พระอาจารย์อ๊อดอธิษฐานจิตนั่งปรกปลุกเสกเดี่ยว”ไอ้ไข่” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/631848

วันที่ 30 ส.ค. 2563 เวลา 20:59 น.พระอาจารย์อ๊อดอธิษฐานจิตนั่งปรกปลุกเสกเดี่ยว"ไอ้ไข่"ปทุมธานี-ศิษยานุศิษย์แห่ร่วมพิธีพุทธาภิเษก ไอ้ไข่ วัดศรีมาประสิทธิ์ รุ่นสรงน้ำแน่นวัดสายไหม”พระอาจารย์อ๊อด”อธิษฐานจิตนั่งปรกปลุกเสกเดี่ยว

เมื่อวันที่ 30 ส.ค.เวลา16.09 น.ที่ศาลาการเปรียญวัดสายไหม ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พระครูโสภณภัรเวทย์ (พระอาจารย์อ๊อด) เจ้าอาวาสวัดสายไหม เป็นประธานในพิธี งานพุทธาภิเษก วัตถุมงคล ไอ้ไข่ วัดศรีมาประสิทธิ์ รุ่นสรงน้ำ โดยมี ศิษยานุศิษย์ประชาชนร่วมในพิธีพุทธาภิเษก เป็นจำนวนมาก โดยทางวัดได้จัดพิธีภายใต้มาตรการ Social Distancing ทุกคนต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า และตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้าพิธีพุทธาภิเษก

ทั้งนี้ พระอาจารย์อ๊อด เจิมและจุดเทียนชัยพิธีพุทธาภิเษก พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ และธัมมจักกัปปวัตนสูตร ประพรมน้ำพระพุทธมนต์ โปรยข้าวตอกดอกไม้ หลังเสร็จพิธีพระอาจารย์อ๊อด ดับเทียนชัย ประพรมน้ำมนต์ให้กับศิษยานุศิษย์และประชาชนที่มาร่วมพิธีสำหรับพิธีพุทธาภิเษกไอ้ไข่วัดศรีมาประสิทธิ์ รุ่นสรงน้ำ วาระที่ 1 โดยพระอาจารย์อ๊อดได้อธิษฐานจิตนั่งปรกปลุกเสกเดี่ยว

สำหรับพระอาจารย์อ๊อด ปธานิโก แห่งวัดสายไหม ถือเป็นพระเกจิชั้นแนวหน้ามีจริยาวัตรงดงามเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของชาวบ้านท่านได้สร้างผลงานไว้มากมาย มีนัยเป็นรูปธรรมโดดเด่นอยู่ในบวรพุทธศาสนาเป็นพระที่มีเมตตาสูง ทำบุญช่วยสนับสนุนกิจการงานของสงฆ์ เผยแผ่พระพุทธศาสนา ระยะเวลาที่ผ่านมาท่านสร้างวัตถุมงคล สร้างถาวรวัตถุ เพื่อสังคมส่วนรวมทั้งทางโลกและทางธรรม วัตถุมงคลทุกรุ่นของหลวงพ่อที่อธิษฐานจิตนั่งปรกปลุกเสก เต็มเปี่ยมไปด้วยพุทธคุณอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม หลังพิธีปลุกเสกพระอาจารย์อ๊อดได้แจกวัตถุมงคลไอ้ไข่ วัดศรีมาประสิทธิ์ รุ่นสรงน้ำ ให้กับประชาชนทุกคนที่เข้าคิวต่อแถวยาวเหยียดก่อนเดินทางกลับโดยมีการตั้งจัุดคัดกรองป้องกันโควิด-19 ตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขอย่างเข้มงวด การจัดสร้างไอ้ไข่วัดศรีมาประสิทธิ์ รุ่นสรงน้ำนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อบูรณะปฏิสังขรณ์ภายในวัดศรีมาประสิทธิ์ จ.นครศรีธรรมราช

การบ้าน 7 ข้อ : สำหรับรัฐมนตรีดูแลสำนักงานพุทธ ฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/630823

วันที่ 16 ส.ค. 2563 เวลา 14:47 น.การบ้าน 7 ข้อ : สำหรับรัฐมนตรีดูแลสำนักงานพุทธ ฯโดย อุทัย มณี           

******************

ขอแสดงความยินดีและขอต้อนรับรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่จะเข้ามากำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ คุณอนุชา นาคาศัย ต่อจากนี้ไป รัฐมนตรีจะต้องร่วมทำงานกับคณะสงฆ์ โดยเฉพาะมหาเถรสมาคม อย่างใกล้ชิด

ตั้งแต่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาบริหารประเทศได้สร้างความบอบช้ำน้ำใจ รอยแผลให้กับวงการคณะสงฆ์อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นสายวัดป่า สายพระชนบท พระเมืองหรือแม้กระทั้งพระเมืองกรุง จนมีชาวพุทธบางกลุ่มกล่าวหาคุณประยุทธ์และภรรยาว่า เป็นคนต่างศาสนา ทั้ง ๆ ที่ไม่เป็นความจริง..

แต่ความบอบช้ำ ความไม่พอใจคุณประยุทธ์ในวงการคณะสงฆ์และชาวพุทธมีหรือไม่..ต้องบอกตรง ๆ  ว่า มีและมาก แต่ทำอะไรไม่ได้

คุณเทวัญ ลิปตพัลลภ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ดูกำกับสำนักงานพุทธ ตลอดระยะเวลาที่เข้ามาทำงาน ค่อนข้างเข้ากับคณะสงฆ์ได้ดี และขยันทำงาน ออกงานร่วมกับกรรมการมหาเถรสมาคม ค่อนข้างบ่อย จึงพอลบรอยแผลในใจ ระหว่างรัฐบาลและคณะสงฆ์ได้ดีพอสมควร

คุณอนุชา นาคาศัย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่มากำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนา พื้นเพมาจากชัยนาท คงเข้าใจบริบทของคณะสงฆ์พอสมควร ในฐานะผู้เขียนเป็นคนบวชเรียนมานานและใกล้ชิดกับคณะสงฆ์พอสมควรบ้าง จึงฝากการบ้านให้ท่านไปดูแล ในบางเรื่องที่คิดว่าทำได้ไม่ยาก

เรื่องแรก ตอนนี้คณะสงฆ์กำลังเสียขวัญ เรื่อง สมณศักดิ์และตำแหน่งการปกครอง เรื่องนี้ แม้จะเป็นพระราชอำนาจ แต่ท่านในฐานะได้รับโปรดเกล้า ฯ มอบหมายให้มาใช้อำนาจฝ่ายบริหาร ต้องมีความชัดเจนว่า ทิศทางอนาคตจะเป็นอย่างไร

เรื่องที่สอง มหาเถรสมาคมมียุทธศาสตร์การปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนา ตามภารกิจ 6 ด้านวางกรอบไว้ชัด 20 ปี ตามยุทธศาสตร์ของชาติ  ซึ่งรัฐบาลรับรองแล้ว เป้าหมายคือ พุทธศาสน์มั่นคง ดำรงศีลธรรม นำสังคมสันติสุขอย่างยั่งยืน นตรงนี้จะเดินหน้าต่อไปอย่างไร เพราะตอนนี้หยุดชงัก เนื่องจากหน่อยงานที่ท่านกำกับนิ่ง อ้างว่าไม่มีงบประมาณ

เรื่องที่สาม การศึกษาของคณะสงฆ์ ทั้งเรื่องบาลี นักธรรมและพระปริยัติสามัญ รวมทั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ กำหนดให้ชัดว่า จะเดินหน้าพัฒนาต่อไปอย่างไร ตอนนี้แม้คณะสงฆ์จะมี พ.ร.บ.พระปริยัติธรรม ออกมาแล้ว แต่ยังไม่ได้จัดสรรงบประมาณแผ่นดินจากรัฐบาล มันช้า เพราะอะไร

เรื่องที่สี่ การลดลงของจำนวนผู้บวชสามเณรและพระภิกษุ รวมทั้งวัดร้างที่เพิ่มขึ้น ตรงนี้จะหาทางออกอย่างไร รวมทั้งการเป็นอยู่ของพระสงฆ์และชาวพุทธใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

เรื่องที่ห้า การส่งเสริมวิปัสสนาธุระ รัฐบาลและมหาเถรสมาคมจะต้องคุยกันให้ชัดว่า ทำอย่างไรวิปัสสนาธุระ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าชิ้นดีของพุทธศาสนา จึงจะได้เผยแผ่ไปทั่วโลก รวมทั้งจะมีการพัฒนาพระสงฆ์สายวิปัสสนาอย่างไรให้มีคุณภาพ มีศักยภาพ ในการเผยแผ่ศาสนา มัวแต่ให้ท่านหลับตา ภาวนา แล้วชาวพุทธคอยถวายสังฆทาน อย่างเดียว ไม่ได้

เรื่องที่หก  การเพิ่มศักยภาพให้กับบุคลากรในคณะสงฆ์และการนำหลักธรรมะในพุทธศาสนา ให้เข้าถึงระดับครัวเรือน สังคม แนวทางสันติศึกษา แนวทางปรองดอง ไม่ว่าจะเป็นโครงการหมู่บ้านศีล 5 ,โครงการวัดประชารัฐ สร้างสุข ประเด็นนี้รัฐบาลและคณะสงฆ์จะร่วมมือกันอย่างไร ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

เรื่องที่เจ็ด พฤติกรรมพระสงฆ์ บางกลุ่ม บางรูป ที่มีประพฤติกรรมนอกพระธรรมวินัย ทั้งคำสอน ทั้งพฤติกรรม ตรงนี้จะหาทางออกอย่างไร

ทั้งหมดทั้งมวลคือเป็นเรื่องระดับนโยบายหากรัฐมนตรีอนุชา ทำได้หวังว่าจะลบรอยแผลระหว่างรัฐบาลและคณะสงฆ์ได้บ้างพอสมควร แต่!! อยากฝากไว้อีกนิดคือว่า ทุกวงการมีการเมือง ทุกวงการมีการชิงดีชิงเด่น การเมืองมีเช่นใด การคณะสงฆ์ก็มีเช่นนั้น???

ภาพ : สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

สังคมสงฆ์ยุค“ถูกกระชับพื้นที่” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/630260

วันที่ 09 ส.ค. 2563 เวลา 11:09 น.สังคมสงฆ์ยุค“ถูกกระชับพื้นที่”โดย อุทัย มณี          

******************

ตอนนี้ผมชักไม่เชื่อแล้วว่า การปฎิรูปกิจการพระพุทธศาสนาคือทางรอดของคณะสงฆ์ บรรยากาศตอนนี้ในวงการคณะสงฆ์เงียบ วังเวง หงอยเหงา อย่างไรพิกล ๆ หลายวัด ปิดวัดยังไม่เปิดให้สาธุชนเข้าไปท่องเที่ยวเที่ยว หลายวัดเจ้าอาวาสเก็บตัวเงียบอยู่แต่ภายในกุฎิ รอดูท่าทีอะไรบางอย่าง

ยิ่งกฎมหาเถรสมาคมฉบับใหม่ประกาศใช้..เสียงเล็ดลอดซุบซิบดังออกมาพอได้ยินบ้างว่า เราจะผลีผลามจะใช้สมณวิถีแบบเดิมไม่ได้แล้ว สมกับเป็นยุคนิว นอร์มอล จริง ๆ

ยิ่งเห็นหนังสือจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่ส่งคำร้องเรียนพฤติกรรมของพระภิกษุบิณฑบาต จากศูนย์ร้องเรียนสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว..พระคุณเจ้าที่บิณฑบาตหวังเงินถึงกับซี้ด !!

วงการสงฆ์ระยะนี้ กระทบตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับล่าง..หากเปรียบกับสังคมด้านนอกหมายถึงกระทบทั้งนายทุนและประชาชนหาเช้ากินค่ำ

เห็นบทบาทของอดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่ยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติแล้วเรื่อง สิทธิในการบวชของภิกษุณีในประเทศไทยแล้ว..งานนี้ช้างชนช้าง

มหาเถรสมาคมยืนกระต่ายขาเดียวมาตลอดว่า พระภิกษุณี สายเถรวาทขาดสายไปนานแล้ว จะมารื้อฟื้นไม่ได้ แต่อีกฝ่ายอ้าง การบวชภิกษุณีประเทศศรีลังกายังมี มหายานเขาก็มี ทำไมเมืองไทยจะมีบ้างไม่ได้

ตอนนี้ต้องรอชมว่า “ซุ้มใครจะแข็งกว่ากัน”

วงการคณะสงฆ์ตั้งแต่กำจัดสายแข็งไป 3 รูป…วันนี้ทิศทางเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ ตอนนี้ผู้เขียนคิดว่า หากคณะสงฆ์ต้องการปฎิรูปพระพุทธศาสนาให้รอด ทั้งคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา มี 2 ทางเลือก คือ กลับคืนสู่แก่นแท้ของความเป็นพระภิกษุดังที่พวกเราเรียนกันมาในหนังสือ ธรรมบท

ธุระของพระภิกษุในพระพุทธศาสนามี 2 อย่าง คือ วิปัสสนาธุระ และคันถะธุระ นอกจากนี้มิใช้ธุระของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา

ภารกิจ 6 ด้านที่มหาเถรสมาคม คณะสงฆ์กระทำอยู่ตอนนี้ ล้วนก่อให้เกิดเป็นไปตามความต้องการของ “ทางการเมือง” บางเรื่องการเมืองยืมตราของมหาเถรสมาคมเป็นเครื่องมือ..ด้วยซ้ำไป

คณะสงฆ์ต้องกลับไปสู่รากเหง้าของตนเอง คณะสงฆ์ต้องกลับไปสู่ชุมชน ทำนองว่า ถึงเวลากลับวัดกันแล้ว เมื่อทิศทางการเมืองเปลี่ยนไป คณะสงฆ์ต้องนิ่ง แล้วกลับไปสุ่จุดแข็งของเรา..คือ วิปัสสนา และการศึกษา

ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ทำอย่างไรแบรนด์พระพุทธศาสนาในไทยคือ วิปัสสนาจึงจะเข็มแข็ง ทำอย่างไรพระภิกษุ พระวิปัสสนาจารย์ในบ้านเรา จึงจะมีองค์ความรู้ศาสตร์สมัยใหม่เช่น ด้านไอที ด้านภาษาอังกฤษ นำหลักธรรมพุทธศาสนาที่แท้จริง ออกไปเปิดให้สังคมภายนอกรับรู้

ประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนา ทำอย่างไรเราจึงจะเห็นพระภิกษุสงฆ์ที่มีคุณภาพ มีศักยภาพ มีการศึกษาที่ถูกต้อง เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีกับนานาอารยะประเทศนำไปเป็นแบบอย่าง ในฐานะศูนย์กลางพระพุทธศาสนา

ผู้เขียนก็แอบฝัน..เหมือนกับคนบางคนบางกลุ่มที่แอบฝัน..อยากเห็นวงการคณะสงฆ์เดินตามรอยนี้ แต่จะให้มาบวชอีกรอบไหม..เห็นการกระชับอำนาจที่ใช้กับวงการคณะสงฆ์ยุคนี้แล้ว อยู่แบบอด ๆ อยาก ๆ แบบนี้แหละดีแล้ว ไม่อยากเป็นดั่ง นกในกรงทอง

พระปิดตาบางแซะ หลวงพ่อครน วัดอุตตมาราม กลันตัน มาเลเซีย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/629815

วันที่ 02 ส.ค. 2563 เวลา 19:43 น.พระปิดตาบางแซะ หลวงพ่อครน วัดอุตตมาราม กลันตัน มาเลเซียโดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com       

*******************************

วันนี้มาชมของดีทางใต้กันครับ เพิ่งมีโอกาสได้เห็นองค์จริงเป็นครั้งที่สอง เคยเห็นองค์จริงครั้งแรกก็หลายสิบปีแล้ว มาชม พระปิดตาบางแซะพิมพ์ใหญ่ ฝังกระดาษสาใต้ฐาน จากรัฐกลันตัน มาเลเซียกันครับ

พระปิดตาบางแซะองค์นี้ หรือพระปิดตาที่หลวงพ่อครน แห่งวัดอุตตมาราม ตำบลตรีเป็ด รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซียสร้าง เป็นพระเนื้อผงคลุกรัก จุดที่พิจารณากันคือลายมือของท่านที่ลงจารไว้ องค์พระได้สัดส่วนสวยงาม ความแห้งเก่าของเนื้อผงคลุกรักก็เป็นอีกประการหนึ่งที่เป็นจุดพิจารณาที่สำคัญ

นอกจากนี้ พระปิดตาบางแซะยังเป็นพระเครื่องที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือเป็นพระปั้นลอยองค์ มีทั้งที่มีจารและไม่มีจาร และมีพิมพ์สองหน้า นอกจากเนื้อหาที่สร้างจากมวลสารเนื้อผงคลุกรักแล้ว ยังมีสร้างจากงาช้างแกะ,เขาควายแกะ,เขากวางแกะ,แก่นไม้แดงแกะ โดยสร้างขึ้นมาในห้วงปี พ.ศ. 2470 ถึง ปี พ.ศ. 2480

รูปแบบพระปิดตาที่ท่านสร้างจะมีอยู่ 2 แบบคือ 1.พระปิดตาที่บรรจุกระดาษสาจารยันต์และฝังอยู่ในองค์พระมองดูเหมือนตะกรุดฝังอยู่ และ 2.พระปิดตาที่ไม่มีฝังกระดาษสาและจารยันต์นอกทั้งองค์

พระปิดตาที่ท่านสร้างมีหลายพิมพ์เช่น พิมพ์ใหญ่จัมโบ้,พิมพ์ใหญ่ชะลูด,พิมพ์ใหญ่ต้อและพิมพ์กลาง มีทั้งแบบพิมพ์มีหูและพิมพ์ไม่มีหูและพิมพ์พิเศษเช่น พิมพ์กลีบบัว,พิมพ์สองหน้า,พิมพ์รูปเหมือน ฯลฯ ส่วนการสร้างในช่วงปี พ.ศ. 2480 จะเป็นพระกดออกมาจากบล็อกแม่พิมพ์แล้วตกแต่งรายละเอียดนิ้วมือนิ้วเท้าอีกครั้งหนึ่งที่สำคัญคือ แต่ละองค์หลังจากตกแต่งแล้วไม่เหมือนกันเลย

หลวงพ่อครน หรือพระวิจารณญาณมุนี ท่านเป็นชาวบ้านบางแซะโดยกำเนิด มีบันทึกว่า ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ.2419 โยมบิดาชื่อโยมชุม โยมมารดาชื่อโยมแก้ว นามสกุล ราษฎร์เจริญ เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มท่านอุปสมบทที่วัดบางแซะ และมาศึกษาเล่าเรียนทั้งปริยัติและปฏิบัติที่ จังหวัดสงขลา โดยท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดหัวใจ และได้ศึกษาวิทยาคมจากพระเกจิอาจารย์ เช่น หลวงพ่อปาน วัดโคกสมานคุณ หาดใหญ่ หรือแม้แต่หลวงพ่ออินทร์ อำเภอตากใบ และสันนิษฐานว่าท่านได้ไปศึกษาที่เขาอ้อด้วย

หลังจากท่านได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบางแซะแล้ว ท่านก็เริ่มพัฒนาวัดบางแซะโดยความร่วมมือของชาวบ้านในแถบนั้น และท่านก็ได้เปิดการสอบบาลีนักธรรมและกรรมฐานแก่พระภิกษุ สามเณร โดยท่านเป็นผู้สอนกรรมฐานเอง

วัดบางแซะเป็นวัดไทย ที่ไปตั้งอยู่ในประเทศมาเลเซีย อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ประเทศสยาม(ไทย)มีข้อพิพาทกับอังกฤษ ในสมัยรัชกาลที่ 5  เมื่ออังกฤษยึดครองมาเลเซียได้ ก็อ้างกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่ รัฐกลันตัน ไทรบุรี ตรังกานู ซึ่งเป็นดินแดนคาบเกี่ยวที่อยู่ในปกครองของสยาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงตัดสินพระทัย ยอมสละแผ่นดินส่วนคาบเกี่ยวนี้เพื่อลดข้อพิพาทและข้ออ้างที่จะก่อสงครามรุกรานแผ่นดินไทยในสมัยนั้น วัดบางแซะหรือวัดอุตตมาราม จึงกลายไปเป็นวัดไทยในประเทศมาเลเซีย และหลวงพ่อครน ท่านก็อยู่ครองวัดและเป็นที่เคารพศรัทธาของคนไทยพุทธ และคนไทยมุสลิม ท่านไม่เลือกชั้นวรรณะและศาสนา ท่านครบเครื่องทั้งวิชาแพทย์แผนโบราณและวิปัสสนากรรมฐาน ใครมีทุกข์ร้อนมาหาท่าน ท่านช่วยทั้งหมด ท่านช่วยเหลือทั้งไทยพุทธและมุสลิม พุทธคุณพระเครื่องของท่านนั้น ให้โชค ให้ลาภ แคล้วคลาด จนชื่อเสียงโด่งดังไปทั้งไทยและมาเลเซีย

ปีพ.ศ.2476 หลวงพ่อก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระอุปัชฌาย์เพื่ออุปสมบทและบรรพชาให้แก่ ชาวบ้านบางแซะ และตำบลใกล้เคียง ปีพ.ศ.2488 หลวงพ่อก็ได้เลื่อนจากพระครูชั้นพิเศษฝ่ายวิปัสสนาขึ้นเป็นพระราชาคณะสามัญ ฝ่ายวิปัสสนาธุระ โดยได้รับพระราชทานทินนามที่ “พระวิจารณญาณมุนี” และดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่ในรัฐกลันตัน นับเป็นพระราชคณะรูปแรกของรัฐกลันตัน ต่อมาจนถึงปีพ.ศ.2505 หลวงพ่อครนท่านก็มรณภาพลง สิริอายุได้ 88 ปี พรรษาที่ 67

ทุจริตวิชาการ : วิกฤติศรัทธาแวดวงการศึกษาไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/629770

วันที่ 02 ส.ค. 2563 เวลา 10:23 น.ทุจริตวิชาการ : วิกฤติศรัทธาแวดวงการศึกษาไทยโดย อุทัย มณี         

*******************

เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้รับเกียรติจาก ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น ให้เข้าร่วมประชุมออนไลน์ มีคณาจารย์จากหลายมหาวิทยาลัยเข้าร่วม รวมทั้งมูลนิธิต่อต้านทุจริต ของ อาจารย์วิชา มหาคุณ และมหาวิทยาลัยต่างประเทศ คือ มหาวิทยาลัยจอร์เจีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

หัวข้อสนทนาคือ สุจริตวิชาการ เนื่องจากการประชุมเป็นภาษาอังกฤษฟังออกนิดหน่อย สรุปใจความได้จากผู้ประสานให้เข้าร่วมประชุมว่า วงการสนทนานี้ต้องการ กระตุ้นให้นักศึกษาที่จบออกไป ไม่โกงหรือแม้ในขณะที่เรียนอยู่ก็ไม่โกงในงานวิชาการ งานวิจัย

แอบดีใจนิดว่า มีนักวิชาการ กลุ่มหนึ่งสนใจเรื่องเหล่านี้ เพราะปัจจุบันต้องยอมรับความจริงว่า กลุ่มคนมือปืนรับจ้าง “ทำวิทยานิพนธ์,ทำงานวิจัย” หรือแม้กระทั้ง “ทำผลงานเพื่อขอเลื่อนตำแหน่งทางวิชาการ” เคลือบคลานครอบคลุมเกือบทุกมหาวิทยาลัย

ผู้เขียนเคยได้รับคำบอกเล่า จากเพื่อนคนหนึ่งว่า ไปเรียนหลักสูตรปริญญาโท หลักสูตรหนึ่ง เนื่องจากเพื่อนเป็นผู้บริหาร เรียนได้ประมาณปีกว่า มีคนมาติดต่อว่า สนใจให้ทำวิทยานิพนธ์ให้หรือไม่ เพื่อนคนนี้เห็นว่า หลายคนใช้บริการจึงขอทำด้วย เบื้องต้นตกลงกันว่า 30,000 บาท แต่เวลาเอาเข้าจริง ๆ หมดไปเกือบ 50,000 บาท เพราะคนทำวิทยานิพนธ์อ้างว่า ต้องจ่ายให้กับผู้สอบวิทยานิพนธ์ด้วย

ด้วยความอยากรู้ จึงถามเพื่อนต่อว่า ใครเป็นประธานสอบ เมื่อทราบชื่อ จึงรู้ว่า ถูกกลุ่มคนทำวิทยานิพนธ์หลอกแล้ว เพราะชื่อเสียงประธานสอบ ผู้เขียนรู้จักดีและสนิทสนมกันมาก แต่เพื่อความมั่นใจ วันหนึ่งเจอกันจึงถามท่านว่า ปัจจุบันวงการการศึกษาไทยมีปัญหาเรื่องนี้มาก ท่านในฐานะเป็นอาจารย์สอน เป็นผู้สอบวิทยานิพนธ์ มีคนเคยติดต่อผลประโยชน์แบบนี้บ้างไหม คำตอบคือ “พี่ไม่รู้เรื่อง และไม่ชอบเรื่องเหล่านี้”

การทุจริตเชิงวิชาการ กำลังกลายเป็น สนิมเหล็กเกิดแต่เนื้อในตน กินกัดเนื้อเหล็กจนกร่อนคือ ทำลายความน่าเชื่อถือในเชิงวิชาการของสถาบันการศึกษาไทย อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เข้าทำนอง “เงินซื้อได้ทุกอย่าง”

หลังประชุมกับกลุ่มของ นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ก็พยายามทำการบ้านสืบเสาะหาข้อมูล การทุจริตเชิงวิชาการ จากเพื่อน ๆ ที่กำลังเรียนอยู่ตามหลักสูตรต่าง ๆบ้าง จากนักวิชาการที่พอรู้จักกันบ้าง เป็นที่น่าตกใจว่า มีอาจารย์บางรายรับจ๊อบทำวิทยานิพนธ์ ทำงานวิจัยวิชาการให้กับผู้บริหารมหาวิทยาลัย แล้วอาจารย์คนนั้นได้ดี คือ ได้เลื่อนเงินเดือน ได้เลื่อนตำแหน่ง ซ้ำได้เลื่อนตำแหน่งทางวิชาการด้วย

แอบสอบถามนิสิตนานาชาติคนหนึ่งว่า เคยได้ยินเรื่องเหล่านี้บ้างหรือไม่ คำตอบคือ “มีเพื่อนชาวต่างชาติรับทำ” สนนราคาอยู่ที่ 20,000 บาทจนจบ

การทุจริต กำลังกัดกร่อนสังคมไทยทุกมิติทางสังคม สิ่งที่เราปรากฎภาพทางสังคมตอนนี้มันแค่ ปลายทาง ที่พวกเราทุกคนนิ่งเฉย และบางเรื่องพวกเรามีส่วนร่วมแบบไม่รู้ตัว

หวังว่า การขับเคลื่อนโครงการ สุจริตวิชาการ ของนักวิชาการหลายสถาบันแห่งนี้จะถอนรากถอนโคน การทุจริตวิชาการ ในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาของไทยได้ ไม่อย่างนั่นมันจะกระทบต่อ การพัฒนาศักยภาพมนุษย์ของแวดวงการศึกษาไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และหวังว่าประเด็นนี้จะถูกหยิบยกเป็น วาระแห่งชาติ ที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันหาทางออก..ไม่อย่างนั้นวาทะกรรมโตไปไม่โกง  เด็กมันคงไม่อยากได้ยิน เพราะขนาดครูบาอาจารย์ยังโกงกันได้..

สังคมไทยกำลังเข้าสู่ “วัฒนธรรมสองขั้ว : ปะทะสองความคิด” #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/629273

วันที่ 26 ก.ค. 2563 เวลา 10:26 น.สังคมไทยกำลังเข้าสู่ “วัฒนธรรมสองขั้ว : ปะทะสองความคิด”โดย อุทัย มณี        

*******************

ในฐานะคนที่เติบโตมาจากสายอนุรักษ์นิยม ที่อยู่กับจารีต ประเพณีอันเก่าแก่อย่างสถาบันสงฆ์ ค่อนข้างเห็นใจกับผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการบริหารประเทศในขณะนี้

ในขณะเดียวกันพวกเราในฐานะคนรุ่นเก่าที่ถูกคนรุ่นใหม่ขนานนามว่า สายอนุรักษ์นิยม ก็ต้องยอมรับ “ความคิดเห็นของเยาวชนคนรุ่นใหม่”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองยามนี้ ที่นิสิต นักศึกษา รวมทั้งเยาวชน เรียกร้องให้รัฐบาลลาออก หยุดคุกคามประชาชนและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับฟัง

ความคิดคนสอนรุ่น หากถูกหยิบยกขึ้นมาบนเวที ย่อมไม่นำมาซึ่ง “ความรุนแรง” สุดท้ายยามนี้รัฐบาลคงโหยหา “นักเจรจา ,นักสันติวิธี” ที่พระคุณเจ้าสายมหาจุฬา ฯ เรียกว่า “วิศวกรสันติภาพ”

ความผิดพลาดของรัฐบาลที่ผ่านมา คือ ยกเลิกวิชาหน้าที่พลเมือง และละเลยการปลูกฝังความรู้รักสามัคคี รวมทั้งค่านิยมของความเป็นไทย และรวมทั้งละเลย สถาบันสงฆ์…ที่เคยมาร่วมกัน “สร้างอนาคตของชาติ” ภายใต้กรอบวัฒนธรรมที่มีพุทธศาสนาเป็แกน

# พระพุทธศาสนามั่นคง..ทุกสถาบันอยู่รอด

ความไม่ใส่ใจของชนชั้นอำนาจในสถาบันสงฆ์ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่บ้านเมืองปูยี้ปูยำ พระเถระผู้ใหญ่ ปล่อยให้เจ้าหน้าที่และกลุ่มคนจ้วงจาบคณะสงฆ์ แล้วตบรางวัล แบบอยู่อิ่มหมีพลีมัน ซ้ำยังลอยหน้าลอยตา นั่งอยู่ในสภา นั่งอยู่ในตำแหน่งสูง ๆ ก่อให้เกิดความรู้สึก น้อยเนื้อต่ำใจ ทั้งญาติโยมของพระเถระเหล่านั่น รวมทั้งวงศาคณาญาติ

ชนชั้นอำนาจกลับปล่อยให้คนกลุ่มหนึ่ง ที่มีเสียงซุบซิบมาตลอดมา “บงการจัดการกับคณะสงฆ์” สุดท้ายวิกฤติศรัทธา ลามไปทุกสถาบันดั่งที่ปรากฎอยู่ ณ ทุกวันนี้

นิสิต นักศึกษา เด็กและเยาวชน ถือป้ายใช้วาจาที่หยาบคาย..คนอายุ 40 แบบผู้เขียนไม่เคยเจอมาก่อน เมื่อรากเหง้า ต้นราก อย่างสถาบันสงฆ์ถูกทำลายศรัทธา และทั้งชนชั้นอำนาจปล่อยให้มีคนมาทำลาย โดยไม่ “ตัดไฟแต่ต้นลม”

วิกฤติความคิดวัฒนธรรมกำลังถูกท้าทาย หนึ่ง คนรุ่นใหม่ กำลังหมดศรัทธากับวัฒนธรรมแบบเดิมของไทย สองคนรุ่นเก่า มองว่า คนรุ่นใหม่กำลังทำลาย สิ่งที่มีอยู่เดิมของสังคมไทย

วิกฤติคนสองขั้ว กำลังเดินไปสู่ “เส้นทางปะทะ” หากรัฐบาลไม่ตัดไฟแต่ต้น และเรื่องนี้ หากต้องการให้ทุกสถาบันอยู่รอด..ไม่พ้นต้องใช้วิธีคิด วัฒนธรรมสร้างชาติ ก็คือ สถาบันสงฆ์ ต้องมีส่วนร่วม..หากละเลยสุดท้าย ของใหม่ก็ไม่ได้ ของเก่าก็จะสูญเสียไป..กลายเป็นสังคม ครึ่งบก ครึ่งน้ำ??

พระชัยวัฒน์ ร.ศ.118 ท่านเจ้ามาฯ วัดสามปลื้ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/628742

วันที่ 19 ก.ค. 2563 เวลา 20:18 น.พระชัยวัฒน์ ร.ศ.118 ท่านเจ้ามาฯ วัดสามปลื้มโดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com     

*******************************

วันนี้มีโอกาสได้เห็น พระชัยวัฒน์ของท่านเจ้ามาฯ ซึ่งเป็นพิมพ์ที่หาชมได้ยากอีกพิมพ์หนึ่งคือ พิมพ์ ร.ศ.118 หรือ ปีพ.ศ.2443 ซึ่งในวงการนักสะสมพระเครื่องสันนิษฐานกันว่า เป็นฝีมือช่างคนเดียวกันที่สร้าง พระชัยวัฒน์ ร.ศ.118 ให้กับ หลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้ว ครับ

ความต่างของทั้งสองสำนักนี้คือ ของท่านเจ้ามาฯ กระแสโลหะจะออกแดง ส่วนของหลวงปู่บุญ วัดกลางบางแก้วนั้น กระแสโลหะจะออกเหลืองครับ

เป็นธรรมชาติของพระหล่อที่เราจะพิจารณากันว่า ในองค์พระจะเห็นเนื้อเกินจากการหล่อ คราบเบ้าที่มีความแห้งสนิท รอยประกบพิมพ์ด้านข้างองค์พระ เป็นจุดพิจารณาที่สำคัญ

มีบันทึกต่อกันมาว่า ท่านเจ้ามาฯ ได้รับการสืบทอดตำราการสร้างพระกริ่ง-พระชัยวัฒน์โบราณมาจาก สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส และมวลสารที่นำมาสร้างพระเครื่องของท่านเจ้ามาฯ จะเน้นไปทางทองเหลืองหรือทองแดง มวลสารโลหะที่นำมาสร้างพระชัยวัฒน์ของท่านส่วนหนึ่งมาจากโลหะต่างๆรวมถึงพระบูชาเก่าที่หลอมละลายคราวเกิดไฟไหม้พระมณฑป ที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทเมืองสระบุรี

ท่านเจ้ามาฯ ได้สร้างพระชัยวัฒน์ที่เป็นที่นิยมของนักสะสมและหาชมได้ยาก เช่น พิมพ์ล้มลุก,พิมพ์ฟันปลา,พิมพ์ฐานหกเหลี่ยม, พิมพ์หน้าครุฑ,พิมพ์เศียรทุย ,พิมพ์แจกแม่ค้า,พิมพ์คอหนอก,พิมพ์หน้ากระบี่,พิมพ์ฐานสูง,พิมพ์สิงหเสนี เป็นต้น ในด้านพุทธคุณนั้นพระเครื่องของท่านครบเครื่องด้านเมตตามหานิยมและแคล้วคลาด

นอกจากนี้ท่านยังได้จัดสร้างเหรียญพระพุทธบาทเกาะสีชัง เพื่อแจกเป็นที่ระลึกในวาระที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จพระราชกุศลอัญเชิญพระพุทธบาทจำลองจากเมืองพุทธคยา ประเทศอินเดีย มาประดิษฐานที่เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี ซึ่งถือได้ว่าเป็นวัตถุมงคลที่ท่านเจ้ามาฯ ได้สร้างขึ้นในยุคแรกและเป็นที่นิยมและหาชมของแท้ได้ยากเช่นกัน

อีกหนึ่งเรื่องที่เล่าขานกันมาถึงพุทธคุณพระเครื่องของท่านเจ้ามาฯคือคุณพ่อของท่านเจ้าคุณนรฯ วัดเทพศิรินทร์ สมัยที่เป็นนายอำเภอบางปลาม้า จังหวัดสุพรรณบุรี มีพระเครื่องท่านเจ้ามาติดตัวองค์เดียว ถูกเสือร้ายชื่อดังยิงด้วยปืน แต่ปืนไม่ลั่น เสียงดังแชะๆ เรื่องนี้ ท่านเจ้าคุณนรฯเป็นผู้เล่าให้บรรดาศิษย์ฟัง

พระพุฒาจารย์ หรือท่านเจ้ามาฯ เป็นเจ้าอาวาสองค์ที่ 7 แห่งวัดจักรวรรดิ หรือ วัดสามปลื้ม ท่านเกิดเมื่อ พ.ศ.2380 สมัยรัชกาลที่ 3 เป็นชาวสำเพ็ง บิดาตั้งชื่อว่า “มา”  ชีวิตในวัยหนุ่มของท่านมีนิสัยเป็นนักเลงเป็นคนจริง ตรงไปตรงมาและมีพวกมาก เมื่อคนเห็นนายมาก็จะพูดว่า  จ้าวมาแล้ว และจึงเป็นนามเรียกขานเมื่อท่านบวชเป็นพระภิกษุ ว่า  ท่านเจ้ามาฯ ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะสูงสุด ที่ พระพุฒาจารย์ ท่านมรณภาพเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2457 สิริอายุ 77 ปี พรรษา 53

พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน กำแพงเพชร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/628202

พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน กำแพงเพชร

วันที่ 12 ก.ค. 2563 เวลา 20:11 น.

โดย…อาจารย์ชวินทร์ chavintapoti@gmail.com    

*******************************

วันนี้มีโอกาสได้ส่องพระกำแพงลีลาเม็ดขนุนที่บางท่านอาจจะเรียก พระปางลีลาเม็ดขนุน หรือ พระลีลาเม็ดขนุนก็ได้ พระกำแพงลีลาเม็ดขนุนเป็นหนึ่งในพระเบญจภาคี เห็นองค์พระจริงมีความสวยงามของเนื้อดินละเอียดให้เห็นตามแบบของพระกำแพงเพชร เสียดายแค่ว่ามีรูปมาแค่ด้านหน้าและด้านหลัง ไม่รูปด้านล่างและด้านข้างมาให้ชมครับ

พระกำแพงลีลาเม็ดขนุนที่พบเห็นจะมี 3 สี คือ สีแดง,สีเหลืองและสีเขียว เป็นพระเครื่องที่ถือกำเนิดขึ้นในรัชสมัยของ พระมหาธรรมาลิไทย (พ.ศ.1900) พบครั้งแรกที่กรุวัดบรมธาตุในปี พ.ศ.2392 ต่อมาราวปีพ.ศ.2470 ก็ยังมีผู้พบที่กรุพิกุลเพิ่มเติมและกรุอื่นแต่มีจำนวนน้อยมาก

พระกำแพงลีลาเม็ดขนุนจะเป็นพระเนื้อดินละเอียดไม่มีเม็ดกรวดต่างจากพระกรุนางพญา พิษณุโลกเป็นพุทธพิมพ์ปางลีลาที่สวยงาม สมส่วน มองแล้วเหมือนท่านก้าวย่างไปข้างหน้าเป็นคตินิยมมาแต่โบราณสำหรับผู้ที่บูชาว่าจะมีความเจริญก้าวหน้า มีโชคมีลาภมาตลอด

พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน กำแพงเพชร

จุดพิจารณาของพระกำแพงลีลาเม็ดขนุน ซึ่งเป็นตำหนิเอกลักษณ์ของพิมพ์มีดังนี้ครับ

-คางองค์พระจะแหลม

-ซอกแขนซ้ายจะเป็นสามเหลี่ยมลึก

-ในร่องที่เป็นกรอบทั้งสองข้างจะมีเส้นขีดขวางลักษณะคล้ายเกลียวเชือกอยู่ห่างกันสันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากการถอดแม่พิมพ์ ในองค์ที่ใช้สึก อาจจะต้องตะแคงส่องเล็กน้อย

-ฝ่ามือจะใหญ่พลิ้วและมีเส้นแซมเล็กในร่องหัวแม่มือ

-มีเม็ดบอลกลมระหว่างกลางเท้าทั้งสองข้าง

-ด้านหลังจะสังเกตเห็นร่องรอยการดันพระออกจากแม่พิมพ์

มาดูหลักในการพิจารณาพระเครื่องเนื้อดินเบื้องต้นที่เราควรคำนึงถึงคือ ศิลปะจะบอกถึงสกุลช่าง อายุพระจะบอกถึงความเก่าว่าควรมีลักษณะอย่างไร

พระเครื่องทุกชนิดที่มีอายุการสร้างที่เก่ามาก เป็นธรรมดาที่ผิวพรรณขององค์พระย่อมมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ดังนั้นสิ่งที่ต้องสังเกตุเบื้องต้น เช่น ความไม่เรียบบนพื้นผิว ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง,ลักษณะพื้นผิวทั้งด้านหน้าและด้านหลังจะมีลักษณะเป็นคลื่นเล็กน้อย ไม่เรียบเหมือนแผ่นกระจก ส่วนลักษณะพื้นผิวด้านหลัง ส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นคลื่นเล็กน้อยและมีรอยนิ้วมือในการกด ที่สำคัญความแห้งเก่าทั้งด้านหน้าและด้านหลังต้องเท่ากัน

การสังเกตลักษณะของรารักที่เกาะบนพื้นผิวนั้น

-รารักจะมีลักษณะเป็นจุดเล็กๆแตกเป็นแฉกคล้ายดั่งเวลาที่เราหยดหมึกลงบนกระดาษ หยดของน้ำหมึกจะกระจายเป็นแฉกไปรอบ

-รารักจะเกาะฝังตัวบนพื้นผิวพระล้างไม่ออก

-รารักจะเกิดเป็นหย่อมบริเวณที่มีความชื้นสูง

-รารักจะมีสีน้ำตาลอมดำ

-รารักต้องมีความแห้งสนิทเหมือนกับพื้นผิวทุกประการ

พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน กำแพงเพชร

นวลดิน และฝ้ากรุที่เกิดขึ้น

ฝ้ากรุและนวลดินจะเกิดขึ้นกับพระกรุเนื้อดินเป็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพจากการถูกฝังในกรุ

ลักษณะฝ้ากรุและนวลดินจะคล้ายกับคราบแป้ง แต่บางกว่า มองไปเหมือนฉาบผิวไว้เหมือนกับคราบนวลบนผิวมะม่วง

ฝ้ากรุและนวลดินมีลักษณะขาวนวล แต่ไม่ใส และต้องไม่มีประกายรุ่งเมื่อกระทบแสงแดด ที่สำคัญจะพบในผิวพระที่ยังไม่ผ่านการใช้หรือสัมผัสมาก่อน และถ้าองค์พระผ่านการใช้มาจะพบเห็นในซอกลึกที่สัมผัสไม่ถึงเท่านั้น ความแห้งจะต้องเท่ากับผิวและเนื้อพระ

การพิจารณารอยแตก รอยราน และรอยกะเทาะ จะหมดความคมที่ขอบของรอยแตก รอยรานและรอยกะเทาะ และจะเห็นเศษฝุ่นละอองหรือคราบสกปรกจับตัวแน่นแทนที่ และต้องมีความแห้งเท่ากับเนื้อพระและผิวพระเช่นกัน

การพิจารณารูพรุนเล็กๆที่เกิดขึ้นจากการย่อยสลายของมวลสารตามธรรมชาติ หรืออีกนัยหนึ่งคือ ตัวประสานเนื้อพระหมดยางทำให้หลุดออกนั่นเอง

การเกิดจะเกิดขึ้นเป็นหย่อมๆเท่านั้น และจะเกิดขึ้นกับเนื้อพระที่มีความหยาบ มากกว่าพระเนื้อละเอียด และเนื้อภายในรูพรุนเหล่านี้จะต้องมีความแห้งสนิทเท่ากับผิวเนื้อด้านนอก

การพิจารณาความคมชัดและการรัดตัวขององค์พระ เมื่อเนื้อพระแห้งจัดจะเห็นการหดตัวขององค์พระเกิดขึ้น ลักษณะดังกล่าวคือต้องมีความคมชัดในส่วนที่แม่พิมพ์แกะลึก ต้องมีความตื้นในส่วนที่แกะตื้น ความคมชัดที่ปรากฏจะตั้งฉากกับพื้นผิว เห็นเป็นแท่ง เป็นสันขึ้นมา

การพิจารณาเรื่องกลิ่น กลิ่นของพระเนื้อดินที่สร้างใหม่ และเก่าจะต่างกันอย่างชัดเจน พระเนื้อดินเก่าจะมีความแห้งสนิท กลิ่นจะต่างกับพระเนื้อดินที่สร้างใหม่อย่างชัดเจน ไม่ว่าอย่างใดต้องปรากฏลักษณะใด ลักษณะหนึ่งขึ้น

ในอดีตพระกำแพงลีลาเม็ดขนุนจะหายากและมีราคาเช่าหาสูงมากกว่าพระกำแพงซุ้มกอ และจัดเข้าอยู่ในชุดเบญจภาคีก่อนพระกำแพงซุ้มกอ กลุ่มของพระกำแพงปางลีลาที่นิยมมีพุทธพิมพ์ 3 แบบคือ เม็ดขนุน พลูจีบ กลีบจำปา ตามคำกล่าวของนักสะสมพระรุ่นใหญ่ในอดีต และด้วยจำนวนการสร้างน้อยมาก และหายากกว่าพระกำแพงซุ้มกอรวมถึงรูปทรงของพระที่มีความยาวเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่สันนิษฐานว่าทำให้วงการนักสะสมในยุคก่อนหันมาผนวกพระกำแพงซุ้มกอเข้ามาในชุดของพระเครื่องเบญจภาคีเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม พระกำแพงปางลีลาเม็ดขนุนถึงแม้ว่าจะมีจำนวนน้อยก็ยังเป็นสุดยอดพระเครื่องของพระกำแพงเพชร ที่ได้รับความนิยมและเป็นที่แสวงหาของบรรดานักนิยมสะสมพระเครื่องพระบูชาอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

มีบันทึกทางประวัติศาสตร์ว่า พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน มีอายุการสร้างกว่า 600 ปี ยุคเดียวกับพระกำแพงซุ้มกอ มีพุทธลักษณะคล้ายเม็ดขนุน พบครั้งแรกจากกรุวัดพระบรมธาตุ  หลังจากนั้นก็พบบริเวณลานทุ่งเศรษฐี แถบวัดพิกุล วัดอาวาสน้อย และกระจายทั่วไป มีจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับพระกำแพงซุ้มกอ

พระกำแพงลีลาเม็ดขนุน มวลสารจะมี 3 แบบ คือลักษณะเป็นพระเนื้อดินผสมว่านและเกสรดอกไม้ ,เนื้อว่านล้วน และเนื้อชิน พุทธศิลป์องค์พระที่งดงามมีลักษณะการก้าวย่างอ่อนช้อย สันนิษฐานว่าจำลองมาจากพระพุทธรูปปางลีลาในสมัยสุโขทัยด้วยฝีมือช่างหลวง

ด้านพุทธคุณของพระกำแพงลีลาเม็ดขนุน นั้นถือได้ว่าครบเครื่องทั้งโชคลาภ เมตตามหานิยม การทำมาค้าขาย จนเป็นที่มาของคำว่า“มีกูแล้วไม่จน” และแคล้วคลาด ในอดีตมีการกล่าวขวัญถึงว่า ห้อยพระกำแพงลีลาเม็ดขนุนแค่ครึ่งองค์(พระหักชำรุด) ยังแคล้วคลาดจากการถูกปองร้ายได้

ทำไม ?? ต้องสันติศึกษา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/627676

วันที่ 05 ก.ค. 2563 เวลา 10:05 น.ทำไม ?? ต้องสันติศึกษาโดย อุทัย มณี      

*******************

หลังจากได้รับคำชวนให้ไปเรียนสันติวิธีจากพระคุณเจ้ารูปหนึ่ง ซึ่งเป็นกัลยาณมิตรต่อกัน ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ผู้เขียนคิดและตัดสินใจอยู่หลายวันว่า เรียนแล้วได้อะไร ทำไมต้องเรียน ในแง่ของผู้ลงทุนเสียเงินเรียนคำถามต่อไปก็คือว่า เรียนแล้วมันจะคุ้มกับเงินที่เสียไปแล้ว แล้วมันจะได้กำไรกลับมาหรือไม่ รวมทั้งเวลามีหรือไม่

ทำการบ้านสำรวจความคิดและความต้องการในตลาดอยู่หลายวัน สุดท้ายตัดสินใจสมัครเรียน ด้วยเหตุหลาย ๆ ประการแรก ในฐานะสื่อมวลชน คิดว่า “แนวทางสันติบนฐานของทฤษฎีความรู้ด้านนี้” น่าจะมีความสำคัญไม่น้อยต่อวิชาการ โลกเรา สังคมประเทศชาติเราที่มันปั่นป่วนและขัดแย้งอยู่ทุกวันนี้ “สื่อมวลชน” มีส่วนสำคัญไม่น้อย อันนี้ประเด็นที่หนึ่ง

ประการที่สอง คิดว่า วิชาการรัฐศาสตร์ วิชานิติศาสตร์ หรือแม้กระทั้งวิชาเศรษฐศาสตร์ วิชาเหล่านี้สอนให้ “ชนะคนอื่น” ประเภทไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล แต่ไม่เคยให้สอนให้ “ชนะใจตัวเอง” เพราะไม่มีสันติอยู่ในจิต จึงคิดว่า โลกปัจจุบันน่าจะต้องการ นักสันติวิธีมากกว่า นักวิชาการอื่น ๆ พูดแบบอวย ๆ ตัวเอง แต่ความจริงก็คือ อยากรับผิดชอบโลกใบนี้ ร่วมกับนักสันติอื่น ๆ บ้างเพื่อลูกเพื่อหลานของเรา และในทางการวิชาชีพหลายสถาบันมหาวิทยาลัยก็ต้องการนักวิชาการด้านนี้ ร่วมทั้ง “ศาลยุติธรรม” ด้วย ที่ต้องการนักไกล่เกลี่ยในชั้นศาล ซึ่งปัจจุบันหานักสันติวิธียากยิ่ง

ประการที่สาม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นสถาบันเก่าที่เคยเรียนมา ผู้เขียนมีความคุ้นเคยกับคณาจารย์และเจ้าหน้าที่หลายท่านด้วยกัน จึงเดินเข้า – ออก เหมือนกับบ้านของตัวเอง ยิ่งไปอ่านบทความของ พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส ผู้อำนวยการหลักสูตรพุทธศาสตรดุษฏีบัณฑิต สาขาสันติศึกษา ที่พระคุณเจ้าสรุปไว้อย่างน่าสนใจว่า

สันติศึกษา ในความหมายที่แท้จริงแล้ว เป็นการศึกษา เพื่อพัฒนาให้สันติเกิดขึ้นในจิตใจและสังคม ผ่านกระบวนการศึกษาและพัฒนาใน 3 ด้าน ที่เรียกว่า “ไตรสิกขา”

(1) ศึกษาเพื่อพัฒนาพฤติกรรมอันได้แก่กายและวาจาปกติ หนักแน่นไม่หวั่นไหวดุจศิลา (อธิสีลสิกขา) มีศักยภาพและทักษะในการเสริมสร้างสังคมสันติสุข ทั้งการสื่อสาร การเป็นผู้นำ การไกล่เกลี่ย สมานใจคน การเป็นนักจิตอาสาช่วยเหลือคนอื่น เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทีมงานเป็นทีม และการออกแบบและสร้างกระบวนการยุติธรรมทางสังคม

(2) ศึกษาเพื่อพัฒนาจิตใจให้สงบเย็น จนเกิดการตื่นรู้ภายในแล้วออกไปสร้างสังคมแห่งการตื่นรู้ (อธิสีลสิกขา) สันติศึกษาจึงมีสติศึกษาเป็นฐาน ผ่านการเรียนรายวิชาสติภาวนาสำหรับวิศวกรสันติภาพ วิชาสันติภาวนาเสวนา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นิสิตต้องผ่านการทำสติภาวนาเป็นระยะเวลา 45 วันของหลักสูตร

(3) ศึกษาเพื่อพัฒนาปัญญา เพื่อสร้าง Mindset และพัฒนาระบบคิดโดยการเปลี่ยนกระบวนทัศน์และมุมมองใหม่ (Paradigm) เพื่อให้สามารถบ่มเพาะปัญญาสันติ แล้วออกไปรับใช้ผู้อื่นด้วยการเสริมสร้างชุมชนและสังคมสันติสุข (Cultivating Wisdom Serving Peace) ผ่านการเรียนรู้ในรายวิชาพุทธสันติวิธี แนวคิดและทฤษฏีด้านสันติศึกษา และวิจัยชั้นสูงสำหรับการสร้างสันติภาพ

สรุปแล้ว สันติศึกษา จึงมีกระบวนการในการฝึกฝนและบ่มเบาะ 3 ขั้น คือ ปลุกปัญญาเพื่อสันติ ปลูกสติเพื่อสันติ ปรับพฤติกรรมทำงานรับใช้..เพื่อนมนุษย์อย่างสันติ

ผู้เขียนคิดว่า การปลุกปัญญาความดี เพื่อรับใช้เพื่อนมนุษย์อย่างสันติได้นั่นก็คือ ความเป็นมนุษย์ยอดคน..การจะเป็นยอดคนได้มิใช่เรื่องง่าย ๆ  อย่างน้อยต้องต่อสู้กับใจตัวเองและสังคมที่พร้อมขัดแย้งได้ทุกเมื่อพอสมควร จึงขอสมัครเป็นหนึ่งในครอบครัว..วิศวกรสันติภาพ

เลขานุการในสมเด็จพระสังฆราช มอบ”ต้นกล้า-เมล็ดพันธุ์ผัก”บรรเทาโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/dhamma/627415

วันที่ 01 ก.ค. 2563 เวลา 19:51 น.เลขานุการในสมเด็จพระสังฆราช มอบ"ต้นกล้า-เมล็ดพันธุ์ผัก"บรรเทาโควิด-19“สมเด็จพระมหาวีรวงศ์” เลขานุการในสมเด็จพระสังฆราช มอบต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์ผักที่ จ.สระบุรี และ จ.ลพบุรี สานต่อ วัดสู่ชุมชน ช่วยประชาชนสู้โควิด สร้างความมั่นคงทางอาหาร ตามพระดำริ “สมเด็จพระสังฆราช”

เมื่อวันที่ 1 ก.ค. เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม เลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ลงพื้นที่ร่วมตรวจเยี่ยมศูนย์ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบฯ (โรงทาน) ตามพระดำริสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 และเยี่ยมชมโครงการ “สวนครัวนำสุขพอเพียงเพื่อเพียงพอ ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” พร้อม พระราชธิราภรณ์ รองเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี เจ้าอาวาสพระพุทธฉาย นายเทวัญ ลิปตพัลลพ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ นางวิไลวรรณ ไกรโสดา รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้รับมอบหมายจากนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระบุรี นายณรงค์ ทรงอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนางวิภาศิริ มกรสาร นายกสมาคมสตรีไทยดีเด่น ร่วมงาน ณ วัดพระพุทธฉาย ตำบลหนองปลาไหล อำเภอเมืองสระบุรี จังหวัดสระบุรี

เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ กล่าวสัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมงานว่า จ.สระบุรีเป็นจังหวัดที่เข้มแข็งจังหวัดหนึ่งที่ดำเนินงานตามพระราชดำริของเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชฯ ขอชื่นชมในความสำเร็จหรือในการปฏิบัติงานอีกครั้งหนึ่งที่ได้ร่วมด้วยช่วยกัน ในภาวะเช่นนี้คณะสงฆ์ก็ต้องมาลงมาช่วยกันบำบัดทุกข์บำรุงสุข เพื่อให้พี่น้องประชาชนของเราได้อยู่รอดปลอดภัยและได้อยู่กันอย่างมีสวัสดิภาพ ไม่ลำบากยากไร้ ทำงานกันด้วยความเสียสละ ด้วยความตั้งใจ ด้วยความมีใจเมตตากรุณาต่อกัน ทั้งนี้ ถือว่าเราประพฤติอย่างนี้ตามธรรมะคำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อเห็นประชาชนอยู่กันด้วยความลำบาก คณะสงฆ์จึงลงมาช่วยกันตามความสามารถเท่าที่ทำได้ ทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์ ทำด้วยเมตตากรุณา มีจิตใจที่ปราศจากสิ่งอันเป็นกิเลส การที่เราทำได้อย่างนี้ ประการที่หนึ่ง คือ เราสบายใจ ประการที่สอง คือ เป็นการช่วยประเทศชาติบ้านเมืองของเรา เรามาช่วยกันสานต่อตามคติของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพที่ว่า บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้กับประชาชนของเรา ให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความสุขที่พอเพียงตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ท่านมีพระราชดำริ มีพระราชกระแสในเรื่องของความพอเพียงไว้ในยุคนี้ ซึ่งในหลายๆ พื้นที่ได้สนองพระราชดำริของสมเด็จพระสังฆราชฯ อย่างแข็งขัน วัดพระพุทธฉายนี้ก็มีข่าวปรากฏไปทั่วโลก โดยเฉพาะทางสื่อมวลชนของญี่ปุ่นก็มาถ่ายรูป รายงานว่า ประเทศไทยของเราทำอย่างนี้ในการช่วยเหลือประชาชน ถือว่าเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทย ว่าเราทั้งหลายมีความสามัคคีปรองดองกัน ถึงคราวตกทุกข์ได้ยากก็ช่วยกันโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ

จากนั้น เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ได้ประกอบพิธีเบิกเนตรพระพุทธรูป 4 ปาง ประจำซุ้มมณฑปพระพุทธบาท (พระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา) หล่อเทียนพรรษา เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ประจำปี 2563 หลังจากนั้น คณะสงฆ์ ส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนได้เดินเยี่ยมชมโครงการ “สวนครัวนำสุขพอเพียงเพื่อเพียงพอ ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยได้รับความเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ ปลูกต้นไม้เป็นที่ระลึก พร้อมทั้งปล่อยปลา และปลูกข้าว (โยนข้าว) ณ บริเวณวัดพระพุทธฉาย

ต่อมา เจ้าประคุณสมเด็จพระมหาวีรวงศ์ เลขานุการ ในสมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม ได้เดินทางต่อไปยัง ศูนย์การเรียนรู้ศาสตร์พระราชา โรงเรียนวินิตศึกษา ในพระราชูปถัมภ์ฯ (แห่งที่ 2) อ.เมือง จ.ลพบุรี เป็นประธานสงฆ์พิธีมอบต้นกล้าและเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัว วัดสู่ชุมชน ภายใต้โครงการ “สวนครัวนำสุขพอเพียงเพื่อเพียงพอตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ตามพระดำริของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆริณายก เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ให้กับคณะสงฆ์จังหวัดลพบุรี จำนวน 30,000 ต้น และเยี่ยมชมแปลงผักสวนครัว วัดสู่ชุมชน โดยมี พระเทพเสนาบดี เจ้าคณะจังหวัดลพบุรี พร้อมพระเถรานุเถระ ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสตรี นายสุปกิต โพธิ์ปภาพันธ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดลพบุรี พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ร่วมให้การต้อนรับ

สำหรับ โครงการ “สวนครัวนำสุขพอเพียงเพื่อเพียงพอ ตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เกิดขึ้นตามพระดําริของสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก โดยเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งวัดได้มีการบูรณาการระหว่างโรงทาน ตามพระดําริของสมเด็จพระสังฆราช กับศาสตร์พระราชา “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อเป็นการต่อยอดสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เสนอแนวคิดการทํา “สวนครัวนําสุขพอเพียงเพื่อเพียงพอ ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งมอบต้นกล้า และเมล็ดพันธุ์ผักสวนครัวให้กับเจ้าคณะอำเภอทุกอำเภอ เจ้าคณะตำบล

นอกจากนั้น สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณฯ สมเด็จพระสังฆราช ยังทรงอนุญาตให้วัดทั่วประเทศที่มีพื้นที่ว่างให้ประชาชนปลูกผักสวนครัวแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครัวเรือนช่วงวิกฤติโควิด-19 เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร รวมทั้งส่งเสริมให้วัดต่างๆ ที่มีพื้นที่ เชิญชวนให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการว่างงาน โดยดําเนินการตามวิถีพุทธวิถีเกษตรปลูกผักสวนครัวในพื้นที่วัดนั้นๆ และนําไปปรุงเป็นอาหารส่วนที่เหลือจากการปรุงอาหารในครัวเรือนแล้ว สามารถนําไปจําหน่ายคืนให้วัด เพื่อนําไปประกอบอาหาร ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบและเดือดร้อน ซึ่งกรมการพัฒนาชุมชน และ ดร. วันดี ได้นำเมล็ดพันธุ์พืชผักสวนครัวถวายสมเด็จพระสังฆราช เพื่อประทานแก่วัดทั่วประเทศอีกด้วย

ขณะที่ กรมการพัฒนาชุมชน ได้มีแผนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ในการดำเนินงาน “น้อมนำแนวพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี สู่แผนปฏิบัติการ 90 วัน ปลูกผักสวนครัวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร” ระยะที่ 2 สร้างวัฒนธรรมปลูกพืชผักประจำครัวเรือน วันที่ 1 ก.ค. – 5 ธ.ค. 2563 เพื่อเป้าหมาย 5 ประการสำคัญคือ 1.ความต่อเนื่องคือพลัง ส่งเสริมการปลูกพืชผักที่ปลูกอยู่แล้วให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง และปลูกพืชผักเพิ่มเติมจากเดิม รวม 10 ชนิด

2.ทำเป็นบ้านสานเป็นกลุ่ม ส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มปลูกพืชผักประจำครัวเรือน เช่น มะนาว กล้วย มะละกอ เป็นต้น เพื่อบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกินให้มีมูลค่าเพิ่ม 3.ชุมชนสีเขียว เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างจิตวิญญาณรักสิ่งแวดล้อม และสร้างชุมชนสีเขียว 4.จากวัฒนธรรม สู่นวัตกรรม ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหาร และของใช้ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันจากพืชผักอาหาร และ 5.ชุมชนเกื้อกูลเพิ่มพูนสามัคคี วิถีพอเพียง