Star Retro : ยอดสร้อย โกมารชุน ตื่นเต้น! หวนคืนวงการอีกครั้งในรอบ 30 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/268992

วันอาทิตย์ ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ต้องบอกว่าห่างหายจากวงการไปยาวนานกว่า 30 ปี สำหรับ “อ้อ” ยอดสร้อย โกมารชุน วันนี้ด้วยความชอบ และถนัดในงานศิลปะบนถนนสายบันเทิง บวกกับมีเลือดศิลปินของทั้งคุณพ่อ เสน่ห์โกมารชุน และคุณแม่ ปรียา รุ่งเรือง อยู่เต็มเปี่ยม จึงทำให้ “อ้อ” กลับมามีไฟอีกครั้ง และการเริ่มใหม่ครั้งนี้เธอจริงจัง และใส่ใจทุกขั้นตอน ทั้งเบื้องหลังและเบื้องหน้า!?

อัพเดทชีวิตปัจจุบัน

ช่วงนี้กลับเข้ามารับงานต่างๆ ในวงการบันเทิงค่ะตอนนี้เริ่มเข้ามาทำบริษัทชื่อว่า “แพท เตอร์โปรโมชั่น”เป็นโมเดลลิ่งหาเด็กไปแคสงาน ในทีมมีประมาณ 100 กว่าคนแล้วค่ะ ถือว่ากำลังไปได้เรื่อยๆ คืออ้อทำกับน้องที่รู้จักกันชื่อแพท เรารู้จักกันนาน แล้วเขาจะค่อนข้างรู้รายละเอียดเกี่ยวกับดาราเก่าๆ เยอะมาก และเหมือนเป็นผู้จัดการคนดูแลเราด้วย เขาก็เลยชวนให้มาทำด้วยกัน บวกกับตัวอ้อเองก็อยากจะกลับเข้ามาทำอะไรในวงการบันเทิงจะได้ไม่เซ็ง และมีทำรายการคือ รวมมิตรชิดดาว ออนแอร์ทางยูทูบ เราก็เริ่มจากการทำเบื้องหลังก่อนค่ะ ให้เขาได้เห็นว่าเรากลับเข้ามาทำงานตรงนี้แล้วนะ

สนุกกับการเริ่มงานครั้งใหม่

สนุกมากนะคะ เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคย และคุ้นชินอยู่แล้ว กลับเข้ามาทำงานวงการบันเทิงแบบเต็ม แต่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งก็เป็นอีกความรู้สึกหนึ่ง เมื่อก่อนเราอยู่แต่เบื้องหน้า ก็สนุกกันคนละแบบค่ะ ตอนนี้ที่ทำกับน้องแพทก็ทำได้ประมาณ 5-6 เดือนแล้วค่ะเราอยู่บ้านเฉยๆ ก็เหงานะ จริงๆ ไม่ทำก็ได้นะ ก็มีลูกคอยดูแลเรา ญาติพี่น้องก็บอกนะว่าจะทำไปทำไมให้เหนื่อยมีลูกดูแลอยู่แล้ว เราก็รู้สึกว่าไม่ภูมิใจ อยากมีอะไรของเราทำบ้าง ไม่อยากอยู่เฉยๆ อยู่แต่ในบ้าน แต่ถ้าเราได้ออกมาทำงานอย่างนี้ก็สนุก ชอบ เราได้เจอสังคมที่เราคุ้นเคย ก็ลุยทำตอนนี้แหละ ที่เรายังไหว ถ้า 60 ปีก็ไม่ไหวแล้วมั้ง

ย้อนวัยแจ้งเกิดในวงการบันเทิง

ถ้าเป็นหนังเรื่องแรก คือ “ครูขาหนูเหงา”ปี พ.ศ. 2521 ค่ะ เป็นหนังนักเรียนที่เล่าเรื่องนักเรียนแต่ละคนว่ามีปัญหาครอบครัวแบบไหน อ้อเล่นเป็นตัวร้ายนิดหนึ่ง อิจฉานางเอก ส่วนผลงานด้านละคร เคยเล่นเป็น แม่ตี๋ใหญ่ ตอนนั้น นก-ฉัตรชัย เล่นไว้ หลังจากนั้นก็เล่นของค่ากันตนามาตลอด แต่ก็ไม่ได้เยอะมากมาย อ้อเข้ามาเล่นหนังตอนนั้นอายุ 24 ปีพอ 26 ปี มีลูก ก็ออกจากวงการเลยค่ะ แต่ที่คนรู้จักเพราะว่า มีคุณพ่อ คุณแม่ เป็นศิลปิน แล้วมีพี่ตู่-นพพล ซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน พี่ตู่เป็นลูกของพี่ชายคุณพ่อ (เสนอ โกมารชุน)

เรื่องสุดท้ายที่ได้แสดง

เรื่อง “ค่าน้ำนม” ค่ะ ตอนนั้น สรพงศ์ ชาตรี-เนาวรัตน์ ยุกตะนันทน์ อ้อเล่นเป็นลูกคุณแม่ (แม่แท้ๆ ปรียา รุ่งเรือง) ก็เขินนะ เพราะเราไม่ค่อยคุยกับคุณแม่อยู่แล้ว แม่ไม่ได้เลี้ยง เพราะแม่ก็ดังแล้วตอนนั้นอ้อก็จะอยู่กับคุณยาย จนกระทั่งคุณแม่เสียไป ก็ไม่ค่อยได้สนิทกัน

มีความกดดันไหมในฐานะทายาทคนดัง

คุณพ่อ (เสน่ห์ โกมารชุน) เป็นคนสร้างหนังคุณแม่ (ปรียา รุ่งเรือง) เป็นแม่นาคคนแรกของเมืองไทย พ่อเป็นเจ้าของบทประพันธ์ แม่นาคพระโขนงพ่อกับแม่ดังมากเลย แต่เราไม่กดดันอะไรนะคะ เพราะว่าพ่อเสียชีวิตไปตั้งแต่อ้ออายุ 11 ปี เรารับรู้นะตอนที่พ่อกับแม่ดัง แต่ก็ไม่ค่อยได้ไปกับเขา เราอยู่แต่กับยายพ่อเป็นคนที่ไม่ชอบให้ลูกเข้ามาอยู่ในวงการบันเทิงด้วย ถ้าพ่ออยู่ อ้อก็คงไม่ได้เข้ามา จำได้ว่าตอนเด็กอยากเรียนกรมศิลป์ เพราะเราชอบรำ แต่พ่อไม่ให้เข้าถ้าตอนนั้นได้เข้า คิดว่าน่าจะดัง (หัวเราะ) เพราะเราชอบทางด้านรำละคร ขนาดมาอยู่เซนต์โยฯ เราก็ยังดังในการรำละคร เด็กรุ่นน้องจะรู้เลยว่า ยอดสร้อยคือ นางรำของโรงเรียน ทุกคนจะรู้ ส่วนคุณแม่ไม่ได้ว่าอะไรค่ะ และเป็นคนที่พาเข้าวงการบันเทิง เรื่องแรกที่เล่นก็เล่นเป็นลูกคุณแม่ด้วย ก็เล่นเหมือนชีวิตเราและอีกคนที่พาเข้าวงการคือ อาน้อย ดาวน้อย ศรีบุญเรือง ที่อยู่ ศรีบุญเรืองฟิล์ม ค่ะ

เทียบอดีตกับปัจจุบัน

หนังกับละคร อ้อว่าคนละแบบนะคะ จริงๆ อ้อเกิดจากกันตนา เราก็จะกินนอนด้วยกัน ตอนเล่นหนังสนุก เพราะว่าเราเป็นเด็กมีค่าย กิน อยู่กับเขาเลยคืออยู่บ้านอาน้อย จารุณี สุขสวัสดิ์ ก็อยู่ด้วยกันหมดที่เป็นดาราผู้หญิงก็อยู่บ้านด้วยกันหมด แล้วพอมาอยู่กันตนา พอเรามีละครทุกวันก็ถ่ายละครทุกวัน เป็นครอบครัวใหญ่ค่ะ แต่สมัยนี้เราไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเลยก็คือ รายได้ดีกว่าแต่ก่อน สมัยเล่นตี๋ใหญ่ได้ตอนละ 1,200 บาทเองนะ แต่เรา
เป็นเด็กอยู่ในกันตนา เราก็จะโชคดีมีงานตลอดจบเรื่องนั้นต่อเรื่องนี้ ได้เงินเยอะเหมือนกันนะช่วงนั้นเพราะทำงานอย่างเดียวไม่ได้ใช้เงินเลย (หัวเราะ) เก็บได้หลายแสนนะ แต่เดี๋ยวนี้อ้อไม่เคยรู้หรอกว่าเขาได้ตอนละเท่าไหร่ และเดี๋ยวนี้ก็มีถ่ายโฆษณา ถ่ายแบบ ซึ่งเมื่อก่อนเราไม่เคยทำ จะเห็นว่าสมัยนี้เม็ดเงินเยอะขึ้น และดาราเยอะมาก เด็กสมัยนี้เก่ง มั่นใจในตัวเองด้วย

เปิดกว้างกับงานแสดง

กลับมาคราวนี้ รับทุกบทบาทค่ะ วันก่อนได้คุยกับพี่ต๊ะ กันตนา เขาบอกว่า มาสิ กลับมา เลยบอกเขาว่า อ้อกลับมาแล้วนะ อยากมีละครสักเรื่อง เขาก็โอเคเดี๋ยวดูให้ รอค่ะ ทุกอย่างต้องใช้เวลา ตอนนี้อาจจะต้องฟอร์มบริษัทเราก่อน แล้วก็จะพาเด็กๆ ในสังกัดไปสวัสดีผู้ใหญ่ ขอตั้งตัวนิดหนึ่ง ให้เด็กมีผลงานส่งแคสหนัง ส่งประกวดมิสแกรนด์ และอีกอย่างเราก็รู้ว่าเด็กก็ยังไม่เป๊ะเท่าไหร่ ต้องใช้เวลาให้เข้าที่เข้าทางสักหน่อยหนึ่ง ใจอ้อเองอยากเช่าห้องเปิดบริษัทเป็นเรื่องเป็นราว แต่น้องเขาบอกว่าใจเย็น เรากำลังร้อนไง มีไฟ (หัวเราะ) อีกสัก 2 ปี ก็หมดไฟแล้วนะ ถ้าจะทำอะไรก็ทำนะ อ้อเป็นคนที่ชอบทำงานกับคนที่ทำงานจริงๆ ไม่ใช่มีโปรเจกท์ ไม่มีงานเริ่มต้น แล้วตอนนี้ได้เจอน้องคนหนึ่งเขาก็อยากจะทำงาน ขึ้นชื่อว่าปั้นดินสู่ดาว เขาอยากไปหาดาวตามมหาวิทยาลัย ตามต่างจังหวัด แล้วก็เอามาปั้นส่งเข้าประกวด เราก็บอกเขาว่าโอเค เอามาคุย แล้วทำกัน กะว่าจะเปิดตัวสิงหาคมนี้ค่ะ

ทำไมถึงอยากกลับมาทำงานบันเทิง

ถ้าจะให้ไปทำธุรกิจค้าขาย เคยทำและชอบนะคะแต่ทำแล้วเจ๊ง เพราะเราไม่มีหัวการค้า ถ้าถามว่าจะให้ทำอะไรก็ทำได้หมดค่ะ ชอบทำกระเป๋า รองเท้า โน่นนี่นั่นแต่ขายไม่เป็น ซึ่งงานในวงการบันเทิงนี่แหละคงเป็นงานที่ถนัดที่สุด เพราะเมื่อก่อนตอนนั้นเรียนยังไม่จบเลยก็มาเล่นหนัง ก็คิดว่าเออ..เราถนัดนะ พอมาตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป ก็ลองมาเป็นเบื้องหลังดูบ้าง เหมือนเราซึมซับอยู่แล้ว เราเห็นแบบนี้มาตั้งแต่เด็กๆ อยู่แล้ว แต่ก็จะมีบางทีน้องสาวก็ไม่เข้าใจว่าเราจะกลับเข้ามาทำงานตรงนี้ให้ลำบากทำไม เราก็บอกว่า ไม่รู้สิอยากมีเงินเป็นของตัวเอง ไม่อยากแบมือขอใคร เพราะถ้าเราไม่ทำงานก็ไม่มีเงิน ถูกไหมคะ โอเคเรามีลูกๆ คอยเลี้ยงดูเราได้ แต่เราก็อยากได้โน่นได้นี่ส่วนตัวของเรา บางทีเราจะไปไหนมาไหนขอเงินเขาตลอดก็ไม่ใช่นะ การทำงานถือเป็นความสุขของแม่แล้วกันก็บอกลูกไปแบบนี้ค่ะ

กว่า 30 ปีที่หายไป

ตอนนั้นมีลูก ก็ต้องเลี้ยงลูก แล้วก็ไม่ได้กลับเข้ามาเล่นหนังเล่นละครอะไรเลย ก็เป็นแม่บ้านอย่างเดียวเลย และไม่ได้คิดหรือมีใครจุดประกายให้เราอยากจะกลับเข้ามาทำตรงนี้ และอ้อเป็นคนที่ไม่ได้สานต่อพวกเพื่อนดาราเก่าๆ ก็เลยหายไปค่ะ

ชีวิตคู่ที่ไม่ลงตัว

เลิกกับแฟนมาตั้งนานแล้วค่ะ และมีลูก 2 คน ลูกคนโตอายุ 30 ปี ส่วนคนเล็กอายุ 27 ปี ทั้งคู่ก็มีครอบครัวและมีลูกกันหมดแล้ว เราเป็นคุณยายแล้วล่ะตอนนี้ หลานคนโต 3 ขวบ ส่วนคนเล็ก 4 เดือนก็นัดเจอกัน โทร.คุยกัน บางวันก็พาหลานมาหายายบ้าง บางทีลูกก็บอกนะว่า แม่เป็นคุณยายแล้วนะ เลิกใช้ชีวิตข้างนอกได้แล้ว (หัวเราะ) เราก็บอกว่า ฉันชินกับการใช้ชีวิตข้างนอก ชินกับการออกไปเจอสังคม บอกเลยว่าชีวิตอ้อผ่านมาแล้วทุกรูปแบบจริงๆ เคยมีนักข่าวคนหนึ่งแต่เขาเสียชีวิตไปแล้วบอกว่า เอ็งนี่เป็นแมวเก้าชีวิตจริงๆ นะ เราก็..เออใช่ ถามว่าชีวิตเคยลำบากไหม ก็ไมได้ลำบากขนาดต้องไปหาบของขายขนาดนั้น แต่เป็นที่เรานี่แหละ ที่ทำตัวเราเองมากกว่า คือถ้าใช้ชีวิตธรรมดาก็ราบเรียบปกติ แต่เราเป็นคนที่มีความเป็นส่วนตัวสูง อย่างถ้าอยู่บ้าน ก็จะไม่คุยกับใครเลยนะ จะอยู่แต่ในห้อง ชอบที่สุดคือการอยู่คนเดียว ขออยู่ในห้องดูทีวี ทำอะไรก็ว่าไป แต่ไม่ชอบที่จะต้องออกไปนั่งคุยอยู่กับญาติพี่น้องข้างนอก เป็นคนแบบนี้ น้องๆ ก็จะไม่เข้าใจว่า เอ๊ะ เป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมไม่ออกมาคุยมาเจอญาติพี่น้อง แต่ถ้านอกบ้านก็จะเป็นอีกแบบนะ ซึ่งเราก็ไม่รู้เพราะอะไร เป็นมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ซึ่งการที่เราเป็นคนมีโลกส่วนตัวสูงแบบนี้ด้วยแหละมั้ง ถึงทำให้เลิกกับแฟน ไม่ชอบการเอาใจ ใครอยากกินอะไรก็กินไป ไม่ต้องมารอ อ้อยังเคยคุยกับลูกเลยว่าถ้าฉันมีเงิน ฉันจะอยู่คนเดียวอย่ามายุ่งกับฉัน (หัวเราะ)

อยากมีชีวิตคู่ที่อบอุ่นไหม

อยากค่ะ เคยด้วย คนสุดท้ายล่าสุด เป็นผู้ชายที่เราอยากใช้ชีวิตคู่แบบนี้มานานแล้ว เป็นผู้ชายอบอุ่น พูดเพราะ อยู่กับเราเขารักเรา ทำกับข้าวให้กิน ดีกับญาติพี่น้องเรา เพื่อนเรา อยากไปไหนได้ไป ทำอะไรก็ได้ทำ เข้าใจเราทุกอย่าง อยู่ด้วยกันมา 4 ปี แต่สุดท้ายก็อยู่กันไม่ได้ เลิกรากันไป ถามว่าเสียดายไหม ก็เสียดาย แต่ในเมื่ออยู่กันไม่ได้ก็คือไม่ได้ เหตุผลเพราะอะไร อ้อบอกเลยว่า ชีวิตคู่ไม่มีเหตุผล บางครั้งคนข้างนอกมอง เฮ้ย..น่ารักนะคู่นี้ ต่างคนต่างรักกัน แต่มันก็ต้องมีจุดบอด ซึ่งเขาก็มีจุดบอด เราก็มีจุดบอด เลยไม่คลิกกัน บางครั้งคนเราความอดทนมีขีดจำกัด ถามว่าอึดไหม ก็ใช้ได้อยู่นะ แต่ก็ได้แค่นี้แหละ ทุกวันนี้ก็นั่งเสียดายอยู่นะ แต่ก็ไม่รู้ ตอนนี้เดินไปข้างหน้าอย่างเดียวค่ะ

เครียดจัดถึงขั้นคิดฆ่าตัวตาย

อ้อเป็นคนที่คนอื่นมองยาก บทจะร้ายก็ร้าย บทจะเงียบก็เงียบ ไม่รู้สิเราก็รู้สึกว่าตอนนั้นน่ะเราทำตัวเราเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นความลำบากอะไรต่างๆ นานา แต่เราอธิบายให้คนอื่นฟังไม่ได้นะ เป็นบทเรียนให้เรา หรือช่วงนั้นอาจจะเป็นจังหวะชีวิตของเราอีกรูปแบบหนึ่ง ถ้าเป็นคนอื่นอาจจะฆ่าตัวตายไปแล้วล่ะ ถามว่าเราคิดไหม ก็เกือบฆ่าตัวตายนะ ตอนท้องลูกคนเล็ก 9 เดือนแล้วด้วย ก็กินยาฆ่าตัวตาย วันนั้นแหละวันรุ่งขึ้นก็คลอดเลย ตอนนั้นกินยานอนหลับ เพราะว่าช่วงนั้นจะติดยานอนหลับ สาเหตุก็เพราะว่าเราอยากจะหลับ แต่ไม่หลับ กลายเป็นว่ามันกลายเป็นยากล่อมประสาท เราทำอะไรไปก็ไม่รู้ แต่ใจเราอยากหลับอยากลืมทุกอย่าง ไม่อยากจำหรือรับรู้อะไร อย่างพวกน้าก็จะมองว่าเราบ้า ทำปัญหาอีกแล้ว เมาอีกแล้ว โน่นนี่นั่นซึ่งตอนนั้นเราไม่อยากรับรู้แล้ว ตอนนั้นกินเสร็จเขียนจดหมายร่างความในใจไว้หมดแล้ว เตรียมแล้วล่ะ หลังจากนั้นก็ไม่รู้เรื่องเลย รู้สึกตัวอีกทีลืมตามาอยู่โรงพยาบาลแล้ว ชีวิตผ่านอะไรมาเยอะค่ะ อยากเขียนหนังสือนะแต่เรียบเรียงไม่ถูก ใช้ชีวิตคุ้มมาก ผ่านมาหมดทุกรูปแบบ

บั้นปลายชีวิต

ไม่เคยวางเลยค่ะ เป็นคนที่ไม่วางแผนชีวิตตัวเอง อะไรจะเกิดก็ให้เกิด เพราะอ้อคิดว่าข้างบนเขาขีดมาไว้ให้เราแล้วล่ะ ต่อให้คุณเจอคนดี ชีวิตคู่ดีขนาดไหน ถ้าคนจะเลิกก็เลิก อย่างอ้อกับแฟนเลิกกันตั้งแต่คลอดลูกอ้อเป็นคนที่ไม่เอาใจใคร เป็นคนแข็งๆ ไม่เคยทำกับข้าว ต่างคนต่างกิน ต่างอยู่ อย่ายุ่งกันนะ เป็นคนใช้ชีวิตกับใครไม่ได้ จริงๆ นะเป็นคนไม่ชอบชีวิตคู่ คือ ไม่รู้บอกไม่ถูกจริงๆ อ้อคิดว่าอยู่คนเดียวมีความสุขนะ ขอให้มีกิน มีใช้ มีบ้านอยู่ พอแล้ว ฉะนั้นก็จะไม่เคยวางแผนกับชีวิต เพราะวางแผนไม่ได้จริงๆ เราไม่รู้อนาคต กลับเข้ามาวงการอาจจะมีงานเยอะ หรือไม่มีเลยก็ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นนางเอก ขอให้มีงานเข้ามาเราทำหมดค่ะ

พร้อมลุยทุกหน้าที่

ตอนนี้ตั้งใจทำงานเบื้องหลังเป็นเฮือกสุดท้าย ถ้าไม่ได้ทำก็ไม่ต้องทำแล้ว เพราะเป็นสิ่งที่เราชอบและถนัด ก็เลยกลับมาอีกครั้ง ชีวิตไม่มีอะไรมาก อ้อขอแค่ว่าให้ผ่านวันนี้ไปให้ได้ ก็พอแล้ว กินอิ่มนอนหลับ พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ ปัญหาทุกปัญหามีทางแก้เสมอ เมื่อก่อนคิดนะว่า ปัญหานี้ถ้าแก้ไม่ได้ตายแน่ๆ สุดท้ายก็ไม่นะ ตื่นเช้าก็ยังอยู่ต่อไปได้เรื่อยๆ ขอให้มีอะไรทำไปทุกวันแค่นั้นพอแล้วค่ะ

ขอเป็นกำลังใจให้กับ แม่เก้าชีวิต ยอดสร้อย โกมารชุน ที่วันนี้คิดอยากจะสร้างชีวิตที่สิบของตนเอง

 

Star Retro : ‘โทมัส’ ปักหลักชีวิต ยึดติดอาชีพร้องเพลงกลางคืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/266658

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ถ้าพูดถึงเพลง “เจ็บนี้รสปูอัด” แน่นอนทุกคนต้องนึกถึง 3 นักร้องหนุ่ม วงไจแอนท์ : ฮาเวิร์ด หวัง,โทมัส เเละ โจ-ศิวกร โดยหนึ่งในสมาชิกอย่าง โทมัส เนเลแมนส์ ตอนนี้ได้ผันตัวเองมาเป็นนักร้องกลางคืนประจำอยู่ที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง สาขาแจ้งวัฒนะ สตาร์เรโทรเลยได้โอกาสอัพเดทชีวิตทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายที่ผ่านมาอย่างโชกโชน ของหนุ่มโทมัส พร้อมล้วงเคล็ดลับที่ช่วยเยียวยาชีวิตจนมีวันนี้

ชีวิต ณ ตอนนี้ของ โทมัส เนเลแมนส์

ผมเป็นประสานงานฝ่ายเอนเตอร์เทน แล้วก็เล่นประจำที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง แจ้งวัฒนะครับ ทุกวันยกเว้นวันจันทร์ แล้วก็เป็นพิธีกรรายการสกู๊ปพิเศษ ทางช่องเอ็มชาแนล ส่วนผลงานเพลงเมื่อปีที่แล้ว มีซิงเกิ้ลออกมาให้แฟนๆ ได้ฟังกัน ก็คือเพลง “ฉันเรียกเธอว่าความรัก” ที่ทำก็ไม่ได้คิดว่าจะคัมแบ๊กนะ แต่ทำออกมาเพราะว่ากระแสจากแฟนๆ ที่บ่นคิดถึง อยากฟังเสียงเราเพลงเรา ก็เลยได้ทำออกมา และอีกอย่าง เวลาเราไปงานก็อยากจะมีเพลงของตัวเองไว้โชว์บนเวทีบ้าง เพราะเพลงเราสมัยก่อนก็จะติดลิขสิทธิ์ ไม่สามารถร้องได้ เราเลยทำเพลงเราขึ้นมา เป็นทีมงานของเราเองช่วยๆ กันทำขึ้น และเร็วๆ นี้ก็จะมีเพลงใหม่เป็นเพลงช้า เศร้า อกหักเสียใจ แต่งจากเรื่องจริงของตัวเองส่วนหนึ่ง และเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาส่วนหนึ่ง ผสมรวมกันไปให้น่าติดตาม มีแพลนจะปล่อยออกมาทางยูทูบ รอติดตามกันนะครับ

เรียกว่าออกซิงเกิ้ลขอบคุณแฟนๆ

ใช่ครับ เพราะว่าสิ่งที่เราได้รับจากพวกเขาเรารู้สึกว่าเราได้เยอะมากๆ ได้ความห่วงใย กำลังใจ บางทีเราไปถ่ายรายการไกลๆ ก็ซื้อกาแฟมาให้ เรายังได้รับในสิ่งดีๆ ที่พวกเขาให้เรามาตลอด อย่างในแฟนเพจ Thomas J. หรือ ใน ไอจี thomas_j5 ก็มีคอมเม้นท์หาเราตลอด ก็ต้องขอบคุณมากๆ ครับ

ช่วงนี้มีค่ายเพลงติดต่อให้ไปร่วมงานไหม

มีนะครับ แต่ก็ติดที่ว่าถ้าเราเซ็นสัญญาไปแล้ว ก็ต้องออกจากที่ทำงานประจำ โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงซึ่งสมัยนี้ก็ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ฟรีสไตล์กว่า และหน้าที่รับผิดชอบที่โรงเบียร์ เยอะมาก ก็เลยปฏิเสธไป

ได้มาทำงานโรงเบียร์ได้ยังไง

มานั่งโรงเบียร์ครั้งแรก เรารู้สึกว่าเราชอบที่นี่(สาขารามอินทรา) มากเลย แล้วรู้สึกว่าเราสามารถทำให้บนเวทีสนุกกว่านี้ได้นะ เราสามารถทำได้ดีกว่านี้เรารู้สึกชอบและเพื่อนก็เป็นแดนซ์เซอร์อยู่ที่นี่พอดีเราก็คุยกัน ถามว่าเขารับนักร้องไหม แล้วก็เป็นช่วงจังหวะพอดีเลยว่านักร้องอีกคนหนึ่งกำลังจะออก เราก็ไปออดิชั่น ผ่านเลย ตอนแรกเจ้าของร้านไม่รู้ด้วยว่าเราเป็นใคร ก็มาบอกตอนหลังว่าเป็นวงนี้นะ หลังจากนั้นก็เข้าทำงานอยู่ที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง สาขารามอินทรา ประมาณปีครึ่ง เขาก็อยากให้มาอยู่ที่สาขาแจ้งวัฒนะ ตอนแรกพูดเลยไม่อยากมาหรอก แต่หัวหน้าเขาขอร้อง เขาอยากให้มีคนที่ทำงานให้เขาได้อยู่ดูแลที่นี่ เพราะเพิ่งเปิดใหม่ด้วย นักร้องก็ใหม่ ก็โอเคมา ดูแลตรงนี้เป็นฝ่ายประสานงานฝ่ายเอนเตอร์เทน ก็ทำตรงนี้อยู่มาประมาณ 3 ปีแล้วครับ

การทำงานเป็นนักร้องในโรงเบียร์เป็นอย่างไรบ้าง

เราก็เป็นศิลปินของที่นี่ วันไหนที่เราไปงานนอกที่อื่น ลูกค้าก็จะถามหา บอกได้เลยว่าที่โรงเบียร์ที่นี่ไม่ธรรมดา ผมภูมิใจมากๆ ที่ได้อยู่ในสถาบันนี้ และอีกอย่างที่ภูมิใจคือเราเหมือนเป็นซิกเนเจอร์ของสาขาแจ้งวัฒนะ ซึ่งอาจจะเป็นเลโก้เล็กๆ แต่ว่าวันที่เราไม่มาเหมือนมันขาดอะไรไปนะ เราภูมิใจที่ได้อยู่ตรงนี้ ผลตอบรับกลับมาก็ดี ลูกค้าชอบเวลาเราลงไปเล่นข้างล่างเวทีกับเขา ทำให้เขาสนุกสนานไปกับโชว์ต่างๆ ของเรา

ทำหน้าที่เป็นครูสอนเต้นด้วย?

ในฝั่งเอนเตอร์เทนของที่นี่จะมีโชว์บนเวที และการเอนเตอร์เทนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น เต้น ร้อง ท่าเต้นพนักงาน เราจะเป็นคนควบคุม ท่าเต้นก็จะต้องเริ่มจากการเลือกเพลงก่อน แล้วก็ต้องดูว่าเพลงไหนที่จะทำให้ลูกค้าลุกขึ้นเต้นกับเราสนุกกับเรา ก็ต้องคิดให้การแสดงนั้นต่อเนื่อง สนุกไหมสนุกมากที่เราได้อยู่กับน้องๆ ทุกวันนี้น้องๆ ทั้งร้านเรียก คุณแม่ (หัวเราะ) เมื่อก่อนเคยเปิดสอนเป็นคอร์ส แต่เวลาไม่ได้จริงๆ ก็เลยหยุดไป

ย้อนอดีตความดังของวงไจแอนท์

เป็นยุคสมัยที่คนจะออกเทปไม่ได้ง่าย ของเราผมมองว่าน่าจะเป็นแบบฟลุคก็ได้ (หัวเราะ) เราไปเดินแบบของโดมอนบอยอยู่ แล้วพี่ชิ (อนุชา ลังประเสริฐ) มาเจอก็เรียกไปกรอกประวัติ วันต่อมาก็ไปเซ็นสัญญาเลย ซ้อมร้องเพลง เดือนหนึ่งเข้าห้องอัดเลย ก็ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการทำอัลบั้มแรก รวดเร็วมาก คือโดยพื้นฐานผมเป็นคนชอบร้องเพลงอยู่แล้วตั้งแต่เด็กๆ ไม่เคยเรียนร้องเพลงนะ แต่ชอบร้อง

อัลบั้มแรก เปลี่ยนชีวิต

ใช่ครับ เปลี่ยนไปเลย ไม่สามารถออกไปเดินห้างได้ตามปกติแล้ว สมัยก่อนไม่เหมือนศิลปินสมัยนี้นะการที่จะเจอตัวศิลปินสมัยก่อนยากมาก สมมุติถ้าจะไปดูหนังเรื่องหนึ่ง ก็ต้องเป็นรอบสุดท้ายของวันนั้นแล้ว ต้องไปกับคนดูแลศิลปิน (AR) ตอนนั้นก็เด็กมาก แต่โชคดีที่รู้ตัวเองและไม่เหลิงไปกับสิ่งเหล่านั้น อาจจะด้วยความเป็นเด็กด้วยแหละ ที่ไม่ได้คิดอะไร พอไม่ได้คิดก็จะเล่นสนุกเฮฮา ตอนนั้น10 ขวบเอง

อัลบั้มที่ 2 ดังพลุแตก

เพลง “เจ็บแปลบ” ทุกวันนี้คนก็ยังมาขอให้ร้องเพลงนี้อยู่ 2 อัลบั้ม แตกต่างกันไป มีความโตขึ้น อัลบั้มแรกจะเป็นทาเกตเด็กๆ อัลบั้มที่ 2 จะเป็นวัยรุ่นขึ้นมาหน่อย มีความรัก รู้จักโลกมากขึ้น ถือว่าทั้ง 2 อัลบั้มประสบความสำเร็จมากๆ นะสำหรับผม

แต่อัลบั้มที่ 3 กลับหยุดไป

กำลังจะทำ แต่เหมือนคุยกันไม่ค่อยลงตัว เริ่มจากบางคนโตขึ้น อยากจะมีสไตล์เพลงเป็นของตัวเอง ซึ่งก็ทำให้ความคิดเห็นไม่ตรงกัน เลยหยุดไป ไม่ได้ทำ แยกย้ายกันไปครับ ผมเลือกไปเรียนและทำงานใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศฮอลแลนด์ คือไปอยู่กับคุณพ่อ การที่เราได้ไปอยู่ที่นั่น ทำให้เราได้อะไรเยอะมากเลยนะ อยู่โน่นประมาณ 5-6 ปี คือเราเรียนจบม.3 ที่ไทยแล้วไปต่อม.4 ที่โน่น ชีวิตที่นั่นเป็นชีวิตที่ต่อสู้ดิ้นรน สมมุติถ้าเราเดินไปถึงป้ายรถเมล์ช้าเพียงหนึ่งนาที เราต้องรอรถเมล์คันต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมง ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจะไปโรงเรียนสาย ทำงานสาย ทุกอย่างที่นั่นจะเป็นเวลาที่เป๊ะมาก สมมุติว่าเรานัดกับใครสักคนไว้ ต้องไปให้ตรงเวลาเลยนะ ไม่งั้นเราจะพลาดโอกาสนั้นไปเลย ต้องบอกก่อนเลยว่าการที่ไปเรียนที่นั่น ไม่ได้ไปเรียนในสายงานที่เราชอบ เราเรียนการตลาดมา การเรียนสนุกมากเลยนะ ซึ่งผมไม่รู้ที่ประเทศไทยเป็นอย่างไร ที่นั่นจะเรียน 2 วัน ที่เหลือทำงาน ทำให้เราไปเจอประสบการณ์จริงๆ ไปดูว่าทำอะไรยังไง ผมก็ได้นำความรู้ตรงนั้นมาผสมรวมกับงานด้านการร้องเพลงที่เราถนัด ทำงานตามผับเรื่อยๆ ก่อนจะมาทำที่โรงเบียร์นี่แหละครับ

พร้อมแล้วกับการเปิดเผยตัวตนกับสิ่งที่เป็น

เมื่อก่อนยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอย่างนี้ (ชายรักชาย)ก็เลยไม่ได้อึดอัดอะไร ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็น ก็เป็นช่วงที่เราไปเมืองนอกด้วย เราก็เลยไม่รู้สึกว่าจะต้องคิดหรือแคร์อะไร ฝรั่งเขาไม่รู้ว่าเราเป็นใคร ก็เปิดเผยเต็มที่ แล้วพอกลับมาก็รู้สึกว่าเฮ้ย..ชีวิตเป็นของเรานะ ไม่จำเป็นจะต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องไปให้ความหวังคนอื่น เราชัดเจนไปเลย เพราะเราไม่ได้ฆ่าใครตาย

ช่วงชีวิตดิ่งสุดๆ แต่ดึงตัวเองขึ้นมาได้

ประมาณอายุ 23 กลับมาที่เมืองไทย ก็อยู่กับแฟน ใช้ชีวิตปกติทำงาน แต่พอวันที่เราเลิกกันกับแฟน แล้วลากกระเป๋าออกจากห้องเขา เคว้ง จะไปไหนดี โทร.หาเพื่อน แล้วก็ทำตัวเหลวแหลกมาก ชีวิตวัยรุ่นน่ะ เรายังไม่เข้าใจว่าความรับผิดชอบ การทำงานเป็นยังไง ชีวิตดิ่งเลย ไม่รู้จะต้องเริ่มต้นใหม่ยังไง ไปต่อไม่ถูก ช่วงนั้นไม่ทำงานเลย ใช้ชีวิตเหลวแหลกอยู่ประมาณ 4 เดือน มีเงินเท่าไหร่ก็ใช้ อยากได้อะไรก็ซื้อ จนวันหนึ่งเหลือเงิน 20 บาททั้งตัว อยู่ห้องกับเพื่อนด้วย ขอมาม่าเขากินประทังชีวิต แล้วก็เริ่มรู้สึกตัวว่า เออทำไมวะ ทำไมทำตัวแบบนี้ ทำไมไม่หาทางระบายด้วยวิธีอื่น และไม่ต้องฟูมฟายทำลายตัวเองขนาดนั้นก็ได้มั้ง เลยไปไหว้พระแล้วเราก็บอกปู่ฤาษี เพราะเรานับถืออยู่แล้ว บอกว่าปู่ ผมไม่ไหวแล้ว อยากเปลี่ยนตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น ไม่อยากจมอยู่กับอะไรแบบนี้ หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้นงานติดต่อมาเลย เราก็แบบ เฮ้ย! ตกใจ อีกวันหนึ่งทำงานเลยด้วย และรายได้ก็โอเค แล้วงานทุกอย่างก็ค่อยๆ เข้ามา เรื่องหัวใจก็เลยพักไปก่อน มีคนเข้ามาไหมก็มีบ้าง แล้วคนที่เข้ามา ก็จะต้องเข้าใจการทำงานของเราด้วย ที่ไม่เหมือนคนปกติทั่วไป เราทำงานกลางคืน เขาทำงานกลางวัน

ความรักปัจจุบัน

แห้งเหี่ยว สักพักใหญ่แล้ว หลังจากอกหักครั้งใหญ่ที่เสียคนไป ก็มีแฟนอีกคน คบกันมาประมาณ 3 ปีก็เลิก แล้วตอนนี้ก็แห้งมาประมาณปีครึ่ง คือต้องบอกก่อนว่าเราเป็นคนจีบคนไม่เป็น ชอบใครก็จะได้แต่มอง เขินเรื่องอื่นไม่อายนะเต้นกลางป้ายรถเมล์ก็ทำมาแล้ว ยกเว้นจีบคนที่เราชอบ ก็เลยแห้งอยู่ แต่ช่วงนี้ก็เฉยๆ เน้นทำงานสนุกกับงานและเอนเตอร์เทนลูกค้า

พลงไหนที่รู้สึกเป็นตัวแทนชีวิตเราดีที่สุด

ชอบเพลง Your diary ตั้งแต่ตอนนั้นจนตอนนี้ 20 ปีแล้ว คนอื่นอาจจะเคยฟัง อาจจะชอบหรือไม่ชอบ แต่สำหรับเราชอบ เพลงนี้เป็นเพลงที่ร้องยากมาก เข้าห้องอัด 4 รอบ แก้เนื้อร้อง อารมณ์ เราไม่เข้าใจอารมณ์เพลงเพราะยังเด็กมากๆ และเพลงนี้ก็เป็นเพลงที่โตที่สุด โปรดิวเซอร์ต้องมานั่งคุยกับเรา อธิบายว่าจะต้องจินตนาการอย่างนี้นะ กว่าจะยกตัวอย่างอะไรขึ้นมาให้เราเข้าใจอารมณ์เพลงที่เกี่ยวกับการสูญเสีย ตอนนั้น10 ขวบก็เลยไม่รู้ไง อกหักเหรอไม่รู้ สุดท้ายในห้องอัดปิดไฟทำอารมณ์ร้องนึกถึงอะไรก็ไม่รู้ ร้องไปแล้วก็ได้ แต่ก็มีอีกเพลงหนึ่งที่แบบว่าร้องๆ ไปเรื่อยๆ ปกติ เสร็จผ่าน เพลงเจ้าชาย เจ้าหญิง อันนี้รอบเดียวผ่าน ก็มีทั้งเพลงที่ยากและง่าย คิดย้อนไปทีไรก็คิดถึงห้องอัด โปรดิวเซอร์ ทีมงาน การได้ไปคอนเสิร์ต แล้วเรา 3 คนซนมากทีมงานวิ่งตาม มาเปลี่ยนเสื้อเร็วๆ อะไรประมาณนี้ ทุกวันนี้เจอพี่ๆ เขา เราก็แวะไปมา เจอกันตามอีเว้นท์บ้าง คิดถึงนะกับเพื่อนๆ ก็ติดต่อกันบ้างเป็นครั้งคราว

วงการบันเทิงสอนอะไรบ้าง

ให้ประสบการณ์ ให้ความคิด อย่างที่บอกว่าเราโชคดีที่เราไม่ได้เหลิง เรื่องการใช้ชีวิตกับสังคม เรารู้จักที่จะต้องเกรงใจใครแค่ไหน เรารู้จักที่จะเซฟตัวเองแค่ไหน ทุกวันนี้ผมก็ไม่ได้หายไปไหนนะมีงานเข้ามาบ้าง ผลุบๆ โผล่ๆก็ทำเบื้องหลังสอนเต้นให้กับนักร้องมากมาย ทำโคโรกราฟให้มิวสิกวีดีโอ จริงๆ เราไม่ได้ออกจากวงการไปเลย หรือออกไปแบบไม่ดี แต่จะเป็นการค่อยๆ เฟดออกไปเรื่อยๆ เป็นวัฏจักร

ตั้งแต่เสียแม่ไปก็เข้มแข็งขึ้น

เรารู้อยู่แล้วว่าแม่จะต้องเสียภายในสองเดือนนะ แต่ตัวแม่เองไม่รู้ เราไม่บอก เราก็ต้องทำตัวแบบโคตรเข้มแข็งเพื่อให้เขาเห็น แม่หนูโอเค แต่ข้างในนี่แบบสุดๆ เรานอนกับเขาเราก็ได้ยินเสียงเขาทุกอย่าง เรารู้ ซึ่งเราก็ได้ทำในสิ่งที่เราตั้งใจเสร็จหมดแล้ว ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะซื้อบ้านเพื่อให้แม่กลับมาอยู่ด้วยกันมีความสุขนะพอเราได้ดูแลแม่ บ้านยังไม่ทันได้ซื้อเลย แต่เราได้ดูแลแม่ช่วงที่แม่ป่วย แล้วแม่เสียปุ๊บ เราก็รู้สึกแบบอ่ะเหมือนก็เหลือตัวคนเดียวแล้วจะทำอะไรก็แค่ มองชีวิตตัวเอง ตอนนี้เรามองว่าเราไม่คิดอะไรเลยว่าเราแก่ไปเราจะเป็นยังไง เราไม่คิดถึงตัวเองว่าเราจะอยู่ถึงแก่หรือเปล่า เราแค่มองอนาคตตรงนี้ เรามีเงินเราก็ควรจะซื้อบ้าน ซื้อคอนโด ต้องทำอะไร แต่เราไม่ได้มองว่าอีก 10 ปีข้างหน้าว่าเราจะโอ้โห..ฉันจะต้องได้เงินค่าประกันเป็นล้านๆ เราเป็นคนไม่ห่วงเรื่องเงิน เราเน้นทำในสิ่งที่วันนี้เรามีความสุข เราได้ตื่นออกไปทำงาน น้องๆ ที่ทำงานวิ่งเข้ามากอดเรา เราทำในแต่ละวันให้มีความสุข เราก็จะไม่รู้สึกว่าอยากจะเลิกรากับมันไป ทำงานที่เรามีความสุขไปเรื่อย ส่วนคุณพ่ออยู่ที่เนเธอร์แลนด์ ถ้ามีเวลาก็จะหาโอกาสกลับไป แต่ช่วงนี้ยากมาก เพราะต้องใช้เวลาเยอะเพื่อเดินทางไป แล้วถ้าไปก็จะไม่มีคนทำงานตรงนี้ให้เราได้

ให้คะแนนตัวเอง ณ ตอนนี้

8 เหลือไว้อีก 2 เผื่อหกล้ม ก็ด้วยประสบการณ์และอะไรหลายๆ อย่าง เราสนุกแล้วเราแฮปปี้แล้วจะลางานก็ยังลำบากใจมากๆ

คติในการดำเนินชีวิต

การใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่าคิดว่าวันนี้มันจะจบแค่ 24 ชั่วโมง จงใช้เวลาให้คุ้มค่า อยากทำอะไรทำเลย

เคล็ดลับการทำงานในวงการบันเทิง

เราไม่สามารถบอกชีวิตใครให้ทำอะไรได้ แต่เราบอกได้ว่า วงการนี้ถ้าสมมุติเราไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เราจะอยู่กับมันได้ แล้วก็เวลาทำอะไรสักอย่างหนึ่งก็ให้ทำด้วยใจ ไม่ว่าจะเป็นการคุยกับแฟนคลับ บางทีอาจจะคุยด้วยความเกรงใจแต่ถ้าลึกๆ ในใจเราไม่โอเคก็คือไม่จริง ทำอะไรทำด้วยใจ ชอบร้องเพลงก็ร้อง ชอบแสดงก็ต้องแสดง เป็นตัวของตัวเอง ทำตัวเองให้มีความสุขไม่ตั้งกำแพง เจ้าของงานให้ทำอะไรก็ทำแค่นั้นเอง แล้วเราจะเป็นที่รักของแฟนๆ

ได้รู้เรื่องราวของหนุ่มโทมัสกันพอหายคิดถึงแล้ว แฟนๆ ก็อย่าลืมแวะไปทักทายและฟังเพลงใหม่แบบร้องสดๆ ของโทมัสกันได้ที่ทำงานประจำของเขา แฟนคลับตัวจริงไปแล้วรับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

กุหลาบสีเงิน 

 

Star Retro : ‘แม่ศรีนวล ขำอาจ’ จากท้องทุ่ง มุ่งสู่ลำตัด จนกลายเป็นอาชีพที่รัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/265522

วันอาทิตย์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หากเอ่ยถึงศิลปินพื้นบ้านผู้ที่สร้างสรรค์การแสดงลำตัด ลำดับต้นๆ ของบ้านเรา หนึ่งในนั้นต้องมี “แม่ศรีนวล ขำอาจ” คู่ชีวิตของ “พ่อหวังเต๊ะ”สตาร์เรโทรสัปดาห์นี้ขอร่วมย้อนวันวานชีวิตที่น่าค้นหาของแม่ศรีนวล

“ตอนนี้ก็ยังรับงานแสดงลำตัดอยู่นะคะ ยังไม่ได้เลิก บางคนเขาบอกว่าหยุดแล้วเหรอ ก็อยากจะบอกว่าไม่ได้หยุดเลยนะคะ อาชีพเราและของที่เรารักจะหยุดไปได้ยังไง เพียงแต่ว่างานจ้างอาจจะน้อยลงไปบ้าง แต่ว่าก็ยังพอมี ถ้าช่วงไหนไม่มีงาน ก็จะอยู่บ้านทำงานบ้านทุกอย่างทำสวนให้อาหารปลา เมื่อก่อนบ้านอยู่นพวงศ์ พอพ่อหวัง (หวังเต๊ะ-หวังดี นิมา) เสีย แม่ก็ย้ายมาอยู่ที่บางเลน มีบ่อเลี้ยงปลา มีสวน ก็อยู่กับธรรมชาติ ชีวิตเราก็สดชื่นสดใสดี ได้เดินได้ทำงานทั้งวัน”

ถ่ายทอดลำตัดสู่เด็กรุ่นใหม่

นอกจากจะแสดงลำตัดแล้ว แม่ก็ยังรับสอนลำตัดด้วยจ้ะ สอนมานานแล้ว มีรับสอนที่บ้านและสอนที่มหาวิทยาลัย อย่างที่มหาวิทยาลัยก็จะมีที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลอง 6 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ และอีกหลายที่ เป็นเหมือนอาจารย์พิเศษสอนประจำเด็กนักศึกษาแต่ละคณะที่มาเรียนก็จะประมาณสามสิบคน หรือห้าสิบกว่าคนเป็นร้อยก็มี สำหรับการเรียนการสอนก็คือเราจะเริ่มสอนเขาตั้งแต่พื้นฐานเลยนักศึกษาเขาก็ให้ความสนใจและสนุกกับการเรียนรู้นี้มากนะ เราก็เลยมีความสุขไปด้วยสนุกด้วย เพราะว่าแม่สอนแม่จะไม่เครียด ก่อนสอนก็จะนั่งคุยกันก่อนเอาเรื่องนั้นเรื่องนี้มาคุยแลกเปลี่ยนกัน หลังจากนั้นก็ค่อยเริ่มเรียนกันกลอนลำตัดจะเป็นกลอนพื้นฐานสอนจนกว่าเขาจะร้องได้คล่อง เขาจะต้องร้องลำตัดของดั้งเดิมให้ได้ก่อน ถ้าจะถามว่าการร้องลำตัดยากไหมแม่ว่ามันไม่ยากนะคะ แม่ก็จะร้องให้ฟังแล้วให้เขาร้องตามไปค่อยๆ คลอไปเรื่อยๆ สามวันก็สามารถร้องลำตัดเป็นแล้ว วันที่สามสามารถขึ้นโชว์ได้เลย ไม่ยากอย่างที่คิดก็อยากให้เด็กๆที่สนใจลองมาฝึกกัน เราเห็นเขาเล่นได้ร้องได้ก็มีความสุข ไม่ได้ตังค์ก็มีความสุข (ยิ้ม) เรื่องเงินไม่เน้นเน้นที่ว่าต้องการจะถ่ายทอดให้กับลูกหลานมากกว่า

ยังคงสานต่อและอนุรักษ์ลำตัดสืบไป

แม้ว่างานจ้างจะน้อยลงแต่แม่คิดว่าลำตัดยังไม่เลือนหายไปเพราะว่ายังมีคนที่สนใจและหันมาเล่นลำตัดกันอยู่บ้าง มันไม่สูญหายเพียงแต่ว่ามันไม่เหมือนสมัยก่อนที่ฮือฮา มันก็จะค่อยๆ ไป แล้วทุกวันนี้ก็จะมีคนถามแม่ว่าเลิกแล้วเหรอแม่ก็บอกว่าไม่เลิก หลังจากนั้นเขาก็จะโทร.มาจ้างกันไป คืออาจจะด้วยว่าคณะเราไม่มีพ่อหวังแล้วและเขาคงเห็นว่าแม่แก่แล้วคงไม่เล่นแล้วมั้ง ก็พยายามหรือจะบอกว่ายัดเยียดก็ว่าได้ (หัวเราะ) ยัดเยียดตัวเองยัดเยียดทุกคนคือเด็กนักศึกษาด้วย ก็คือการสอนแม้ว่าจะเรียกเงินอะไรแต่แม่ไม่เอาอยากถ่ายทอดมากเลย ตอนที่พ่อเต๊ะเจ็บปีแรกเขาเคยพูดว่าถ้าฉันตายลำตัดจะสูญไหม เราก็ไม่ได้สนใจคือคนป่วยเขาก็คงพูดขึ้นมาลอยๆ จนมาอีกครั้งที่เขานอนโรงพยาบาลเขาก็พูดขึ้นมาอีกพร้อมน้ำตาก็ไหล เราก็เช็ดน้ำตาให้เขาจับมือและเข้าไปกอดไปหอมเขาและบอกว่าไม่เป็นไรไม่สูญหรอกฉันจะทำจนกว่าชีวิตฉันจะตาย ถึงฉันตายฉันก็จะพยายามให้ลูกน้องลูกศิษย์ลูกหาซึ่งฉันจะยัดเยียดให้เขา แม่ขอใช้คำว่ายัดเยียดเลยนะเพราะว่าไม่อยากให้ลำตัดนี้สูญหายไป

เอกลักษณ์เฉพาะของลำตัดคณะวังเต๊ะ

การแสดงเรา ป๋าจะขอไว้เลยว่า คำพูดหยาบคายร้องหยาบคายมันง่าย แต่ร้องที่จะให้คนติดเรา สนใจฟังเรามันยากนะ คำที่เป็นแบบสองแง่สองง่ามหักคอรอจังหวะจะมีซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของลำตัดอยู่แล้ว แต่เราต้องฉลาดร้องฉลาดเล่น แล้วหน้าตาสีหน้าเราก็ต้องมี ลูกเล่นด้วย ป๋าบอกว่ามันสำคัญที่หน้าตา ที่เราพาคนดูคนฟังให้เขาคิดไปไกล แต่จริงๆ แล้วเนื้อร้องเราไม่ใช่อย่างนั้น นี่แหละคือลูกเล่น ทุกคนก็ต้องมีไหวพริบ เพราะฉะนั้นเพลงเขียนมาต้องร้องต้องท่องให้ได้หมดทุกคน ถ้าคนนึงเกิดร้องติดไปไม่ได้เฉไฉไป อีกคนเขาก็จะเข้ามาเลย และต่อไปเลยต้องฉลาดไม่ใช่ว่าพอเขาติดแล้วทุกคนก็นิ่งเฉย แม่จะบอกเลยว่าทุกคนต้องท่องกันให้ได้ ลำตัดมีหลายคณะมีเยอะมากเดี๋ยวนี้พอร้องได้ก็ตั้งคณะแล้ว แต่ของเรานี่คือดั้งเดิม และเราไม่เล่นลูกทุ่ง คือสมัยก่อนเวลาเล่นลำตัดทีใช้เวลานานสองทุ่มถึงตีห้าหกโมงมันก็จะต้องมีลูกทุ่งเข้ามาแทรกด้วย เดี๋ยวนี้เล่นแค่สองชั่วโมง ป๋าก็ไม่เอาไม่ให้เล่นลูกทุ่ง คนที่เล่นตลกก็ไม่ต้องตลกมาก เพื่อที่คนที่สองที่สามเขาจะได้เล่นต่อได้ป๋าจะให้เล่นแบบนี้

ย้อนเส้นทางกว่าจะมาเป็นลำตัด

เริ่มแรกไม่ได้สนใจเลย ไม่รู้จักเลยลำตัด (หัวเราะ) เมื่อก่อนก็อยู่บ้านทำนาช่วยพ่อแม่ แล้วก็ได้ไปอยู่กับป้า ซึ่งเป็นแม่ของแม่ประยูร เราก็ไปช่วยเขาทำนาเพราะน้องชายแม่ประยูรไปเป็นทหารเราก็ไปช่วยกับพี่สาว แล้วแม่ประยูรกับพ่อหวังเต๊ะเขาก็ไปบ้านพอดี เราเองก็ไม่รู้จักหรอก คือพี่น้องเรารู้จักกันหมดแต่ว่ากับแม่ประยูรไม่ค่อยสนิทเพราะว่าเขาไปอยู่กรุงเทพฯ ตาเอาแม่ประยูรไปฝากคนนั้นคนนี้เพราะว่าตาเป็นคนที่ชอบลำตัด แล้วพอตาได้เจอกับพ่อหวังเต๊ะกับแม่ประยูรเขาก็ได้ฝากเราให้ไปอยู่ด้วย ตาบอกว่าเรายิ้มเก่ง เราก็ไม่ได้สนใจอะไรทักทายสวัสดีกันแล้วเราก็ไปงานของเรา จนวันนึงน้องสาวแม่ประยูรก็มารับแล้วบอกว่าไปหัดลำตัดกัน เขาก็ไปขอกับพ่อแม่เราให้ ซึ่งพอไปถึงกรุงเทพฯนะจะบอกว่าเราดูน่าเกลียดมากเลย (หัวเราะ) ดูบ้านนอกไม่มีเสื้อผ้าสวยๆ คือใส่เสื้อแขนยาวนุ่งผ้าถุงสีน้ำเงิน รองเท้าก็ไม่มี ตอนนั้นอายุประมาณ 15 แล้วนะ เล่าให้ใครฟังเขาก็ขำ คนกรุงเทพฯเขาก็นุ่งกระโปรงใส่รองเท้ากันแต่เรานุ่งผ้าถุงอยู่เลย อยู่กรุงเทพฯไปได้เดือนนึงเขาฝึกลำตัดกันเราไม่ฝึกฝึกไม่ได้ปวดหัว ดูเขาร้องลำตัดกันเราก็ไม่รู้เรื่อง ด้วยความที่เราไม่เคยอยู่ในสิ่งแวดล้อมแบบนั้น เราอยู่บ้านนอกกว้างขวางอยู่กับธรรมชาติ เลยอยู่ไม่ไหวจนให้เขามาส่ง พอกลับมาบ้านด้วยความที่เราก็พอจะจำภาพที่เขาสอนรำ เราก็เอามารำหน้ากระจกลองหัดตีสีหน้ายิ้มอยู่คนเดียว คือเรามานึกถึงเพราะว่ามีคนเขาดูถูกเราไว้ไปกรุงเทพฯเราต้องไปทำอะไรที่ไม่ดีต้องไปหาเงินแน่ๆ เราก็มานึกถึงคำนี้แล้วก็ฮึดขึ้นมาเพราะว่าบ้านเราจนด้วย เราก็เลยขอให้เขากลับมารับอีกครั้ง นึกอยากจะจริงจังกับลำตัดแล้วและหายปวดหัวเลย แล้วคุณพ่อหวังเต๊ะ พ่อของพ่อหวังเขาก็เรียกเราเข้าไปและสอนเราว่าต้องรำต้องร้องยังไง คือหวังเต๊ะกับพ่อเขาชื่อเดียวกันนะบางคนอาจจะงงซึ่งคนแรกที่สอนลำตัดให้กับแม่ก็คือคุณพ่อเต๊ะคุณพ่อของหวังเต๊ะตอนนั้นก็ยังไม่รู้สึกว่าชอบนะ ยังเฉยๆ กับลำตัดแต่ก็อยากจะลบคำดูถูกของคน คิดว่าบ้านเราจนเราก็อาจจะช่วยที่บ้านได้บ้างถ้าเรามาทางนี้

ขึ้นเวทีแสดงครั้งแรก

งานแรกวัดสุทธาราม คลองสาน ซึ่งคนก็จะดูถูกอีกว่าเราเล่นไม่ได้หรอกเพราะว่าเป็นคนขี้อายมาก แต่ก็เป็นคนยิ้มนะ เขาพนันกันใหญ่เลยว่าเราเล่นไม่ได้แน่ๆ แต่ก็ไม่รู้นะเราก็เฉยไม่ได้สนใจอะไรและไม่ตื่นเต้นไม่ประหม่าด้วย แม่ประยูรเขายังบอกเลยว่าพวกเอ็งดูถูกมัน มันไม่ประหม่าเลย งานแรกก็ผ่านฉลุยเลยหลังจากนั้นเราก็เลยได้เข้าไปอยู่ในคณะของน้องชายหวังเต๊ะ ชื่อบุญช่วย นิมา ยังไม่ได้อยู่คณะหวังเต๊ะก็ไปกับแม่อุ่นเรือน แม่บุญปลูก น้องสาวของแม่ประยูร จะมีกันสามสาวอายุไล่ๆ กัน ไปอยู่คณะน้องชายหวังเต๊ะเป็นปีเลยมั้งแล้วแม่ทองเลื่อนที่เป็นตลกอยู่คณะหวังเต๊ะได้มาเยี่ยม เราก็ไปสวัสดี แม่ทองเลื่อนก็เลยถามว่าเราเป็นใครหน้าตาสะสวยดีนะ เราก็ไม่ได้สนใจอะไรนะไม่คิดว่าตัวเองสวยด้วย (ยิ้ม) แต่งตัวก็ไม่เป็น ไม่กี่วันเขาก็มารับเราไปอยู่คณะหวังเต๊ะ

จากที่เพื่อลบคำสบประมาท จนกลายเป็นสิ่งที่รัก

วันแรกที่ไปเล่นได้มา 30 บาท สมัยนั้นคือเยอะนะบางคืนได้ร้อยสองร้อยบาทซื้อทองได้บาทนึงเลยก็มีเราก็เก็บมาเรื่อยๆ จนสามารถส่งให้ที่บ้านและสร้างเนื้อสร้างตัวได้ จากที่เราต้องการจะลบคำสบประมาทของคน แต่เราก็ยังไม่รู้สึกรักในอาชีพนี้นะยังรู้สึกเฉยๆ แต่มารู้ตัวอีกทีเมื่อไหร่ไม่รู้คือมันคงซึมซับมาเรื่อยๆ มันโดยอัตโนมัติเพราะว่าเราได้ช่วยเหลือพ่อแม่ญาติพี่น้อง จนทุกวันนี้ลำตัดเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ไปแล้ว มันอยู่ในสายเลือดแล้วจ้ะมาอยู่ในคณะหวังเต๊ะพ่อหวังเขาไม่ค่อยได้สอนแม่นะเป็นคนที่แปลกหรือเราไม่ฟังเขาก็ไม่รู้ คือเขาเหมือนตีวัวกระทบคราด เราก็ฟังแล้วเราก็เอาไปทำการบ้านของเราเอง ไม่ได้เล่นให้เขาดูด้วย เขาจะสอนคนนั้นคนนี้แล้วเราก็จำไปเล่นของเราเอง เหมือนเราก็หยิ่งในศักดิ์ศรีของเราน่ะ ไม่ยอมถามเขา และจะเป็นคนที่ไม่ค่อยแสดงต่อหน้าใครจะเล่นหน้ากระจกแล้วก็บนเวทีเลย

ตัดสินใจใช้ชีวิตร่วมกัน

พ่อหวังเขาคงชอบแม่เพราะว่าแม่เป็นคนไม่เที่ยว แต่ก็มีคนมาชอบเราเยอะแยะนะพวกเสี่ยคนมีตังค์แต่เราเป็นคนที่เรียกว่าถือเนื้อถือตัวก็ได้ ไปเที่ยวใครมาจับมือเราไม่ให้นะขนาดระดับเศรษฐีเราบอกไปเลยว่าถ้าจะคบกับฉันอย่าทำแบบนี้ แต่ที่ใจอ่อนให้พ่อหวังก็เพราะว่าแม่ประยูรแกป่วย แล้วแม่ประยูรก็รู้ว่าพ่อหวังเหมือนจะมีใจกับเราก็คงจะเห็นว่าเราเป็นคนดีรักลูกดูแลลูกดูแลเขาด้วย เขาก็เลยขอเราให้มาอยู่ด้วยกัน ทั้งแม่ประยูรและแม่เขาก็คุยกันตะล่อมเราจนในที่สุดก็เลยยอม แต่คนอื่นเขามองว่าเราแย่งสามีของแม่ประยูรนะ ซึ่งเราก็ไม่ได้สนใจเราเฉยๆ คนมองเราแบบนั้นกันหมดทั้งคนที่สนิทกันมากไม่พูดกับเราเลย แต่ความจริงแล้วคือทางเราได้ตกลงกันยังไงนั้นไม่มีใครรู้และเราก็ไม่เคยบอกด้วย เราไม่พูดเลย พูดไปก็แค่นั้นเราก็เฉยเดี๋ยวเขาก็รู้เอง ประมาณปีนึงคนเขาก็รู้กันทีนี้พอมาเจอเราก็มากอดมาพูดดีด้วยเลย

ครอบครัวใหญ่

เป็นครอบครัวที่อยู่ดูแลกันไป คือพ่อหวังมีภรรยา 3 คน ก็อยู่ด้วยกัน มันอยู่ที่คนกลางเขาไม่ได้ทำให้เราทะเลาะหรือว่ามีปัญหากัน แต่เราเป็นคนที่ 3 เหมือนเป็นคนโตนะ แม่ประยูรนี่เราจะเรียกมาว่าเลยถ้าอันไหนที่เขาทำไม่ถูก มีอะไรก็คุยกันเลย ตัวเราเองมีลูกกับพ่อหวังด้วยกันคนเดียวเป็นผู้หญิง (นิรามัย นิมา) ซึ่งลูกสาวแม่เขาเป็นลำตัดตั้งแต่ 5 ขวบ เขาทำได้หมดแต่ว่าไม่กระตือรืนร้น คือเขาชอบเอง แต่แม่ก็ไม่เคยสอนเขานะ ฝึกเด็กแล้วเขาก็มานั่งดูด้วย เขาสนใจเพราะว่าเห็นเราสอนเด็กคนอื่นแล้วเขาก็เป็นเองโดยอัตโนมัติ

คืออาชีพที่เลือกแล้ว

เล่นมาตั้งแต่อายุ15 ตอนนี้ 70 แล้ว ก็ยังคงเล่นอยู่ยังไหวอยู่ พ่อหวังสิ้นไปความเปลี่ยนแปลงมันก็มีนะแล้วมีเยอะด้วย จนบางครั้งเราก็มีเครียด แต่ก็จะบอกว่าช่างมันเดี๋ยวอะไรมันก็ดีเอง เราต้องมาคุมวงเองทุกคนเราต้องดูแลหมด งานก็น้อยลงแล้วจะมีคนบอกว่าคณะแตกแล้วไม่มีตัวเล่นแล้วเขาแยกวงกันหมด เจ้าภาพนั่นแหละเป็นคนพูดให้เราฟังแต่เราก็บอกว่ายังอยู่ค่ะและยิ้มไม่รู้ว่าจะพูดยังไง คือมันเริ่มตั้งแต่ที่พ่อเจ็บแล้ว เจ้าภาพต่างๆเขาก็คิดไปเองว่าพอขาดพ่อหวังแล้วก็คงไม่มีใครทำต่อ ซึ่งมันไม่ใช่เลย คือตรงนี้มันคืออาชีพของเราถ้าเราไม่ทำแล้วเราจะไปทำอะไร มันคืออาชีพของเราไปแล้วจะไปทำงานโรงงานเขาก็ไม่รับเราแล้ว ก็ยังคงจะใช้ชื่อ “คณะหวังเต๊ะ” อยู่เราจะไม่ขอเปลี่ยนชื่อ แม่บอกกับพ่อหวังว่าถ้าจะใช้ชื่อคณะจะขอใช้ชื่อนี้ เขาก็ถามว่าทำไมไม่เอาชื่อเราละ เราก็บอกว่าที่เรามีอยู่มีกินมีทุกวันนี้ให้ลูกหลานได้ก็เพราะหวังเต๊ะ เลยขอใช้ชื่อหวังเต๊ะตลอดไป ทุกวันนี้ก็ยังนึกถึงป๋าอยู่ จากไป 5 ปีแล้ว เลยไม่ค่อยอยากจะดูรูปเก่าๆ เพราะว่าดูทีไรก็คิดถึง บางทีเวลามีปัญหาอะไรถ้ามีพ่ออยู่เราก็ยังมีที่ปรึกษานะ แต่นี่เราไม่ได้คุยกับใคร กับลูกเราก็ไม่อยากให้เขารู้อะไรที่มันเครียด จนเขารู้ของเขาเอง ปัญหาทุกอย่างจะไม่ค่อยบอกลูกเราเป็นคนที่เข้มแข็งพอสมควร แต่ว่าผู้หญิงก็ต้องมีมุมที่อ่อนแอบ้างแหละแต่ยังไงเราก็ต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้

ความภาคภูมิใจสูงสุด

มีโอกาสแสดงลำตัดหน้าพระพักตร์สมเด็จพระเทพรัตนฯอยู่หลายครั้ง รวมทั้งโครงการของในหลวงรัชกาลที่ 9 ถือเป็นความภาคภูมิใจให้กับเราชาวคณะหวังเต๊ะ สมเด็จพระเทพรัตนฯทรงมีรับสั่งชื่นชมเราด้วยเราก็ยิ่งภูมิใจนะ และมีอีกครั้งนึงที่พระองค์ท่านทรงมีรับสั่งและแสดงความยินดีที่เราได้รางวัลศิลปินแห่งชาติ และเมื่อปีที่แล้วแม่ก็ได้มีโอกาสถวายกลองรำมะนาแด่พระองค์ท่านด้วยคือเป็นความตั้งใจของพ่อหวังอยู่แล้ว และอีกความภาคภูมิใจก็คงจะเป็นการที่ได้รับรางวัลศิลปินดีเด่นของจังหวัดปทุมธานี เมื่อปี 2542 และรางวัลเชิดชูเกียรติอีกหลายรางวัล ถือเป็นความภาคภูมิใจในอาชีพลำตัดของเราซึ่งเราจะไม่รักได้ยังไงเพราะมันทำให้เรามีทุกวันนี้

อีกหนึ่งศาสตร์การแสดงที่ชอบ

มีโอกาสได้ไปเล่นละคร ด้วยความที่สนิทกับ “อาหรั่ง-ไพรัช” เขาก็ดูป๋ามาชอบป๋าอยู่แล้วเราก็ไปด้วยและได้ศึกษา แต่เราก็แอบถามคนที่เขาเล่นเป็นศึกษาจากเขาว่าแอ๊กติ้งยังไงหน้ายังไง เล่นละครบ่อยเหมือนกันเล่นคนเดียวบ้างเล่นด้วยกันกับป๋าบ้าง บทบาทส่วนใหญ่ที่ได้รับก็จะเป็นเกี่ยวกับลำตัด ละครจักรๆ วงศ์ๆ ตอนเช้าบ้าง ทุกวันนี้ก็ยังเปิดรับงานแสดงอยู่ อายุไม่มีปัญหากับการแสดง แม้ว่าจะเข้าสู่เลขเจ็ดแล้วก็ตาม (หัวเราะ) อายุมาก แต่ก็ยังไหว เด็กๆ เขาก็เข้ามาคุยมาเฮฮากับเรา การเล่นละครถือเป็นอีกงานที่ชอบและสนุกมันผ่อนคลายดีได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ติดต่อจ้างงานสามารถโทร.เข้ามาได้เลยที่ 081-8748615 หรือว่าทางไลน์ด้วยก็ได้ค่ะเบอร์นี้เลย จองคิวกันได้เลยรับทั้งงานแสดงละครและแสดงลำตัดหรือถ้าใครที่สนใจอยากจะเรียนลำตัดก็ติดต่อมาได้เลยมีเงินไม่มีเงินไม่เป็นไรมาเลย แม่ทำกับข้าวเลี้ยงด้วยนะ

ความในใจถึงลูกหลานไทย

เพลงพื้นบ้านทุกอย่างนะคะ ก็ขอฝากคนรุ่นหลังว่านี่แหละคือ รากเหง้าของพื้นบ้านเรามันก็หายากนะ
อนุรักษ์เอาไว้สักนิดนึง อยากให้ลูกหลานนึกถึงเพลงพื้นบ้านของหวังเต๊ะ และร่วมกันสืบสานต่อไปไม่อยากให้เลือนหายไปค่ะ

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ชีวิตที่ไม่สมบูรณ์แบบของ ‘ปู-กรองทอง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/264482

วันอาทิตย์ ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

หลากหลายผลงานที่ “ปู-กรองทอง รัชตะวรรณ” สร้างสรรค์ออกมาให้แฟนๆ ได้ชม ล้วนเป็นความสุขที่เธอยินดีและรักที่จะทำมัน แม้ว่าเบื้องหลังจะต้องเผชิญกับเรื่องราวชีวิตดราม่าสักแค่ไหนก็ตาม สัปดาห์นี้สตาร์เรโทรขอนำทุกท่านไปร่วมย้อนวันวานที่หลากรสของหญิงแกร่งคนนี้

“งานแสดงยังถือเป็นอาชีพหลักอยู่ค่ะและตอนนี้ก็มาทำครีมกันแดดและแป้งกันแดดยี่ห้อ PHILO ด้วยทำมาประมาณปีหนึ่งแล้วค่ะ ซึ่งกว่าจะได้ผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งมาไม่ใช่ง่ายๆ เราต้องเทสต์กับคนหลายคนหลายสีผิว เมื่อก่อนจะเสียเงินกับการซื้อผลิตภัณฑ์พวกนี้เยอะมากพอวันหนึ่งก็เลยรู้สึกว่า ทำไมเราไม่มาทำเองใช้เอง ให้มันดีมีคุณภาพเท่ากับของเมืองนอกที่เขาทำกัน แล้วก็ปรับให้มันดีกว่านั้น แต่การทำธุรกิจยอมรับเลยว่ายากมากยากกว่าที่คิดไว้เยอะ เลยก็อาศัยถามจากคนนั้นคนนี้ส่วนใหญ่เพื่อนจะอยู่ในแวดวงคลินิกความสวยความงามอยู่แล้วเราก็ถามเขา

l รักที่จะทำไม่ได้ตามกระแส

ไม่ได้ตามกระแสแฟชั่นเลยค่ะมันเป็นความชอบส่วนตัว PHILO แปลว่าความรักเป็นภาษาลาตินรักที่จะทำรักที่จะให้คนมีความสวยงามเพราะเราชอบดูสิ่งสวยๆ งามๆ อย่างน้อยเห็นคนหน้าเนียนเราก็มีความสุขมันเป็นการตอบโจทย์ชีวิตเราค่ะ เงินมันก็เป็นเรื่องสำคัญเราต้องกินต้องใช้ แต่ว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือภูมิใจและความเป็นมนุษย์ที่มันไม่เหมือนใคร อย่างเราเป็นนักแสดงบางทีเราประสบความสำเร็จทางการแสดงแล้วอาจจะไม่ได้ถ้วยรางวัลอะไรมา แต่ก็มีคนนิยมชมชอบทักเรา หรือว่าสวัสดีเรา ขอถ่ายรูปเรา แค่นี้เราก็มีความสุขแล้ว นั่นคือความภูมิใจในชีวิตทีนี้ การแสดงมันเดินทางมาถึงครึ่งชีวิตอายุ 51 แล้วเราควรหาอย่างอื่นตอบโจทย์ความสุขในด้านต่างๆ ให้มันครบซึ่งเรื่องความสวยความงามก็เป็นอะไรที่ตอบโจทย์เรา แต่ก็ไม่ใช่ว่าให้ตัวเองสวยคนเดียวเราสวยเพราะว่าช่างแต่งหน้าเขาแต่งให้ คนไม่สวยก็สามารถแต่งให้สวยได้ แต่การที่คนที่เขาได้ใช้ผลิตภัณฑ์เราแล้วเขามีความสุขแล้วหน้าเขาฉายความสุขออกมานั่นแหละค่ะคือสิ่งที่เรารักและอยากให้เป็นจริงๆ ก็มีคนมาชวนไปทำธุรกิจอย่างอื่นเยอะนะคะแต่ว่ามันไม่ถนัดและไม่ใช่ความชอบ ทำเองคนเดียวค่ะไม่มีหุ้นส่วนใดๆ เพื่อเป็นการไม่ทะเลาะตัดปัญหาทุกอย่างเรามีเพื่อนเรารักเพื่อนเพื่อนรักเราจบนี่ก็วิ่งวุ่นเลยเราเพิ่งเปิดตัวมาได้เมื่อเดือนกุมภาฯนี่เอง จะเรียกว่าทำเองเกือบทั้งหมดก็ได้เป็นพรีเซ็นเตอร์เองด้วยหรือไม่ก็จะขอแรงเพื่อนขอแรงน้องช่วยโปรโมทให้ แต่เราก็คิดว่าธุรกิจนี้น่าจะดำเนินไปได้เรื่อยๆ ตอบโจทย์ในความสุขของเราอีกด้านหนึ่ง ในขณะเดียวกันเราก็ยังเล่นละครอยู่มีความสุขกับการเล่นละครไปเรื่อยๆ

l จากเด็กสาวจอมซนก้าวสู่ถนนสายบันเทิง

จริงๆ เล่นละครตั้งแต่อายุ 13 นะคะเรื่องบาปบริสุทธิ์ คือตอนนั้นบ้านอยู่ติดกับกันตนา แถวจรัญสนิทวงศ์เป็นเพื่อนบ้านกันค่ะ หลังจากนั้นเขาก็มาเช่าบ้านเราถ่ายละครเช่าไปเช่ามาก็ได้เป็นเพื่อนเล่นกับ “พี่ตุ๊กตาจิตรลดา” เราก็เข้าไปเล่นซนกันโดนไล่บ้างตามประสาเด็กซนนะคะ แล้วเขาก็เลยชวนให้ไปเล่นละครเรื่องนี้รับบทเป็นวัยรุ่นเกเร หน้าตาเราคงดูเกเรมาตั้งแต่เด็ก(หัวเราะ) แล้วก็สูง 170 มาตั้งแต่อายุ 13 ก็อยู่แค่นั้นไม่สูงขึ้นอีกเลย เขาชวนไปเล่นเราก็ไปตามปกติไม่ได้คิดอะไร ได้ตังค์ชอบได้อยู่กับเพื่อนสนุกสนานดีเลยได้คลุกคลีการแสดงมาตั้งแต่อายุ 13 เล่นมาเรื่อยจนละครบาปบริสุทธิ์ปิดไปเราก็ไม่ได้เล่น จนเรียนจบวาดรูปวิจิตรศิลป์ก็ไปสมัครเรียนการแสดงที่ช่อง 3 ก็ได้รับคัดเลือกจากจำนวนพันกว่าคน

l ดุจเส้นทางที่ถูกลิขิตมาแล้ว

เพราะเพื่อนชวนไปไหนเราก็ไปหมดเพื่อนชวนไปประกวดนางงามก็ไปเป็นเพื่อนเขา เรียกว่าเส้นทางนี้เหมือนเขาลิขิตมาให้เราแล้วบนฟ้าลิขิตมาแล้วว่าจะต้องเป็นแบบนี้ แล้วเขาก็เตะเราเข้ามาด้วยความที่ปูเป็นคนแบบสบายๆ ไม่ค่อยเครียดอะไรกับชีวิตมากเพื่อนชวนไปเราก็ไปแต่ใช่ว่าการที่จะไปเรียนการแสดงนั้นใครจะเรียนก็ได้นะคะคือจะต้องผ่านการคัดเลือกก่อนมี “อาจารย์สดใส” “อาจารย์แตน” แล้วก็ “อาจารย์ฮันส์” เป็นคนคัดเลือกแต่เรียนไปเราก็ยังไม่ได้คิดว่าเราจะมาทางนี้เรียนไปเรื่อยๆ ไปนั่งเป็นตัวประกอบวันละร้อยก็เป็นมาแล้ว แล้วเคยเล่นให้กับ “พี่ไก่วรายุฑ” ซึ่งจะได้มากหน่อยสองร้อยสามร้อยห้าสิบและไล่ระดับไปเรื่อยๆ เริ่มได้มากกว่าตัวประกอบทั่วไปพอเรียนจบการแสดงก็ได้เล่นละครของรัชฟิล์มเล่นเป็นเพื่อน “แดง-ธัญญา”ก็รู้สึกว่าเราดูพราวมากขึ้นได้เล่นเป็นเพื่อนนางเอกด้วยนะสำหรับเส้นทางการเป็นนางงามนั้นตอนนั้นบังเอิญเพื่อนที่เรียนการแสดงมาด้วยกันและบ้านอยู่แถวจรัญฯเหมือนกันเขาก็ชวนเราว่าให้ไปเป็นเพื่อนหน่อยเขาจะไปประกวดนางงามก็เออไปก็ได้นั่งรถเมล์กันไปสองคนมีตังค์ติดตัวไป 50 บาท เราเองน่ะไม่สนใจอยู่แล้วแอนตี้นางงามมาตลอด ก็ไปนั่งเฉยๆ สักพัก “คุณลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์” ก็มาทักว่าน้องรูปร่างดีตัวสูงน่าประกวดจังเราก็บอกไปเลยว่าไม่สนใจ เพราะว่าเราหนักตั้ง 65 ประกวดก็คงไม่มีทางได้หรอกเอวตั้ง 30 แต่ด้วยความสูงเรา 170 มันก็คงจะดูสมส่วน ด้วยความที่เราก็แต่งตัวทันสมัยเพราะว่ามีตังค์แล้วเป็นดารา แม้ว่าจะยังไม่ดังมากก็ตาม เพื่อนก็ชวนให้สมัครอีกเราก็ปฏิเสธเช่นเคย สักพัก “พี่อ้วน-อรชร” เขาก็เห็นว่ามีคนชวนเรามากๆ เขาก็คงจะนึกหมั่นไส้ เลยพูดขึ้นมาว่าไม่ต้องไปชวนเขาหรอกก้นอย่างกะละมังประกวดไปก็ไม่มีทางได้ ได้ยินแบบนั้นเราก็เอาแล้วสิก็เลยแอบไปถามว่าเขาต้องมีเอกสารอะไรบ้างเราไม่มีอะไรเลยตอนนั้นก็อายุ 17 เองมีแค่บัตรประชาชนใบเดียวแล้วตังค์ก็ไม่มีเขาก็บอกว่าไม่เป็นไรค่อยเอามาส่งวันหลังก็ได้หลักฐานหลังจากนั้นเราก็เลยเริ่มลดความอ้วนนึกในใจดูสิว่าเราจะไปได้สักแค่ไหนแล้วที่บ้านคือพ่อชอบนะสนับสนุนแต่แม่ไม่ชอบเลยเรื่องนางงามเรื่องการแสดงเขาไม่เอาเลยด่าตั้งแต่เราเรียนปวช.เรียนวาดรูปแล้วแต่เป็นลูกรักของแม่นะแม่รู้สึกว่าสิ่งที่เราเลือกเนี่ยมันไม่ใช่เลยเขาก็ไม่เชิงด่านะแต่ว่าเขาจะบ่นพูดนู่นพูดนี่พอไปเรียนการแสดงเขาก็ว่าเต้นกินรำกินอีกแต่เราก็เรียนจนจบทุกอย่างแล้วพอมาเป็นนางงามเขาก็ว่าเราต้องไปเดินแก้ผ้าโชว์คนอื่นอีกคือแม่เป็นคนหัวโบราณมากแต่เราก็จะไม่เคยเถียงแม่เลยนะคะปล่อยให้เขาบ่นไปแต่ยังไงเราก็ทำตามที่เราคิดส่วนพ่อจะเป็นฝ่ายสนับสนุนเอาเลยเต็มที่

l จากที่แอนตี้นางงาม

ได้รองอันดับหนึ่งมิสไทยแลนด์เวิลด์ค่ะ พอมุ่งมั่นฟิตหุ่นตัวเองวันที่ได้ตำแหน่งน้ำหนักเหลือ 56 กิโลกรัมซึ่งพี่อ้วน-อรชรก็ไม่ได้พูดอะไรเราเองก็ไม่ได้พูดอะไรคือเรารู้อยู่ในใจว่ามันคืออะไรแล้วตอนนั้นเราเองก็เริ่มมีป๊อปปี้เลิฟเขาก็จะเป็นกำลังใจตลอดความกังวลเวลาอยู่บนเวทีจะไม่มีเหลือแต่มีความเบื่อรู้สึกว่าเมื่อไหร่จะเสร็จสักทียืนก็เมื่อยถ้าประกวดเสร็จคอยดูนะเราจะไปเที่ยวทะเลไม่กังวลว่าเราจะต้องได้จะต้องคว้ามงกุฎมาให้ได้คือแค่ผ่านเข้ารอบ 30 คน มาได้ก็หรูแล้วเราลืมนึกไปเลยว่ามันเป็นการแข่งขันเลยทำให้เวลาพูดเวลาเดินเป็นธรรมชาติมาจากใจเวลาเราพูดเราตอบคำถามเขาว่ากันว่าคะแนนรอบไฟนอลเราพุ่งสูงมากแล้วตอบคำถามได้ถูกใจกรรมการเขาถามว่าถ้าเลือกไปต่างประเทศคุณอยากไปประเทศอะไรที่สุดปูก็คิดแป๊บหนึ่งแล้วตอบว่าสหรัฐอเมริกาจะไปเรียนต่อการแสดงที่ฮอลลีวู้ดคนก็ปรบมือกันเกรียวเลยเราก็นึกในใจตายแล้วนี่เราพูดอะไรผิดหรือเปล่า (หัวเราะ) เรายังมีใจที่จะยังเป็นนักแสดงอีกเหรอนี่อยู่ในฐานะนางงามแทนที่จะตอบแบบนางงาม

l ครอบครัวสบายๆ ที่ไม่ได้มีมุมหวาน

แม่ก็ถามว่าเป็นนางงามแล้วทีนี้ต่อไปเป็นอะไรดีละ (หัวเราะ) แต่ถามว่าเขาภูมิใจไหมปูว่าลึกๆ แล้วเขาก็คงจะภูมิใจแหละค่ะ แต่ว่าเราก็ไม่เคยถามไม่ใช่ว่าเขินนะคือเราไม่ค่อยมามุ้งมิ้งกันเรื่องแบบนี้ค่ะแต่ว่าก็ไม่ให้ที่บ้านไปดูนะคะจะเขินมากไม่ได้เลยขนาด“ท่านผู้หญิงบุญเรือน ชุณหะวัณ” กับ “คุณหญิงพันธุ์เครือยงใจยุทธ” ยังมาถามข้างเวทีว่าคุณพ่อคุณแม่มาไหมเนี่ยคุณพ่อเป็นตำรวจไม่ใช่เหรอเราก็ตอบไปว่าไม่มาค่ะถ้ามาแล้วเดินไม่ได้คือตอบเป็นตัวเองมาก

l เริ่มสร้างครอบครัว

พอเดินแบบได้ปีหนึ่งก็มาทำงานโรงแรมหลังจากนั้นก็แต่งงานมีครอบครัวแล้วก็มาทำงานให้บริษัทเพื่อนแฟนเป็นผู้จัดการประชาสัมพันธ์แล้วก็เปลี่ยนมาทำอีกที่หนึ่งรวมแล้วทำงานออฟฟิศอยู่เกือบ 2 ปีครึ่งหลังจากนั้นก็มีน้องและหยุดทำงานทุกอย่างเลยเพราะว่าน้องไม่เกาะมดลูกก็เลยมาอยู่บ้านเฉยๆ พอหลังคลอดน้องก็ไม่รู้จะทำอะไรรู้สึกเบื่อนะงานแรกที่เริ่มทำหลังคลอดลูกได้ 6 เดือนคือถ่ายมิวสิกวีดีโอของโรสวีดีโอก็จะเป็นแบบสวยๆ เดินไปเดินมาถ่ายที่เมืองจีนแล้วตอนนั้นเป็นช่วงพฤษภาทมิฬก็โทร.มาถามที่บ้านตลอดเป็นห่วงลูกซึ่งลูกก็อยู่กับพี่เลี้ยงอีก 2 คนเราก็โทร.มาเช็คว่าคุณผู้ชายอยู่บ้านไหมปรากฏว่าไม่อยู่โทร.ไปเมื่อไหร่ก็ไม่อยู่แล้วเราไปจีนตั้งสิบกว่าวันก็รู้สึกเป็นกังวลไปหมดซึ่งความรู้สึกเราคือมันอยู่ไม่ได้แล้วแต่ว่าเรื่องราวก่อนหน้านั้นขอไม่พูดถึงแล้วกันนะคะแต่มันเยอะก็เลยบอกเขาว่าไม่เป็นไรเราทำมาหากินได้ขนาดเพิ่งคลอดลูกได้ 6 เดือนยังมีคนต้องการเราไปทำงาน ดังนั้นเราก็ต้องยืนอยู่บนเท้าของตัวเองได้ ก็เลยขนข้าวของทุกอย่างแล้วกลับมาอยู่บ้านแม่

l กับบทบาทการเป็นซิงเกิ้ลมัม

เห็นปูเป็นคนเล่นๆ แบบนี้แต่ว่าจริงๆ ใจแข็งเหมือนกันนะเลี้ยงลูกเองเป็นซิงเกิ้ลมัมค่ะ เขาก็ไม่ได้ส่งเสียอะไร ลูกสาวคนเดียวเราเลี้ยงได้แม่เราก็ไม่ได้รวยอะไรมากมายพอลูกสาวปูได้ 5 ขวบ คุณพ่อปูก็เสียท่านเป็นข้าราชการเป็นตำรวจเงินก็จำกัดของเขาส่วนคุณแม่ก็เริ่มมีอายุมากขึ้นเริ่มป่วยเราก็ต้องช่วยเยอะขึ้นดูแลแม่ด้วยดูแลลูกดูแลตัวเองด้วยทำงาน 7 วัน ทั้งเดินแฟชั่นถ่ายแบบรับเต็มเลยค่ะ แต่ว่างานแสดงยังไม่ค่อยมีเท่าไหร่จะเริ่มมารับงานแสดงจริงจังก็เรื่องเรือใบไม้ของกันตนา หลังจากที่หยุดไปนานเป็นสิบปีเลยแต่พอมาเล่นเรื่องนี้ก็ดังอีกคือเป็นละครเหมือนบาปบริสุทธิ์เล่นมาเรื่อยๆ ทั้งเดินแบบถ่ายแบบด้วยเลี้ยงดูคุณแม่และลูกมาได้เรื่อยๆ เราก็เหมือนว่ามีอะไรมาทดแทนและด้วยการดิ้นรนของเราด้วยมั้งคะเราไม่ได้อยู่เฉยๆ เป็นคนที่สมมุติว่าถ้ามีผู้ชายมาชอบแล้วบอกว่าให้อยู่เฉยๆ เราก็ไม่เอานะถามว่ามีคนมาเป็นแฟนไหมก็มีเรื่อยๆ แต่ว่าก็ไม่ได้อะไรเหมือนเราอยู่คนเดียวมาจนชินคุณแม่ก็ไม่อยู่แล้วท่านเสียไปปีนี้ปีที่ 8 แล้วแต่เราก็ยังนึกถึงท่านทุกวันเหมือนอยู่ด้วยกันทุกวันคือมีแค่ช่วงที่แต่งงานเท่านั้นที่แยกกันกับแม่นอกนั้นเราไม่เคยห่างกันเลยอยู่กับแม่มาตลอดตั้งแต่เล็กจนโตเพราะว่าคุณพ่อคุณแม่แยกทางกันพี่สาวกับปูอยู่กับแม่พี่ชายอยู่กับพ่อแล้วเราเป็นคนที่ไม่ทนลำบากพ่อเขาจะหัดให้ขึ้นรถเมล์เราก็ไม่ได้นะฉันลูกคุณหนูแม่ต้องขับรถไปเทียบโรงเรียนเลยไม่งั้นไม่เอาตกรถตกราเราไม่ชอบถ้าไปอยู่กับพ่อนี่คือเขาจะย้ายไปอยู่ปทุมเราต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่มาถึงโรงเรียนเจ็ดโมงเราก็ไม่ไหวอยู่กับแม่ดีกว่าเพราะบ้านแม่อยู่ใกล้โรงเรียนดูไปเหมือนเราเป็นสาวแกร่งบ๊อกแบ๊กพูดจาห้วนๆ แมนๆ และเป็นคนเยอะเหมือนกันมีหลายคนที่แอบกลัวและไม่กล้าจะร่วมงานกับเรานะแต่ว่าพอได้มาเจอมาทำงานด้วยกันจริงๆ เขาก็บอกว่าเราน่ารักทุกคนเลยแต่ก็ไม่รู้ว่าเขาแกล้งพูดหรือเปล่านะคะ (หัวเราะ)

l บทบาทการแสดงที่ประทับใจ

ชอบทุกบทบาทแต่ว่าที่ประทับใจคือเรื่องร้อยแปดชีวิตของกันตนาเล่นตอนเดียวเองแต่ว่าประทับใจมากเป็นเรื่องราวที่มาจากชีวิตจริงซึ่งปูเล่นเป็นผู้หญิงหากินที่ได้สามีเป็นฝรั่งก็นึกว่าเขารวยเลยจับเขาแต่ว่าพอมาอยู่ด้วยกันแล้วปรากฏว่าไม่ได้ดั่งใจเราก็ไม่ทำมาหากินออกแต่ลูกพอคนโตเกิดมาก็จับขายคนเล็กเกิดมาเห็นแววก็จะจับขายอีกเป็นชีวิตที่เศร้ามากบอกได้เลยว่าเล่นเรื่องนั้นแล้วร้องไห้ไปด้วยทั้งที่ตัวเองเล่นเป็นตัวแม่ที่มันเลวนะจำได้ว่ามีคนบอกว่าเราเล่นดีมากถ้าเป็นสมัยนี้คงโดนตบไปแล้วส่วนมากจะเล่นเป็นนางร้ายเล่นดีไม่ได้ค่ะคนไม่เชื่ออย่างเรื่องเดอะคิวปิดซ่อนรักกามเทพก็เล่นเป็นคุณแม่ดี๊ดีนะก็ยังไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นยังไงรอลุ้นค่ะแต่เราเองเวลาเล่นเราก็เล่นได้ทำได้นะก็สนุกอีกแบบค่ะนานๆ ได้เล่นเป็นคนดี

l แม้จะไม่มีรางวัลที่การันตี แต่ก็ภูมิใจในอาชีพนักแสดง

เราเป็นนักแสดงที่บางทีคนก็จำชื่อไม่ได้นะคนนี้ดาราชื่ออะไรนะคะขอโทษตลอดเลยทุกวันนี้ก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าชื่อเรานี่มันจำยากมากเหรอแต่ไม่โกรธนะคะ (หัวเราะ) เพราะว่าเป็นแบบนี้ทั่วราชอาณาจักรก็บอกไป “ปู-กรองทอง” เพราะว่าปูในวงการมีหลายคนตอนแรกชื่อปัทมาวดีเป็นชื่อที่พ่อตั้งให้แต่ว่าไม่เคยใช้เลยเพราะว่าพระเปลี่ยนให้ตั้งแต่เด็กนี่แม่เล่าให้ฟังขำมากชื่อเป็นนางในวรรณคดีมากพระก็บอกให้เปลี่ยนเพราะว่าเกิดวันจันทร์ห้ามมีสระซึ่งเราก็ชอบชื่อกรองทองนะคะ เพราะว่ามันไม่เหมือนใครดีแต่ว่าพอมาดูหลังๆก็เยอะนะยังจะยึดนักแสดงเป็นอาชีพต่อไปค่ะจนกว่าคนจะไม่จ้างการแสดงเรารู้สึกว่ามันเหมือนเป็นวิญญาณเลยพอเราเล่นเป็นคนอื่นมันได้ไกลจากตัวเองเราก็มีความสุขคือจริงๆ ถามว่าชอบชีวิตตัวเองไหมไม่ชอบนะไม่ได้ชอบที่ตัวเองเป็นอย่างนี้คือตัดสินใจผิดแล้วผิดอีกเป็นคนสบายๆ ก็เลยไม่คิดเยอะตอนนี้เลยพยายามคิดอะไรมากกว่าเดิมหน่อยหนึ่งแต่ด้วยคนเรามันเป็นแบบนี้มันก็คงจะแก้ไม่ได้แล้วล่ะแต่จะพยายามคิดให้มากกว่าเดิมค่ะ

วางอนาคตให้ลูกสาวคนเดียวอย่างไร

ไม่มีค่ะเหมือนชีวิตเราเวลาเลี้ยงเขาเราก็พยายามนึกถึงเราตอนเด็กๆ เราเคยทำแบบนี้หรือเปล่าทำไมเรามีเหตุผลที่ต้องทำอย่างนี้เราอาจจะเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไปเหมือนลูกเราคือลูกไม่ทิ้งแม่เลยความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมากปากก็บอกว่าค่ะๆ แต่เอาจริงก็ไม่ทำเหมือนเราเป๊ะแต่ว่าลูกเขาก็ไม่ได้ทำอะไรที่เสียหายนะเราเชื่อใจเขาได้เลยว่าเขาไม่ทำตัวเหลวไหลแน่นอนรู้ว่าตัวเองจะทำอะไรตอนนี้ “ปาล์มมี่” (โชติกา รัชตะวรรณ) เขาก็อายุ 26 แล้ว ชงกาแฟอยู่ที่เกาหลีคุยกันไม่บ่อยแต่ว่าถ้าเมื่อไหร่ไม่มีตังค์ก็จะทักมาตอนเด็กเขารู้ว่าแม่เป็นนักแสดงเขาก็เบื่อค่ะเพราะว่าเขาไปเป็นเพื่อนบ่อยเขาอาจจะภูมิใจในตัวเราบ้างและเขาเก่งเลยนะปูเคยสอนการแสดงที่ FBI เขาก็ไปช่วยและเขารู้หมดว่าคนนี้เล่นดีคนนี้เล่นเก่งเขาก็คงจะมีเลือดเราอยู่บ้าง

l กับวิถีชีวิตที่เป็น

ยอมรับว่าชีวิตปูไม่ได้สมบูรณ์แบบแต่ว่าเราก็พอใจในชีวิตของเรานะถึงแม้ว่าเราจะไม่ชอบตัวเราแต่เราก็ชอบการดำเนินที่มันเป็นไปตามครรลองของเราเราไม่หรูไม่ฟู่ฟ่าถ้าเราฟู่ฟ่าคนอาจจะชอบก็ได้โดยการที่เลือกสามีรวยแล้วอยู่เฉยๆก็ดีแต่ว่าเราไม่เลือกตรงนั้นเพราะว่ามันเป็นวิถีของเราและเราก็ภูมิใจที่เราเป็นแบบนี้มาขนาดนี้แล้วมันเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ใครจะให้เงินก็ให้มาเถอะจะเก็บแล้ว (หัวเราะ) ส่วนใหญ่ที่ไม่เลือกใครก็เพราะว่าเขาชอบให้เราอยู่เฉยๆ แต่เราเป็นปูก็ต้องคืบคลานไปเรื่อยนะอยู่เฉยไม่ได้ทำมาหากินของเราไปถามว่าเหนื่อยไหมมันก็เหนื่อยเหมือนกันค่ะแต่ว่าคงเป็นคนไฮเปอร์จัดก็ทำไปได้เรื่อยๆ

l เคล็ดลับความสวยเป๊ะ

นอนพักผ่อนเยอะๆ ฟิตเนสดูแลตัวเองเรื่องที่หุ่นเราจะเซี๊ยะเปรี๊ยะมันอีกเรื่องหนึ่งนะแต่ว่าเราเน้นที่ความแข็งแรงดีกว่าคงไม่เปรี๊ยะแล้วล่ะป่านนี้แต่คือเดินขึ้นเขาคิชกูฏรวดเดียวจบ 4 ปีซ้อนแล้วค่ะวิ่ง 4 กิโลก็ยังชิลๆ อย่างวันนี้ก่อนจะมาก็ฟิตเนสมาแล้ว 2 ชั่วโมงก็อยากจะขอบคุณแฟนๆ ที่ติมตามผลงานหรือเข้ามาทักทายกันรู้สึกยินดีและดีใจทุกครั้งค่ะ ถ้าใครอยากจะติดตามไลฟ์สไตล์ หรือเคล็ดลับการดูแลสุขภาพของปู ก็เข้าไปติดตามกันได้ที่เฟซบุ๊ค PouKrongthongRatchatawana และทางไอจี Krongthong_r นะคะ

คงไม่ต้องถามต่อถึงเรื่องสุขภาพเพราะความอารมณ์ดีของเธอบ่งบอกได้ถึงความสุขที่มีอยู่รายล้อมรอบตัวและนี่คือชีวิตของ ปู-กรองทอง นางงามนักแสดงผู้ไม่เคยเสแสร้งแกล้งทำเพราะเธอมีความสุขกับปัจจุบันของตนเอง

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : หลังฉาก ‘ต้อม-พลวัฒน์’ ลอกท้องร่อง ปลูกผักขุดดิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/262130

วันอาทิตย์ ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ใครจะรู้ว่าเบื้องหน้างานแสดงที่มีเสน่ห์ชวนให้แฟนๆ ประทับใจนั้น เบื้องหลัง ต้อม-พลวัฒน์ มนูประเสริฐ กลับโปรดปรานวิถีชีวิตชาวไร่ชาวสวนถึงขนาดซื้อที่กว่า 20 ไร่ เพื่อทำการเกษตรแบบครบวงจรตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 บอกเลยถ้าว่างจากงานแสดงเป็นต้องกลับไปลงแปลงปลูกผักขุดดินทุกอาทิตย์ เรียกว่าจริงจังสุดๆ

l จุดเริ่มต้นการเข้าวงการ

ตอนนั้นผมอายุประมาณ 18 ปี ก็มีโมเดลลิ่งมาเจอแล้วก็ชวนไปถ่ายโฆษณา พอหน้าตาออกทีวี.คนเริ่มเห็นก็มีคนชวนไปถ่ายแบบ ถ่ายแฟชั่นสลับไปสลับมา ชอบเลยตอนแรกเพราะได้ตังค์ อยากได้อะไรเราก็ซื้อเอง ไม่ต้องขอพ่อ-แม่ หลังจากนั้นก็ได้เล่นภาพยนตร์ของพี่หน่อย อภิชาติ โพธิ์ไพโรจน์ เรื่องแรกคือ เพียงบอกรักฉันสักนิดคู่กับ เชอรี่ ธรรมิกสกุลพอวงการหนังเริ่มเงียบลง เราก็ผันมาเล่นละคร อย่างเรื่องไฟในดวงตา ด้วยสองมือแม่นี้ที่สร้างโลก ก็เล่นละครทำงานในวงการมาเรื่อยๆ ครับ

l หาวิชาความรู้ใส่ตัว

ผมจบปริญญาตรีคณะนิเทศศาสตร์ จาก มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จริงๆ ผมทำงานก่อน แล้วค่อยกลับไปเรียนหนังสือนะ เพราะกลัวตัวเองโง่ เป้าหมายคือเรียนให้จบ และเข้าใจเบสิกในสิ่งที่เราทำอยู่มาจากอะไร ถ้ามีโอกาสได้ร่วมงานกับคนดีๆ ก็จะได้ความรู้อะไรเพิ่มเติมมาด้วย แล้วก็จบมา 4 ปีครึ่ง

l ผลงานสร้างชื่อเสียง

หลายเรื่องนะ อย่างเช่น แม่อายสะอื้น เก็บแผ่นดิน ซึ่งเรื่องนี้จริงๆ ผมแค่รับเชิญแต่มีคนจำได้เยอะมาก และพวกเรานักแสดง
ทุกคนที่เล่นก็ยังติดต่อกันตลอด คือคนจะจำเราได้จากบทบาทไหนผมว่าอยู่ที่ตัวเรื่องว่าให้เราทำอะไร มีอะไรให้เราคิด ตัวบทตัวนี้มีเสน่ห์หรือเป็นตัวดำเนินเรื่องรึเปล่า ผมไม่ได้ทำงานเยอะนะอยู่วงการมา30 กว่าปี มีละคร 40 กว่าเรื่องเองมั้ง ถ้าจังหวะไหนไม่ใช่เวลาของเรา ก็ไปทำอย่างอื่น เช่นทำรายการท่องเที่ยว บ้านเลขที่ห้า ทำไร่ ทำสวน อย่างที่เราชอบแต่จะมาพักปีหลังๆ ผมค่อนข้างจะรับงานเยอะนิดหนึ่ง

l ชอบแสดงบทบาทไหน

ไม่มีอะไรที่สุด พอได้เล่นเรื่องใหม่กับบทที่แตกต่างกันไป เราเล่นแล้วรู้สึกดี เราได้เล่นซีนนี้ผ่านไปแล้ว เฮ้ยดี แฮปปี้ สมูท เราไม่ได้เป็นผู้กำหนดการให้คะแนนตัวเอง เราทำตัวเป็นคนรับจ้างเขาจะให้เราทำให้ เราก็ต้องทำ ต้องทำตัวเหมือนสินค้าให้เขาเลือกจับเลือกหยิบ ผมไม่ได้เน้นรับงานอีเว้นท์ ผมเป็นนักแสดง ผมไม่ได้มีชีวิตเป็นดารา นอกเวลาผมก็เป็นคนปกติ เป็นชาวไร่ชาวสวน (หัวเราะ) ผมโชคดีที่ได้ทำอะไรตามใจตัวเองทุกอย่าง

l งานเบื้องหลังก็เคยลอง

ทำรายการท่องเที่ยว ชื่อรายการบ้านเลขที่ห้าทำอยู่ตั้งหลายปีได้เดินทางตลอดไปนู่นไปนี่เกือบทั่วประเทศ ต่างประเทศด้วย แฮปปี้ดีได้เที่ยวได้เจออะไรหลายๆ อย่าง แล้วสักพักจังหวะละครมาก็กลับไปเล่นละคร บทบาทก็เปลี่ยนไปรับบทที่หลากหลายขึ้น ได้เล่นอะไรที่แตกต่างจากเดิมๆ

l ทำงานที่รักด้วยความสบายใจ

ผมว่านะถ้าตั้งใจคิดอยากทำอะไรทุกอย่างไม่ไกลเกินจริง ผมดูทีวี.คิดๆ อยากเล่นซีรี่ส์คลับฟรายเดย์สักเรื่อง กับทางช่อง GMM25 แล้วผมก็ได้เล่น ผมอยากทำงานกับคนนี้จังเลย ผมก็ได้ทำงานกับคนนี้ซึ่งก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง การที่เราได้ทำอะไรในสิ่งที่เราอยากจะทำเขาก็คงจะรับรู้ในสิ่งที่เราตั้งใจอยากจะทำมันก็เลยซิงค์หากันได้ แล้วก็เรายังมีงานให้แฟนๆ รู้จักกัน บางคนดูผมตั้งแต่เด็กจนมีลูกมีเต้าเยอะแยะก็แฮปปี้นะ ดีใจเพราะกลุ่มคนพวกนี้เขาคือกำลังใจของเรา เขารักเรา บางคนบอกว่าแม่หนูเป็นแฟนละครพี่ก็เลยดูตามแม่ อย่างเช่นแม่ทอย (ปฐมพงศ์) ก็เป็นแฟนละครผม (หัวเราะ) เพราะพวกเขารักผม ผมก็เลยจำเป็นจะต้องเลือกงานเขาจะได้รู้สึกว่าผมเลือกสิ่งดีๆ ให้เขาดู ผมไม่ได้มีทฤษฎีน้ำขึ้นให้รีบตัก คือก็ทำงานที่ดีที่สบายใจ

l เล่นละครสะท้อนมุมมองตัวเอง

อย่างล่าสุด บทที่ผมได้รับใน คลับ ฟรายเดย์ ตอน รักแท้หรือแค่ไม่พอ เล่นเป็นพี่ภพ มีภรรยาเด็กกว่า ผมก็ต้องทำความเข้าใจที่จะถ่ายทอด ศึกษาความเป็นคนๆ หนึ่งวิธีคิดความเป็นไปเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเขา เราต้องแสดงให้คนดูที่ยังอยู่ในเหตุการณ์ อาจจะกลับมามองมุมมองของตัวเองว่า ถูกต้องไหม ผิดไหมตัวอย่างที่เราทำเขาโอเครึเปล่ามันก็คือละครย้อนมองตัวเอง เป็นอีกตัวละครที่เราควรจะได้หาอะไรเพิ่มเติมให้กับตัวเองในอาชีพของเรา มุมมองตัวละครเป็นยังไง เพราะการเป็นนักแสดงจะต้องเป็นคนที่ต้องช่างสังเกตมากมากกว่าคนธรรมดา ดูทุกอย่าง ขับรถไปพอรถติดก็มองไปข้างทางก็จะเห็นคนกับวิถีชีวิต ณ ขณะนั้นเป็นยังไง อย่างเช่นคนแถวอโศกหน้าตาทำงานเหนื่อยๆ จะตาย รีบเร่ง ร้อน จริงไหมล่ะ (ยิ้ม)

l เข้าใจโลกชีวิตมีสุข

ด้วยความเป็นอาชีพของเรา ทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นทำให้เราได้คิดกับทุกๆ เรื่อง ธรรมะ คือธรรมชาติรอบตัวสิ่งที่เราดู เห็นอยู่ เราก็กลับไปเปรียบเทียบ ผมไม่ชอบจดจำภาษาอะไรที่เป็นธรรมะจะเป็นเรื่องของการทำดีให้ได้มาตรฐานสากล คุณจะไปอยู่ตรงไหนก็ได้แล้วคุณขัดเกลาตัวเองให้อยู่ในมาตรฐานไม่ต้องเลือกเฉพาะบางอย่างเท่านั้น

l ให้คะแนนชีวิตตัวเอง

เต็ม 10 ผมให้ 7-8 ผมอยากอยู่นานๆไม่อยากไปเร็ว ถ้าเรามองเห็นเป้าหมายสุดท้ายแล้วว่าเราจะอยู่แบบไหนไม่มีการงงกับชีวิตมันมีไดเร็กชั่น ตรงเลยว่าเราใช้ชีวิตแบบนี้อะไรที่ทำให้เรามีความสุขส่วนอีก 2 คะแนนคือ ไม่รู้วันข้างหน้าเราจะเจออะไรเผื่อไว้ เราก็มีวิชาในความคิดเอาไว้รองรับสถานการณ์อะไรที่จะเกิดขึ้น เราต้องตามเราอยู่ตรงไหนเราทำอะไรคิดเขาคิดเราอยู่ตลอดเราถึงจะอยู่ในที่ที่เรามีความสุขได้

l อาชีพที่รักนอกเหนือจากงานแสดง

ทำไร่ ทำสวน ที่ปากช่อง ทำกับที่บ้าน เป็นการทำเกษตรผสมผสานทฤษฎีของในหลวงรัชกาลที่ 9 ประมาณ 20 กว่าไร่ ผมไม่ได้ทำตามกระแสแต่ผมชอบอยู่แล้ว พอมีจังหวะที่ได้ทำ บวกกับเป็นงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ตอนนี้ท่านไม่อยู่กับเราแล้ว เรายิ่งอยากเอาวิชาความรู้มาถ่ายทอด ลองทำดู กำลังเริ่มตอนนี้ก็ต้องหาคนงาน คือต้องมีระบบการจัดการหลายสิ่ง แต่ก็มีเพื่อนเป็นที่ปรึกษาวางแผนให้เป็นระบบให้อย่างทำจริงจัง เพิ่งทำโรงเรือนใหม่เพื่อปลูกผัก ไปซื้อต่อจากที่เขาเลิกทำ ในการเริ่มทำการเกษตรเป็นเรื่องที่จะยุ่งในตอนแรกๆ ถ้าวงจรลงตัวจะเหนื่อยน้อยลง ตอนนี้ยังไม่เข้าที่เข้าทาง เดี๋ยวจะต้องเลี้ยงสัตว์ให้เขากินหญ้าเพื่อเอาปุ๋ยจากเขา คือทำให้เป็นวงจรผมตั้งแนวทางไว้แล้วว่าผมจะไม่ใช้เงินในส่วนของการซื้อปุ๋ยจากร้านปุ๋ยมากเกินไปก็จะใช้กับขี้วัวขี้ควายไส้เดือนนี่แหละ เกษตรอินทรีย์ แบ่งเป็นสัดส่วน ทำบ่อปลา ในอนาคตถ้าได้ผลผลิตออกมาเยอะๆ ผมว่าก็ได้ขายแน่นอน ช่วงนี้ก็จะกลับไปดูแลเกือบทุกอาทิตย์

l จะเบรกงานในวงการไปเอาดีด้านเกษตรไหม

ไม่ครับ ยังๆ แล้วแต่ว่าช่วงนี้หรือช่วงไหนจะใช่จังหวะของเราไหม ผมก็รับงานแสดงปกติ คือให้ทั้งสองนี้เป็นงานหลัก กับงานรอง เพราะเป็นสิ่งที่ผมชอบและรัก ทำงานมาเพื่อมีของกินแล้วตอนนี้เราก็ผลิตของกินเองแล้วก็ทำทั้งสองอย่างของเราให้ดีที่สุด อย่างงานแสดงก็ให้ทุกอย่างในชีวิตผม มันก็หล่อเลี้ยงแล้วก็สั่งสอน ให้มุมมองหลายๆ อย่างกับเรา เราไม่ได้มาเพื่ออยากเป็นดาราดัง เราก็ต้องศึกษาทุกอย่างเพื่อจะเป็นนักแสดงที่ดี เราก็แบบว่าทำตรงนี้ไปเรื่อยๆ

l ชีวิตครอบครัว

ตอนนี้ก็โอเคดีครับ มีแฟนแล้ว ไม่มีลูกเลี้ยงหมาแทน (หัวเราะ) อยู่ด้วยกันมา 10 ปี เป็นเพื่อนกันมากกว่าเพราะเราก็เริ่มต้นจากการเป็นเพื่อนเป็นคนนอกวงการ ตอนนี้ก็แฮปปี้กันดี ถ้ามีเวลาก็พยายามไปเที่ยวต่างจังหวัด พักค้างคืนสองคืนเพราะก็ชอบถ่ายรูปกัน ถ่ายวิว ดูแสง ดูท้องฟ้า ดูอะไรไปเรื่อยเหมือนเป็นจังหวะที่เราไปพักผ่อนของเราด้วยบางทีก็ไปดูโครงการหลวงบ้าง แล้วก็ไปนั่งเล่นสบายๆ อากาศดีๆ

l อยู่กันด้วยความเข้าใจ

ทายาทเหรอผมไม่อยากมีนะ เลี้ยงยาก คือไม่หวังเรื่องมีลูกเพราะว่าผมเห็นคนอื่นมีลูกแล้วก็มาบ่นว่าลูกไม่เห็นดูแลเขาเลย ไม่ได้คิดเลยอยู่กันสองคน มีหลานๆ ก็พอแล้ว เราควรใช้ชีวิตของเราตอนนี้ให้ดีมากกว่า ทำวันนี้ให้ดีแล้วเราจะมีพรุ่งนี้ที่ดีไปเรื่อยๆ เราเป็นมนุษย์ธรรมชาติ อยากใช้ชีวิตที่คลาสสิกแบบนี้ไปให้ยาวนาน

l ยังหนุ่มยังแน่นดูแลตัวเองอย่างไร

ก็ดูแลสุขภาพตัวเองอยู่แล้วไม่ค่อยป่วยด้วยเพราะว่าคือการดูแลตัวเองเป็นการทำก่อนได้เปรียบดีกว่าเราไปทำตอนอายุมากๆ ฟิตเนสบ้าง เลือกอาหารทาน

l เทคนิคในการอยู่ในวงการนานๆ

คืออย่างแรกเลยต้องมีความรักงานแล้วก็อยู่ให้ถูกที่ ชีวิตคุณจะไปเจอใคร งานและคนจะสั่งสอนอบรมให้อะไรกับเราตรงนั้นเองสำคัญมากเลยนะเพราะว่าเป็นวิชาที่จะติดตัวเราไป แล้วหลังจากนั้นก็พัฒนาตัวเองเกี่ยวกับมุมมองหาความรู้ใส่ตัว ทุกคนชอบมองว่านักแสดงเต้นกินรำกินผมว่าการจะเป็นนักแสดงถ้าโง่ทำไม่ได้นะครับ ต้องใช้ความคิดใช้อะไรหลายๆ อย่าง เวลาเจอบทในแต่ละเรื่องเราก็ต้องไปหาความรู้ในแต่ละเรื่องมาเรื่อยๆ ไม่ได้มามุ่งที่จะดังอย่างเดียว งานของเราคือแค่ทำงานให้ดีเดี๋ยวอย่างอื่นมันก็เป็นไปตามธรรมชาติ ถ้ามีคนชอบเราก็แฮปปี้

มิน่า…ต้อมถึงอยู่กับงานที่รักอย่างมีความสุขได้ในทุกรูปแบบ เพราะมีหลักคิดบวก มองทุกอย่างสองด้าน ด้วยความเข้าใจ ฉะนั้นการใช้ชีวิตที่ว่ายากก็ง่ายนิดเดียว อยู่ที่การปรับตัวและเรียนรู้เปิดใจ

 

Star Retro : ‘แหม่ม-อลิษา’ ไม่ทุกข์กับสิ่งที่เป็น ขอเข้าครัวสร้างสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/261013

วันอาทิตย์ ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เป็นครั้งแรกของผู้เขียนสำหรับการพูดคุยเปิดใจกับ “แหม่ม-อลิษา ขจรไชยกุล” นักแสดงสุดแกร่ง ที่ไม่ว่าการพูดคุยนั้นจะเป็นประเด็นชีวิต สุขหรือเศร้าดราม่าสักแค่ไหน แต่กลับมีเสียงหัวเราะจากเธอแทรกตลอดการสนทนา “สตาร์เรโทร” สัปดาห์นี้เปิดพื้นที่ให้เธอได้เผยทุกซอกมุมของชีวิต

กับสิ่งที่ทำในตอนนี้?

หลักๆ คือเป็นแม่ค้าค่ะ ขายอาหารตามสั่ง งานละครมีบ้างประปราย ซึ่งก็ถ่ายทำปิดกล้องไปแล้วค่ะ กับการเป็นแม่ค้านี่ต้องยึดเป็นอาชีพเลย เพราะว่าเมื่อทางสายบันเทิงมันตัน ด้วยความใหญ่ของดิฉันเอง (หัวเราะ) เลยจำเป็นที่จะต้องเบนเข็ม อาหารตามสั่ง เมนูเราก็มีเกือบทุกอย่าง แล้วก็จะมีเมนูที่เป็นเอกลักษณ์ของเราเอง อย่างเช่น ไข่เจียวมหา’ลัย ซึ่งกินแล้วคุ้ม คือร้านเราจะเน้นกินแล้วคุ้ม จานใหญ่ดี ให้เยอะ อิ่มราคาถูก ลูกค้าเมื่อก่อนจะประปราย แต่ช่วงหลังพนักงานแบงก์จะมาเยอะ เที่ยงถึงบ่ายสองลูกค้าจะเยอะมาก ทำคนเดียวทั้งร้านค่ะ เด็กเสิร์ฟไม่มี ก็เลยจะเขียนป้ายบอกว่าทั้งร้านเราทำคนเดียวนะ ถ้ากินเสร็จแล้วช่วยเอาจานเอาแก้วน้ำไปวางไว้ในที่ที่เราจัดไว้ให้ด้วย ลูกค้าก็น่ารัก จะช่วยกันเก็บ โดยเป็นการแลกเปลี่ยน คือเราจะมีน้ำแข็งกับน้ำเปล่าไว้บริการฟรี

กิจวัตรประจำวันของแม่ค้าคนขยัน?

ไปจ่ายตลาดเองค่ะ ประมาณตีห้าก็ลงมาจัดร้านให้พร้อม แล้วตีห้าครึ่งก็จะไปตลาด ประมาณหกโมงถึงร้านมาเคลียร์ของสด พอสักเจ็ดโมงก็จะมานั่งกินกาแฟ ให้อาหารลูกสาวคือน้องหมา แปดโมงเริ่มขายค่ะ แล้วเราก็จะมีโต๊ะที่เอาป้ายไปติดไว้ว่าพร้อมขาย กี่โมงแล้วแต่ว่าวันนั้นจะพร้อมกี่โมง บางวันเจ็ดโมงครึ่งบางวันแปดโมง ทุกอย่างจะต้องชัดเจนสำหรับลูกค้า เพราะเราไม่อยากให้ลูกค้าเห็นเราหน้างอ ถ้าเรายังไม่พร้อม จะหยุดทุกวันเสาร์อาทิตย์ คือเป็นความตั้งใจของตัวเองเลยว่า ปีนี้จะหาความรู้ใส่ตัวเองเป็นหลัก คือทุกวันอาทิตย์จะไปเรียนทำอาหารเพิ่ม เอาใส่หัวไว้ก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยว่ากัน ด้วยความที่ค่าเรียนไม่แพง และมันเป็นสูตรที่บางทีเรารู้อยู่แล้ว แต่เราอยากได้เป๊ะ คือตัวเองเป็นคนที่ทำอะไรต้องเป๊ะ อยากจะเอามาพัฒนาอาหารที่เรามีอยู่ และอีกส่วนหนึ่งก็คือถ้ามันอยู่ตัวแล้ว ก็อาจจะยุบร้าน และออกตลาดนัดเอา สมมุติว่าเราโชคดี เรามีละคร เราเซ็ตได้ แต่ถ้าร้านเราหยุดไปเราก็จะเกรงใจลูกค้า

ความเป็นหญิงไทยและเสน่ห์ปลายจวัก ?

เป็นคนชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ คือที่บ้านจะเลี้ยงดูมาแบบโบราณ ลูกสาวจะต้องรู้ว่านี่ ใบกะเพรา นี่โหระพา นี่ใบแมงลัก เขาจะให้เป็นแล้วก็ไปต่อยอดเอาเอง เลยทำอาหารได้มาตั้งแต่เด็กๆ แต่ว่าไม่ได้แตกฉานเหมือนตอนนี้ คือปัจจุบันนี้เราก็ค่อยๆ เรียนรู้เอาชอบอะไรอยากทำอะไรก็ลองไปหาร้านกิน แล้วมาลองทำ กินไม่ได้ก็ทิ้งไป เราจะอาศัยการจำ อย่างถ้าอยากได้สูตรอาหาร บางทีเดินเข้าเซเว่นเปิดหนังสืออ่าน สักพักมันก็จะอยู่ในหัวหมด กลับมาถึงบ้านเราก็จะจดไว้ อาจจะเป็นเพราะว่ามันเป็นความชอบของเรามั้งคะ เลยทำให้เราเรียนรู้ได้เร็ว

ย้อนเส้นทางการเป็นแม่ค้า?

เริ่มค้าขายครั้งแรกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งมันไม่ใช่ร้านหรูหราเลย คือเป็นร้านข้างทาง เป็นบูธเล็กๆ หน้าตึกเช่ารายวัน วันละร้อย ขายสลัดผัก แล้วก็มาเป็นสับปะรดภูแล แล้วเขาก็จะมีเป็นฤดูกาล หน้านี้ร้อนมากไม่มีของ เราก็เลยลงทุนกัดฟันซื้อแก๊สปิคนิคขายข้าวไข่เจียว ที่ร้านเดิมค่ะ แต่เพิ่มเติมคือเรามีข้าวไข่เจียว พอหน้าร้อน เราก็มีน้ำผลไม้ปั่น เอาทุกอย่าง หน้าร้อนน้ำผลไม้ปั่นจะขายดีเลย ข้าวไข่เจียวก็จะได้ทุกวัน แล้วเราก็จะแตกไปว่าเป็นไข่เจียวประถมมัธยม มหา’ลัย ตั้งชื่อเมนูเป็นการดึงดูดใจลูกค้า เขาก็จะถามว่าไข่เจียวมหา’ลัยคืออะไร ก็จะบอกว่าฉันใส่ทุกอย่างที่มีในร้าน (หัวเราะ) ห้ามเลือกกิน ถ้ามหา’ลัยจะมาเลือกว่านั่นไม่เอาไม่ได้นะเดี๋ยวเคือง เราใส่หมดทุกอย่างที่มีแล้วแต่อารมณ์

หลากหลายกระแสจากเสียงวิจารณ์?

ขายทั้งน้ำตา บางคนก็ทักดี บางคนก็ทักแรง ไม่มีงานเหรอ ทำไมถึงมาขายอย่างนี้ แรกๆ ก็มีตอบโต้ ยอมรับเลย เพราะเราก็คือมนุษย์เนาะ ก็มีอารมณ์บ้าง แต่ว่าหลังๆ จะมองแล้วไม่รู้สึกอะไร เงียบ ช่วงนึงจะเก็บเอามาคิดมาก แต่ก็นึกซะว่ามันจะดีกว่าไหม ถ้าเราไม่ไปรบกวนคนรอบข้างเราเลย เราพยายามช่วยเหลือตัวเราเอง แล้วก็ตัดวงจรไม่กินไม่เที่ยวสังคมทุกอย่าง อะไรที่จะต้องใช้เงินตัดออกไป ก็เหมือนกับตีกรอบตัวเอง ส่วนเรื่องสุขภาพตอนนั้นก็โอเค มันจะมีแค่ปวดข้อ แล้วก็มาเจอความดันสูง แต่เรามีประกันสังคมค่าใช้จ่ายมันก็เลยโอเค คือเราไม่ต้องควัก เราก็ไปตามที่หมอนัด ไม่มีปัญหา ควบคุมทุกอย่าง จะมีบ้างปวดหัวตัวร้อนบ้าง แต่ถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อไม่มี

รู้สึกท้อกับการนำเสนอข่าวของสื่อที่บิดเบือนความเป็นจริง?

คือถามว่ามันลำบาก มันทุกข์ไหม มีค่ะ แต่ว่ามันไม่ได้ถึงกับต้องใช้คำว่า อเนจอนาถ จะบอกว่าไม่ให้สัมภาษณ์มานานแล้ว เพราะด้วยการจั่วหัวของสื่อบางสำนัก เราก็อยากให้เขาดูคนที่กำลังไปถามด้วย เพราะว่าโดยส่วนตัว แหม่มเป็นคนที่เวลาใครมาเจอ เราจะให้เขาเห็นในมุมที่ไม่ทุกข์ไม่ร้องไห้ให้เขาเห็น แม้ว่าเราจะขึ้นไปกอดหมาร้องไห้ มันก็คือภาพที่ไม่มีใครเห็น เพราะเรารู้ว่าคนที่เขามาคุยกับเรา เขาก็ทุกข์อยู่แล้ว เราต้องฮาใส่ จะบอกกับทุกคนว่าเจอฉันจะต้องมีรอยยิ้มนะ อย่างน้อยๆ ให้คนเกลียดเราน้อยลงคือเราก็เป็นมนุษย์ บางทีก็โมโห บางทีพาดหัวข่าวแล้วเพื่อนหรือว่าคนที่รู้จักเขาก็จะเข้ามาถามว่า ทำไมเขียนแรงจังเลย ชีวิตอลิษาอเนจอนาถต้องขายข้าวแกงขายอาหารตามสั่ง เราไปบอกทุกคนไม่ได้ เลยแก้ปัญหาด้วยวิธีการ ดูหัวหนังสือ ดูผลงานเขา ถามว่าเราอยากเป็นข่าวไหม บางทีมันก็ดี เพราะว่าก็มีแฟนคลับที่ยังอยากเห็นเราอยู่ว่าเป็นยังไงบ้าง ซึ่งหนังสือพิมพ์แนวหน้าก็บอกผ่านมาทาง “หล” ที่เป็นน้องรัก และรู้จักกันมานาน เราก็เลยโอเค ยอมที่จะมาคุยในวันนี้ อยากให้เป็นแนวสู้ๆ เพราะว่าคนยุคนี้ มีความเปราะบางของอารมณ์ สังคมต้องการกำลังใจ คือมองมุมมองในแง่ดี เขาอยากจะช่วยเรานะ แต่ว่าด้วยที่ที่เราอยู่การมาให้ความช่วยเหลือมันจะน้อย ตอนนี้โลกโซเชียลมันเยอะ เราอาจจะไม่ได้แฮปปี้สุดๆ แต่เราก็ใช้ชีวิตให้อยู่เป็น กับสภาวะที่เราเป็นอยู่ อะไรที่มันจะทำให้เราต้องกลับไปทุกข์ หลีกเลี่ยงได้ก็หลีกเลี่ยง เมื่อก่อนมีร้อย ใช้ร้อยห้าสิบ เดี๋ยวนี้มีร้อยใช้สักห้าสิบ เก็บไว้ เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เราจะป่วย ถึงแม้ว่าเราจะมีอะไรมารองรับ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะเยอะหรือจะน้อยมันเหมือนกับว่าทุกอย่างมันสอน เป็นสเต๊ปอายุจนวันนี้เลขห้าแล้ว ถ้ายังคิดอ่านไม่ได้ มันก็ไม่ไหวจะให้ความสุขกับตัวเองคือเดือนละสองพัน เราจะทำอะไรก็ได้ แต่อีกแปดพันอย่าไปยุ่งกับเขานะ

ย้อนวันวาน กับอาชีพ ในฝัน ?

อยากเป็นดารา อยากเป็นแอร์โฮสเตส แล้วก็อยากเป็นนางงาม ซึ่งที่เอ่ยมานั้นยังไม่ได้เป็นแอร์เท่านั้น เพราะว่าหูเสีย ซึ่งการที่ได้มาเป็นนางงามนั้นก็เพราะว่าน้า (คุณชาญ ขจรไชยกุล) ทำร้านเสริมสวย แล้ววันนั้นนางงามขาด หันมาเห็นหลานตัวเอง ตอนนั้นอยู่ที่ศรีราชาก็เลยจับเราให้แต่งตัวขึ้นเวทีประกวดได้ก็ได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่เวทีแรกก็ได้ตำแหน่งเลยนะได้ที่ 2 อายุตอนนั้นก็ยังสิบกว่าเอง ประมาณ ป.5 ป.6 แต่ด้วยความที่เราเป็นลูกครึ่ง เราก็เลยดูโตเป็นสาวกว่าเพื่อน เราเองก็ไม่ได้หวังอะไรหลังจากนั้นก็เดินสายไปเรื่อย ได้รางวัลติดมือกลับมาบ้างไม่ได้บ้าง เรียกว่านางงามร้อยเวที ถ้าเอาถ้วยรางวัลมาทำรั้วบ้านนี่คือได้นะ (หัวเราะ) ได้ตำแหน่งมาเป็นร้อยเวที รางวัลใหญ่ๆ ก็มีนางงามวิสุทธิกษัตริย์ และเวทีใหญ่ที่ได้ไปคือ มิสเวิลด์ นางงามโลก ซึ่งปีนั้นบ้านเราเขาไม่จัดประกวด ก็เลยสุ่มนางงามจากเวทีต่างๆ ก็ได้ไปประกวดที่ประเทศอังกฤษ ร้องไห้ตลอดน้าต้องออกตั๋วเครื่องบินเอง เพื่อตามไปดูเรา และแต่งหน้าให้ เพราะว่าภาษาเราก็ไม่ได้ ก็เป็นประสบการณ์ที่มีความสุขนะ แม้ว่าจะไม่ได้ตำแหน่งอะไรเลย คิดถึงช่วงเวลานั้นทีไรก็รู้สึกมีความสุข ที่ว่าน้อยคนจะมีโอกาสได้ไปแบบนี้ แล้วหลังจากนั้นเวทีต่อไปทางจังหวัดเขาก็ให้ลงประกวดนางสาวไทยปี “สาวิณีปะการะนัง” เราก็ไม่อยากลงหรอกเพราะรู้สึกว่าเราชนเพดานแล้ว แต่เขาให้ลงในนามจังหวัดชลบุรี ก็ผ่านเข้าไปถึงรอบ 10 คนสุดท้ายสวยสุดที่คัดทิ้ง (หัวเราะ) ปีนั้นคือเขามีประเด็นกัน

อีกหนึ่งอาชีพที่ได้ทำฝันให้เป็นจริง ?

คือไปเห็น “พี่จิ๋ม” (มยุรฉัตร เหมือนประสิทธิเวช)เขาประกาศรับสมัครนางเอกใหม่ เราก็เขียนประวัติส่งเข้าไป เขียนไม่มากแค่ 5 บรรทัดเอง แล้วพี่จิ๋มก็มาพูดตอนหลังว่าอยากเห็นหน้าเพราะว่าเขียนสั้นมาก คนอื่นเขามากันกระดาษ A4 สี่หน้าบรรยายสรรพคุณตัวเองกัน แต่ดิฉันมาแผ่นเดียวแล้วรูปสองใบ หลังจากนั้นพี่จิ๋มก็ให้ลงละครเรื่อง เบญจรงค์ห้าสี นางเอกมีห้าคนพี่ตุ๊ก-เดือนเต็ม, พี่ตั๊ก-มยุรา, พี่จุ๋ม-อุทุมพร, พี่อี๊ด- ดวงใจ แล้วก็เรา เรื่องนี้ถือเป็นการแจ้งเกิดในฐานะนักแสดงเลย ทุกคนจะเรียกเราว่า “พวงแสด” ห้าคนเราเป็นน้องเล็กโดยสี่นางเอกช่วยดันเรา คือสมัยก่อนสี่ท่านบิ๊กบึ้มมากนะ แหม่มไม่มีคู่ขวัญค่ะ เล่นไปหลากหลายมาก นก-ฉัตรชัย, เกม-สานติ, เป็นหนึ่ง ไชยชิต แต่ว่าคู่ที่ฮอตที่สุดก็น่าจะเป็นกับ พี่ตู่-นพพล เรื่อง “หัวใจสองภาค” ช่อง 7 ดังมาก

ชีวิตการเป็นนักแสดง เหมือนที่ฝันไว้ตอนเด็กไหม?

เราก็ไม่เคยมีความคิดว่าวงการมันจะเป็นยังไงนะอาจจะเป็นมโนของเด็กวัยรุ่น แต่จริงๆ แล้วการต่อสู้มันสูงมาก ต้องแข่งขันทุกอย่าง การแข่งขันอย่างแรกเลยคือรูปร่าง ห้ามอ้วน เพราะว่าคนไทยเราจะดูหุ่นรูปลักษณ์เป็นสำคัญ แต่ฝรั่งเขายิ่งแก่ จะยิ่งแพง ยิ่งมีค่ายอมรับว่าตอนที่เป็นดาราเราต้องพยายามควบคุมหุ่นตัวเอง มันก็เลยไปถึงยาลดน้ำหนัก ทำให้มีผลต่อสุขภาพ เพราะกินมาอย่างต่อเนื่องและยืดยาว ส่งผลในเรื่องของน้ำหนักเยอะ แต่ว่าเรื่องโรคภัยไม่เยอะ

ผลงานการแสดงเรื่องล่าสุด ?

มีเรื่อง “คุณย่าดอทคอม” ทางช่องทรูฟอร์ยูเล่นเป็นคุณย่าที่ธรรมะธัมโม คอยให้คำปรึกษาลูกหลานรอบข้าง เป็นการทำงานที่สนุกสนาน เจอนักแสดงรุ่นใหญ่หมดเลย เจอคนที่แบบเราอยู่วงการนี้มา 20 กว่าปีแต่เราไม่เคยเจอ อย่าง คุณสุพรรษา เนื่องภิรมย์,พี่ตุ๋ย-นวลปรางค์, พี่จิ๊ก-เนาวรัตน์ หรือ ดี้-ปัทมาที่ก็เจอกันบ้าง ซึ่งทุกคนน่ารักหมด งานละครตอนนี้ก็คือมีบ้างประปราย จริงๆ เราก็อยากจะให้มันเป็นอาชีพหลักนะ แต่ว่าผู้จัดเขาไม่หลักกับเรา เขายังคงซึ่งคาแร็กเตอร์ต้องผอม ก็เลยคิดว่างั้นก็แล้วแต่เวรแต่กรรมแล้วกัน แต่ว่าเราก็ยังคงมีร้านอาหารที่ทำอยู่ (แอบน้อยใจบ้างไหม ?) มีบ้างนะ ถ้าจะบอกว่าไม่เลย ก็ไม่ใช่ มีบ้างที่ว่าทำไมไม่มองเราที่ความสามารถ ทำไมไม่ให้โอกาสล่ะ แต่อยู่ตรงนี้และเวลามีการติดต่อเข้ามา เราก็จะบอกว่าเราไม่ผอมนะคะ บอกก่อนเลย มาดูตัวจริงไหม เพื่อความสบายใจของทั้งสองฝ่าย คือเราก็ไม่แฮปปี้ที่เวลาไปกองแล้วจะต้องมาโดนเหน็บโดนว่า เพราะว่าเป็นคนที่มีความอดทนมากขึ้น แต่ถ้ามันถึงจุดนึงก็จะไม่ทนจะสวนเลยนะ ไม่สนเลยว่าคนที่พูดอยู่เล็กหรือใหญ่ เพราะเรารู้สึกว่านี่คือสิทธิ์ ไม่เป็นไรค่ะเพราะดิฉันอ้วน สวยและรวยมาก(หัวเราะ)

อยู่คนเดียวมันเหงานะ?

ก็ผู้ชายบอกว่าถ้าผอมเมื่อไหร่แล้วเขาจะมาก็เลยบอกว่าถ้าฉันผอม ฉันก็ไม่เลือกคุณหรอก (หัวเราะ)รู้สึกว่าคนเราถ้ามันรักที่เปลือก คุณก็ได้เปลือกคุณอย่าลืมว่ามันคือสังขาร มีคนพูดแบบนี้เยอะ ล่าสุดมาเจอกัน พูดแล้วก็หายไปเลย ดิฉันก็ไม่ได้สนใจลบทุกอย่างออกไปเลยค่ะ ถามว่าเหงาไหมมันก็แอบมีเหงาบ้างแหละ มีนั่งร้องไห้คิดว่าทำไมชีวิตเราเป็นแบบนี้นะแต่พอต้องมานั่งเลี้ยงน้องหมา มันก็หมดเวลาคิดแล้ว อยู่คนเดียวมี “ไข่เจียว” เป็นเพื่อนก็มีความสุขในแบบเราเองแล้วค่ะ ลูกสาวชื่อไข่เจียวค่ะน่ารักไหม คือทุกอย่างถ้าเราคิดเป็น อ่านเป็น เข้าใจในชีวิตมากขึ้น มันจะมีความรู้สึกว่าถ้าตรงนี้เราทำแล้วเรามีความสุขใครจะมองยังไงไม่รู้ เราพอแค่นี้ ความรัก การมีแฟน เราก็ผ่านมาหลายรูปแบบ เมื่อไม่ใช่ก็ให้มันผ่านไปถามตัวเองว่าแล้วจริงๆ ชีวิตคืออะไร ชีวิตเรามันจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ อยู่ตรงนี้ก็หาเอง ใช้เอง และเผื่อเก็บไว้ยามแก่ เพราะว่าเราไม่มีลูก ถ้าไปอยู่กับหลานก็ไม่รู้ว่าใครจะเลี้ยง ก็คิดไปว่าก็บริจาคร่างสิคะ เป็นอาจารย์ใหญ่ ซึ่งกำลังจะคุยกับแม่ค่ะ แต่ก็แอบกลัวนะว่าถ้าเราบริจาคไปแล้ว เขากำลังจะผ่าหัวเข่าแล้วเราลุกขึ้นมาล่ะ เราเจ็บนะ (หัวเราะ) เพราะเป็นคนที่กลัว

เป้าหมายในอนาคตอันใกล้นี้ ?

ก็ว่าจะลดน้ำหนักให้ได้ ลองดูอีกสักรอบนึง อยากเล่นละครอีกสัก 3-4 เรื่อง เพื่อมันจะได้บ้านหลังเล็กๆ หลังนึงที่ศรีราชา แล้วก็จะกลับไปอยู่ที่นั่น คือในตรงนั้นเป็นที่ของพี่สาวเราอยากจะไปเปิดร้านอาหารเล็กๆแล้วทำกันพี่ป้าน้าอา แต่เราต้องมีเงินไปลงตรงนั้นก่อน และเราต้องสร้างบ้าน เพราะเรามีหมาจะไปอยู่รวมกับใครก็คงจะไม่ได้ ณ เวลานี้ร้านอาหารที่เป็นอยู่ถ้าเราไปเรียนทำอาหารเพิ่ม เราก็จะได้เปลี่ยนแนวได้อย่างที่บอกในตอนต้นค่ะ ส่วนงานละครถ้ามีผู้จัดท่านใดสนใจ ก็ติดต่อเข้ามาได้ แต่ว่าดิฉันอ้วนนะ มันจะได้สบายใจกันทั้งสองฝ่าย เราไปกองเราก็เต็มร้อยอยู่แล้ว

ความในใจที่อยากจะบอก?

ก็จะมีแฟนคลับส่วนหนึ่งที่ยังตามกันในหน้าเฟซบุ๊ค แล้วก็แฟนเพจของคนรักหมา ก็ขอบคุณทุกกำลังใจนะคะ เราก็พยายามเอาสิ่งดีๆ กำลังใจดีๆ คำพูดดีๆ มาใส่ตัวเอง บอกตัวเองทุกวันว่าสู้ๆ และอยากให้แฟนคลับทุกคนสู้ๆ เหมือนกัน ถ้าอยากจะมาเจอกันก็มาได้ที่เมืองทองธานี คอนโดเมืองทองตึกไพลิน 2 แต่ว่าเก็บเร็วนะคะ บ่ายสองครึ่งพับโต๊ะค่ะ ไม่ใช่หมดนะแม่ค้าเหนื่อย ชื่อร้านแหม่ม ลิษา และอยากจะฝากว่า ณ ปัจจุบันนี้กำลังใจเป็นสิ่งที่ดีการซ้ำเติมควรจะหยุดนะ บางทีมันทักแล้วไม่รู้จะทักอะไรก็ไม่ทักดีกว่า อย่างเรื่องรูปร่างที่บางทีเราได้ยินเยอะๆ ประเด็นที่มันฝังอยู่กับตัวเองมากที่สุดในตอนนี้คือเรื่องอ้วน แต่ว่าไม่เอามันมาทุกข์ ก็อยากให้ทุกคนมองไปข้างหน้า แล้วให้คิดว่าที่เขาเป็นอยู่ปัญหาของแต่ละคนเขาก็ทุกข์อยู่แล้ว อย่าไปใส่ให้เขาอีกเลย สู้ๆ กับชีวิตกันดีกว่า เพราะสังคมทุกวันนี้เปราะบางมาก

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : ครอบครัวบันเทิงอารมณ์ดี “โก้-คุณากร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/259911

วันอาทิตย์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

“โก้-คุณากร เกิดพันธุ์” นักแสดงหนุ่มใหญ่ ที่โลดแล่นอยู่ในเส้นทางสายบันเทิงมากว่า 25 ปี ด้วยหัวใจที่รักในการแสดง ส่งต่อมาสู่ลูกไม้ใต้ต้นอย่าง “นนนกรภัทร์” ขวัญใจวัยรุ่นที่กำลังมาแรงในขณะนี้ สตาร์เรโทรสัปดาห์นี้พาทุกท่านไปร่วมย้อนวันวานความประทับใจและแง้มประตูบ้านเข้าไปค้นทุกซอกมุมอันอบอุ่นของบ้าน เกิดพันธุ์

“ผมยังคงมีงานแสดงเรื่อยๆ คือพอลูกโตขึ้นเราก็เริ่มมารับงานละครได้แล้ว ที่เพิ่งถ่ายจบไปก็คือโปรเจกท์เอส ของนาดาว และ รักกันพัลวัน ทางช่อง 3ช่วงนี้คือรับเล่นละครอย่างเดียวเลยครับ มันอาจจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ไปทำงานประจำเป็นทีวีดาวเทียมช่อง Hit Station เป็นผู้อำนวยการสถานีอยู่ประมาณ 2-3 ปี แต่พอทำไปสักพักเริ่มรู้สึกว่าเราไม่เหมาะกับงานประจำ”

มุ่งมั่นมาทางสายงานบันเทิงตั้งแต่วัยเด็ก

เป็นคนที่ชอบการแสดงมาตั้งแต่ตอนเรียนมัธยมแล้วครับ คือเราก็ใฝ่ฝันอยากจะเรียนการแสดง ได้ไปสมัครไปเทสต์หน้ากล้องแล้วก็ได้รับการคัดเลือกเป็นนักเรียนการแสดงช่อง 3 ตอนเรียนก็เป็นคนที่ชอบทำกิจกรรมทำพิธีกร ดีเจ ทำอะไรที่มันเกี่ยวกับการสื่อสารการพูดจา อยู่ฝ่ายโสตฯ ของโรงเรียน จัดวิทยุตามสาย แล้วมันเป็นช่วงจังหวะพอดีที่เรามาแคสติ้งแล้วเราก็ได้

เรื่องเล่าวันวานสุดประทับใจกว่าจะมาถึงวันนี้

ผมเป็นนักเรียนการแสดงช่อง 3 รุ่นเดียวกับ “ชุดาภา จันทเขตต์” แล้วก็ได้รู้จักคนนั้นคนนี้เขาก็พาไปแคสงานโฆษณา จนมีโฆษณาชิ้นแรก คือครอบครัวคลินิกเล่นกับ “บี-วัลวิภา” เป็นโฆษณาที่ลักษณะเล่าเรื่องและมีตอนต่อไป หลังจากนั้นทางกันตนาก็เรียกเข้าไปเล่นละคร ถือว่าเราเกิดจากทางกันตนา โดย “พี่สุ” (สุชีรา กัลย์จาฤก)ที่เป็นคนเอาเราเข้าไปเล่นละครตั้งแต่ สุดแต่ใจจะไขว่คว้า,กำลังใจ ก็เล่นมาเรื่อยแล้วที่เป็นที่รู้จักของคนมากหน่อยคือจากเรื่อง ทายาทอสูร เวอร์ชั่น “พี่เหมียว-ชไมพร”แล้วกันตนาก็มีละครป้อนให้เรื่อยๆ จนมาเรื่องที่บูมที่สุดน่าจะเป็นเรื่องลอดลายมังกร เวอร์ชั่นแรก

ผลงานที่ถือเป็นที่สุด

ก็น่าจะเป็น ทายาทอสูร เพราะว่าถือเป็นการแจ้งเกิดเราด้วย สมัยก่อนละครเรื่อหนึ่งจะมีคนเล่นแค่4-5 คน ไม่เหมือนสมัยนี้ที่ดารา 20 กว่าคนเรื่องหนึ่ง (บทบาทที่ท้าทายที่สุด) ก็ต้องเป็น ลอดลายมังกร เพราะว่าเป็นเรื่องของความโตขึ้นบทหนักขึ้นมีปฏิสัมพันธ์กับตัวอื่นเยอะมากขึ้น แต่ว่าเราก็ไม่มีคู่จิ้นคู่ขวัญนะของกันตนาเขาจะมีนักแสดงเยอะเราก็จะเวียนกันไปเรื่อย สลับมาเจอคู่บ้าง แล้วเมื่อก่อนมันจะมีละครที่เป็นแบบละครตอนเดียวสองตอนก็เป็นพระเอกในตอนนั้นจะจับคู่กับนางเอกคนนั้นคนนี้หมุนเวียนกันไป แต่ถ้าถามว่าเพื่อนสนิทในวงการมีใครบ้างก็สนิทกันหมดเลยครับ “อั๋น-ศิรคุปต์” “นุ่น-รุ้งทอง” “พี่ต้น-อธิวัฒน์” “นิออน-อิสรา”“กันตา ดานาว” แล้วอีกกลุ่มก็จะเป็นทางช่อง 3 “ชุดาภาจันทเขตต์” ก็ยังติดต่อสื่อสารกันอยู่เรื่อยๆ ยิ่งแก่ยิ่งเจอกัน(หัวเราะ) ยิ่งช่วงนี้เรายิ่งอยากเจอะเจอเพื่อนก็จะมีนัดเจอกันบ่อยหน่อย

พักงานแสดงเพื่อสร้างครอบครัว

ก็เล่นละครมาเรื่อยๆ จะมาเบรกไปก็ตอนมีครอบครัว ตอนปี 2543 คือต้องมาช่วยภรรยาเลี้ยงลูก เราก็ตั้งใจว่าจะดูแลเขาเอง เลยปลีกตัวออกมาจากงานแสดง แล้วมาทำพวกร้านขายของทำบริษัทไม่ได้ติดต่อผู้จัดเพื่อนฝูงเลย ไม่ได้นึกว่าเราจะเสียโอกาสตรงนี้ เมื่อก่อนมันก็ไม่ค่อยมีใครนึกหรอกว่าจะทำงานในแวดวงบันเทิงให้เป็นงานถาวร หรือว่าเป็นงานหลักตลอดชีวิต คือพอถึงวันหนึ่งมันก็เฟดตัวเองออกไปตามจังหวะที่มีคนใหม่เข้ามา บวกกับว่ามีโอกาสได้ทำพิธีกรเป็นพวกเกมโชว์อยู่หลายรายการ นอกจากนี้ก็ยังมีงานพิธีกรตามงานอีเวนท์อีก ซึ่งงานจะเยอะมากเป็นงานที่ทำภายในวันเดียวแล้วมันจบ ไม่ได้เหมือนเล่นละครที่ต้องต่อเนื่องยาวนาน เราก็รู้สึกว่ามันดีนะเพียงแต่ว่ามันไม่ได้ออกทีวี.เท่านั้นเอง และช่วงนั้นอาจจะเป็นช่วงที่ไม่มีบทสำหรับเราด้วยมั้ง คือจะวัยรุ่นก็ไม่ได้ วัยทำงานก็ไม่ได้ จะเป็นพ่อก็ยังไม่ได้ จังหวะทุกอย่างมันพอดี พอมามีครอบครัวที่ต้องดูแลหรือว่างานทีวีดาวเทียมที่เราจะต้องดูแล ก็เลยเหมือนกับว่าลงตัว

ย้อนเส้นทางความรัก

กับภรรยา (พูนสุข เกิดพันธุ์) เจอกันตอนที่ทำรายการวิทยุ เขาเป็นทีมงานอยู่ในสถานี ซึ่งช่วงต่อจากพิธีกรมันก็นำพาเราสู่วิทยุ ได้ไปทำรายการเลยรู้จักกันและคบกันมา อยู่วงการทีวี.เล่นละครก็ไม่ได้คบใครในสายงานนี้ คือส่วนมากทำงานแล้วก็แยกย้ายกันไป มีคุยๆ กันอยู่บ้างแต่ว่าไม่ได้เจริญเติบโตไปจนถึงเป็นคู่กัน ช่วงนั้นก็มีข่าวกับคนนั้นคนนี้บ้าง สนิทกับใครไปเที่ยวกับใครก็มีเป็นข่าวกันเหมือนสมัยนี้แหละ แต่สมัยนู้นไม่มีปาปาราซซี่ไม่มีใครไปตามถ่ายรูป กับหนิงก็คบหากันประมาณสัก 2 ปี เราก็แต่งงานสร้างครอบครัวร่วมกัน แล้วก็มีลูก 2 คน

วางอนาคตให้ลูกๆ เดินตามสายงานบันเทิงไหม

ไม่ครับ ก็มีแต่แม่เขานั่นแหละคือเราก็เลี้ยงดูเขาตามปกติ เห็นความน่ารักของเขา แล้วพอดีช่วงนั้นคุณแม่เขาก็จะพาลูกไปนู่นไปนี่แล้วไปเจอโมเดลลิ่ง เขาเห็นน้องน่ารักดีอยากเอาน้องไปถ่ายโฆษณา “นนน” (กรภัทร์เกิดพันธุ์) เริ่มถ่ายโฆษณาตั้งแต่เป็นเด็กยังใส่ผ้าอ้อมประมาณ 9 เดือนขวบหนึ่ง เราเองก็ไม่ได้ขัดเพราะว่าถ้าน้องเขาสนุกกับงานคือไปแล้วไม่เป็นภาระใคร แต่ว่านี่ไปแล้วเขาสนุก คนเอาเขาไปทำงานก็สนุกเลยไม่มีปัญหาอะไร เราก็เลยมีความรู้สึกว่าพอเขาให้ความร่วมมือในการทำงานก็แสดงว่าน่าจะเป็นที่ต้องการของคนอื่น นนนก็เลยจะมีผลงานมาตั้งแต่เด็กจากถ่ายภาพนิ่ง เริ่มโฆษณาชิ้นแรกก็ถ่ายกับแม่เขา เพราะทีมงานก็กลัวน้องจะไม่เล่นกับคนอื่นเลยให้แม่เล่นด้วย แล้วจนมาโฆษณายูบีซี ซึ่งตอนนี้ก็เป็นทรูวิชั่น คือเราก็ได้ถ่ายทั้งบ้านเลยพ่อแม่ลูกก็อีกเหมือนกันคือเขาอยากได้ลูกเล่นแต่ก็กลัวว่าลูกจะไม่เล่นก็เลยเอาพ่อ-แม่ไปถ่ายด้วย (หัวเราะ)

ลูกทั้ง 2 คน ทราบไหมว่าคุณพ่อเป็นนักแสดง

ตอนเด็กๆ เขาจะรู้สึกว่าทำไมมีคนรู้จักพ่อเยอะจัง คนในวงการที่เขาเห็นในทีวี.ทำไมรู้จักพ่อเราด้วยเหรอ พ่อรู้จักเขาได้ยังไง ทำไมพ่อรู้จักคนที่เป็นดาราคนนั้นคนนี้ด้วย คือเขายังไม่รู้ว่าเราเคยเป็นนักแสดงมาก่อน เขาก็สงสัย บางทีดาราคนนี้คนนั้นเป็นเพื่อนพ่อด้วยเหรออะไรแบบนี้ครับ

การที่ลูกมายืน ณ จุดนี้ คุณพ่อมีส่วนผลักดันแค่ไหน

เขามาด้วยตัวเขาเองด้วยศักยภาพของเขาครับ คือเมื่อก่อนเวลาที่เราไปเจอใครก็มีแนะนำบ้างว่าลูกชาย แต่ก็ยังไม่มีใครเห็นแววในตัวเขาเลย เขาก็เป็นเด็กตัวเล็กๆ แม้แต่โฆษณาก็ยังต้องได้รับการคัดเลือกจากลูกค้า เป็นไปตามขั้นตอนของการทำงานเลยครับ ไม่มีใครที่จะแบบเฮ้ย..นี่ลูกคุณากรเอาไปเล่นสิ มันไม่ใช่ แต่ว่าคือคาแร็กเตอร์ต้องตรงกับสินค้า ต้องเล่นได้ ลูกค้าต้องยอมรับ ซึ่งทางลูกค้าเขาก็ไม่รู้จักหรอกว่าโพรไฟล์ของเด็กคนนี้เป็นใครมาจากไหน ความเป็นลูกเราไม่ได้มีผลต่อการถ่ายโฆษณาใดๆ ทั้งสิ้น แล้วยิ่งเขาโต เราก็ยิ่งไม่มีได้แนะนำอะไรเขา มันเป็นธรรมชาติของพ่อลูก ยิ่งเป็นลูกชายเขาก็จะฟังจากคนอื่นๆ ซึ่งเราก็ต้องการอย่างนั้น เพราะว่าลักษณะการทำงานของเราเมื่อก่อนกับสมัยนี้ที่เป็นซีรี่ส์ มุมมองการเล่นมันไม่เหมือนกันเลย ก็ปล่อยให้เขาเรียนรู้จากแนวใหม่ๆ จากผู้กำกับแต่ละเรื่องที่เขาได้ร่วมงาน

ลูกสาวคนเล็กก็ฉายแววตั้งแต่เด็ก

“นนนี่” (พิชชาภรณ์ เกิดพันธุ์) เขาถ่ายโฆษณาตอนที่เล็กกว่านนนอีกนะ คือคุณแม่เขาพาไปประกวดในหนังสือรักลูกมาตั้งแต่เป็นเบบี้เลย แล้วพอมางานโฆษณาก็อย่างที่บอก พอลูกค้าอยากได้นนนก็อยากได้น้องของนนนด้วย แล้วกลัวจะเล่นไม่ได้ก็เลยใช้เด็กในบ้านเดียวกันซะเลย คุณแม่เขาจะพาไปแคสงานเหมือนกันเขาก็ได้มาบ้าง และเขาเล่นละครมาก่อนนนนอีกเป็นละครของหน่วยราชการ เวลาพาลูกไปทำงานก็จะเป็นหน้าที่ของแม่เขา เพราะว่าตัวเราเองก็ทำงานของเรา

ครอบครัวอบอุ่นสบายๆ ไม่เน้นวิชาการ

เราห่วงเขาเรื่องสังคมเรื่องการคบหาผู้คน แต่ว่าตัวลูกเราค่อนข้างมั่นใจเพราะว่าเราเลี้ยงมาด้วยตัวเอง คือเราเลี้ยงเขาแบบสบายๆ ไม่ได้เคร่งเครียดเรื่องวิชาการ ให้เขาทำในสิ่งที่เขาถนัดมากกว่าที่จะไปจับเขาใส่ แล้วเราก็ดูจากตัวเขาว่าอยากได้อะไรไม่ว่าจะเป็นดนตรี ศิลปะ วิชาการก็สนับสนุนไป และเราก็ไม่ได้มาสตริ๊กเขามากว่าจะต้องเรียนดีวิชาการเด่น เอาที่เป็นความสุขเขา บ้านนี้ก็เลยตกลงกันว่าจะไม่ให้ลูกเรียนพิเศษ ส่วนเวลารับงานก็ต้องดูที่นอกเหนือจากเวลาเรียน ไม่ห่วงเรื่องการแบ่งเวลา ลูก 2 คนเขารักและเป็นพี่น้องที่สนิทกันมากครับ เนื่องจากว่าเราอยู่ด้วยตลอดสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวไปไหนมาไหนด้วยกัน เขาก็มีทะเลาะกันบ้างเป็นธรรมชาติพี่น้องแหย่กันทะเลาะกัน แต่ว่าเขาก็มีความรักความห่วงใยกัน ถ้าพ่อ-แม่ไม่ได้อยู่ด้วยเขาจะดูแลกันและกันได้ดีมาก

อนาคตของลูกๆ

เป้าใกล้ๆ ก็ให้จบปริญญาตรีจะจบสาขาไหนก็ได้คือให้เขามีวิชาความรู้ไว้เพื่อพัฒนาตัวเองต่อไปในอนาคต คือไม่อยากให้ทิ้งการเรียนแม้ว่าจะมีงานแสดงแล้วก็ให้ทำควบคู่กันไป จะบอกเขาอยู่ทุกวันว่าตรงนี้มันค่อนข้างฉาบฉวยเราบอกไม่ได้หรอกว่าวันไหนความนิยมของเราจะตกไป แต่สิ่งที่เป็นวิชาความรู้มันอยู่นาน สามารถทำให้เรามีอนาคตได้อย่างชัดเจนผมไม่ได้ตามใจเขานะคือจะดุเหมือนกันในการเลี้ยงลูกต้องมีระเบียบวินัยในการใช้ชีวิตเขาจะมีตารางอยู่ในตัวเขาเองโดยที่เขาก็ไม่รู้ตัวคือจะนอน 2 ทุ่ม มันก็เลยส่งผลทำให้เขาตัวสูง ที่บ้านคือสองทุ่มปิดไฟนอนกันแล้วพ่อ-แม่ก็ต้องทำให้เป็นแบบอย่างด้วย

แอบปลื้มทุกครั้งที่มีคนชื่นชมลูก

รู้สึกดีครับแอบยิ้มดีใจที่มีคนสนใจเขา ตอนนี้นนนเขาก็อยู่กับทางgmmtvก็น่าจะตรงกับกลุ่มอายุของเขามากที่สุด ที่นี่รักน้องและเห็นศักยภาพของน้องที่จะเอาไปต่อยอดทำนู่นทำนี่ได้ ในส่วนของบทบาทที่เขาได้รับตอนนี้ก็คือเหมาะสมกับเขายังเป็นอะไรใสๆ น้องยังเรียนมัธยมตัวผู้จัดเองก็น่าจะรู้ว่าน้องไม่เหมาะที่จะไปใส่อะไรที่มันเป็นเกี่ยวกับเรื่องเพศ

ช่วงนี้คุณพ่อเนื้อหอมไม่เบา

ครับตอนนี้ทางช่องวันก็เพิ่งจะนำละครเก่ามาออกอากาศอีกครั้ง อย่างเรื่องบัลลังก์เมฆ ร้อยเล่ห์เสน่ห์ร้าย แล้วก็เพื่อเธอ เลยทำให้ตอนนี้เดินไปไหนมาไหนมีคนทักเยอะขึ้น แล้วบางครั้งเราไปกับลูกกับนนนเนี่ย ก็จะมีคนเข้ามาทักเรา บางคนรู้จักพ่อไม่รู้จักลูกบางคนไม่รู้จักพ่อรู้จักลูก (หัวเราะ) เพราะว่าคนละรุ่นกันล่าสุดไปต่างจังหวัดแม่ค้าส้มตำจำพ่อได้กรี๊ดพ่อนนนงงเลย แม้ว่าเราจะไปๆ มาๆ สำหรับงานละครแต่ว่าก็ยังมีคนจำเราได้ก็รู้สึกดีนะครับ เหมือนว่าเราได้อานิสงส์จากงานเก่าที่เรามีคือ ลอดลายมังกร และทายาทอสูร ซึ่งเป็นเรื่องที่คนดูยังจดจำเราได้มาก

วงการบันเทิงในวันนี้กับวันวาน

ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัดเลยคือจำนวนคนที่มีอยู่ในวงการนะครับ สมัยก่อนมีไม่กี่คนเป็นครอบครัวเล็กๆ สมัยนี้เกิดเร็วตายเร็ว มันก็อยู่ที่การวางตัวการเป็นคนที่น่ารักในการทำงาน เรื่องความรับผิดชอบเป็นสิ่งที่สำคัญทุกยุคทุกสมัย สมัยนี้เกิดยากตายง่าย เกิดยากเพราะว่าคนมีเยอะการที่เราจะเด่นขึ้นมานั้นมันยากนะ แต่พอขึ้นมาแล้วจะไปตอนไหนก็ไม่รู้นักแสดงสมัยก่อนเราจะเห็นตัวอย่างได้จากหลายคนที่ยังคงมีงานอยู่อย่างต่อเนื่องด้วยการรักษาคุณภาพและความรับผิดชอบของเขา

รักในเส้นทางบันเทิงสายนี้

25 ปี บนเส้นทางสายบันเทิง สิ่งที่ได้ก็คือสังคมได้ประสบการณ์ได้ข้อคิด ได้วิธีการดำเนินชีวิตจากผู้คนที่รักใคร่กันอยู่ในความเป็นพี่น้องที่อยู่ในวงการนี้มันเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ เราไม่สามารถอยู่ในสังคมไหนได้ด้วยตัวเองแล้วรอดปลอดภัยมาถึงยี่สิบกว่าปีได้ ถ้าเราไม่มีคนที่เรารักหรือว่าคนที่รักเราเกื้อหนุนจุนเจือเจอแต่เราโชคดีที่มาอยู่ในอาชีพนี้ที่เรารักและชอบแล้วก็มีคนที่รักเป็นห่วงเป็นใยเราเยอะมากๆ เลยรู้สึกว่านี่แหละคือสิ่งที่เรามีความสุขอยู่กับอาชีพนี้ได้ แม้ว่าจะไม่ได้มีเงินมีรายได้มากมายเป็นล้านเหมือนเราทำธุรกิจ แต่ว่าเราก็มีความสุขกับการที่เราได้เจอคนได้ไปกองถ่ายได้เจอรุ่นพี่รุ่นน้องยิ่งลูกเราก็มาอยู่ในสายเดียวกันแล้วทุกคนรักและเอ็นดูเขาเราก็รู้สึกดี

มากกว่าคำว่าขอบคุณ สำหรับบุคคลเหล่านี้

จริงๆ ก็แทบจะทุกคนที่เป็นครูบาอาจารย์เราในสายของการแสดงก็มี“อาจารย์สดใส พันธุมโกมล” อาจารย์ที่สอนการแสดงท่านแรกและท่านเดียวเลย“อาจารย์ฮันส์ เฮอดินัลด์” ที่สอนคู่มากับอาจารย์สดใสส่วนถ้าเป็นสายงานด้านพิธีกรก็จะเป็น “พี่ต๋อย-ไตรภพ”ที่เราไปทำพิธีกรกับกันตนาได้เจอพี่ต๋อยทีไรก็บอกก็สอนเราด้วยความเอ็นดูและรักเรา ส่วนทางสายละครก็ต้องขอบคุณ “พี่สุชีรา” ที่เป็นคนที่ให้โอกาสเราในการเอาเรามาเล่น “พี่บอย-ถกลเกียรติ” ที่ให้โอกาสเราได้กลับมาทำงานในแวดวงบันเทิงเรื่อยๆ “พี่สถาพร นาควิไลโรจน์” ก็เป็นคนที่พอเราเอาลูกไปแคสละครแต่ลูกยังไม่ได้ก็ให้เอาพ่อมาเล่นก่อนในช่วงที่เราหายไปนานพี่ถาเป็นคนที่เอามาเล่นละครให้กับไทยพีบีเอส จนเริ่มมีคนเห็นบทบาทของเรา มันเกิดจากที่ทุกคนให้ความรักความเมตตากับครอบครัวเรา ต้องบอกว่าทั้งครอบครัวเลยจริงๆ

สำหรับผมเองก็จะยังคงจะเล่นละครต่อไปเรื่อยๆ และวางไว้ว่าอยากเปิดโรงเรียนสอนการแสดง แต่เราก็ประสบการณ์ยังไม่มากพอ อาจจะเคยทำรายการเกี่ยวกับเด็กเป็นผู้กำกับรายการเด็กมาบ้างเพื่อนก็ชวนไปทำผู้ช่วยผู้กำกับนะแต่ว่าขอดูก่อนว่าศักยภาพเราไหวไหม ซึ่งเราก็คงจะทำมาหากินในทางนี้แหละมันอยู่กับเรามา 25 ปีแล้วเหลือแต่ว่าเราจะเรียบเรียงถ่ายทอดออกมายังไงเท่านั้นเอง

กุหลาบสีเงิน

Star Retro : แมน-วทัญญู ผันตัวเป็นครู เตรียมปล่อยซิงเกิ้ล เอาใจแฟนเพลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/258921

วันอาทิตย์ ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

เคยเป็นนักร้องนักแสดงที่หลายคนรู้จักกันดีแต่ตอนนี้ แมน-วทัญญู มุ่งหมาย ผันตัวเองไปสู่ บทบาทอาจารย์สอนหนังสือ ซึ่งเป็นงานที่เขารักไม่แพ้งานในวงการบันเทิง และด้วยสายเลือดของศิลปินทำให้แมนไม่ทิ้งงานร้องเพลง เขายังคงขึ้นคอนเสิร์ตและทำเพลงอยู่ตลอดเวลา ล่าสุดแว่วมาว่ากำลังซุ่มเตรียมซิงเกิ้ลใหม่ออกมาเอาใจแฟนๆ อีกครั้ง

อัพเดทชีวิต

ตอนนี้ผมเป็นอาจารย์พิเศษสอนอยู่ที่คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก รับเป็นวิทยากร อบรมเรื่องราวต่างๆ เป็นที่ปรึกษาหนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ และมีบริษัทของตัวเองชื่อ บริษัท สตาร์อีส บอร์น จำกัด ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัททำเกี่ยวกับการประกวด เกี่ยวกับการจัดอีเว้นท์ต่างๆ และล่าสุดเป็นหนึ่งในผู้จัดงาน MR.International 2016 ผมก็เข้าไปช่วยในเรื่องการประชาสัมพันธ์ มีกิจกรรมต่างๆ มากมาย เป็นการกลับเข้ามาทำงานในแวดวงอย่างนี้อีกครั้งหนึ่งในรอบ 20 ปีครับ

หายไป 20 ปี

เรียนหนังสือครับ จบปริญญาตรี อันแรกเลยนะ ศิลปศาสตร์บัณฑิต (รัฐศาสตร์) B.A. (POLITICAL SCIENCE ) มหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาการปกครอง ภาคพิเศษ รุ่น 5 แล้วก็ ปริญญาโท รัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการเมืองการปกครอง (Master of Arts Program in Politics and Government for Executives) คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ MPE 14 และ ปริญญาโท นิเทศศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการสื่อสารการท่องเที่ยวและบันเทิง Master of Communication Arts (Tourism and Entertainment) M.A. (Tourism and Entertainment) มหาวิทยาลัยเกริก รุ่นที่ 2 ระหว่างที่เรียนก็ไปเจออาจารย์ท่านหนึ่งที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขามีการจัดอบรมสัมมนา เขาชวนมาเป็นอาจารย์นิเทศศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเกริก แล้วผมก็ได้เขียนหลักสูตรที่ชื่อว่า สื่อสารการเมืองบูรณาการ เรียกว่าเป็น Integrated Political Communication

พอบรรจุเป็นอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยเกริก ผศ.มุทิตา อารยะเศรษฐากร ผู้อำนวยการหลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต และมหาบัณฑิต รศ.ปรีชา พันธุ์แน่น รองคณบดี คณะนิเทศศาสตร์ ท่านก็ดูแลให้ทำวิจัย เคป๊อป และเป็นหัวหน้าสาขาสื่อสารการเมือง ก็สอนมาเรื่อยจน 2556 งานอย่างอื่นก็เข้ามาเป็นวิทยากร ไปโน้นไปนั่นก็เลยไม่มีเวลา ต้องออกมาเป็นฟรีแลนซ์ และไปสมัครที่ม.ศรีปทุม เป็นอาจารย์ประจำแบบพิเศษ ทำพีอาร์ประชาสัมพันธ์ให้เขา ได้เรียนรู้มาตรฐานที่นี่ อยู่ตรงนี้ประมาณปีกว่า ก็ได้เป็นหัวหน้าประชาสัมพันธ์ของคณะนิเทศศาสตร์ แต่ก็มีเรื่องเวลาการเข้างานเลยออกมาเป็นฟรีแลนซ์ ตามมหาวิทยาลัยต่างๆมีสอนที่ม.มหิดล อินเตอร์ สอนนิเทศศาสตร์ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

จุดเริ่มต้นการได้มาเป็นอาจารย์ที่ม.เกริก

ทำมาประมาณ 10 ปีแล้วนะครับ ตอนนี้ก็เหมือนเพิ่งกลับมาอีกครั้ง ผมสอนภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร แล้วก็สื่อสารการเมืองเปรียบเทียบ บุคลิกภาพ แต่จะเน้นเรื่องการใช้ภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร เพราะคนใช้ภาษาไทยผิดกันเยอะ ตอนนี้ก็เป็นอาจารย์ประจำแบบพิเศษอยู่ที่นี่ครับ

ลูกศิษย์ของครูแมนเป็นอย่างไร

บางคนอายุ 60 ปี บางคนก็เป็นพี่เราอีก เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่ นักการเมือง สส. ผมก็บอกว่า ต้องถอดหัวโขนไว้ที่บ้านนะ ถ้ามาเรียนที่นี่ แล้วก็เป็นลูกศิษย์อาจารย์แมน เราคืออาจารย์ก็ต้องให้ความรู้ หลังจากนั้นเวลาจบไป ไหว้อาจารย์แมนตลอด

ย้อนความทรงจำกับวงการบันเทิง

เริ่มต้นด้วยการร้องเพลง เพราะชอบร้องเพลงแต่เด็ก เป็นนักร้องประกวดชิงชนะเลิศ ซิวเนชั่นแนล ปี 2526 ได้รางวัลป๊อปปูล่าร์โหวต และรางวัลนักร้องดีเด่น แล้วก็เป็นตัวแทนนักร้องประเทศไทยร่วมประกวดนักร้องยอดเยี่ยมเอเชียที่ประเทศฮ่องกง ปี 2530 หลังจากนั้นก็ไปสมัครเป็นนักจัดรายการที่ช่อง 7 และ เป็นนักเรียนการแสดงรุ่นที่ 1 ของช่อง 7 สี ทำให้ได้เล่นละคร พากย์หนัง อ่านสปอร์ตโฆษณา

งานแสดงสร้างชื่อ

ละครเรื่อง ข้าวเปลือก บัวแล้งน้ำ ตำรับรักรับบทเป็นตัวร้ายครับ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่แจ้งเกิดให้เรา แต่จริงๆ แล้วผมเริ่มจากบทพระเอกก่อนนะ เรื่องแรกกับ หมิว-ลลิตา เรื่อง ลานลูกไม้ ทางช่อง 3หลังจากนั้นก็มาเป็นภาพยนตร์ วัยเปรี้ยว คู่กับ มาช่าวัฒนพานิช และหนังเรื่องแรกที่ไปถ่ายทำที่เมืองจีน เรารักกันนะที่ปักกิ่ง ร่วมกับ พงษ์พัฒน์ และ อรพรรณแล้วตอนนั้นเกือบจะโกอินเตอร์แล้ว เพราะหน้าตาเหมือนคนจีน พอเขาเห็นว่าเราเล่นร้ายได้ ได้เล่นภาพยนตร์เรื่อง พรหมจารีสีดำ เล่นกับ นาตยาแดงบุหงา ทำให้เรื่องนี้เราได้รับเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทอง คนดูแฟนๆ รู้จักผมมากขึ้น และเรื่องสุดท้ายที่เล่นไว้ก็คือ ละครเรื่อง ฟ้ากระจ่างดาวทางช่อง 7 สี ร่วมกับ ป๋อ-ณัฐวุฒิ, นุ่น-วรนุช แล้วหลังๆ ก็มีบทเสนอเข้ามาเรื่อยๆ นะ แต่ไม่ใช่ตัวร้ายเด่นๆเราก็เลยปฏิเสธไป พอปฏิเสธไปเยอะๆ ก็เริ่มพิจารณาตัวเองว่าสงสัยอยู่วงการนี้ค่อนข้างจะไม่ได้เป็นอาชีพแล้วมั้ง เพราะเราก็มีขอบเขตในการทำงานแล้วที่บ้านเป็นข้าราชการกันเกือบหมดเลยหมอ พยาบาล ผมก็เลยมาเป็นอาจารย์นี่แหละครับ

หักเหจากบทพระเอกเป็นตัวร้ายเพราะ

คุณสุรางค์ เปรมปรีดิ์ บอกว่า แมนน่าจะเล่นเป็นบทร้ายนะ เพราะตาของคุณเป็นคนที่ตามองลึก เป็นคนมองอะไรแล้วเห็นมันเคลียร์ ละครเรื่องแรกที่เล่นร้ายเลยก็คือ ตำรับรัก ดังมากตอนนั้น เล่นเป็น ไพรสัช แต่ว่าคนไม่เรียกไพร เรียก สัช (หัวเราะ) เพราะว่าเลวมากบทนี้ เกิดเลยเรื่องนั้น ดังเลยเดินไปไหนก็ สัช สัช (หัวเราะร่วน)

ทำไมไม่กลับมาแสดงละครหรือร้องเพลง

มีติดต่อมานะครับ แต่ผู้จ้างเขาก็จะทราบว่าเรามีภารกิจติดหลายอย่าง เราก็เลยปฏิเสธ แต่ก็ได้ทำเพลงช่วงที่รัชกาลที่ 9 ยังไม่เสด็จสวรรคตเมื่อ 4-5 ปีก่อน ผมได้ร้องเพลง คีตราชัน เวลาไปงานไหนก็ร้องเพลงนี้ กลายเป็นเพลงฮิตของเราในตอนนี้ แต่สมัยก่อนเพลงฮิตของเราคือ อรุณสวัสดิ์ และล่าสุดหลังจากที่รัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคตแล้วเราก็ได้แต่งเพลงเอง ร้องเพลงเอง ชื่อเพลง คีตราชันเสด็จสู่สวรรคาลัย แล้วก็ได้ร้องเพลง ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป ดัดแปลงเนื้อร้องจาก อ.โอฬาร น้อยช้อย ในเวอร์ชั่นของผม

มุมมองในวงการบันเทิง

ภาพอดีตจะเป็นภาพความรักฉันพี่น้อง แล้วก็ไป-มาหาสู่ สัมมาคารวะ เคารพน้อบน้อม แต่ปัจจุบันนี้เด็กๆ มันอาจจะเกินยุคเกินสมัยไป ของผมจะอยู่ในช่วงระหว่างเก่ากับใหม่ ก็จะได้เรียนรู้ตรงนี้แต่สมัยนี้ก็จะเป็นใหม่ไปเลย เดินไปไหนมาไหนก็ไม่รู้จักผู้ใหญ่ไม่ไหว้หรือบางทีรู้จักครั้งที่สองก็ไม่ไหว้ล่ะไม่รู้จัก ก็เป็นวัฒนธรรมของเขาจะไปว่าเขาก็ไม่ได้เพราะมันเป็นยุคสมัยของเขา มันเป็นแนวทางของเขาเป็นวิถีชีวิตของเขาเราก็บังคับไม่ได้ แต่สิ่งที่อยากจะบอกเขาก็คือ ถ้าเขาได้เรียนรู้ในด้านจิตใจมากขึ้นกว่าวัตถุก็จะดี ก็ฝากบอกน้องๆ ที่เป็นนักแสดงด้วยว่ามันไม่ได้ยั่งยืน ก็ต้องหาอาชีพที่มั่นคงยั่งยืน เรื่องความสวยงาม ความหล่อ สักวันมันก็ต้องหายไป

ชีวิตครอบครัวปัจจุบัน

ตอนนี้ยังไม่ได้แต่งงาน และไม่มีแฟนมานานแล้ว สมัยก่อนเคยมี แต่ตอนนี้คนที่คุยเขามีลูกแล้วแต่เราก็ยังคงคุยกันปกติเหมือนเดิม แล้วผมก็มีความรู้สึกว่า เออ เราอยู่แบบนี้ก็ได้ไม่จำเป็น เอาให้ลูกให้หลาน แต่อนาคตไม่แน่นะเพราะบางคนที่ไม่คาดคิดว่าจะแต่งก็ยังแต่ง คืออะไรในโลกนี้ที่เรามองไว้ไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่างเลย ตอนนี้ก็โสดอยู่อย่างนี้แหละ มีความสุขกับงานต่อไปก่อน

บั้นปลายตัวเองที่มองไว้

ผมคิดว่าจะใช้ประโยชน์กับที่ดินที่อยู่ต่างจังหวัดที่เราซื้อไว้ อยากจะพัฒนาให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว แต่ชีวิตเราก็ยังชินอยู่กรุงเทพฯ มาเกินครึ่งชีวิต 30 กว่าปีถ้าจะกลับไปอยู่ต่างจังหวัดก็คงไม่ได้ ก็คงจะอยู่ที่กรุงเทพฯ นี่แหละ แล้วก็สรรค์สร้างความดีให้กับสังคม เป็นคนทำงานเพื่อสังคม

หลักการดำเนินชีวิต

ผมได้น้อมนำพระราชดำรัสของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในเรื่องของความเพียร การเพียรก็ต้องทำในเรื่องที่ถูกต้องนะ บางคนเพียรในเรื่องที่ผิดก็จะยิ่งผิด ความเพียรนี่แหละสำคัญถ้าไม่เพียรก็ไม่ดี เพียรในเรื่องที่ไม่ผิดแล้วจะประสบความสำเร็จ และอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เช่นเดียวกันคือ Be Original คือ จงเป็นต้นตำรับ คือต้องเป็นต้นตำรับในเรื่องความดี อะไรต่างๆ มันจะต้องมาจากตัวเราจริงๆ จงเป็นผู้ริเริ่มทำอะไรที่ดีๆ

วัย 50 ยังแจ๋วกับวิธีดูแลตัวเอง

ออกกำลังกายดูแลตัวเองมากๆ แต่ผมเป็นคนที่อยู่ในแวดวงหมอ พยาบาลอยู่แล้ว ก็จะเป็นคนที่รักตัวเอง มีอยู่ช่วงหนึ่งอายุ 30 ต้นๆ ไปตรวจเลือด แล้วเขาบอกว่าขาดโน้น ขาดนี่ ผมก็บำรุงใหญ่เลย จนตอนนี้เอารูปเก่าๆ มาดูแล้วรู้สึกว่าเปลี่ยนไปเยอะมาก (หัวเราะ) หลักๆ เลยออกกำลังกาย คิดบวก ทานอาหารเสริมที่มีประโยชน์ที่ร่างกายเราขาด ถึงจะงานเยอะ แน่นอนมีเหนื่อย แต่เราสนุกกับมัน พร้อมสู้อยู่ตลอดเวลา ได้เรียนรู้การแก้ปัญหา ตื่นเต้นดีครับ

ออกซิงเกิ้ลเอาใจแฟนเพลงที่คิดถึง

ตอนนี้ก็กำลังคิดอยู่ เวลาออกไปร้องเพลงที่ไหนแฟนคลับก็จะมีบอกว่า เมื่อไหร่จะกลับมาทำเพลง บอกเลยว่ากำลังดูแนวอยู่ ไม่ใช่แบบเดิมแน่ๆ เปลี่ยนให้ทันยุคทันสมัย ส่วนเพลงเก่าก็คิดนะว่าจะเอามาทำใหม่ไหมหรือเป็นจัดคอนเสิร์ต มีหลายคนบอกให้ทำ แต่ผมคิดว่ารอก่อนให้ถึงเวลาให้เป็นเลขสวยๆ ก่อน เพราะตอนนี้เราก็ 50 กว่าแล้ว ซึ่งก็คงวนเวียนอยู่ในแวดวงนี้แหละ และคงรักความเป็นศิลปิน ผมคิดว่าน่าจะมีโอกาสได้กลับมาร้องเพลงเป็นซิงเกิ้ลให้ฟังกัน น่าจะปีนี้แหละ กำลังทำกัน
อยู่ครับ

ฝากให้คิดปรับชีวิตให้สมดุล

อยากจะให้ทุกคนลองดู ถ้าเกิดคุณเป็นคนรุ่นใหม่ ลองเอาชื่อตัวเองมาร้อยดูอย่างผม MAN ตัว M ก็คือ Morality มีคุณธรรม จริยธรรม ส่วน A คือ Attitude มีทัศนคติที่ดีต่อสังคม และN คือ New เป็นคนที่มองอะไรใหม่ๆ และ News อยู่ในข่าวสาร Normative ต้องเป็นคนที่อยู่ในจริยธรรมบรรทัดฐานของสังคม

มิน่าล่ะ…มีเทคนิควิธีคิดบวกแบบนี้นี่เอง อาจารย์แมนถึงได้ทำงานอย่างมีความสุข

ใบพร้าว

Star Retro : ‘วิลลี่ แมคอินทอช’ 29 ปี ของความโชกโชน บนถนนสายมายา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/258025

วันอาทิตย์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 09.29 น.

โลดแล่นบนเส้นทางสายมายามาร่วม 30 ปีวิลลี่ แมคอินทอช ผ่านงานในวงการบันเทิงมาเกือบทุกแขนง สตาร์เรทโทร สัปดาห์นี้จึงขอพาไปล้วงลึกถึง ความผูกพัน ที่เขาบอกว่าเส้นทางนี้คืออาชีพหลัก หล่อเลี้ยงให้มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบ รวมไปถึงมุมน่ารักในฐานะคุณพ่อของ “น้องวิน”

หลงเสน่ห์วงการบันเทิง

วงการบันเทิงตอนนี้เป็นอาชีพหลักได้แล้วนะ ผมพยายามจะบอกหลายๆ คน แต่ก็ไม่การันตีร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะได้ทำงานที่มั่นคง แต่ถ้าคุณฝึกฝนและมีความตั้งใจ ผมเชื่อว่าคุณหางานทำได้เรื่อยๆ มีการเปลี่ยนแปลงไหม? มีแน่นอน เยอะไหม เยอะ ขยายไหม ก็ขยาย แต่ไม่รู้จะขยายนานไหม ตอนนี้ผมอยู่มา 29 ปีเริ่มถ่ายแบบตอนอายุ 17 แล้วถึงเริ่มมีงานโฆษณาอะไรต่ออะไรดังนั้นอายุเราตอนนี้มันก็มาถึงจุดหนึ่งที่บอกได้ว่า เอ๊ะ..นี่คืออาชีพที่เลี้ยงดูเรา ทำให้เราเรียนเมืองนอกมีค่าเล่าเรียนให้เรา จนสุดท้ายก็เอื้อเฟื้อทำให้เรามีบริษัท สามารถส่งลูกเรียนหนังสือได้ จนถึงทุกวันนี้ก็เป็นความโชคดีของผม แต่ว่าใครก็แล้วแต่ที่อยากจะอยู่อย่างนี้ก็ต้องมีความตั้งใจในการทำงาน แล้วก็จะต้องใส่ใจ

แทบจะไม่เคยหยุดพัก

ผมพักงานในวงการบันเทิง แค่ช่วงบวชเท่านั้นเอง คือ 6 เดือน หลังจากนั้นก็ไม่ได้ห่างหายไปไหน การที่จะอยู่ในวงการบันเทิงได้ ผมว่านะ ต้องเป็นตัวของตัวเอง เพราะทุกคนมีโอกาสได้ก้าวเข้ามา ถ้าคุณเป็นคนที่น่ารัก และคนชอบ แล้วคุณเอาตัวนั้นมาเป็นตัวจริงคุณเมื่อไหร่ คุณก็จะอยู่ได้นาน การให้เกียรติกัน การที่จะต้องไหว้ผู้ใหญ่ในกอง การที่จะตั้งใจทำงาน ลดงานประจำของคุณ ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายอัพอินสตาแกรม เฟซบุ๊คเพื่อบริหารโซเชียลมีเดีย เรารู้ว่าตรงนั้นเป็นเงิน แต่ว่าการที่คุณจะมีความตั้งใจในการทำอะไรต่อไป ตรงนี้มันต้องการสมาธิร้อยเปอร์เซ็นต์ ตรงนี้มีส่วนสำคัญ คนที่อยู่ประจำ ก็อยู่อย่างนี้ไปจนแก่จนเฒ่า ส่วนคนที่มาใหม่ ก็พยายามตะเกียกตะกาย พยายามจะอยู่ให้ได้ ตรงนี้เป็นโอกาสที่ดีมาก วงการบันเทิงของเรามีการเปลี่ยนแปลงเพราะว่าเราเป็น Outer Berry ถ้าพูดถึงวงกลมนะ มันจะมีวงกลมสองเส้น เราอยู่วงนอก วงใหญ่จะมีผลกระทบมากมายที่สุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เศรษฐกิจ การเงิน ทุกอย่าง วงในเปลี่ยนแปลงน้อย วงในมีอะไรบ้างก็จะมีโปรดักส์ ปัจจัยสี่ ปัจจัยห้า จบ ที่เหลืออยู่ก็จะเป็น รองเท้า กระเป๋า เครื่องสำอาง วงการบันเทิง ตรงนี้มีผลมากสุด ดังนั้นสิ่งที่จะต้องเจอและความลำบากในวงการบันเทิงนั้นมีมากมายมหาศาล มันเล่นทั้งอารมณ์ด้วย เล่นกับอุปสรรคต่างๆ ด้วย เล่นกับธรรมชาติ เล่นกับดวง เล่นกับความปลอดภัยและความแข็งแรงของร่างกายตลอดเวลา มีแฟกเตอร์อะไรหลายอย่างที่จะทำให้คุณอยู่ได้หรือไม่ได้ ก็ต้องประคับประคองกันไป แล้วก็ต้องไม่ห่ามครับ

สร้างคุณค่าให้กับตัวเองโดยการทำงาน

ผมไม่เคยคิดที่จะพักงานในวงการบันเทิงเลย คือผมน่ะมีความรู้สึกอย่างนี้นะ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าถูกหรือเปล่า การที่เราทำงานเป็นการสะท้อนให้ทุกคนได้เห็นว่า เรามองตัวเองมีค่า ดังนั้นไม่มีวันที่ผมจะหยุดงาน เพราะว่าผมต้องการให้ทุกคนเห็นว่า ผมมีค่า และมองตัวเองว่า ผมมีคุณค่า ถ้าจะ Early Retire หรือหยุดไปเลย ผมก็จะรู้สึกตัวเองไม่มีค่าแล้ว ไม่ไหวแล้วผมคิดแบบนี้นะ เพราะประสบการณ์ชีวิตเราอาจจะเยอะเราต้องไม่คาดหวังกับตัวเองเยอะ พยายามจะอยู่กับตัวเองในวันนี้ไปเรื่อยๆ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด ผมพยายามทำนะ ตื่นเช้ามาปุ๊บอาบน้ำแต่งตัวเสร็จคุยกับตัวเองก่อนเลย วันนี้จะเป็นวันที่ดีมากใช่ไหมวิลลี่ ใช่ วันนี้เตรียมจะทำอะไรบ้าง เสร็จตรงนั้นจะทำอะไร ไปเล่นกับลูก วันนี้จะมีความสุขมากเลย จบวันนี้ ดังนั้นต้องหาความสุขจากตัวเองก่อน คือเราต้องหันมามองตัวเองก่อน แต่ผมก็ไม่รู้หรอกนะว่าทุกคนมีเวลานี้หรือเปล่า หรือถ้าไม่มีเวลาจริงๆ ในรถตอนรถติดก็สามารถลองทำดูก็ได้นะ ผมว่าแค่ 5 นาที รู้จักที่จะบิ้วท์ตัวเองว่าวันนี้เราจะต้องมีความสุขนะ หลังจากนั้นวันนั้นก็จะเป็นวันที่ดีมากสำหรับคุณ

ชีวิตครอบครัว ความรัก และภรรยา

ไม่ได้มีความเปลี่ยนแปลงมากมายครับ เพียงแค่ว่าตอนนี้มีคนเพิ่มเข้ามาเป็นเด็ก ความรักมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอน ตอนนี้เราก็กลายเป็นคู่รักที่แก้ปัญหาไปด้วยกัน แล้วก็ต้องระมัดระวังด้วย เพราะว่าเรากำลังเลี้ยงเด็ก แล้วเราก็เป็นผู้ใหญ่กำลังเข้าวัยทองกันทั้งคู่ แน่นอนตอนนี้เราตายไม่ได้เพราะว่าลูกของเรายังเด็ก และเล็กมาก ต้องประคองอารมณ์ของพวกเรากันเองไว้บ้าง ต้องประคองร่างกายของพวกเราเองด้วย เราเลี้ยงลูกเป็นหลักถ้าลูกสนุกสนานยิ้มแย้มมีความสุข ก็สะท้อนให้เห็นว่าเราก็มีความสุขไปด้วย ดังนั้น 100% เป็นของลูกแล้วกัน คือไม่มีอารมณ์ที่ว่า ฝากลูกไว้กับแม่ แล้วไปเที่ยวต่างประเทศด้วยกันสองคนสักสองสามวัน ไม่มีเลยนะ ทุกวันนี้คุยเรื่องดิสนีย์ที่ไหนบ้างเท่านั้นเลย ลูกสามารถไปด้วยได้ ไปไหนญี่ปุ่นไหม สะอาดสะอ้านฮ่องกง สิงคโปร์ ประเทศไทย อันไหนที่ลูกจะชอบก็กลายเป็นว่าเบนเข็มไปในส่วนที่ว่าถ้าจะไปเที่ยวที่ไหนกันก็เอาลูกเป็นหลัก

วิถีคุณพ่อ

ตอนนี้ลูกชายผมน้องวินเข้าโรงเรียนเรียบร้อย ผมก็ไปรับไปส่ง ถ้าไม่ได้นัดกองถ่ายเช้ามาก ผมจะไปส่งทุกวันอย่างน้อยสุดก็ต้องใช้เวลาด้วยกัน แล้วก็พยายามจะหาเวลาที่จะได้อยู่กับเขาให้ได้เยอะที่สุด เขาไม่ได้พูดกับผมนะแต่ผมเข้าใจไปเองว่าเขาไม่ได้อยากได้เงินผม เขาอยากได้เวลาของผม ดังนั้นเวลาจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผมจะให้กับลูก เพราะเมื่อโตไปแล้วความห่างเหินจะเกิดขึ้นแน่ๆ ฉะนั้นผมก็เลยพยายามสนิทสนมกับเขาให้ได้มากที่สุดในตอนนี้ พอเขาโตพอเขาไปไหน เราจะได้ไปกับเขาด้วย

ผมกับภรรยาจะแบ่งหน้าที่ชัดเจนมาก ผมจะไม่ค่อยได้ดุลูกเลย ผมเป็นเพื่อนเล่นเขา เป็นเพื่อนสนิทเขา เพื่อให้วันหนึ่งเวลาเขาเจอปัญหา ถ้าจะต้องปรึกษาเรื่องกฎเกณฑ์ ว่าเขาผิดหรือไม่ผิด ให้ไปคุยกับแม่ แต่ถ้าพูดถึงเรื่องความรู้สึกว่าเขาคิดผิดคิดถูกอะไร เขาก็มาทางผม ก็เป็นแบบนี้ไป เพราะผมเป็นคนเหยาะแหยะเรื่องกฎเกณฑ์ ผมเป็นไบโพราด้วยไง(หัวเราะ) เฮ้ย..เดี๋ยวต้องเข้มงวดนะ อีกแป๊บก็เอ้ย..ปล่อยเขาเถอะ ผมถึงเป็นนักแสดงไง ผมไม่ค่อยปกติหรอกพูดตรง (หัวเราะ) เราก็สนุกกับลูกเวลาอยู่กับเขาสอนความเป็นผู้ชาย

วี่แววของลูกไม้ตกไม่ไกลต้น

ยังไม่ค่อยเห็นนะครับ แต่มีความน่ารักของเด็ก 5 ขวบ มีความซนของเด็กผู้ชายอยู่เยอะมาก ผมก็พยายามเล่นกับเขาให้เยอะที่สุด ให้เจอสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสนามหญ้า คลุกดิน คลุกทราย เล่นอยู่ในบ้าน เล่นกีฬาเยอะๆ เพื่อจะให้เขาได้หมดแรงและนอนง่าย (หัวเราะ) เสาร์ อาทิตย์ ก็พาไปว่ายน้ำ เล่นเทนนิส ต่อด้วยเล่นกับบ้านเพื่อน เพื่อจะได้หมดแรงและนอนง่ายอย่างที่บอกครับ ไม่ได้เลี้ยงยาก แต่ว่าอันหนึ่งที่รู้เลยว่าสิ่งที่เขาต้องการและแสดงออกชัดเจนคือ เขาต้องการให้เราอยู่ตรงนั้น แล้วให้อยู่กับเขาให้นานที่สุด ดังนั้นเวลาที่เราจะต้องออกไปทำงาน ก็ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า เพราะถ้าเจอกันแล้วจะปล่อยตัวยาก เขารู้ว่าจันทร์-ศุกร์ ไปโรงเรียน ก็จะไม่งอแง ในรถเวลาไปส่งที่โรงเรียน พอกลับมาบ้าน ถ้าเราอยู่บ้านเขาก็จะรู้ว่าเราจะได้นอนหลับไปด้วยกัน ดังนั้นจะมาแทรกกิจกรรมอะไรนิดๆ หน่อยๆยากแล้ว ส่วนเสาร์-อาทิตย์ เขาจะรู้ว่ากิจกรรมของเขามีอะไรบ้าง แล้วเขาคาดหวังว่าหลังจากเขาทำกิจกรรมตรงนี้ คุณจะให้อะไรกับเขาบ้าง เช่นพาไปซาฟารีเวิลด์ ไปเจอช้าง ซึ่งวินชอบมาก ก็พยายามจะพูดถึงตลอดเวลา เราก็พยายามให้เขาอยู่คงเส้นคงวากับตารางของเขา

วางแผนอนาคตให้กับลูก

คือมีเตรียมการครับ แต่ไม่ได้เตรียมอะไรมากมายนะ ผมว่านะการวางแผนมากๆ ทำให้เราเครียดนะ เพราะแผนน่ะมันเปลี่ยนทุก 2-3 ปีอยู่แล้วล่ะ แล้วถ้าการวางแผนไว้มากๆ ใช่ว่าจะทำให้ลูกเป็นคนดี ไม่ใช่ทำให้ลูกสบาย เพราะเราต้องสอนให้ลูกจับปลา ไม่ใช่มีปลาพร้อมไว้ในฟรีซให้ลูกหยิบกินเมื่อไหร่ก็ได้ อันนี้ก็ไม่ควร อันที่สองคือ ข้อมูลเลี้ยงลูก เดี๋ยวนี้ในออนไลน์มีเยอะมาก จนเราสับสน อันไหนถูก อันไหนผิด อันไหนมากเกินไป อันไหนน้อยเกินไป ยากเหมือนกันครับ การเลี้ยงลูกเป็นศาสตร์ใหม่ที่ผมได้เรียนรู้

เสียใจที่มีลูกช้า

ผมว่ามนุษย์เราน่ะไปตั้งข้อแม้ซะเยอะ บางทีเยอะซะจนคุณลืมมองความสุขทางด้านการมีลูกไป พอผมมีลูกจริงๆ รู้เลยว่าเรามีจุดมุ่งหมายอะไร แต่เราเสียดายตรงที่ว่าเรามีลูกช้าไปหน่อย ช้ามาก ก็เลยทำให้การตัดสินใจอะไรต่างๆ หลังจากนั้นมันมีแค่นี้จบ เพราะว่าคนยุคปัจจุบันตอนนี้เริ่มมีลูกช้าลงแล้วก็มองทุกอย่างว่าลูกเป็นภาระ ว่าจะเลี้ยงเขาไหวหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ แล้วมีเงินเท่าไหร่ก็เลี้ยงลูกได้แต่เราชอบมองตรงข้าม เหมือนกับผมที่ทำผิดมาในอดีตคือ ต้องพร้อมกว่านี้ ต้องมีอย่างนี้ก่อนถึงจะแต่ง ต้องมีของพวกนี้ก่อน ถ้าไม่อย่างนั้นเลี้ยงไม่ไหวหรอก อะไรแบบนี้ แต่จริงๆ แล้วคนที่เขายากไร้กว่าเรา เขาก็เลี้ยงลูกรอดนะ แล้วก็เลี้ยงลูกได้ดีด้วย ดังนั้นไม่ได้อยู่ที่เงินอย่างเดียว เราต้องมองไปแบบว่า เอ๊ะ..ถ้าคุณเป็นคนรักเด็ก แล้ววางแผนว่าอยากจะมีลูก ก็เอาเลยดีกว่าครับ เพราะว่ายิ่งช้ายิ่งแพง(หัวเราะ) สุดท้ายจากที่คุณเตรียมเงิน เตรียมอะไรต่างๆ นานาไว้เพื่อจะมีลูก มันก็จะหมดไปกับการที่คุณจะพยายามมีลูก ผมว่ามีก็ตอนที่สมควรจะมี กลายเป็นว่าตอนนี้ผมว่าการมีลูกเยอะ ทำให้พ่อแม่เหนื่อยน้อยลงนะ เพราะว่าพวกเขาเล่นกันเอง คุณปล่อยพี่น้องเล่นกันเองจนหมดแรง คุณก็ไม่เหนื่อย นี่ถ้าผมใส่ชุดมิกกี้เม้าส์เล่นด้วยได้ ก็คงใส่ไปแล้ว (หัวเราะ)

หันมาใส่ใจสุขภาพ

ช่วงนี้ออกกำลังกายน้อย เพราะทำงานเยอะมาก แต่ก็เอาเท่าที่ทำได้ กระตุ้นอารมณ์ บอกร่างกายว่าห้ามแก่ เฮ้ย…ห้ามๆ แก่ ไม่ได้ๆ ก็ต้องกระตุ้นตลอดเวลา เพราะอย่างไรก็ตามเพื่อนสนิทของเราคนนี้ไม่เคยบ่นแม้แต่คำเดียว ร่างกาย บอกให้ไปกระโดดตึก มันก็ไป ดังนั้นก็ต้องดูแลเขานิดหนึ่งหลังๆ ก็นวดยืดเส้น เดินวิ่ง ขึ้นเครื่องให้หัวใจสูบฉีดนิดหนึ่ง เวลามีเท่ากันทุกคน แต่ผมบริหารเวลาของผมไม่ดีเอง บางคนถามทำไมพี่วิลลี่ไม่มีซิกแพก ก็ต้องขอโทษด้วย ที่ผมบริหารเวลาไม่ดีให้เวลากับลูกและงานเยอะไปหน่อย ก็เลยไม่มีซิกแพ็กให้เห็นกัน ถามว่าเคยมีไหม เมื่อก่อนเคยมีครับ เพราะตอนนั้นผมเรียบเรียงความสำคัญของผมแตกต่างจากตอนนี้ ถ้าจะให้มีก็มีได้ หรือถ้าตอนนี้ภรรยาผมสั่งว่าถ้าไม่มีซิกแพ็กไม่ต้องกลับบ้านนะผมก็ต้องไปทำ พูดตรงๆ แต่ภรรยาผมไม่บอกแบบนั้นไง ภรรยาบอกว่า จ่ายค่าเล่าเรียนลูกให้ตรงแล้วกันนะ ความสำคัญผมก็เปลี่ยนแปลง (หัวเราะ) เปลี่ยนไปตามปัจจัย

ชวนติดตามผลงานล่าสุด

ฝากบทบาทของ สดมภ์ ใน ป่ากามเทพ ทางช่อง GMM25 ด้วยละกันครับ นี่คือสุดยอดความท้าทายในการแสดง ความท้าทายในอารมณ์การเก็บรายละเอียดเยอะมาก เล่นละครมาเยอะแต่เรื่องนี้ทำให้เราค่อนข้างจะเครียดว่าจะเล่นถึงหรือเปล่า แล้วก็ได้กลับมาร่วมงานกับป๊อก (ปิยธิดา) อีกครั้ง สนุกมาก พลังที่ป๊อกมีมันทำให้ผมคอยตั้งการ์ดตลอดเวลาเพราะว่าเราไม่รู้ว่าเขาจะปล่อยอะไรออกมาบ้าง แล้วก็มีละครกับทางช่อง 3 เรื่องคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว หัวใจฟรุ้งฟริ้ง อยากให้แฟนละครทุกคนสนุกไปกับทุกผลงานของผมนะครับ

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่สิบปี สิ่งดีๆ ที่ยึดมั่นทำมาตั้งแต่ต้น ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า วิลลี่ แมคอินทอชเป็นที่ยอมรับของประชาชน ด้วยเพราะความเป็นตัวของตัวเอง!!

Star Retro : ‘หมู คาไล’ดวลกับ‘หมู ตาวัน’ ปล่อยผลงานบ้าพลัง!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/257050

วันอาทิตย์ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560, 06.00 น.

คลิกหน้าตาของ สตาร์เรโทรสัปดาห์นี้ อาจไม่คุ้นหน้าคุ้นตาคนหมู่มาก แต่หากเป็น คอดนตรี ไม่มีใครไม่รู้จัก ศิริศักดิ์ ศิริโชตินันท์ (หมู คาไลโดสโคป) และ กิตติพันธุ์ ปุณกะบุตร (หมู วงตาวัน) หรือ Mr.Pig & Big Moo ผู้รังสรรค์ผลงานล้ำยุค ขนาดที่ว่านำเพลงเก่าเมื่อ 20 ปีที่แล้วมาทำใหม่ กลับกลายเป็นเพลงทันยุคทันสมัย นี่ยังไม่นับรวมถึงฝีไม้ลายมือในผลงานด้านต่างๆ ที่ทำให้เขาทั้งคู่จัดอยู่ในหมวด ปรมาจารย์ด้านงานดนตรี

ล่าสุด Mr.Pig & Big Moo ปล่อยของอีกครั้ง กับงานอัลบั้มใหม่ในชื่อ Big : Mr.pig & Zuper Moo ที่มาในรูปแบบ ทำเองขายเอง!!

ที่มาของการปล่อยอัลบั้มในรอบ 20 ปี

Mr.Pig : เหมือนกับถึงยุคของดนตรีแบบนี้แต่บังเอิญเราทำไว้เมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว พอมาถึงยุคนี้ แฟนๆ ก็เรียกร้อง อยากให้เราทำ คุณหมูก็เลยมีไอเดียว่าทำมันขึ้นมาใหม่เลย

Zuper Moo : มีน้องโทร.มาถามผมครับว่าอยากทำไหม เราก็บอกว่าถ้าอย่างนั้น เราอาจจะทำเองนะ เพราะเรามีไอเดียที่จะทำ หมายถึงเอามาสเตอร์เก่ามาทำ หรือที่เรียกว่า mustering (มาสเตอร์ริ่ง) คืออันเดิมทำด้วยเทคโนโลยีเดิม เมื่อก่อนผมมีห้องอัด มีสตูดิโอเอง เราก็ทำแบบอนาล็อก ซึ่งสู้เทคโนโลยีปัจจุบันไม่ได้ เราก็เลยเอามาสเตอร์ริ่งใหม่ โดยมีน้องคนหนึ่งขอออกเงินให้ เราก็เลยบอกว่า ทำก็ทำ เพราะเราคงปล่อยให้เพลงสูญหายไปตามกาลเวลาไม่ได้ ตอนนี้วัยก็ปาเข้าไปจะใกล้ๆ เลขหกแล้ว แล้วเมื่อ 20 ปีที่แล้ว เราทำโดยใช้ไอเดียทั้งหมดที่มี คือใช้แบบบ้าพลังมาก มีอะไรในหัวก็ปล่อยออกมา กลายเป็นว่า พอมาถึงยุคนี้ เพลงก็ยังอยู่ได้นี่ คือไม่ใช่เพลงที่เป็นเหมือนทั่วๆ ไป ไม่ใช่ร็อกทั่วๆ ไป ไม่ใช่เฮฟวี่ คือผสมระหว่างฟิวชั่นผสมแจ๊สบ้างเล็กน้อย มีคลาสสิกบ้าง มีอะไรที่ชาวบ้านเขาฮิตในยุคนั้น แล้วก็ยาวมาจนถึงปัจจุบันนี้ซึ่งยังฟังกันอยู่

Mr.Pig : ตอนนั้นเราก็ขายได้นะครับ เพียงแต่ว่ากระบอกเสียงเราไม่ค่อยมีมากเหมือนเดี๋ยวนี้

เสน่ห์ของอัลบั้ม Big

Mr.Pig : อยู่ที่เนื้อหาครับ อิ่มเอิบ ฟูลฟิวส์ คือครบทุกอารมณ์ เต็มไปด้วยอรรถรสที่ยิ่งใหญ่(ยิ้มอย่างภาคภูมิใจ)

Zuper Moo : คือถ้าเป็นดนตรีต่างประเทศ ก็จะมีสาขาแบบนี้อยู่ แต่ในเมืองไทยหาฟังได้น้อยครับ เพราะฉะนั้นอัลบั้มนี้ควรค่าแก่การฟัง

ที่มาของชื่อ Big : Mr.pig & Zuper Moo

Zuper Moo : จริงๆ ชื่อ มิสเตอร์พิก แอนด์ บิ๊กหมู คือ หมูคาไร กับ ซุปเปอร์หมู เราใช้ชื่อนี้มาเป็นสิบๆ ปีแล้วครับ เราตั้งของเราเอง เพื่อให้ไม่เหมือนคนอื่น และเพลงของเราก็จะไม่เหมือนคนอื่น คือเราไม่ได้ปฏิเสธว่าสิ่งที่เราทำนี่มันบ้าพลัง (แล้วที่ออกมาเป็น 2 ปก?) ให้แฟนๆ เขาสนุกกับการเลือกปกครับ คนที่ชอบเรามากๆ ก็อาจจะซื้อ 2 ปก

ทำเองขายเอง

Zuper Moo : สั่งซื้อได้ที่ร้านอมรมูฟวี่ในเฟซบุ๊คครับ แล้วก็ร้าน Tui music ด้านหลัง Rock Pub สถานีรถไฟฟ้าราชเทวี เบอร์ติดต่อ 098-136-9790สินค้าลอตแรกนี้ จะมีลายเซ็นด้วยทุกแผ่นเลย

Mr.Pig : หรือเจอตัวผมกับนายหมู ตาวันก็ซื้อ-ขายตรงกับมือกันได้เลย ทุกแผ่นทุกที่ 499 บาทครับ ปกติผมทำซาวน์เอฟเฟกท์ด้วย ก็จะไปขายที่ร้านTui music นี้ ในชื่อ Shark คือ Shark เป็นชื่อแบรนด์ รุ่น หมูคาไล

งานประจำ ณ วันนี้

Mr.Pig : ผมยังเล่นดนตรีประจำอยู่ครับคือรักที่จะเล่น พุธ-พฤหัส-ศุกร์ เล่นประจำ แล้วที่เหลือก็เผื่อมีคอนเสิร์ต แล้วก็ทำซาวน์เอฟเฟกท์อย่างที่บอกครับ ทำเสียงแตกต่างๆ เป็นในนามชื่อผมชื่อหมู คาไล คนที่เล่นดนตรีเขาก็จะดูกันว่า เออ…เสียงกีตาร์แบบนี้ชอบมั้ย ถ้าชอบก็มาซื้อ

Zuper Moo : ของผมคงต้องเท้าความหน่อย 6 ปีก่อนไปขอเขาช่วยสอนหนังสือที่ ม.รังสิต สอนปริญญาตรี-ปริญญาโท ด้านฟิล์มภาพยนตร์ แล้วผมก็กลับมาเล่นวงตาวันอีก พอกลับมาเล่นผมก็คิดว่ามันชักมันส์ แล้วก็ไปช่วยทำเรื่องเกษตรอินทรีย์เดินตามรอยพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง เพราะว่าในสองสิ่งนี้จะต้องควบคู่กันครับ ตอนที่น้ำท่วมใหญ่ ผมไปอยู่ลำปาง ไปเป็นผู้จัดการร้านดอยฝรั่งลำปาง เป็นร้านอาหาร ทำมาเกือบหมดทุกอย่าง คราวนี้ก็เริ่มทำสวน แล้วก็กลับมาเป็นอาสาสมัครไปช่วยงานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติทำเรื่องเกษตรกับเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง จนตอนหลังตัดสินใจออกมาทำสวนมะนาว แต่ไม่รอด มะนาวตายหมดช่วงแล้ง ผมไม่ท้อนะ เพราะคิดว่าสิ่งที่เราทำมันน่าจะเกิดประโยชน์ต่อสังคม และเกิดประโยชน์ต่ออะไรอีกเยอะแยะไปหมดเลย วิธีการของอาสาสมัครค่ายนี่คือพอเราเข้าไป เราฝึกจนเป็น ก็ไปสอนหนังสือแลกกัน เพราะชีวิตผมก็สอนหนังสือมาเยอะแยะแล้ว สอนทั้ง ป.ตรี ป.โท สอนเรื่องของระบบ เรื่องของคอมมิวนิตี้เอนเตอร์ไพร์ส วิสาหกิจชุมชน แล้วก็การตั้งองค์กรเป็นยังไง (ปัจจุบันยังสอนอยู่ไหม?) ไม่สอนแล้วครับ ตอนนี้อยู่ที่บ้านเล็กๆ ปลูกพืชผักสวนครัว ทำสวนในบ้านตัวเองครับ

ผลงานคู่ที่ผ่านมา

Mr.Pig : เราทำร่วมกันมา 2-3 อัลบั้มครับ ทำไว้ตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว จากนั้นก็เล่นดนตรีด้วยกันมาเรื่อย แยกกันไปก็ช่วงหมูเขาไปทำสวนทำไร่ไปสอนหนังสือ

ความรู้สึกของหมูคืนรัง ทำงานร่วมกันอีกครั้ง

Mr.Pig : สนุกดีครับ

Zuper Moo : ฟีดแบ๊กจากคนรอบข้างก็ดีเขามีความสุขที่ได้ฟัง เราก็มีความสุขที่ได้ทำ ได้มานั่งคุยกันแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวา ฟิลลิ่งเก่าๆ กลับมา

ฝากถึงแฟนเพลง

Mr.Pig : ส่วนตัวผม มองว่าวงการดนตรีบ้านเราตอนนี้มันกว้าง ทีนี้เราก็มาสนับสนุนกัน การสนับสนุนเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับศิลปินที่จะเดินต่อไป เพลงไม่ว่าจะเป็นอย่างไร เราตั้งใจทำสุดฝีมือ ขอแค่แรงสนับสนุน

Zuper Moo : ผมก็ทำในสิ่งที่ผมรัก แล้วผมก็คิดว่าหลายๆ คนก็มาบอกรักเพลงผม ผมรู้สึกว่าที่เราทำ 20 ปี เราเคยเขียนคำว่ารักไว้ แต่ความรักนั้นมันไม่ได้ประสบผลสำเร็จเท่าไหร่ เพราะว่ามันอาจจะมีเรื่องของสังคมตรงนั้นที่เปลี่ยนไป

Mr.Pig : แต่ตอนนี้มีคนเริ่มเข้าใจเรา เพราะดนตรีบ้านเราตอนนี้กว้างมาก

Zuper Moo : แต่ที่น่าเสียดายคือเรื่องของลิขสิทธิ์เพลง ศิลปินบางคน เพลงตัวเอง แต่ร้องไม่ได้ เลยเกิดปัญหาเพลงไม่ดัง ไม่เป็นอมตะ แทนที่จะมีคนนำมาร้อง และให้เพลงคงอยู่ไปเรื่อยๆกลายเป็นว่าร้องแล้วเสียเงิน ก็ไม่ร้องดีกว่า

Mr.Pig : เพลงของเรา เราแต่งเอง ทำเองเลยไร้ปัญหา เราชอบอะไรที่เป็นอิสระจนเป็นนิสัยครับ

ผลงานในอนาคต

Zuper Moo : ต้องดูก่อนครับ เพราะทำหนึ่งอัลบั้ม นี่ใช้เวลานานมาก อัลบั้มนี้ใช้เวลาร่วมปี ตั้งแต่ตอนเลือกเพลงแล้วก็ทำมาเรื่อยๆจนเสร็จเป็นรูปเป็นร่าง ฝากอัลบั้มนี้ก่อนครับช่วยกันซื้อ ช่วยกันฟัง สิ่งที่เราตั้งใจทำ

ใบพร้าว