กศน. ทั่วไทย ภาคกลาง + ตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

กศน. ทั่วไทย ภาคกลาง + ตะวันออก

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์ jirawan073@yahoo.com

อบรมวิทยากรแผนเรียนรู้รายบุคคล

นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. เป็นประธานมอบเกียรติบัตร และปิดการอบรมวิทยากรกระบวนการขับเคลื่อนการจัดทำแผนการเรียนรู้รายบุคคล เพื่อออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวิถีชีวิตผู้เรียน โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมให้ได้รับความรู้อย่างแท้จริง

กฟผ. มอบ 22 ล้าน จัดนิทรรศการพลังงานไฟฟ้า

นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. รับมอบเงิน 22 ล้านบาท จาก นายกรศิษฎ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อสนับสนุนจัดนิทรรศการถาวรด้านพลังงานไฟฟ้าให้แก่ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา (ท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ) และศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด โดยหวังให้เป็นศูนย์กระจายความรู้ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของพลังงานไฟฟ้า

ปลูกสตรอเบอรี่ ที่บ้านทิพุเย ( IK 3)

ศรช. บ้านทิพุเย กศน. อำเภอทองผาภูมิ นำนักเรียนเข้าร่วมอบรมเชิงปฏิบัติการการปลูกสตรอเบอรี่และผักปลอดสารพิษ ณ แปลงเกษตรมูลนิธิธรรมจาริก โดยมีเจ้าหน้าที่จากอุทยานแห่งชาติเกริงกระเวีย มาให้ความรู้กับนักเรียนอย่างใกล้ชิด

กีฬาสานสัมพันธ์เทิดพระเกียรติต้านยาเสพติด

นายกิตติภพ อ่วมมั่น ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอท่าช้าง จัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ในโครงการกีฬาสานสัมพันธ์เทิดพระเกียรติต้านยาเสพติด ณ สนามกีฬาโรงเรียนวัดพิกุลทอง (หลวงพ่อแพอุปถัมภ์) เพื่อส่งเสริมความสามัคคี ความมีวินัยแก่นักศึกษา ระหว่าง กศน. อำเภอท่าช้าง และ กศน. อำเภอพรหมบุรี

เชิญร่วมบริจาคเงิน “กฐินพระราชทาน” วัดมงคลใต้ มุกดาหาร

สำนักงาน กศน. ขอเชิญชวน ข้าราชการในสังกัด กศน. และผู้มีจิตศรัทธา ร่วมบริจาคเงิน นำผ้าพระกฐินพระราชทานไปถวาย ณ วัดมงคลใต้ พระอารามหลวง อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ในวันที่ 29 ตุลาคม 2559 ตามกำลังศรัทธา ที่กลุ่มการคลัง สำนักงาน กศน. หรือ โอนผ่านทางธนาคาร ได้ที่ ชื่อบัญชี กฐินกรมการศึกษานอกโรงเรียน เลขที่บัญชี 059-1-24428-4 ธนาคารกรุงไทย สาขา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ตั้งแต่วันนี้ – 10 ตุลาคม 2559

ต้อนรับ “น้องฝ้าย” นักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิก

นายคมสันต์ เอกชัย ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี นายวิทยา คุณปลื้ม คณะครู กศน. จังหวัดชลบุรี และประชาชนชาวชลบุรี ทุกภาคส่วน โรงเรียนกีฬาจังหวัดชลบุรี ร่วมขบวนแห่ ต้อนรับ น้องฝ้าย สุกัญญา ศรีสุราช นักกีฬาเหรียญทองโอลิมปิก 2016 รอบเมืองชลบุรี

กศน.ใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05102011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

กศน.ใต้

พาณิชย์ ยศปัญญา pannit@matichon.co.th

เรื่อง

เปิดศูนย์ดิจิทัล

เมื่อ วันที่ 10 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. เดินทางตรวจราชการและมอบนโยบายพร้อมกำหนดแนวทางในการทำงานให้กับสถาบัน กศน. ภาคใต้ ในโอกาสที่เดินทางมาเปิดศูนย์ดิจิทัลชุมชน โดยมี นายอรัญ คงนวลใย ผู้อำนวยการ สถาบัน กศน. ภาคใต้ และคณะ เข้ารับฟังนโยบาย

กศน. ยะลา ร่วมเปิดศูนย์ฯ

นายอุดร สิทธิพาที ผู้อำนวยการ กศน. จังหวัดยะลา นางขนิษฐา มะลิสุวรรณ รองผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดยะลา พร้อมด้วย อาจารย์อาธิป บูสา (ครู ก) อาจารย์อับดนเล๊าะ สีบู (ครู ข) อาจารย์ศรันย์ แวดาแม (ครู ค) เข้าร่วมพิธีเปิดศูนย์ดิจิทัลชุมชนต้นแบบ 14 จังหวัดภาคใต้ โดยมี นายสุรพงษ์ จำจด เลขาธิการ กศน. เป็นประธาน ณ โรงแรมกรีนเวิลด์พาเลซ จังหวัดสงขลา เมื่อเร็วๆ นี้

ประเมินคุณธรรม

นายณรงค์ เรือนติ๊บ ผู้อำนวยการ กศน. อำเภอเมืองนราธิวาส และบุคลากร กศน. เข้าร่วมประชุม ชี้แจงการประชุม แบบประเมินคุณธรรม ณ กศน. อำเภอเมืองนราธิวาส เมื่อเร็วๆ นี้

วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ

สำนักงาน กศน. จังหวัดปัตตานี และ กศน. อำเภอ นำโดยผู้อำนวยการ สำนักงาน กศน. จังหวัดปัตตานี นายสมเชาว์ กาญจนจรัส ร่วมจัดงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2559 ณ บริเวณสำนักงาน กศน. จังหวัดปัตตานี ได้รับเกียรติจาก รองผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นายจารุวัฒน์ เกลี้ยงเกลา อ่านสารนายกรัฐมนตรี และเป็นประธานเปิดงาน พร้อมมอบโล่บุคลากร/หน่วยงาน/สถานศึกษา/เครือข่าย ที่จัดและสนับสนุนการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ดีเด่น ประจำปี 2559 รวม 45 ท่าน ผู้เข้าร่วมงานในครั้งนี้ กว่า 500 คน เป็นบุคลากร กศน. จังหวัดปัตตานี และเครือข่ายในพี้นที่

ขับเคลื่อนเรียนรู้

เมื่อ วันที่ 12 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา บุคลากร สำนักงาน กศน. จังหวัดชุมพร และ กศน. อำเภอทุกอำเภอในจังหวัดชุมพร เข้ารับการฝึกอบรมผู้บริหาร และครู กศน. เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ของครู กศน. ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ผ่านทางช่อง ETV ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นพร้อมกันทั้งประเทศ

เชียรใหญ่ ร่วมขับเคลื่อน

นายพงศกฎ พงศ์เพ็ชร์ และบุคลากร กศน. อำเภอเชียรใหญ่ เข้าร่วมการฝึกอบรมผู้บริหารและครู กศน. เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการจัดกระบวนการเรียนรู้ของครู กศน. ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงผ่านทางรายการ โทรทัศน์เพื่อการศึกษา (ETV) เมื่อ วันที่ 12 กันยายน 2559 ที่ผ่านมา ณ กศน. อำเภอเชียรใหญ่

3 หลักสูตร เป๊ะ…ปัง “งานช่าง-งานฝีมือ” ไฮไลต์เด็ด เดือนตุลาคม ที่ มติชนอคาเดมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05103011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

มติชนอคาเดมี

3 หลักสูตร เป๊ะ…ปัง “งานช่าง-งานฝีมือ” ไฮไลต์เด็ด เดือนตุลาคม ที่ มติชนอคาเดมี

ประสบความสำเร็จกันเป็นอย่างดีสำหรับโปรเจ็กต์ “งานช่างสร้างเถ้าแก่ใหม่” ของ มติชนอคาเดมี ในช่วงเดือนกันยายน ที่ผ่านมา สามารถสร้างกระแสความสนใจให้กับผู้เรียนทั้งรายเก่าและใหม่ ช่วยกระตุ้นต่อมความอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ ได้เป็นอย่างดี จนเกิดเป็นปรากฏการณ์ “เถ้าแก่ใหม่ฟีเวอร์” ต้องบอกเลยว่า หลังจากจบโปรเจ็กต์นี้ น่าจะมีผู้เรียนหลายท่านก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ประกอบการรายใหม่ๆ อย่างแน่นอน ซึ่งทางทีมงานของพวกเราก็ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกคนเช่นกันครับ ส่วนใครที่พลาดการสมัครเรียนรอบที่ผ่านมา ก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะในเดือนตุลาคมนี้ ทีมงานของมติชนอคาเดมี ก็ยังคงสรรหาหลักสูตรที่น่าสนใจ มานำเสนอให้อีกถึง 3 หลักสูตรเลยทีเดียว ที่แน่ๆ อินเทรนด์ติดกระแส และนำไปต่อยอดสร้างอาชีพได้ไม่ยากอีกด้วย

เสน่ห์ของอาหารอย่างหนึ่ง นอกเหนือจากรสชาติความอร่อยของแต่ละเมนูที่เป็นเอกลักษณ์แล้ว ซึ่งหนึ่งที่จะสามารถช่วยกระตุ้นต่อมความอยากกินอาหารได้เป็นอย่างดี คงหนีไม่พ้นเรื่องของ “ฟู้ดสไตลิสต์” หรือ ศิลปะการตกแต่งจานอาหาร ที่อาจทำให้ใครหลายๆ คนตื่นตาตื่นใจกับการกินอาหารมากยิ่งขึ้น ยิ่งในยุคโลกโซเชียลด้วยแล้ว การได้ถ่ายภาพอาหารสวยๆ อัพโหลดขึ้นบน Facebook หรือ Instagram ก็ถือเป็นอีกปัจจัยหนึ่งสำหรับคนทั่วไปเสียแล้ว เกริ่นมาขนาดนี้…ไม่ได้จะแนะนำหลักสูตร “ฟู้ดสไตลิสต์” แต่ทีมงานของเราอยากแนะนำหลักสูตร การแกะสลัก เพื่อการจัดจาน มากกว่า…เพราะสามารถนำไปต่อยอดสร้างมูลค่าให้กับอาหารการกินของคุณได้มากขึ้นกว่าเดิมทีเดียว โดยครั้งนี้ได้ อาจารย์ศุภลักษณ์ ทับทวี หนึ่งในทีมงานตัวแทนประเทศไทย (สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ) เข้าร่วมสาธิตผลงานแกะสลักผัก-ผลไม้ ฯลฯ ณ กรุงมอสโก ประเทศรัสเซีย ปี 2547 ที่พร้อมจะมาถ่ายทอดวิชาการแกะสลักผักและผลไม้ สำหรับการตกแต่งจัดจานแบบมืออาชีพกันเลยทีเดียว ใน วันที่ 22 ตุลาคม 2559 นี้ โดยในชั่วโมงเรียนนี้ ผู้เข้าเรียนจะรู้กันตั้งแต่ การเลือกซื้อผักและการเก็บรักษาผลงาน, วิธีการจับมีดแกะสลัก และการปอก หั่น ตัด, วิธีการแกะสลักชุดผักเครื่องจิ้มน้ำพริก อาทิ การจัดต้นหอม แบบปลายใบม้วน-ใบฝอย, แกะสลักดอกกุหลาบ จากมะเขือเทศ, แกะสลักใบไม้จากแตงกวา ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีการแนะนำการเลือกซื้อผลไม้ตามฤดูกาล, วิธีการแกะสลักผลไม้สำหรับกิน, แกะสลักภาชนะกุหลาบจากแคนตาลูป เป็นต้น เรียกได้ว่า ครบถ้วนสำหรับคนที่อยากนำไปต่อยอดสำหรับจัดจานเพิ่มมูลค่าในร้านอาหาร หรือจะนำไปต่อยอดเป็นอาชีพเสริมก็น่าสนใจไม่น้อย เพราะเดี๋ยวนี้…โลกโซเชียล และนักชิมทั้งหลาย เขาก็สนใจเรื่องสวยๆ งามๆ อยู่ไม่น้อย…เรียนจบปุ๊บ ก็นำไปต่อยอดปั๊บ รับรองว่า โดนใจลูกค้าหรือใครหลายๆ คนอย่างแน่นอน

ถือเป็นอีกหนึ่งหลักสูตรที่ประสบความสำเร็จ และได้รับการตอบรับจากผู้เรียนทุกท่านเป็นอย่างดี ก็ต้องนึกถึงหลักสูตร “สบู่แฟนซี” ที่ได้วิทยากร อย่าง อาจารย์พิมพา กสิคุณ เภสัชกรและเวชกรแพทย์แผนไทย ที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องสำอางเชิงธุรกิจ และจัดจำหน่ายมายาวนานกว่า 10 ปีเลยทีเดียว หลังจากเปิดตัวหลักสูตรแรกจนฮ็อตฮิตไปแล้ว ใน วันที่ 30 ตุลาคม 2559 นี้ อาจารย์พิมพา จึงไม่พลาดที่จะต่อยอดความสำเร็จไปอีกขั้น ด้วยการเปิดตัวหลักสูตร การผลิตสบู่ เพื่อผิวสวย เพื่อตอบโจทย์ธุรกิจความงามที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้เป็นอันดับต้นๆ ในยุคปัจจุบันนี้เลยทีเดียว โดยในชั่วโมงเรียนนี้ทุกคนจะได้รู้กันตั้งแต่แหล่งซื้อ-ขายวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ ในการผลิต, การผลิตสบู่ เพื่อผิวสวยสูตรต่างๆ ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน, วิธีการคำนวณต้นทุน-กำไรในการผลิตสินค้า, แนะนำเรื่องการทำแพ็กเกจจิ้งผลิตภัณฑ์ พร้อมปิดท้ายด้วยการแนะแนวทางในการทำธุรกิจให้กับผู้เรียนอีกด้วย ทีมงานอยากแอบกระซิบว่า สบู่ผิวสวยรูปแบบต่างๆ กำลังเป็นกระแสฮ็อตฮิตในตลาดออนไลน์เช่นกันนะ…ใครอยากรู้ลองเปิดเฟซบุ๊ก หรืออินสตาแกรม ก็จะเห็นผลิตภัณฑ์สบู่อารมณ์นี้เพียบไปหมด ดังนั้น อย่ารอช้า รีบมาเรียนไปทำขาย สร้างรายได้กันให้เป๊ะ…ปังกันไปเลย

หนึ่งในอาชีพสุดฟินของคนที่หลงใหลในอาชีพเกษตรกรรมสมัยใหม่ อย่าง การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ที่กำลังมาแรงสุดๆ เพราะถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน กับกระแส “อาหารคลีน” ที่ถูกอกถูกใจคนรักสุขภาพเป็นอย่างมาก ด้วยความฮิตติดกระแสขนาดนี้ ทีมงานของเราจึงไม่พลาดที่จะเปิดหลักสูตรใหม่ล่าสุด ใน วันที่ 29 ตุลาคม 2559 อย่าง ไฮโดรโปนิกส์ ผักเงินล้าน ที่ต่อยอดมาจากหลักสูตรสุดฮ็อต อย่าง การปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ ที่ได้วิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์มายาวนานกว่าในวงการนี้ อย่าง อาจารย์ปกรณ์ พิสุทธิ์ชาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีนอินสไปรด์ จำกัด และเจ้าของเว็บไซต์ http://www.thaihydrohobby.com ที่จะมาเปิดเผยและให้ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์กันแบบครบวงจร พร้อมนำพาทุกท่านไปชมระบบการจัดการฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ ของจริงกันอีกด้วย โดยในชั่วโมงเรียนนั้นทุกท่านจะได้เรียนรู้เรื่องการปลูกพืชไม่ใช้ดิน, เทคนิคการลดไนเตรตของผักไฮโดรโปนิกส์, เรียนรู้ระบบการในปลูกพืชไฮโดรโปนิกส์ พร้อมตอบปัญหา และข้อสงสัยเกี่ยวกับการทำธุรกิจนี้อีกด้วย ส่วนช่วงบ่าย อาจารย์ปกรณ์ จะพาผู้เรียนทุกท่านไปเยี่ยมชมฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ เพื่อศึกษาระบบการจัดการภายในฟาร์ม และตอบทุกคำถามที่ค้างคาใจ สำหรับคนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจนี้อีกด้วย เรียกได้ว่า…ตอบโจทย์สำหรับคนที่อยากนำไปต่อยอดสร้างธุรกิจใหม่ ที่กำลังอินเทรนด์ในขณะนี้เลยทีเดียว

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนหลักสูตร การแกะสลัก เพื่อการจัดจาน (วันที่ 22 ตุลาคม 2559), ไฮโดรโปนิกส์ ผักเงินล้าน (วันที่ 29 ตุลาคม 2559), การผลิตสบู่ เพื่อผิวสวย (วันที่ 30 ตุลาคม 2559) จะมาให้ความรู้ พร้อมเปิดเผยเทคนิค-เคล็ดลับการก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างมืออาชีพ สำหรับท่านที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชนอคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์), (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

คนบางเลน นครปฐม ฉีกแนวใช้บล็อกซีเมนต์ ปลูกกล้วยไม้ตัดดอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05106011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

คนบางเลน นครปฐม ฉีกแนวใช้บล็อกซีเมนต์ ปลูกกล้วยไม้ตัดดอก

ไทย เป็นอีกประเทศในโลกที่ผลิตกล้วยไม้ได้อย่างมีคุณภาพ แหล่งปลูกกล้วยไม้หลายแห่งมีศักยภาพในการผลิตกล้วยไม้ได้จำนวนมาก สามารถส่งขายได้ทั้งภายในและต่างประเทศ

การผลิตกล้วยไม้ไม่เพียงแต่เจ้าของธุรกิจจะต้องแข่งขันกับหลายประเทศที่ผลิตอย่างมีคุณภาพแล้ว ยังต้องเอาชนะธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงจนทำให้กระทบกับยอดและคุณภาพผลผลิตอีกด้วย แต่ด้วยใจสู้ของชาวสวนกล้วยไม้ไทยต่างหาวิธีเอาชนะกับปัญหาอุปสรรคอย่างไม่ท้อ

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า ฉบับนี้พาท่านผู้อ่านไปพบกับ คุณสมชาย เลิศรุ่งวิทยาชัย อยู่บ้านเลขที่ 160 หมู่ที่ 7 ตำบลไผ่หูช้าง อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม เจ้าของสวนกล้วยไม้ ที่ชื่อ “สวนหมื่นล้านออร์คิด” เป็นสวนกล้วยไม้สกุลหวายตัดดอกที่มีคุณภาพขนาดใหญ่ย่านบางเลน ขายส่งทั้งตลาดในและต่างประเทศ

พบปัญหาจำนวนมะพร้าวลดลง หายาก ราคาแพง

ส่งผลต่อการทำธุรกิจ

ความจริงแล้วสวนกล้วยไม้เมื่อมองจากภายนอกก็เหมือนกัน แต่ถ้าได้เดินเข้าไปในแปลงปลูกกล้วยไม้ของสวนคุณสมชายจะพบว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของกล้วยไม้ที่ปลูก ใช้บล็อกซีเมนต์เป็นวัสดุปลูกแทนกาบมะพร้าว ซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ให้ผลผลิตสมบูรณ์ทั้งขนาดและความสวยสด แถมยังประหยัดคุ้มทุนกว่าการใช้กาบมะพร้าวล้วนเสียด้วยซ้ำ แต่เหตุผลอะไรที่ทำให้คุณสมชายถึงเลือกนำบล็อกซีเมนต์มาใช้กับธุรกิจของเขา ลองตามไปฟังคำตอบกัน

คุณสมชายอยู่บนเส้นทางอาชีพปลูกกล้วยไม้ตัดดอกมานานกว่า 12 ปี เดิมทีมีสวนอยู่แถวจังหวัดนนทบุรี แต่มองดูน่าจะคับแคบไป จึงทำให้ตัดสินใจย้ายมาที่บางเลน นครปฐม เพื่อทำสวนกล้วยไม้แห่งใหม่ที่มีพื้นที่จำนวน 100 ไร่

เดิมทีคุณสมชายใช้กาบมะพร้าวเป็นวัสดุปลูกเช่นเดียวกับรายอื่น ซึ่งทำกันมายาวนาน และกาบมะพร้าวที่ใช้มี 2 แบบ คือ ชนิดอัดก้อนและไม่อัดก้อน

แนวคิดที่ต้องการหาวัสดุอื่นมาแทนมะพร้าวเพราะหลายปีนี้พบว่าเกิดวิกฤตหนอนหัวดำมากินต้นมะพร้าว ส่งผลให้ลูกมะพร้าวเกิดความเสียหายและลดจำนวนลง ขณะเดียวกัน เปลือกมะพร้าวที่นำมาใช้สำหรับปลูกกล้วยไม้ก็หายากมากขึ้น อีกทั้งยังมีราคาขยับสูงขึ้นเรื่อยๆ คือจากเดิมเคยซื้อแบบอัดก้อนราคาก้อนละ 6 บาท ได้ขยับขึ้นมาเป็น 12 บาท ต่อก้อน แล้วยังหายากด้วย กว่าจะสั่งได้ครบต้องรอนาน

ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นมีการสะสมจนทำให้ผู้ประกอบธุรกิจกล้วยไม้ตัดดอกไม่สามารถกำหนดเป้าหมายและตัวเลขการผลิตที่ชัดเจนแน่นอนได้ จึงทำให้ขาดโอกาสทางการค้าไปอย่างน่าเสียดาย เพราะการปลูกกล้วยไม้ต้องคำนึงถึงช่วงเวลาเพื่อกำหนดให้ออกดอกทันในช่วงเทศกาล แล้วหากเลยออกไปจะทำให้ราคาลดลงทันที

เลือกใช้บล็อกซีเมนต์ เพราะต้นทุนต่ำ ผลิตง่าย ใช้ได้นาน

ด้วยเหตุนี้คุณสมชายพร้อมกับกลุ่มเพื่อนหารือถึงปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วเกิดแนวคิดว่าควรจะหาวัสดุชนิดอื่นมาทดแทนการใช้มะพร้าว โดยผุดแนวคิดหาวิธีมากมายหลายชนิด แต่หลายแนวทางที่คิดออกมาล้วนแต่ประสบปัญหาตรงที่ต้องใช้ต้นทุนสูงแล้วไม่สอดคล้องกับความต้องการ

ในที่สุดมีการเสนอความคิดให้ลองใช้บล็อกซีเมนต์ที่ใช้กันอยู่ในวงการก่อสร้างทั่วไปมาเป็นวัสดุปลูกกล้วยไม้ ซึ่งเมื่อมาตรวจสอบราคาต้นทุนแล้วเพียงราคาก้อนละ 3 บาท อีกทั้งการขึ้น-ลงราคาก็ไม่เปลี่ยนแปลงเร็วเพราะอาจไปกระทบกับต้นทุนการก่อสร้าง รวมถึงยังมีความทนทานสามารถใช้ได้นานถึง 10 ปี

แต่ข้อเสียคือมีน้ำหนักถึงก้อนละ 6 กิโลกรัม ซึ่งอาจส่งผลต่อการรับน้ำหนักของโต๊ะปลูก จึงได้ลองออกแบบใหม่ให้แตกต่างจากบล็อกซีเมนต์ทั่วไป แล้วสามารถลดน้ำหนักลงมาได้เหลือก้อนละ 5 กิโลกรัม ในที่สุดเมื่อมีการปรับแต่งทุกอย่างก็สามารถลองนำมาใช้งานจริงได้ จึงได้ผลิตออกมาจำนวนมากเพื่อนำไปใช้กับกล้วยไม้รุ่นใหม่

“บล็อกซีเมนต์ที่ผลิตออกมาเพื่อใช้สำหรับปลูกกล้วยไม้มีขนาดและลักษณะแตกต่างจากบล็อกซีเมนต์ที่ใช้ในการก่อสร้าง กล่าวคือด้านยาวจะสั้นกว่า และด้านกว้างจะยาวกว่า และความหนาจะน้อยกว่า เหตุผลที่ต้องออกแบบเช่นนี้เพราะต้องการให้มีน้ำหนักเบา อีกทั้งจำนวนช่องยังน้อยกว่าด้วย ไม่เพียงเท่านั้นยังใช้แกลบดำเป็นส่วนผสมของการผลิตบล็อกซีเมนต์ด้วย”

ถึงแม้แนวทางการนำบล็อกซีเมนต์มาใช้ แต่คุณสมชายยังคงต้องใช้กาบมะพร้าวด้วยเพื่อให้ช่วยเก็บความชื้นจากน้ำ เพียงแต่ใช้น้อยลงมากเหลือเพียง 20 เปอร์เซ็นต์จากที่เคยใช้ และเป็นกาบมะพร้าวอ่อนที่อยู่บริเวณเปลือกมะพร้าวที่หลังจากได้ปอกเปลือกออกแล้วโดยนำกาบมะพร้าวอ่อนมาปิดที่ช่องบริเวณด้านหน้าบล็อกซีเมนต์ โดยกาบมะพร้าวดังกล่าวมีราคาคันรถละ 3,000 บาท ใช้งานได้จำนวนมากด้วย

กำไรเห็นชัดเมื่อพ้นปีที่ 4

ทางด้านการลงทุน คุณสมชาย บอกว่า ถ้าเริ่มลงทุนพร้อมกันกับแบบใช้กาบมะพร้าวล้วน อาจใช้เงินลงทุนไม่ต่างกัน แต่จะเริ่มเห็นความชัดเจนในการเปลี่ยนต้นกล้วยไม้รุ่นที่สอง ในราวปีที่ 4 เนื่องจากสามารถลดต้นทุนไปได้ถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์ เพราะถ้าใช้กาบมะพร้าวตามแนวทางเดิมจะต้องซื้อวัสดุปลูกชุดใหม่ ต้องลงทุนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นค่าแรงที่ต้องขนวัสดุเก่าไปทิ้ง แล้วยังต้องจ้างคนมาทำความสะอาด

แต่การนำบล็อกซีเมนต์มาใช้สามารถใช้ของเดิมได้ โดยไม่ต้องไปลงทุนซื้อใหม่ ไม่ต้องขนอะไรออกนอกพื้นที่เลย เพียงมีค่าทำความสะอาดของเดิมเท่านั้น ถือว่าประหยัดเงินลงทุนได้เกือบเท่ากับเงินลงทุนก้อนแรก

ข้อดีของการนำบล็อกซีเมนต์มาใช้อีกด้านหนึ่งคือมีประโยชน์ต่อการควบคุมปริมาณน้ำจะง่ายกว่า โดยเฉพาะหน้าฝน ถ้าใช้กาบมะพร้าวตามแนวทางเดิมจะอุ้มเก็บน้ำไว้นาน จะชื้นมาก แล้วแห้งยากจึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคเชื้อรา เพราะแม้ว่ากล้วยไม้จะชอบน้ำ แต่ไม่ชอบน้ำมากและชุ่มเกินไป

เมื่อนำบล็อกซีเมนต์มาใช้ ปรากฏว่าปริมาณน้ำที่อยู่ในกาบมะพร้าวอ่อนมีจำนวนน้อยมาก เหมาะสมกับความต้องการของกล้วยไม้ จึงทำให้ไม่เกิดความชื้นสะสมแล้วไม่เป็นเชื้อรา ดังนั้น สารกำจัดเชื้อราที่ใช้จึงน้อยลงมาก แล้วใช้ห่างได้ ถือเป็นข้อดีของการลดต้นทุน

นอกจากนั้น ยังมีข้อดีคือแมลงศัตรูพืชลดลงอย่างเห็นได้ชัด แล้วที่ผ่านมา 3 ปี ยังพบว่ากล้วยไม้แตกหน่อใหม่จำนวนหลายหน่อ ทั้งนี้ การใช้แนวทางนี้ให้มีประสิทธิภาพจะต้องมีการบริหารจัดการเรื่องปุ๋ย/น้ำอย่างสอดคล้องและเหมาะสมควบคู่ไปด้วย

ขณะนี้สวนกล้วยไม้ของคุณสมชายได้นำบล็อกซีเมนต์มาใช้แล้วกว่า 60 ไร่ และใช้มานานกว่า 3 ปี ซึ่งเป็นเพียงกล้วยไม้รุ่นแรก นอกจากตัวเขาเองแล้วในกลุ่มญาติและเพื่อนที่ประกอบธุรกิจกล้วยไม้ตัดดอกก็ได้นำวิธีนี้ไปใช้กันแล้ว

ไม่ผิดหวังเรื่องคุณภาพ แต่ต้องบริหารจัดการที่ถูกต้องเหมาะสม

สำหรับในเรื่องคุณภาพและผลผลิตที่เกิดจากการปลูกในบล็อกซีเมนต์ คุณสมชาย บอกว่า ในระยะแรกหรือผลผลิตรุ่นแรกมีอัตราการเจริญเติบโตช้ากว่าวิธีการใช้กาบมะพร้าวล้วนเพียง 1 เดือนเท่านั้น แต่เมื่อผ่านพ้นไปสัก 1 ปี จะพบว่าการให้ผลผลิตไม่แตกต่างกันเลย

คุณสมชายแสดงความเป็นห่วงในเรื่องสถานการณ์กาบมะพร้าวที่นำมาใช้ปลูกกล้วยไม้อยู่ในขณะนี้ว่านับวันจะยิ่งหายากเพราะลดน้อยลงมาก แล้วยังมีราคาแพง ฉะนั้น หากใช้วิธีการเดิมต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มมาก แล้วในอนาคตยังไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร แต่ถ้ามีการเตรียมความพร้อมไว้ก่อน อย่ารอให้ถึงวันที่เดือดร้อน จึงต้องหาทางแก้ไขก่อน

อย่างไรก็ตาม กล้วยไม้ในสวนของคุณสมชาย ยังมีการปลูกแบบใช้กาบมะพร้าวล้วนอยู่จำนวน 20 ไร่ เขาบอกว่ากล้วยไม้ชุดนี้คงไม่เปลี่ยนไปใช้บล็อกซีเมนต์ เพราะต้องการปลูกเพื่อเปรียบเทียบ พร้อมกับใช้สำหรับเป็นฐานข้อมูลด้วย

สำหรับท่านที่สนใจการปลูกกล้วยไม้ด้วยการใช้บล็อกซีเมนต์เป็นวัสดุ ตามแนวทางของ คุณสมชาย สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (089) 890-8814

ราคาสินค้าตลาดสี่มุมเมืองประจำวันที่ 16 กันยายน 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05108011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

ราคาสินค้าตลาดสี่มุมเมืองประจำวันที่ 16 กันยายน 2559

ผัก

กระเจี๊ยบเขียว กิโลกรัมละ 14

ข้าวโพดฝักอ่อน กิโลกรัมละ 20

ขึ้นฉ่าย กิโลกรัมละ 50

ต้นคะน้า กิโลกรัมละ 6.50

ยอดคะน้า กิโลกรัมละ 7

แตงกวาทั่วไป กิโลกรัมละ 4

แตงกวาเล็กอ่อน กิโลกรัมละ 8

แตงไทยอ่อน กิโลกรัมละ 10

แตงร้าน กิโลกรัมละ 6.50

ถั่วงอก กิโลกรัมละ 20.50

ถั่วฝักยาวด้วง กิโลกรัมละ 20

ถั่วฝักยาวเส้น กิโลกรัมละ 21

ถั่วพู กิโลกรัมละ 30

ถั่วแขก กิโลกรัมละ 30

บวบงู กิโลกรัมละ 14

บวบเหลี่ยม กิโลกรัมละ 6

บวบหอม กิโลกรัมละ 10

ผักกาดหอม กิโลกรัมละ 22.50

ผักบุ้งจีน กิโลกรัมละ 6

ผักบุ้งไทย มัดละ 50

ฟักเขียวแก่ กิโลกรัมละ 5

ฟักเขียวอ่อน กิโลกรัมละ 5

มะเขือเปราะ กิโลกรัมละ 16

มะเขือม่วง กิโลกรัมละ 14

มะเขือลาย กิโลกรัมละ 16

มะเขือลิง กิโลกรัมละ 14

มะเขือยาวขาว กิโลกรัมละ 19

มะเขือพวง กิโลกรัมละ 20

มะระจีน กิโลกรัมละ 15

มะละกอดิบ กิโลกรัมละ 6

ลูกน้ำเต้า กิโลกรัมละ 10

กะหล่ำปลีขาว (แกะเปลือก)กิโลกรัมละ 17.50

กะหล่ำปลีม่วง กิโลกรัมละ 30

คะน้าฮ่องกง กิโลกรัมละ 70

แครอตนอก กิโลกรัมละ 25

กระเทียมต้น กิโลกรัมละ 80

ตั้งโอ๋ กิโลกรัมละ 45

ผักกวางตุ้งดอก กิโลกรัมละ 15

ผักกวางตุ้งไต้หวัน กิโลกรัมละ 35

ผักกวางตุ้งธรรมดา กิโลกรัมละ 4

ผักกาดแก้ว กิโลกรัมละ 45

ผักกาดขาวปลี กิโลกรัมละ 14

ผักกาดขาว (ลุ้ย) กิโลกรัมละ 18

ผักกาดเขียว กิโลกรัมละ 10

พริกยอดสน กิโลกรัมละ 35

พริกยำเขียว กิโลกรัมละ 24

พริกยำแดง กิโลกรัมละ 56

มะเขือเทศเชอร์รี่ กิโลกรัมละ 65

มะเขือเทศผลใหญ่ กิโลกรัมละ 20

มะเขือเทศสีดา กิโลกรัมละ 20

มันฝรั่ง กิโลกรัมละ 35

ยอดฟักแม้ว กิโลกรัมละ 30

ลูกฟักแม้ว กิโลกรัมละ 20

ผลไม้

กล้วยไข่กำแพงเพชร

เบอร์ใหญ่ หวีละ 60

กล้วยไข่กำแพงเพชร

เบอร์กลาง หวีละ 42.50

กล้วยไข่กำแพงเพชร

เบอร์เล็ก หวีละ 22.50

กล้วยน้ำว้านวล

เบอร์ใหญ่ หวีละ 60

กล้วยน้ำว้านวล

เบอร์กลาง หวีละ 42.50

กล้วยน้ำว้านวล

เบอร์เล็ก หวีละ 22.50

ขนุนทองประเสริฐ กิโลกรัมละ 30

ขนุนมาเลย์ กิโลกรัมละ 30

ฝรั่งกิมจู ใหญ่ กิโลกรัมละ 25

ฝรั่งกิมจู กลาง กิโลกรัมละ 23

มะพร้าวอ่อนน้ำหอม ใหญ่ ลูกละ 22

มะพร้าวอ่อนน้ำหอม กลางลูกละ 20

มะพร้าวอ่อนน้ำหอม เล็ก ลูกละ 18

ส้มเขียวหวาน 00 กิโลกรัมละ 60

ส้มเขียวหวาน 0 กิโลกรัมละ 60

ส้มเขียวหวาน 1 กิโลกรัมละ 45

ส้มเขียวหวาน 2 กิโลกรัมละ 30

ส้มเขียวหวาน 3 กิโลกรัมละ 25

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 00 กิโลกรัมละ 68

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 0 กิโลกรัมละ 68

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 1 กิโลกรัมละ 50

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 2 กิโลกรัมละ 35

ส้มเขียวหวานสีน้ำตาล

เบอร์ 3 กิโลกรัมละ 28

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 7 กิโลกรัมละ 95

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 6 กิโลกรัมละ 90

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 5 กิโลกรัมละ 80

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 4 กิโลกรัมละ 50

ส้มสายน้ำผึ้ง เบอร์ 3 กิโลกรัมละ 35

ส้มโชกุน เบอร์ 00 กิโลกรัมละ 80

ส้มโชกุน เบอร์ 0 กิโลกรัมละ 70

ส้มโชกุน เบอร์ 1 กิโลกรัมละ 45

ส้มโชกุน เบอร์ 2 กิโลกรัมละ 35

ส้มโชกุน เบอร์ 3 กิโลกรัมละ 25

เนื้อหมู

กระเพาะหมู กิโลกรัมละ 95

ไข่ดันหมู กิโลกรัมละ 90

ซี่โครงหมู กิโลกรัมละ 127

ตับหมู กิโลกรัมละ 100

ขาหมู กิโลกรัมละ 69

เนื้อแดงหมู กิโลกรัมละ 130

เนื้อสันใน-นอกหมู กิโลกรัมละ 129.50

เนื้อสามชั้นหมู กิโลกรัมละ 130

ปอดหมู กิโลกรัมละ 30

ไส้ตันหมู กิโลกรัมละ 160

ไส้อ่อนหมู กิโลกรัมละ 130

หัวใจหมู กิโลกรัมละ 95

หัวหมูสด กิโลกรัมละ 85

หัวหมูพะโล้ กิโลกรัมละ 100

เนื้อวัว

ขอบกระด้งเนื้อ กิโลกรัมละ 220

ขี้ริ้วเนื้อ กิโลกรัมละ 220

เครื่องในเนื้อ กิโลกรัมละ 130

ดอกจอกเนื้อ กิโลกรัมละ 220

ตับเนื้อ กิโลกรัมละ 230

น่องเนื้อ กิโลกรัมละ 220

ซี่โครงเนื้อ กิโลกรัมละ 200

เนื้อแดง กิโลกรัมละ 230

เนื้อปลีกเนื้อ กิโลกรัมละ 220

สันคอเนื้อ กิโลกรัมละ 220

เศษเนื้อ กิโลกรัมละ 130

หัวใจเนื้อ กิโลกรัมละ 200

เนื้อวัวบด กิโลกรัมละ 220

ลิ้นเนื้อ กิโลกรัมละ 220

เนื้อไก่

ไก่แก่ กิโลกรัมละ 62.50

ไก่ผ่าซีก กิโลกรัมละ 70

ข้อไก่ กิโลกรัมละ 31.50

เครื่องในไก่ กิโลกรัมละ 67.50

ซี่โครงไก่ กิโลกรัมละ 22.50

ตีนไก่ กิโลกรัมละ 72.50

ปีกเต็ม-น่องไก่ กิโลกรัมละ 80

ปีกบนไก่ กิโลกรัมละ 70

สะโพกไก่ กิโลกรัมละ 85

อกไก่ กิโลกรัมละ 70

ไข่ไก่ เบอร์ 0 ฟองละ 4.50

ไข่ไก่ เบอร์ 1 ฟองละ 4.20

ไข่ไก่ เบอร์ 2 ฟองละ 3.80

ไข่ไก่ เบอร์ 3 ฟองละ 3.50

ไข่เป็ด เบอร์ 0 ฟองละ 6

ไข่เป็ด เบอร์ 1 ฟองละ 5

ไข่เป็ด เบอร์ 2 ฟองละ 4.80

ไข่เป็ด เบอร์ 3 ฟองละ 3.50

ปลาน้ำจืด

กบ กิโลกรัมละ 97.50

ปลากด กิโลกรัมละ 150

ปลาเค้า กิโลกรัมละ 110

ปลาช่อนเล็ก กิโลกรัมละ 130

ปลาช่อนใหญ่ กิโลกรัมละ 160

ปลาดุกนา กิโลกรัมละ 120

ปลาทับทิม กิโลกรัมละ 92.50

ปลานิล กิโลกรัมละ 47.50

ปลาเนื้ออ่อน กิโลกรัมละ 250

ปลารากกล้วย กิโลกรัมละ 250

ปลาแรด กิโลกรัมละ 92.50

ปลาสร้อย กิโลกรัมละ 55

ปลาสลิด กิโลกรัมละ 150

ปลาสวายหั่น กิโลกรัมละ 60

ปลาสวายตัว กิโลกรัมละ 40

อาหารทะเล

ปลากระบอก กิโลกรัมละ 110

ปลากะพงขาว กิโลกรัมละ 157.50

ปลาเก๋า กิโลกรัมละ 180

ปลาซาบะ กิโลกรัมละ 67.50

ปลาอินทรี กิโลกรัมละ 235

หมึกไข่ ใหญ่ กิโลกรัมละ 250

หมึกไข่ กลาง กิโลกรัมละ 190

หมึกไข่ เล็ก กิโลกรัมละ 185

หมึกกล้วย กิโลกรัมละ 205

หอยแครง กิโลกรัมละ 147.50

หอยลาย กิโลกรัมละ 62.50

ปูม้า (ตัว) กิโลกรัมละ 290

ปูม้า (แกะ) กิโลกรัมละ 465

ดอกไม้

ดอกรัก ลิตรละ 65

ดาวเรือง ตัดดอก ร้อยละ 90

ดาวเรือง ตัดกิ่ง ร้อยละ 135

บานไม่รู้โรย กิโลกรัมละ 80

บัวหลวงขาว กำละ 35

บัวหลวงแดง กำละ 25

กุหลาบตาก กิ่งใหญ่ ร้อยละ 500

กุหลาบตาก กิ่งรอง ร้อยละ 320

มะลิดิบ ลิตรละ 550

มะลิแช่ ลิตรละ 350

ดอกพุด ลิตรละ 150

ดาหลา ดอกละ 40

จำปี ร้อยละ 110

ชา…เครื่องดื่มแห่งวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05110011059&srcday=2016-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 29 ฉบับที่ 632

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต

ชา…เครื่องดื่มแห่งวัฒนธรรม

คนสมัยใหม่เขามักจะบอกว่า…ชาเป็นเครื่องดื่มของคนแก่ หรือดื่มชาทำให้ท้องผูก ซึ่งอาจเป็นเพราะกระแสความนิยมในการดื่มน้ำอัดลม กาแฟ ไวน์ เบียร์ ที่มาแรง ทำให้คนรุ่นใหม่น้อยคนนักที่จะรู้จักเลือกดื่มชา โดยเฉพาะชาจีน ที่ดูช่างไม่มีโอกาสเสียเลยในยุคแห่งเครื่องอำนวยความสะดวกที่ทุกๆ คนเคยชินกับความรวดเร็ว และสำเร็จรูป เพราะมีรายละเอียดของอุปกรณ์ และขั้นตอนวิธีชงชาจีน อีกทั้งเป็นเครื่องดื่มชนิดร้อน จึงหาโอกาสดื่มได้ยาก

ในที่ทำงาน ส่วนมากก็มีแต่ชาฝรั่งสำเร็จรูปชนิดซองที่เราคุ้นเคยในนาม ชาลิปตัน เท่านั้น ที่ยังสามารถสู้เจ้าตลาดอย่างกาแฟได้ บางท่านพอกลับเข้าบ้านก็พบกับน้ำอัดลมกระป๋อง เบียร์กระป๋อง ที่เพียงดึงห่วงอะลูมิเนียมก็พร้อมดื่มได้ทันที แล้วเราจะปล่อยให้วัฒนธรรมของชาวตะวันออกโดยแท้ที่สืบทอดกันมานานนับพันปีเสื่อมหายไปตามรสนิยมสมัยใหม่กระนั้นหรือ

วัฒนธรรมการดื่มชา

แม้วัฒนธรรมการดื่มชาดั้งเดิมจะลืมเลือนไปบ้าง แต่สำหรับชาวตะวันออกอย่างประเทศไต้หวัน ที่มีอากาศค่อนข้างหนาว คนเลยนิยมดื่มเครื่องดื่มร้อนกันมาก ซึ่งคนที่นั่นเขาดื่มชากันเป็นประจำเกือบทุกคน ตั้งแต่อายุน้อยๆ วัยรุ่น จนถึงคนแก่ ชาของที่นั่นขายดีกว่าน้ำอัดลม เพราะรัฐบาลเขาให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง มีโรงเรียนสอนเกี่ยวกับเรื่องชา โดยเฉพาะการดื่มชาของไต้หวันนั้นเรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมประจำชาติกันเลยทีเดียวเชียว

สำหรับประเทศไทยเราที่อากาศร้อนอบอ้าวแทบตับจะแตก จะเห็นได้ว่าก็ยังมีการดื่มน้ำชากันมานานแล้วเช่นกัน สมัยอาก๋ง อาม่า ไปสวนลุมพินีตอนเช้าทุกวัน จะพบเห็นมีก๊วนน้ำชามากเช่นกัน จึงไม่น่าจะใช่เหตุผลเกี่ยวกับอากาศร้อน หนาว แต่อาจเป็นด้วยความเชื่อมากกว่าไหม

บางคนเชื่อที่ว่า ดื่มน้ำชามากๆ จะทำให้ท้องผูก อาจเป็นความจริงบ้างบางส่วน ถ้าเราดื่มน้ำชาที่แช่ใบชาไว้นานกว่า 2 ชั่วโมง ใบชาจะคายสารแทนนินออกมา ซึ่งสารชนิดนี้มีผลที่จะทำให้ท้องผูกได้ แต่ถ้าดื่มตามวิธีชงชาแบบจีน คือเทน้ำร้อนลงในถ้วยน้ำชาไม่ถึงนาทีจะไม่มีทางท้องผูกได้เลย ว่างั้นนะ

แหล่งปลูกต้นชาที่ดี และเหมาะสมที่สุด

สำหรับประเทศไทย ภูมิประเทศทางภาคเหนือในเขตจังหวัดเชียงราย มีภูมิอากาศที่เหมาะกับการปลูกต้นชา เพราะดินที่นี่อุดมสมบูรณ์ไม่แพ้แหล่งปลูกชาสำคัญๆ ของโลกเลย และชาที่ปลูกได้ในประเทศไทยก็มีรสชาติดีไม่แพ้ของไต้หวันเช่นกัน

หากคนไทยเรานิยมหันมาดื่มชาจีนกันบ้าง เกษตรกรก็หันมาปลูกชากันมากขึ้น คงจะทำให้เกษตรกรผู้ปลูกชามีอาชีพและมีรายได้มากขึ้น เพราะในประเทศไต้หวัน ชาจีนดีๆ อย่าง ชาอู่หลง ที่นิยมกันมาก และมีราคาดีมากๆ คนไทยเราก็มีแหล่งผลิตเช่นกัน ซึ่งชาอู่หลงบนดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย ถือได้ว่าเป็นชาที่พัฒนาจนสามารถส่งออกตีตลาดกลับไปยังไต้หวันได้ เช่น ชาอู่หลงก้านอ่อน และชาอู่หลง เบอร์ 12

ที่มาของ ชา

ชา เป็นเครื่องดื่มที่คนรู้จักกันมานาน และนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลายที่สุดอย่างหนึ่งในโลก ส่วนจะเริ่มรู้จักดื่มชากันตั้งแต่เมื่อใดนั้นไม่มีหลักฐานแน่ชัด หลายคนเชื่อว่า ชามีถิ่นกำเนิดมาจากหลังคาโลก คือ ประเทศทิเบต แต่ในตำนานชาของจีน มีเรื่องเล่าว่า อยู่ในช่วงเดียวกับอารยธรรมลุ่มน้ำสินธุเริ่มต้น หรือประมาณ 2,737 ปี ก่อนคริสตกาล จักรพรรดิเชนนุงของจีนไต้บังเอิญพบว่า ใบชามีรสชาติดีและกลิ่นหอม เมื่อนำมาใส่น้ำร้อน จึงเริ่มมีคนนิยมดื่มชานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ชา มาจากพืชตระกูลคาเมเลีย ไซเนนซิส ถิ่นกำเนิดอยู่ในจีนและอินเดีย เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบเขียวตลอดปี ในเมล็ดมีสารจำพวกน้ำมันระเหย ส่วนในใบมีสารจำพวกแทนนินและกาเฟอีน มีลักษณะใบเรียวยาว ขอบใบเป็นหยัก ละเอียด คล้ายฟันปลา ในทางเศรษฐกิจเป็นพืชที่มีความสำคัญรองจากกาแฟ แต่เป็นเครื่องดื่มที่มีคนดื่มมากที่สุดในโลก

หลักฐานสำคัญที่บ่งบอกว่าคนเราเริ่มรู้จักนำใบชามาบ่มและผ่านกรรมวิธีต่างๆ คือ ตำนานชาของลู่หยู ซึ่งจัดพิมพ์ในประเทศจีน เมื่อปี ค.ศ. 780 ได้บรรยายถึงการปลูกชา กรรมวิธีในการทำใบชาพร้อมดื่ม เช่น อัดเป็นก้อน ป่นเป็นผง และในรูปใบชาแห้งต่างๆ

พระภิกษุในพุทธศาสนาเป็นผู้ถ่ายทอดวัฒนธรรมการดื่มชาสู่ประเทศญี่ปุ่น จากนั้นก็ขยายไปหมู่เกาะชวา และหมู่เกาะอินเดียตะวันออกในอาณานิคมโปรตุเกส เมื่อพ่อค้าอังกฤษมาตั้งบริษัทอินเดียตะวันออกขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 16-18 ชาก็หลั่งไหลสู่หมู่เกาะอังกฤษ และอาณานิคมทั้งหลาย รวมๆ ทั้งทวีปอเมริกาในที่สุด

วิธีชงชาจีน

ก่อนจะมานั่งจิบชา ต้องเตรียมอุปกรณ์ให้ครบก่อน เริ่มจาก ตะเกียงลาน กาน้ำ ปั้นน้ำชา ปั้นรองกากชา จอกชา บางชุดอาจมีจอกสำหรับดมชาด้วย ซึ่งเป็นจอกทรงสูงกว่า และชิ้นสุดท้ายก็คือ ชามรองน้ำล้างจอกชา ทั้งนี้ อาจจะมีอุปกรณ์พิเศษหรือทันสมัยกว่านี้ก็ตามแต่รสนิยม

หลังจากที่จัดหาอุปกรณ์ได้ครบแล้วก็เริ่มกรรมวิธีชงชาตามแบบคนจีนได้เลย เมื่อต้มน้ำจนเดือดดีแล้ว ให้ยกกาขึ้นพักไว้ ทิ้งให้เย็นลงเล็กน้อย อุณหภูมิที่ชงชาจีนได้อร่อยที่สุดคือ ประมาณ 85 องศาเซลเซียส เพราะถ้าน้ำร้อนมากเกินไปจะทำให้ใบชาสุก จนไม่คลายรส และกลิ่นหอมของชาออกมา

ระหว่างนั้นก็ใช้ช้อนตักใบชาลงในปั้นอย่าใช้มือ เพราะอาจจะมีเหงื่อและกลิ่นอื่นๆ อันไม่พึงประสงค์อาจติดไปกับใบชาได้ ใส่ใบชา ประมาณ 1 ใน 4 ของปั้นน้ำชา หรือมากกว่า ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ร่วมดื่ม

เคล็ดลับ วิธีเทน้ำร้อนลงในปั้น

ให้ยกกาเทน้ำลงมาจากระดับสูง ห่างจากปั้นประมาณสัก 1 ฟุต เพื่อให้น้ำไหลผ่านอากาศ ช่วยลดอุณหภูมิอีกที สำหรับครั้งแรกให้เทน้ำลงในปั้นจนล้นเพื่อล้างใบชาไปในตัว แล้วทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที แล้วค่อยรินใส่จอก สำหรับน้ำแรกแบบนี้ไม่ต้องรอนาน เพราะใบชายังใหม่ และมีรสจัดเข้มอยู่แล้ว พอถึงน้ำที่ 3 หรือ 4 ก็รอนานขึ้นเล็กน้อย แต่ต้องไม่เกิน 2 นาที เพราะเดี๋ยวใบชาสุก และเวลาเทน้ำก็ไม่ต้องยกกาสูงแล้ว เพราะน้ำจะเริ่มอุ่นลงตามเวลา น้ำชาในครั้งที่ 3 หรือ 4 จะเป็นน้ำชาที่มีรสกลมกล่อมที่สุด เพราะใบชาที่ม้วนอยู่จะคลายตัวได้ที่ ให้รสชาติ และหอมเต็มที่

ชาปั้นหนึ่งจะชงได้ถึง 6-7 ครั้ง หากว่าเราชงได้ 3 ครั้ง แล้วอยากหยุดไว้ก่อนก็ได้ หากเรารินน้ำออกจากปั้นให้แห้งจริงๆ เราสามารถเก็บใบชาไว้ในปั้นอย่างนั้นจากเช้าถึงเย็น แล้วนำมาชงต่อได้อีกโดยรสชาติไม่เสียไป แต่ห้ามเก็บข้ามคืน

วิธีรินน้ำชาใส่จอก

ให้จัดจอกชาเรียงเป็นแถวชิดกัน แล้วรินจากจอกแรกไปหาจอกสุดท้าย โดยรินจอกละน้อยก่อน แล้ววนจากจอกสุดท้ายมาจอกแรก วนไปวนมาจนเต็มเท่ากันทุกจอก แล้วชาทุกจอกจะมีรสชาติเสมอกัน หรืออีกวิธีก็คือ รินน้ำชาทั้งหมดลงในปั้นอีกใบ น้ำชาหยดแรกก็จะผสมคลุกเคล้ากับหยดสุดท้าย ทำให้รสชาติเท่ากันหมด จากนั้นค่อยรินใส่จอกให้แก่ผู้ดื่มแต่ละคน ซึ่งวิธีหลังนี้จะช่วยลดอุณหภูมิน้ำชาให้พอดีดื่ม

วิธีลดอุณหภูมิน้ำชา

ธรรมเนียมสำคัญในพิธีชงชาแบบจีน คือ รินน้ำชาตามวิธีดังกล่าวลงในจอกสำหรับดมก่อน จอกสูงจะช่วยเก็บกลิ่นไว้ได้นาน หลังจากนั้นค่อยรินลงจอกสำหรับดื่ม น้ำชาก็จะอุ่นพอดี ส่วนผู้ดื่มก็จะนำจอกดมใบเปล่านั้นมาประคองไว้ด้วยมือทั้งสอง ยกรองไว้ใกล้จมูก ไอหอมของชาที่ติดอยู่ในจอกลึกก็จะหอมชื่นใจ ไอร้อนที่เก็บผ่านจอกกระเบื้องบางก็จะอุ่นมือให้กล้ามเนื้อรู้สึกผ่อนคลาย ซึ่งเขาบอกว่า เป็นความสุขสุดยอดช่วงหนึ่งในศิลปะการดื่มน้ำชา ว่างั้น!

ชนิดและลักษณะของชาจีนที่ดี

คนจีนได้จำแนกชนิดของชาตามฤดูที่เก็บชาในประเทศจีน มี 4 ฤดู คือ ชุง แห่ ชิว และตัง คือ เริ่มนับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนพฤษภาคม ประมาณ 3 เดือน นั้น เป็นช่วง ชุง แห่ คือช่วงหน้าฝน ส่วน ชิว คือ ช่วงหมดฝนจะเริ่มเข้าหน้าหนาว ตัง จึงเป็นอีกช่วงที่เก็บชาได้ แต่ใบชารสดีที่สุดจะได้จากฤดูชุงเท่านั้น และภูมิประเทศยิ่งสูงยิ่งหนาว ชาจะยิ่งหอมและมีคุณภาพดี และราคาแพงยิ่งขึ้นเท่านั้น

ใบชาที่ดีจะต้องมีลักษณะใบแห้งและม้วนหดตัวแน่น เมื่อนำมาชงน้ำร้อนแล้ว ใบจะคลายออกให้เห็นเต็มทั้งใบ ไม่ขาด สีออกเขียวอมเหลืองเมื่อผ่านน้ำร้อนแล้ว แต่ใบชาไม่ดีจะออกสีน้ำตาล ถ้าเป็นพวกชาสด อย่าง ชาชิงชิงอู่หลง น้ำชาจะต้องใส สีออกเหลืองเขียว กลิ่นหอม ใบชาสด รสขมเล็กน้อย ชุ่มคอ ถ้าเป็นพวกชาทิกวนอิม (เป็นยอดชาชั้นเยี่ยมที่สุดในตระกูลชาอู่หลง)

หรือชาจุ้ยเชียน (เป็นชาประเภทชาแดง) เมื่อชงน้ำชาจะมีสีเข้มออกไปทางสีน้ำตาล กลิ่นหอมไหม้ รสขม ชุ่มคอนาน พวกคอชาอายุมากๆ จะชอบพวกชาทิกวนอิมมากกว่า (เป็นยอดชาชั้นเยี่ยมที่สุดในตระกูลชาอู่หลง : ชาอู่หลงเป็นชาหมักน้อย ลักษณะอยู่ระหว่างชาเขียวกับชาแดง คือกลิ่นหอม นุ่ม คล้ายน้ำผึ้ง ค่อนไปทางชาเขียวแต่รสเข้มค่อนไปทางชาแดง สีของชาอู่หลง จะเป็นสีเหลืองอมเขียว ใส)

วิธีบ่มใบชาแบบอู่หลง

การเก็บชาต้องดูวันที่ไม่มีฝนตก และก่อนหน้าเวลาเก็บต้องรอให้เวลาสายให้แสงแดดออกแล้ว เพื่อให้น้ำค้างระเหยหมด ใบชาต้องแห้งพอสมควรจึงจะเริ่มเก็บ เวลาริดใบจะริดเฉพาะช่วงยอด แต่ละยอดมี 2 ใบ หรือไม่เกิน 3 ใบ การเก็บต้องทำโดยความระมัดระวัง ทะนุถนอมไม่ให้ใบช้ำ

หลังจากนั้นจะนำใบชาสดมาผึ่งแดด ประมาณ 20 นาที เพื่อไล่ความชื้นออกประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ เสร็จแล้วก็นำไปกระตุ้นโดยใช้มือนวดเบาๆ ให้ใบเสียดสีกันจนขอบใบเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ หรือเกิดกระบวนการหมัก ทำครั้งละไม่เกิน 1 ชั่วโมง ประมาณ 4-5 ครั้ง แล้วนำเข้าเครื่องกระตุ้น 2 ครั้ง ครั้งละ 5-10 นาที แต่ต้องทิ้งระยะห่างกัน 1 ชั่วโมง ช่วงนี้ใบจะคืนตัวและคายความหอมออกมา

แล้วนำไปคั่วด้วยความร้อนกว่า 300 องศาเซลเซียส นาน 5-6 นาที หลังจากนั้นก็นำเข้าเครื่องนวดให้ใบม้วนตัว แล้วนำไปอบอีกที่อุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส แล้วนำออกมาห่อในผ้าขาว ครั้งละประมาณ 3 กิโลกรัม เพื่อม้วนใบด้วยมือ อบและนวดแบบนี้ 4-5 ครั้ง ขั้นตอนนี้ความชื้นในใบชาจะเหลือเพียง 10-20 เปอร์เซ็นต์ สุดท้าย จะอบด้วยความร้อนมากกว่า 90 องศาเซลเซียส ให้ความชื้นลดเหลือ 5-8 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องทำให้เสร็จภายในเวลา 24 ชั่วโมง

ขั้นสุดท้ายก่อนนำมาบรรจุห่อ คือการคัดเลือกเกรดใบชา หมายถึงคัดเอาก้านออกและแบ่งความสมบูรณ์ของใบชาที่ม้วนตัว มาขายในราคาต่างๆ กันไป จากนั้นก็นำไปอบให้เกิดกลิ่นหอมอีกที ก่อนจะบรรจุห่อ

ชาจีนที่ดีจะไม่มีการปรุงแต่งกลิ่น หรือเติมสิ่งแปลกปลอมใดๆ เพราะรสธรรมชาติเท่านั้นที่คนจีนยอมรับ

เมื่อท่านได้อ่านเรื่องราวของ “ชาจีน” แล้ว ก็ได้แต่หวังว่าคนไทยรุ่นใหม่ๆ คงหันมาสนใจเลือกดื่ม “ชา” แทนเครื่องดื่มอื่นกันบ้างนะคะ จะเลือกดื่มชาร้อนหรือเย็นก็ได้ทั้งนั้น หรือหากท่านใดอยากมีคอนโดฯ อยากมีเบนซ์ เขาบอกว่าให้ดื่มชาเขียว อิชิตัน ซิ ไม่แน่ว่าการดื่มชาอาจเปลี่ยนชีวิตท่านก็ได้ ใครจะไปรู้เนาะ

อ่านอะไรดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05006010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

อ่านอะไรดี

ปีที่ 28 ฉบับที่ 630 : 1 กันยายน 2559

ราคา 50 บาท

คอลัมน์ประจำ

4 หมายเหตุเทคโนฯ

8 จอดป้ายเทคโนฯ

24 บันทึกไว้เป็นเกียรติ/”ไผ่บงหวาน” ที่ อุตรดิตถ์

77 คนรักผัก/ชาใบหม่อน

79 หมอเกษตร ทองกวาว/ความต่างระหว่าง ข้าวไทย กับ ข้าวญี่ปุ่น

129 เรื่องเล่าจากสองข้างทาง/นวัตกรรมบนเส้นทางประชารัฐรักสามัคคีฯ เครื่องสีข้าวเพื่อครัวเรือนและชุมชน

ไม้ดอกไม้ประดับ

30 พฤกษากับเสียงเพลง/พฤกษาสมุนไพรน่าคบ : เข้าตู้อบ หรือทำลูกประคบในสปา

34 หมากผู้หมากเมีย ไม้ประดับขึ้นชื่อ ของดี ที่บางกะเจ้า

เทคโนโลยีการเกษตร

38 สวพ. 2 แนะเทคนิคใช้ปุ๋ยที่ถูกต้อง เพิ่มประสิทธิภาพผลิตพืช

45 เกษตรกรปริญญาโท เมืองแปดริ้ว เผยเทคนิค ปลูกกล้วยน้ำว้าอย่างไร ให้ได้ผลดี

50 ไปชมสวน อินทผลัม “KDP” (KORAT DATE PALM) ของ ประทิน อภิชาติเสนีย์ ที่ปักธงชัย โคราช

63 ชาวสวนลำไย เชียงใหม่ แนะเทคนิค ทำลำไยผลผลิตดก

เสวนาเกษตรสัญจร

42 ชี้ช่องรวยรายวัน กับ การปลูก กล้วยน้ำว้า-มะละกอ

พืชพื้นบ้าน เป็นทั้งอาหารและยา

56 ว่านหางจระเข้?วุ้นสีเขียวมหัศจรรย์โลชั่นจากสวรรค์

เทคโนฯ สัมมนา

58 สุดยอดนวัตกรรมจากไผ่ของไทย (ตอนที่ 1) “พันธุ์ไผ่ การจัดการอย่างถูกวิธี และการใช้ประโยชน์”

รายงานพิเศษ เจาะลึก สภาเกษตรกรแห่งชาติ

68 จากเคมี สู่อินทรีย์ “สมัย แก้วภูศรี” เกษตรกรต้นแบบ สภาเกษตรกรแห่งชาติ สาขาเกษตรอินทรีย์ ที่ลำพูน

72 “จันท์นิภา หวานสนิท” หญิงเก่ง แห่งเมืองกระบี่ เกษตรกรต้นแบบ สภาเกษตรกรแห่งชาติ สาขาเกษตรปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

สมุนไพร อภัยภูเบศร

76 สมุนไพร…ในสภาวะโลกร้อน

เยาวชนเกษตร

81 เสนารัฐวิทยาคม ปากช่อง โชว์ไข่ไก่ไอโอดีน เข้าคิวซื้อ

เก็บมาเล่า

83 ห้องสมุดประชาชน แหล่งเรียนรู้สู่โลกกว้าง งานเพื่อการพัฒนา ของ พรเทพ ทัศนสุวรรณ ผอ. กศน. อู่ทอง

คิดเป็นเทคโนฯ

84 ระบบบริหารฟาร์มกุ้งอัจฉริยะ หนึ่งผลงานเด่น มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ

Miracle Thai Agriculture

85 Pork Ribs Braised in Onion

เทคโนโลยีการประมง

86 สาวสามชุก เพาะกุ้งก้ามแดง เป็นงานสร้างรายได้

เกษตรในเมือง

88 ปลาทองหัวสิงห์ ผลงานเยี่ยมยอด ของ อดุลย์ ดอนปิ่นไทย

สัตว์เลี้ยง สวยงาม

91 เทคนิค ทำ ร็อตไวเลอร์ ให้ขี้เล่น สูตร ฟาร์มธารารัตน์

เทคโนโลยีปศุสัตว์

93 รับจ้างขุนวัว ธุรกิจวินวิน ทั้งคนจ้าง คนเลี้ยง

คนปศุสัตว์เล่าเรื่อง

95 วัวบราห์มันในประเทศไทย (1)

กศน. ทั่วไทย

97 ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก พัฒนาคน สร้างอาชีพ จาก “งานศิลปะ”

99 กศน. ทั่วไทย

มติชนอคาเดมี

103 สร้างรายได้…จากไอเดียสุดปิ๊ง!! กับหลักสูตร “สวนโหลทะเลทราย” By Exoflora

ตลาดสินค้าเกษตรก้าวหน้า

106 ฟาร์มไส้เดือนเดช ที่อ้อมน้อย สมุทรสาคร เพาะ-จำหน่าย พันธุ์และปุ๋ยไส้เดือน

108 “เฟรชเก็ต” สตาร์ท อัพ ดาวรุ่ง กำลังคว้า “ใจ” เกษตรกรในอนาคต

110 สรุปราคาสินค้าเกษตร

111 ตลาดกลางสินค้าเกษตร

วิถีชาวบ้าน

112 วิถีท้องถิ่น/ทางเลือกใหม่ๆ ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 13

114 เดินห่าง…จากความจน/ณัฏฐนันท์ วรรณศิริ ขอบอกว่า…”ปลูกชะอมไม้เค็ด 2009 ในเข่ง คุณเองก็ปลูกได้”

116 ฎีกาชาวบ้าน/อย่าเบี้ยว

118 ของใช้ชาวบ้าน/มีดปอกตาสับปะรด

120 ครัวชาวบ้าน/ปลาส้ม?ปลาเปรี้ยว ภูมิปัญญาการถนอมอาหารพื้นบ้านไทยๆ

122 เขียว สวย หอม กินได้/ดองหอย ดองปู จากทะเลดองหอยเสียบ ถึงทุ่งนาดองปู…ตามมาเลยค่ะ

124 อุษาคเนย์ไม่ไหลกลับ/ปฏิบัติการโปแลนด์ (4)

126 ภูมิปัญญาท้องถิ่น/บางหลวง บางกอกใหญ่ บาง (บัง) ยิงเรือ บางยี่เรือ ตำนานวังน้ำวน วัดราชคฤห์วรวิหาร

128 ธรรมะจากวัด/กาลามสูตร

“ไผ่บงหวาน” ที่ อุตรดิตถ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05024010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

“ไผ่บงหวาน” ที่ อุตรดิตถ์

การปลูกไผ่เพื่อขายหน่อ จัดเป็นรูปแบบเกษตรกรรมอินทรีย์และปลอดสารพิษ เนื่องจากไม่ได้มีการใช้สารเคมีเลย นอกจากนั้น การปลูกไผ่ยังช่วยลดโลกร้อนได้ดีกว่าต้นไม้หลายชนิด

อย่างกรณีของ คุณภัทรา จันทร์ศรี เจ้าของ “บ้านสวนไผ่หวาน” เลขที่ 77/4 หมู่ที่ 13 ตำบลด่านนาขาม อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ โทร. (081) 366-4142 ที่ปลูกไผ่บงหวานมานานเกือบ 14 ปี ปลูกไผ่บงหวาน 10 กว่าไร่ไว้ที่จังหวัดแพร่

ต่อมาได้ต่อยอดมาเปิดร้านอาหาร นำหน่อไผ่บงหวานมาประกอบเป็นอาหารในร้านทั้งหมด ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างมาก

คุณภัทรา เล่าย้อนกลับไปว่า ตนเองทำงานบนเส้นทางของข้าราชการครูมานานถึง 14 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2549 ก็ได้รับการแนะนำจากน้องสาวให้ลองปลูกไผ่บงหวาน ก็ได้ศึกษาเรื่องไผ่บงหวานและก็ได้ตัดสินใจไปซื้อพันธุ์ไผ่บงหวานที่จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 500 กล้า เป็นเงิน 25,000 บาท และก็ได้นำมาปลูกและขยายมาเรื่อยๆ

ในช่วงที่ปลูกไผ่บงหวานช่วงแรกๆ นั้น เนื่องจากต้นไผ่ยังเล็กมาก จึงมีพื้นที่เหลือว่างระหว่างแปลงอยู่ ได้ปลูกผักแซมตามแปลงไผ่ ซึ่งได้แก่ ผักบุ้ง พริก มะเขือ เพื่อให้มีรายได้ในช่วงแรกๆ

หลังจากปลูกมาประมาณ 10 เดือน เริ่มเก็บหน่อไม้ขายได้บ้างแล้ว ในตอนแรกได้นำไปวางขายในตลาด แต่ประสบปัญหาคือ คนซื้อไม่เชื่อว่าหน่อไม้จะรับประทานดิบได้จริงๆ และไม่เชื่อว่าจะหวานจริงๆ

“เพราะในตอนนั้นไม่ว่าหน่อไม้อะไร คนขายก็มักจะโฆษณาว่าเป็นหน่อไม้หวานเสมอ ทำให้คนซื้อไม่แน่ใจ เราจึงได้แจกให้ชิม เพื่อจะทำตลาด และก็ได้นำเอาหน่อไม้หวานไปประชาสัมพันธ์ในงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นงานเกษตรธรรมชาติที่จังหวัดสระบุรี นิทรรศการงานต่างๆ ที่หน่วยงานราชการต่างๆ จัดขึ้น เพื่อเปิดตัวหน่อไม้หวานสายพันธุ์ใหม่ คือ ไผ่บงหวาน ที่หวาน หอม กรอบ อร่อย และรับประทานสดๆ ได้” คุณภัทรา กล่าว

ปี 2550 ปีแรกที่จำหน่ายหน่อไม้ จากต้นไผ่ 1,700 กอ จากสมุดบันทึกที่จดไว้พบว่า สามารถสร้างรายได้ถึง 60,000 กว่าบาท ทำให้มีแรงบันดาลใจที่จะทำให้ไผ่บงหวานเป็นพืชตัวหลักของสวน และมีความคิดที่จะขยายจนเต็มพื้นที่ 9 ไร่ เพราะคิดว่าพืชตัวนี้ได้ผลตอบแทนเร็ว ลงทุนน้อย และใช้สารชีวภาพ อีกทั้งโรคและศัตรูพืชไม่มี ยิ่งกว่านั้นก็ได้กระแสตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดีมาเรื่อยๆ

จากคำบอกเล่าของคุณภัทรา ได้ชี้ให้เห็นว่า รายได้ที่มาจากไผ่บงหวานที่ปลูกไว้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยยกตัวอย่าง ในปี 2551 มีรายได้ถึง 250,000 บาท จึงทำให้ตัดสินใจขยายพื้นที่ปลูกไผ่เพิ่มจนเต็มทั้ง 14 ไร่ มาถึงปัจจุบัน

“อย่าง ปี 2557 ทิศทางตลาดของหน่อไม้บงหวานมีกระแสตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ ราคาขายหน้าสวนของแต่ละพื้นที่ก็แตกต่างกันไป ตั้งแต่กิโลกรัมละ 50-200 บาท มีร้านอาหารหลายร้านติดต่อเข้ามาขอซื้อ เพื่อนำไปเป็นเมนูอาหารประจำร้าน ไม่ว่าจะเป็น ส้มตำหน่อไม้ ยำหน่อไม้หวาน ผัดหน่อไม้หวานน้ำมันหอย ห่อหมกหน่อไม้ และอีกหลากหลายเมนู

จากที่ตลาดได้ให้ความสนใจและมีความต้องการบริโภคอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ครอบครัวจันทร์ศรีได้มีการต่อยอดทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ด้วยการเปิดร้าน “บ้านสวนไผ่หวาน” ขึ้น ที่อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์ เน้นการใช้จุดเด่นของไผ่บงหวาน คือความอร่อย มาเป็นสารพัดเมนูประจำร้าน

นับเป็นการต่อยอดเพิ่มมูลค่าให้ไผ่บงหวานอีกทางหนึ่ง ซึ่งได้การตอบรับเป็นอย่างดี และสวนไผ่บงหวานได้ย้ายมาปลูกใหม่ในส่วนของหลังร้าน ราวๆ 2 ไร่ เพื่อนำผลผลิตมาใช้ที่ร้านและแบ่งขายเป็นหน่อไม้สด ซึ่งจำหน่ายได้สูงถึงกิโลกรัมละ 80-100 บาท

พันธุ์ที่ปลูก “ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง”

คุณภัทรา เล่าประสบการณ์ว่า ผลิตหน่อไม้ไผ่บงหวานออกจำหน่าย ผลปรากฏว่าไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ด้วยลักษณะเด่นอยู่ที่หน่อไผ่มีรสชาติหวาน ไม่ขม สามารถรับประทานเป็นหน่อไม้ดิบเหมือนผักสด และไม่ขมติดลิ้นเหมือนหน่อไม้ไผ่พันธุ์อื่นๆ นำไปประกอบอาหารได้หลากหลายเมนู อาทิ ต้มจิ้มน้ำพริก ผัดน้ำมันหอย ชุบแป้งทอด และต้มจืดกระดูกหมู เป็นต้น คุณภัทรายังได้บอกถึงเทคนิคในการบริโภคไผ่บงหวานให้ได้รสชาติอร่อย จะต้องต้มน้ำให้เดือดแล้วค่อยใส่ไผ่บงหวานลงไปในน้ำเดือด เฉลี่ย 5-7 นาที เท่านั้น นำมารับประทานได้เลย ไม่ต้องต้มน้ำทิ้ง

สำหรับพันธุ์ไผ่บงที่ปลูก คือ พันธุ์เพชรน้ำผึ้ง ประวัติความเป็นมาของ ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง เป็นการพัฒนาพันธุ์ไผ่บงหวานเมืองเลย นำเมล็ดมาเพาะเพื่อคัดเลือกสายพันธุ์ เป็นต้นที่คัดมาจากต้นที่เพาะเมล็ด เมื่อ ปี 2549 และขุดแยกเหง้าจากต้นแม่มาขยายพันธุ์ ทำให้มีอายุอยู่ได้มากกว่า 50 ปี แน่นอน และลักษณะเหมือนต้นแม่ทุกประการ

ลักษณะเด่น คือสามารถทำหน่อนอกฤดูได้ หน่อดก หน่อใหญ่เต็มที่มีน้ำหนัก 300 กรัม ขึ้นไป สามารถขุดหน่อได้ตั้งแต่ 8 เดือน ขึ้นไป มีรสชาติหวาน หอม กรอบ อร่อย และที่สำคัญรับประทานสดๆ ได้ ทำให้สามารถนำไปประกอบเมนูอาหารได้อย่างหลากหลาย เช่น ส้มตำ ยำ สลัด ห่อหมก ผัด ชุบแป้งทอด ต้มจืด ไม่มีสารไซยาไนด์ ปลูกง่าย ดูแลจัดการง่าย ไม่มีโรคและแมลงรบกวน

ปัจจุบัน ได้คัดเลือกออกมาหลายเบอร์ ซึ่งมีลักษณะพิเศษแตกต่างกันออกไป เช่น ไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้ง เบอร์ 1, 2, 3, 9 เป็นต้น

สร้างงานในครอบครัว

ข้อดีอีกอย่างหนึ่งของการปลูกไผ่บงหวานที่คุณภัทราได้ให้ข้อมูลคือ สามารถทำได้ในครอบครัว ไม่ต้องจ้างคนงานเยอะ ในครอบครัวมีลูกสาวอยู่ 2 คน ช่วงเวลาปิดเทอมฤดูร้อน ในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์-ต้นเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงในการทำหน่อไม้นอกฤดู และเป็นช่วงที่มีรายได้ดีมากๆ ในช่วงนี้รายได้ตกอยู่ที่เดือนละแสนกว่าบาท เมื่อหักต้นทุนแล้ว

“สามารถมีรายได้เลี้ยงตัวเองได้อย่างมีความสุข อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมเสริมสัมพันธ์ของครอบครัว เพราะดิฉันและแฟนเป็นคนขุดหน่อไม้ แล้วนำมาให้ลูกสาวคนเล็กเป็นคนล้างและแพ็กใส่ถุง ส่วนลูกสาวคนโตเป็นคนตัดแต่งและแพ็กหน่อไม้ใส่ถุง ขายในตลาดหมู่บ้าน และที่ตลาดอำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่”

“บางส่วนก็เริ่มมีลูกค้าโทร.สั่งตามโทรศัพท์ ครั้งละ 10-20 กิโลกรัม เพื่อนำไปเป็นของฝาก เพราะถือว่าเป็นของที่ไม่เหมือนใคร และเป็นของฝากที่น่าประทับใจ” คุณภัทรา กล่าว

1 ไร่ ปลูกได้ 200 กอ

ในการปลูกไผ่บงหวานนั้น แนะให้ปลูกระหว่างต้น 2 เมตร ระหว่างแถว 4 เมตร พื้นที่ 1 ไร่ ปลูกได้ 200 ต้น ที่เว้นให้ระยะระหว่างแถวให้กว้าง เพื่อให้เกษตรกรเข้าไปทำงานได้สะดวก เช่น นำขี้เถ้าแกลบไปใส่ได้ง่าย

สำหรับการปลูกก็ไม่ยุ่งยาก ขุดหลุมปลูกขนาด 50x50x50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกเก่า หลังปลูกเสร็จรดน้ำให้ชุ่ม เคล็ดลับในการปลูกไผ่บงหวาน ถ้าปลูกในช่วงฤดูฝนแนะนำให้ปลูกเสมอกับดินเดิม แต่ถ้าปลูกในช่วงฤดูแล้งจะต้องปลูกให้ต่ำกว่าดินเดิม หรือทำเป็นแอ่งกระทะ

หลังจากปลูกไผ่บงหวานเสร็จ จะต้องหมั่นตัดหญ้า ที่สวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งจะมีการให้ปุ๋ยและให้น้ำเฉลี่ย เดือนละ 1 ครั้ง ปุ๋ยคอกจะใช้ได้ทั้งขี้วัวเก่าหรือขี้ไก่ หรือแม้แต่เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรใช้ได้หมด เช่น ซังข้าวโพด กากอ้อย เปลือกถั่วต่างๆ กากยาสูบ ขี้เถ้าแกลบ

สิ่งที่มีความจำเป็นจะต้องปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือนคือ จะต้องมีการสางลำไผ่ขนาดเล็กที่แตกมาจากตาหน่อเก่าหรือแตกมาจากตาบนลำไผ่เดิมออก โดยใช้มีดพร้าสับออกเลย เพื่อให้ข้างล่างโล่ง ให้ใบไผ่อยู่ส่วนบนเท่านั้น

เกษตรกรที่ปลูกไผ่บงหวานใหม่ๆ จะมีหน่อเกิดขึ้นข้างใน ประมาณ 5-6 หน่อ ให้ขุดหน่อข้างในไปบริโภคหรือจำหน่ายได้ ส่วนหน่อที่ออกมานอกกอก็สามารถเก็บขายได้ พอเมื่อเข้าฝนก็ต้องปล่อยให้หน่อนอกกอโตให้มันขึ้นเป็นลำไผ่

ส่วนความต้องการของตลาดโดยทั่วไปแล้ว ตลาดมีความต้องการหน่อไม้ไผ่บงหวานที่มีขนาดน้ำหนักของหน่อ 6-8 หน่อ ต่อกิโลกรัม เนื่องจากเมื่อซื้อเป็นของฝากแล้วจะดูน่าซื้อ คือขนาดไม่เล็กเกินไป จริงแล้วหน่อไม้ไผ่บงหวานจะมีคุณภาพและรสชาติดีที่สุด เมื่อนำมาบริโภคสดๆ และเร็วที่สุด ถ้าปล่อยทิ้งไว้หลายวันความหวานจะลดลงเช่นเดียวกับข้าวโพดหวาน ดังนั้น การเก็บหน่อไม้จะมีการขุดขายกันแบบวันต่อวัน ถึงแม้จะเก็บไว้ในตู้เย็น ความหวานก็จะลดลง แต่จะเก็บไว้บริโภคนานวันควรจะต้มให้สุก แล้วนำมาแช่แข็งจะดีกว่า

ให้ออกตลอดทั้งปี

ต้องดูแลอย่างต่อเนื่อง

คุณภัทรา กล่าวต่อไปว่า เกษตรกรส่วนใหญ่ที่ปลูกไผ่บงหวานมักจะปลูกแบบฝากเทวดาเลี้ยง น้ำก็ไม่ให้ หญ้าก็ไม่กำจัด ไม่มีการสางกอ แต่ที่สวนไผ่บงหวานเพชรน้ำผึ้งจะมีการจัดการสวนที่ดี และมีการปฏิบัติเป็นประจำทุกเดือน อาทิ ภายในกอจะต้องโล่ง จะต้องขุดหน่อที่อยู่ภายในกอออกมาบริโภคหรือจำหน่าย ในการให้ปุ๋ยกับต้นไผ่บงหวาน จะให้ปุ๋ยเคมีเพียง 10% เท่านั้น ที่เหลือเป็นปุ๋ยคอกทั้งสิ้น ในแต่ละเดือนจะนำปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) อัตรา 10 กิโลกรัม นำมาผสมคลุกเคล้ากับปุ๋ยคอกเก่า อัตรา 90 กิโลกรัม แล้วใช้ปุ๋ยน้ำชีวภาพรดตามลงไป หมักทิ้งไว้ 1 คืน นำไปใส่ให้กับต้นไผ่บงหวาน ต้นละ 5-10 กิโลกรัม

สิ่งสำคัญในการผลิตไผ่บงหวานนอกฤดูก็คือ การจัดการเรื่องการให้น้ำ ซึ่งถือว่ามีความจำเป็นมาก

“การให้น้ำจะใช้วิธีการแบบปล่อยน้ำเข้าร่องก็ได้ แต่ก่อนปลูกเกษตรกรจะต้องมีการปรับพื้นที่ปลูกเพื่อให้ไล่ระดับน้ำจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ ถ้ามีการติดระบบการให้น้ำอย่างดีและมีประสิทธิภาพ จะมีการวางระบบน้ำแบบแถวเดี่ยวหรือแถวคู่ก็ได้ โดย 1 หัวน้ำ จะได้ 4 ต้น วางให้ห่าง ระยะ 3 เมตร ใช้สปริงเกลอร์หัวสูง” คุณภัทรา กล่าวทิ้งท้าย

พฤกษาสมุนไพรน่าคบ : เข้าตู้อบ หรือทำลูกประคบในสปา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05030010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

พฤกษากับเสียงเพลง

มานพ อำรุง

พฤกษาสมุนไพรน่าคบ : เข้าตู้อบ หรือทำลูกประคบในสปา

“เนื้อนางศรีนวลยวนใจชาย

เพริศแพรวพรรณรายโสภาลาวัณย์

พี่ยลโฉมฉาย แล้วมิวายรำพัน

นวลเนื้อเย้ยจันทร์ ให้พลันอับแสง

สองปรางโสภางค์แซมชมพู

เมื่อยามชื่นชูพิศดูเรื่อแดง

พี่ตะลึงแลค้างคิดว่านางจำแลง

นวลน้องผิวแตงพี่แคลงอุรา

พรหมองค์ใด หรือใครสรรสร้าง

ให้นางงามเหนือกว่านางฟ้า

ดังเทวีหนีวิมานเยือนหล้า

ราตรีที่มีดาริกา ต้องมาแพ้พ่ายอับอายนวลน้อง

พี่เองยังต้องครองระทมข่มใจ…ฯลฯ”

บทเพลงพรรณนาความงามของนวลน้องศรีนวล จินตนาการแล้วน่าจะเป็นนางฟ้าจำแลง จากประโยคที่ว่า “ดังเทวีหนีวิมานเยือนหล้า” จึงไม่แน่ใจว่า บนสวรรค์ มีห้องอบซาวน่า หรือรับทำ “สปา” ก่อนลงมาเยือนโลกให้ชาวดินได้ชมโฉมโสภาลาวัณย์ หรือว่านวลน้องเป็นชาวโลกเอง ทำสปาอบซาวน่าจนเนื้อผิวนวลงามดับแสงจันทร์ ไล่แสงดาวให้อับอาย คงจะต้องตามหาห้องเสริมสวยทำสปาอบผิวนวลให้เนียนเหมือนผิวแตง ว่าร้านนั้นอยู่แห่งไหน หรือใช้สมุนไพรอะไร จึงทำให้งามยวนใจ ดังบทเพลงชื่อ “เนื้อนวล” ขับร้องโดย ชรินทร์ นันทนาคร ประพันธ์โดย ป.วรานนท์ และ ขนิษฐา ขนงทิพย์ ตั้งแต่ พ.ศ. 2499 เป็นเวลา 60 ปีแล้ว

ความสวยงามใดๆ ของกุลสตรี โดยหลักก็มีอยู่ 3 ประการ ดังบทเพลงชื่อ “กุลสตรี” ที่ คุณสวลี ผกาพันธุ์ ขับร้อง ประพันธ์โดย ครูชาลี อินทรวิจิตร ความตอนหนึ่งว่า

“นารีมีความสวยสามประการ สวนน้ำคำพร่ำกล่าวขาน หวานหวานกับทุกคน สวยน้ำใจใสเย็นเช่นหยาดฝน สวยน้ำมือคือน้ำมนต์ รู้จักปรนนิบัติทั่วไป” นี่คือความงามที่มีในตัว ผู้อื่นจะมองเห็นได้เมื่อนวลนางนั้นพึงปฏิบัติ งามด้วย “น้ำคำ น้ำใจ น้ำมือ” แต่ความงามจากกายที่มองเห็นเป็นเบื้องแรก ที่จะสะดุดตาสะดุดใจผู้ที่เห็นจากผิวเนื้อ วงพักตร์ นวลปรางค์ พวงแก้มนั้น คือความงามที่ปรากฏเป็นภาพลักษณ์ภายนอก ซึ่งสามารถปรุงแต่งได้จากมวลวัตถุธาตุ

หากจะยึดคำพังเพยว่า “ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง” ก็คงไม่ยากที่จะกระทำ เพราะตั้งแต่โบราณกาลกระทั่งยุคดิจิตอลปัจจุบัน ที่นับวันจะปรุงแต่งความงามความสวยด้วยเจตนานั้น พัฒนาการเสริมงามจากสมุนไพรใต้ดินมาอยู่ในตลับครีม หลอดลามิเนทบีบ หรือกระป๋องสเปรย์ แม้แต่ “มีดหมอ หรือมือแพทย์” ก็มีคนปรารถนาที่จะยอมให้กรีดเนื้อเพื่อความงาม อย่างไรก็ตาม ด้วยกระแสคุณค่าของสมุนไพรไทย หรือสูตรเภสัชโบราณ ที่เป็นที่ยอมรับสวนกระแส สู้ผลิตภัณฑ์ “ของแพงจากเมืองนอก” บอกให้รู้ว่า สมุนไพรแผนโบราณ หรือสูตรสมุนไพรไทยท้องถิ่น เป็นเภสัชใกล้ตัวเราได้ผลไม่น้อยหน้ากว่าของนอกแน่นอน ก็หันกลับมามองและนำสมุนไพรเหล่านั้นมาใช้ในวงการความงามด้านสปามากขึ้น

ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ล้ำเลิศ หมอพื้นบ้านท่านรู้จักเอาสมุนไพรต่างๆ จากธรรมชาติมาปรุงเป็นยา ทั้งรักษาโรค บำรุงร่างกาย และทำเป็นยาสมุนไพรอบร่างกายได้ด้วย โดยคัดสรรสมุนไพรที่เหมาะสม มีสรรพคุณให้ร่างกายสดชื่น สูดดมเข้าไปได้ประโยชน์ คลายอาการปวดเมื่อย คลายเครียด สบายเนื้อตัว ปลอดโปร่ง โล่งจมูก หายใจคล่อง หายหอบหืด ผิวหนังสะอาด เกลี้ยงเกลา รวมทั้งวิธีการต่างๆ ในการอบสมุนไพร ก็สามารถปรุงใช้เองที่บ้านโดยไม่ยาก

มีพืชพันธุ์มากกว่า 2,000 ชนิด ในเขตเอเชีย ที่สามารถสกัดเป็นน้ำมันหอยระเหยได้ แต่สำหรับเมืองไทยมีไม่น้อยกว่า 400 ชนิด ที่นิยมนำมาใช้เป็นสมุนไพร แม้ว่าธุรกิจสปาจะถือกำเนิดมาจากซีกโลกตะวันตก แต่น่าแปลกที่วัตถุดิบประเภทสมุนไพร กลับอุดมสมบูรณ์ในฝั่งเอเชีย แสดงถึงความหลากหลายทางทรัพยากรที่เสริมสร้างสุขภาพของเราอย่างล้นเหลือ อย่างนี้แล้ว สปาไทยจึงเป็นที่โดดเด่นเรียกหาจากต่างชาติ ที่ถือว่าเป็นเสน่ห์แบบไทยๆ ที่จะสร้างทั้งอาชีพแก่เกษตรกรและเป็นที่รู้จักของโลก

ความเครียดของทุกคนเกิดขึ้นได้ทั้งทางร่างกายและจิตใจ จะคลายเครียดได้ด้วยการเยียวยารักษาความปวดร้าว ระบมให้อ่อนลงด้วยสูตรเภสัชสมุนไพรโบราณหมอชาวบ้านได้มากมาย หากเครียดด้านจิตใจ สัมผัสสมุนไพรคลายอารมณ์ ที่ปัจจุบันชอบใช้คำว่า “รีแลกซ์” ด้วยขั้นตอนกรรมวิธี “สปา” พาตัวเองไปอยู่ในโลกส่วนตัวกับกลิ่นไอ และสายเสียงกับบรรยากาศธรรมชาติที่อบอวลด้วยสมุนไพรกระตุ้นไออุ่น หรือไอเย็น ก็สุดแต่จะปรารถนา เพราะการนำเอาสมุนไพรที่ดี เหมาะสม มีคุณค่า มีสรรพคุณทางยาธรรมชาติมาใช้ประโยชน์ จะเป็นครีมธรรมชาติ น้ำมันสมุนไพร หรือจะรวมเอาหลายสิ่งมาผสมผสานกลายเป็น “ลูกประคบ” ห่อผ้าดิบ มาใช้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ เส้นตึง เอ็นหด ก็มีทุกสูตร ที่สำคัญกว่านั้นคือ ทั้งเข้ารับบริการทำสปา หรือเรียกหาลูกประคบ ก็เป็นการยกเอาความสุขมาห่อหุ้มทั้งเรือนร่างและจิตใจ มิได้หมายความว่าเป็นผู้ป่วยที่มารับการรักษาอาการป่วย แต่เป็นผู้ต้องการผ่อนคลายร่างกาย จิตใจ ให้สดชื่นรื่นรมย์ สร้างอาณาเขตแห่ง “โลกส่วนตัว” ได้โดยอิสระ

การอบสมุนไพร เป็นกรรมวิธีดูแลสุขภาพวิธีหนึ่ง ซึ่งมีมานานแล้วสำหรับเมืองไทย มีทั้งในร้านเสริมสวย ในบ้านตัวเอง แม้กระทั่งในวัดบางแห่งก็มีห้องอบสมุนไพรให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่า เบาเนื้อเบาตัว ระบายเหงื่อทุกขุมขน ร่างกายพลิกฟื้นคืนกลับ เช่นสตรีที่ร่างกายอ่อนแอ ขี้โรค หรือผู้ที่คลอดบุตร มักจะนิยมอบสมุนไพรในเวลาต่อมาหลังจากออกไฟแล้ว หากมดลูกอ่อนแอก็จะกลับเข้าอู่เร็ว การขับน้ำคาวปลาออกก็เป็นสิ่งที่ดี ช่วยให้ผิวพรรณดีขึ้น หมอพื้นบ้าน หรือแพทย์แผนโบราณของไทยเรามีการคิดค้นหาทางให้แม่ลูกอ่อน หรือผู้หญิงหลังคลอดบุตรมีสุขภาพที่ดีขึ้น ไม่ร่วงโรยไปตามธรรมชาติ จึงนำสมุนไพรมาเยียวยา ฟื้นฟู ซึ่งสมุนไพรที่นำมาใช้สามารถปรุงเป็นยากิน ยาอบในห้องอบ ตู้อบ รวมทั้งปรุงผสมเป็นลูกประคบ ก็นิยมใช้

ลูกประคบมีมานานกาลแล้ว เพราะการนำสมุนไพรมาปรุงเป็นยา ซึ่งใช้ได้ทั้งรับประทาน ยังสามารถปรุงเป็นยารักษาภายนอกร่างกายได้ด้วย ใช้ได้ทั้งเดี่ยวๆ หรือปรุงผสมผสานหลายๆ อย่าง ทำเป็นยาทา พอก พ่น สูบ ยาอม รมควัน และเป็นยาประคบ ซึ่งเราเรียกว่า ลูกประคบ ก็ถือว่าเป็นมรดกทางภูมิปัญญา ลูกประคบทำได้โดยนำส่วนผสมต่างๆ จากสมุนไพร มาคลุกเคล้าให้เป็นเนื้อเดียวกัน หรือรวมแต่ละชิ้น แต่ละแท่ง มาห่อเป็นรูปทรงด้วยผ้าดิบ ให้มีชายผ้าที่ห่อรวบเอาขึ้นบนแล้วผูกชายผ้ามัดเป็นห่อ แล้วผูกมัดด้วยเชือก หรือเส้นด้ายให้แข็งแรง ขนาดใหญ่ เล็ก แล้วแต่ส่วนผสมตามสูตรสมุนไพร

สมุนไพรที่นำมาใช้เป็นส่วนผสมในมัดห่อลูกประคบมีหลากหลายสูตรส่วนผสม ส่วนใหญ่มักจะเท่าๆ กันทุกชนิดสมุนไพร แต่มีวัตถุส่วนผสมอย่างหนึ่งที่จะมีน้อยที่สุดในสูตรคือ การบูร ซึ่งจะใส่ทุกสูตรไม่ถึง 1% เช่น รากดีปลีแห้ง รากดองดึงแห้ง รากเจตมูลเพลิงแห้ง หญ้างวงช้างแห้ง ต้นตะไคร้แห้ง อย่างละ 1 ขีด แล้วใส่การบูรเกล็ด 2 กรัม สำหรับตัวยาสมุนไพรสูตรต่างๆ อัตราส่วนผสมและชนิดของสมุนไพรก็แตกต่างกันตามแต่ละตำรับยา หรือจุดประสงค์ในการใช้กับอวัยวะร่างกายส่วนใดก็มีสูตรเฉพาะ โดยใช้สมุนไพรที่หาได้ไม่ยาก เช่น ขมิ้นชันแห้ง เหง้ากระชายแห้ง ใบน้ำเต้าแห้ง ใบผักบุ้งแดงแห้ง สมุลแว้งแห้ง ไคร้น้ำแห้ง ผิวมะกรูดตากแห้ง ไพลตากหรืออบแห้ง ใบมะขามแก่ตากแห้ง ดอกคำไทยแห้ง ขมิ้นอ้อยตากแห้ง ใบมะนาวตากแห้ง ใบกะเพราแดงแห้ง ว่านไฟแห้ง เปลือกต้นขี้เหล็กแห้ง ใบส้มโอแห้ง ใบหนุมานประสานกายแห้ง หัวหอมแดงแห้ง ต้นตะไคร้แห้ง ส่วนใหญ่นำส่วนของสมุนไพรที่กล่าวมาผสมกัน บดละเอียด แต่ละสูตรจะใช้ตัวสมุนไพรไม่เกิน 10 อย่าง มาเป็นลูกประคบ และทุกสูตรจะมีการบูรผสมด้วย

การนำลูกประคบมาประคบร่างกายคนเรานั้น กรรมวิธีปฏิบัติก็คือ ให้นำลูกประคบไปอังความร้อนพออุ่นๆ เช่น ผ่านไอน้ำ หรือแผ่นความร้อน แล้วจึงประคบกับผิวหนังตรงบริเวณอวัยวะที่ต้องการ ความอุ่นจากลูกประคบที่อังความร้อนมาแล้ว จะแผ่กระจายความร้อนเข้าในตัวสมุนไพรที่บดเป็นผงละเอียด แล้วการระเหิดของการบูรก็จะพากลิ่นไออุ่นกระจายออกมา ทำให้ผิวหนังและเนื้อเยื่อได้รับสรรพคุณทางยาสมุนไพร ซึมซาบ แทรกซึม ผ่านผิวหนังสัมผัสเส้นเลือด เกิดความสบายและผ่อนคลาย

ลูกประคบ คือเป็นอีกหนึ่งภูมิปัญญาจากบรรพบุรุษไทย สืบทอดลูกหลานมาถึงปัจจุบัน เป็นเทคนิคการดูแลสุขภาพของบรรพบุรุษ ที่ยังใช้ได้ดี ได้ผล กับชนรุ่นต่อๆ มาจนปัจจุบัน จัดเป็นคุณค่าพลานุภาพของสมุนไพรไทยของเรา ซึ่งปัจจุบัน เราอาจจะพบเชิงการค้า การตลาด ที่โฆษณาลักษณะ “อโรมาเธอราปี้” (Aromatherapy) ที่ใช้พลังกลิ่นหอมจากมหัศจรรย์สมุนไพรธรรมชาติ ผสมผสานกลิ่นหอมจากดอกไม้ โดยวิธี “นาสิกสัมผัส” ขณะที่ลูกประคบแนบเนื้อเรา กลิ่นดอกไม้และสมุนไพรก็ทำหน้าที่เป็นแขกเยือนทั้งร่างกาย และจิตใจเราให้ล่องลอยตามไปด้วย

สำหรับการเสริมสร้างสุขภาพด้วย “ยาอบสมุนไพร” ก็เป็นอีกวิธีที่จะทำให้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายแข็งแรง สดชื่น ปลอดโปร่ง บรรเทาความเมื่อยล้า บำบัดความซึมเศร้าได้อีกด้วย การอบสมุนไพรจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับคุณสุภาพสตรีทั้งสูงวัยและสตรีที่มีบุตรแล้ว แต่ปัจจุบัน เป็นที่นิยมตั้งแต่สตรีวัยรุ่นจนถึงทุกๆ วัย ซึ่งถ้าย้อนถึงการคิดค้นวิธีใช้สมุนไพร ก็มีเริ่มตั้งแต่การนำพืชสมุนไพรมาต้มในน้ำ จากนั้นก็นำน้ำร้อนนั้นผสมกับน้ำธรรมดาให้อุ่นพออาบ ซึ่งน้ำสมุนไพรนี้ก็จะมีส่วนพืชสมุนไพรรินหลั่งสัมผัสผิวกาย ตัวยาก็จะแทรกซึมไปยังเนื้อเยื่อร่างกาย ซึ่งเรียกว่า “การอาบน้ำสมุนไพร” แล้วก็พัฒนาการต่อมาก็กลายเป็นการ “อบสมุนไพร”

การอบสมุนไพร ทำโดยการนำสมุนไพรหลายๆ ชนิดผสมรวมกัน แล้วต้มให้น้ำเดือด ปล่อยให้ไอระเหยออกมาสัมผัสเรือนร่างในพื้นที่จำกัด ให้ได้ความร้อนหรือไอร้อนจากน้ำต้มสมุนไพรด้วย ถ้าอบเป็นส่วนตัวคนเดียวก็อาจใช้ตู้อบ หรือกระโจมอบ แต่ถ้าหลายๆ คน ก็อาจจะเป็นห้องปิดที่เข้าไปนั่งหรือยืนได้ตามสะดวก ถ้าศึกษาภาชนะต้มตั้งแต่นานมาแล้ว หม้อต้มยานิยมใช้ “หม้อต้มดินเหนียว” หรือรู้จักกันว่า “หม้อดิน” ปัจจุบันนิยมใช้ “หม้อหุงข้าวไฟฟ้า” เพื่อความสะดวกและสามารถดัดแปลง หรือบังคับทางเดินไอน้ำสมุนไพรให้พ่นไปตามทิศทางที่ต้องการได้ ในการต้มน้ำสมุนไพรให้เดือดพล่านแล้ว ให้ใส่การบูรที่บดละเอียดลงในหม้อต้มที่กำลังเดือด กลิ่นไอการบูรพร้อมตัวยาสมุนไพรก็จะระเหย ให้สูดกลิ่นสัมผัสทั้งนาสิก สูดล้างโพรงจมูกให้โล่ง สบาย บำบัดโรคทางเดินหายใจได้ ส่วนร่างกายก็สัมผัสไออุ่นจากสมุนไพร ส่วนเวลาที่อยู่กับการอบตัว ควรใช้เวลาเพียง 12-15 นาที ไม่ให้ร่างกายอ่อนเพลีย เมื่อครบเวลา ควรออกมาสัมผัสให้ร่างกายแห้งแล้วจึงอาบน้ำให้สดชื่น

สูตรยาอบสมุนไพรก็มีส่วนผสมหลากหลายพืชสมุนไพร อาจจะใช้ทั้งยอด ทั้งใบ หรือส่วนต้น เหง้า ได้แก่ ใบมะขาม หัวหอมแดง ผิวมะกรูด ตะไคร้ ต้นใบส้มป่อย เปลือกมะนาว ใบกะเพรา ไพล กระชายแห้ง เปลือกส้ม ใบต้นเหงือกปลาหมอ ใบละหุ่ง หญ้าคา ใบส้มโอ ต้นข่า ขมิ้นชัน สูตรต่างๆ ก็มีส่วนผสมตามตำรับยาแต่ละสูตร มีหนึ่งอย่างที่ต้องใช้คือ ผงการบูร

จากคำร้องในบทเพลง “เนื้อนาง” ตอนต้น ซึ่งได้ยลโฉมความงามดังเทพีลงมาเยือนหล้า แม้ดาวเดือนบนฟ้ายังอาย ทีนี้เมื่อได้ผ่าน “สปาทำประคบ-อบสมุนไพร” แล้ว ลองพิจารณาอีกครั้งว่า ความสวยนั้น งามจนน่าอิจฉาระดับไหน จากคำร้องในบทเพลง “ปานทิพย์เทพี” ที่คิดว่าผู้ชื่นชมจะเหมาะสมเพียง “เทพ” เท่านั้นหรือ?

เพลง ปานทิพย์เทพี

ทำนอง พยงค์ มุกดา

คำร้อง ป.วรานนท์

ขับร้อง ชรินทร์ นันทนาคร

งามเอ๋ยแม่งามเพียงหยาดฟ้า

งามเสียจนอุมาแม่อิจฉาความงาม

ทั่วเรือนร่างโสภางค์สมลือนาม

คมเนตรแวววามดั่งจะหยามดารา

งามเอ๋ยแม่งามอรชร

งามแม้ยามบังอร แม่ย่างเยื้องลีลา

คิ้วขนงโก่งงอน คันศรรามา

พริ้มพักตร์จันทรา หลบเมฆาเพราะเอียงอาย

อยากจะปองเป็นเจ้าของเธอคนเดียว

อยากจะโน้มเหนี่ยวดอกฟ้ามั่นหมาย

อยากจะอยู่เคียงคู่เคียงกาย

กลัวเทวาใจร้าย คงสาปพี่วายชวดชม

งามเอ๋ยแม่งามสูงศักดิ์ศรี

ปานทิพย์ดังเทพี ยั่วพี่นี้ตรอมตรม

ได้แต่ปองเป็นเจ้าของในอารมณ์

เพราะเธอเหมาะสม เทพหมายชมปานทิพย์เทพี

นอกจากความงามของกุลสตรี ที่ว่า “งามน้ำคำ งามน้ำใจ งามน้ำมือ” แล้ว ความงามจากเรือนกายที่มองได้จากภายนอก ย่อมเป็นที่ปรารถนาทั้งของเจ้าตัว และผู้พบเห็น แม้ว่าจะต้อง “คนงามเพราะแต่ง” แต่การทำสปาชุบลูกประคบอบสมุนไพร ไม่ถือว่าแต่งให้งามตามใจคิดอย่างเดียว เพราะสมุนไพรไม่ได้เสริมเฉพาะสวย แต่จะรวยด้วยสุขภาพที่ซ่อนอยู่ในลูกประคบ และกลิ่นไออุ่น กรุ่นด้วยบรรยากาศที่ให้ทั้งสุขภาพกายและจรุงใจคลายเครียด

หากเดินออกจาก “ห้องเสริมสวย” อาจจะถูกนินทาว่า “เสริมเท่าไรก็ไม่สวย” แต่ถ้าคลุมผ้าออกจาก “ห้องอบสมุนไพร” ก็จะได้รับคำชื่นชมว่า “รักสวยด้วยสุขภาพ” นั่นแหละหนุ่มๆ จะอิจฉา “ลูกประคบ” แล้วอยากจะเป็นตู้อบสมุนไพร!

หมากผู้หมากเมีย ไม้ประดับขึ้นชื่อ ของดี ที่บางกะเจ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034010959&srcday=2016-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 630

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

หมากผู้หมากเมีย ไม้ประดับขึ้นชื่อ ของดี ที่บางกะเจ้า

หมากผู้หมากเมีย จัดเป็นไม้ประดับชนิดหนึ่งที่เป็นทรงพุ่ม ซึ่งมีลักษณะสีสันของใบสวยงามหลากหลายสีสัน ลำต้นมีความสูงประมาณ 1-3 เมตร เป็นข้อถี่ๆ ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงเวียนสลับรอบลำต้น แผ่นใบมีหลากหลายรูปแบบ เช่น ใบรูปหอกเรียวยาว แต่ที่เป็นจุดเด่นคือสีของใบที่มีสีสันสวยงามหลากหลาย เช่น สีม่วง สีน้ำตาล สีเขียวอ่อน สีแดง สีชมพู เป็นต้น

คนไทยสมัยโบราณมีคติความเชื่อที่ว่า หากบ้านใดปลูกหมากผู้หมากเมียไว้ประจำบ้านจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุข ซึ่งหากต้องการให้มีความเป็นสิริมงคลมากยิ่งขึ้น ควรปลูกหมากผู้หมากเมียไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและปลูกในวันอังคาร

นอกจากจะปลูกเพื่อเป็นไม้ประดับตกแต่งบ้านเรือนแล้ว ยังนิยมตัดใบของหมากผู้หมากเมียใช้ในการประกอบในงานพิธีต่างๆ เช่น ใช้เป็นเครื่องบูชาพระ งานขึ้นบ้านใหม่ งานแต่งงาน เป็นต้น

คุณณรงค์ สาลีรัตน์ อยู่บ้านเลขที่ 39/1 หมู่ที่ 6 ตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นอีกหนึ่งเกษตรกรที่มีความรู้เรื่องหมากผู้หมากเมียตัวระดับตัวยงเลยก็ว่าได้ เพราะพื้นที่ในย่านนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นแหล่งกำเนิดไม้ประดับชนิดนี้ เพราะมีทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมและสายพันธุ์ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ รวมๆ แล้วมากกว่า 200 สายพันธุ์เลยทีเดียว

เด็กทำสวนมะพร้าว

ผู้ชื่นชอบหมากผู้หมากเมีย

คุณณรงค์ เล่าให้ฟังว่า เริ่มแรกเดิมทีในพื้นบริเวณในแถบนี้มีอาชีพทำสวน และที่สำคัญทำน้ำตาลมะพร้าวเป็นหลักเพราะมีสวนมะพร้าวเป็นจำนวนมาก ซึ่งจากการทำสวนของพ่อแม่ที่สืบทอดต่อกันมา จึงทำให้คุณณรงค์ได้รับวิทยาการความรู้การทำน้ำตาลมะพร้าวด้วยเช่นกัน

“สมัยก่อนนี่ยอมรับเลยว่า ดิน ฟ้า อากาศ ดีมาก ไม่ว่าทำอะไรมันก็สำเร็จ น้ำในพื้นที่ก็ไม่เค็ม ไม่กร่อย เหมือนทุกวันนี้ หรือมีก็เดือนครึ่งเดือน การทำอะไรก็สะดวกไปหมด ไม่ว่าจะเรื่องเพาะปลูกก็ได้ผลผลิตที่ดี เป็นอาชีพที่ทำกันมานาน ซึ่งผมเองก็เห็นก็ได้ทำสวนส่วนที่บ้าน พอเราไปทำสวน จากที่เราสังเกตมาตั้งแต่เด็กในพื้นที่นอกจากสวนที่ทำแล้ว ชาวบ้านแถวนี้ก็จะมีไม้ประดับ 3 ชนิด เรียกว่าเห็นมาตั้งแต่ผมเกิด ก็จะมีโกสน หมากแดง และก็หมากผู้หมากเมีย” คุณณรงค์ เล่าถึงความเป็นมา

ซึ่งหมากผู้หมากเมียที่อยู่ในบริเวณนี้ เปรียบเสมือนเป็นไม้ประจำถิ่นที่ขึ้นอยู่ภายในสวนมะพร้าว เพราะไม้ชนิดนี้ชอบขึ้นตามที่ร่มรำไรชายคา จึงเจริญเติบโตได้ดีทางข้างร่องสวนมะพร้าว เมื่อชาวบ้านเห็นถึงความสวยงามที่เด่นของไม้ชนิดนี้ จึงได้นำมาปลูกใส่กระถางเพื่อตกแต่งบ้านเรือน

“หมากผู้หมากเมียพอมีมากขึ้น มันก็เกิดการผสมกันขึ้นมาเองตามธรรมชาติ สีสันสวยงามชวนมองมาก ซึ่งผมเองช่วงนั้นประมาณอายุ 12 ปี ประมาณ พ.ศ. 2500 ก็เริ่มนำมาปลูกเก็บสะสมตั้งแต่เด็ก เรียกว่าเห็นสวยงามเก็บสะสมพันธุ์มาเรื่อยๆ เจอตามบ้านพี่ป้าน้าอาสวย ก็ขอเขามาตลอด เก็บสะสมมาจนมีเยอะแยะ เราก็เอากิ่งมาปักชำข้างบ้านมันขึ้นง่ายมาก ก็เลยมีกันแยะในพื้นที่นี้” คุณณรงค์ เล่าถึงที่มาของการสะสมหมากผู้หมากเมียของตนเอง

เป็นไม้ที่มีสีสันสวย สะดุดตา

มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว

คุณณรงค์ เล่าว่า การปลูกหมากผู้หมากเมียต้องยอมรับว่าปัจจุบันยากกว่าสมัยก่อนมาก เนื่องจากดินที่ใช้ปลูกไม่ค่อยมีความอุดมสมบูรณ์เท่าที่ควร เพราะสมัยก่อนดินที่อยู่ตามร่องสวนเกิดจากใบไม้ที่ทับทมกัน จึงมีธาตุอาหารที่พืชสามารถนำมาใช้ได้โดยไม่ต้องใส่ปุ๋ยเคมี

“ดินที่ใช้สำหรับปลูกสมัยก่อนมันเป็นดินเลนแม่น้ำจริงๆ เป็นดินที่มีประโยชน์มีคุณค่า มีสารอาหารเยอะมาก แต่ตอนนี้มันเสื่อมโทรมไปมาก ซึ่งการปลูกก็มี 2 แบบเพื่อใช้ประโยชน์ คือ หนึ่ง ตัดใบขาย เพื่อเอาไปกำดอกไม้ กับอีกจุดประสงค์ที่สอง คือ ปลูกเป็นไม้ประดับ ซึ่งจากการได้ปลูกเลี้ยงเรียนรู้จนทำให้รู้ว่า หมากผู้หมากเมียสามารถขยายพันธุ์ได้ตั้งแต่เหง้ายันยอดเลยที่มันขยายพันธุ์ได้ง่ายมาก” คุณณรงค์ กล่าว

การขยายพันธุ์หมากผู้หมากเมียสามารถทำได้ 2 แบบ คือ

1. การเพาะเมล็ด การขยายพันธุ์ที่เกิดจากการเพาะเมล็ด หากจะได้ไม้ที่แปลกใหม่สวยต้องใช้เวลานานนับปี ซึ่งในสมัยก่อนจะมีข้อเสียเมื่อเวลาที่ต้นอ่อนงอกจากเมล็ด แมลงศัตรูพืชมักรบกวนทำให้ไม้เกิดความเสียหาย ต่อมาเมื่อวิทยาการก้าวหน้ามากขึ้นจึงมีการพัฒนาในการปลูกมากขึ้น ทำให้ต้นอ่อนที่เพาะเมล็ดเกิดความเสียหายน้อยลง

“เราใช้เวลาช่วงเพาะเมล็ดประมาณ 1 ปี จากนั้นเราก็จะเอาต้นที่อายุครบ มาย้ายปลูกลงในกระถาง ดูแลอีกประมาณ 3 ปี มันจึงจะเห็นสีสันที่สมบูรณ์ ออกดอกออกลูก เห็นเด่นชัดว่ามันเด่นแบบไหน จะสวยประมาณใด และสามารถนำส่งเข้าประกวดได้ไหม” คุณณรงค์ กล่าว

2. การขยายพันธุ์ด้วยการตอน การปักชำยอด และการชำข้อ ทำการตัดต้นให้มีข้อปล้องประมาณ 2 ท่อน แล้วนำไปชำ ซึ่งแม้แต่เหง้าก็สามารถนำมาปักชำได้ ซึ่งการปักชำทำให้เกิดการขยายพันธุ์มากขึ้น ใช้เวลาไม่นานเหมือนการเพาะเมล็ด

วัสดุที่ใช้สำหรับปลูกหมากผู้หมากเมียที่ดีที่สุดคือ ดินเลนที่ได้จากใบไม้ผุที่นำขึ้นมาจากร่องสวน สามารถนำมาปลูกกับไม้ที่มีความแข็งแรงได้เลย จากนั้นดูแลรักษาเรื่องโรคและแมลงด้วยการฉีดพ่นยาเป็นการดูแลรักษา

“ช่วงฝนชุกกับช่วงเข้าหนาว มันจะเกิดเชื้อรา เราก็ต้องป้องกันเรื่องน้ำให้ดี เพราะมันจะทำให้ยอดเสีย และที่สำคัญหากว่าวัสดุปลูกแฉะมากเกินไป ก็สามารถเกิดเชื้อราได้ ส่วนช่วงเข้าหนาว ราน้ำค้างและไรแดงต้องระวังให้ดี เพราะว่าช่วงนั้นมันจะมาพร้อมกับการทำลายยอดมะม่วง มันก็จะเข้ามากินใบหมากผู้หมากเมียเราเสียหาย ทำให้ใบเสียเป็นจุดดูไม่งามตา จะมีปัญหาได้เวลาที่เราส่งไม้เข้าประกวด” คุณณรงค์ อธิบาย

ปลูกเพื่อตัดใบจำหน่าย

และเพื่อเป็นไม้ประดับ

คุณณรงค์ บอกว่า หมากผู้หมากเมียที่นำมาปลูกเลี้ยงนอกจากจะทำเพื่อเป็นไม้ประดับสวยงามแล้ว คนในพื้นที่ส่วนมากยังปลูกเพื่อตัดใบจำหน่าย ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่แห่งนี้สามารถส่งจำหน่ายได้ตกเดือนละแสนใบต่อเดือน ซึ่งมีใบออกมาเท่าไรก็สามารถส่งจำหน่ายได้หมด

“ใบที่เขานิยมตัดใบ จะเป็นสีเขียวขาว และก็ใบสีชมพู หรือก้านสีชมพู ที่ปากคลองตลาดนี่ต้องการตลอด เขาก็ให้ราคาอยู่ที่ใบร้อยละ 10-12 บาท อันนี้คือราคาที่มารับซื้อที่สวน เขาก็จะรับไปจำหน่ายอีกทอดหนึ่ง” คุณณรงค์ กล่าว

ส่วนหมากผู้หมากเมียที่ปลูกเลี้ยงเพื่อปลูกเป็นไม้ประดับ คุณณรงค์ บอกว่า ที่อำเภอพระประแดงแห่งนี้มีสายพันธุ์ไม่ต่ำกว่า 200 สายพันธุ์ อาจมากที่สุดในประเทศไทยเลยก็ว่าได้ ซึ่งมีทั้งที่เป็นพันธุ์เก่าดั้งเดิมและสายพันธุ์ใหม่ที่พัฒนาให้เกิดขึ้นมา

“หมากผู้หมากเมียสำหรับเป็นไม้ประดับ ราคาจะแตกต่างกันมาก อย่างช่วงเดือนตุลาคมไปจนถึงกุมภาพันธ์ หรือที่เรียกว่าปลายฝนต้นหนาว สีสันจะเริ่มออกเต็มที่ ซึ่งช่วงนี้เราจะเรียกว่าเป็นช่วงหมากผู้ มันจะมีความสวยงามมาก ไม่ว่าจะเป็นสีสันหรือการออกดอกออกผล ส่วนในช่วงที่จะเป็นฤดูร้อนที่มันจะเจอแสงแดดจัดๆ มันก็จะเริ่มแสดงความเป็นหมากเมียออกมา มีการทำสีใบทึบๆ เพื่อที่ใบจะได้ไม่ไหม้แสงแดด ในช่วงนี้จะไม่มีความสวยงามเลย” คุณณรงค์ กล่าว

การจำหน่ายหมากผู้หมากเมียที่เป็นไม้เล็ก ราคาอยู่ที่กระถางละ 35 บาท ส่วนไม้ที่อยู่ขนาดไซซ์กลางอยู่ที่ราคากระถางละ 60-150 บาท และไม้ขนาดไซซ์ใหญ่อยู่ที่ราคาตั้งแต่ 200 บาทขึ้นไป จนถึงหลักพันบาท และบางต้นที่มีความสวยที่แสดงลักษณะพิเศษออกมาไม่เหมือนกัน ราคาอยู่ที่หลักหมื่นบาทเลยทีเดียว

สำหรับท่านใดที่สนใจอยากปลูกเลี้ยงทำเป็นอาชีพ คุณณรงค์ ให้คำแนะนำว่า

“สำหรับคนที่สนใจอยากปลูกขยายเป็นไม้ประดับขาย ถ้ามีพื้นที่พอสมควรตั้งแต่ครึ่งไร่ขึ้นไปจนถึง 1 ไร่ ก็สามารถปลูกเลี้ยงขายได้ เพราะหมากผู้หมากเมียในวงการไม้ประดับมันก็ยังดีอยู่ ยังสามารถทำรายได้อยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งพันธุ์เองก็ยังหาซื้อได้ง่าย เป็นไม้ที่ไม่ต้องหาพันธุ์ยากนัก โดยเฉพาะที่บางกะเจ้าเรานี่มีเยอะแยะ และที่สำคัญไม้ชนิดนี้ยิ่งได้อากาศเย็น จะยิ่งมีสีสวย ปลูกง่าย ก็ถือว่าเป็นไม้ที่ไม่มีอะไรซับซ้อน และที่สำคัญการลงทุนก็ไม่สูงมากเมื่อเทียบกับไม้ตัวอื่นๆ ในเรื่องของการลงทุน” คุณณรงค์ กล่าวแนะนำ

สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณณรงค์ สาลีรัตน์ ที่หมายเลขโทรศัพท์ (081) 344-5977

ขอบพระคุณ คุณวินัย จันทมะโน เกษตรอำเภอพระประแดง และคุณธนภัทร ตะพานทอง นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอพระประแดง ที่พาลงพื้นที่ พบปะเกษตรกร