรือราว 1.8 ล้านบาทสำหรับแต่ละเหรียญทอง

เงินรางวัล 35 ล้านวอนหรือประมาณ 1 ล้านบาทสำหรับเหรียญเงิน และ 25 ล้านวอนหรือ 720,000 บาทสำหรับเหรียญทองแดง สำหรับนักกีฬาประเภททีมจะได้รับ 75 เปอร์เซ็นต์ของเงินรางวัลทั้งหมด ตามรายงานของ The Korea Times

อัน ซาน (An San) นักยิงธนูทีมชาติเกาหลีใต้ซึ่งคว้า 3 เหรียญทองจากโตเกียวโอลิมปิกจะได้รับเงินรางวัลมูลค่า 157.5 ล้านวอนจากกระทรวงวัฒนธรรม นอกจากนี้เธอจะได้รับเงินอัดฉีดจากมูลนิธิส่งเสริมกีฬาเกาหลีใต้อีก 95 ล้านวอน และนับตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไปหญิงสาววัย 20 ปีคนนี้จะได้รับเงินบำนาญเดือนละ 1 ล้านวอนตลอดชีพ

ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าสมาคมกีฬายิงธนูเกาหลีใต้จะมอบเงินรางวัลให้เธอเท่าไร แต่ในการแข่งขันโอลิมปิกริโอ 2016 นั้นได้มอบเงินรางวัลแก่นักกีฬาที่คว้าเหรียญรวมทั้งสิ้น 2,500 ล้านวอน ซึ่งนักกีฬาเหรียญทองประเภทเดี่ยวได้เงินรางวัลคนละ 200 ล้านวอน และนักกีฬาเหรียญทองประเภททีมได้เงินรางวัลคนละ 150 ล้านวอน

ด้านอู ซังฮยอก (Woo Sang-hyeok) นักกีฬากระโดดสูงที่แม้จะจบที่อันดับ 4 ชวดเหรียญทองไปอย่างน่าเสียดายแต่เขาและโค้ชจะได้รับเงินอัดฉีดคนละ 20 ล้านวอนจากสมาคมสหพันธ์กรีฑาแห่งเกาหลีใต้จากการสร้างสถิติใหม่ในประวัติศาสตร์โอลิมปิกของเกาหลีใต้

ขณะที่ Nikkei Asia รายงานว่านักยกน้ำหนักจากอินโดนีเซียจะได้รับเงินมูลค่า 5,000 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 11 ล้านบาท) จากการคว้าเหรียญทอง, 2,000 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 4.6 ล้านบาท) สำหรับเหรียญเงิน และ 1,000 ล้านรูเปียห์ (ประมาณ 2.3 ล้านบาท) สำหรับเหรียญทองแดง ซึ่งถือเป็นเงินจำนวนมากเมื่อเทียบกับรายได้โดยเฉลี่ยของชาวอินโดนีเซีย

ส่วนคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศญี่ปุ่นจะมอบเงินรางวัลจะมอบเงินรางวัลมูลค่า 5 ล้านเยน (1.5 ล้านบาท) สำหรับนักกีฬาญี่ปุ่นที่คว้าเหรียญทอง

Forbes ระบุว่าเฉิ่ง กา หลง (Cheung Ka-long) นักกีฬาจากฮ่องกงซึ่งคว้าเหรียญทองโอลิมปิกจากกีฬาฟันดาบประเภทฟอยล์ชายเดี่ยวได้รับเงินอัดฉีด 5 ล้านเหรียญฮ่องกง (ราว 21 ล้านบาท) จากรัฐบาล และจะได้รับเงินอีก 2.5 ล้านเหรียญฮ่องกง (ราว 10 ล้านบาท) จาก Lam Tai Fai College

นอกจากนี้ Forbes และ BuzzFeed ได้รวบรวมเงินอัดฉีดของประเทศอื่นๆ ที่มอบให้แก่นักกีฬาที่คว้าเหรียญจากการแข่งขันโอลิมปิกไว้ดังนี้

มาเลเซียมอบเงินอัดฉีด 236,000-237,000 เหรียญสหรัฐสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญทอง, 71,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญเงิน และ 24,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญทองแดง

สิงคโปร์มอบเงินอัดฉีด 737,000-738,000 เหรียญสหรัฐสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญทอง, 369,000-500,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญเงิน และ 184,000-250,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญทองแดง

สหรัฐอเมริกามอบเงินอัดฉีด 37,500 เหรียญสหรัฐสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญทอง, 22,500 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญเงิน และ 15,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญทองแดง

อิตาลีมอบเงินอัดฉีด 213,000-214,000 เหรียญสหรัฐสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญทอง, 90,000-107,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญเงิน และ 60,000-71,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญทองแดง

บราซิลมอบเงินอัดฉีด 49,000 เหรียญสหรัฐสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญทอง, 29,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญเงิน และ 20,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญทองแดง

แคนาดามอบเงินอัดฉีด 16,000 เหรียญสหรัฐสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญทอง, 12,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญเงิน และ 8,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญทองแดง

ออสเตรเลียมอบเงินอัดฉีด 15,000 เหรียญสหรัฐสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญทอง, 11,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญเงิน และ 7,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญทองแดง

แอฟริกาใต้มอบเงินอัดฉีด 37,000 เหรียญสหรัฐสำหรับนักกีฬาที่คว้าเหรียญทอง, 19,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญเงิน และ 7,000 เหรียญสหรัฐสำหรับเหรียญทองแดง

Photo by Philip FONG / AFP

ภูฏานทำยังไงถึงฉีดวัคซีนให้ประชาชน 90% สำเร็จใน 7 วัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659628

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 14:30 น.

ภูฏานทำยังไงถึงฉีดวัคซีนให้ประชาชน 90% สำเร็จใน 7 วันภูฏานระดมฉีดวัคซีนเข็มสองให้ประชาชน 90% ภายในเวลาเพียง 7 วันแม้ในพื้นที่ห่างไกลก็ไม่ทิ้ง

สำนักข่าว AP รายงานว่า ทางการภูฏานระดมฉีดวัคซีนป้องกัน Covid-19 โดสที่สองให้ประชากรวัยผู้ใหญ่ราว 90% สำเร็จภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ จนได้รับคำชมจากองค์การ UNICEF ว่าเป็นการฉีดวัคซีนที่เร็วที่สุด

จนถึงวันนี้ (3 ส.ค.) ประชากรวัยผู้ใหญ่ของภูฏานราว 480,000 คนจาก 530,000 คนได้รับวัคซีนครบทั้งสองเข็มแล้ว หลังจากทางการเริ่มฉีดวัคซีนเข็มที่สองให้ประชาชนเมื่อวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา

“เป้าหมายของเราคือ การสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ให้ประชาชนภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อป้องกันวิกฤตสุขภาพครั้งใหญ่” เดเชน วังโม รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขภูฏานเผยกับ AP

เมื่อเดือน เม.ย. ภูฏานกลายเป็นข่าวดังหลังจากรัฐบาลเผยว่าฉีดวัคซีนเข็มแรกให้ประชาชนแล้วราว 90% ภายใน 2 สัปดาห์ หลังจากอินเดียบริจาควัคซีนของ AstraZeneca ให้ 550,000 โดส

ทว่าภูฏานต้องขาดแคลนวัคซีนอยู่หลายเดือน เนื่องจากอินเดียหยุดส่งออกวัคซีนชั่วคราวเพราะต้องเก็บไว้ใช้เองในประเทศรับมือการระบาดหนัก

ภูฏานกลับมาเดินหน้าฉีดวัคซีนอีกครั้งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วหลังได้รับวัคซีนของ Moderna ที่สหรัฐบริจาคให้ผ่านโครงการแจกจ่ายวัคซีน COVAX จำนวน 500,000 โดส รวมทั้งวัคซีนของ Pfizer อีก 5,000 โดสจาก COVAX และของ AstraZeneca อีกกว่า 400,000 โดสที่ได้รับบริจาคจากเดนมาร์ก โครเอเชีย บัลแกเรีย และ Sinopharm จากจีนอีก 50,000 โดส

ในขณะที่ประเทศตะวันตกหลายประเทศที่มีวัคซีนมากกว่ายังฉีดวัคซีนให้ประชาชนได้น้อยกว่าภูฏาน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขเผยว่า จำนวนประชากรของภูฏานซึ่งมีเพียงเกือบ 800,000 คน บวกกับสารจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ส่งไปถึงประชาชนอย่างชัดเจน และระบบการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิช่วยให้การฉีดวัคซีนประสบความสำเร็จ

นอกจากนี้ ความร่วมมือของบุคลากรสาธารณสุขมากกว่า 3,000 คนและศูนย์ฉีดวัคซีน 1,200 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วประเทศทำให้ประชากรวัยผู้ใหญ่สามารถเข้าถึงวัคซีนได้ทุกคนแม้จะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลเข้าถึงยากก็ตาม

โซนัม วังชุก หนึ่งในทีมที่รับผิดชอบการฉีดวัคซีนเผยว่า ในบางเคสบุคลากรทางการแพทย์ต้องเดินทางอย่างยากลำบากหลายวันฝ่าแผ่นดินถล่มและสายฝนกระหน่ำเพื่อให้ไปถึงหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลบนภูเขาสูงชันเพื่อฉีดวัคซีนให้ชาวบ้านที่ไม่สามารถเดินทางไปศูนย์ฉีดวัคซีน

โดยต้องรับวัคซีนจากเฮลิคอปเตอร์แล้วเดินต่อไปจนถึงศูนย์ฉีดวัคซีนที่อยู่ห่างไกล ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาวัคซีนให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมตลอดเวลา

นอกจากนี้ รัฐบาลของภูฏานยังเต็มไปด้วยผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขล้วนเคยประกอบวิชาชีพทางการแพทย์มาก่อน

ยังไม่นับรวมถึงการสื่อสารจากรัฐบาลที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการตอบคำถามเกี่ยวกับ Covid-19 และวัคซีนของประชาชนผ่านเฟซบุ๊ค ที่ช่วยขจัดความลังเลในการฉีดวัคซีนของชาวภูฏานได้ไม่น้อย

นอกเหนือจากนั้น โลเท เชอร์ริง นายกรัฐมนตรีและสมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก ยังออกมาสนับสนุนวัคซีนตั้งแต่แรกๆ ซึ่งทำให้ความกลัววัคซีนของประชาชนบรรเทาเบาบางลง อีกทั้งสมเด็จพระราชาธิบดียังเสด็จฯ ไปทั่วประเทศเพื่อสร้างความตระหนักเกี่ยวกับการฉีดวัคซีน

วิล พาร์คส์ ผู้แทนองค์การ UNICEF ประจำภูฏานเผยว่า ปัจจัยสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ช่วยให้ภูฏานฉีดวัคซีนได้สำเร็จคือ เครือข่ายอาสาสมัครจากภาคประชาชนที่เรียกว่า desuups

โดยตลอด 1 ปีครึ่งที่ผ่านมามีอาสาสมัครชาวภูฏานราว 22,000 คนทำหน้าที่สร้างความตระหนัก ขจัดข่าวปลอม ช่วยคัดกรองและตรวจหาเชื้อ หรือแม้กระทั่งช่วยขนส่งวัคซีนที่ยังพื้นที่ที่เข้าถึงยากอย่างบนภูเขา

Photo by Upasana DAHAL / AFP

มาอีกหนึ่ง! เยอรมนีส่งเรือรบเข้าทะเลจีนใต้ตามรอยอังกฤษ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659618

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 12:30 น.

มาอีกหนึ่ง! เยอรมนีส่งเรือรบเข้าทะเลจีนใต้ตามรอยอังกฤษเยอรมนีส่งเรือรบเข้าทะเลจีนใต้ตามรอยอังกฤษท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดกับจีน

สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ทางการเยอรมนีส่งเรือรบ “บาเยิร์น” (Bayern) เข้าไปปฏิบัติภารกิจในทะเลจีนใต้ครั้งแรกในรอบเกือบ 20 ปี ร่วมกับชาติตะวันตกอื่นๆ ในการขยายกำลังทางทหารในภูมิภาคท่ามกลางความตึงเครียดจากการขยายอิทธิพลของจีน และอาจทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างเยอรมนีและจีนสะดุด

เรือรบบาเยิร์นออกเดินทางจากท่าเรือวิลเฮล์มส์ฮาเฟินทางตอนเหนือของประเทศเมื่อวันจันทร์ (2 ส.ค.) พร้อมด้วยลูกเรือ 232 คนเพื่อปฏิบัติภารกิจในทะเลจีนใต้ซึ่งจะกินเวลาราว 7 เดือน และเดินเรือผ่านสิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และเวียดนาม คาดว่าจะเข้าสู่ทะเลจีนใต้ราวกลางเดือน ธ.ค.นี้

อันเนอเกรต ครัมพ์-คาร์เรินเบาเออร์ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมเยอรมนีเผยว่า “เรากำลังยืนหยัดเพื่อค่านิยมและผลประโยชน์ร่วมกับหุ้นส่วนและพันธมิตรของเรา…สำหรับหุ้นส่วนของเราในอินโด-แปซิฟิก มันคือความจริงที่เส้นทางเดินเรือไม่ได้เปิดกว้างและปลอดภัยอีกต่อไป…เราต้องการให้เคารพกฎหมายที่มีอยู่ ให้ใช้เส้นทางเดินเรืออย่างเสรี ให้สังคมเปิดกว้างได้รับการปกป้อง ให้การค้าเป็นไปอย่างยุติธรรม”

ครัมพ์-คาร์เรินเบาเออร์ย้ำว่า ภารกิจนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง และเยอรมนีได้เสนอจะแวะเยี่ยมท่าเรือของจีนเพื่อรักษาการติดต่อกันไว้

ขณะที่ ไฮโก มาส รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนีเผยว่า “อินโด-แปซิฟิกคือที่ที่จะกำหนดความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศในอนาคต เราต้องการช่วยกำหนดมันและรับผิดชอบต่อความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศที่เป็นไปตามกฎหมาย”

เยอรมนีอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องระมัดระวังระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง เนื่องจากจีนเป็นคู่ค้าสำคัญของเยอรมนี โดยก่อนหน้านี้เยอรมนีมักจะสงวนท่าทีในการเข้ามามีบทบาททางการทหารในเวทีนานาชาติ และมักจะตักเตือนให้ประเทศอื่นๆ เลี่ยงการเผชิญหน้ากับจีน

ทว่า ท่าทีของเยอรมนีเปลี่ยนไป โดยสัญญาการลงทุนร่วมกับจีนที่ลงนามเมื่อปี 2020 ถูกพักไว้ชั่วคราว อีกทั้งแนวทางของรัฐบาลฉบับใหม่ที่เผยแพร่เมื่อปี 2020 ยังเน้นกระชับความสัมพันธุ์กับหุ้นส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้อังกฤษประกาศว่าจะส่งเรือรบมาประจำการในทะเลจีนใต้ถาวร รวมทั้งประเทศอื่นๆ อาทิ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ที่เข้ามาเคลื่อนไหวในอินโด-แปซิฟิกเพื่อสกัดการขยายอิทธิพลของจีน

เจ้าของเหรียญทองกระโดดน้ำ กับการถักนิตติ้งเพื่อคุมสติ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659615

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 11:50 น.

เจ้าของเหรียญทองกระโดดน้ำ กับการถักนิตติ้งเพื่อคุมสติหนึ่งในภาพที่แปลกตาที่สุดในการแข่งขันโอลิมปิกที่โตเกียวคือภาพของทอม ดาลีย์ นั่งถักนิตติ้ง

ทอม ดาลีย์ (Tom Daley) นักกีฬากระโดดน้ำชาวอังกฤษนั่งถักนิตติ้งในขณะที่ชมการแข่งขันกระโดดน้ำชายความสูง 3 เมตรระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียว 2020 ที่ Tokyo Aquatics Center ในโตเกียวเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2021

ภาพของทอม ดาลีย์ ซึ่งเพิ่งได้รับเหรียญทองโอลิมปิกเป็นครั้งแรกในการแข่งขันประเภทแพลตฟอร์มชายคู่ความสูง 10 เมตรเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สร้างความฮือฮาในโลกออนไลน์ ด้วยการนั่งชมการแข่งขันไปด้วยและถักนิตติ้งไปด้วย

แต่มีการเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า นักกีฬาวัย 27 ปีพ่อลูกหนึ่งรายนี้เริ่มถักนิตติ้งและโครเชต์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเพื่อใช้เวลาว่างในช่วงล็อคดาวน์จากไวรัสโคโรน่า และยังสร้างเพจบน Instagram เพื่อแชร์ผลงานสร้างสรรค์ของเขากับแฟนๆ

เขาบอกว่า “สิ่งหนึ่งที่ทำให้สติของผมไม่กระเจิดกระเจิงในช่วงนี้คือความหลงใหลในการถักนิตติ้งและโครเชต์และการเย็บปักทุกอย่าง”

และเขายังบอกผ่าน Instagram Stories ด้วยว่า “การถักนิตติ้งได้กลายเป็นวิธีของผมในการทำให้ตัวเองสงบ มีสติ และคลายความเครียด! ผมชอบมัน!” 

ภาพโดย Oli SCARFF / AFP
ภาพโดย Oli SCARFF / AFP

เยอรมนีเตรียมฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้กลุ่มเสี่ยงเดือนหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659612

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 11:30 น.

เยอรมนีเตรียมฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้กลุ่มเสี่ยงเดือนหน้าเยอรมนีเตรียมฉีดวัคซีน mRNA เป็นเข็ม 3 ให้กลุ่มเสี่ยงรวมถึงผู้ที่ได้รับวัคซีน AZ หรือ J&J ครบโดสแล้ว

เยอรมนีเป็นอีกประเทศที่ประกาศว่าจะมีการฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 เข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์ให้แก่กลุ่มเสี่ยงเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตา

โดยเยอรมนีจะจัดสรรวัคซีนของ Pfizer และ Moderna เป็นวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อฉีดกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้แก่กลุ่มเสี่ยง อาทิ ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ทำงานในบ้านพักคนชรา รวมถึงประชาชนที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca หรือ Johnson & Johnson ครบโดสแล้ว โดยคาดว่าจะเริ่มในเดือนก.ย. ที่จะถึงนี้

นอกจากนี้มีการผลักดันให้ฉีดวัคซีนให้แก่เด็กอายุ 12 ถึง 17 ปีเพื่อให้เริ่มต้นปีการศึกษาใหม่ได้อย่างปลอดภัยหลังปิดเทอมภาคฤดูร้อน

อย่างไรก็ตามแผนการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ของเยอรมนีเกิดขึ้นท่ามกลางคำวิพากษ์วิจารณ์จากเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหภาพยุโรปที่เกรงว่าจะส่งผลต่อสด๊อกวัคซีนที่เยอรมนีให้คำมั่นว่าจะบริจาคให้แก่ประเทศในแถบแอฟริกาและละตินอเมริกา ขณะที่การจัดหาวัคซีนทั่วโลกเป็นไปอย่างจำกัด

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขกล่าวว่าสิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้ไม่ใช่การฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 แต่เป็นการกระจายวัคซีนไปยังประเทศยากจนที่ไม่มีวัคซีน และการชักจูงให้ประชาชนในประเทศร่ำรวยที่ไม่ยอมฉีดวัคซีนเข้ารับการฉีดวัคซีนเข็มแรก

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดจากบรรดานักวิทยาศาสตร์ถึงความจำเป็นในการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 แต่เนื่องจากการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วและรุนแรงในหลายพื้นที่ส่งผลให้หลายประเทศเตรียมพร้อมที่จะฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 เพื่อรับมือกับการแพร่ระบาดหรือบางประเทศก็ได้เริ่มฉีดไปแล้ว

รวมถึงผู้ผลิตวัคซีนอย่าง Pfizer เองก็ได้มีการเสนอให้สหรัฐฉีดวัคซีนเป็นเข็มที่ 3 โดยอ้างถึงผลการศึกษาซึ่งชี้ว่าประสิทธิภาพของวัคซีนในการป้องกันการติดเชื้อแบบแสดงอาการลดลงเล็กน้อยเมื่อเวลาผ่านไปหลายเดือนหลังการฉีดวัคซีนเข็มที่ 2 แม้ว่าจะยังคงมีประสิทธิภาพในการป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรงและการเสียชีวิต

Photo by STEFANIE LOOS / AFP

โควิดหวนระบาดอู่ฮั่นในรอบปีกว่า เชื้อเดลตาลาม 15 มณฑล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659610

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 10:45 น.

โควิดหวนระบาดอู่ฮั่นในรอบปีกว่า เชื้อเดลตาลาม 15 มณฑลเมืองอู่ฮั่นพบการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในท้องถิ่นอีกครั้ง ขณะที่เชื้อเดลตาลามแล้ว 15 มณฑล

Global Times รายงานว่าเมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ยของจีนพบการระบาดของโควิด-19 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. 2020 โดยมีรายงานผู้ติดเชื้อ 7 ราย เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา

จากการสอบสวนพบว่าผู้ป่วยทั้ง 7 รายเป็นแรงงานต่างถิ่นที่ทำงานในอู่ฮั่น โดยแรงงานรายหนึ่งมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับกลุ่มนักท่องเที่ยวจากมณฑลเจียงซูขณะกำลังรอรถไฟที่สถานีอู่ฮั่น ซึ่งขณะนี้มณฑลเจียงซูกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่วนแรงงานอีก 6 รายสัมผัสใกล้ชิดกับแรงงานคนดังกล่าว

ทั้ง 7 รายมีผลตรวจหาเชื้อเป็นบวกเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาต่อไป ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดกับแรงงานทั้ง 7 รายกำลังดำเนินการตรวจหาเชื้อ ขณะที่สถานีรถไฟทุกสถานีที่พวกเขาเดินทางไปได้รับการฆ่าเชื้อเรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ โควิด-19 หวนกลับมาแพร่ระบาดในประเทศจีนอีกครั้งโดยเฉพาะสายพันธุ์เดลตาที่แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว ซึ่งขณะนี้พบผู้ป่วยแล้วใน 15 มณฑล โดยในช่วง 10 วันที่ผ่านมาพบผู้ติดเชื้อมากกว่า 300 ราย

โดยมีการพบโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาแพร่ระบาดในท้องถิ่นเป็นครั้งแรกเมื่อเดือนก.ค. ที่สนามบินนานกิง มณฑลเจียงซู ส่งผลให้ทางการจีนต้องสั่งตรวจหาเชื้อประชาชนกว่า 9.2 ล้านคนและประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์

ก่อนที่จะพบการแพร่ระบาดในมณฑลอื่นๆ เพิ่มเติม โดยจากทั้งหมด 15 มณฑลที่พบการแพร่ระบาดของโรค พบว่า 12 มณฑลมีความเชื่อมโยงกับการแพร่ระบาดในนานกิง

Photo by STR / AFP

พบโควิดสายพันธุ์แลมบ์ดาดื้อวัคซีนในห้องทดลอง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659608

วันที่ 03 ส.ค. 2564 เวลา 10:31 น.

พบโควิดสายพันธุ์แลมบ์ดาดื้อวัคซีนในห้องทดลอง   นักวิจัยพบเชื้อสายพันธุ์แลมบ์ดาดื้อต่อวัคซีนในการทดลองในห้องปฏิบัติการ

ทีมนักวิจัยของญี่ปุ่นพบว่า Covid-19 สายพันธุ์แลมบ์ดา (Lambda) ซึ่งพบครั้งแรกในเปรูและขณะนี้แพร่กระจายไปยังอเมริกาใต้แล้ว ติดต่อได้ง่ายมากและดื้อต่อวัคซีนมากกว่าเชื้อสายพันธุ์ดั้งเดิมที่พบที่เมืองอู่ฮั่นของจีน

การทดลองในห้องปฏิบัติการพบว่า การกลายพันธุ์ที่โปรตีนหนาม (spike protein) ของสายพันธุ์แลมบ์ดาที่ตำแหน่ง RSYLTPGD246-253N, 260 L452Q และ F490S ช่วยให้ไวรัสสายพันธุ์นี้ต้านทานภูมิคุ้มกันที่สร้างจากวัคซีน และการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่ง T76I และ L452Q ช่วยให้แลมบ์ดาติดต่อได้ง่ายขึ้น

ผลการวิจัยซึ่งเผยแพร่ใน bioRxiv คลังเอกสารวิชาการออนไลน์ก่อนที่จะมีการพิจารณาโดยผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุให้สายพันธุ์แลมบ์ดาเป็นสายพันธุ์ที่น่าจับตามอง (Variant of Interest) แทนที่จะเป็นสายพันธุ์ที่น่ากังวล (Variant of Concern) ผู้คนอาจไม่รู้ว่ามันเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะยังไม่มีข้อมูลชัดเจนว่าสายพันธุ์แลมบ์ดาร้ายแรงกว่าสายพันธุ์เดลตาหรือไม่ แต่ เคอิ ซาโตะ นักวิจัยอาวุโสของมหาวิทยาลัยโตเกียวเชื่อว่า “แลมบ์ดาอาจเป็นภัยคุกคามต่อสังคมมนุษย์ได้”

เมื่อสหรัฐทอดทิ้งเบี้ยอัฟกานิสถาน เพื่อวางหมากอาเซียนรุกจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659584

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 20:44 น.

เมื่อสหรัฐทอดทิ้งเบี้ยอัฟกานิสถาน เพื่อวางหมากอาเซียนรุกจีนการเดินทางมายังอาเซียนแบบรัวๆ ของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐมีนัยอะไรหรือไม่ และอาเซียนจะมุ่งไปทางไหน?

มี 2 เรื่องที่ไม่น่าจะเกี่ยวกันแต่ก็เกี่ยวกัน 1. สหรัฐถอนกำลังทหารออกจากอัฟกานิสถาน 2. สหรัฐเริ่มหันมาจีบอาเซียนอีกครั้ง

เรื่องแรกอย่างที่รู้กันว่าสหรัฐและพันธมิตรถอนกำลงเกือบจะเหี้ยนออกจากอัฟกานิสถาน สบโอกาสที่พวกตอลิบานรุกคืบยึดพื้นที่ไปได้มาก แม้สหรัฐจะเหลือทหารเอาไว้ช่วยยันเล็กน้อยแต่มันไม่น่าจะช่วยอะไรได้มากนัก ตอลิบานเปิดฉากรุกเมืองใหญ่ททั่วประเทศ

ประธานาธิบดีอัชราฟ ฆานีกล่าวโทษสถานการณ์ความมั่นคงที่เสื่อมถอยอย่างรวดเร็วของอัฟกานิสถาน ว่าเป็นการตัดสินใจที่ “กะทันหัน” ของสหรัฐที่จะถอนทหารออกไป แต่ก็ยังกัดฟันบอกว่ารัฐบาลของเขามีแผนที่ทีจะคุมสถานการณ์ให้ได้ภายใน 6 เดือน

เรื่องของอัฟกานิสถานเหมือนจะไกลตัว แต่จริงแล้วถ้ามองเกมแบบทั้งกระดานจะรู้ว่ามันใกล้ตัวเราเอามากๆ เพียงแค่อัฟกานิสถานเป็นหมากไกลตาแต่หากเดินผิดจะกระทบมายังเอเชียทั้งยวง

นี่เองที่ทำให้มันเกี่ยวกับข้อที่ 2 คือ สหรัฐเริ่มหันมาจีบอาเซียนอีกครั้งและลดความสำคัญของอัฟกานิสถานแบบไม่แยแสเอาเลย

อัฟกานิสถานหมดความสำคัญสำหรับสหรัฐแล้ว เพราะโอซามา บิน ลาเดนก็ตายไปตั้งสิบกว่าปีแล้ว ทั้งอัลกออิดะฮ์และกลุ่มรัฐอิสลามก็อ่อนแอลงมากทั้งยังไปเคลื่อนไหวที่แถบซาเฮลมากกว่า ไม่มีเหตุผลอะไรอีกที่สหรัฐจะรั้งตัวเองไว้ที่นี่ แม้พวกตอลิบานจะกุมอำนาจอีกครั้ง แต่ก็ไม่ใช่ภัยร้ายแรงเฉพาะหน้าอีก และยิ่งไม่ใช่เรื่องของสหรัฐอีกต่อไป

หากมองเป็นกระดานหมากรุก ตอนนี้สหรัฐยังทิ้งหมากอัฟกานิสถานให้จีนละล้าละลัง จีนแสดงท่าทีชัดเจนโดยเรียกร้องให้ตอลิบานตัดขาดความสัมพันธ์กับ “กลุ่มก่อการร้าย” ทั้งหมด ซึ่งหมายถึงขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ซินเจียง (แม้ว่าจีนจะหารือกับตอลิบานบ่อยครั้ง แต่กลุ่มนี้ก็ยังไม่น่าไว้ใจสำหรับจีนที่กังวลเรื่องอิทธิพลของกลุ่มหัวรุนแรงที่ซินเจียง) ในเวลานี้สหรัฐหันไปเดินหมากที่รุกฆาตกับจีนได้ง่ายกว่า นั่นคืออาเซียน

ในระยะ 20 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุชเปิดฉากสงครามต่อต้านการก่อการร้าย สงครามอัฟกานิสถาน และสงครามอิรัก พลังทั้งหมดของสหรัฐถูกโยกไปยังพื้นที่เหล่านี้ สหรัฐไม่ได้มองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญ แม้จีนเริ่มปีกกล้าขาแข็งสหรัฐก็ยังไม่เพ่งเล็งแบบเอาเป็นเอาตาย จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้ สหรัฐถึงเริ่มเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่

อาเซียนนั้นถูกสหรัฐมองข้ามไปหลายปี เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐไม่ได้เข้าร่วมการประชุมของอาเซียนเสมอไป และบางครั้งก็ส่งเจ้าหน้าที่ระดับรองลงมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดของภูมิภาคนี้ด้วย

ถึงขนาดขาดการประชุมสำคัญๆ รวมถึงการหารือยุทธศาสตร์ไทย–สหรัฐอเมริกาก็ยังทิ้งช่วงไปหลายปี

จนกระทั่งไบเดนเข้ามา การหารือยุทธศาสตร์ไทย–สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 7 ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง (เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2564) แอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐก็ยังรีบเร่งหารือกับอาเซียนในเวลาไล่เลี่ยกันคือวันที่ 25 พฤษภาคม นับป็นฉากใหม่ของการปรับยุทธศาสตร์สหรัฐที่หันเข้าอาเซียน

แต่การประชุมออนไลน์ระหว่างบลิงเคนครั้งแรกในตอนนั้นเปิดฉากไม่สวยนัก เพราะประชุมผ่านระบบออนไลน์โดยที่บลิงเคนรีบเดินทางยังเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอลเพื่อไกล่เกลี่ยเรื่องความรุนแรงระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์

ปรากฏว่าสัญญาณการประชุมขาดหาย ฝ่ายผู้แทนของอาเซียนประเทศต่างๆ ต้องรอนานถึง 45 นาที จนบางคนหัวเสีย นั่นคือ เร็ตโน มาร์ซูดี รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ที่ไม่พอใจมากจนไม่ยอมเปิดวิดีโอฟีดระหว่างการประชุม

ความขัดข้องนั้นทำให้เกิดคำถามว่าสหรัฐจริงจังกับอาเซียนแค่ไหนหรือเห็นเป็นแค่เบี้ยหมากตัวเล็กๆ ในเกมการเมืองโลก? แม้เจ้าหน้าที่สหรัฐจะยืนยันว่าไม่ได้ตั้งใจเมินอาเซียน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าอาเซียนเป็นแค่ตัวสำรอง เพราะบลิงเคนหารือในเวลาว่างระหว่างไปทำงานที่ใหญ่กว่าที่ตะวันออกกลาง และยังไม่เตรียมระบบให้เรียบร้อยเหมือนกับว่าถ้าระบบล่มก็ได้หนักหนาสาหัสอะไร

ถึงสหรัฐจะไม่ได้ตั้งใจแต่เปิดตัวกันแบบนี้ยิ่งทำให้อาเซียนคิดว่าสหรัฐคบไม่ได้

และบางประเทศยิ่งอาจเชื่อว่าสหรัฐต้องการอาเซียนเพื่อคานอำนาจจีน มากกว่าอาเซียนต้องการสหรัฐมาคานอำนาจจีน ดังนั้นหากสหรัฐต้องการอาเซียนจริงๆ ต้องแสดงออกอย่างจริงใจกว่านี้

สหรัฐเริ่มแก้ตัวด้วยการรีบส่งวัคซีน mRNA มาให้หลายประเทศในอาเซียนรวมถึงไทย และในสัปดาห์นี้ แอนโทนีบลิงเคนจะแก้ตัวอีกครั้ง ด้วยการนั่งประชุมออนไลน์กับประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง คือไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม เพื่อที่จะย้ำว่าภูมิภาคนี้มีความสำคัญอันดับต้นๆ สำหรับสหรัฐ

นี่เป็นการเปลี่ยนท่าทีที่สำคัญมาก อย่างแรก มันเป็นการแก้ตัวสำหรับบลิงเคนหลังจากหักหน้าอาเซียนไป คราวนี้เขาเริ่มต้นแก้ไขกับกลุ่มที่สหรัฐคุ้นเคยมากกว่าก่อน นั่นคือภูมิภาคเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นแผ่นดินใหญ่หรืออินโดจีน ซึ่งสหรัฐเข้ามาพัวพันด้วยมากที่สุดในยุคสงครามเย็น

ตอนนี้ก็เรียกได้ว่าเป็นยุคสงครามเย็นใหม่แล้ว และสหรัฐยิ่งต้องการแผ่นดินใหญ่อาเซียนเหมือนเมื่อ 40 – 50 ปีที่แล้วอีกครั้ง เป้าหมายคือใช้พื้นที่นี่ “ทะลวงฟันจีน”

หนึ่งในหัวใจของการรุกคืบคือ “แม่น้ำโขง” ซึ่งเป็นประเด็นบาดหมางระหว่างประเทศท้ายน้ำกับประเทศต้นน้ำ (จีน) มาโดยตลอด แต่กว่าที่สหรัฐจะมองเห็นรอยแผลของจีนในจุดนี้ก็เมื่อปีที่แล้ว โดยจัดตั้งหน่วยงานสังเกตการณ์เขื่อนแม่น้ำโขงเพื่อช่วยประเทศท้ายน้ำรับทราบว่าจีนกำลังทำอะไรกับต้นน้ำ

เป็นการแทรกตัวเข้ามาระหว่างความบาดหมางเพื่อใช้ประโยชน์นั่นเอง คล้ายๆ กับที่สหรัฐแข็งกร้าวกับจีนในกรณีพิพาททะเลจีนใต้โดยแทรกเข้ามาระหว่างความขัดแย้งของภูมิภาคเชียตะวันออกเฉียงใต้ภาคพื้นสมุทรที่แย่งชิงน่านน้ำและเกาะต่างๆ กับจีน

ดูเหมือนว่าสหรัฐกำลังใช้ “น้ำ” คือน้ำโขงและน้ำทะเลจีนใต้เพื่อสยบ “มังกรไฟ” อย่างจีนซะแล้ว

สหรัฐจึงรุกคืบเข้าอาเซียนทุกทาง แม้ว่าบลิงเคนจะเพิ่มกลับมาแก้ตัวในสัปดาห์นี้ แต่ที่จริงแล้ว มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐที่ไม่พลาดอย่างบลิงเคน แวะเข้ามาอาเซียนอย่างต่อเนื่องจนผิดปกติมากๆ หากจะพิจารณาว่าก่อนหน้านี้สหรัฐไม่ได้แยแสอาเซียนขนาดนี้เลย

เริ่มจากเวนดี เชอร์แมน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเยือนอินโดนีเซีย กัมพูชา และไทยในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ไปเวียดนามและฟิลิปปินส์ในสัปดาห์นี้ และรองประธานาธิบดี กมาลา แฮร์ริส จะไปเยือนสิงคโปร์และเวียดนาม

ที่น่าสนใจคือระดับวีไอพีเหล่านี้มาเยือนด้วยตัวเอง แม้แต่กมลา แฮร์ริสก็ยังมาด้วยตัวเอง แต่กรณีของบลิงเคนยังเป็นการประชุมออนไลน์ เราจะเป็นได้ว่าน้ำหนักไปอยู่ที่ประเทศอาเซียนแถบภาคพื้นที่สมุทร ส่วนภาคพื้นแผ่นดินใหญ่แม้จะสำคัญและมีช่องโหว่ของจีนที่แม่น้ำโขง แต่จุดนั้นเป็นแค่จุดอ่อนไม่ใช่จุดตายเหมือนภาคพื้นที่สมุทรที่ทะเลาะกันที่น่านน้ำทะเลจีนใต้

โปรดสังเกตว่าเวียดนามเป็นจุดหมายปลายทางที่วีไอพีจากรัฐบาลสหรัฐไปเยือนบ่อยเป็นพิเศษ เพราะเวียดนามแข็งกร้าวกับจีนเป็นพิเศษ แต่ในระยะหลังรัฐบาลเวียดนามเริ่มคุยกับจีนดีขึ้นและร่วมมือกันมากขึ้น ไม่แน่ว่าสหรัฐอาจต้องเร่งแยกเวียดนามออกจากจีนก่อนที่จะหันมาญาติดีกัน

นี่เอง กมลา แฮร์ริสถึงต้องมาทัวร์เวียดนามด้วยตัวเองและยังสร้างประวัติศาสตร์เป็นรองประธานาธิบดีคนแรกของสหรัฐที่มาเยือนเวียดนาม

ถามว่าสิงคโปร์สำคัญอย่างไร? สหรัฐต้องการใช้สิงคโปร์เป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านโลจิสติกในภูมิภาคเพื่อที่จะต่อกรกับจีน แต่ความปรารถนานี้ไม่ง่ายเลย แม้ว่าสิงคโปร์จะสนิทแนบแน่นกับสหรัฐในด้านการทหาร (คล้ายๆ กับไทย) แต่ตอนนี้สิงคโปร์ยังต้องถ่วงดุลอย่างละเอียดถี่ถ้วนระหว่างสหรัฐกับจีน (คล้ายกับไทยอีกเช่นกัน)

สิงคโปร์มีข้อตกลงกับสหรัฐตั้งแต่ปี 1990 ซึ่งอนุญาตให้สหรัฐใช้โครงสร้างทางการทหารของสิงคโปร์ได้และสัญญานี้เพิ่งต่ออายุไปเมื่อปี 2019

มีรายงานจาก Today สื่อของสิงคโปร์ว่าภายใต้ข้อตกลงนี้ สหรัฐสามารถใช้ฐานทัพเซมบาวังเพื่อให้การสนับสนุนด้านลอจิสติกส์สำหรับการขนส่งเครื่องบินและเรือของกองทัพสหรัฐ มีการเพิ่มบทบัญญัติอื่นในข้อตกลงในปี 1998 ซึ่งอนุญาตให้เรือทหารสหรัฐมาเทียบท่าที่ฐานทัพเรือชางงีได้ด้วย

ทำไมสิงคโปร์ที่พยายามถ่วงดุลระหว่างสหรัฐกับจีนถึงยอมให้สหรัฐใช้ฐานทัพได้? คำตอบอยู่ที่การถ่วงดุลนั่นเอง ดร.โมฮัมหมัด มาลิกิ ออสมัน รัฐมนตรีอาวุโสกระทรวงการต่างประเทศของสิงคโปร์ผู้ต่อสัญญาด้านการทหารกับสหรัฐบอกเองว่าสหรัฐคือกำลังหลักในการสร้างดุลยภาพในภูมิภาค

นี่เป็นสิ่งที่อาเซียนหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าจะพยายามอยู่อย่างสงบๆ แต่พราะพัวพันกับความขัดแย้งเรื่อง “น้ำ” ในจุดต่างๆ ทำให้ต้องยืมดาบของมหาอำนาจอื่นเข้ามาช่วยคานจีน ขณะเดียวกันก็พยายามโอ้โลมจีนในเรื่องการค้ากับความช่วยเหลือต่างๆ ซึ่งจีนก็ยังพอใจในจุดนี้

แต่มันเป็นเกมที่อันตรายในระยะยาวที่หากพลาดพลั้งไปอาจเจ็บตัวเอาง่ายๆ ซึ่งสิงคโปร์ เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์กำลังเล่นเกมนี้อยู่ โดยที่มาเลเซียยังสงวนท่าทีอย่างระแวดระวังที่สุด

ที่น่าสนใจก็คือการเยือนสิงคโปร์ของกมลา แฮร์ริสครั้งนี้เยือนสิงคโปร์ตามคำเชิญของนายกรัฐมนตรีลีเซียนลุงด้วยซ้ำ จะพบปะกับผู้นำสิงคโปร์และหารือถึงวิธีการกระชับความร่วมมือทวิภาคีในหลายด้าน รวมถึงการป้องกัน/ความมั่นคง ความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ และการค้าดิจิทัล

แม้สิงคโปร์จะเล่มเกมอันตรายเหมือนเพื่อนบ้านและถึงกับเชิญแฮร์ริสมา แต่มันไม่ใช่การเลือกข้าง สิงคโปร์พยายามเป็นกลางอย่างที่สุด สิ่งที่ดูเหมือนจะเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งแท้จริงก็คือการถ่วงดุลอย่างรอบคอบเท่านั้นและครั้งนี้ก็เช่นกันสิงคโปร์จะไม่ยอมเลือกฝักฝ่ายอย่างชัดเจน

อาเซียนรวมถึงไทยก็ควรทำแบบเดียวกัน

กรกิจ ดิษฐาน 

Photo by SAUL LOEB / AFP

นักกีฬาข้ามเพศคนแรก กับชัยชนะและความพ่ายแพ้ที่โอลิมปิก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659589

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 19:45 น.

นักกีฬาข้ามเพศคนแรก กับชัยชนะและความพ่ายแพ้ที่โอลิมปิกลอเรล ฮับบาร์ด (Laurel Hubbard) นักยกน้ำหนักข้ามเพศจากนิวซีแลนด์ชวดเหรียญโตเกียวโอลิมปิก

หลังจากที่คณะกรรมการโอลิมปิกสาลอนุญาตให้นักกีฬาที่เปลี่ยนเพศสภาพจากชายเป็นหญิงลงแข่งขันในประเภทหญิงได้หากปริมาณฮอร์โมนในร่างกายผ่านเกณฑ์ที่กำหนด “ลอเรล ฮับบาร์ด” (Laurel Hubbard) นักกีฬายกน้ำหนักจากนิวซีแลนด์ก็เป็นนักกีฬาข้ามเพศคนแรกที่ได้รับสิทธิ์นั้นในการแข่งขันโอลิมปิก

เมื่อนิวซีแลนด์ยืนยันว่าเธอจะเข้าร่วมการแข่งขันยกน้ำหนักในโตเกียว โอลิมปิก 2020 รุ่นน้ำหนักเกิน 87 กิโลกรัม ในฐานะนักกีฬาเพศหญิง นอกจากนี้ ฮับบาร์ดยังเป็นนักยกน้ำหนักที่อายุมากที่สุดในการแข่งขันด้วยวัย 43 ปี

อย่างไรก็ตามแม้จะได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้สนับสนับสนุนคนข้ามเพศ แต่ก็เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเมื่อบรรดานักกีฬาและแฟนกีฬาจำนวนมากมองว่าจะเกิดข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบด้านสรีระ รวมถึงความหนาแน่นของมวลกล้ามเนื้อ กระดูก และพละกำลังที่มีความแตกต่างกันระหว่างเพศชายและเพศหญิงโดยกำเนิด แม้ว่าเธอจะมีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (ฮอร์โมนเพศชาย) ต่ำกว่า 10 นาโนโมล (nmol) ต่อลิตรเป็นเวลาอย่างน้อย 12 เดือนตามที่เกณฑ์กำหนดก็ตาม

รวมถึงแอนนา ฟาน เบลลิงเฮน (Anna Van Bellinghen) นักยกน้ำหนักจากเบลเยียมซึ่งสนับสนุนกลุ่มคนข้ามเพศอย่างเต็มที่ ก็ยอมรับว่าเธอมองว่ามันค่อนข้างไม่ยุติธรรมต่อนักกีฬา เช่นเดียวกับ Fair Play for Women กลุ่มพิทักษ์สิทธิสตรีซึ่งมองว่านโยบายนี้ไม่เป็นธรรมเช่นกัน

ขณะที่ เครีน สมิธ (Kereyn Smith) ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกนิวซีแลนด์กล่าวว่าเพศสภาพในกีฬาเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อน ซึ่งต้องสร้างสมดุลระหว่างสิทธิมนุษยชนและความยุติธรรม แต่ยืนยันว่าฮับบาร์ดได้ผ่านเกณฑ์ของสหพันธ์ยกน้ำหนักนานาชาติและข้อกำหนดของนักกีฬาข้ามเพศของคณะกรรมการโอลิมปิกสาล

ด้านโทมัส บัค (Thomas Bach) ประธานคณะกรรมการโอลิมปิกสากลระบุว่ากฎที่ประกาศออกไปแล้วสำหรับการแข่งขันครั้งนี้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ยืนยันว่าคณะกรรมการน้อมรับเสียงคัดค้านและจะนำไปทบทวนพิจารณาในการแข่งขันโอลิมปิกในอนาคต

เปิดประวัติ “ลอเรล ฮับบาร์ด”

หรือเดิมมีชื่อว่า กาวิน ฮับบาร์ด เกิดในปี 1978 เป็นลูกของอดีตนายกเทศมนตรีเมืองโอ๊คแลนด์และเจ้าของธุรกินอาหาร Hubbard Foods เธอสนใจกีฬายกน้ำหนักตั้งแต่เด็ก และสร้างสถิติใหม่ของประเทศในระดับเยาวชนเมื่อปี 1998 ก่อนที่จะห่างหายจากวงการไปราว 10 ปี

ก่อนหน้านั้นเธอลงแข่งขันในประเภทชายมาโดยตลอดจนกระทั่งปี 2013 เธอแปลงเพศและย้ายมาลงแข่งขันในประเภทหญิงในเวลาต่อมา โดยใช้ชื่อว่าลอเรล ฮับบาร์ด ซึ่งเธอได้ผ่านการตรวจปริมาณฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนตามเกณฑ์ที่คณะกรรมการกำหนด

ในปี 2017 เธอคว้าเหรียญเงินจากรายการชิงแชมป์โลก ก่อนที่จะคว้าเหรียญทองในการแข่งขันแปซิฟิก เกมส์ ในปี 2019 หลังหายจากอาการบาดเจ็บที่แขนอย่างหนัก

และในปีนี้เธอได้ลงแข่งขันในโอลิมปิกเกมส์ โตเกียว 2020 ในฐานะนักกีฬาหญิงข้ามเพศคนแรกของรายการ จบที่รอบชิงชนะเลิศ หลังพลาดยกไม่ผ่านในท่าสแนตช์ 120 กิโลกรัมและ 125 กิโลกรัม ท่ามกลางกำลังใจจากแฟนกีฬา แต่อีกส่วนหนึ่งก็มองว่ามันจะไม่ยุติธรรมหากเธอได้ผ่านเข้ารอบต่อไป

Photo by ADRIAN DENNIS / AFP