ผกากรอง ไม้ประดับมีดอก สีสวย อาชีพที่ไม่ใช่โชคช่วย ของสาวเมืองสุพรรณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05026151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

ผกากรอง ไม้ประดับมีดอก สีสวย อาชีพที่ไม่ใช่โชคช่วย ของสาวเมืองสุพรรณ

ผกากรอง เป็นพรรณไม้ทรงพุ่มขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านสาขาออกรอบๆ ต้น สูงโดยเฉลี่ย 2-6 ฟุต ใบเป็นรูปไข่ ปลายใบแหลม พื้นใบมีสีเขียวเข้ม ใบดก ใบมีลักษณะสากระคายมือ โดยใบออกเป็นคู่ๆ สลับเรียงกันตามกิ่งก้าน ทำให้ดูเป็นพุ่มหนาทึบ

ดอกของผกากรองมีหลากหลายสีขึ้นอยู่กับชนิด เช่น มีดอกสีขาว เรียกว่า ผกากรองขาว หรือถ้าดอกเหลือง ก็เรียกว่า ผกากรองเหลือง เป็นต้น ดอกออกเป็นกระจุกรวมกันเป็นดอกเดียว ทรงคล้ายๆ กับดอกเข็ม โดยออกดอกตรงบริเวณส่วนยอดของกิ่ง ดอกมีมากมายหลายสี เช่น ดอกสีแดง สีเหลือง สีขาว สีม่วงอ่อน สีชมพู ซึ่งบางทีใน 1 ดอก สามารถเปลี่ยนได้มากกว่า 1 สี

ผกากรองจัดว่าเป็นพรรณไม้กลางที่ชอบแสงแดดจัด เวลาที่อยู่กลางแดดจะออกดอกสวยงามมาก สามารถปลูกได้กับดินทุกชนิด แต่จะชอบดินที่เป็นดินร่วนซุยหรือดินปนทรายมากกว่า โดยเฉพาะดินที่มีการระบายน้ำได้ดี

คุณประยูร พูลสวัสดิ์ อยู่บ้านเลขที่ 27/1 หมู่ที่ 10 ตำบลเขาพระ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นเกษตรกรที่ปลูกและขยายพันธุ์ผกากรองมาถึง 30 ปี ถือเป็นงานที่สร้างรายได้ให้กับเธอได้เป็นอย่างดี

จากมองเป็นอาชีพเสริม

ทำจนกลายเป็นอาชีพหลัก

คุณประยูร สาวผู้มากด้วยรอยยิ้มเล่าให้ฟังว่า ในสมัยก่อนตนมีอาชีพทำนารับจ้างทั่วไป ต่อมาในพื้นที่บริเวณนี้ได้เริ่มทำไม้ดอกไม้ประดับกันมากขึ้น โดยเฉพาะผกากรอง เธอจึงตัดสินใจทำบ้างโดยใช้เวลาว่างหลังจากทำนา

“ปกติเราก็ทำนา ทำสวน รับจ้างทั่วไป ต่อมาประมาณปี 2529 คนที่รู้จักมียอดกิ่งพันธุ์ดีที่ใช้สำหรับเสียบยอด เป็นพันธุ์ที่ปรับปรุงให้มีดอกซ้อนหลายชั้น ซึ่งเขาได้มาจากทางจังหวัดสิงห์บุรี พอใครๆ ทำแล้วขายดีเป็นที่นิยมสุดๆ คนก็เลยเริ่มทำกันมากขึ้น” คุณประยูร เล่าถึงความเป็นมา

การปลูกผกากรองให้สวยงามเป็นไปตามที่ตลาดต้องการนั้น จะต้องนำผกากรองที่เป็นยอดกิ่งพันธุ์ดีที่ผ่านการปรับปรุงพันธุ์แล้ว (คุณประยูรเรียกว่า ยอดเกษตร) มาเสียบกับต้นตอผกากรองป่าเสียก่อน เพื่อให้ไม้ภายใน 1 กระถาง มีสีดอกที่หลากหลายมากขึ้น

ต้นตอเน้นเป็นผกากรองป่า

ในขั้นตอนแรกก่อนที่จะทำการเสียบยอดผกากรอง ต้องทำการเตรียมต้นตอและยอดกิ่งพันธุ์ดีเสียก่อน ซึ่งต้นตอเป็นผกากรองป่าที่ต้องไปหาซื้อจากพื้นที่อื่น ที่มีขึ้นอยู่ในป่าดงตามจังหวัดต่างๆ ส่วนยอดกิ่งพันธุ์ดีเป็นยอดที่ปลูกกันไว้อยู่แล้ว โดยรอให้แตกยอดเยอะๆ แล้วจึงนำมาเสียบยอดกับต้นตอป่า

“ต้นตอนี่เราต้องไปขุดเอง แสวงหาทั่วไปหมด ไม่ว่าจะไปถึงโคราช แต่ที่หลักๆ ก็จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งต้นตอเป็นผกากรองป่า บางพื้นที่ก็เรียก ต้นสตางค์แดง พอเราได้ต้นผกากรองป่ามาแล้ว ก็เอามาชำให้แตกยอด ให้ระบบรากเดินให้ครบถ้วน ถึงจะเอามาเป็นต้นตอได้” คุณประยูร เล่าถึงการหาต้นผกากรองป่า

ก่อนที่จะทำการเพาะชำผกากรองป่าให้แตกยอด คุณประยูร บอกว่า ต้องนำต้นตอไปแช่น้ำอย่างน้อย 1 คืน ต่อจากนั้นนำไม้ไปปลูกใส่กระถางขนาด 11 นิ้ว ซึ่งวัสดุที่ใช้ปลูกเป็นดินที่หาได้ทั่วไปผสมกับกาบมะพร้าว โดยเน้นให้วัสดุปลูกโปร่ง ไม่อัดแน่นจนน้ำระบายออกไม่ได้

จากนั้นดูแลไปจนกว่าจะแตกยอด โดยในช่วงนี้จะรดน้ำเช้า-เย็น ประมาณ 3 วัน และวันถัดไปรดน้ำวันละ 1 ครั้ง ใช้เวลาประมาณ 7 วัน ต้นตอที่เพาะชำจะเริ่มแตกยอด ปล่อยไว้สักระยะแล้วจึงค่อยนำมาเป็นต้นตอสำหรับเสียบยอด

“พอเริ่มแตกยอดใหม่ ก็รอไปอีกสักระยะ จนกว่ายอดกิ่งพันธุ์ดีเราจะพร้อม แต่ถ้าทุกอย่างพร้อมก็สามารถเอาไปเสียบยอดได้เลย มีข้อแม้ว่ากิ่งพันธุ์ดีที่เราจะเอามาเสียบยอดกับต้นตอ ก่อนที่จะตัดมาเสียบ ช่วงนั้นเราก็จะบำรุงต้นด้วย จะมีการใส่ปุ๋ย ซึ่งเราต้องรอให้มันกินปุ๋ยหมดเสียก่อน และก็มียอดยาวๆ แล้วค่อยตัดยอดมาเสียบกับต้นตอป่า” คุณประยูร อธิบาย

ในขั้นตอนของการเสียบยอดนั้นจะนำต้นตอป่ามาตัดให้ยอดเรียบเสมอกัน ใช้มีดกรีดเปลือกลงมา 2-3 เซนติเมตร แล้วใช้มีดกรีดยอดกิ่งพันธุ์ดีให้เป็นรูปลิ่ม จากนั้นนำมาเสียบลงที่ต้นตอของผกากรองป่า ซึ่งการเสียบใช้ยอดมากหรือน้อยดูตามความใหญ่ของต้นตอ

นำเชือกฟางมาพันรอบบริเวณรอยต่อให้แน่น และนำถุงพลาสติกใสคลุมบริเวณยอด เพื่อป้องกันไม่ให้มีลมหรืออากาศเข้าภายใน มัดด้วยเชือกฟางให้แน่นที่บริเวณปากถุงพลาสติกอีกครั้ง

“กิ่งพันธุ์ดีที่เสียบบนต้นตอ ก็มีตั้งแต่ 3-5 กิ่ง ดูตามความเหมาะสม พอเราเสียบยอดพันธุ์ดีและคลุมด้วยพลาสติกดีแล้ว ก็เอาไม้ทั้งหมดมาวางในโรงเรือนที่ใต้ตาข่ายพรางแสง 80 เปอร์เซ็นต์ ช่วงนี้ก็รดน้ำดูตามความเหมาะสม อย่าให้แห้งมากเกินไป ประมาณ 1 อาทิตย์ ยอดที่เสียบกับต้นตอก็จะติดสนิท แล้วค่อยเอาถุงพลาสติกใสที่คลุมออก” คุณประยูร กล่าว

เมื่อนำถุงพลาสติกใสออกจากกิ่งที่เสียบยอดแล้ว ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 16-16-16 ทุก 7 วันครั้ง ดูแลไปอีกประมาณ 1 เดือน ไม้ก็จะเริ่มแตกเป็นทรงพุ่มพร้อมจำหน่ายได้

ขณะที่ไม้รอจำหน่ายอาจมีการระบาดของโรคและแมลง โดยเฉพาะเพลี้ยแป้ง หนอน และแมลงปีกแข็งบางชนิด ป้องกันด้วยการพ่นยากำจัดทุก 7 วันครั้ง เพื่อไม่ให้ยอดอ่อนถูกทำลาย

“ช่วงหน้าฝนนี่ต้องระวังที่สุดคือ เชื้อรา เวลาที่มันเป็น มันจะลามไปทุกต้น กิ่งจะเหี่ยวเรื่อยๆ เราต้องรีบแยกให้ไว ซึ่งพอช่วงที่ฝนมา เราจะรู้ด้วยประสบการณ์เลยว่าต้องทำอะไรบ้าง ก็จะป้องกันก่อน ถ้าเกิดแล้วเอาไม่อยู่ ไม้ชุดนี้จะเสียหายทั้งหมด ไม่สามารถเอากลับมาเป็นต้นตอได้อีก ต้องเอาไม้ทิ้งไปเลย” คุณประยูร เล่าถึงการป้องกันดูแลรักษาโรค

ตลาดส่วนใหญ่อยู่ที่คลองสิบห้า

และผู้ที่ผ่านมาในย่านนี้

เนื่องจากสถานที่ทำสวนไม้ประดับของคุณประยูร อยู่ติดกับทางหลวงหมายเลข 340 สุพรรณฯ-ชัยนาท ทำให้เป็นที่สังเกตได้ง่ายของผู้ที่ผ่านไปผ่านมาในย่านนี้ เมื่อมาเที่ยวหรือสัญจรผ่านมาก็จะแวะซื้อเพื่อนำไปเป็นไม้ประดับตกแต่งบ้านเรือน ส่วนตลาดที่ส่งจำหน่ายหลักๆ ก็คือ ตลาดต้นไม้คลองสิบห้า

“ผกากรองหลังจากเอามาเสียบยอดแล้ว ถือว่าเป็นไม้ประดับตกแต่งได้สวยงาม เพราะดอกที่เป็นสีขาว สีเหลือง มันมีกลิ่นหอมด้วย ซึ่งคนที่ซื้อก็จะชอบ ใน 1 กระถาง ต้องมีทรงพุ่มสัก 3 กิ่งขึ้นไป ซึ่งเดี๋ยวนี้ต้นตอที่จะมีหลายๆ กิ่ง ก็หายากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนเรื่องของสีดอกก็ไม่เกี่ยงชอบทุกสี เพราะเวลาที่เราเสียบยอด เราก็จะเน้นให้ใน 1 พุ่ม มีดอกหลายสีสัน บางทีดอกก็เปลี่ยนสีเอง จากแดงเป็นส้มก็มี” คุณประยูร บอกถึงความต้องการของลูกค้า

ต้นผกากรองที่แตกยอดทรงพุ่มสวยพร้อมดอกซ้อนกันงามๆ กระถางไซซ์ 11 นิ้ว จำหน่ายราคาส่งอยู่ที่ 70 บาท และขนาดกระถางไซซ์ 12 นิ้ว ราคา 90 บาท ซึ่งราคาอาจมีขึ้นลงได้บ้างตามกลไกของตลาดหรือฤดูกาล สาเหตุที่จะทำให้มีราคาแพงเป็นเพราะหาต้นตอป่าได้น้อย ทำให้ปริมาณการผลิตมีน้อย

“เมื่อเปรียบเทียบกับราคาสมัยก่อนแรกๆ ที่มาทำ บอกเลยว่าเมื่อหลายสิบปีที่แล้วราคาดีมาก กระถางไซซ์ปีบอยู่ที่ 500 บาท พอมันมีมากเจ้าที่ทำเข้า ราคาก็ลงมาเรื่อยๆ เหลือ 100-200 บาท จนเป็นราคาปัจจุบันอย่างที่เห็น ซึ่ง 2 ปีผ่านมานี่ ยอมรับเลยว่าเศรษฐกิจแย่หน่อย แต่ก็ยังพอขายได้เรื่อยๆ” คุณประยูร พูดถึงเรื่องราคา

อุปสรรคของการปลูกผกากรองนั้น คุณประยูร บอกว่า จะเป็นเกี่ยวกับต้นตอป่าเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะถ้าได้ต้นตอที่ไปขุดมามีสภาพไม่สมบูรณ์ เช่น มีโรคติดมาด้วย เวลานำมาเป็นต้นตอทำให้ยอดกิ่งพันธุ์ดีติดได้ไม่สนิท เรียกง่ายๆ ว่า ต้นตอและยอดกิ่งพันธุ์ดีต้องสมบูรณ์ทั้งสองอย่าง

สำหรับท่านใดที่มีไม้ประดับชนิดนี้อยู่ที่บ้าน ต้นอาจเจริญเติบโตได้ไม่ดีหรือดอกไม่ค่อยสวยเหมือนช่วงแรกที่ซื้อมา คุณประยูร ให้คำแนะนำว่า

“อย่างแรกเลยที่จะแนะนำ คือต้องหมั่นดึงกิ่งแขนงที่เป็นของผกากรองป่าออกให้หมด ให้มันมีแต่ยอดที่ปรับปรุงพันธุ์แล้วเท่านั้น ซึ่งคนส่วนมากไม่ค่อยรู้เรื่องนี้ มันเลยทำให้กิ่งที่เราเอามาเสียบตายหมด ต่อไปก็เรื่องของแมลงศัตรูพืช ถ้าเจอก็ควรฉีดพ่นบ้างเพื่อป้องกัน ส่วนอันนี้ก็สำคัญคือ เรื่องปุ๋ย ต้องบำรุงให้บ้าง เท่านี้ผกากรองก็จะสวยเหมือนแรกๆ ที่ซื้อมาปลูกเลี้ยง ส่วนใครที่อยากทำเป็นอาชีพ ก็ต้องลองปลูกเลี้ยงดูก่อน เมื่อประสบผลสำเร็จแล้ว ก็ค่อยมาเริ่มเรียนรู้การเสียบยอด เรื่องตลาดก็ค่อยๆ หาไป ไม้เราสวยมีคุณภาพยังไงตลาดก็มีแน่นอน”

สำหรับท่านใดที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณประยูร พูลสวัสดิ์ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (084) 776-3104

วรรณา แก้วบุญนำ ทำเฟื่องฟ้ามานานกว่า 30 ปี คนซื้อมีทั้งไทยและเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

ไม้ดอกไม้ประดับ

อนุชิต ไกรวิจิตร

วรรณา แก้วบุญนำ ทำเฟื่องฟ้ามานานกว่า 30 ปี คนซื้อมีทั้งไทยและเทศ

ต้นเฟื่องฟ้า คือพืชยืนต้นประเภทพุ่มกึ่งเลื้อย สามารถเลื้อยไต่วัตถุต่างๆ ได้ไกลถึง 10 เมตร และยังเป็นพืชที่มีอายุอยู่ได้นานหลายสิบปีเลยทีเดียว ทั้งนี้ สิ่งที่น่าสนใจในตัวเฟื่องฟ้า น่าจะเป็นการที่สามารถตัดแต่งและบังคับทิศทางการเจริญเติบโตของพันธุ์ไม้นี้ได้

โดยลักษณะทั่วไปของต้นเฟื่องฟ้าจะมีส่วนที่สังเกตได้ง่ายนั่นก็คือ ช่วงลำต้นจะกลม มีเนื้อไม้ที่ค่อนข้างแข็ง แต่เปราะบางแตกหักได้ง่าย มีผิวเป็นสีน้ำตาลตลอดลำต้น ส่วนหนามจะแซมขึ้นอยู่เหนือใบและมีความยาวประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร เจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ดินผสมร่วนซุย ไม้ชนิดนี้จะชอบอยู่ในพื้นที่ชื้นต่ำ และพื้นที่ที่มีแสงแดดเข้าถึงได้ง่าย

จุดเริ่มต้นธุรกิจต้นเฟื่องฟ้า

คุณวรรณา แก้วบุญนำ เจ้าของสถานเพาะชำพันธุ์ต้นเฟื่องฟ้า พันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในทุกวันนี้ มีแปลงอยู่ที่ ตำบลแม่บางนาง อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี

เดิมทีคุณวรรณามีพื้นเพอยู่ที่จังหวัดกำแพงเพชร แต่เนื่องจากเจ้าตัวมีความสนใจในพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับอยู่แล้ว จึงสรรหาพื้นที่ต่างๆ เพื่อปลูกดอกไม้ จนมาได้พื้นที่ในจังหวัดนนทบุรีแห่งนี้

คุณวรรณา เริ่มต้นอาชีพปลูกดอกเฟื่องฟ้าได้ประมาณ 30 ปี โดยเริ่มจากการปลูกเฟื่องฟ้าใส่กระถางเล็กๆ แต่พอเวลาผ่านไป ต้นเฟื่องฟ้าที่ปลูกก็เจริญงอกงามมีต้นที่ใหญ่ขึ้น ทำให้คุณวรรณาต้องขยายจากการปลูกใส่กระถางเล็กๆ เป็นกระถางที่ใหญ่ขึ้นตามขนาดของเฟื่องฟ้า โดยนำตอไม้ป่าหรือพันธุ์ไม้เฟื่องฟ้าดั้งเดิม ซึ่งสามารถจัดหาซื้อได้ที่ร้านขายพันธุ์ไม้หรือหาได้ตามป่าทั่วไปก็ได้ หลังจากที่ได้ตอไม้ป่ามาก็นำตอไม้ป่านั้นมาชำ แล้วปล่อยให้ตอไม้ป่านั้นออกรากประมาณ 1 เดือน

“ในช่วงแรกๆ จากที่เราปลูกแบบธรรมดา แล้วเราก็มีพัฒนาการมาทำแบบเสียบยอด ต่อกิ่งมาจนถึงทุกวันนี้ และก็ได้รับคำแนะนำจากต่างประเทศมาด้วย คือเวลาเขามีตัวอย่างมาให้ดู เราก็ทำตามที่เขาทำได้” คุณวรรณา บอก

การเสียบยอด

การเสียบยอด คือการนำกิ่งหรือยอดของพันธุ์ไม้ที่ต้องการ มาเสียบกับตอไม้ที่เตรียมไว้ วิธีการเสียบยอด คุณสมศักดิ์ ขุนพิลึก ญาติของคุณวรรณา ซึ่งมีความถนัดในการเสียบยอด อธิบายให้ฟังว่า แต่ละสวนจะมีวิธีการเสียบยอดที่ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเทคนิคและความถนัดของแต่ละสวน ส่วนเทคนิคของคุณสมศักดิ์ มีขั้นตอนและวิธีการทำดังนี้

เริ่มแรก นำตอไม้ที่ผ่านการเพาะชำมาแล้วประมาณ 2-3 เดือน ซึ่งสาเหตุที่ต้องการตอประเภทนี้เป็นเพราะต้องการให้รากของต้นตอไม้นั้นมีความแข็งแรงพร้อมต่อการขยายพันธุ์ของต้นเฟื่องฟ้าได้ หลังจากที่ได้ตอมาแล้ว ต้องทำการตัดปลายที่แห้งๆ บนยอดตอไม้ออกก่อนทุกครั้ง เพื่อให้มีความสด

จากนั้นให้เตรียมกิ่งหรือยอดพันธุ์ที่มีขนาดพอดีใกล้เคียงกัน

ในการเสียบยอดทุกครั้งเราสามารถเลือกสีใดก็ได้ แต่ต้องให้เป็นพันธุ์เดียวกันหรือตระกูลเดียวกัน

“เราจะมีเกณฑ์ในการเลือกอยู่ว่า กิ่งที่เราจะนำมาเสียบจะต้องเป็นกิ่งที่ไม่อ่อนเกินไปและไม่แก่เกินไป เราจะต้องนำมาตัดเป็นท่อนๆ ก่อนจะนำไปเสียบกับยอด” คุณสมศักดิ์ เล่า

หลังจากที่เลือกพันธุ์ที่จะนำมาเสียบยอดได้แล้ว เฉือนให้เป็นลิ่มแหลมๆ ให้พอเหมาะพอเจาะกับยอดที่จะเสียบ การที่จะใส่กิ่งพันธุ์ไม้ลงไป ต้องขึ้นอยู่กับตอด้วย หากตอมีพื้นที่น้อยก็ไม่ควรใส่ให้เยอะจนเกินไป เพราะจะทำให้มีปัญหาด้านการเจริญเติบโต โดยเทคนิคการจัดการพื้นที่บนตอของคุณสมศักดิ์ คือสามารถเสียบยอดได้มากกว่าสีเดียว โดยดูดอกให้มีหลากหลายสายพันธุ์

เมื่อเฉือนกิ่งพันธุ์แล้ว ก็นำกิ่งพันธุ์ไม้เหล่านั้นมาเสียบที่ยอดตอไม้ที่กรีดเอาไว้ โดยต้องเสียบให้ชิดกัน จากนั้นให้นำพลาสติกใสมาพันบริเวณที่มีการเสียบยอดให้แน่น เพื่อป้องกันกิ่งพันธุ์ไม้หลุดออกจากตอที่เสียบไว้

จากนั้นให้นำเอาถุงพลาสติกใสที่มีกระดาษอยู่ด้านในถุง มาคลุมในส่วนที่เสียบยอดเอาไว้ สำหรับหลายท่านอาจจะสงสัยว่าเหตุใดจึงต้องนำเอากระดาษมารองไว้ในถุง นั่นก็เป็นเพราะจะได้ช่วยกันแดดและกันฝนไปในตัว ในขณะที่เก็บรักษาความชื้นเอาไว้ในเวลาเดียวกัน เพราะความชื้นจะถูกขับออกมาจากตอไม้ โดยวิธีการดูแลในช่วงนี้ก็จัดว่าง่ายดายมาก ซึ่งทำเพียงแค่รดน้ำตามปกติและจะใช้เวลาไม่เกิน 2 อาทิตย์ ยอดที่เสียบก็จะสนิทในทันที

หลังจากยอดที่เสียบสนิทแล้ว ก็ดูแลได้ตามปกติด้วยการรดน้ำ ใส่ปุ๋ย ซึ่งสูตรปุ๋ยที่คุณสมศักดิ์ แนะนำมาจะมีคุณสมบัติ 2 อย่าง ที่ใช้กันในหมู่ผู้ที่เพาะพันธุ์ไม้ทั่วไปคือ สูตร 25-7-7 สูตรนี้จะเป็นสูตรที่ใช้เพื่อเร่งให้ยอดเติบโตอย่างแข็งแรงและรวดเร็ว ถ้าหากว่าโตเป็นพุ่มโดยสมบูรณ์แล้ว จะใช้สูตร 16-16-16 ปิดท้าย

พอยอดที่เสียบเกิดยาวกลายเป็นต้นเฟื่องฟ้าขนาดใหญ่ที่สมบูรณ์แบบ ก็สามารถตัดแต่งให้เป็นพุ่มหรือรูปแบบต่างๆ ก็ได้ ตามที่เราต้องการ

คุณสมศักดิ์ ยังเสริมอีกว่า ถ้าหากยอดที่เสียบเกิดตายหรือกิ่งพันธุ์ที่เราเสียบเกิดไม่ติดกันขึ้นมา สามารถทำได้ตามวิธีนี้

“เราก็เลื่อยตัดตรงนั้นทิ้งเพื่อร่นตอลงมาใหม่ ให้หัวตอกลับมาเป็นเหมือนเดิม หลังจากนั้นก็เสียบใหม่ โดยโอกาสที่มันจะติดก็ขึ้นอยู่กับตอไม้ของเราด้วย ถ้าตอไม้เราแข็งแรงโอกาสติดก็จะประมาณ 90% เลย แต่ถ้ามันติดโรคหรือเชื้อรามาด้วย มันจะขึ้นที่ผิวให้เราเห็น มันก็จะอ่อนแอได้เหมือนกัน”

แนะนำ จากประสบการณ์ที่ผ่านมา

สำหรับผู้ที่ปลูกต้นเฟื่องฟ้าเอง แต่พบปัญหาที่เฟื่องฟ้าไม่ค่อยออกดอกหรือเติบโตแบบไม่สมบูรณ์ คุณสมศักดิ์ แนะนำว่า การที่จะปลูกต้นเฟื่องฟ้าได้ สิ่งหนึ่งที่เราควรรู้คือ เฟื่องฟ้าเป็นพันธุ์ไม้ที่ชอบน้ำและแสงมาก เพราะฉะนั้น การให้น้ำและแสงแดดคือสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทำเลที่ดีที่เหมาะแก่การเพาะคือ ควรจะวางไม้ไว้ในที่โล่งโปร่ง เพราะพืชชนิดนี้จะไม่ชอบที่ร่ม ส่วนการให้น้ำเฟื่องฟ้าจะชอบการให้น้ำแบบวันต่อวัน ถ้าให้มากจนแฉะเกินไป สิ่งที่ได้ก็จะมีแต่ใบ

นอกจากการใส่ใจทางการเพาะพันธุ์ต้นเฟื่องฟ้าในสวนของคุณวรรณา อีกสิ่งหนึ่งที่ทางสวนไม่เคยละเลย คือความต้องการของลูกค้า ทางสวนจะมีเกณฑ์การตั้งราคาที่ง่ายๆ คือ ถ้าต้นเฟื่องฟ้ามีขนาดที่เล็กหรือจัดอยู่ในกระถางเล็ก จะส่งขายอยู่ที่ประมาณ 60 บาท แต่ถ้าเป็นไซซ์ขนาดใหญ่ประมาณ 11-12 นิ้ว ราคาจะอยู่ประมาณ 100 บาทขึ้นไป โดยช่วงที่ขายดีที่สุดของทางสวนคือ ช่วงฤดูหนาว เพราะช่วงนี้ต้นเฟื่องฟ้าจะออกดอกเยอะและสวยมาก

ทั้งนี้ คุณวรรณา ยังบอกต่ออีกว่า นอกจากลูกค้าเป็นชาวไทยด้วยกันเองแล้ว ก็ยังมีลูกค้าเป็นชาวต่างชาติที่ให้ความสนใจในต้นเฟื่องฟ้าอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย นี่จึงทำให้เราได้เห็นว่า อาชีพการเพาะพันธุ์ต้นเฟื่องฟ้าไม่ได้เป็นการค้าขายที่เกิดขึ้นแต่ในประเทศของเราเท่านั้น แต่ยังสามารถเปิดเป็นตลาดการค้าสู่ต่างประเทศได้อีกด้วย

ทั้งนี้ หากผู้อ่านมีความสนใจที่จะปลูกต้นเฟื่องฟ้า หรืออยากศึกษาข้อมูลต่างๆ เพิ่มเติมก็สามารถติดต่อได้ที่ คุณวรรณา แก้วบุญนำ เบอร์โทรศัพท์ (081) 914-8033

ผักบุ้งน้ำ ไทรน้อย งานเกษตรทำง่าย สร้างรายได้ให้มากกว่าที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เทคโนโลยีการเกษตร

อนุชิต ไกรวิจิตร

ผักบุ้งน้ำ ไทรน้อย งานเกษตรทำง่าย สร้างรายได้ให้มากกว่าที่คิด

ผักบุ้ง เป็นพืชที่อยู่ในพื้นที่ประเทศไทยของเรามานาน แล้วก็เป็นที่นิยมอย่างมาก เนื่องจากพืชชนิดนี้มีคุณประโยชน์มากมายจนหาข้อจำกัดไม่ได้เลย เพราะในตัวผักบุ้งนั้นจะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ ที่สำคัญอีกด้วย

พืชชนิดนี้จะอาศัยอยู่เหนือน้ำ หรือในที่ที่มีความแฉะ เพราะพืชชนิดนี้จะชอบน้ำมากเป็นพิเศษ ถ้าหากขาดน้ำไปจะกลายเป็นการสร้างความเสียหายให้กับวงจรของผักบุ้งเลยก็ว่าได้ โดยลักษณะทั่วไปของผักบุ้งคือ ลำต้นจะไม่มีขน ภายในลำต้นจะกลวงโบ๋ ส่วนใบจะออกสลับกัน มีปลายใบที่เรียวแหลมดูสวยงาม จะมีความยาวประมาณ 6-15 เซนติเมตร สามารถพบได้ตามลำคลอง หนอง บึง ร่องน้ำในสวน หรือตามแหล่งน้ำต่างๆ

คุณสุภาวดี แตงสุข คือหนึ่งในเกษตรกรที่ปลูกผักบุ้ง และเป็นเจ้าของแปลงนาผักบุ้งน้ำ ที่ตำบลทวีวัฒนา อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี

ผักบุ้งที่ปลูกจากรุ่นสู่รุ่น

คุณสุภาวดี เล่าว่า เดิมทีที่ดินแห่งนี้ในอดีตเคยเป็นสวนผลไม้มาก่อน แต่เนื่องจากช่วงนั้นต้องประสบกับปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เป็นอย่างหนัก จึงเป็นเหตุที่ทำให้ต้องล้มสวนออกจากบริเวณนั้น แล้วเปลี่ยนมาเป็นนาผักบุ้งที่อยู่ให้เห็นถึงปัจจุบัน

คุณสุภาวดี บอกว่า การทำนาผักบุ้งถือเป็นธุรกิจของครอบครัว ที่ทำสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งในส่วนของคุณสุภาวดีเอง ก็ทำอาชีพนี้มาเป็นระยะเวลาประมาณ 30 ปีแล้ว โดยมีสาเหตุที่เลือกปลูกผักบุ้งประเภทในน้ำว่า ลักษณะเด่นรวมๆ มันปลูกง่าย รวมถึงขั้นตอนอื่นๆ ไม่ต้องลงทุนลงเมล็ดพันธุ์ใหม่ สามารถเอาตัวเก่าของผักบุ้งมาทำพันธุ์เพื่อใช้ได้ต่อเลย และเป็นการช่วยลดต้นทุนได้ และมันจะต่างจากพันธุ์ทั่วไปตรงที่ ผักบุ้งพันธุ์นี้มันดูแลง่าย ตรงที่ว่า ผักบุ้งจีนจะใช้คนงานเยอะ แต่ถ้าเป็นผักบุ้งน้ำ บางทีเรามี 7-8 คน เราก็ทำได้ แต่ถ้าเป็นผักบุ้งพันธุ์อื่นมันจะใช้แรงงานจากคนค่อนข้างเยอะ แต่อันนี้เราตัดแล้วขึ้นกองได้เลย

ผักบุ้ง ปลูกคล้ายแปลงทำนา

ในส่วนของวิธีการปลูก คุณสุภาวดีจะใช้วิธีคล้ายกับนาข้าว ทุกครั้งที่มีการเตรียมดินจะย่ำให้จม ถ้าเป็นนาเก่าหรือนาที่มีผักค้างอยู่ในแปลงต้องย่ำให้หนักๆ เพื่อให้เกิดดินดำผุดขึ้นมา เมื่อเสร็จสิ้นจากการเตรียมดินแล้ว จึงค่อยๆ นำพันธุ์ผักบุ้งที่เป็นยอดๆ จะใช้ประมาณ 3-4 ยอด มาปักหรือดำเหมือนกับการดำนาข้าวแบบทั่วไป แล้วจัดให้ผักบุ้งที่ดำลงไปให้นอนราบ แล้วก็จัดทำเช่นนี้เรียงต่อไปเรื่อยๆ จนสุดแปลง โดยระยะความห่างของแถวจะอยู่ที่ประมาณ 5 ศอก โดยแปลงแห่งนี้จะใช้เวลาในการเพาะปลูกที่ 2 เดือน ก่อนที่จะย่ำทิ้งเพื่อปรับแปลงนาใหม่

โดยระยะเวลาการเจริญเติบโตของผักบุ้งนี้ ถือว่าเป็นไปได้ค่อนข้างดี เพราะเพียงแค่ 3 สัปดาห์ ผักบุ้งที่เพาะก็จะแตกยอดออกมาอย่างรวดเร็ว ทั้งหมดนี้เป็นเพราะการใส่ใจในรายละเอียดการใส่ปุ๋ยบำรุง

“ใช้ปกติเหมือนพืชอื่นๆ เลย แต่จะเป็นสูตรปุ๋ยที่เราจะเลือกเอาเอง ว่าจะบำรุงยอด บำรุงใบ หรือว่าบำรุงลำต้น ส่วนมากเขาจะใช้ 25-7-7 เป็นปุ๋ยเม็ด เราจะใช้ถังใส่ปุ๋ย แล้วก็ค่อยๆ มาหยอดมาเหวี่ยงปุ๋ยตามกอผักบุ้งที่เราปลูก จะใส่อาทิตย์ละหน แต่จะใส่ไม่เยอะ ใช้ 50 กิโลกรัม ต่อ 3 ไร่” คุณสุภาวดี กล่าว

ในส่วนของน้ำในคันนาผักบุ้งถือว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ที่ไม่อาจมองข้ามไปได้ โดยน้ำที่จะเลี้ยงผักบุ้งได้ ต้องมีความลึกประมาณ 50 เซนติเมตร ผู้ดูแลต้องพยายามไม่ปล่อยให้น้ำแห้งจนเกินไป จึงจำเป็นต้องปล่อยน้ำลงนาผักบุ้งเมื่อพื้นที่เริ่มแห้ง 7 วันหลังจากที่ปล่อยน้ำไปแล้ว เมื่อผักบุ้งอยู่ในช่วงที่ดีเราจะต้องรีบตัดทันที ไม่อย่างนั้นขี้ตะไคร่ที่เกิดขึ้นจะมาเกาะได้ เพราะจะทำให้ผักบุ้งโตมาแบบไม่สวย เมื่อนำไปขายจะได้ราคาไม่ดี

ระยะเวลา 2 เดือน คือช่วงเวลาที่ดีในการเก็บผักบุ้ง เพราะในช่วงนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ยอดผักบุ้งยาวและสวยงาม ยอดผักบุ้งของคุณสุภาวดีที่ได้จะมีความยาวอยู่ที่ ประมาณ 30 เซนติเมตร

ศัตรูพืชตัวฉกาจ

ศัตรูพืชเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่คุณสุภาวดีกำชับว่าเป็นอะไรที่ละเลยไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ซึ่งคุณสุภาวดีได้บอกวิธีการป้องกันศัตรูพืชเหล่านี้ว่า “ทุกครั้งที่เราตัดจะมีตัวหนอน ส่วนใหญ่เป็นพวกแมลง เพลี้ยก็กิน ไรแดงก็กิน หนอนก็กวนยอดผักบุ้ง เราหมั่นสังเกตแล้วก็ป้องกัน”

สำหรับการใช้สารเคมี คุณสุภาวดีบอกว่า เน้นความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

สำคัญกว่าแรงใจ

ก็คือ “แรงงาน”

อุปสรรคอีกอย่างที่แก้ไม่หาย สำหรับคุณสุภาวดีก็คือ เรื่องของคนงานนั่นเอง ด้วยความที่มีคนงานเก็บผักบุ้งอยู่ไม่กี่คน แล้วเขาก็ไม่ได้ดูแลเฉพาะนาผักบุ้งเพียงอย่างเดียว แต่ยังปลูกนาข้าวในละแวกนั้น เป็นการสร้างรายได้เสริมอีกด้วย จึงทำให้การที่ต้องลงเก็บผักบุ้งที่แปลงในทุกๆ ครั้ง จะเหนื่อยมากเป็นพิเศษ คุณสุภาวดีจึงมองว่าปัญหาที่สำคัญคือ เรื่องของแรงงานนั่นเอง

ดูแลผักบุ้ง

แล้วอย่าลืมดูแลตัวเอง

อาชีพปลูกผักบุ้งประเภทนี้ เป็นงานที่ต้องทำในน้ำตลอดเวลา เพราะฉะนั้นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องเฝ้าระวังตลอดเวลาคือ เรื่องของโรคต่างๆ ที่เกิดจากการที่ต้องอยู่ในน้ำนานๆ ทางคุณสุภาวดีเผยว่า การทำงานในน้ำแบบนี้ เป็นเรื่องปกติที่อาจจะมีอาการคันจากแหนในน้ำบ้างในบางครั้ง แต่ก็สามารถแก้ไขหรือป้องกันได้ โดยทุกๆ ครั้งที่ขึ้นจากน้ำ เขาจะใช้ครีมอาบน้ำที่มีสารป้องกันหรือฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ในการชำระล้างร่างกายในทุกๆ ส่วน

ผักบุ้ง ยังเป็น

ที่ต้องการของตลาด

ด้านของการตลาดการจำหน่ายผักบุ้งของคุณสุภาวดี เผยว่า “การจัดส่งของเรา เราจะส่งแบบเป็นมัด 1 มัด ของเราจะเป็น 25 กำ ของผักบุ้งที่นำมารวมกัน โดยมาตรฐานของมัด จะอยู่ที่ 5 กิโล หรือจะเกินก็ได้ เพราะถ้าหากเรานำไปส่งที่ตลาด ที่นั่นจะมีการสุ่มตรวจน้ำหนักผักของเรา ซึ่งเราต้องให้ได้เกิน 5 กิโลกรัม ไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นเราจะโดนตำหนิได้”

โดยราคาที่ขายส่ง จะอยู่ที่ มัดละ 30-35 บาท หรือถ้าเป็นในช่วงที่ดีสุดของคนปลูกผักบุ้ง ก็จะมีราคาอยู่ที่ มัดละ 50-60 บาท เลยทีเดียว ถ้าผักดี

ซึ่งตรงนี้ก็ขึ้นอยู่กับการกำหนดราคาของพ่อค้าคนกลางและฤดูกาลตามสภาพอากาศ ถ้าเป็นในช่วงหน้าฝน ผักบุ้งหรือผักอื่นๆ ราคาก็จะตก แต่ถ้าหากอยู่ในช่วงหน้าหนาว ราคาก็จะสลับมาเป็นดี โดยตลาดที่คุณสุภาวดีมักจะนำผักไปส่งเป็นที่หลักๆ ก็คือ ตลาดสี่มุมเมือง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี

ผักบุ้ง เป็นมิตรกับ

ทุกพื้นที่ (ที่ปลูกแล้วอยู่ได้)

ทั้งนี้ในจังหวัดต่างๆ ก็สามารถปลูกผักบุ้งในน้ำได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องเป็นเฉพาะที่จังหวัดนนทบุรี ที่คุณสุภาวดีปลูกไว้เท่านั้น แต่หากจังหวัดอื่นมีพื้นที่ที่มีน้ำจืดและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย ไม่เป็นอุปสรรคจนเกินไป ก็สามารถปลูกได้เช่นกัน ที่ต้องเน้นย้ำเรื่องน้ำและพื้นที่เป็นเพราะเคยมีนาอยู่ที่สมุทรปราการ แล้วก็เคยไปปลูกผักอยู่ที่นั่น แต่มันไม่โอเค เพราะที่แห่งนั้นเป็นน้ำเค็มน้ำกร่อย พอเอาไปปลูกเหมือนกับว่า ผักมันจะไม่ชอบ พอปลูกก็เหมือนยอดจะเล็ก การเจริญเติบโตก็จะต่างกัน ส่วนมากเหมือนเขาจะชอบน้ำจืดมากกว่า ถ้าเป็นแม่น้ำก็ไม่มีปัญหานะ

สุดท้ายนี้ คุณสุภาวดี ยังฝากถึงคนที่คิดอยากที่จะลองทำผักบุ้งในน้ำ ประกอบเป็นอาชีพหลักหรืออาชีพเสริมว่า”การปลูกผักบุ้ง มันก็เหมือนการปลูกผักทุกอย่างแหละ คือทุกครั้งที่เราทำ ก็ต้องเอาใจใส่เขาให้มากๆ เหมือนกันนะ เราต้องดูพวกศัตรูพืช ถ้ามีวัชพืชมาเกาะหรือมาทำลายผักบุ้งของเรา เราก็ต้องเก็บ เหมือนผักที่เราปลูกทุกอย่าง ถ้าเราทำดีหรือตั้งใจ ผลผลิตที่ได้ก็จะดีตามไปเอง”

หากใครมีความสนใจที่จะปลูกผักบุ้งในน้ำ ก็สามารถปรึกษาได้ที่ คุณสุภาวดี แตงสุข หมายเลขโทรศัพท์ (089) 107-0124

อดีตนักเรียนนอก กับงานเกษตรผสมผสาน ที่โคราช

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05037151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เศรษฐกิจพอเพียง

อนุชิต ไกรวิจิตร

อดีตนักเรียนนอก กับงานเกษตรผสมผสาน ที่โคราช

ในยุคที่เศรษฐกิจอย่างทุกวันนี้ มีผู้คนมากมายที่ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าอาชีพการงานจะสร้างกำไรได้มากแค่ไหน ก็มีอันต้องได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ดั่งการโดนต้องคำสาปเลยทีเดียว

แต่สำหรับเขาคนนี้ คุณอภิศักดิ์ พันธุ์ไชย ที่เล็งเห็นถึงทางออก โดยเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยว ให้เป็นเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งเป็นการเพิ่มความหลากหลายทางงานเกษตร และเป็นการเพิ่มรายได้ไปในตัว

“เกษตรนี่มันไม่ใช่ทางเลือก แต่มันเป็นทางรอดของเรา” นี่คือคำกล่าวของคุณอภิศักดิ์ เกษตรกรหนุ่มชาวโคราช ที่อยู่บ้านเลขที่ 210 หมู่ที่ 4 ตำบลโคกสูง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ผู้ทำการเกษตรแบบผสมผสาน

จากนักเรียนนอก สู่การเป็นเกษตรกรพื้นบ้าน

คุณอภิศักดิ์ เล่าให้ฟังว่า แต่ก่อนเคยทำงานอยู่ที่กรุงเทพมหานคร และมีโอกาสได้ศึกษาเกี่ยวกับมนุษยศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ และปริญญาโทเอกภาษาญี่ปุ่น ทำให้มีโอกาสได้โควต้าไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ก็เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ก็ได้รู้จักกับอาจารย์ที่สอนภาษาญี่ปุ่น ท่านก็มีความรู้ความเข้าใจและค่อนข้างสนใจเรื่องของสหกรณ์การเกษตร ท่านก็มักจะพาไปดูการทำเกษตรในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศญี่ปุ่น ทำให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขามีความคิดที่จะกลับมาทำการเกษตรที่บ้านเกิดจังหวัดนครราชสีมานั่นเอง เพราะมองว่าอุตสาหกรรมการเกษตรที่ประเทศไทยดีกว่าประเทศญี่ปุ่นค่อนข้างมาก ก็ตัดสินใจที่จะกลับมาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อกลับมาทำการเกษตรที่บ้านทันที

และเนื่องด้วยความที่จังหวัดนครราชสีมา มีพื้นที่เป็นจำนวนมากใช้ในการทำการเกษตรเป็นส่วนใหญ่ จึงกลายเป็นแรงสนับสนุนชั้นดีที่ทำให้คุณอภิศักดิ์ กล้าที่จะเดินหน้าทำการเกษตรอย่างเต็มที่

“พอดีที่บ้านทำนากันเยอะ ก็เลยจัดตั้งโรงสีข้าวขึ้นมา พอมีโรงสีเราก็มีรำมีปลายข้าว เราก็เอาสิ่งเหล่านี้ไปเลี้ยงสัตว์ ก็จะเป็นเป็ดไข่ แล้วก็เลี้ยงค่อนข้างเยอะ ก็เลยทำให้หาอาหารไม่ทัน แรกๆ ลำบากหน่อย พอเลี้ยงมาได้ 6 ปีแล้ว ก็เริ่มรู้แนวทาง และก็ประคองมาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้” คุณอภิศักดิ์ กล่าว

พอหลังจากที่เขาได้เทคนิคต่างๆ มากมายจากการเลี้ยงเป็ดไข่ จึงทำให้เขามีเวลาว่างมากพอที่จะมีไอเดียว่า จะปลูกพืชผักสวนครัวต่อทันที แล้วก็ได้หาข้อมูลการปลูกผักสวนครัวจากโลกโซเชียลต่างๆ เช่น เฟซบุ๊ก ยูทูป เพื่อใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติ

หลังจากที่ลงมือปลูกผัก พืชชนิดแรกที่คุณอภิศักดิ์ปลูกก็คือ ถั่วฝักยาว ซึ่งในช่วงแรก คุณอภิศักดิ์ ได้บอกว่า ผลจากการที่ปลูกถั่วฝักยาวเพียงอย่างเดียว ทำให้ทุกครั้งเวลาจะนำไปขาย จะทำให้ขายไม่ออก เนื่องจากถั่วฝักยาวที่ผลิตมีจำนวนเยอะเกินความต้องการ ตลาดทั่วไปจึงไม่สามารถรับซื้อได้ทั้งหมด

คุณอภิศักดิ์ จึงเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ด้วยการใช้พื้นที่ที่ตนเองมีเพียง 2 ไร่นั้น ในการจัดทำการเกษตรแบบผสมผสาน

ในอีกด้านคุณอภิศักดิ์ ยังบอกอีกว่า เขาได้ใช้เกษตรประณีตในการปลูกในพื้นที่จำกัด จะมีพืชที่ใช้ปลูกคือ แคบ้าน เพกา กะเพรา โหระพา และแมงลัก โดยให้เหตุผลถึงการเลือกปลูกพืชเหล่านี้ว่า เนื่องจากช่วงหลังๆ ประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้งในหลายพื้นที่บ่อยมาก นั่นรวมถึงที่โคราชด้วยเช่นกัน จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกษตรกรหนุ่มคนนี้ เลือกที่จะปลูกพืชที่ทนแล้ง เพราะนอกจากจะสู้ภัยแล้งได้แล้ว ยังเป็นพืชที่ดูแลง่ายและก็สามารถจำหน่ายได้ง่ายด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ คุณอภิศักดิ์ ยังบอกถึงวิธีการจัดตำแหน่งพื้นที่ที่ใช้ทำการเกษตรอีกว่า

“ผมมีพื้นที่อยู่ 2 ไร่ ในส่วนของไร่ที่หนึ่ง ผมก็จะแบ่งไว้เลี้ยงสัตว์ ส่วนอีกไร่ก็จะใช้ปลูกพืช…พอดีว่ามันจะมีคลองอยู่ทางด้านหน้าที่ติดถนน ผมก็เลยใช้เป็นพื้นที่ในการเลี้ยงปลาไป พอมาปีนี้ก็แล้งอีกแล้ว น้ำก็ไม่มี เลยหยุดการเลี้ยงปลาไปก่อน”

จากปัญหาภัยแล้งตรงนี้ทำให้คุณอภิศักดิ์ ต้องทำการเกษตรเพียง 2 อย่างเท่านั้น คือ การเลี้ยงสัตว์และปลูกพืชผักสวนครัว

วิธีการป้องกันศัตรูพืช แบบประหยัด

แน่นอนว่าอุปสรรคอันดับต้นๆ ของการทำการเกษตรคือ เรื่องของศัตรูพืชที่พร้อมจะสร้างความเสียหายให้กับพืชผลไร่นา ของเกษตรกรทุกๆ ครัวเรือน ซึ่งถ้าหากเป็นคนทั่วไปอาจจะยังใช้สารเคมีต่างๆ ในการกำจัดศัตรูพืชต่างๆ แต่สำหรับคุณอภิศักดิ์แล้ว เลือกที่จะกำจัดศัตรูพืชเหล่านี้ด้วยการใช้พริกแกงในการป้องกันแมลง ซึ่งเขาก็ได้บอกว่า ได้แนวคิดที่จะใช้พริกแกงในการกำจัดศัตรูพืชมาจากโลกโซเชียล นั่นก็คือ ยูทูป เขาได้ศึกษาวิธีการต่างๆ ในยูทูปอย่างละเอียด ก่อนที่จะลงมือผสมพริกแกงตามสูตร (อัตราส่วน พริกแกง 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หมักทิ้งไว้ 1 คืน)

โดยเขาบอกว่า ส่วนผสมของเครื่องพริกแกงจะมีสมุนไพร ซึ่งได้แก่ ขิง ข่า จะคอยช่วยป้องกันเชื้อราไม่ให้ขึ้นพืชและตัวพริกจะใช้ป้องกันแมลงได้ไปในตัว ส่วนโรคพืชจะใช้แต่ไตรโคเดอร์มา และเขายังบอกอีกว่ามีรายการหนึ่งของญี่ปุ่น เขาก็บอกว่าพวกน้ำยาล้างจาน หรือที่เรียกว่า สารจับใบ มันจะไปทำลายผิวของแมลงศัตรูพืช ก็เลยใช้ผสมไปในพริกแกงประมาณ 1 ช้อน เมื่อผสมได้แล้วจะใช้ฉีดทุกอาทิตย์ และที่สำคัญพืชผักที่ได้จะปลอดสารพิษอย่างแน่นอน

ในส่วนของปุ๋ยก็ใช้สิ่งของที่ตนเองมี โดยจะเป็นการใช้แกลบที่มีอยู่ในโรงสีอยู่แล้ว นำไปหมักกับอุจจาระของหมูและอุจจาระของเป็ดที่ได้เลี้ยงเอาไว้ เพื่อนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ย นี่เท่ากับว่าสามารถประหยัดได้ทั้งค่าใช้จ่ายในส่วนของพริกแกงกำจัดแมลง ที่ต้องจ่ายให้กับพริกแกงเพียง กิโลกรัมละ 30 บาทเท่านั้น และในส่วนของค่าปุ๋ยก็ไม่ต้องเสียเงินเลยแม้แต่บาทเดียว หรือถ้าเสียจริงๆ ก็ดูจะน้อยมาก

โดยผลผลิตส่วนใหญ่จะขายได้ดีเกือบทั้งหมด ซึ่งสินค้าที่สร้างรายได้ดีหลักๆ ให้กับคุณอภิศักดิ์ ก็จะเป็นไข่เป็ด แต่ก็จะมีอุปสรรคอยู่ที่หน้าฝน เพราะจะทำให้ผลผลิตไม่สามารถออกได้มากตามที่ต้องการ ส่วนของพืชผักสวนครัวก็สามารถจำหน่ายสู่ตลาดได้เรื่อยๆ นั่นเป็นเพราะการปลูกผักที่หลากหลาย จึงสามารถขายออกได้ทั้งหมด

คุณอภิศักดิ์ บอกว่า ตอนนี้ตัวเขาเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของยังสมาร์ท ฟาร์มเมอร์ เมื่อในสมาชิกกลุ่มได้พืชผักหรือผลผลิตต่างๆ ก็นำมารวมกัน เพื่อไปขายสู่ตลาดกลางในเมืองโคราชอีกที ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพื้นที่ 2 ไร่ ที่มีอยู่ไม่พอกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ ยังมีห้างสรรพสินค้าชั้นนำในจังหวัด ที่ติดต่อให้นำผลผลิตทางการเกษตรไปจำหน่ายให้กับห้างสรรพสินค้า รวมถึงตามตลาดต่างๆ ในจังหวัดนครราชสีมาด้วยเช่นกัน

เกษตรแบบผสมผสาน ทางเลือกที่ดีกว่า

แต่ก่อนคุณอภิศักดิ์ เคยเป็นหนึ่งในเกษตรกรที่เลือกทำการเกษตรแบบเดี่ยว ด้วยปัจจัยในเรื่องของค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น รวมถึงการขาดแคลนของอาหารสัตว์ที่หามาได้ไม่พอกับจำนวนที่เลี้ยงไว้ จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณอภิศักดิ์ หันมาทำเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อจะได้ใช้ต้นทุนในการซื้ออาหารสัตว์ได้หลากหลาย ไม่ประสบปัญหาอาหารไม่พอเลี้ยง

“เราก็สามารถใช้ต้นทุนเรา หาอาหารสัตว์ที่แตกต่างกันได้ ตอนนี้เราก็มีหมูป่าอยู่ 14 ตัว ก็จะได้เศษอาหารมาจากโรงเรียนบ้าง ปั๊มน้ำมันบ้าง หรือว่ามีงานตามที่ต่างๆ เราก็สามารถหาเศษอาหารจากจุดๆ นั้นมาได้ เราก็ถือคติที่ว่า ด้านได้อายอดนะ สมัยก่อนเลี้ยงหมูบ้าน 4-5 รุ่น ก็เลยเลิกเลี้ยง มาเลี้ยงหมูป่าแทน เอาเศษอาหารให้อย่างเดียว วันไหนที่โรงเรียนปิดเราก็เอาต้นกล้วยหรือว่าผักบุ้งมาเป็นอาหารแทนได้”

เลี้ยงหมูป่า ควบคู่กับการทำเกษตรแบบผสมผสาน

หมูป่า เป็นสัตว์เศรษฐกิจที่เลี้ยงง่าย สามารถใช้อาหารท้องถิ่นที่มีอยู่ได้ ปัจจุบันความต้องการในการบริโภคเนื้อหมูมีค่อนข้างมาก แต่มีผู้เลี้ยงน้อย ทำให้ผลผลิตเนื้อหมูป่ามีไม่เพียงพอ ดังนั้น ราคาเนื้อหมูป่าจึงแพงกว่าเนื้อหมูปกติทั่วไป จึงเป็นเหตุที่ทำให้คุณอภิศักดิ์ เลือกเลี้ยงหมูป่าเพิ่มจากเดิมทีที่เลี้ยงเป็ดและไก่ไว้อยู่แล้ว

คุณอภิศักดิ์ บอกว่า เริ่มนำหมูป่ามาเลี้ยงครั้งแรกจากโรงเรียนบุญเหลือ

“ช่วงแรกที่นำมาเลี้ยงมีอยู่ 8 ตัว ในส่วนของตัวผู้เราจะเก็บเอาไว้แค่ตัวเดียว ส่วนตัวเมียจะเก็บไว้เยอะหน่อย สาเหตุที่เราชำแหละตัวผู้ไปเยอะ เพราะจะได้เก็บตัวเมียไว้ทำพันธุ์”

กำไรส่วนใหญ่ที่ได้มาจากการเลี้ยงหมูป่าคือ การขายเนื้อหมูแบบแยกขายเป็นกอง

“แต่ก่อนเคยมีคนมาซื้อตัวเล็กๆ ตัวละ 1,500 บาท แต่มาคำนวณดูแล้วผมว่ามันไม่คุ้มนะ ถ้าเลือกที่จะเลี้ยงให้โตแล้วชำแหละและแยกขายเป็นกอง ก็จะทำให้มีรายได้ที่ต่างกันออกไป ถ้าขายให้ชาวบ้านก็จะขายกองละ 500 บาท ขายสัก 10 กอง ก็ได้ละประมาณ 5,000 บาท แต่ถ้าเป็นบางกอง นี่กองละพันเลย” คุณอภิศักดิ์ กล่าว

นอกจากนี้ ข้อดีที่เห็นได้ชัดคือ กำไรที่ได้จากการเลี้ยงสัตว์เชิงเศรษฐกิจแล้ว ยังมีพืชผักสวนครัวอีกมากมายที่ปลูกไว้ตั้งแต่แรกเริ่ม

การเอาตัวรอด ในยุคที่เกษตรมีการแข่งขันสูง

ณ จุดนี้ ประเทศไทยของเราได้ก้าวสู่ AEC แบบเต็มตัวแล้ว แน่นอนว่าเราจะต้องเจอกับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากมาย โดยเฉพาะสินค้าประเภทเกษตรที่ตอนนี้ได้มีการนำเข้ามาเป็นอย่างมาก เช่น กระเทียมจีน หอมจีน กะหล่ำปลี เป็นต้น ถ้าเรามองอีกมุมหนึ่งเราจะได้ความคิดที่ว่า ทำไมเราถึงลองปลูกหรือสร้างพันธุ์พืชต่างๆ ด้วยตัวเอง และอีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้อยู่รอดได้เช่นกัน การเรียนรู้การแปรรูปจากผลผลิตที่เรามีอยู่ ให้เกิดเป็นอาหารหรือสินค้าที่น่าสนใจ จะกลายเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเราได้ทันที

“ตอนนี้ถ้าเรามีสมุนไพรอะไรที่อยู่ในสวน เราก็เอาไปทำน้ำสมุนไพรด้วย และตอนนี้ที่กำลังจะคิดในปีนี้ก็น้ำสมุนไพรที่ใส่หญ้าหวาน ไม่ใส่น้ำตาล ก็กำลังจะพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ไปเลย” คุณอภิศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ หากท่านผู้อ่านมีความสนใจที่จะทำการเกษตรแบบผสมผสาน แต่ต้องการข้อมูลต่างๆ ก็สามารถปรึกษาได้ที่ คุณอภิศักดิ์ พันธุ์ไชย ที่หมายเลขโทรศัพท์ (090) 669-7859

เลี้ยงไส้เดือนดิน งานวัยเกษียณ ของ ครูพิศมัย ลิ้มสมวงศ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เศรษฐกิจพอเพียง

ธงชัย พุ่มพวง

เลี้ยงไส้เดือนดิน งานวัยเกษียณ ของ ครูพิศมัย ลิ้มสมวงศ์

ปัจจุบัน เรื่องของสิ่งแวดล้อมได้รับความสนใจและให้ความร่วมมือกันอย่างกว้างขวาง หนึ่งในสาเหตุของปัญหาสิ่งแวดล้อมคือ การกำจัดขยะอินทรีย์ต่างๆ เช่น เศษอาหาร เศษผักและผลไม้ เป็นต้น หากกำจัดไม่ถูกวิธี อาจก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น มลพิษทางน้ำและกลิ่น ปัญหาขยะล้นเมือง แหล่งเพาะเชื้อโรค แมลง ที่ส่งผลต่อมวลมนุษย์ วิธีการหนึ่งในการกำจัดขยะอินทรีย์คือ การใช้ไส้เดือนดินเพื่อกำจัดขยะ ในทางตรงแล้ว ยังทำให้เกิดประโยชน์ด้านการเกษตรหลายชนิด ได้เป็นปุ๋ยไส้เดือนดิน และปุ๋ยน้ำหมักไส้เดือนดิน

ครูพิศมัย ลิ้มสมวงศ์ อดีตข้าราชการครู โรงเรียนบ้านแม่โจ้ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เล่าให้ฟังว่า หลังจากจบการศึกษาด้านการเกษตรที่โรงเรียนเกษตรกรรมพิษณุโลก หรือเกษตรบ้านกร่าง รุ่นที่ 8 ได้สอบบรรจุเป็นครูสอนในจังหวัดพิษณุโลกหลายปี ล่าสุดย้ายมาสอนที่โรงเรียนบ้านแม่โจ้ ที่เป็นถิ่นกำเนิดของตนเอง ประมาณ 2 ปีที่ผ่านมา

ในฐานะที่เป็นครูเกษตรจึงได้รับการคัดเลือกให้เข้าอบรมเรื่องการเลี้ยงไส้เดือนดิน ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาไส้เดือนดิน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จากนั้นจึงสร้างเรือนโรงเลี้ยงไส้เดือนดินขนาดเล็กๆ ภายในโรงเรียน สอนเด็กนักเรียนตั้งแต่การเลี้ยงไส้เดือนดินในถังน้ำสีดำ เลี้ยงในลิ้นชักพลาสติก แบบ 4 ชั้น จนเด็กนักเรียนสามารถนำไปปฏิบัติและใช้ที่บ้านของตนเองได้

ในปี 2558 ครูพิศมัย เกษียณอายุราชการ จึงเริ่มเลี้ยงไส้เดือนบริเวณบ้าน และจัดเป็นศูนย์เรียนรู้ไส้เดือนดินสำหรับนักเรียนและเกษตรกรทั่วไป เนื่องจากบ้านและโรงเรียนที่เคยสอนนั้นอยู่ใกล้กัน

ครูพิศมัย เล่าต่อว่า ไส้เดือนดินมีหลายสายพันธุ์ แต่ที่นิยมเลี้ยงในบ้านเรามี 2 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์สีแดงออกม่วง ตัวขนาดเล็ก ชอบอาศัยผิวดินอยู่ในขยะอินทรีย์ มูลสัตว์ กินอาหารเก่ง ที่เรียกกันว่า “ขี้ตาแร่” ไส้เดือนดินอีกชนิดหนึ่งลำตัวสีเทา มีขนาดใหญ่ ชอบอาศัยอยู่ใต้ดินค่อนข้างลึก พบได้ในสวนผลไม้ สนามหญ้า กินอาหารน้อย เมื่อเลือกสายพันธุ์ไส้เดือนดินที่ต้องการได้แล้วจึงจัดเตรียมสถานที่ ต้องไม่เป็นบริเวณที่น้ำท่วมขัง อยู่ใกล้กับแหล่งขยะอินทรีย์ หรือใกล้แหล่งผลิตจำหน่ายผัก ผลไม้ หรือตลาดผักสด

“บ้านตนเองอยู่ใกล้ตลาดสดแม่โจ้ มีเศษผักที่แม่ค้าตัดและคัดใบผักออกทิ้ง จึงมีอาหารเลี้ยงไส้เดือนดินตลอดเวลา จากนั้นสร้างบ่อเลี้ยงด้วยปูนซีเมนต์แบบสี่เหลี่ยม ยาวตามขนาดของพื้นที่ นำดิน 4 ส่วน ผสมกับมูลวัว 1 ส่วน ผสมให้เข้ากัน เกลี่ยให้สม่ำเสมอ รดน้ำให้มีความชื้น หมักทิ้งไว้ประมาณ 7 วัน จากนั้นจึงปล่อยไส้เดือนดิน พื้นที่ 1 ตารางเมตร จะใช้ไส้เดือนประมาณ 1 กิโลกรัม ให้อาหารด้วยการนำเศษผักวาง หรือขุดหลุมไว้เป็นจุดๆ ไม่ควรเทกองรวมกันซึ่งจะเป็นสาเหตุให้แมลงวันมาวางไข่ได้ หรืออาจใช้ลวดตาข่าย ตะแกรงปิดด้านบนป้องกันแมลงวัน นก หนู เข้าไปกินอาหารในที่เลี้ยง”

ครูพิศมัย บอกว่า หลังจากที่ไส้เดือนดินขึ้นมากินอาหารแล้ว อาหารและดินบางส่วนจะถูกย่อยสลายภายในลำไส้ของไส้เดือน แล้วถ่ายออกมาเป็นมูล มีลักษณะเป็นเม็ดสีดำปนน้ำตาล จะมีธาตุอาหารสูงและมีจุลินทรีย์จำนวนมาก จึงเรียกว่า “ปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน” จึงตักปุ๋ยที่อยู่บริเวณผิวหน้าดินเหล่านี้ออกไปตากแห้ง ร่อนให้แตก และเม็ดเท่าๆ กัน พร้อมที่จะนำไปใช้ได้ ในขณะเดียวกันภายในบ่อซีเมนต์หรือถังที่ใช้เลี้ยงไส้เดือนดินก็จะเกิดน้ำที่ได้จากกระบวนการผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน ที่เกิดจากการเน่าสลายของเศษขยะอินทรีย์ที่ใช้เป็นอาหารของไส้เดือนดิน เรียกว่าน้ำหมักมูลไส้เดือนดิน มีลักษณะเป็นของเหลวสีน้ำตาลดำ ไม่มีกลิ่นเหม็น และมีส่วนประกอบของธาตุอาหารพืช ฮอร์โมนพืช และจุลินทรีย์หลายชนิด

ครูพิศมัย ให้คำแนะนำว่า การนำปุ๋ยมูลไส้เดือนดินไปใช้ปลูกต้นไม้ ควรใช้ปุ๋ย 1 ส่วน ดินปลูก 3 ส่วน หากใช้บำรุงต้นไม้ ควรโรยรอบๆ โคนต้น ปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับขนาดของต้นไม้ หรือ 1-2 ช้อนโต๊ะ ในไม้กระถางทุก 15 วัน หากนำไปใช้ในแปลงพืชผักพื้นที่ตารางเมตรละ 1 กิโลกรัม ใส่ในช่วงปรับปรุงดินก่อนปลูก จากนั้นใส่มูลไส้เดือนดินทุก 15 วัน จนถึงการเก็บเกี่ยวผลผลิต หากนำไปใช้กับไม้กระถาง ไม้ใบ ไม้ดอก ใช้ 2-4 ช้อนโต๊ะ ขึ้นอยู่กับขนาดความกว้างของกระถาง ใส่ทุก 15 วัน อาจนำปุ๋ยมูลไส้เดือนดินไปใช้เป็นวัสดุเพาะกล้า เพาะเมล็ด โดยไม่ต้องผสมดินเลยก็ได้ ขณะนี้ที่บ้านพร้อมเป็นแหล่งเรียนรู้การเลี้ยงไส้เดือนดิน มีผลิตภัณฑ์แสดงและจำหน่าย ได้แก่ พันธุ์ไส้เดือนดินทั้ง 2 สายพันธุ์ ปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน น้ำหมักมูลไส้เดือนดิน

ผู้ที่สนใจติดต่อได้ที่ กอหญ้าฟาร์มแม่โจ้ โทร. (089) 435-7097, (081) 950-9162

พะเยา ก็มีเงาะโรงเรียน แสนอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เทคโนโลยีการเกษตร

การุณย์ มะโนใจ

พะเยา ก็มีเงาะโรงเรียน แสนอร่อย

ที่บ้านต๊ำพระแล อำเภอเมืองพะเยา มีเกษตรกรได้นำเงาะพันธุ์โรงเรียนมาปลูก เพราะผลผลิตที่ออกมามีความอร่อย เนื้อล่อนแห้ง ไม่แฉะ หวานกรอบ อาจจะเป็นเพราะดินแถวบ้านต๊ำพระแล มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่ทำการเกษตร มีคนบอกว่าดินแถวนี้เคยเป็นพื้นที่ภูเขาไฟเก่า ประกอบกับพื้นที่ของบ้านต๊ำพระแล อยู่บริเวณเชิงเขาหลวงยังมีความอุดมสมบูรณ์ น้ำที่ใช้รดต้นเงาะและทำการเกษตรจะไม่มีสารเคมีตกค้าง เนื่องจากเป็นต้นน้ำ และตอนนี้ที่ดินเขตพื้นที่บ้านต๊ำพระแลนอกจากจะเลี้ยงปลานิล ยังสามารถปลูกมังคุด ทุเรียน และลองกอง ที่มีรสชาติอร่อยมาก

โดยเฉพาะ คุณอดุลย์ อ้อยหวาน อายุ 35 ปี ผู้ใหญ่บ้านต๊ำพระแล บ้านเลขที่ 309/1 หมู่ที่ 11 ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมืองพะเยา มีพื้นที่เพาะปลูกเงาะ จำนวน 4 ไร่ จำนวน 60 ต้น และมีเกษตรกรรายอื่นๆ ปลูกอีก รวมพื้นที่ประมาณ 50 ไร่ การจำหน่าย จะจำหน่ายให้กับผู้ที่เคยชิมก็สั่งซื้อจากเกษตรกรชาวสวนโดยตรง ในส่วนของผู้ใหญ่อดุลย์จะขายส่งให้กับผู้ค้าตลาดมณีรัตน์ ตำบลบ้านต๋อม อำเภอเมืองพะเยา

อันที่จริงแล้วเงาะก็มีอยู่หลายสายพันธุ์ และหารับประทานได้ไม่ยาก แต่ถ้าพูดถึงเงาะที่อร่อย หลายๆ คนถูกปาก และเป็นเงาะที่เนื้อหวาน กรอบ อร่อยแล้ว ทุกคนก็ต้องนึกถึง “เงาะโรงเรียน” เป็นอันดับแรก

เงาะ เป็นไม้ผลเมืองร้อน มีอายุนานหลายปี เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอุณหภูมิ ระหว่าง 22-35 องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ำฝน 2,000-3,000 มิลลิเมตร/ปี มีการกระจายตัวของฝนสม่ำเสมอ สภาพพื้นที่มีความชื้นสูง 75-85 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องการสภาพแห้งแล้งก่อนออกดอกติดต่อกัน 21-30 วัน แหล่งปลูกไม่ควรสูงจากระดับน้ำทะเลเกิน 650 เมตร ไม่ชอบสภาพพื้นที่หนาวเย็น โดยเฉพาะบริเวณที่มีหิมะตก เงาะชอบดินร่วนเหนียว มีความอุดมสมบูรณ์สูง ความลึกของหน้าดินไม่ควรน้อยกว่า 1 เมตร ค่าความเป็นกรด-เป็นด่างของดิน 5.0-6.5 มีการระบายน้ำดี ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มปลูกจนเริ่มให้ผลผลิตมีอายุตั้งแต่ 4 ปีขึ้นไป

เงาะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่ออกดอกจนผลแก่ ใช้เวลาประมาณ 130-160 วัน และเงาะสามารถนำมาทำประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น รับประทานผลสด ทำเงาะแช่น้ำเชื่อมบรรจุกระป๋อง ทำแยม ไขของเงาะสามารถนำมาทำเป็นสบู่และเทียนไขได้ นอกจากนี้ รากและเปลือกของเงาะยังสามารถนำมาทำยาสมุนไพรได้ด้วย

ที่มาของเงาะโรงเรียน เป็นผลไม้ของดีขึ้นชื่อของบ้านนาสาร อำเภอนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี

อำเภอบ้านนาสาร เป็นพื้นที่ที่มี “ทรัพย์ในดิน สินในน้ำ” ใต้พื้นดินประกอบด้วยแร่บนดิน มีผลไม้เงาะพันธุ์ต้นแรกของประเทศไทย

ประวัติความเป็นมาของเงาะพันธุ์อร่อยเลื่องชื่อนี้ เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2480 นายเคหว่อง เป็นชาวปีนัง ได้เดินทางมาทำกิจการเหมืองแร่ดีบุก ที่อำเภอบ้านนาสาร โดยทำเหมืองที่บ้านเหมืองแกะและที่บ้านขุนทองหลาง พักอาศัยอยู่ริมทางรถไฟ (ซึ่งปัจจุบัน เป็นโรงเรียนนาสาร) นายเคหว่อง ได้นำเงาะพันธุ์พื้นเมืองของปีนังมานั่งรับประทานแล้วได้ทิ้งเมล็ดไว้ (เงาะปีนัง ผลใหญ่ ลักษณะทรงรี เปลือกหนา มีผลสีแดงเข้ม ไม่หวาน) ด้วยเหตุของดินที่ดีและมีความชุ่มชื้น อุณหภูมิพอเหมาะ ทำให้เมล็ดที่ถูกทิ้งไว้ งอกขึ้นมาประมาณ 3 ต้น

เมื่อนายเคหว่อง เลิกกิจการเหมืองแร่ ได้ขายบ้านพักพร้อมที่ดินให้กับทางราชการ สมัยนั้นราคาประมาณ 1,200 บาท ต่อมาทางราชการได้ตั้งเป็นโรงเรียน ชื่อโรงเรียน “นาสาร” โดยมี ครูแย้ม พวงทิพย์ เป็นครูใหญ่ ต้นเงาะทั้ง 3 ต้น ได้เจริญงอกงาม ใหญ่โตขึ้นจากดินที่อุดมสมบูรณ์และต่อมาได้ออกดอกติดผล จำนวนต้นเงาะทั้ง 3 ต้น มีอยู่ต้นหนึ่ง ผลของเงาะมีรสชาติหวาน กรอบ อร่อย ซึ่งแตกต่างจากพันธุ์ดั้งเดิม ต่อมาได้มีการนำไปให้กับพี่น้องชาวนาสารปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจ และได้ขยายพันธุ์ไปยังจังหวัดต่างๆ โดยตั้งชื่อจากแหล่งกำเนิด คือโรงเรียนนาสาร จึงใช้ชื่อว่า “เงาะโรงเรียน”

ในปี พ.ศ. 2512 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จฯ จังหวัดสุราษฎร์ธานี นายชัช อุตตมางกูร ผู้นำชาวสวนเงาะได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายผลเงาะโรงเรียน และขอพระราชทานชื่อพันธุ์เงาะนี้เสียใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสว่า “ชื่อเงาะโรงเรียนดีอยู่แล้ว” ตั้งแต่นั้นมา เงาะพันธุ์นี้จึงได้ชื่อว่า เงาะโรงเรียน อย่างเป็นทางการ

สนใจ อยากชิมรสชาติเงาะโรงเรียนของจังหวัดพะเยา เชิญได้ที่ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา แล้วท่านจะติดใจ

แก้วมังกรป้าศรี ที่หนองย่างเสือ สระบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เทคโนโลยีการเกษตร

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

แก้วมังกรป้าศรี ที่หนองย่างเสือ สระบุรี

แก้วมังกร เป็นพืชอยู่ในวงศ์ Cactaceae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับตะบองเพชร มีแหล่งกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในประเทศแถบอเมริกากลาง เมื่อประมาณ 100 ปีก่อน มีบาทหลวงจากประเทศฝรั่งเศสนำเข้ามาปลูกในประเทศแถบเอเชียแห่งแรกคือเวียดนามก่อน มีการปลูกแพร่หลายตามแนวชายฝั่งทะเลตะวันออกจากเมืองญาตรังไปจนถึงไซ่ง่อน แล้วจึงแพร่หลายมาในประเทศไทย

ในสมัย 10 กว่าปีก่อน แก้วมังกรมีราคาซื้อขายกันในตลาด กิโลกรัมละ 100 บาท ซึ่งถือว่าแพงมาก แต่คนมีกะตังค์ก็ยังนิยมซื้อกิน เนื่องจากเป็นของโก้เก๋ แต่จริงแล้วรสชาติของแก้วมังกรไม่ได้มีอะไรวิเศษวิโสสมกับราคา และอีกประการหนึ่งแก้วมังกรขยายพันธุ์ได้ง่าย มีการปลูกกันอย่างแพร่หลาย จึงทำให้ราคาของแก้วมังกรในเวลาต่อมามีราคาตกต่ำลง แต่เหมือนมีอัศวินม้าขาวมาช่วย เนื่องจากสังคมไทยเริ่มจะเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย หรือ ชช. ผู้เชี่ยวชาญชีวิต โรคถาวรต่างๆ ที่ต้องติดตัวเราจนตาย เช่น ความดัน ไขมัน และเบาหวาน เป็นโรคฮิตสำหรับท่านเหล่านี้ เผอิญคนไทยนิยมบริโภคอาหารรสจัดจ้าน รวมถึงผลไม้ด้วย เช่น ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ ลองกอง เป็นต้น ผลไม้รสจัดเหล่านี้เป็นผลไม้ต้องห้ามสำหรับโรคดังกล่าว โดยเฉพาะเบาหวาน หันไปหันมาเหลือแต่ลูกตะขบ กะทกรก ชำมะเลียง ซึ่งการนำมาบริโภคอาจจะเป็นที่อุจาดตาและตลกขบขันสำหรับคนเมืองเป็นยิ่งนัก จึงมาลงเอยที่แก้วมังกรผลไม้ต่างชาติต่างศาสนา ซึ่งมีความหวานน้อยและรสไม่จัดจ้าน จนกลายเป็นผลไม้สำหรับสุขภาพไป

สรรพคุณมากมาย

สรรพคุณของแก้วมังกรพอสดับได้ดังนี้ คือ ช่วยดับกระหายคลายร้อน ซึ่งแหงๆ อยู่แล้ว ผลไม้ที่มีน้ำเยอะๆ เช่น แตงโม สรรพคุณพื้นฐานคือดับกระหาย เพราะมีน้ำเยอะ แก้วมังกรสามารถช่วยควบคุมระบบน้ำตาลในเลือดสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน บรรเทาโรคโลหิตจาง เพิ่มธาตุเหล็กและช่วยป้องกันหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย เนื่องจากเป็นผลไม้ที่มีกากใยอาหารสูง นอกจากนี้ แก้วมังกรพันธุ์เนื้อแดง ซึ่งมีสารไลโคปีนอยู่เป็นจำนวนมาก จะมีคุณสมบัติในการต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง

ส่วนสุขภาพด้านอื่นๆ สำหรับคนที่รักสุขภาพแล้ว แก้วมังกร เป็นผลไม้ที่มีแคลอรีต่ำ เหมาะที่เป็นผลไม้สำหรับลดน้ำหนัก กินแล้วอิ่มนานไม่หิวบ่อย และวิตามินต่างๆ ที่จำเป็นต่อผิว ทำให้ผิวพรรณสดชื่นเปล่งปลั่ง อยากจะต่อว่า ดูมีน้ำมีนวลเหมือนกินยาสตรีอะไรก็ว่าไป พอดีเขาไม่ได้ว่าไว้ ส่วนเมล็ดของแก้วมังกรสามารถดูดซับสารพิษที่ค้างอยู่ในร่างกายได้อีกด้วย สรรพคุณมากมายอย่างนี้ สาวๆ ถึงอยากกินแก้วมังกร

แถบบริเวณตำบลหนองย่างเสือของอำเภอมวกเหล็ก สระบุรี และตำบลหนองอีเหลอ อำเภอปากช่อง นครราชสีมา ซึ่งเป็นเขตติดต่อกัน ชาวบ้านนิยมปลูกแก้วมังกร เนื่องจากเป็นพื้นที่ดอน น้ำไม่ท่วม มีพื้นที่ดินส่วนหนึ่งที่เป็นดินลูกรัง เหมาะสำหรับปลูกแก้วมังกร มีโอกาสได้เจอกับ ป้าศรี หรือ คุณบุญศรี จันทบุญ ซึ่งมีที่ทางอยู่ทั้งสองแหล่งที่ว่านี้ และได้ปลูกแก้วมังกรมาหลายปีแล้ว ทำให้มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเรื่องนี้ ป้าศรี เล่าให้ฟังว่า “เริ่มปลูกแก้วมังกร ตั้งแต่ ปี 2549 เป็นเวลา 10 ปีแล้ว ครั้งแรกปลูกที่บ้านไว้กิน 70 ต้น เนื่องจากเป็นคนชอบกินแก้วมังกร ต่อมาเห็นว่าปลูกเลี้ยงได้ง่าย จึงขยายพื้นที่ไปเรื่อยๆ โดยเอากิ่งจากน้องเขยมาปลูก ประมาณ 40 ไร่ ลงทุนไปเกือบ 2 ล้านบาท ปีที่สามเริ่มให้ผลผลิตเต็มที่ ก็จะมีรายได้ปีละประมาณ 2-3 ล้านบาท โดยยังไม่หักค่าใช้จ่าย

เสาหลักต้องแข็งแรง

แก้วมังกร เป็นพืชที่พันขึ้นกับหลัก โดยหลักแก้วมังกรไม่ควรที่จะสูงมาก เพื่อสะดวกในการดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยปกติจะใช้หลักปูนเพื่อความคงทนแข็งแรง เนื่องจากแก้วมังกรมีอายุหลายปีและมีน้ำหนักกิ่งมาก จึงควรที่จะใช้เสาปูนหน้าสี่ ซึ่งจะรองรับน้ำหนักได้ดี ความยาวของเสาปูน 2 เมตร ก็เพียงพอ ฝังลงไปในพื้น 50 เซนติเมตร จะเหลือความยาวของเสา 1.5 เมตร ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสมที่สุด ในอดีตที่เคยใช้เสาไม้หรือเสารั้วปูนหน้าสามจะมีปัญหาหักโค่นได้ง่ายเมื่อแก้วมังกรมีอายุหลายปีและจำนวนกิ่งมาก ด้านบนของเสาปูน จะเจาะรูทะลุด้านซ้ายขวา จำนวน 1 รู และด้านหน้า-หลัง จำนวน 1 รู รูทั้งสองจะอยู่ห่างกันประมาณ 1 นิ้ว เพื่อสอดเหล็ก เหล็กที่ใช้ จะมีขนาด 4 หุน เป็นเหล็กปล้องอ้อยเพื่อความแข็งแรง แล้วจึงใช้ล้อยางจักรยานยนต์ที่มีขนาดใหญ่ หรือเป็นยางรถยนต์ที่ตัดมาเฉพาะขอบ ความยาวของเหล็ก 2 เส้น ที่ตัดเส้นละประมาณ 60 เซนติเมตร จะรองรับล้อพอดี แล้วจึงใช้ลวดผูกเหล็กผูกยึดกับล้อ

การปลูกและดูแลรักษาแก้วมังกร

ในพื้นที่ 1 ไร่ จะฝังเสาได้ประมาณ 200 ต้น ซึ่งจะใช้ต้นแก้วมังกร จำนวน 800 ต้น ระยะห่างของหลัก บางสวนใช้ 2.5×3 เมตร หรือ 3×3 เมตร แล้วแต่ชอบ แต่การที่มีพื้นที่ขนาดกว้างจะสามารถใช้เครื่องจักรทำงานได้สะดวก หลังจากฝังหลักเรียบร้อยแล้ว ก็จะนำต้นแก้วมังกรมาปลูก ต้นที่ปลูกยิ่งมีขนาดยาวใกล้หัวเสามากเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะจะให้ผลผลิตได้เร็ว จำนวนต้นที่ปลูกต่อหลัก จะใช้จำนวน 4 ต้น โดยปลูกทุกด้านของเสาทั้ง 4 ด้าน ในการปลูกจะต้องใช้เชือกมัดต้นให้ติดกับเสา ส่วนโคนฝังลงไปแค่เล็กน้อยก็เพียงพอ เมื่อต้นมีขนาดสูงขึ้นเรื่อยๆ จะต้องใช้เชือกมัดและคอยจัดให้ยอดแก้วมังกรสอดเข้าไปในวงล้อและพาดห้อยออกมา การปลูกในต้นฤดูฝนจะทำให้เกษตรกรไม่ต้องรดน้ำเลย นอกจากเกิดฝนทิ้งช่วงไปนานๆ แก้วมังกรเป็นพืชทะเลทราย ดังนั้น จึงไม่ชอบน้ำแฉะ เพราะจะเกิดโรคเน่าโคนได้ง่าย

ป้าศรี เล่าประสบการณ์เรื่องการปลูกแก้วมังกรว่า “แก้วมังกร เป็นพืชที่ชอบอยู่ในที่โล่ง จึงต้องทำโคนให้เตียนสะอาดอยู่ตลอดเวลา รากแก้วมังกรจะอยู่บริเวณโคนไม่ลึกสานต่อกันหมด รอบโคนจะใช้คนถากหญ้าออก ส่วนทางเดินจะใช้รถไถ เมื่อหญ้าที่ถากแห้งค่อยนำมาใส่โคนเป็นปุ๋ย โดยปกติจะใช้ปุ๋ยขี้วัวแห้งใส่แก้วมังกร ช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี 1 หลัก ใช้ครึ่งถุง ปุ๋ยขี้วัวเราสามารถใส่ติดโคนได้เลย แต่ถ้าเป็นขี้ไก่ควรใส่ห่างโคน เพราะจะทำให้โคนเน่า ส่วนปุ๋ยเคมี จะใช้สูตร 15-15-15 หรือ 20-20-20 เพื่อบำรุงทุกส่วน แก้วมังกรไม่จำเป็นต้องใช้สูตรเร่งอย่างอื่น ใช้สูตรเสมอก็เพียงพอแล้ว เพราะแก้วมังกรเป็นพืชที่ให้ผลผลิตเยอะอยู่แล้ว ปุ๋ยเคมีที่ใช้จะให้ช่วงติดผล ปีละ 2-3 ครั้ง ถ้าติดลูกมากก็ให้มากหน่อย ปริมาณที่ใช้ประมาณ 2-3 ขีด ต่อ 1 หลัก” ดอกของแก้วมังกรจะบานตอนกลางคืน ประมาณ 2-3 วัน ใช้ระยะเวลาประมาณ 20 กว่าวันแก้วมังกรก็จะสามารถเก็บผลได้ ช่วงที่อากาศร้อนแดดจัดแก้วมังกรจะสุกเร็ว ช่วงไหนแดดน้อยอากาศไม่ร้อนแก้วมังกรจะสุกช้ากว่าปกติ

ผลผลิตของแก้วมังกรจะทยอยออกเป็นรุ่นๆ ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายนจนถึงปลายเดือนกันยายน เป็นเวลาถึง 5 เดือน เป็นเวลาที่ให้ผลผลิตนานมากถ้านับเป็นรุ่น ได้เกือบ 10 รุ่น แต่ละรุ่นมากน้อยต่างกัน โดยปกติจะสลับกัน รุ่นแรกมาก รุ่นสองก็น้อย รุ่นสามมาก เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ผลผลิตของต้นที่สมบูรณ์จะอยู่ระหว่าง 40-50 กิโลกรัม ต่อฤดูการผลิต แก้วมังกรควรเก็บผลผลิตเมื่อสุกประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ จะเก็บต่อได้อีกหลายวันกว่าจะถึงผู้บริโภค ถ้าเก็บก่อนรสชาติจะไม่อร่อย

การตัดแต่งกิ่ง

เมื่อแก้วมังกรหยุดให้ผลผลิตประมาณเดือนกันยายน เดือนตุลาคมก็จะสามารถตัดแต่งกิ่งได้แล้ว กิ่งที่ตัดแต่งจะเป็นกิ่งที่ให้ผลผลิตในปีนี้ เนื่องจากกิ่งของแก้วมังกรจะให้ผลผลิตแค่ครั้งเดียวจึงจำเป็นต้องตัดกิ่งออก และในช่วงนี้เริ่มหมดฝนจึงเป็นฤดูที่เหมาะสมที่จะตัดแต่งกิ่ง การตัดแต่งควรตัดแต่งให้ชิดโคนกิ่ง เพื่อไม่ให้มีรอยแผลขนาดใหญ่ การตัดกลางกิ่งอาจเกิดเชื้อราที่รอยแผลได้ หรือหลังจากการตัดแต่งกิ่งจะฉีดยากันราเพื่อป้องกันโรคจะเป็นการดี ในช่วงที่มีผลผลิตการฉีดยากันราเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้มีลูกลายเกิดขึ้นมาก

ราคาของแก้วมังกรจะขึ้นๆ ลงๆ อยู่ที่จำนวนของผลผลิตที่ออกสู่ตลาด แก้วมังกรของที่นี่มักจะออกดอกพร้อมๆ กัน จึงทำให้วันเก็บเกี่ยวเป็นวันเดียวกัน ถ้าผลผลิตออกมาเยอะมากจะทำให้มีราคาค่อนข้างต่ำ แต่ราคาโดยเฉลี่ยส่วนใหญ่ 15-20 บาท ต่อกิโลกรัม เกษตรกรก็ยังมีกำไร ถ้าสวนไหนมีผลผลิตไม่ตรงกับสวนอื่นก็จะได้ราคาดี การปลูกพืชเพื่อจำหน่ายเกษตรกรควรคิดเรื่องตลาดเป็นหลัก ไม่ควรปลูกกันตามกระแส เพราะจะทำให้ผลผลิตล้นตลาดจนกลายเป็นขาดทุนไป

กรมการข้าว เปิดตัวพันธุ์ข้าวใหม่ 4 สายพันธุ์ ประจำปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05048151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เทคโนโลยีการเกษตร

วริศรา ทรัพย์เกษม

กรมการข้าว เปิดตัวพันธุ์ข้าวใหม่ 4 สายพันธุ์ ประจำปี 2559

แนวโน้มที่รุนแรงขึ้นทุกขณะจากสภาพอากาศที่แปรปรวนทั้งภัยแล้งและน้ำท่วม ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและเกษตรกรทุกภูมิภาค โดยเฉพาะการทำนาที่ต้องอาศัยฟ้าฝนเป็นหลัก กรมการข้าว มีความเป็นห่วงพี่น้องชาวนาที่ต้องประสบกับปัญหารอบด้าน ทั้งปัญหาโรคและแมลงศัตรูข้าวระบาด ปัญหาดินฟ้าอากาศแปรปรวน ต้นทุนการผลิตสูง ที่ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อรายได้และความเป็นอยู่

คุณอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวว่า ในส่วนของกรมการข้าวเองก็ได้พยายามศึกษาวิจัย พัฒนา และปรับปรุงพันธุ์ข้าวให้มีประสิทธิภาพ โดยเมื่อ วันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมา ได้มีการประชุมคณะกรรมการพิจารณาพันธุ์กรมการข้าว ร่วมกับหน่วยงานด้านข้าวที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงพาณิชย์ กรมวิชาการเกษตร สมาคมชาวนาไทย สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สมาคมโรงสีข้าวไทย และสมาคมค้าข้าวไทย ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารับรองพันธุ์ข้าว จำนวน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ ข้าวเจ้า พันธุ์ กข 65, กข 67, กข 69 และข้าวเหนียว กข 22

ข้าวเจ้า สายพันธุ์ IR77954-28-36-3 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง “กข 65” โดย คุณปิยพันธุ์ ศรีคุ้ม ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะกอตั้ง สูงประมาณ 117-149 เซนติเมตร ลำต้นแข็งปานกลาง ใบสีเขียว มุมปลายใบตั้งตรง รวงแน่นปานกลาง คอรวงยาว จัดเป็นข้าวเมล็ดยาว รูปร่างเรียว คุณภาพการสีดีมาก สีได้ข้าวเต็มเมล็ด ให้ผลผลิตเฉลี่ยในนาเกษตรกรภาคเหนือตอนบน 634 กิโลกรัม ต่อไร่ ค่อนข้างต้านทานต่อโรคไหม้ระยะกล้าในภาคเหนือตอนบน เป็นข้าวเจ้าหอมไวต่อช่วงแสง อายุสั้นกว่าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ประมาณ 5-7 วัน ความสูงน้อยกว่าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ประมาณ 10 เซนติเมตร ลดปัญหาข้าวหักล้มระยะเก็บเกี่ยว เมล็ดยาวเรียว คุณภาพการสีดี คุณภาพการบริโภคคล้ายขาวดอกมะลิ 105

พื้นที่ที่แนะนำ เหมาะกับการปลูกในพื้นที่นาดอนภาคเหนือตอนบน ที่ฝนหมดเร็ว และเป็นพื้นที่ที่มีโรคไหม้ระบาดอยู่เป็นประจำ แต่ก็ต้องระวังในเรื่องของโรคขอบใบแห้ง แมลงบั่ว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเพลี้ยกระโดดหลังขาว

ข้าวเจ้า สายพันธุ์ PSL04106-28-R-1-R-2-R-1-R-1-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง “กข 67” โดย คุณพงศา สุขเสริม นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ลักษณะทรงกอตั้ง ทรงต้นเตี้ย สูงประมาณ 125 เซนติเมตร ลำต้นมีความแข็งมาก ใบสีเขียว มุมใบธงตั้งตรง รวงแน่นปานกลาง ระแง้ถี่ ให้ปริมาณอะมิโลสปานกลาง มีความหอมเล็กน้อย ต้านทานต่อโรคไหม้ ให้ผลผลิตสูง เฉลี่ย 749 กิโลกรัม ต่อไร่ มีเสถียรภาพในการให้ผลผลิตดีในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เหมาะสำหรับพื้นที่นาน้ำฝนในเขตภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง แต่มีข้อควรระวังคือ ความไม่ต้านทานต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคขอบใบแห้ง

อีกพันธุ์หนึ่งที่กรมการข้าวภูมิใจนำเสนอ คือ ข้าวเจ้า สายพันธุ์ SRN06008-18-1-5-7-CPA-20 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง “กข 69” (ทับทิมชุมแพ) โดย คุณรณชัย ช่างศรี นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ เกิดจากการผสมพันธุ์ระหว่างต้นแม่ ซึ่งเป็นข้าวเจ้าพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ที่มีลักษณะทรงต้นเตี้ย ไม่ไวต่อช่วงแสง ต้านทานโรคไหม้ กับต้นพ่อซึ่งเป็นข้าวเจ้าพันธุ์สังข์หยดพัทลุงที่ไวต่อช่วงแสง ต้นสูง มีเยื่อหุ้มเมล็ดสีแดง ที่ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ในฤดูนาปรัง 2551 และคัดเลือกข้าวพันธุ์ผสม ชั่วที่ 2-6 ที่ศูนย์วิจัยข้าวสุรินทร์ และชั่วที่ 7 ที่ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ จังหวัดขอนแก่น ในฤดูนาปี 2555 จนได้ข้าวสายพันธุ์บริสุทธิ์ SRN06008DS-18-1-5-7-CPA-20

สำหรับข้าวทับทิมชุมแพนั้น มีลักษณะทรงต้นเตี้ยและไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว 144 วัน ความสูงเฉลี่ย 113 เซนติเมตร กอตั้ง ใบเขียว ปริมาณอะมิโลสต่ำ (12.63%) จำนวนรวง 11 รวง ต่อกอ ผลผลิตค่อนข้างสูง (จากการเปรียบเทียบปริมาณผลผลิตในฤดูนาปี 2556 ณ ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ พบว่ามีผลผลิตสูงถึง 797 กิโลกรัม ต่อไร่) ต้านทานต่อโรคไหม้ จึงเหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่ที่มีปัญหาโรคไหม้และต้องการข้าวคุณภาพพิเศษ เมล็ดขณะยังเป็นข้าวกล้องจะมีเยื่อหุ้มสีแดง รูปร่างเรียวยาว (ยาว 7.37xกว้าง 2.02 มิลลิเมตร) ข้าวสารจะมีสีขาวขุ่น ข้าวกล้องเมื่อหุงสุกจะมีสีแดงใสคล้ายทับทิม นุ่มเล็กน้อย มีความเหนียวมากกว่าข้าวขาวดอกมะลิ 105 คุณภาพการหุงต้มรับประทานดี แต่ไม่มีกลิ่นหอม อุดมไปด้วยปริมาณสารต้านอนุมูลอิสระฟีโนลิกและฟลาโวนอยด์สูง และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง

สุดท้าย ข้าวเหนียว สายพันธุ์ KKN04023-NKI-14-2-6-1 เสนอเป็นพันธุ์รับรอง กข 22 โดย คุณสมใจ สาลีโท นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ ศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย ลักษณะเด่นเป็นข้าวเหนียวไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยว 130 วัน ศักยภาพการให้ผลผลิต 929 กิโลกรัม ต่อไร่ ผลผลิตเฉลี่ย 684 กิโลกรัม ต่อไร่ ลักษณะทรงกอตั้ง สูงประมาณ 120 เซนติเมตร ลำต้นค่อนข้างแข็ง ใบสีเขียวเข้ม ปลายใบตั้งตรง ลักษณะรวงแน่นปานกลาง คอรวงสั้น จัดเป็นข้าวเหนียวเมล็ดยาว รูปร่างเรียว คุณภาพเมล็ดทางกายภาพและการสีดี คุณภาพการหุงต้มและรับประทานดี มีกลิ่นหอมเล็กน้อย ต้านทานต่อโรคไหม้ในระยะกล้าในหลายท้องที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ต้านทานต่อแมลงบั่วในหลายท้องที่ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนบน

แนะนำให้ปลูกในพื้นที่ที่มีระบบน้ำชลประทาน โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีโรคไหม้และแมลงบั่วระบาดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือตอนบน แต่มีข้อควรระวังในเรื่องของความอ่อนแอต่อโรคไหม้คอรวงและขอบใบแห้ง รวมถึงเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและเพลี้ยกระโดดหลังขาว

เกษตรกรที่สนใจข้าวพันธุ์ใหม่ ทั้ง 4 สายพันธุ์ สามารถติดต่อไปได้ที่ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงราย (กข 65) โทร. (053) 721-578, ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก (กข 67) โทร. (055) 311-184, ศูนย์วิจัยข้าวชุมแพ (กข 69) โทร. (043) 311-155 และศูนย์วิจัยข้าวหนองคาย (กข 22) โทร. (086) 458-7310

เงาะโรงเรียน ที่ลำปาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เทคโนโลยีการเกษตร

นัย บำรุงเวช

เงาะโรงเรียน ที่ลำปาง

แหล่งปลูกเงาะของประเทศไทยอยู่ที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ ภาคอีสานมีการปลูกเงาะได้ในบางจังหวัด มีที่ตำบลน้ำสวย อำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย ส่วนที่ภาคเหนือมีสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสำหรับการปลูกเงาะ ไม่ใช่พื้นที่สำหรับการปลูกเงาะ จึงไม่มีใครคิดจะปลูกเงาะที่ภาคเหนือ คงมีบ้างในจังหวัดเชียงรายบางพื้นที่ที่อยู่ติดแม่น้ำโขงสามารถปลูกเงาะได้ผลผลิต เช่น อำเภอเชียงของ อำเภอเชียงแสน เป็นต้น จังหวัดแพร่ จังหวัดน่าน มีการปลูกกันบ้างแซมเป็นจำนวนน้อยรายในสวนผลไม้ ส่วนในจังหวัดอื่นๆ การปลูกเงาะมักไม่ค่อยประสบความสำเร็จ

แต่ที่จังหวัดลำปาง มีผู้ประสบความสำเร็จในการปลูกเงาะอยู่รายหนึ่ง ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่มีใครคิดจะปลูกเงาะ นอกจากจะไม่มีประสบการณ์ในการปลูกเงาะมาก่อนแล้ว ยังเชื่อที่ว่าลำปางไม่เหมาะสมกับการปลูกเงาะ จะปลูกอย่างไหร่ก็ตามไม่มีทางออกผล เขาผู้นี้ต้องใช้ความเพียรพยายามอยู่หลายปีกว่าจะประสบความสำเร็จ ถึงแม้ผลผลิตออกมาจะมีอยู่เป็นจำนวนน้อยก็ตาม แต่เป็นผลสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจของเขา สามารถลบล้างความเชื่อของใครบางคนที่มีมาแต่เดิมไปได้

ลุงอาษา สาริการ แห่งบ้านห้วยยาง ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ในวัย 75 ปี (2559) เป็นผู้ประสบความสำเร็จในการปลูกเงาะโรงเรียน

ลุงอาษา บอกว่าเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ทราบเลยว่า ลุงอาษาปลูกเงาะอยู่ในอำเภอเมือง และไม่เคยมีเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเยี่ยมชมสวนเงาะสักครั้ง ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีผ่านมา คงรับทราบกันที่เพียงว่า ที่บ้านแม่เติน ตำบลแม่ถอด อำเภอเถิน จังหวัดลำปาง มีเกษตรกรผู้หนึ่งปลูกเงาะ ทุเรียน และลองกอง ได้ผลผลิต

พื้นเพเดิมของลุงอาษา เป็นชาวอำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี เติบโตมาในครอบครัวทำสวนผลไม้ เงาะ ทุเรียน มังคุด ลุงอาษาจึงมีประสบการณ์ในการทำสวนผลไม้ เมื่อปี พ.ศ. 2530 ลุงอาษาได้พบรักกับสาวชาวลำปางที่กรุงเทพฯ และเดินทางมาอยู่ที่ลำปางบ้านเดิมของภรรยา จากนั้นได้ซื้อกิ่งลิ้นจี่จำนวนหนึ่งจากจังหวัดเชียงรายมาปลูก ในพื้นที่ 1 ไร่ 3 งาน อยู่ท้ายหมู่บ้าน ปลูกได้ 5 ปี ลิ้นจี่ไม่ให้ผลผลิต บางต้นติดผลพอใกล้จะแก่ผลก็ร่วงหมดจึงตัดสินใจโค่นลิ้นจี่ทิ้งทั้งหมด

ในปี พ.ศ. 2537 ได้เดินทางกลับบ้านเกิดที่อำเภอท่าใหม่ นำกิ่งเงาะโรงเรียนเกือบร้อยกิ่งกลับมาลำปาง แล้วปลูกแทนลิ้นจี่ ปลูกเงาะได้ 57 ต้น ในจำนวนนี้มีเงาะต้นตัวผู้มาด้วย 1 กิ่ง มีมังคุด ทุเรียน และสะละ เพื่อปลูกแซมไว้ไม่กี่ต้น ขณะเดียวกันก็ทำไร่สับปะรดไปด้วยหลายไร่ อยู่ในเขตพื้นที่ ส.ป.ก. เวลาส่วนใหญ่จึงทุ่มเทให้กับไร่สับปะรด ไม่ได้เอาใจใส่กับสวนเงาะมากนัก

ระหว่าง ปี พ.ศ. 2534-2539 ราคาสับปะรดเริ่มตกต่ำมาตลอด จนเหลือกิโลกรัมละ 50 สตางค์ (ปี พ.ศ. 2555 กิโลกรัมละ 2 บาท) จึงเลิกทำไร่สับปะรด เพราะทำไปก็ไม่คุ้มทุน มาปลูกผักสวนครัวในสวนเงาะช่วงที่เงาะยังไม่โต และเอาใจใส่กับสวนเงาะอย่างจริงจัง

การปลูกเงาะในช่วงแรก เนื่องจากเป็นดินที่ไม่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงต้องขุดหลุมลึก ประมาณ 1 เมตร กว้างและยาวประมาณ 1 เมตร ใส่ปุ๋ยคอกกับเปลือกถั่วรองก้นหลุม ระยะห่างระหว่างแถว ประมาณ 4 เมตร ให้น้ำอย่างสม่ำเสมอในระยะแรก ในปี พ.ศ. 2542 เงาะเริ่มออกดอกติดผลให้เห็นบางต้น จึงมีกำลังใจขึ้นมาบ้าง คิดว่าน่าจะให้ผลผลิตมากกว่านี้ในฤดูต่อไป

ปี พ.ศ. 2551 เริ่มเก็บผลผลิตขายในหมู่บ้านได้ และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ต่อมาๆ ตั้งแต่บัดนั้น ปัจจุบันคงเหลือต้นที่ให้ผลผลิตเก็บเกี่ยวได้ 48 ต้น แต่ละต้นสูงมากเกิน 5 เมตร มีเงาะพันธุ์ตราดสีทองอยู่ 1 ต้น

ลักษณะเด่นของเงาะโรงเรียนลำปาง เมื่อลุงอาษาส่งเงาะไปให้น้องชายที่จันทบุรีลองชิม ได้รับการยืนยันกลับมาว่า เงาะโรงเรียนลำปาง ผลค่อนข้างกลม ผลใหญ่กว่าเล็กน้อย ขนรอบผลจะสั้นกว่า เปลือกบางกว่า เนื้อแห้ง มีปริมาณน้ำน้อย มีความกรอบ เนื้อล่อนไม่ติดเปลือกหุ้มเมล็ดติดมาหรือมีติดบ้างไม่มากและไม่แข็ง ความหวานจะหวานกว่าเมื่อเทียบกับเงาะโรงเรียนที่จันทบุรี

ส่วนเงาะโรงเรียนจันทบุรี ผลค่อนข้างแบน ขนรอบผลยาวกว่า ล่อนติดเปลือกหุ้มเมล็ดมาด้วย ฉ่ำน้ำ ความหวานน้อยกว่า น้ำหนักจำนวนผลต่อกิโลกรัมของเงาะโรงเรียนลำปาง ประมาณ 27 ผล ต่อกิโลกรัม ส่วนเงาะจันทบุรี ประมาณ 30-32 ผล ต่อกิโลกรัม และข้อได้เปรียบของเงาะโรงเรียนลำปางคือ ผลผลิตออกหล้ากว่า ปกติจะเก็บเกี่ยวได้ช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม แต่ปีนี้ (2559) สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง สามารถเก็บเกี่ยวได้ยาวถึงเดือนกันยายน ข้อเสียเปรียบของเงาะที่นี่คือ สีไม่ค่อยสวย สีไม่แดงสดใสเหมือนเงาะจันทบุรี

เงาะตราดสีทอง แม้มีอยู่ต้นเดียวแต่ดก ติดเป็นช่อใหญ่ ติดผลมาก เป็นเงาะที่ติดผลง่าย ผิวสีเหลืองอร่ามสวยงามมาก รสชาติหวานน้อยกว่าเงาะโรงเรียน เนื้อล่อน แต่ฉ่ำน้ำ ลุงอาษาคิดจะโค่นเงาะตราดสีทองทิ้ง แต่ก็เปลี่ยนใจเก็บไว้เพื่อการศึกษาพันธุ์ของผู้ที่สนใจในโอกาสต่อไป

การดูแลรักษาสวนเงาะ ลุงอาษาสามารถดูแลได้ทั่วถึง เพราะพื้นที่ปลูกไม่มาก

การให้น้ำ จะให้มากในฤดูแล้ง ใช้น้ำประปาหมู่บ้านที่มีคลอรีนน้อย ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อต้นเงาะ รดทั่วโคนต้นด้วยท่อยาง

การให้ปุ๋ย ให้ปุ๋ยด้วยสูตรเสมอ 15-15-15 ปีละ 1 ครั้ง จำนวน 2 กิโลกรัม ต่อต้น ไม่ใช้ปุ๋ยเร่งความหวาน ใส่ปุ๋ยหลังการเก็บเกี่ยวแล้ว โดยทำความสะอาดรอบโคนต้นก่อนใส่ ส่วนต้นที่ไม่ให้ผลผลิตจะใส่ปุ๋ยช่วงต้นฝน เพื่อให้แตกใบอ่อนหลังจากเดือนมีนาคมไปแล้ว

เทคนิคการติดดอกออกผล ลุงอาษาปลูกเงาะต้นตัวผู้ไว้ 1 ต้น อยู่เกือบกลางสวน ลักษณะแตกต่างจากเงาะต้นอื่นที่ลำต้นขึ้นตรงสูงชะลูด แตกกิ่งก้านส่วนบน ไม่แตกกิ่งก้านส่วนล่างโคนต้น ต้นเหมือนกับไม้ป่า เงาะต้นตัวผู้จะออกดอกตั้งแต่ต้นปีและบานอยู่นานเป็นเดือน เงาะต้นตัวผู้มีแต่ดอกอย่างเดียว ไม่ติดผล โดยจะให้น้ำเงาะต้นตัวผู้ก่อนต้นอื่น ประมาณ 1 สัปดาห์ เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคมดอกเงาะต้นตัวผู้จะบาน ฝูงผึ้งมาดูดกินน้ำหวานดอกต้นตัวผู้นำละอองเกสรไปยังดอกต้นตัวเมียและเกสรดอกตัวผู้ยังปลิวไปผสมกับดอกเงาะตัวเมีย ทำให้เงาะติดผลง่าย สังเกตได้ว่าต้นที่อยู่ติดกับเงาะต้นตัวผู้จะติดผลดกมาก ดอกตัวเมียบานอยู่ได้ประมาณ 10 วัน

ลุงอาษา บอกว่าวิธีการนี้ไม่ต้องใช้ฮอร์โมนฉีดพ่นเพื่อให้เงาะติดผล ซึ่งชาวสวนเงาะที่จันทบุรีรู้จักเทคนิคนี้ดี จึงนำเทคนิคนี้มาใช้ และเงาะที่สวนของลุงไม่เคยใช้ฮอร์โมน

การใช้สารเคมี ลุงอาษาใช้สารเคมีที่มีส่วนผสมของกำมะถัน (ไมโครไธออล) ฉีดพ่นเพื่อป้องกันราดำ เมื่อช่อเริ่มติดผล ผลมีขนาดเท่าเมล็ดพริกไทยจึงฉีดพ่น เป็นสารเคมีที่ยังไม่มีจำหน่ายในจังหวัดลำปาง ลุงอาษาต้องไปซื้อที่จันทบุรีเมื่อมีโอกาสไปเยี่ยมบ้านเดิม โดยตั้งใจจะเอาฉลากสารเคมีเป็นตัวอย่าง เพื่อให้ร้านค้าในลำปางสั่งให้ต่อไป กับการใช้สารเคมีกำจัดแมลงพวกไรแดง เพลี้ย เมื่อมีการระบาด และคำนึงถึงการใช้สารเคมีเมื่อจำเป็นเท่านั้น สัตว์ศัตรูมักมากัดกินผลเงาะในช่วงเงาะแก่ เช่น พวกบ่าง กระรอก และนก แต่มีเป็นจำนวนน้อย

การตัดหญ้าในสวน จะตัดด้วยตนเอง หรือจ้างตัดในบางครั้ง ไม่ใช้สารเคมีในการกำจัดหญ้า ลุงอาษาบอกว่า จะส่งผลกระทบในภายหน้ากับตัวเราเอง

การเก็บเกี่ยว เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เมื่อผลเงาะเริ่มเป็นสีส้มแดง เงาะจะแก่ไม่พร้อมกันทั้งช่อ จะใช้ขอเกี่ยวเลือกเฉพาะผลที่แก่เป็นสีส้มแดง ปล่อยผลที่เหลืองเขียวยังไม่แก่ไว้ก่อน ซึ่งเสียเวลาในการเก็บเกี่ยวอย่างมาก ช่อหนึ่งเกี่ยวได้ 1-3 ผล ไม่ดกเป็นช่อใหญ่หลายผลเหมือนกับเงาะที่จันทบุรี ก่อนที่ผลจะแก่ ประมาณ 30-45 วัน เริ่มเป็นเนื้อแล้ว ผลจะร่วงลงมาอย่างมากเป็นอยู่เช่นนี้ตลอด เหลือติดช่อละ 3-4 ผล ระยะที่เงาะเริ่มเป็นเนื้อนี้ห้ามขาดน้ำเป็นอันขาด ต้องให้น้ำทุกวัน ถ้าระยะนี้ขาดน้ำเปลือกจะแตก เพราะเนื้อภายในขยายออก แต่เปลือกไม่ขยายใหญ่ตาม ตะขอที่ใช้เกี่ยวเงาะซื้อมาจากจันทบุรี ผลผลิตที่ได้ปีหนึ่ง 400-500 กิโลกรัม แม้ไม่มากแต่ก็ทำรายได้ให้พอสมควร

การเก็บเงาะจะเก็บเงาะในช่วงเช้า โดยมีเพื่อนบ้าน 1 คน มาช่วยเก็บ ลุงอาษาปีนขึ้นไปเก็บไม่ไหว ลุงอาษาได้แต่ช่วยเก็บรวบรวมใส่ถุงอยู่โคนต้น ใช้เวลาในช่วงเช้าเก็บประมาณ 3 ชั่วโมง จากนั้นนำไปคัดเลือกขนาด เด็ดขั้วทิ้งบรรจุเป็นถุง วันหนึ่งเก็บได้ประมาณ 20 กิโลกรัม กิจวัตรประจำวันของลุงอาษาในช่วงเช้าจะเข้าสวน ส่วนในช่วงบ่ายจะพักผ่อนอยู่บ้าน เพื่อนบ้านผู้นี้จะนำเงาะไปขายที่หน้าบ้านอยู่ติดถนนริมคลองชลประทาน ขายหมดทุกวัน ใครที่ได้รับประทานแล้วต่างติดใจ บางวันมีหน่วยงานของลูกชายมาสั่งก็จะไม่ได้ขาย ขายกิโลกรัมละ 50 บาท ถึงสิ้นเดือนกันยายนผลผลิตจึงจะหมด

การตัดแต่งกิ่ง ลุงอาษาจะตัดแต่งกิ่งเมื่อมีเวลาว่าง ตัดกิ่งกระโดง กิ่งแซม กิ่งต่ำๆ ด้านล่างออกให้โปร่ง เพื่อให้อากาศด้านล่างถ่ายเทได้ดี กิ่งใบรับแสงแดดได้มากขึ้น จะช่วยให้ต้นเงาะเจริญเติบโตดีขึ้น

ลุงอาษา สาริการ ผู้ประสบความสำเร็จในการปลูกเงาะโรงเรียนที่ลำปาง อยู่บ้านเลขที่ 85 หมู่ที่ 6 บ้านห้วยยาง ตำบลบ้านเสด็จ อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง 52000 ผู้ที่สนใจ สามารถโทรศัพท์ติดต่อสอบถามได้ (083) 153-0952

ผักลิ้นห่าน ตำนานผักพื้นบ้านอันดามัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05054151159&srcday=2016-11-15&search=no

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 635

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

ผักลิ้นห่าน ตำนานผักพื้นบ้านอันดามัน

ผักพื้นบ้านของภาคต่างๆ มีความแตกต่างกันตามภูมิอากาศหรือภูมิประเทศ ประเทศไทยมีภูมิอากาศที่เหมาะสมกับพืชพรรณนานาชนิด มากเสียจนเหลือให้ต่างชาตินำไปวิจัยแล้วจดสิทธิบัตรเป็นของตัวเอง ผักหลายชนิดมีขึ้นทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย เช่น ตำลึง แต่มีผักบางชนิดมีเฉพาะภาคใดภาคหนึ่ง และมีผักบางชนิดหายาก ขึ้นเฉพาะบางภูมิประเทศที่เหมาะสม คนส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยรู้จัก มีเพียงเฉพาะคนในท้องถิ่นได้อาศัยเป็นอาหารหรือใช้ประโยชน์จากผักนั้น

มีโอกาสได้ไปกินเจที่ศาลเจ้าท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ไปนั่งฟังเสียงคลื่นที่หาดท้ายเหมือง ใกล้บริเวณที่ค่ายทหารเรือโดนสึนามิ หวนคิดถึงความหลังตอนเด็ก จึงไปเดินหาผักพื้นบ้านชนิดหนึ่งที่คนรู้จักน้อยมาก ในชื่อที่ชาวบ้านเรียกว่า ผักลิ้นห่าน ปรากฏว่าหาไม่เจอเลย สอบถามชาวบ้าน เขาว่าแถบชายหาดไม่มีแล้วเพราะถูกเก็บกินกันหมด ถ้าจะมีเหลือก็เป็นในแถบอุทยานท้ายเหมืองที่จะต้องเลยเข้าไปลึกหน่อย จึงถือโอกาสซอกแซกหาข่าวมานำเสนอ

ผักลิ้นห่านเป็นชื่อที่ชาวบ้านเรียก สำหรับคนที่ไม่รู้จัก จินตนาการได้เลยว่ามีลักษณะยาวๆ เหมือนลิ้นห่าน ซึ่งก็เป็นจริง ผักชนิดนี้ขึ้นตามชายฝั่งทะเลที่เป็นดินทราย มีร่มเงาบ้าง แดดจ้าบ้าง แต่ในส่วนที่มีร่มเงารำไรบ้างผักจะเจริญเติบโตได้ดีกว่า พบตามธรรมชาติมากที่หาดท้ายเหมืองจังหวัดพังงา และหาดไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต ส่วนจังหวัดกระบี่ก็มีข้อมูลว่าพบเช่นกัน

ในสมัยเด็กๆ ถ้ามีโอกาสได้ไปเที่ยวชายหาดท้ายเหมืองกัน ก็จะทำปิ่นโตใส่กับข้าวไปกินตามชายหาด หลังจากกินเสร็จก็จะล้างปิ่นโตด้วยน้ำทะเลจนสะอาดแล้วก็ตั้งหน้าตั้งตาหาผักลิ้นห่านที่ขึ้นตามชายหาด นำมาใส่ปิ่นโตบ้าง ตะกร้าบ้าง ต่างคนต่างแข่งกันว่าใครจะหาผักลิ้นห่านได้มากกว่ากัน ไม่นานเท่าไรก็ได้ผักลิ้นห่านเต็มตะกร้า แล้วค่อยเดินกลับบ้าน พอตอนเช้าแน่ใจได้เลยว่าจะได้ลิ้มรสเมนูผักลิ้นห่านที่เก็บมาอย่างสมอยาก เมนูที่นิยมมากที่สุด คือผักลิ้นห่านต้มกะทิ

สมัยนี้หาดทรายชายทะเลฝั่งอันดามันมีนักท่องเที่ยวมาก มีการทำธุรกิจบนชายหาด ทำร้านอาหาร เทคอนกรีตเป็นทางเดินบ้าง และที่ดินที่มีราคาแพงมาก ทำให้ผักลิ้นห่านสูญหายไปจากชายหาดโดยทั่วไปมานานแล้ว ยังมีเหลือก็เฉพาะในพื้นที่ที่อนุรักษ์ให้ชนรุ่นหลังได้ยินเท่านั้น จึงได้มีโครงการของท้องถิ่นปลูกเพื่ออนุรักษ์ไว้ แต่ทำไปแบบเห่อๆ เท่านั้น ไม่เป็นโล้เป็นพายเท่าไรนัก

ผักลิ้นห่านมี ชื่อวิทยาศาสตร์ : Launaea sarmentosa อยู่ในวงศ์ Asteraceae เป็นพืชล้มลุก มีลำต้นสั้นๆ และมีไหลทอดเลื้อยไปตามพื้นดิน แตกกอเป็นช่วงๆ คล้ายต้นสตรอเบอรี่ ใบรียาวคล้ายลิ้นห่าน ขอบใบหยักเล็กน้อย ปลายใบแหลม ใบยาวประมาณ 7-10 เซนติเมตร 1 ต้น มีใบประมาณ 7-15 ใบ สีเขียวเข้ม แต่ในที่แสงแดดจ้าใบจะเหลือง ดอกเป็นช่อ มีริ้วประดับซ้อนกันเป็นรูปกรวยคว่ำ ช่อดอกมีสีเหลือง ผลแห้ง รูปยาวรี ปลายเมล็ดมีขนสีขาว ปลิวตามลมไปได้ไกล

ผักลิ้นห่านต้มกะทิ

เมนูต้มกะทิของชาวใต้มีหลายเมนู เพราะมะพร้าวเป็นต้นไม้หลังบ้านที่หาได้ง่าย การประกอบอาหารใส่กะทิจึงเป็นที่นิยมของท้องถิ่น ต้มกะทิใช้แทนแกงจืดของไทยเชื้อสายจีน หรือแกงเลียงของไทยเอง เพราะต้มกะทิเป็นอาหารรสหวานไม่เผ็ด เด็กๆ และคนสูงวัยชอบ เอาไว้ช่วยกับข้าวมื้อนั้นไม่ให้เผ็ดมาก สมัยเด็กต้มกะทิผักลิ้นห่านจึงเป็นเมนูที่ชอบเป็นพิเศษ ทำออกจะง่ายดังนี้ เตรียม ผักลิ้นห่านไว้ 150 กรัม กุ้งสด 100 กรัม หรือกุ้งแห้ง หัวหอมสัก 4-5 หัว กะทิ 1 กล่อง แต่ถ้าเป็นกะทิสดก็จะอร่อยกว่า ใช้ปริมาณ 250 กรัม กะปิดีใช้ 1 ช้อนโต๊ะ ถ้าชอบกลิ่นกะปิหนักๆ ใส่พูนช้อน พร้อมทั้งเกลือและพริกไทยดำอีกนิดหน่อยถ้าชอบ สูตรนี้ใช้ได้กับต้มกะทิอื่นๆ ของเมนูภาคใต้ เช่น ต้มกะทิหน่อไม้สดซึ่งอาจใส่สะตอสดและชะอมลงไปด้วย ต้มกะทิผักเหมียง จริงๆ แล้วภาษาใต้เรียก ต้มทิ สั้นๆ ไม่ใช้คำว่า กะทิ

ตั้งหม้อบนไฟกลาง ใส่น้ำกะทิลงไปโดยไม่ต้องแบ่งเป็นหัวกะทิหางกะทิก็ได้ สักครึ่งหนึ่งก่อนค่อยเติมกันทีหลัง หรือใส่ทั้งหมดก็ได้ พอน้ำกะทิเริ่มร้อนใส่กะปิกับหัวหอมตำหยาบๆ ลงไปก่อน บี้ให้กะปิละลายในน้ำกะทิจนหมด ขอเน้นให้เอากะปิอย่างดี อย่าเอากะปิแกงมาทำเพราะจะทำให้รสชาติไม่อร่อย เอากุ้งสดที่ปอกเปลือกหรือผ่าหลังเหลือแต่หางลงไป แต่เมนูของผมใช้กุ้งแห้งประมาณ 50 กรัม ตำให้ฟูเป็นปุยใส่ลงไป ใส่เกลือและพริกไทยดำที่ตำแล้วแค่ปลายช้อนหรือไม่ชอบเค็มก็ไม่ต้องใส่เพราะกุ้งแห้งเค็มอยู่แล้ว

พอน้ำเดือดใส่ผักลิ้นห่านลงไป ถ้าผักเป็นกอเล็กใส่ได้ทั้งกอ แต่ถ้าเป็นกอใหญ่ควรแบ่งให้เล็กลง ผักเริ่มสลดก็ยกลงได้ทันที กินร้อนๆ จะอร่อยมาก รสชาติของเมนูนี้จะหวานหอมอ่อนของน้ำกะทิเป็นตัวนำ ตามมาพร้อมกันความเค็มของเกลือและกุ้งแห้ง รวมถึงความหอมของกุ้งแห้งด้วย ผักลิ้นห่านจะอ่อนนุ่นคล้ายผักปวยเล้งที่ใส่ในแกงจืดหรือต้มเลือดหมู

ส่วนเมนูอื่นที่นำผักลิ้นห่านไปปรุง เช่น ผัดไฟแดง ผัดน้ำมันหอย ผัดกับกุ้งเสียบ หรือนำไปดองเป็นผักเคียง หรือกินสดๆ กับน้ำพริกก็ยังได้ การดองโดยการเคล้าเกลือปล่อยให้ผักสลด แล้วจึงใส่น้ำซาวข้าวหรือน้ำเปล่า ใช้เวลา 2-3 วัน ก็นำมากินได้

การขยายพันธุ์

เท่าที่มีความรู้ ผักลิ้นห่านขยายพันธุ์ได้ 3 วิธี

1. การตัดต้นเก่าให้เหลือโคนต้นไว้สัก 2 มิลลิเมตร เมื่อรดน้ำบำรุงต้นใบก็จะงอกมาใหม่หรือแตกหน่อข้าง

2. ถอนต้นเล็กที่เกิดจากไหลเหมือนสตรอเบอรี่นำมาปลูกใหม่โดยให้ติดราก วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการขยายพันธุ์ ส่วนวิธีสุดท้ายโดยเพาะเมล็ดซึ่งมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบามาก แต่จากการทดลองนำเมล็ดแก่มาโรย 2 ครั้ง ก็ไม่ปรากฏว่างอกเลยสักต้น แต่ก็ไม่กล้าฟันธงบอกว่าไม่ได้ เพราะอาจจะเป็นเพราะสภาพแวดล้อมในการปลูกไม่เหมาะสมเหมือนกับในธรรมชาติก็ได้

การปลูก และดูแลรักษา

ผักลิ้นห่าน เป็นผักที่ขึ้นตามบริเวณแถบชายทะเลเฉพาะฝั่งอันดามัน 3 จังหวัด มีลักษณะดินและสภาพแวดล้อมเฉพาะ การนำมาปลูกนอกเหนือจากถิ่นค่อนข้างยาก แต่สำหรับในพื้นที่ชายทะเลอื่นน่าจะปลูกได้ ส่วนการนำมาปลูกเป็นพืชผักในครัวเรือนจากการทดลองปลูกยังไม่ค่อยมั่นใจนัก เนื่องจากบางครั้งก็เจริญเติบโตได้ดีในการปลูกด้วยดินพร้อมปลูก 6 ถุงร้อย แต่พอเจริญเติบโตไปสักระยะหนึ่งต้นก็ยุบลงโดยไม่ทราบสาเหตุ ต่อมาได้นำทรายก่อสร้างเจือลงไปสัก 3 ใน 10 ส่วน ปัญหานี้ก็ไม่เกิด แต่การเจริญเติบโตไม่ดีนัก ในการปลูกเลี้ยงที่ทดลองนี้เป็นแบบเกษตรอินทรีย์ไม่ได้ใช้ปุ๋ยเคมี

ต่อมาได้มีโอกาสเจอกับเกษตรกรที่ปลูกผักลิ้นห่านไว้ขายที่ตำบลไม้ขาว อำเภอฉลอง จังหวัดภูเก็ต คือ ลุงซ่วนบิ่น แซ่เฮียบ บอกว่า ตอนแรกปลูกผักลิ้นห่านเอาไว้กินเอง แต่ต่อมาจำนวนมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ พอดีมีคนต้องการเนื่องจากในธรรมชาติหมดลง จึงนำมาขาย จากการปลูกไว้ข้างบ้านซึ่งมีพื้นที่ไม่มากนักก็ไม่พอจำหน่าย จึงนำมาปลูกเพิ่มบริเวณใกล้ชายหาดไม้ขาว ซึ่งเป็นพื้นทรายบนดินตามที่ผักลิ้นห่านเกิดขึ้นตามธรรมชาติ โดยจะมีการหว่านปุ๋ย สูตร 16-16-16 ทุก 15 วัน ผักที่นำต้นเล็กมาปลูกจะใช้เวลาประมาณ 40 วัน ก็สามารถตัดมาจำหน่ายได้

ในช่วงหน้าฝนเนื่องจากฝนที่นี่ตกค่อนข้างชุกจึงไม่จำเป็นต้องรดน้ำเลย ส่วนในช่วงหน้าแล้งจะคอยรดน้ำบ้าง ปัจจุบันลุงซ่วนบิ่นจำหน่ายให้กับร้านอาหารในจังหวัดภูเก็ตในราคากิโลกรัมละ 200 บาท สัปดาห์หนึ่งจะตัดผักเพียงครั้งเดียวและได้ผักลิ้นห่านแค่ 3-4 กิโลกรัม เนื่องจากการปลูกผักลิ้นห่านนี้เป็นงานอดิเรก

ผักพื้นบ้านตามท้องถิ่นต่างๆ มีมากมายหลายชนิดล้วนแต่มีประโยชน์ ไม่ด้านอาหารก็ด้านยารักษาโรคหรือมักจะได้ประโยชน์ทั้งสองอย่าง การอนุรักษ์ผักเหล่านี้ทำให้ผักพื้นบ้านไม่สูญพันธุ์ไปจากบ้านเราเป็นสิ่งจำเป็น เพราะในชีวิตเราถ้าซ้ำซากจำเจอยู่กับผักคะน้า ผักกวางตุ้ง กะหล่ำปลี ถั่วฝักยาว เหมือนคนเมือง ชีวิตชนบทเราคงอับเฉาไปแยะ