หนุ่มวัย 19 ที่ทำเงินได้ปีละล้านจาก Bitcoin #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659573

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 17:04 น.

หนุ่มวัย 19 ที่ทำเงินได้ปีละล้านจาก Bitcoinสำหรับเด็กหนุ่มคนนี้การศึกษา Bitcoin มีค่ามากกว่าการเข้ามหาวิทยาลัย

Nick Sears (นิค เซียร์ส) เด็กหนุ่มอายุ 19 ปีที่ตัดสินใจไม่เข้ามหาวิทยาลัยแต่ใช้เวลาทั้งหมดในห้องศูนย์ข้อมูลที่มีเครื่องขุด ASIC 4,500 ตัวเพื่อทำเหมือง Bitcoin และนั่นทำให้เขามีรายได้ถึง 54,000 เหรียญสหรัฐ หรือเกือบ 1.8 ล้านบาทต่อปี ตามรายงานของ CNBC

เมื่ออายุได้ 17 ปี Sears เคยช่วยสร้างฟาร์มขุด Bitcoin ในเมืองดัลเลสพอร์ต รัฐวอชิงตัน และเมื่ออายุครบ 18 ปีเขาได้รับอนุญาตให้ซื้อ Bitcoin ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายเป็นครั้งแรก

ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเขาใช้เวลาเกือบทุกวันไปกับการศึกษาการทำงานของเครื่องขุด Bitcoin รวมถึงการซ่อมแซมมัน สำหรับเขาแล้วการศึกษาเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์พวกนี้มีค่ามากกว่าการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย

“ผมไม่เคยคิดเรื่องการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเลย ผมแค่แสวงหาความรู้ในการซ่อมแซมเครื่องขุดพวกนี้เท่านั้น”

Sears ทำงานให้กับ Scott Bennett ซีอีโอ SCATE Ventures บริษัทขุด Bitcoin แห่งใหญ่ในอเมริกาเหนือ ที่นี่เทคโนโลยีทั้งหมดขับเคลื่อนด้วยพลังงานน้ำ 100% เนื่องจากสถานที่ทำหมืองอยู่ติดกับแม่น้ำโคลัมเบียและเขื่อนดัลเลสซึ่งเป็นแหล่งพลังงานราคาถูก หมุนเวียนได้ และมีปริมาณมาก

สำหรับค่าจ้างพนักงาน Sears ทำเงินได้ 54,000 เหรียญสหรัฐต่อปีพร้อมประกันสุขภาพซึ่งบริษัทเป็นผู้จ่ายให้

หนึ่งวันของ Sears หมดไปกับการตั้งค่าอุปกรณ์ต่างๆ การวางโครงสร้างเครือข่ายอินเทอร์เน็ต และการเดินสายเคเบิล นั่นทำให้เขาต้องทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 4 ทุ่มของทุกๆ วัน และยังคงต้องอยู่ที่เหมืองเพื่อสแตนด์บายหากเกิดเหตุฉุกเฉิน ก่อนที่จะมีคนงานกะกลางคืนเข้ามารับช่วงต่อเขาจึงได้กลับไปพักผ่อน

Sears เป็นนักขุดแบบ full-time ซึ่งนอกจากการทำเหมืองแล้วเขาก็ไม่ได้ทำงานอย่างอื่นเลย

เขาเล่าว่าในทุกๆ วันเขาจะเจอสิ่งที่ต้องซ่อมแซมแก้ไข ส่วนใหญ่ที่สุดคือการตรวจสอบและจัดการกับเครื่องขุด ASIC ทั้ง 4,500 ตัว เพื่อให้แน่ใจว่าพวกมันจะทำงานตลอด 24 ชั่วโมงทั้ง 7 วันต่อสัปดาห์

หากเครื่องใดเครื่องหนึ่งออฟไลน์หรือทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ เหมือง SCATE Venture จะต้องเสียเงิน แต่ถ้ายิ่งมีเครื่องออนไลน์มากเท่าไร โอกาสที่จะได้ Bitcoin ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ในทุกๆ 10 นาทีจะมีการสร้าง 6.25 Bitcoin และเพื่อสร้างเหรียญใหม่เหล่านี้เหมืองทั่วโลกมีส่วนสนับสนุนพลังงาน ซึ่งพวกเขาต้องแข่งขันกันว่าใครจะสามารถปลดล็อก Bitcoin ชุดใหม่ได้ก่อน

ดังนั้น Sears จึงต้องมุ่งมั่น ขยันหมั่นเพียร และรู้จักการแก้ปัญหาหากอุปกรณ์ขัดข้อง เพราะนั่นมีผลต่อความสำเร็จของเขา

“ทุกวันผมจะพบเครื่องจักรที่หยุดทำงานและผมต้องแก้ไขมัน ผมพบปัญหาเกี่ยวกับเครื่องพวกนี้อยู่เสมอซึ่งต้องหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมมันถึงออฟไลน์” Sears กล่าว

มันอาจเกิดจากไฟฟ้าดับซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกเครื่อง หรือเป็นการขัดข้องของเครือข่ายซึ่งส่งผลกระทบเพียงบางส่วน เป็นไปได้ว่าพัดลมในเครื่องแต่ละเครื่องที่ใช้สำหรับระบายความร้อนเสีย หรืออาจเป็นเพราะแหล่งจ่ายไฟจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตามเราต้องรีบแก้ไขมัน

แต่การแก้ไขฮาร์ดแวร์นั้นไม่ได้ง่ายเสมอไป

แม้ว่า Sears อาจไม่จำเป็นต้องมีประกาศนียบัตรเพื่อทำเหมือง แต่เขาเข้าอบรมหลักสูตรออนไลน์เกี่ยวกับการซ่อมแซมอุปกรณ์ขุดเฉพาะทางกับวิศวกรชาวจีนซึ่งทำงานให้กับ Bitmain บริษัทเอกชนที่มีสำนักงานใหญ่ในปักกิ่งซึ่งออกแบบชิปครบวงจรสำหรับการขุด Bitcoin ซึ่งการอบรมทำให้เขามีใบรับรองและสามารถเข้าถึงการซื้อวัสดุได้โดยตรงผ่าน Bitmain

นอกจากนี้ Sears ยังวางแผนที่จะเข้าร่วมการอบรมหลักสูตรอื่นๆ เพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ เกี่ยวกับการขุด Bitcoin เพิ่มเติมในอนาคต

Photo by Ozan KOSE / AFP

“เราขอสองเหรียญทองได้ไหม?” เมื่อข่มไม่ลงก็แบ่งกันไปเลย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659566

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 16:01 น.

“เราขอสองเหรียญทองได้ไหม?” เมื่อข่มไม่ลงก็แบ่งกันไปเลย ประวัติศาสตร์ถูกสร้างขึ้นอีกครั้งในการแข่งขันโอลิมปิกที่โตเกียว เมื่อคู่แข่งที่ข่มกันไม่ลงตกลงที่จะแชร์เหรียญทองกัน

มูตาซ เอสซา บาร์ชิม นักกีฬากระโดดสูงของทีมกาตาร์ และคู่แข่งจากอิตาลี จันมาร์โก ตัมเบรี ต้องแข่งขันนานถึง 2 ชั่วโมงหลังจากทั้งคู่ทำความสูงได้เท่ากัน แต่ก็ยังทำลายสถิติโอลิมปิกที่ 2.39 เมตรไม่ได้ ทั้งคู่จึงไม่ได้เหรียญไปครองสักที

เจ้าหน้าที่สนามจึงเดินเข้ามาซักถามมูตาซถามเจ้าหน้าที่โอลิมปิกว่า “เราขอสองเหรียญทองได้ไหม?” ซึ่งเจ้าหน้าที่พยักหน้าและพูดว่า “ได้ ถ้าคุณตกลงจะแบ่งกัน”คำตอบทำให้นักกีฬาทั้งสองดีใจจนทำไฮไฟว์ ก่อนที่ตัมเบรีจะสวมกอดมูตาซอย่างมีความสุขผลก็คือทั้งคู่ตกลงที่จะไม่แข่งต่อและตกลงที่จะแบ่งเหรียญทองร่วมกัน

เป็นกรณีที่พบไม่บ่อยนักในประวัติศาสตร์โอลิมปิกที่นักกีฬาจากคนละประเทศตกลงที่จะแบ่งปันเหรียญเดียวกันอันที่จริงแล้ว พวกเขาสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยซ้ำ ด้วยการขึ้นเป็นคู่แข่งจากสองประเทศที่แท่นรับเหรียญกรีฑาโอลิมปิกร่วมกันครั้งแรกตั้งแต่ปี พ. ศ. 2455

ถึงแม้สนามจะแทบไม่มีคนดู แต่มีเสียงโห่ร้องยินดีดังมาจากฝูงชนกลุ่มเล็กๆ ในสนามกีฬาขณะที่นักกีฬาสองคนวิ่งเข้าหาโค้ชและเพื่อนร่วมทีมของพวกเขา ตัมเบรีตื้นตันใจจนถึงกับทรุดตัวลงบนลู่วิ่ง โค้ชของทั้งสองที่อยู่บนอัฒจันทร์ ถึงกับน้ำตาซึม

ภาพโดย Christian Petersen / POOL / AFP

นักวิทย์เตือนอังกฤษอาจมีคนตายจากโควิดหลายพันคนทุกปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659557

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 15:00 น.

นักวิทย์เตือนอังกฤษอาจมีคนตายจากโควิดหลายพันคนทุกปีนักวิทยาศาสตร์บางส่วนมองว่าอังกฤษอาจมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ปีละหลายพันคนไปอีกหลายปี

The Guardian รายงานว่านักวิทยาศาสตร์เตือนว่าสหราชอาณาจักรอาจเผชิญกับการเสียชีวิตจากโรคโควิด-19 ปีละหลายพันคน แม้ว่าจะมีจำนวนผู้ติดเชื้อลดลงภายหลังการคลายมาตรการล็อกดาวน์แต่พบว่าจำนวนผู้ป่วยอาการหนักและผู้เสียชีวิตกลับเพิ่มขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่าการแพร่ระบาดระลอกที่ 4 ในสหราชอาณาจักรขณะนี้มีแนวโน้มว่าจะยิ่งทวีความรุนแรงในช่วงฤดูหนาว เนื่องจากอัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลงและการกลับมาเปิดโรงเรียนอีกครั้ง ประกอบกับไวรัสตามฤดูกาลอื่นๆ รวมถึงไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่มีสุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง

ศาสตราจารย์อดัม ฟินน์ จากมหาวิทยาลัยบริสตอลกล่าวว่าชาวอังกฤษจะต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ไปอีกนาน เนื่องจากไวรัสกลายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วมากกว่าที่พวกเราคาดไว้ แม้ว่าจะไม่มากเท่าไวรัสไข้หวัดใหญ่แต่ก็มีแนวโน้มว่าอาจมีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ปีละหลายพันคนไปอีกหลายปี แต่เราสามารถลดปัญหานี้ได้ด้วยการฉีดวัคซีน

เช่นเดียวกับศาสตราจารย์ เจมส์ ไนสมิท ผู้อำนวยการสถาบันโรซาลินด์ แฟรงคลินในอ็อกซ์ฟอร์ด ซึ่งมองว่าแม้ในอนาคตเราจะมีภูมิคุ้มกันหมู่เพียงพอที่จะไม่ทำให้โควิด-19 ร้ายแรงเช่นที่ผ่านมา แต่มันอาจเหมือนไข้หวัดใหญ่ซึ่งจะยังคงส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต แต่จะมากเท่าไรนั้นยังคงเป็นเรื่องยากที่จะประเมิน แต่อาจถึงหลายพันถึงหลักหมื่นคน

อย่างไรก็ตามศาสตราจารย์โจนาธาน บอลล์ จากมหาวิทยาลัยนอตติงแฮมเชื่อว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 จะลดลงเมื่อเวลาผ่านไปเนื่องจากมีภูมิคุ้มกันหมู่ที่มากขึ้นและกว้างขึ้น แม้จะไม่ได้รับรองว่าจะไม่มีผู้เสียชีวิตทุกปีแต่เขามองว่าไม่น่าจะถึงปีละหลายพันคน

ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่คาดว่าจะเป็นผู้สูงอายุและผู้มีอาการป่วยรุนแรงซึ่งเป็นกลุ่มเดียวกับผู้ที่เสียชีวิตด้วยไข้หวัดใหญ่หรือโรคทางเดินหายใจอื่นๆ ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี และยังคงต้องจับตาดูว่าโควิด-19 จะเพิ่มจำนวนผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ยต่อปีอย่างมีนัยสำคัญหรือไม่

ด้านศาสตราจารย์มาร์ติน ฮิบเบอร์ด จากวิทยาลัยสุขภาพและเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยลอนดอน มองว่าแม้โควิด-19 จะยังไม่หายไปในเร็ววันนี้ แต่สามารถป้องกันความรุนแรงได้ด้วยวัคซีน เช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ซึ่งมีผู้เสียชีวิตโดยเฉลี่ย 20,000 คนต่อปีในสหราชอาณาจักร

ขณะที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญกำลังผลักดันให้มีการฉีดวัคซีนแก่เด็กอายุ 16 ถึง 17 เพื่อเตรียมพร้อมกับการเปิดโรงเรียน ตลอดจนผู้ที่อายุมากกว่า 50 ปีเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดรุนแรงในช่วงฤดูหนาวที่จะถึงนี้

นอกจากนี้ยังมีความกังวลว่าการล็อกดาวน์ที่ผ่านมาจะทำให้ภูมิคุ้มกันของประชาชนต่อโรคทางเดินหายใจอื่นๆ อย่างเช่นไข้หวัดใหญ่อ่อนแอลงหรือไม่

โดยศาสตราจารย์แอนน์ แมนดัลล์ จอห์นสัน ประธานสถาบันวิทยาศาสตร์การแพทย์คาดว่าการติดเชื้อด้วยโรคทางเดินหายใจอย่างเช่นไข้หวัดใหญ่ในช่วงฤดูหนาวปีนี้จะเพิ่มขึ้น เนื่องจากชาวอังกฤษอาจมีภูมิคุ้มกันลดลงจากการไม่ได้สัมผัสเชื้อในช่วงล็อกดาวน์ปีที่แล้ว

Photo by Tolga Akmen / AFP

เผยคนไทยในเกาหลีใต้ก่ออาชญากรรมมากที่สุด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659541

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 13:15 น.

เผยคนไทยในเกาหลีใต้ก่ออาชญากรรมมากที่สุดสำนักงานตำรวจเกาหลีใต้เผยการจับกุมชาวต่างชาติเดือนเม.ย.-มิ.ย. ส่วนใหญ่เป็นคนไทย

The Korea Times รายงานว่าสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้เปิดเผยข้อมูลการปราบปรามการก่ออาชญากรรมโดยชาวต่างชาติรวมถึงการกระทำความผิดทางอาญาข้ามพรมแดนตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายนปีนี้พบว่ามีการก่ออาชญากรรมโดยชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น

โดยในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายนมีการจับกุมชาวต่างชาติทั้งสิ้น 391 คน ในจำนวนนี้ร้อยละ 46.8 ถูกกล่าวหาว่ากระทำความปิดเกี่ยวกับยาเสพติด, ร้อยละ 18.7 เกี่ยวข้องกับการเข้าประเทศอย่างผิดกฎหมาย, ร้อยละ 18.4 เกี่ยวข้องกับการพนัน และร้อยละ 4.9 เป็นการก่ออาชญากรรมทางการเงิน

หากแบ่งตามสัญชาติแล้วพบว่าร้อยละ 17.6 จากจำนวน 391 คนมาจากประเทศไทย รองลงมาคือเวียดนามและอุซเบกิสถานคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 14.1 ตามมาด้วยร้อยละ 7.7 จากรัสเซีย, ร้อยละ 5.1 จากจีน, ร้อยละ 4.6 จากปากีสถาน, ร้อยละ 2 จากไลบีเรีย และจากประเทศอื่นๆ อีกร้อยละ 4.2

ทั้งนี้ ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ได้มีการจับกุมชาวต่างชาติไปแล้ว 14,977 คน ขณะที่ในปี 2020 ที่ผ่านมามีการจับกุมชาวต่างชาติทั้งสิ้น 39,139 คน และ 39,249 คนในปี 2019

รายงานระบุว่ามีชาวไทย 22 คนถูกจับกุมในข้อหาลักลอบนำเข้าและจำหน่ายยาเสพติดในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมปีนี้ ขณะที่มีการจับกุมชาวไลบีเรีย 8 คนในข้อหาฉ้อโกงตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้วจนถึงพฤษภาคมปีนี้

นอกจากนี้มีรายงานการจับกุมสมาชิก 60 คนจากกลุ่มอาชญากรในฟิลิปปินส์ข้อหาดำเนินการเว็บไซต์พนันกีฬาที่ผิดกฎหมายกับผู้ใช้ในเกาหลีใต้

เป้าหมายของการปราบปรามของเจ้าหน้าที่จะเป็นองค์กรอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงิน, การค้ายาเสพติดและการดำเนินธุรกิจที่ผิดกฎหมาย, การทำร้ายร่างกาย, การพนัน ตลอดจนธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่ผิดฎหมาย

ซึ่งเจ้าหน้าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่ากลุ่มอาชญากรที่รวมตัวกันมักนำโดยบุคคลที่มีเชื้อชาติหรือสัญชาติเดียวกัน

AFP PHOTO / Ed JONES

เธอคว้า 3 เหรียญทอง แต่ถูกชาติเดียวกันบูลลี่เพราะตัดผมสั้น #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659530

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 11:49 น.

เธอคว้า 3 เหรียญทอง แต่ถูกชาติเดียวกันบูลลี่เพราะตัดผมสั้นเธอเป็นฮีโร่ของชาติ แต่คนคนชาติเดียวกันบางกลุ่มกลั่นแกล้งออนไลน์เพียงเพราะเธอแหวกขนบในสายตาพวกเขา

อัน ซัน (An San) นักยิงธนูสาวชาวเกาหลีใต้วัย 20 ปีกำลังเป็นประเด็นอฮ้ต ไม่ใช่เพราะเธอคว้ามาถึงสามเหรียญทองในโอลิมปิก (ในประเภททีมหญิง ทีมผสม และบุคคล) กลายเป็นนักธนูคนแรกในประวัติศาสตร์โอลิมปิกที่คว้าเหรียญสามเหรียญได้ในเกมเดียว และยังทำลายสถิติโอลิมปิกที่ยืนยงมานาน 25 ปีด้วย ทำให้เธออยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ไปเรียบร้อยแล้ว

เธอเป็นชาวเกาหลีใต้คนแรกที่ชนะมากกว่าสองเหรียญในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูร้อนรายการเดียว นอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้หญิงคนแรกนับตั้งแต่ปี 1904 ที่คว้าเหรียญทอง 3 เหรียญจากการยิงธนูในโอลิมปิกเดียวกัน

แต่ที่เกาหลีใต้บ้านเกิดของเธอ อัน ซันถูกคุกคามทางออนไลน์จากกลุ่มต่อต้านสตรีนิยมซึ่งวิพากษ์วิจารณ์การตัดผมสั้นของเธอและไม่พอใจที่เธอสมัครเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยสตรีควังจู โดยกลุ่มคนเหล่านี้เป็นพวกอนุรักษ์นิยมที่เชิดชูเพศชายเป็นใหญ่และกดขี่สิทธิสตรี และมักจะโจมตีผู้หญิงที่ตัดผมสั้นว่าเป็นนักนิยมสิทธิสตรี ผู้หญิงในสายตาคนพวกนี้จะต้องไว้ผมยาวและมีบุคคลิกนุ่มนวลไม่ต่อต้านเพศชายเท่านั้น

Korea JoongAng Daily รายงานว่า เหตุบูลลี่เกิดจากออนไลน์ฟอรั่มแห่งหนึ่งที่มีสมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้ชายมีการตั้งกระทูว่า “ผู้หญิงที่เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสตรีและมีผมสั้น มีแนวโน้มร้อยละ 90 ที่จะเป็นสตรีนิยม” ตามด้วยคอมเมนต์ที่บอกว่าผู้หญิงที่ตัดผมสั้นเป็นพวกสตรีนิยม

และบางคนเรียกร้องให้เธอขอโทษ และถึงกับขอให้เธอคืนเหรียญโอลิมปิกของเธอไปซะ

แต่ อัน ซัน ไม่สนใจการบูลลี่ ในแถลงการณ์เธอบอกว่า “พยายามไม่สนใจ” และมุ่งความสนใจไปที่กีฬาของเธอแทน

จากการตรวจอัตราการเต้นของหัวใจของนักยิงธนูซึ่งออกอากาศเป็นครั้งแรกในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียว แสดงให้เห็นว่า หัวใจของอันเต้นสูงสุดที่ 119 ครั้งต่อนาที ซึ่งต่ำกว่า 167 ครั้งต่อนาทีของเอเลนา โอซิโปวา คู่แข่งชาวรัสเซียของเธอ

มันเป็นหลักฐาที่บ่งชี้ถึงความสงบเยือกเย็นที่น่าทึ่งของอันภายใต้แรงกดดัน แต่เธอยอมรับในภายหลังว่า “เมื่อทุกอย่างจบลง ฉันรู้สึกเหมือนหัวใจจะระเบิด”

การเดินทางของอันไปสู่จุดสูงสุดนั้นไม่ง่ายเลย

เธอเริ่มยิงธนูในโรงเรียนประถมเพราะสนใจที่มีการแจกไก่ทอดฟรีหใ้กับนักยิงธนู แต่ทีมโรงเรียนที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่ในขณะนั้นมีไว้สำหรับเด็กผู้ชายเท่านั้น แต่อันยืนยันว่าเธอต้องการเรียนรู้ด้วย

ในตอนแรก ครูใหญ่ของโรงเรียนแนะนำให้เธอย้ายไปโรงเรียนอื่นหากเธอต้องการยิงธนู แต่อันไม่ยอมยอมจำนนและในที่สุดโรงเรียนก็ก่อตั้งทีมยิงธนูสำหรับเด็กผู้หญิงเพราะเธอ 

ทีมโรงเรียนยังคงแข็งแกร่งมาจนถึงทุกวันนี้เพราะในวันนั้นอันบอกว่า “ไม่ หนูไม่ยอม” 

ในภาพชุดนี้ อัน ซัน จากเกาหลีใต้กำลังเข้าแข่งขันในประเภทหญิงรอบคัดเลือกระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียว 2020 ที่สนามยิงธนู Yumenoshima Park ในโตเกียว เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 (ภาพโดย ADEK BERRY / AFP)

กัมพูชาเล็งผสมวัคซีนจีนกับ AstraZeneca เป็นเข็ม 3 สู้โควิด #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659526

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 11:26 น.

กัมพูชาเล็งผสมวัคซีนจีนกับ AstraZeneca เป็นเข็ม 3 สู้โควิดกัมพูชาประกาศฉีดวัคซีนโควิดเข็ม 3 แบบผสมเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันประชาชน

รอยเตอร์สรายงานว่ากัมพูชาจะเริ่มฉีดวัคซีนต้านโควิด-19 เข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์โดยใช้วัคซีนของ AstraZeneca ควบคู่กับวัคซีน Sinopharm และ Sinovac ของจีนเพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันในการรับมือกับการแพร่ะบาดของโควิด-19 ในประเทศ

โดยนายกรัฐมนตรีฮุน เซน กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่าวัคซีนบูสเตอร์นี้จะถูกฉีดให้แก่บุคลากรด่านหน้าประมาณ 500,000 ถึง 1 ล้านคนเป็นสำคัญ

โดยระบุว่าผู้ที่ได้รับวัคซีน Sinopharm และ Sinovac ครบโดสแล้วควรได้รับ AstraZeneca เป็นเข็มที่ 3 เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน สำหรับประชาชนที่ได้รับวัคซีน AstraZeneca ครบโดสแล้วควรให้ Sinovac เป็นเข็มที่ 3

ทั้งนี้ กัมพูชาสามารถควบคุมการแพร่ะบาดได้เกือบทั้งหมดในปีที่แล้ว แต่สถานการณ์กลับมาตึงเครียดอีกครั้งเมื่อมีการตรวจพบการแพร่ระบาดเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 77,919 ราย และเสียชีวิต 1,420 ราย

สัปดาห์ที่ผ่านมากัมพูชาได้ประกาศล็อกดาวน์ 8 จังหวัดที่มีพรมแดนติดกับประเทศไทยเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่กำลังแพร่ระบาดทั่วภูมิภาค

ขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศว่าพบไวรัสสายพันธุ์เดลตาในผู้อพยพที่เดินทางกลับจากประเทศไทยและขณะนี้พวกเขากำลังอยู่ในชุมชนท้องถิ่นแล้ว

AFP PHOTO / TANG CHHIN Sothy

Sunisa Lee สายเลือดม้ง-ลาว ขวัญใจคนใหม่ของอเมริกา #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659511

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 10:47 น.

Sunisa Lee สายเลือดม้ง-ลาว ขวัญใจคนใหม่ของอเมริกาเรื่องราวของสุนิสา ลี (Sunisa Lee) สายเลือดม้ง-ลาว-อเมริกันวัย 18 ปี ที่กำลังเป็นดาวเด่นคนใหม่ในบ้านเกิดของเธอ

สุนิสา ลี (Sunisa Lee) สายเลือดม้ง-ลาว-อเมริกันวัย 18 ปี ขวัญใจคนใหม่ของวงการยิมนาสติกสหรัฐ เธอเป็นลูกสาวของพ่อแม่ชาวม้งที่อพยพจากประเทศลาวมายังสหรัฐอเมริกา

สุนิสา หรือ “สุนิ” โดดเด่นขึ้นมาในการแข้งขันโอลิมปิกที่โตเกียวครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากซิโมน ไบลส์ (Simone Biles) ดาวเด่นของทีมยิมนาสติกหญิงอเมริกันต้องประสบกับอุปสรรคครั้งแล้วครั้งเล่าจนถอนตัวจากการแข่งขันบางประเภท ในระหว่างรอบชิงชนะเลิศของทีม

สุนิสาเริ่มการแข่งขันแค่บาร์ต่างระดับ อย่างไรก็ตาม ซิโมน ไบลส์ถอนตัวออกจากการแข่งขันหลัง สุนิสาจึงแทนที่เธอในการแข่งฟลอร์เอ็กเซอร์ไซส์ ปรากฎว่าเธอทำคะแนนได้ 15.400 (คะแนนสูงสุดของการแข่งขันในทุกกรณี) และช่วยให้สหรัฐอเมริกาได้อันดับสองรองจากทีมรัสเซีย

การแข่งขันยิมนาสติกสากล รวมอุปกรณ์ บุคคลหญิง สุนิสาทำสถิติบาร์ต่างระดับด้วยคะแนนสูงสุดของวันนั้นและสามารถคว้าเหรียญทองมาได้ เธอเป็นแชมป์อเมริกันคนที่ 6 ในรายการนี้และเป็นแชมป์เชื้อสายเอเชียคนแรก ทั้งเชื้อสายเอเชียจากสหรัฐและจากประเทศใดๆ ก็ตาม ที่ได้เหรียญจากรายการนี้

ณ เวลานี้ สุนิสายังสามารถเก็บเหรียญมาได้ครบทุกประเภทคือเหรียญทอง (รวมอุปกรณ์ บุคคลหญิง) เหรียญเงิน (ประเภททีม) และเหรียญทองแดง (บาร์ต่างระดับ)

เพื่อเป็นเกียรติแก่ความสำเร็จในโอลิมปิกของเธอและในฐานะที่เป็นชาวม้งอเมริกันคนแรกที่ได้รับเหรียญทองโอลิมปิก ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตาและนายกเทศมนตรีของเมืองเซนต์พอล (ซึ่งมีชุมชนชาวม้งอาศัยเป็นจำนวนมาก) ประกาศให้วันศุกร์ที่ 30 กรกฎาคมเป็น “วันสุนิสา ลี”

ทั้งนี้ เมืองมินิอาโปลิส-เซนต์พอลเป็นที่อาศัยของประชากรม้งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ชาวม้งจำนวนมากที่ต่อสู้เพื่อสหรัฐในลาวในช่วงสงครามเวียดนาม ได้หลบหนีข้ามจากลาวมายังค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย และในที่สุดก็อพยพมาตั้งรกรากในมินนิโซตา วิสคอนซิน และแคลิฟอร์เนีย

จอห์น ลี (John Lee) พ่อของสุนิสาก็หลบหนีจากลาวมายังค่ายผู้อพยพในประเทศไทยตอนที่ยังเป็นเด็กและเดินทางมายังสหรัฐในที่สุด 

Sunisa Lee เข้าร่วมการแข่งขันยิมนาสติกหญิงรอบชิงชนะเลิศระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียว 2020 ที่ Ariake Gymnastics Center ในโตเกียว เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 (ภาพโดย Martin BUREAU / AFP)
Sunisa Lee ถ่ายภาพกับเหรียญทองในระหว่างพิธีขึ้นโพเดียมรับเหรียญหลังการแข่งขันกีฬายิมนาสติกหญิงรอบชิงชนะเลิศ ระหว่างการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่กรุงโตเกียว 2020 ที่ Ariake Gymnastics Center ในกรุงโตเกียว เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2564 (ภาพโดย Martin BUREAU / AFP)
John Lee (ขวา), พ่อของ Sunisa Lee และ Yeev Thoj (ซ้าย) แม่ของ Sunisa Lee นั่งชมการแข่งชขันของลูกสาวในเมืองโอ๊คเดล รัฐมินนิโซตา (ภาพโดย Stephen Maturen/AFP)
Shyenne Lee วิดีโอคอลกับพี่สาวของเธอ Sunisa Lee หลังจากที่ Sunisa ได้รับรางวัลเหรียญทองในประเภทอุปกรณ์รวมบุคคลรอบชิงชนะเลิศในวันที่ 6 ของการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกที่โตเกียว 2020 ภาพนี้ถ่ายที่งานปาร์ตี้ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2021 ในเมืองโอ๊คเดล รัฐมินนิโซตา (ภาพโดย Stephen Maturen/AFP)

สหรัฐจะอ่วมอีกครั้ง แพทย์ใหญ่เตือนประเทศกำลังจะแย่ลง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659510

วันที่ 02 ส.ค. 2564 เวลา 10:38 น.

สหรัฐจะอ่วมอีกครั้ง แพทย์ใหญ่เตือนประเทศกำลังจะแย่ลงนายแพทย์แอนโทนี เฟาซี เชื่อว่าจะไม่มีการล็อกดาวน์แม้สถานการณ์การแพร่ระบาดกำลังแย่ลง

ขณะที่สหรัฐกำลังเผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาซึ่งนายแพทย์แอนโทนี เฟาซี หัวหน้าที่ปรึกษาด้านการแพทย์ของประธานาธิบดี โจ ไบเดน มองว่าสถานการณ์กำลังจะแย่ลง อย่างไรก็ตามเขาเชื่อว่าไม่จำเป็นต้องกลับไปใช้มาตรการล็อกดาวน์

ในระหว่างการสัมภาษณ์กับสำนักข่าวเอบีซี เฟาซีระบุว่าตนมองว่าการล็อกดาวน์นั้นไม่จำเป็นเนื่องจากมีประชากรถึง 58% ที่ได้รับวัคซีนต้านโควิด-19 อย่างน้อย 1 โดสแล้ว แม้จะยังไม่มากพอที่จะยับยั้งการแพร่ระบาดของโรคแต่ตนเชื่อว่ามากพอที่จะไม่ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่เหมือนช่วงฤดูหนาวครั้งก่อน

อย่างไรก็ตามเฟาซีเน้นย้ำว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดในขณะนี้มีแนวโน้มว่าจะแย่ลงไปอีก โดยประเมินจากจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากและรวดเร็ว โดยเฉพาะการแพร่ระบาดในผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีน

ขณะที่มีประชากรราว 100 ล้านคนที่มีสิทธิ์ได้รับการฉีดวัคซีนแต่พวกเขาไม่ไปฉีดวัคซีน ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดการแพร่ะบาดในวงกว้างและส่งผลกระทบต่อทุกคนในท้ายที่สุด

นอกจากนี้การวิจัยจากเมืองโพรวินซ์ทาวน์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ระบุว่าโควิด-19 สายพันธุ์เดลตาที่กำลังแพร่ระบาดไปทั่วสหรัฐในตอนนี้อาจสามารถแพร่ระบาดในผู้ที่ได้รับวัคซีนครบโดสแล้ว ซึ่งนักวิจัยเผยว่าปริมาณไวรัสในจมูกของผู้ติดเชื้อที่ได้รับวัคซีนแล้วนั้นเท่ากับผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าผู้ที่ได้รับวัคซีนแล้วก็สามารถแพร่เชื้อได้เช่นกัน

ด้านอาการป่วยรุนแรงและการเสียชีวิตของผู้ติดเชื้อนั้นเฟาซีชี้ว่าผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนจะมีความเสี่ยงสูงกว่ามาก เนื่องจากวัคซีนสามารถป้องกันอาการเจ็บป่วยรุนแรงได้

ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ติดสินใจใช้มาตรการสวมหน้ากากอนามัยอีกครั้งรวมถึงผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแล้วเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่บุคคลอื่นหากพวกเขาได้รับเชื้อ

วิธีแก้ปัญหาของจีน ‘ไล่เจ้าหน้าที่ไร้น้ำยาออกให้หมด’ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659486

วันที่ 01 ส.ค. 2564 เวลา 19:35 น.

วิธีแก้ปัญหาของจีน 'ไล่เจ้าหน้าที่ไร้น้ำยาออกให้หมด'หนึ่งในการแก้ปัญหาของจีน นอกจากจะรีบควบคุมการระบาดโดยเร็วแล้ว ยังต้องเชือดเจ้าหน้าที่ที่ไม่ได้ความ หรือสับเปลี่ยนตำแหน่งที่ใช้การไม่ได้

ขณะที่ระบบการบริหารบ้านเมืองของไทยพลาดแล้วพลาดอีกจนเกิดการระบาดครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็แทบไม่มีข่าวการลงโทษที่เด็ดขาดแบบไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง เบาะๆ ก็แค่สั่งโยกเข้ากรุรอการสอบสวนซึ่งใช้เวลานานราวกับข้ามภพข้ามชาติ กว่าจะรู้ผลคนก็ลืมไปแล้วว่าเคยมีความผิดพลาดนั้นอยู่

ความอะลุ้มอล่วยไม่เข้าเรื่องของผู้บริหารบ้านเมืองของไทยจึงทำให้เกิดความผิดพลาดไม่หยุดหย่อน เพราะ “ไม่มีไก่ถูกเชือดให้ลิงดู” เสียที ผิดกับจีนที่จะเด็ดขาด หากพบว่าผิดจะสั่งสอบเร็วและเชือดเร็ว ไม่เลี้ยงไว้ให้เปลืองภาษีประชาชน

ตัวอย่างล่าสุดคือการระบาดที่สนามบินหนานจิงลู่โข่ว เป็นคลัสเตอร์ที่เกิดขึ้นจากความเลินเล่อโดยแท้ เพราะผู้บริหารสนามบินปล่อยให้ระบบควบคุมการระบาดมีช่องโหว่ อันเกิดจากการไม่แยกเขตกักกันการขนส่งทางอากาศระหว่างเส้นทางในประเทศกับนอกประเทศและยังจ้างพนักงานทำความสะอาดแบบเอาต์ซอร์สมาทำความสะอาดพื้นที่เสี่ยงคือการขนส่งจากนอกประเทศ ผลก็คือพนักงานติดเชื้อเดลตาแล้วพาเชื้อเข้ามายังจีนแบบง่ายๆ

นี่คือความประมาทที่เหลือเชื่อมาก เพราะจีนคุมเข้มเส้นทางเข้าออกประเทศแบบยุงสักตัวก็เข้ามาไม่ได้ สนามบินนานาชาติที่มีเที่ยวบินมากกว่าหนานจิงอย่างเช่นที่เซี่ยงไฮ้หรือกว่างโจวคุมเข้มกว่าจนไม่พบการติดเชื้อ แต่ดันไปโผล่ที่หนานจิงที่การคมนาคมน้อยกว่าซะยังงั้นเพราะความไม่รอบคอบโดยแท้

เรื่องการควบคุมการระบาดต้องทำอยางรวดเร็วแน่นอนตามสไตล์จีน แต่ที่จีนเร็วอีกเรื่องคือไม่เลี้ยงผู้ทำผิดพลาดเอาไว้อีก 

คลัสเตอร์ที่หนานจิงนั้นพบผู้ติดเชื้อวันที่ 20 กรกฎาคม หลังจากนั้นแค่ 3 วันคือวันที่ 23 กรกฎาคม “เฟิ่งจวิน” ก็ถูก “แขวน” จากตำแหน่ง เฟิ่งจวินคนนี้เป็นเลขาธิการพรรคฯ และประธานของ Eastern Airports (ตงปู้ จีฉ่าง จี๋ถวน) ผู้จัดการสนามบินหนานจิงลู่โข่วซึ่งเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของรัฐบาลประชาชนมณฑลเจียงซู

คำสั่งแขวนจากตำแหน่งนี้ (ภาษาจีนว่า “ถิงจื๋อ”) เหมือนจะแค่ส่งเข้ากรุเหมือนเมืองไทย แต่จริงๆ ก็คือปลดจากตำแหน่งนั่นเอง แล้วตำแหน่งนี้ถูกแทนที่โดย “เฉียนไคฝ่า” ประธานบริหารคนก่อน

การปลดผู้ดูแลหน่วยงานสนามบินหนานจิงครั้งนี้แสดงถึงความรวดเร็วของจีนที่ไม่ปล่อยให้คนรับผิดชอบลอยนวล “แบบไทยๆ” แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่าเฟิ่งจวินไม่มีประสบการณ์การดูแลสนามบินเลยก็ตาม ทำนองว่าเขาไม่ควรต้องรับผิดชอบหนักขนาดโดนเด้งเพราะไม่ได้มีประสบการณ์เรื่องนี้ตั้งแต่แรก และเพิ่งรับตำแหน่งได้แค่ 9 เดือนเท่านั้น

แต่ตามระบบการไต่เต้าของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้น ต่อให้ไม่มีประสบการณ์ เมื่อได้รับโอกาสแล้วจะต้องแสดงฝีมือให้เต็มที่เพื่อ “เก็บคะแนน” แล้วไต่เต้าเป็นใหญ่เป็นโตตามผลงานต่อไป ซึ่งปรากฏว่าเฟิ่งจวินไม่ผ่าการทดสอบนี้จึงถูกปลดไปตามระเบียบ

ส่วน “เฉียนไคฝ่า” ประธานบริหารคนก่อนที่กลับมารับตำแหน่งอีกครั้ง มีประสบการณ์ด้านการบินพลเรือนมาก่อน การเรียกคนเก่าคนแก่ที่บริหารสนามบินหนานจิงลู่โข่วมารับไม้ต่อ (หรือรับไม้คืน) อีกครั้งนั้นแสดงว่าทางการจีนต้องหยุดคนไร้ประสบการณ์มา “ทดลองงาน” แล้วใช้ที่มีประสบการณ์ไปก่อน เนื่องจากสถานการณ์สุ่มเสี่ยงมาก

นี่ยังเป็นคำเตือนไปยังสมาชิกพรรคฯ คนอื่นๆ ที่ดูแลด่านต่างๆ ของจีนว่าอย่าการ์ดตกเป็นอันขาด การ์ดตกเมื่อใดตัวเองจะต้องถูกเด้งเมื่อนั้น

ในเวลาไล่เลี่ยกันยังมีกรณีปลด “ฟู่กุ้ยหรง” ผู้อำนวยการคณะกรรมการสาธารณสุขเทศบาลเมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน ซึ่งกำลังเจอกับน้ำท่วมใหญ่และยังผีซ้ำด้ำพลอยเจอการระบาดเข้าไปอีก

การระบาดครั้งนี้พบที่โรงพยาบาลประชาชนที่หกของเจิ้งโจว ซึ่งใช้เป็นโรงพยาบาลสำหรับชาวต่างชาติ

ตามประกาศ มื่อวันที่ 31 กรกฎาคม คณะกรรมการพรรคเทศบาลเมืองเจิ้งโจวได้ตัดสินใจถอด “สหายฟู่กุ้ยหรง”ออกจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคและผู้อำนวยการคณะกรรมการสาธารณสุขเทศบาล และสั่งให้สาขาพรรคของคณะกรรมการสาธารณสุขเทศบาลจัดหาผู้บริหารโรงพยาบาลประชาชนที่หกของเจิ้งโจวเสียใหม่

การปลดครั้งนี้ (ภาษาจีนใช้ว่า เหมี่ยนจื๋อ) นับว่าสั่นสะเทือนพอดูเพราะมันคือการ “ปลดจากตำแหน่ง” ไม่ใช่แขวนเหมือนกรณีเฟิ่งจวิน

และที่น่าแปลกใจก็คือฟู่กุ้ยหรงไม่ใช่ว่าจะไม่มีน้ำยามาตั้งแต่แรกในเดือนกันยายนปีที่แล้ว เธอได้รับการเสนอชื่อให้เป็น “บุคคลขั้นสูงระดับชาติในการต่อสู้กับการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่” แสดงถึงผลงานที่ดีทีเทียวในการควบคุมการระบาด

ก่อนที่จะถูกปลดเธอยังไปตรวจงานที่แนวหน้าของการรับมือน้ำท่วมเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการระบาดในขณะที่เกิดภัยธรรมชาติ แสดงว่าขยันขันแข็งพอควร

คนที่มารับตำแหน่งแทนฟู่กุ้ยหรง คือ “หวางว่านเผิง” ซึ่งเป็นสมาชิกระดับสูงของพรรคและ “ผู้เชี่ยวชาญ” เพราะเขาสำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยการแพทย์ไคเฟิง สาขาการแพทย์ เขาทำงานด้านระบบการแพทย์มาอย่างยาวนานทั้งในระดับปฏิบัติการและในระดับบริหารของพรรคก็ยังทำงานด้านการแพทย์และสาธารณสุข เรียกว่าเป็นข้าราชการเทคโนแครตทางการแพทย์ระดับมือวาง

ดังนั้นการปลดฟู่กุ้ยหรงจึงก้ำกึ่งระหวางผลงานไม่เข้าตากับคุณสมบัติไม่เหมาะสม แม้ว่าฟู่กุ้ยหรงจะมีผลงานดีในการรับมือการระบาดปีที่แล้ว แต่มันใช้ไม่ได้กับปีนี้

ผู้บริหารเมืองเจิ้งโจวบอกว่าการระบาดครั้งนี้หนักมาก จะทำให้การระบาดกลายเป็นศูนย์นั้นยากมากๆ

อีกคนที่ผลงานดีแต่ก็ยังถูกปลดก็คือ “หม่าซูฮ่วน” เลขาธิการคณะกรรมการพรรค รองประธานและหัวหน้าพยาบาลของโรงพยาบาลประชาชนที่หกแห่งเจิ้งโจว ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลเรื่องการระบาดเมื่อปีที่แล้ว ในเวลานั้น หม่าซูฮ่วนกำลังเข้าเฝือกที่เท้าของเธอเนื่องจากกระดูกหัก เคยกล่าวไว้ว่า “สหายอยู่ในแนวหน้า ฉันเป็นเลขาไม่อาจหายหน้าหายตาได้ ฉันต้องต่อสู้กับพวกเขา!”

ในเดือนตุลาคมปีที่แล้ว หม่าซูฮ่วนมีผลงานเข้าตาจนได้รับรางวัล “บุคคลขั้นสูงของมณฑลเหอหนานในการต่อสู้กับโรคระบาดปอดบวมจากโคโรนาไวรัส”

แม้ว่าจะแสดงความองอาจและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับสหายแพทย์แถวหน้าและมีผลงานดีเด่น แต่ในเวลานี้ก็ยังถูกปลดเพราะคุณสมบัติไม่ตอบรับกับสถานการณ์

กรณีของสนามบินหนานจิงลู่โข่วกับฝ่ายสาธารณสุขเจิ้งโจว แสดงให้เห็นว่าจีนพร้อมที่จะปลดผู้รับผิดชอบที่ไม่ได้ความหรือคุณสมบัติไม่เหมาะสมแล้วและพร้อมจะเปลี่ยนตัวเอาผู้เชี่ยวชาญมาแทนแบบไม่ลังเล

ไม่ใช่เพราะจีนเป็นเผด็จการเท่านั้น แต่ระบบการสั่งการดีกว่า และที่สำคัญไม่ต้องมานั่งเกรงใจพรรคร่วมรัฐบาลหรือข้าราชการที่ช่วยเหลือกันมา หากมัวแต่เกรงใจแบบไทยๆ เห็นทีจะวินาศสันตะโรกันเสียก่อน

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนไล่ออกแบบไม่ไว้หน้า กรณีก่อนหน้านี้คือการไล่ “กงหยุนจวิน” สมาชิกของคณะกรรมการประจำพรรคสาขาจังหวัดเต๋อหง มรฑลหยุนหนาน และเลขาธิการคณะกรรมการพรรคเทศบาลเมืองรุ่ยลี่ในงานป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาด

สาเหตุก็คือ กงหยุนจวิน “ดำเนินการอย่างไร้ประสิทธิภาพ … ขาดความรอบคอบและรูปแบบการทำงานที่พิถีพิถัน” เลินเล่อปล่อยให้มีการติดเชื้อที่รุ่ยลี่อันเป็นเมืองด่านหน้าที่ติดกับชายแดนเมียนมาและจีนเฝ้าระวังสูงสุดเพราะมีโอกาสที่เชื้อจะทะลักเข้ามาจุดนี้ได้ง่ายๆ เมื่อถูกปลดจากตำแหน่งแล้วกงหยุนจวินก็ถูกลดตำแหน่งไปด้วย ไม่ใช่ว่าไปนั่งแขวนในกรุแล้วกินเงินเดือนเท่าเดิม

นี่คือระบบการจัดการ “คนจัดการ” ของจีน ที่ฉับไว ไร้ปราณี เพราะนี่คือสงครามที่ตั้งอยู่บนหลักการ “ไว่ฝาง ซูรู่, เน่ยฝาง ฝ่านถาน” แปลว่า “โรคนอกอย่าได้ให้เข้า ภายในไม่ให้หวนกลับมาระบาด”

หากผู้บริหารบ้านเมืองคนใดพลาดไปจากเป้าหมายนี้ ก็จะไม่มีเก้าอี้ให้นั่งเสวยอำนาจได้อีกต่อไป

กรกิจ ดิษฐาน

Photo by NICOLAS ASFOURI / AFP

มินอ่องหล่ายขอเวลา (อีกไม่นาน) 2 ปีมีเลือกตั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/659473

วันที่ 01 ส.ค. 2564 เวลา 15:46 น.

มินอ่องหล่ายขอเวลา (อีกไม่นาน) 2 ปีมีเลือกตั้งครบ 6 เดือนรัฐประหาร ผบ.ทบ.เมียนมายันเลือกตั้งใหม่อีก 2 ปี แต่ประชาชนจะรอไหวหรือเปล่า?

หัวหน้ารัฐบาลทหารของเมียนมากล่าวในวันอาทิตย์ว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งและยกเลิกภาวะฉุกเฉินภายในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2566 ซึ่งขยายระยะเวลาจากกำหดนเดิมที่ทหารได้สัญญาว่าหลังยึดอำนาจจากอองซานซูจีเมื่อหกเดือนก่อน

ประเทศเมียนมาอยู่ในความสับสนอลหม่านนับตั้งแต่กองทัพขับไล่ผู้นำพลเรือนในเดือนกุมภาพันธ์ เริ่มต้นการปราบปรามผู้เห็นต่างอย่างนองเลือด ซึ่งได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 900 ราย ตามรายงานของกลุ่มสังเกตการณ์ท้องถิ่น

คลื่นไวรัสยิ่งสร้างยความหายนะซ้ำเข้าไปอีก โรงพยาบาลหลายแห่งไม่มีเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ เพราะหากไม่นัดหยุดงานก็ถุกจับกุมเพราะสนับสนุนประชาธิปไตย และธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเมียนมาจะหดตัวสูงถึง 18%

ในการกล่าวสุนทรพจน์ทางโทรทัศน์ ผู้นำเผด็จการ มินอ่องหล่าย กล่าวว่า “เราจะบรรลุข้อกำหนดของภาวะฉุกเฉินภายในเดือนสิงหาคม 2023 (พ.ศ. 2566)”

“ผมให้คำมั่นว่าจะจัดการเลือกตั้งแบบหลายพรรคอย่างแน่นอน” เขากล่าวเสริม

การประกาศของนายพลผู้นี้จะทำให้เมียนมาอยู่ในกำมือของทหารเป็นเวลาเกือบสองปีครึ่ง แทนที่จะเป็นระยะเวลาหนึ่งปีจากที่กองทัพประกาศไว้ตอนแรกหลังรัฐประหาร

สภาบริหารรัฐ – ตามที่รัฐบาลทหารเรียกตัวเอง – ยังได้ประกาศในแถลงการณ์อีกฉบับว่า มินอ่องหล่ายได้รับแต่งตั้งให้เป็นนายกรัฐมนตรีของ “รัฐบาลเฉพาะกาล”

กองทัพได้อ้างเหตุผลในการยึดอำนาจโดยกล่าวหาว่าทุจริตครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งปี 2020 ที่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของซูจีชนะอย่างถล่มทลาย และขู่ว่าจะยุบพรรค

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลทหารยกเลิกผลการเลือกตั้ง โดยประกาศว่าได้เปิดเผยกรณีทุจริตผู้มีสิทธิเลือกตั้งกว่า 11 ล้านกรณี

ซูจี ถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ และถูกตั้งข้อกล่าวหามากมาย ตั้งและเมิดข้อจำกัดควบคุมโรคไปจนถึงการนำเข้าเครื่องส่งรับวิทยุอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้เธอต้องติดคุกนานกว่าทศวรรษ

Photo by Alexander Zemlianichenko / POOL / AFP