ผักเสี้ยน : สุดยอดผักดองไทย? ที่อร่อยอย่าบอกใคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05118010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ครัวชาวบ้าน

พิชญาดา เจริญจิต phitchayada7@hotmail.com

ผักเสี้ยน : สุดยอดผักดองไทย? ที่อร่อยอย่าบอกใคร

ผักเสี้ยน แค่ชื่อฟังแล้วก็ไม่น่ากินซะแล้ว และยิ่งได้ไปเห็นต้นสดๆ ของผักเสี้ยนแล้วล่ะก็ จะเห็นว่าไม่มีลักษณะใดที่จะกินได้อร่อยเลย เว้นแต่ดอกที่มีกลิ่นหอมเย็นๆ และสีขาวสลับชมพูดูสวยดีเท่านั้น และที่สำคัญ ผักเสี้ยนทั้งต้น สามารถใช้ได้เพียง “ยอดอ่อน” ของผักเสี้ยนเท่านั้น ส่วนอื่นนั้นใช้ไม่ได้เลย

ที่สำคัญที่สุด ผักเสี้ยน ไม่ใช่ผักกินอร่อย แต่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผักมหาภัย ที่สามารถคร่าชีวิตของเราได้ เพราะใบและยอดของผักเสี้ยนจะมีสารพิษ และสารนี้เมื่อกินเข้าไป จะมีผลและเกิดปฏิกิริยากับประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการมึนงง อาเจียน และสิ้นสติได้ (หากกินเข้าไปมากๆ)

ดังนั้น จึงไม่มีใครคนไหนเขากินผักเสี้ยนสดๆ กัน และถ้าเห็นใครไปถอนผักเสี้ยนมากินสดๆ เราต้องเป็นผู้หวังดี ณ บัดนาว! และต้องห้ามปรามโดยทันที ไม่เช่นนั้นเขาอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

ครั้นเมื่อเอาผักเสี้ยนมาต้ม หรือดองเสียก่อน รับรองว่าไม่เป็นอันตรายแน่นอน แถมยังอร่อยแบบสุดๆ เลยทีเดียวค่ะ

ความรู้ หรือภูมิปัญญาหลายๆ อย่างที่ตกทอดมาแต่ครั้งโบราณ เช่น เรื่องอาหารการกินของผักพื้นบ้านไทยๆ อย่าง “ผักเสี้ยน” ที่ถูกมองว่าเป็นวัชพืชที่น่ารังเกียจจากผู้ที่ไม่รู้คุณค่า พบเห็นได้ทั่วไปตามที่รกร้างว่างเปล่าเช่นเดียวกับวัชพืชต่างๆ จึงทำให้ผักเสี้ยนถูกมองเหมือนพืชไร้ค่า พืชอาภัพ เพราะรูปลักษณ์ภายนอกที่ไม่น่าดู นอกจากจะมีขนอ่อนปกคลุมทั้งลำต้น กิ่ง ก้าน และใบ แล้ว ยังมีของเหลวเหนียวๆ ติดมือและกลิ่นฉุนเมื่อสัมผัส ซึ่งนอกจากกลิ่นแรงแล้ว ใบสดยังมีรสขมไม่ชวนกินอีกด้วย

การดองผักเสี้ยน เป็นความรู้พื้นบ้านโบราณในการถนอมสารอาหารได้อย่างดี โดยเฉพาะ ผักเสี้ยน เหมาะสำหรับนำมาดองเปรี้ยว ซึ่งให้รสชาติดีที่สุด ซึ่งเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่ที่เคยกินผักดองคงคุ้นเคย และชื่นชอบรสชาติของผักเสี้ยนดอง (เปรี้ยว) เพราะเป็นผักดองที่คนไทยนิยมกินทั่วทุกภาค ผักเสี้ยนดอง ส่วนมากจะนิยมนำมาจิ้มกินกับน้ำพริก แกงคั่วเผ็ดๆ ผักเหนาะขนมจีน

ผักดอง สำหรับบางคนคิดว่าเป็นของต้องห้าม แต่มีงานวิจัยเกี่ยวกับผักดองและภูมิปัญญาการใช้ผักดองของไทยแล้วจะต้องเปลี่ยนใจ โดยเฉพาะ “ผักเสี้ยนดอง” ซึ่งคนไทยโบราณบอกว่าเป็นยาร้อน กินแล้วเลือดลมดี มีกำลัง แก้ปวดเมื่อย ตาจะดี ผิวจะสวย ซึ่งน่าจะจริง เพราะในด้านคุณค่าทางโภชนาการพบว่า ผักเสี้ยนมีวิตามินเอ วิตามินซีสูงมาก รวมทั้งแคลเซียม และเหล็ก เมื่อผ่านการดอง วิตามินและสารต่างๆ จะไม่สูญสลายง่าย ยกเว้นวิตามินซีซึ่งอาจสูญเสียไปบ้าง แต่วิธีการดองซึ่งทำให้เกิดสภาพความเป็นกรด จะช่วยรักษาวิตามินซีได้มากกว่าการต้มหรือการใช้ความร้อน โดยเฉพาะการดองเร็ว (การดองที่ใช้เวลาไม่นาน พอผักเริ่มมีรสเปรี้ยวพอดีๆ ก็รีบกินเลย จะได้จุลินทรีย์ที่มีประโยชน์)

มารู้จัก ผักเสี้ยน กันค่ะ

ผักเสี้ยน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท

ผักเสี้ยนผี หรือผักเสี้ยนทุ่ง เป็นวัชพืชที่ขึ้นอยู่ในป่าข้าวตามทุ่งนา สวนผลไม้ ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากจะแย่งอาหารพืชเท่านั้น เราต้องหาทางทำลาย ที่เรียกผักเสี้ยนผี เพราะเป็นพืชทนทานต่อดินฟ้าอากาศและการเผาทำลาย มักไม่ยอมตายง่ายๆ ยิ่งฆ่า ยิ่งโต

ผักเสี้ยนอีกชนิดหนึ่งที่สามารถเอามาดองกินได้ เรียกว่า ผักเสี้ยนบ้าน สามารถเก็บเอาเมล็ด (เป็นฝักคล้ายฝักถั่ว) เอามาโรยปลูกได้ และเก็บยอดมาดองกินได้

ผักเสี้ยน เป็นพืชพื้นเมืองที่ชาวบ้านในต่างจังหวัดรู้จักเป็นอย่างดี เพราะพบเห็นได้ทั่วไปในที่โล่งแจ้ง บริเวณสวนหน้าบ้าน สวนหลังบ้าน หรือแม้กระทั่งในแปลงปลูกพืชผัก ชาวบ้านใช้ประโยชน์จากผักเสี้ยนเพียงอย่างเดียว คือ ทำผักดอง เท่านั้น

จำได้ว่าในสมัยยังเด็กๆ แม่จะดองผักเสี้ยนให้กิน และสอนวิธีการดองผักเสี้ยนอย่างไรให้อร่อย มีผักเสี้ยนดองสักหน่อย น้ำพริกสักถ้วย กินกับข้าวสวยร้อนๆ หรือข้าวเหนียวนึ่ง แค่นี้ก็อร่อยแล้ว!

วิธีการทำ ผักเสี้ยนดอง (สูตรแม่สอนค่ะ)

ผักเสี้ยน เอาเฉพาะยอดอ่อนๆ ผึ่งแดดให้สลด แล้วนำไปขยำกับเกลือเพื่อเอาน้ำขมๆ ออกก่อน โดยสังเกตว่าเมื่อขยำแล้วไม่มีน้ำสีเขียวๆ ออกมา จากนั้นนำไปล้างน้ำ แล้วผึ่งให้สะเด็ดน้ำ เอาผักใส่ลงในภาชนะสำหรับดอง เตรียมน้ำดองโดยใช้น้ำซาวข้าวเหนียวผสมเกลือ ผสมให้เข้ากัน เทลงในภาชนะให้ท่วมผักเสี้ยน ทิ้งไว้ให้เปรี้ยวก็กินได้เลย

วิธีการกินผักเสี้ยนดอง ถ้าเป็นทางอีสาน จะกินผักเสี้ยนดองแถมพริกสดสักหน่อย กินกับข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆ หรือกินกับลาบปลา ป่นปลา ก็แซบอีหลีเด้อ! หากเป็นแถวภาคกลาง เขาจะกินกับน้ำพริก ส่วนคนใต้ เขาจะนิยมกินคู่กับแกงเผ็ดๆ หรือกินเป็นผักเหนาะขนมจีน บางคนจะเอาไปต้มกับขาหมู ปลาทูสด หรือนึ่งก็ได้ บอกได้เลยว่า หรอยจังฮู้!

ประโยชน์ทางยา ของ ผักเสี้ยน

โดยทั่วไปหมอยาไม่ค่อยใช้ผักเสี้ยน หรือผักเสี้ยนบ้านเป็นยามากนัก แต่จะนิยมใช้ผักเสี้ยนผีมากกว่า บางทีก็ใช้ทั้ง 2 อย่าง โดยใช้ในสรรพคุณที่เป็นยาร้อน ในตำราแพทย์แผนโบราณบอกว่า ผักเสี้ยนนั้นเป็นพืชสมุนไพรทั้งใบและเมล็ด ใช้ทำยาได้ โดยเฉพาะผักเสี้ยนผี จะเข้าตำรับยาสมุนไพรรักษาอาการหูเป็นน้ำหนวก มีเสียงในหู หรืออาการปวดหูอื่นๆ ได้ดี

วิธีใช้ นำเอาใบผักเสี้ยนผี 2-3 ใบ ล้างให้สะอาด และใช้มือขยี้จนใบแตกจึงเอาไปปิดรูหูไว้ ใบผักเสี้ยนผีจะทำให้เกิดอาการปวดขึ้นมากแต่ให้อดทนไว้ ในที่สุดอาการเจ็บป่วยก็หายสิ้น (เพราะความอยากรู้ เลยต้องเป็นหนูทดลองเอง ไม่อยากจะบอกเลยว่ามันทั้งปวดและแสบสุดจะทนจริงๆ ขอบอก)

ใบผักเสี้ยนผี มีฤทธิ์ทำให้ผิวหนังร้อนแดง นำใบมาบดหรือตำ ใช้ทาแก้ปวดเมื่อย ทำให้เลือดมาเลี้ยงสมองเวลาปวดศีรษะ หรือเลือดจะไหลมาเลี้ยงในส่วนที่มีอาการปวดเมื่อย หรือจะนำไปตำผสมกับดินสอพองเอาไปพอกหัวฝี กันไม่ให้เป็นหนองได้

ใช้พอกฝีให้แตกและไม่เป็นหนอง เขาให้ใช้ต้นและใบ ตำแล้วพอกแก้อักเสบ ช้ำ บวม และแมลงสัตว์กัดต่อย แต่ห้ามพอกนาน เพราะจะทำให้ผิวไหม้ได้

ส่วนเมล็ดนั้น นำมาชงกับน้ำร้อน จะมีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ มีฤทธิ์สามารถกินเป็นยาขับพยาธิไส้เดือนได้ หรือเมื่อนำไปผสมกับน้ำมันมะกอกทาผม ฆ่าเหาได้ด้วย

ส่วนผักเสี้ยนบ้านนั้น นิยมเอามาดองกินมากกว่าจะเอาไปทำยา แต่ผักเสี้ยนดองก็ช่วยแก้เมาเหล้าได้ดีนักแล แถมมีกากใยสูงช่วยขจัดของที่ตกค้างอยู่ในลำไส้ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

มีการศึกษาวิจัยพบว่า “ผักเสี้ยน” มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อต่างๆ ได้ดี นอกจากนี้ ผักเสี้ยนยังมีฤทธิ์แก้ปวด ต้านอนุมูลอิสระ ต้านมะเร็ง ต้านการอักเสบ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ช่วยสนับสนุนว่า ผักเสี้ยนดอง เป็นทั้งอาหารและยาจริงๆ

เมื่อเรารู้เรื่องราวผักเสี้ยนแล้ว ที่จริงแม้มันจะได้ชื่อว่าเป็นผักมหาภัย (ถ้ากินไม่ถูก) แต่เมื่อนำมาใช้ให้ถูกทาง มันก็กลายเป็นสิ่งมีค่าได้เช่นกัน เข้าลักษณะมีคุณอนันต์โทษมหันต์ นั่นเองค่ะ

พญาลืมงาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05120010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ของใช้ชาวบ้าน

สัจภูมิ ละออ

พญาลืมงาย

ไผ่ นักวิทยาศาสตร์จัดเป็นหญ้าที่ใหญ่ที่สุด

ไทยเรามีไผ่ขึ้นอยู่ทั่วไป เรามีทั้งไผ่ป่าและไผ่ปลูก ไผ่ป่าจะมีหนามแหลมๆ หน่อออกมารสขม เวลาต้มกินต้องใช้ใบย่านางตำใส่ไปด้วย สมัยผู้เขียนเด็กๆ เคยหาไผ่ป่ามาต้มขาย กว่าจะได้แต่ละหม้อต้องหาบหน่อไม้จากป่ามาปอก สับ และต้องหาใบย่านางมาต้มอีกด้วย

ในป่านอกจากมีไผ่ป่าที่มีหนามแหลมแล้ว ยังมีไผ่ลำนวล ผาก และอีกหลายต่อหลายชื่อ ส่วนไผ่ปลูกเรามี ไผ่ตง ไผ่สีสุก ไผ่หวาน และไผ่ประดับ อย่าง ไผ่สีทอง ไผ่น้ำเต้า เป็นต้น

คำว่า “ไผ่” ภาษาเขมร เรียกว่า รึเซิย ในประเทศกัมพูชาก็มีไผ่มากไม่แพ้ประเทศไทย ผู้เขียนเคยไปเมืองละแวกของกัมพูชา เมืองเก่าละแวกมีแนวดงไผ่เป็นแถวๆ เดินเข้าไปก็อดจินตนาการตามประวัติศาสตร์ไม่ได้ เพราะในพงศาวดารเขียนว่า สาเหตุที่เขมรแพ้กองทัพสมเด็จพระนเรศวรนั้น มาจากทหารสยามใช้คันธนูใส่กระสุนยิงเงินเข้าไปในกอไผ่ แล้วทำทีเป็นถอยทัพออกมา เมื่อชาวเขมรที่อยากได้เงินเห็นเข้าก็ไม่รอช้า ก็พากันไปตัดกอไผ่หาเงินกันอย่างสนุกสนาน

ไม่นานกอไผ่ที่เป็นกำแพงป้องกันเมืองก็พังพาบ นิยายเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คนโลภทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน

เพราะเมื่อกองทัพสยามเห็นเข้าก็ยกทัพกลับเข้าตี ในที่สุดเมืองละแวกก็แตก ข้อความในพงศาวดารจริงเท็จแค่ไหนอย่างไรก็ตาม แนวกอไผ่เมืองละแวกยังมีอยู่ คล้ายท้าทายให้คนสยามไปดู

ไผ่ ชาวบ้านนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง อย่างชาวไทยภาคเหนือนำมาทำที่ตั้งหรือวางสิ่งของ เรียกว่า พญาลืมงาย แปลว่า พญาลืมเช้า

ทำไมถึงเรียกว่า พญาลืมงาย หรือ พญาลืมเช้า ผู้เขียนได้รับคำตอบจากเจ้าของว่า เนื่องจากการทำพญาลืมงายยากมาก ต้องเอาไม้ไผ่ที่เหลาไว้มาประกอบกันทำให้สิ้นเปลืองเวลา และที่สำคัญถ้าไม่เก่งจริงก็ไม่สามารถประกอบได้ ทำเอาพญาทำเพลินไปจนลืมไปว่าเช้าแล้ว

พญาลืมงาย จึงเป็นภูมิปัญญาที่ท้าทายความสามารถอย่างแท้จริง

หน้าตาของ พญาลืมงาย ถ้าจะเปรียบเทียบกับสิ่งของที่คนทั่วๆ ไปเห็นกันก็คล้ายพวงที่ใส่เครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยว พวงที่มีช่องใส่แก้วน้ำตาล น้ำส้ม พริกป่น และน้ำปลา นั่นเอง จะผิดกันบ้างก็ตรงพญาลืมงายทำด้วยไม้ไผ่ และใหญ่กว่ามาก

การทำ เราชาวบ้านตัดไผ่ลำแก่ๆ มาตัดเป็นท่อนๆ ผ่าซีก ตัดออกเป็นคู่ๆ เหลาเอาเสี้ยนออก จากนั้นประกอบเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโครงที่เป็นกระโดงขึ้นไป หรือตัวพญาลืมงาย ล้วนเป็นคู่ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้ว รูปร่างก็จะออกมาเหมือนพวงใส่เครื่องปรุงก๋วยเตี๋ยวอย่างที่บอกไว้ตั้งแต่แรก

ชาวบ้านใช้ประโยชน์อะไรจาก พญาลืมงาย คำตอบก็คือ ใส่ปิ่นโตก็ได้ เอาใส่ของถือไปก็ดี ดูจากรูปทรงแล้วจะเห็นว่า ใส่ปิ่นโตไปทำบุญเหมาะงามที่สุด ใส่ได้ถึง 4 เถา เลยทีเดียว

สมัยผู้เขียนเป็นเด็กวัด เสียดายที่ “สุพรรณบ้านเรา” ไม่มี พญาลืมงาย การถือปิ่นโตตามพระเมื่อออกบิณฑบาต ทำได้แต่เอาไม้มาผูกขาปิ่นโตเข้าด้วยกัน ข้างละ 2 เถา เวลาพระออกบิณฑบาตตอนเช้า เด็กๆ ที่แข็งแรงก็ถือปิ่นโตได้ 4 เถา

ถ้าทำพญาลืมงายเป็น เด็กโตๆ ก็หิ้วไปคนละ 8 เถา ได้อย่างสบายๆ

แต่ละท้องถิ่น ย่อมมีภูมิปัญญาแตกต่างกันไป อย่างการทำพญาลืมงาย ผู้เขียนพบที่ภาคเหนือ คือ จังหวัดเชียงราย ส่วนจังหวัดในภาคเหนืออื่นๆ ไม่ทราบเหมือนกันว่ามีเหมือนกันหรือไม่ ถึงอย่างไรก็ตาม เครื่องมือของใช้ชนิดนี้ แสดงถึงความสามารถและภูมิปัญญาของบรรพชนอย่างล้ำลึก

กว่าจะคิดและทำได้ เชื่อว่าต้องผ่านขั้นตอนลองผิดลองถูกมานาน เมื่อทำเสร็จแล้วก็งดงามทั้งรูปทรง และพลังแห่งภูมิปัญญาที่แฝงฝากอยู่ในรูปลักษณ์

เจ้าของพญาลืมงายบอกว่า ปัจจุบันหาคนทำได้ยากแล้ว เพราะชิ้นส่วนแต่ละอย่างมีความซับซ้อนมาก ที่ได้มาก็เก็บมาจากบรรพบุรุษที่ทำไว้ สำหรับคนรุ่นใหม่ อย่าว่าแต่ทำเป็นเลย แม้แต่ชื่อบางคนก็ไม่รู้จัก แม้จะเป็นความจริงอันเจ็บปวด แต่ก็ต้องยอมรับ

เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนแปลง อะไรๆ ก็เปลี่ยนไป

เรื่องของเงินออม และการลงทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05121010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

บัญชีชาวบ้าน

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

เรื่องของเงินออม และการลงทุน

ในอดีต การออมเงินนั้นมีทางเลือกจำกัดเพียงไม่กี่รูปแบบ เราก็แค่คิดว่าจะเก็บเงินไว้เอง ฝากเงินไว้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงิน หรือไปซื้อทองเก็บไว้ทีละนิด ทีละน้อย

ปัจจุบัน การออมไม่จำกัดแค่เพียงเงินฝาก รูปแบบการออมมีให้เลือกหลากหลาย แต่ละรูปแบบก็มีแรงจูงใจด้านผลตอบแทนที่แตกต่างกัน มีการแข่งขันระดมเงินฝาก เงินออมกัน โดยพยายามออกแบบให้ผู้ออมมีความรู้สึกว่าได้ผลตอบแทนดีกว่า โดยเวลาโฆษณาอาจจะไม่ได้กล่าวถึงความเสี่ยงว่าอยู่ในระดับใด การออมกับการลงทุน ถูกนำมาผูกโยงกันจนแทบจะกลายเป็นเรื่องเดียวกัน จนแม้แต่การประกันชีวิตก็ถูกออกแบบให้กลืนเป็นส่วนหนึ่งของการออม (แต่บางคนกลับมองว่า การออมถูกกลืนเป็นส่วนหนึ่งของการประกันชีวิต)

เมื่อรูปแบบการออมมีหลากหลายและมีโครงสร้างและรายละเอียดที่ซับซ้อนขึ้น ก็คงเป็นเรื่องที่เราต้องทำความเข้าใจรูปแบบการออมแบบต่างๆ เพื่อให้เราตัดสินใจว่าจะนำเงินไปเก็บออม หรือลงทุนในรูปแบบใดบ้าง

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่ารูปแบบการออม การลงทุน จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร อย่าลืมหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ

อย่าออมหรือลงทุนในสิ่งที่เราไม่รู้จัก หรือไม่เข้าใจ

อย่าออมหรือลงทุนไว้กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงอย่างเดียว (ที่เขาพูดกันว่า “อย่าเก็บไข่ทั้งหมดในตะกร้าใบเดียว”)

ผลตอบแทนยิ่งสูง ความเสี่ยงก็สูงตาม

หลักข้อแรก หากมีใครมาชักชวนให้เราออมในตราสาร ในหลักทรัพย์ ในเงินฝากที่มีชื่อแปลกๆ หากสอบถามพูดคุยดูแล้วพบว่า ฟังไม่เข้าใจ มองไม่ออกว่าเรากำลังฝากเงินไว้กับอะไร หรือรู้สึกว่ามีความซับซ้อน หรือมีรายละเอียดบางอย่างที่ทำให้เราเริ่มรู้สึกงงๆ แนะนำให้ถอยห่าง และขอตั้งหลักก่อน ไม่ต้องอายหรือรู้สึกเสียฟอร์มแล้วตอบรับ เพราะเทคนิคของพนักงานขายคือ การทำให้เราไม่มีโอกาสได้ไถ่ถามรายละเอียดให้เข้าใจจริงๆ และมักมีคำกระตุ้นหากถูกเราผัดผ่อนว่า ต้องยืนยันหรือตอบรับทางโทรศัพท์เท่านั้น หรือต้องยืนยันการทำรายการภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้ ประกันชีวิตบางแห่งใช้วิธีบอกว่า เราได้รับการคัดเลือกที่จะได้รับสิทธิประโยชน์ก่อนผู้อื่น มีผู้ได้รับสิทธินี้เพียง 100 คน เท่านั้น ไม่ต้องตรวจร่างกาย ประกันประเภทนี้ได้ทั้งเงินออมและประกันอุบัติเหตุ บาดเจ็บ รักษาพยาบาลไปด้วย ฯลฯ และยิ่งหากพนักงานขายระบุว่าจะได้ผลตอบแทนสูงกว่าอย่างอื่น เรายิ่งต้องตระหนักว่า ความเสี่ยงในเรื่องนั้นจะมากกว่าการออมรูปแบบธรรมดาที่เราคุ้นเคยอย่างแน่นอน

หลักข้อที่สอง การกระจายความเสี่ยง มนุษย์เรามักมีแนวโน้มจะมีความชอบ ความเชื่อมั่นกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง บางคนเชื่อว่า การออมกับเงินฝากดีที่สุด บางคนคิดว่า ฝากเงินไม่มีทางรวย บางคนคิดว่า ต้องลงทุนในหุ้นเท่านั้น แต่บางคนกลับกลัวหุ้น บางคนรู้สึกว่าการลงทุนผ่านกองทุนรวมแปลว่าเราไม่เจ๋งจริง ฯลฯ

ความเชื่อเหล่านี้มักทำให้เราตัดสินใจออมหรือลงทุนผิด หรือเน้นลงทุนไปกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป หรือไม่ยอมลงทุนกับหลักทรัพย์บางอย่างที่น่าลงทุน หรือไม่ยอมลงทุนกับตราสารที่เหมาะสมสอดคล้องกับแผนทางการเงินของเราแต่เราไม่ชอบ การหาข้อมูลจึงเป็นทางออกสำหรับป้องกัน แก้ไขความคิด ความเชื่อเหล่านี้ให้เราคิดอย่างสมเหตุสมผล โดยหากเราเรียนรู้ที่จะจัดพอร์ตการออม การลงทุน ให้มีรูปแบบที่หลากหลาย แต่ละแบบจะให้ผลตอบแทนและมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน เงินออม เงินลงทุนของเราก็จะได้รับการจัดสรรให้มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม

หลักข้อที่สาม ผลตอบแทนยิ่งสูง ความเสี่ยงก็สูงตาม เป็นหลักธรรมดาที่หากเรามีความเสี่ยงมากขึ้น ถ้าได้ผลตอบแทนก็น่าจะสูงขึ้นด้วย หากเราเป็นคนอนุรักษ์นิยม เราอาจจะไม่อยากลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงเกินจุดที่เรารับได้ ก็ไม่ต้องไปฝืน และคำนึงถึงหลักข้อแรกเสมอ คือ หากไม่รู้จักหรือไม่เข้าใจเรื่องใดก็อย่าผลีผลามไปออม ไปลงทุน

แต่หากเรามีความสามารถในการรับความเสี่ยง เราอาจจะเลือกลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความผันผวนของระดับราคา และสามารถรับมือกับการขึ้นลงของราคาได้ สิ่งเหล่านี้ยังเกี่ยวข้องกับลักษณะการลงทุนของเราอีกด้วยว่า เราลงทุนในระยะสั้น ซื้อเร็ว ขายเร็ว หรือตั้งใจเก็บไว้ในระยะยาว เพราะลักษณะการลงทุนทั้งสองแบบส่งผลแตกต่างกัน หากเราตั้งใจลงทุนระยะสั้น เราจะมีความอดทนต่อการขึ้นลงของระดับราคาน้อยลง และมักจะเผลอซื้อตอนราคาแพง และขายตอนราคาถูก (เพราะทนกับความรู้สึกขาดทุนไม่ไหว และกลัวจะขาดทุนมากกว่านั้นหากเก็บไว้ต่อไป) หากเราตั้งใจเก็บไว้ระยะยาว เรามักจะพิจารณาพื้นฐานเป็นเบื้องต้นว่า หลักทรัพย์ที่จะลงทุนนั้นในระยะยาวดีแน่ ในระหว่างทางหากแม้ว่าราคามันจะตกต่ำ เราก็ไม่หวาดหวั่น เสียขวัญ และใจนิ่งพอที่จะรอราคาขึ้นในระยะยาว เป็นต้น

ประเด็นอื่นๆ ในการออม การลงทุนที่ควรกล่าวถึง ได้แก่

1. วางแผนการออมว่า จะเก็บไว้ใช้ในอนาคต เผื่อเวลาฉุกเฉิน เพื่อเก็บไว้ใช้ในสิ่งที่อยากได้ หรือเก็บไว้เพื่อการลงทุนในสิ่งที่อยากทำ

2. แม้การออม การลงทุน จะกลืนเป็นเรื่องเดียวกัน แต่การออมนั้นมักมีรูปแบบที่มีความเสี่ยงต่อการสูญเสียเงินต้นต่ำ และได้รับผลตอบแทนไม่มากนักเมื่อเทียบกับการลงทุน รูปแบบจึงมักจะเป็นการฝากออมทรัพย์ การฝากประจำ การซื้อสลากออมทรัพย์

3. สัดส่วนการออมนั้น ว่ากันว่า ประมาณ 1 ใน 4 ของรายได้แต่ละเดือน เป็นสัดส่วนที่เหมาะสม แต่ขึ้นอยู่กับกำลังและแผนทางการเงินของแต่ละบุคคล เช่น หากมีแผนการใช้เงินในระยะเวลาอันใกล้ อาจจะต้องออมมากกว่า 1 ใน 4 เพื่อให้บรรลุเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้น

4. การออมนั้นต้องหักเงินออมออกจากรายได้ ก่อนนำเงินที่เหลือไปใช้จ่าย บางคนอธิบายโดยใช้สมการว่า รายได้ – เงินออม = เงินสำหรับใช้จ่าย ก็ยังเป็นสูตรที่ใช้ได้ผล และควรยึดถือจนเป็นนิสัย

5. เงินออมมักจะมาก่อนเงินลงทุน คือเริ่มจากการออม เมื่อมีจำนวนมากขึ้น มีส่วนเกินเพียงพอจนถึงระดับที่เราวางใจ และมีเงินสำรองในระดับหนึ่งแล้ว จึงค่อยแบ่งสัดส่วนเงินออมไปลงทุน ทั้งนี้ เพื่อให้ผลตอบแทนที่ได้สูงขึ้น เพิ่มความมั่งคั่งในอัตราที่เร็วขึ้น การคิดในลักษณะนี้ไม่ใช่คิดด้วยความโลภ แต่คิดเพื่อให้เงินออมของเราเพียงพอกับระดับเงินเฟ้อที่จะมีผลทำให้ “ค่าของเงิน” ของเราลดต่ำกว่าระดับที่เพียงพอสำหรับไว้ใช้ในยามเกษียณ

6. เราเริ่มออมเร็วเท่าใด เงินก็จะงอกเงยมากขึ้นเท่านั้น มีสูตรที่คำนวณเพื่อให้เรามองเห็นภาพง่ายๆ คือ หากเราต้องการเงิน 1 ล้านบาท เพื่อการเกษียณ หากผลตอบแทนเฉลี่ย 5% ต่อปี หากเริ่มออมตั้งแต่อายุ 31 ปี จะต้องออมเพียงปีละ 15,000 บาท เท่านั้น แต่หากเริ่มออมเมื่ออายุ 51 ปี จะต้องออมถึงปีละ 76,000 บาท

7. รัฐมีการคุ้มครองเงินฝากสำหรับเงินฝากธนาคาร เป็นหลักประกันว่าเงินต้นของเราจะไม่สูญหาย แต่หากเราลงทุนในหลักทรัพย์ เงินต้นอาจสูญหายได้ ก็ต้องแบ่งสรรปันส่วนเพื่อการออมและการลงทุนในอัตราส่วนที่เหมาะสม

การออมเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรใส่ใจ และเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อย ในช่วงที่เริ่มต้นจำเป็นต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง และต้องพยายามตัดภาระและการใช้ของที่เกินฐานะออกไป เมื่อเริ่มต้นได้สักระยะหนึ่ง เงินออมก้อนแรกจะช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายการออมได้ง่ายขึ้น แต่ในทางกลับกัน หากเราเผลอตกไปอยู่ในฝั่งที่ก่อหนี้ก่อสินแล้ว โอกาสวิ่งให้หลุดจากวงจรการเป็นหนี้เป็นเรื่องที่จะทวีความยากเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน

อดีตร่วงโรย ที่โหยหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05125010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

วิถีชาวบ้าน

อาจินต์ ศิริวรรณ

อดีตร่วงโรย ที่โหยหา

คนเราเมื่อมีอายุมากขึ้น แทบจะทุกคนมักหวนย้อนนึกถึงเรื่องราวเก่าๆ โหยหาหาอดีตที่อยู่ในความทรงจำ เมื่อครั้งวันวานของวัยเยาว์

ข้าพเจ้าก็เช่นกัน

เมื่อมาถึงวัยนี้ ความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเข้ามาในชีวิตมากมายทั้งสังคมและส่วนตัว

จะด้วยอะไรก็แล้วแต่ ความรู้สึกที่มีต่อเรื่องที่ผ่าน ยังดีกว่าความรู้สึก ณ ปัจจุบันกาลมากมายนัก

ความทรงจำในอดีต จะผุดพรายขึ้นมาทุกครั้งที่เจอกับความสับสนวุ่นวายทางความคิด

ภาพของวัยเยาว์ที่กำลังมีความสุข ความอบอุ่นกับครอบครัว เครือญาติ และกับชุมชนเล็กๆ ที่บ้านเกิด ที่มีความเอื้ออาทร การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แบ่งปัน การช่วยเหลือซึ่งกัน ในสังคมชนบทเล็กๆ นั้น จะมีให้กันตลอดเวลา

คนในสังคมชนบทหรือแม้แต่ในเมือง เมื่ออดีตนั้น เป็นสังคมที่น่าอยู่น่าอาศัย ไม่แล้งน้ำใจเหมือนคนสมัยนี้ ที่วันๆ มองแต่เรื่องส่วนตัว

การอยู่ร่วมกันในชุมชนแต่เดิมนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นญาติๆ มีกันไม่กี่ตระกูล อาจมีบ้างที่อพยพ ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ หรือสืบทอดบรรพบุรุษกันมา จนนับญาติกันได้ทั้งชุมชน

มีวัดเป็นที่พึ่งพิงพบพาของผู้คนในชุมชน มีคนเฒ่าคนแก่ที่ชาวบ้านเคารพนับถือเป็นผู้นำคอยให้คำแนะนำปรึกษา และมีความเคร่งครัดแม่นยำ ในวัฒนธรรมประเพณี ช่วยตัดสินไกล่เกลี่ย แก้ไขปัญหาต่างๆ ในชุมชน

ยามเจ็บไข้ได้ป่วย ยามเกิดอุบัติเหตุเภทภัย ยามที่โจรขโมยวัว ควาย ข้าวของ ชาวบ้านจะร่วมมือร่วมใจ ช่วยเหลือสืบหา ติดตาม จนได้วัวหรือควายที่ถูกขโมยกลับคืน

สมัยนี้อยู่อย่างตัวใครตัวมัน หรือพึ่งพาความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเท่านั้น

ประเพณีลงแขกคนใต้จะเรียกว่าการออกปาก คือ ไม่ว่าใครเดือดร้อน จะสร้างบ้านหรือลงนา เพียงบอกเพื่อนบ้านว่าจะสร้างวันนั้นจะทำวันนี้ ก็จะมีผู้คนมาร่วมแรงร่วมใจกันจนสำเร็จลุล่วง แล้วก็ร่วมกันกินข้าวพูดคุยกันอย่างอบอุ่น

ปัจจุบัน การลงแขกหรือการออกปาก ไม่มีให้เห็น ใครจะทำอะไร เดือดร้อนอย่างไร เงินเท่านั้นที่ช่วยได้ คือจ้างอย่างเดียว

ความอบอุ่นความสามัคคีในชุมชนจึงมีน้อยลง น้อยลงทุกวัน

ชุมชนในอดีต จะมีคนมีความรู้ความสามารถหลากหลาย บางคนเก่งทางการรักษาโรค บางคนเก่งทางการเพาะปลูก บางคนเก่งทางการเลี้ยงสัตว์ บางคนเก่งทางด้านดนตรีการละเล่นพื้นบ้าน บางคนเก่งทางด้านพิธีกรรมศาสนา

คนเหล่านี้ต่างก็ใช้ความสามารถเพื่อประโยชน์ของชุมชน สร้างความสุขให้ชุมชน โดยไม่ถือเป็นอาชีพที่มีค่าตอบแทน อย่างมากก็มี “ค่าครู” แต่เพียงเล็กน้อย ซึ่งเงินจำนวนนั้น ก็จะนำไปใช้สำหรับเครื่องมือในการประกอบพิธีกรรมเท่านั้น

ศูนย์กลางของคนในชุมชนอยู่ที่วัด พระสงฆ์เป็นผู้นำทางจิตใจ กิจกรรมของส่วนรวมจะทำกันที่วัด งานบุญประเพณี ตลอดจนการละเล่น มหรสพต่างๆ

ยังจำได้ถึงความสุข ความอบอุ่น ที่ได้รับจากชุมชนเล็กๆ นั้น แม้ไม่อาจจะเรียกหาให้กลับคืนมา

ปัจจุบันกาล ความยุ่งยากสับสนในการใช้ชีวิต การแก่งแย่งเพื่อความอยู่รอดของคนในสังคม ความฟุ้งเฟ้อทางด้านวัตถุ ทำให้ต้องละทิ้งชุมชนแห่งอุดมคติแบบดั้งเดิม ละทิ้งธรรมชาติ เพียงหวังความสะดวก ความสุขสบาย ที่ยิ่งไล่มันก็ยิ่งหนี

กุฏิพระอาจารย์แสง วัดเขาบันไดอิฐ ศิลปสถาปัตยกรรมชั้นยอด ปลายกรุงศรีอยุธยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05126010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 618

ภูมิปัญญาท้องถิ่น

บุญยงค์ เกศเทศ

กุฏิพระอาจารย์แสง วัดเขาบันไดอิฐ ศิลปสถาปัตยกรรมชั้นยอด ปลายกรุงศรีอยุธยา

คุณทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ นักประวัติศาสตร์และโบราณคดีผู้คร่ำหวอดเมืองเพชร พาไปชมกุฏิพระอาจารย์แสง เล่าให้ฟังว่า สมเด็จพระเจ้าเสือ พระมหากษัตริย์ไทยองค์สำคัญในสมัยอยุธยา มีพระอาจารย์เป็นพระเมืองเพชร อยู่ 2 รูป ด้วยกัน

รูปแรก สมเด็จเจ้าแตงโม ซึ่งสมเด็จพระเจ้าเสือถวายพระตำหนักเจ้าพระขวัญ สร้างเป็นศาลาการเปรียญ วัดใหญ่สุวรรณารามในปัจจุบัน

รูปที่ 2 คือ พระอาจารย์แสง วัดเขาบันไดอิฐ เมื่อครั้งสมเด็จพระเจ้าเสือเสด็จประพาสถึงที่วัด พระองค์ถวายเรือประทุนให้พระอาจารย์แสง ยังปรากฏอยู่ภายในถ้ำ พร้อมกับทรงสร้างกุฏิถวายพระอาจารย์แสงอีกหลังหนึ่ง รูปทรงคล้ายวิหารและอุโบสถ แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก มีบัวเป็นชั้นโดยรอบ โค้งแอ่นแบบท้องเรือสำเภา เครื่องบนเป็นไม้ มุงด้วยกระเบื้อง กาบู เป็นลอนลูกฟูก ลักษณะเดียวกับหลังคาศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม วัดขนาดรูปทางจากภายนอก กว้าง 5.70 เมตร ยาว 13.50 เมตร มีช่องหน้าต่าง 4 ช่อง

ภายในกุฏิแบ่งออก 2 ห้อง เป็นห้องโถงยาวห้องหนึ่ง และห้องขนาดเล็กอยู่ชั้นในอีกห้องหนึ่ง ความวิจิตรพิสดารและคุณค่าของกุฏิพระอาจารย์แสง อยู่ที่ซุ้มประตูเข้าห้องชั้นใน เป็นซุ้มประตูปั้นยอดนพศูลสวมฉัตรทอง ย่อมุมไม้สิบสอง ปิดทองร่องชาด ประดับกระจกเกรียบ

ซุ้มประตูปูนปั้นยอดนพศูลย่อมุม ภายในกุฏิพระอาจารย์แสงนั้น คุณทวีโรจน์ได้หยิบยกข้อเขียนของ ครูเลิศ พ่วงพระเดช (2437-2512) ในหนังสือศิลปะไทย ตำราสถาปัตยกรรมและลายไทย พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2513 ครูเลิศ พ่วงพระเดช อธิบายคำเรียกชื่อยอดนพศูลว่า มาจากวิธีทำแปลนยอด “ต้องทำแผนผังเป็นสี่เหลี่ยมด้านเท่ากัน แล้วตัดมุมสำหรับย่อ 2 มุม แผนผังเป็น 8 มุม แล้วจุดที่มุมทั้ง 8 มุมก็ได้ 8 สูญ ขีดเส้นไปหากันทุกจุด เส้นตัดกันตรงกลางก็เป็นจุดสูญอีกจุดหนึ่งเรียก เส้นนพสูญ เพราะมีจุดสูญ 9 สูญ…”

นอกจากนี้ ยังอธิบายองค์ประกอบของเรือนยอดนพศูล และวิธีการเขียนแปลนยอดนพศูลไว้ด้วยว่า “…วิธีการเขียนแปลนยอดนพศูลถือเอารูปดอกบัวเป็นหลักการประดิษฐ์ ทรวดทรงยอดนพศูล และรูปหัวเม็ดทรงมัน การหาทรงยอดนพศูล ต้องเขียนเป็นรูปสามเหลี่ยมด้านเท่า แล้วขีดเส้นมุมแหลมเรียก “เส้นจอมปราสาท” เป็นเส้นหลังลูกระฆัง แล้วจึงขีดเส้นมุมแหลมเป็นเส้นหลังระฆังใต้ลูกระฆังเป็นเชิงกลอน จะทำเป็น 3 ชั้น หรือ 4 ชั้น ก็คิดแบ่งเป็นชั้นๆ ชั้นล่างต้องเตี้ย ชั้นที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ต้องไขสูงกว่ากันทุกชั้น ถึงชั้นปากระฆัง ส่วนหน้าบันชั้นล่างมีบันใหญ่ 3 บาน มีหน้าบันแทรกข้าง ชั้นที่ 2 มีหน้าบันใหญ่ 2 บาน มีหน้าบันเล็กแทรกข้าง ชั้นที่ 3 มีหน้าบันใหญ่ 1 บาน มีหน้าบันเล็กแทรกข้าง ชั้นปากระฆังมี 1 บาน ส่วนยอดสูงตั้งแต่หลังลูกระฆัง คิดเอาเท่าเชิงกลอนยาว 4 ศอก เอายอดสูง 4 ศอก แบ่งเป็นเชิงบาตรและกลีบขนุน 3 ชั้น บัวกลุ่ม 3 ชั้น และปลี ยอดภายใน 4 ศอก…”

อย่างไรก็ดี ซุ้มประตูปูนปั้นยอดนพศูลสวมฉัตรทอง ย่อมุม ห้องชั้นในกุฏิพระอาจารย์แสงนั้น ช่างทองร่วง เอมโอษฐ ศิลปินแห่งชาติ และช่างเฉลิม พึ่งแตง ครูช่างปูนปั้นเพชรบุรี เรียกว่า “ยอดบุษบก” ทั้งนี้ ปูนปั้นบนซุ้มประตูกุฏิพระอาจารย์แสง มีมุขหน้าบันซ้อนกัน 2 ชั้น ช่อฟ้าใบระกา และนาคเบือน ย่อมุม แต่ละชั้นประดับกระจังเรียงและนาคปักษ์ ปลีประดับด้วยกลีบขนุนเป็นปล้องๆ ยอดปลีมีฉัตรทองสวมไว้ พร้อมทั้งปิดทองร่องชาด ประดับกระจกเกรียบสีเขียวไว้โดยรอบ ปัจจุบันเหลือเพียง 4 ชิ้น เป็นฝีมือสกุลช่างเพชรบุรีสมัยอยุธยา อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าทางศิลปกรรมประวัติศาสตร์ ที่สุดยอดอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเพชรบุรี

ร.อ. ชาญ ชาญใช้จัก ร.น. อดีตข้าหลวงจังหวัดเพชรบุรี ปูชนียบุคคลเมืองเพชรบุรี กล่าวถึงพระอาจารย์แสง องค์สถาปนาวัดเขาบันไดอิฐไว้ในหนังสือสมุดเพชรบุรี 2525 มีข้อความตอนหนึ่งว่า

“สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี มีพระภิกษุได้สร้างสำนักสงฆ์ไว้บนยอดเขา ตกมาถึงสมัยอยุธยาจึงเลื่อนลงมาสร้างพระอารามขึ้นที่ไหล่เขา มีโบสถ์วิหารสร้างหันหน้าเข้ากัน พระสถูปเจดีย์ ตั้งอยู่กลางเพราะมีที่ราบจำกัดในการก่อสร้าง จึงอุปมาตามรูปเรียกกันว่า “โบสถ์เมียน้อยเมียหลวง” ที่มีตำนานเล่าขานสืบต่อกันมา พระอาจารย์แสงผู้มีชื่อเสียงในทางกฤตยาคม เป็นผู้สร้างขึ้น อีกทั้งเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระพุทธเจ้าเสือ หรือขุนหลวงสรศักดิ์ ซึ่งเคยเสด็จประพาสเขาบันไดอิฐ ทรงเยี่ยมพระอาจารย์แสง อันเป็นเหตุให้พระอาจารย์แสง ระบือนาม มีผู้คนนับถือลือชา วัดวาอารามก็พลอยได้อย่างมหาศาล ต่อนั้นมา ก็ได้สืบกฤตยาจารย์ตามลำดับ จนถึงยุค “หลวงพ่อแดง” มีชื่อเสียงเป็นที่นับถือกันแพร่หลาย…”

อาจกล่าวได้ว่า กุฏิพระอาจารย์แสงอันมีหลักฐานทางศิลปสถาปัตยกรรมโบราณคดีและทางประวัติศาสตร์ แต่มิได้กล่าวถึงกันมากนัก ทั้งๆ ที่ “กุฏิพระอาจารย์แสง” เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่าร่วมสมัยเดียวกับศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม

ดาวเรืองตัดดอก อาชีพเสริมสร้างรายได้ดี ที่บางมูลนาก (ตอนจบ)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ดาวเรืองตัดดอก อาชีพเสริมสร้างรายได้ดี ที่บางมูลนาก (ตอนจบ)

คุณบุญเรือง เพชรนา บ้านเลขที่ 37/1 หมู่ที่ 8 ตำบลบางไผ่ อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร โทร.

(089) 641-0466, (085) 400-0571 เกษตรกรมือใหม่ที่ปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอก อธิบายว่า หลังย้ายกล้าปลูกลงแปลง เมื่อเห็นว่าต้นดาวเรืองมีใบจริง 4 คู่ ก็จะเด็ดยอดต้นดาวเรืองเพื่อสร้างทรงพุ่ม เหตุผลของการเด็ดยอด เนื่องมาจากความต้องการดอกในปริมาณที่มากกว่า

ดังนั้น การเด็ดยอดจะเป็นการกระตุ้นการเกิดตาข้าง เพื่อเจริญเติบโตเป็นกิ่งและดอกต่อไป นอกจากนี้ ยังจะได้ทรงพุ่มที่สวย ต้นไม่ล้มง่ายอีกด้วย สำหรับระยะที่เหมาะสมสำหรับการเด็ดยอดคือช่วงประมาณหลังย้ายปลูก 10-15 วัน หรือดูจากจำนวนใบและควรเด็ดให้ชิดกับส่วนของปล้อง (เนื่องจากจุดเจริญ หรือตาข้างอยู่ที่ส่วนของปล้อง) แนะนำให้ใช้มีด หรือกรรไกรในการตัด เพื่อความสะอาด และปลอดภัยของต้น หลังจากนั้น ก็ควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราพวกไอโพรไดโอน (เช่น รอฟรัล) ไว้ด้วย หากต้นที่ไม่ได้รับการเด็ดยอดจะทำให้ออกดอกเร็วกว่าปกติ 10-15 วัน แต่จะได้ดอกปริมาณน้อย ขนาดไม่สม่ำเสมอ และลำต้นสูง ล้มง่าย หลังจากปลูกลงแปลงได้ประมาณ 10-15 วัน ควรเด็ดยอดดาวเรือง โดยให้ดาวเรืองเหลือใบจริงไว้ 3 คู่ (6 ใบ) เด็ดคู่ที่ 4 ทิ้งไป เพื่อให้ต้นดาวเรืองแตกกิ่งเป็นพุ่ม จะสามารถให้ดอกได้เป็นจำนวนมาก โดยในช่วงฤดูกาลปกติ การปลูกดาวเรืองที่ไม่ได้เด็ดยอดจะทำให้ดาวเรืองออกดอกได้เร็วกว่าต้นที่เด็ดยอด ประมาณ 1 สัปดาห์ ดังนั้น ในช่วงฤดูหนาวที่เป็นช่วงวันสั้น หากไม่เด็ดยอด ก็จะทำให้ดาวเรืองออกดอกเร็วยิ่งขึ้นไปอีก โดยที่ลำต้นและกิ่งก้านยังไม่มีความสมบูรณ์เท่าที่ควร เป็นสาเหตุให้ผลผลิตที่ได้ มีปริมาณไม่มากเท่าที่ควร ช่วงนี้ให้ระวังแมลงศัตรูดาวเรือง จำพวกเพลี้ยไฟ ไรแดง โดยจะทำลายยอดอ่อนที่จะเกิดขึ้นมาใหม่ ทำให้ดาวเรืองชะงักการเจริญเติบโตได้ ดังนั้น หลังจากเด็ดยอดแล้ว จึงปล่อยให้ทั้งดอกยอดและดอกข้างเจริญเติบโตต่อไป ซึ่งดอกยอดจะตัดขายได้ก่อนเป็นชุดแรก และดอกข้างๆ จะตามมาเป็นชุดๆ ตัดได้อย่างต่อเนื่อง ไปนาน 45-50 วัน จึงต้องมีการใส่ปุ๋ยให้ทุกๆ 10 วัน และถ้าดูแลได้ถูกต้องเหมาะสมจะได้ทั้งคุณภาพ และปริมาณต่อเนื่องกันยาวนาน

การใส่ปุ๋ยทางดิน

ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 1 ให้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 หรือ 25-7-7 ผสมกับ 15-0-0 อัตราส่วน 1 : 1 (เลือกใช้สูตรใดก็ได้ โดยยึด 15-0-0 เป็นหลัก) อัตรา 30-35 กิโลกรัม ต่อไร่ แล้วกลบโคนต้น จะให้ปุ๋ยสักราวๆ 32-35 วัน หลังปลูก ช่วงเจริญเติบโตทางต้น เป็นช่วง 30 วันแรก นับจากเพาะเมล็ด ในช่วงนี้ควรใช้ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เพื่อเร่งให้ดาวเรืองเจริญเติบโตทางต้นและแตกกิ่งข้างให้เร็วที่สุด อาจใช้ปุ๋ยแคลเซียมไนเตรต อัตรา 3 ช้อนแกง หรือ ยูเรีย 1 ช้อนแกง ผสมกับธาตุอาหารเสริมรดหรือพ่นต้นและใบ ขณะอายุได้ประมาณ 14-15 วัน และอีก 1-2 ครั้ง ทันทีหลังจากเด็ดยอดและย้ายปลูกแล้ว ทั้งนี้ เพื่อเร่งให้ดาวเรืองแตกกิ่งข้างพร้อมๆ กัน

ปุ๋ยแต่งหน้า ครั้งที่ 2 สูตร 15-15-15 หรือ 13-13-21 ผสมกับ 15-0-0 อัตราส่วน 2 : 1 (เลือกใช้สูตรใดก็ได้ โดยยึด 15-0-0 เป็นหลัก) อัตรา 35-40 กิโลกรัม ต่อไร่ จะให้ปุ๋ยสักราวๆ 52-55 วัน หลังปลูก ซึ่งการใส่ปุ๋ยทางดินสามารถใส่ได้ตามความเหมาะสมหรือความสมบูรณ์ของต้นดาวเรือง ปรับเปลี่ยนสูตรปุ๋ยตามที่หาซื้อได้ในพื้นที่นั้นๆ แต่คงสูตรปุ๋ยให้ใกล้เคียง ในกรณีที่ปลูกเพื่อเด็ดดอกใส่ถุงสำหรับร้อยพวงมาลัย หลังจากอายุครบ 50 วัน จะใส่ปุ๋ยเม็ด สูตร 16-16-16 หรือใกล้เคียง ครั้งละ 1 ช้อนชา ต่อเนื่องกันไป ทุกๆ 10 วัน อีก 3-4 ครั้ง จนกว่าต้นจะโทรม ทั้งนี้ เพราะยังสามารถตัดดอกขายได้อีกเรื่อยๆ ประมาณ 45-50 วัน ช่วงออกดอก ดาวเรืองจะเริ่มเกิดตาดอกขณะอายุประมาณ 30 วัน ถ้าปลูกในช่วงฤดูหนาว ดังนั้น ในช่วงอายุ 30-45 วันนี้ ควรเปลี่ยนใช้ปุ๋ยที่มีตัวกลางสูง เช่น 15-30-15 หรือใกล้เคียง หากหาซื้อไม่ได้ อาจใช้ 20-20-20 ฝังลงไปในดิน ห่างจากต้นประมาณ 1 คืบ อัตรา 1 ช้อนชา ต่อต้น ขณะอายุประมาณ 30-35 วัน 1 ครั้ง และเสริมด้วยปุ๋ยเกล็ด สูตร 15-30-15 หรือใกล้เคียง อัตรา 2 ช้อนแกง พ่นต้นและใบในตอนเย็นๆ อีก 2-3 ครั้ง (ทุก 3-5 วัน)

ส่วนการให้ธาตุอาหารเสริมโดยการฉีดพ่น การให้ธาตุอาหารเสริมแก่ดาวเรืองจะเน้นการให้แคลเซียม และโบรอน เป็นหลัก เพื่อเสริมความแข็งแรงของต้น จะฉีดพ่น 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ฉีดพ่นร่วมกับปุ๋ยทางใบ ให้เลือกสูตรตามระยะของการเจริญเติบโต เช่น ช่วงต้นเล็กๆ เร่งการเจริญเติบโตทางใบ เลือกใช้สูตร 25-7-7, 18-6-6 เป็นต้น ช่วงที่เริ่มออกดอก ก็เลือกใช้สูตร 5-20-25 เป็นต้น ช่วงบำรุงรักษาดอกให้มีคุณภาพ เลือกใช้ปุ๋ยทางใบ สูตร เช่น 12-12-12, 20-20-20, 21-21-21 เป็นต้น โดยเลือกใช้ตามความสะดวก ความสมบูรณ์ และระยะของการเจริญเติบโต

การเก็บเกี่ยวดอกดาวเรือง หลังจากดาวเรืองอายุได้ประมาณ 45 วัน จะเริ่มเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญมาก ควรให้ปุ๋ยดาวเรืองอย่างสม่ำเสมอ หรือทุก 7-10 วัน เพื่อให้อายุการเก็บเกี่ยวยาวนานและต้นไม่โทรมเร็ว โดยแปลงต้องมีความชื้นอยู่เสมอ เพื่อเลี้ยงดอกและต้น การเก็บดอกดาวเรืองก็ใช้กรรไกรหรือมีดตัดดอกที่สมบูรณ์ใส่ตะกร้า ก่อนนำมาคัดแยกเกรดและขนาดในที่ร่ม โดยเราจะมีช่องเพื่อวัดขนาด เพื่อให้ดอกมีความสม่ำเสมอเวลาคัด หากใช้ตาเปล่าคัดขนาด มักจะไม่เที่ยงตรงนัก โดยช่องวัดขนาดก็ทำแบบง่ายๆ คือใช้แผ่นฟิวเจอร์บอร์ดมาตัดเป็นวงกลม ให้มีเส้นผ่าศูนย์กลางที่ผู้รับซื้อกำหนด ตั้งแต่ 3-12 เซนติเมตร โดยมากจะได้ขนาดดอก 7-10 เซนติเมตร เมื่อคัดขนาดดอกเสร็จ ก็จะเตรียมบรรจุถุง อย่างไซซ์ A ขนาดดอก 6-10 เซนติเมตร จะบรรจุใส่ถุงละ 50 ดอก แล้วจะต้องมัดเข้าคู่กัน 2 ถุง เพื่อให้ได้ 100 ดอก ให้ง่ายในการนับ ขนาดไซซ์ C-B คือ ขนาดดอก 3-5 เซนติเมตร จะบรรจุถุงละ 100 ดอก แล้วมัดถุงคู่กัน ให้ได้ 200 ดอก สำหรับดอก เกรด B และ C โดยที่ถุงจะต้องระบุเกรดขนาดดอก คือไซซ์ A, B, C ให้ชัดเจน รอทางกองบิน 64 มารับ ราคารับซื้อก็จะขึ้นลงตามตลาด แต่ถ้าราคาในตลาดสูงขึ้น ผู้ซื้อก็จะเพิ่มราคาให้แก่เกษตรกร แต่อย่างราคาช่วงนี้อาจจะถูกไปบ้าง เพราะมีการปลูกดาวเรืองกันมากขึ้น ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก อย่างดอกไซซ์ A ราคาราวๆ 20-30 บาท ส่วนไซซ์ B ราคา 10-25 บาท ส่วนการจ่ายเงิน จะตัดส่ง 3 ครั้ง (3 มีด) จะจ่าย 2 ยอดเงิน 2 ครั้ง อย่างการตัดดอกดาวเรือง เกษตรกรจะเก็บหรือตัดดอกได้ราวๆ 20-25 มีด โดย 1 มีด จะเว้นเก็บทุกๆ 3 วัน (หลังตัดดอก ต้องฉีดยาป้องกันโรคเชื้อราและแมลงทุกครั้ง) คุณบุญเรือง เล่าว่า ปลูกดอกเรือง 4,000 ต้น หรือราวๆ 1 ไร่ ใช้เวลาปลูกจนเก็บดอกจนหมดแค่ 2 เดือนครึ่ง ต้นทุนราวๆ 10,000 บาท จะมีผลกำไรราว 30,000-40,000 บาท ต่อรุ่น ซึ่งถ้าเทียบกับการปลูกพืชอื่น หรือการทำนา ถือว่ารายได้จากดาวเรืองตัดดอกดีกว่า ใช้ระยะเวลาสั้น ใช้แรงงานในครอบครัว ไม่ได้จ้างแรงงาน

การกำจัดวัชพืช บางท่านที่ไม่ได้ใช้พลาสติกคลุมแปลงปลูก หรือไม่สะดวกในการดายหญ้าหรือถอนหญ้าเอง ก็จะมีการใช้ยากำจัดวัชพืชเข้ามาช่วย สำหรับพืชที่เริ่มปลูกใหม่ ให้กำจัดวัชพืชโดยใช้สารกำจัดวัชพืชก่อน โดยอาจใช้สารในกลุ่มของไกลโฟเสท หรือกลุ่มพาราควอท ก่อนไถแปลง การเลือกใช้สารกำจัดวัชพืชในกลุ่มใดนั้น ขึ้นอยู่กับปริมาณ และขนาดของวัชพืช หากเป็นวัชพืชที่เป็นกอขนาดใหญ่ มีไหลจำนวนมาก เช่น หญ้าคา หรือพืชตระกูลกกที่มีหัว เช่น หญ้าแห้วหมู วัชพืชพวกนี้จำเป็นที่จะต้องใช้สารกลุ่มไกลโฟเสท เพราะสารนี้จะเข้าสู่ท่อลำเลียงอาหาร และลงไปสู่ส่วนราก จึงทำให้พืชไม่สามารถที่จะเจริญเติบโตขึ้นมาใหม่ได้ และสารนี้ต้องใช้เวลานาน กว่าที่พืชจะแสดงอาการไหม้ตาย ในขณะที่สารกลุ่ม พาราควอท นิยมใช้กับพืชที่มีขนาดเล็ก หรือกำลังเจริญ เติบโต เพราะสารนี้จะเข้าทำลายเฉพาะส่วนที่เป็นสีเขียวเท่านั้น จึงทำให้พืชตายอย่างรวดเร็ว แต่หากเป็นพืชมีหัว หรือไหล เมื่อพืชได้รับสภาพแวดล้อมเหมาะสมก็จะเจริญเติบโตกลับคืนมาใหม่ได้ สามารถเลือกใช้สารกำจัดวัชพืชตามความเหมาะสม เช่น พ่นสารกำจัดเมื่อพบวัชพืชในแปลง เช่น สารพาราควอท พ่นระหว่างร่องแปลงและช่องทางเดิน กรณีคลุมแปลงด้วยพลาสติกคลุมแปลง หรือใช้สารฮาโลซิฟอป-อาร์-เมทิล พ่นลงในแปลงปลูกเพื่อกำจัดวัชพืชใบแคบ (กรณีไม่คลุมแปลงด้วยพลาสติก) และควรใช้ช่วงที่วัชพืชมีใบจริง 2-3 ใบ จะมีผลดีที่สุด หรือจะเป็นการใช้สารควบคุมวัชพืชในกลุ่มอลาคลอร์ และกลุ่มเพนดิเมธาริน สามารถนำมาใช้ได้ (แนะนำว่า ควรใช้สำหรับต้นกล้าที่ย้ายกล้าจากการใช้ถาดหลุมเท่านั้น) ซึ่งสารเหล่านี้สามารถควบคุมวัชพืชได้นานกว่า 2 เดือน

วิธีการใช้ ก่อนใช้สารเหล่านี้ แปลงปลูกควรจะรดน้ำให้ชุ่ม สังเกตว่าน้ำซึมลงไปในชั้นดิน ประมาณ 30-40 เซนติเมตร จากนั้นพ่นสารเคมีดังกล่าว อัตรา 12.5 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร และผสมกับสารกำจัดวัชพืชกลุ่มไกลโฟเสท อัตรา 1 ซีซี ต่อน้ำ 1 ลิตร เพื่อกำจัดเศษวัชพืช หรือต้นอ่อนที่อยู่หน้าผิวดิน แล้วย้ายปลูก 2 วัน หลังจากพ่นสารควบคุม

คุณบุญเรือง เพชรนา ฝากทิ้งท้ายว่า การปลูกดาวเรืองเพื่อตัดดอกจำหน่ายนั้น การดูแลรักษาเกษตรกรสามารถเรียนรู้ได้ แต่หัวใจสำคัญของที่สุดคือ ตลาดรับซื้อ ควรจะต้องมีก่อนการปลูก

โกสน เพียงปลูกแบบมีใจรัก ก็สำเร็จ สร้างรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05034150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

ไม้ดอกไม้ประดับ

สุรเดช สดคมขำ

โกสน เพียงปลูกแบบมีใจรัก ก็สำเร็จ สร้างรายได้

โกสน (Croton) เป็นไม้ประดับชนิดหนึ่ง ที่มีรูปทรงลักษณะของใบเป็นจุดเด่นคือ มีทรงและสีที่สวยงามแตกต่างไปกับพรรณไม้อื่นๆ จัดเป็นไม้พุ่ม มักนิยมนำมาปลูกในกระถางเพื่อให้มีลักษณะทรงพุ่มเล็กๆ แต่ถ้าหากต้องการให้เป็นทรงพุ่มใหญ่ นำมาปลูกลงดิน ใช้ระยะเวลาหลายปี

ลำต้นของโกสนมีความสูงประมาณ 2-5 เมตร ลำต้นตั้งตรง มีผิวเรียบปนเทา ใบแตกออกจากต้นและปลายกิ่ง ลักษณะรูปร่างของใบมีสีสันและขนาดแตกต่างกันออกไปตามชนิดของสายพันธุ์ ดอกออกเป็นพวงห้อยลงมาด้านล่าง เมื่อดอกบานเต็มที่จะเห็นเกสรตัวผู้เป็นเส้นฝอย ดอกเมื่อบานเป็นรูปทรงกลม

โกสนจึงนับว่าเป็นพรรณไม้ที่มีการผสมเกสรมากที่สุด เพราะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบ จะพยายามหาสายพันธุ์ใหม่ๆ ตลอดเวลา จึงทำให้ผู้ปรับปรุงพันธุ์ต้องช่วยผสมเกสรเพื่อให้ได้มาซึ่งโกสนสายพันธุ์ใหม่ๆ เป็นการตอบสนองต่อความต้องการของผู้ซื้อ

เมื่อมีการผสมพันธุ์โกสนมากขึ้น จำนวนของลูกผสมเหล่านั้นก็แสดงลักษณะเด่นออกมา จึงทำให้มีการตั้งชื่อให้มีความไพเราะ ตามความต้องการของผู้ผสมพันธุ์ ซึ่งการตั้งชื่อของพันธุ์ใหม่ๆ มีสมาคมรับจดทะเบียน

คติด้านความเชื่อ โกสนจัดเป็นไม้มงคล ที่มีความเชื่อกันว่า ชื่อมีความพ้องกับคำว่า กุศล คือ การสร้างบุญ คุณงามความดี ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข

คนไทยสมัยก่อนจึงเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นโกสนไว้ประจำบ้าน จะทำให้มีบุญบารมี สามารถคุ้มครองให้มีความร่มเย็นเป็นสุข เพราะคนโบราณเชื่อกันว่าเป็นไม้เก่าแก่ ที่ปลูกกันมาครั้งสมัยรัชกาลที่ 5

เคล็ดการปฏิบัติของการปลูกโกสนที่บอกต่อกันมาคือ ต้องลงมือปลูกไม้ชนิดนี้ในวันอังคาร จึงจะช่วยเพิ่มสิริมงคลให้แก่ครอบครัว และควรปลูกไว้ทางทิศตะวันออกของบ้าน เพราะต้นโกสนที่ได้รับแสงแดดยามเช้าอย่างเต็มที่ จะเจริญงอกงามดี

ณ ปัจจุบัน โกสน นับว่ายังเป็นที่นิยมของผู้ที่ชื่นชอบ อาจจะด้วยความสวยของใบและสีสันที่อาจเรียกได้ว่ามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผู้ที่ปลูกเลี้ยงก็สามารถทดลองผสมพันธุ์ นับวันรอ เพื่อชื่นชมสิ่งที่ผสม จะมีลักษณะอย่างไร เหมือนเช่น คุณบัญญัติ จันทสาร อยู่บ้านเลขที่ 21/2 หมู่ที่ 3 ตำบลศาลากลาง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี หนึ่งเกษตรกรที่ปลูกโกสนและผสมพันธุ์ ทำให้มีสายพันธุ์ใหม่ เพื่อจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ

พิษเศรษฐกิจ ผันชีวิตสู่เกษตรกร

คุณบัญญัติ เล่าว่า ก่อนที่จะมาปลูกเลี้ยงโกสน เดิมเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่ด้วยสภาวะเศรษฐกิจปี 40 ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนการประกอบสัมมาอาชีพ

“เริ่มแรกเดิมที ผมทำงานรับเหมา ตกแต่งต่อเติมทั่วไป พอฟองสบู่แตกช่วงนั้น ที่ผมทำก็เลยต้องล้มเลิกไป ก็มาค้าขายระยะหนึ่ง แต่จริงๆ โกสนนี่ เรียกได้ว่า ผมเห็นตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นตาผม เขาก็ปลูกเลี้ยงกันมานานแล้ว ก็เลยมาทำโกสนควบคู่มากับการค้าขาย” คุณบัญญัติ เล่าถึงจุดเปลี่ยนของชีวิต

เมื่อเริ่มทำโกสน ทดลองปลูกเลี้ยงมาได้ประมาณ 2 ปี คุณบัญญัติ จึงเข้าร่วมกับสมาคมโกสนบางกรวย นนทบุรี ช่วยงานต่างๆ ตลอดจนการจัดงานประกวด

คุณบัญญัติ เล่าว่า สายพันธุ์ที่มีในช่วงเริ่มแรกนั้น เป็นสายพันธุ์ที่ได้มาแต่เดิมจากคุณปู่ด้วยบางส่วน

“สายพันธุ์ของโกสน ส่วนหนึ่งก็เป็นของเดิมที่ได้จากรุ่นก่อนๆ มา ช่วงปี 38 น้ำท่วมเยอะก็หายๆ ไปบ้าง อีกส่วนก็ไปหาซื้อจากคนที่เขาพอมีเหลือจากน้ำท่วม เพื่อเอามาเป็นแม่พันธุ์ เพราะเราต้องผสมใหม่ เพาะพันธุ์ขึ้นมาใหม่ ทุกวันนี้สายพันธุ์เก่าๆ ไม่ค่อยมีแล้วหมด อย่างปี 54 ที่ผ่านมา น้ำมาท่วมอีกครั้ง ก็ทำให้สายพันธุ์เก่าๆ หายไปด้วย เราเลยมีแต่สายพันธุ์ใหม่ๆ ที่ผสมขึ้นมาเรื่อยๆ พัฒนาขึ้นมา” คุณบัญญัติ เล่าถึงความเป็นมาของสายพันธุ์ที่มีภายในสวน

จากการที่ต้องมาปลูกเลี้ยงโกสนอย่างเต็มตัว คุณบัญญัติ บอกว่า ไม่เป็นอุปสรรค เพราะเห็นคุณปู่ปลูกและผสมพันธุ์มาตั้งแต่เขาเป็นเด็ก เรียกง่ายๆ ว่า สิ่งที่กำลังทำในขณะนี้อยู่ในสายเลือดเลยก็ว่าได้

ปลูกโกสนให้สวย มีหลักปฏิบัติอย่างไร

คุณบัญญัติ เล่าว่า ในตอนแรกต้องนำต้นโกสนที่มีพันธุ์ดี มาทำการปลูกให้ต้นสมบูรณ์ เพื่อให้มีดอก พร้อมสำหรับการผสมพันธุ์

“เราคัดพ่อแม่พันธุ์มา เราก็เอามาเลี้ยงให้สมบูรณ์ ทำให้ออกดอก เลี้ยงให้ดี จากนั้นเราก็มาผสมสายพันธุ์ รอจนกว่าจะมีเมล็ด พอได้เมล็ด เราก็เอาไปเพาะเพื่อให้เป็นต้นใหม่ขึ้นมา” คุณบัญญัติ กล่าว

จากเมล็ดที่งอกเจริญเติบโตเป็นต้นที่สมบูรณ์ คุณบัญญัติ บอกว่า ต้องนำมาดูก่อนว่ามีความสมบูรณ์หรือไม่ เพราะโกสนต้องมีการพัฒนาพันธุ์ตลอดเวลา เพื่อให้มีความแปลกใหม่เสมอ

“จุดมุ่งหมายของการพัฒนา ก็เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่แปลกคือ แปลกสี แปลกใบ มีใบที่ใหญ่สวย เพื่อให้สายพันธุ์ใหม่ที่ได้ เด่นกว่าต้นเดิม กว่าจะรู้นี่ก็ต้องรอให้โต มีอายุประมาณ 1 ปี กว่าจะได้แม่พันธุ์ที่นิ่ง” คุณบัญญัติ อธิบาย

เมล็ดที่ผ่านการผสม เมื่องอกแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ จะนำมาปลูกลงในวัสดุปลูกจำพวกใบไม้ มะพร้าวสับ และดินดิบ ในอัตราส่วน 1 : 3 : 1 ทำการเลี้ยงดูจนกว่าต้นโกสนนั้นๆ จะแสดงศักยภาพออกมา

เมื่อได้โกสนที่มีลักษณะดี ตรงตามลักษณะที่ต้องการ คุณบัญญัติ จะนำกิ่งพันธุ์ดีเหล่านั้น มาขยายพันธุ์ต่อด้วยการเสียบกิ่ง

“พอเรารู้ว่าต้นไหนดี เราก็คัดเตรียมมาขยายพันธุ์ต่อ ส่วนที่ไม่ต้องการก็คัดออกไป ในวิธีนี้เราจะเสียบกิ่ง คือเอายอดของกิ่งพันธุ์ดีมาเสียบตอของต้นอื่น โดยต้นตออันนี้เราจะใช้ของโกสนที่ชื่อ ขุนช้างถวายฎีกา ต้นตอหาอาหารได้เก่ง เพราะเมื่อยอดพันธุ์ดีมาเสียบแล้ว มันจะติดง่าย” คุณบัญญัติ กล่าว

จากนั้นนำต้นโกสนที่เสียบยอดเสร็จเรียบร้อยแล้ว มาไว้ภายในตู้อบเป็นเวลาประมาณ 18-25 วัน กิ่งพันธุ์ดีจะติดสนิทกับต้นตอ จากนั้นย้ายออกมาไว้ที่ร่มรำไรเพื่ออนุบาลใต้ตาข่ายพรางแสง 70 เปอร์เซ็นต์ ไว้จนกว่าจะแตกยอดใหม่ ใช้เวลาดูแลในช่วงนี้ประมาณ 8 เดือน ถึง 1 ปี แต่ถ้าบางต้นมีความสมบูรณ์ ก็สามารถจำหน่ายได้

การรดน้ำ จะรดทุกวันในช่วงเช้า แต่ก็จะดูตามสภาพอากาศด้วย ถ้าหากเป็นช่วงที่มีฝนตกทุกวัน ที่สวนของคุณบัญญัติจะเว้นช่วงการรดน้ำ

ด้านการป้องกันโรคและแมลง คุณบัญญัติ บอกว่า แมลงที่น่าเป็นห่วงคือ เพลี้ยไฟ ไรแดง จะมีระบาดในช่วงฤดูร้อน ทำการพ่นยาทุก 15 วันครั้ง เพื่อป้องกัน ถ้าหากมีการระบาดมากต้องทำการป้องกัน ฉีดพ่นยาทุก 7 วัน

ลักษณะของโกสนที่มีความนิยมนั้น จะจำแนกตามลักษณะของใบมีด้วยกัน 4 แบบ คือ ใบกลม ใบกลาง ใบยาว และใบตรี คุณบัญญัติ บอกว่า โกสนแต่ละรุ่นก็จะมีใบที่วนเวียนอยู่ใน 4 แบบนี้ แต่ที่แปลกใหม่ขึ้นมาอาจจะเป็นสีสันและความต้านทานโรค

เมืองนอกนิยมปลูกเลี้ยงโกสน เน้นลักษณะใบ

ในไทย เน้นสีสันสวยงาม

คุณบัญญัติ เล่าว่า โกสนที่จำหน่ายให้ลูกค้าจะต้องเน้นที่สายพันธุ์ใหม่ๆ เพราะฉะนั้น ต้องมีไม้ใหม่ๆ เสมอ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการ ตลาดหลักๆ ที่คุณบัญญัติส่งจำหน่ายส่วนใหญ่คือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และแถบยุโรป

“คนที่ซื้อไม่ได้เน้นใบว่าจะเอาแบบไหน แต่จะเน้นว่าขอเป็นไม้ใหม่ๆ สวยๆ อันนี้ในตลาดบ้านเรานะ ส่วนตลาดนอก เช่น มาเลเซีย เอาหมด แต่จะเน้นใบกลมปนกลาง มีสีอะไรส่งขายได้หมด ส่วนฟิลิปปินส์ ไม่จำกัดชื่อพันธุ์ สีอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นใบกลาง ใบตรี อันนี้คือความนิยมของตลาดนอก ส่วนในบ้านเรา เน้นความสวยงาม สีสัน และขอเป็นไม้ใหม่ๆ” คุณบัญญัติ อธิบายถึงความนิยมของตลาด

ราคาของต้นโกสนที่สวนของคุณบัญญัติ ไซซ์ขนาดประมาณ 6 นิ้ว จำหน่ายอยู่ที่ต้นละ 50-60 บาท ส่วนต้นที่เลี้ยงนานมีขนาดใหญ่ใช้เวลามากกว่า 1 ปี ต้นไซซ์ขนาด 11 นิ้วขึ้นไป จำหน่ายอยู่ที่ราคาตั้งแต่ต้นละ 500 บาท หรือมากกว่านี้

ปลูกไม่โต ต้องทำอย่างไร

สำหรับผู้ที่ปลูกเลี้ยงที่บ้าน ต้นโกสนเจริญเติบโตไม่ดี คุณบัญญัติให้คำแนะนำว่า

“ต้นไม้ทุกชนิด หัวใจหลักก็คือ การรดน้ำ คนที่ปลูกบางทีไม่ค่อยว่าง ก็จะรดเอามืดค่ำ แต่จริงๆ ควรรดก่อน 4 โมงเย็น คือรดได้หมดทั้งแต่เช้าถึง 4 โมงเย็น เพราะเกิดไปรดช่วงเย็นหลังหกโมง มันก็จะตาย เป็นเชื้อราได้ง่าย แล้วก็ให้ปุ๋ยบ้าง จะได้มีอาหารตลอด ต้นก็จะไม่ค่อยโทรม ใส่ทุก 3 เดือนครั้งก็ได้ โกสนเขาก็จะสวยตลอด ตามที่เราต้องการ” คุณบัญญัติ กล่าว

ทิศทางโกสน ยังไปได้ไกล

คุณบัญญัติ บอกว่า ตลาดของโกสนยังถือว่าไปได้เรื่อยๆ เมื่อเทียบกับพรรณไม้อื่น และสำหรับคนที่สนใจอยากทำเป็นอาชีพ ต้องทำด้วยใจรัก

“โกสนผู้เล่นยังไม่มากนัก ราคาก็จึงไม่ตกลงไปมาก ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ราคาก็จะประมาณนี้ เมื่อเทียบกับไม้อื่นๆ ไม้อื่นพอผลิตหรือว่าทำได้มากๆ ราคาก็ไม่นิ่ง ต้นละ 3 บาท 8 บาทก็มี มันก็จะจบเร็ว อีกอย่างโกสนนี่มันเหมือนทำด้วยมือ คนทำก็ยังมีน้อยเมื่อเทียบกับตลาดอย่างอื่น ก็เลยคงทนอยู่นาน ราคานิ่ง”

“สำหรับคนที่อยากปลูกเป็นอาชีพเสริม หรือว่าหลัก ไม่ยากครับ ขั้นแรกเลยเราต้องมีใจให้เขาก่อน เรียกง่ายๆ มีใจรักโกสนก่อน เราจะได้ดูแลเขาได้อย่างดี ถามว่าโกสนดูแลยากไหม ก็ระดับหนึ่ง เขาไม่เหมือนพืชอื่นที่อดน้ำได้นานๆ เรื่องโรคบางทีเราก็ต้องควบคุม อีกอย่างเราต้องมีสายพันธุ์ใหม่ๆ ขึ้นมา เพื่อตอบสนองตลาด ก็ต้องหัดผสม หัดทำดู หัดทดลอง การเรียนรู้ก็จะนำมาซึ่งความสำเร็จเอง” คุณบัญญัติ กล่าวแนะนำ

สำหรับท่านใดที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณบัญญัติ จันทสาร หมายเลขโทรศัพท์ (087) 691-2460, (085) 169-9363

เลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิง อิงแอบธรรมชาติ ที่ตะกั่วป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05040150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

เกษตรอินทรีย์และวิถีสุขภาพ

องอาจ ตัณฑวณิช Ongart8117@gmail.com

เลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิง อิงแอบธรรมชาติ ที่ตะกั่วป่า

หม้อข้าวหม้อแกงลิง เป็นพืชที่เป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของป่า ดำรงชีวิตอยู่ในธรรมชาติที่ไม่มีสารเคมีอื่นใดเข้าไปรบกวน แหล่งกำเนิดในธรรมชาติถูกทำลายไปมาก แต่ไม่ต้องกังวลเรื่องการสูญพันธุ์ เนื่องจากมีการปลูกเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายและมีการผสมพันธุ์ข้ามชนิดกันมากมายจนได้พันธุ์แปลกๆ น่าสะสมและน่าปลูกเลี้ยงกันเป็นงานอดิเรก

คุณณรงค์ ครองชนม์ หรือ คุณเล็ก เดิมเป็นนักวิชาการเกษตรของศูนย์ส่งเสริม (พืชสวน) จังหวัดสมุทรสาคร กรมส่งเสริมการเกษตร รับหน้าที่ดูแลกล้วยไม้สกุลหวาย และไม้ตัดใบเฮลิโคเนีย อยู่หลายปี ต่อมาได้ลาออกกลับมาทำสวนยางพาราที่บ้านเดิมที่จังหวัดพังงา เนื่องจากสวนยางนี้ติดกับเขา มีสภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติและมีความอุดมสมบูรณ์ของพรรณไม้จึงมาปลูกกล้วยไม้พันธุ์แท้จำหน่ายอยู่หลายปี ต่อมามีปัญหาเรื่องโรคแมลงรบกวน วันหนึ่งเข้าไปในป่าใกล้ๆ สวน เห็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงซึ่งเป็นพืชกินแมลงและเห็นแมลงถูกกำจัดในหม้อ จึงมีความคิดว่ามีพืชอีกชนิดคือหม้อข้าวหม้อแกงลิงไม่ถูกแมลงรบกวน แต่กลับกำจัดแมลงเสียด้วยซ้ำ จึงนำหม้อข้าวแกงลิงมาเลี้ยงบนโต๊ะกล้วยไม้ เพื่อแก้ปัญหาแมลง ต่อมาได้เลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิงจนเป็นอาชีพ ส่วนกล้วยไม้ได้ปลูกเลี้ยงน้อยลง

หม้อข้าวหม้อแกงลิง ที่พบในจังหวัดพังงา

หม้อข้าวหม้อแกงลิงที่พบในจังหวัดพังงามี 3 ชนิด จากจำนวน 14 ชนิดที่พบในประเทศไทย คือ มิราบิลิส (Mirabilis) หม้อมีสีเขียวและเอวคอด ซึ่งพบบริเวณเชิงเขาในที่ชุ่มชื้นบริเวณนี้ และอีก 2 ชนิด คือ อันดามันน่า (Andamana) หม้อมีจุดสีแดงลาย และ ไวกิ้ง (Viking) หม้อมีรูปทรงเหมือนเรือไวกิ้ง มีแหล่งกำเนิดตามธรรมชาติบนเกาะพระทอง เกาะคอเขา ในจังหวัดพังงา และได้นำเมล็ดมาเพาะเลี้ยงไว้ในสวนของคุณเล็ก ก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีเหมือนกับในถิ่นกำเนิดบนเกาะ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

หม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ เป็นไม้เลื้อยที่มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ลักษณะของเหง้าจะคล้ายโสม มีระบบรากที่ตื้น บางชนิด เช่น มิราบิลิส ที่คุณเล็กเคยพบในป่า ยาวถึง 30 เมตร เนื่องจากเป็นไม้เถาที่อายุยืน ในบางช่วงที่ขาดน้ำ ต้นจะยุบ ต่อเมื่อมีฝนตกก็จะแตกใบออกมาอีก แต่ถ้าต้นอยู่ในสภาพปกติที่ปลูกเลี้ยงจะไม่ยุบต้นลง เนื่องจากสภาพความชื้นและปริมาณน้ำเพียงพอ ในสภาพธรรมชาติหม้อข้าวหม้อแกงลิงบางชนิดมีถิ่นกำเนิดที่สภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งและดินที่เสื่อมโทรม ทำให้ต้นต้องพัฒนาใบมาเป็นหม้อเพื่อจับกินแมลงเพื่อดูดซับธาตุอาหารช่วยเสริม นอกเหนือจากรากและใบที่ทำหน้าที่หาอาหาร

ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง จะสร้างหม้อขึ้น 2 ชนิด หม้อล่างจะอยู่ด้านล่างบริเวณโคน จะสังเกตเห็นสายดิ่งจะอยู่ด้านหน้า หม้อจะมีขนาดใหญ่และสีสันสวยงาม หม้อล่างจะผลิตน้ำตาลเพื่อล่อแมลง ซึ่งมักจะเป็นมดที่คลานอยู่ด้านล่าง ส่วนหม้อบนจะอยู่ด้านบนสังเกตที่สายดิ่งจะอยู่ด้านหลัง หม้อจะมีขนาดเล็กลงและสีสันไม่สดใสเท่าหม้อล่าง แต่จะทำหน้าที่ผลิตน้ำตาลและกลิ่น ซึ่งหม้อล่างจะไม่มีหน้าที่ผลิตกลิ่น และแมลงส่วนใหญ่ที่ติดกับ มักจะเป็นแมลงที่มีปีก เมื่อต้นในธรรมชาติมีความยาวเพิ่มขึ้น ใบที่มีหม้อบนอยู่จะลดบทบาทการสร้างหม้อเพื่อจับเหยื่อ กลายเป็นหนวดที่จะยึดเกี่ยวกิ่งไม้เพื่อให้สภาพต้นมีการดำรงอยู่ของต้นที่มั่นคงขึ้น

ในหม้อของหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะมีน้ำเหนียวที่มีเอนไซม์ที่ทำหน้าที่ย่อยโปรตีนจากแมลงและหม้อจะดูดซึมเข้าไปเพื่อใช้เป็นธาตุอาหารของพืช ด้านบนของหม้อจะมีฝาปิดเพื่อทำหน้าที่ไม่ให้น้ำฝนเข้าไปอยู่ในหม้อมากเกินไป เพราะจะทำให้สารเหนียวที่อยู่ในหม้อไม่สามารถทำหน้าที่ย่อยสลายซากสัตว์ได้เมื่อมีน้ำเข้ามาปนมากเกินไป แต่ในช่วงที่ฝนตกหนัก น้ำก็สามารถเข้าไปในหม้อได้เหมือนกัน แต่ธรรมชาติได้สร้างความสมดุลไว้ คือเมื่อน้ำเข้าไปจนเต็ม หม้อจะรับน้ำหนักไม่ไหวก็จะพลิกลงเพื่อเทน้ำ และก็จะพลิกกลับไปสู่สภาพเดิม

โดยปกติเมื่อแรกผลิใบ ต้นจะเริ่มสร้างหม้อจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนครึ่ง ถึง 4 เดือน หม้อจะสมบูรณ์และเปิดฝาครั้งแรก และหลังจากเปิดฝาครั้งแรกแล้วหม้อจะมีอายุอยู่ประมาณ 4 เดือน แล้วแต่ความสมบูรณ์และการกัดกินของหม้อจากด้านนอกของแมลง ในสภาพธรรมชาติช่วงฤดูฝนจะเป็นช่วงฤดูที่ต้นสามารถผลิตหม้อได้มากกว่าฤดูอื่น

การผสมเกสร และขยายพันธุ์

หม้อที่มีความสวยงามของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงไม่ใช่ดอกแต่เป็นวิวัฒนาการของใบ ต้นของหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะแยกเป็นเพศผู้และเพศเมีย คุณเล็กบอกว่า “ต้นตัวผู้ ตัวเมียของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะมีหม้อที่ไม่แตกต่างกัน แต่ดอกจะเกิดจากกาบใบ ถ้าเป็นดอกของต้นตัวผู้จะสังเกตว่าจะเป็นติ่งกลม ส่วนดอกของต้นตัวเมียจะเป็นตุ่มรีมีขนาดใหญ่กว่า และเกสรตัวผู้จะมีกลิ่นหอมเพื่อล่อแมลงให้มาเคล้าคลึงและนำเกสรไปติดต้นตัวเมียตามวิถีทางธรรมชาติ กลิ่นหอมของเกสรตัวผู้แต่ละต้นแต่ละชนิดจะมีกลิ่นหอมไม่เหมือนกัน”

ส่วนการผสมเกสร คุณเล็กเล่าว่า “เมื่อเกสรของตัวผู้มีกลิ่นจะพบว่าสีของเกสรจะเหลืองเข้มขึ้น จากดอกด้านล่างขึ้นไปด้านบน ค่อยๆ ทยอยแก่ จะใช้พู่กันค่อยๆ ปัดเกสรตัวผู้ลงในจานแก้วอย่างระมัดระวังเนื่องจากละอองเกสรเล็กมาก ถ้าเป็นไปได้ควรจะผสมทันที เนื่องจากการเก็บไว้จะทำให้เปอร์เซ็นต์การติดฝักลดลงแม้ว่าจะเก็บไว้ในตู้เย็นก็ตาม ดอกช่อหนึ่งๆ จะใช้เวลาบาน 5-7 วัน เราก็จะทยอยผสมทุกวัน เขียนป้ายวันผสมติดไว้ จะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน แล้วแต่ชนิดและความสมบูรณ์พันธุ์ เมื่อฝักล่างที่ผสมก่อนจะมีอายุมากกว่าฝักอื่นนั้นแตก เราจะตัดเก็บทั้งช่อใส่ถุงพสาติกใสทันที นำไปตากให้แห้งประมาณ 1 แดด ก็จะนำไปเพาะซึ่งการงอกจะได้เปอร์เซ็นต์ที่ดีกว่า การเก็บรักษาไว้แม้ในตู้เย็นก็จะทำให้อัตราการงอกเสื่อมลง”

วิธีเพาะเมล็ด

การเพาะเมล็ดของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง จะต้องนำขุยมะพร้าวอย่างเดียวหรือปนมะพร้าวสับก็ได้ในอัตรา 1 ต่อ 1 แช่น้ำจนชุ่ม นำมาใส่ตะกร้าโปร่ง หลังจากโรยเมล็ดลงไปก็จะใช้สเปก นำมอสส์ที่แช่น้ำจนชุ่ม โรยปิดไว้ข้างบน นำตะกร้าไว้ในร่มไม่ให้โดนแดด ใช้เวลาประมาณ 20-30 วัน ต้นก็จะเริ่มงอก และจะใช้เวลาประมาณ 1-2 ปี ให้ปุ๋ยละลายช้า 3 เดือน สูตรเสมอ เมื่อต้นมีขนาดสูงประมาณ 1-3 เซนติเมตร จึงสามารถแยกออกมาปลูกในกระถางเดี่ยว ขนาด 3-4 นิ้วได้ จากนั้นใช้เวลาเลี้ยงต่ออีก 1 ปี ต้นจึงจะมีขนาดพร้อมจำหน่าย ฟังดูรู้สึกเหนื่อยเพราะใช้เวลานานมาก

การปลูกเลี้ยง

ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นต้นไม้ที่ชอบแดดจัดและความชื้นสูง ขาดน้ำไม่ได้ แสงที่ได้รับสามารถรับแสงได้ 50-100 เปอร์เซ็นต์ แต่ในสภาพแสง 100 เปอร์เซ็นต์ จะต้องใช้จานรองที่หล่อน้ำไว้ให้ตลอดเพื่อรักษาความชื้น แต่ในสภาพแสง 50 เปอร์เซ็นต์ อาจไม่ต้องใช้จานรองก็ได้แต่ต้องหมั่นให้น้ำอยู่เสมอ ต้นที่ปลูกในสภาพแสงแดดจัด ใบจะเล็กแต่หม้อจะใหญ่ ส่วนต้นที่ปลูกในสภาพแสงแดดรำไร ใบจะใหญ่ส่วนหม้อจะเล็ก ปุ๋ยที่ใช้ควรเป็นปุ๋ยละลายช้า ใส่ 3 เดือนครั้ง ในปริมาณไม่มากนัก แมลงศัตรูของหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะเป็นเพลี้ยแป้งและเพลี้ยหอย ส่วนตั๊กแตนจะเป็นแมลงที่กัดกินหม้อและใบ

การปลูกเลี้ยงในธรรมชาติ

เดิมบริเวณสวนเป็นแหล่งกำเนิดของหม้อข้าวหม้อแกงลิงพันธุ์พื้นเมือง คุณเล็กจึงทดลองนำหม้อข้าวหม้อแกงลิงพันธุ์ต่างประเทศชื่อ ซาราซีเนียร์ ของอเมริกานำมาปลูก ในสภาพที่ลุ่มชื้น ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ไม่แพ้ในธรรมชาติของแหล่งกำเนิด มีการแตกกอและเจริญเติบโตได้ดี โดยมีสีสันที่สดใส ในสภาพธรรมชาติอย่างนี้ไม่ต้องรดน้ำตลอดทั้งปี

ข้อแนะนำสำหรับมือใหม่ที่หัดเลี้ยง ให้หาเลี้ยงต้นที่มีราคาไม่แพงก่อน หลังจากที่ปลูกเลี้ยงได้สำเร็จ ค่อยเสาะหาพันธุ์ต่างประเทศหรือลูกผสมที่มีสีสดใส และความแปลกใหม่มาเลี้ยงเพิ่มเติม คุณเล็กแนะนำว่า การปลูกต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงให้ใช้ขุยมะพร้าวและมะพร้าวสับ ห้ามใช้ดินเด็ดขาดเพราะจะเน่าตาย มิน่าตอนนั้นซื้อมาเลี้ยง ด้วยความหวังดีไปเอาดินสำหรับปลูกบัวที่เป็นโคลนมาปลูก ปรากฏว่าตายเรียบ สวนของคุณเล็กที่ตะกั่วป่า คนที่สนใจเลี้ยงมักแวะเวียนเข้ามาซื้อต้นลูกผสมใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ การเข้ามาในสวนจะทำให้เราเรียนรู้ในการปลูกเลี้ยงที่ถูกต้อง โดยปกติสวนส่วนใหญ่มักไม่ให้คนเข้าไปดู แต่สวนนี้เปิดให้เข้าชมได้ตามสบาย นอกจากนี้ ยังถ่ายทอดวิธีการปลูกเลี้ยงอย่างไม่ปิดบัง

สนใจเรื่องหม้อข้าวหม้อแกงลิง ติดต่อ คุณณรงค์ ครองชนม์ หรือ คุณเล็ก บ้านเลขที่ 57/16 ถนนเพชรเกษม ตำบลบางนายสี อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เบอร์โทรศัพท์ (084) 101-1385 และ (087) 476-4522

ชี้ช่องรวย ในสวนยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05042150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

รายงานพิเศษ “บึงกาฬโมเดล” ยุทธวิธีแก้ปัญหายางครบวงจรอย่างยั่งยืน

สาวบางแค 22

ชี้ช่องรวย ในสวนยางพารา

“งานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ 2559” ที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ในปีนี้ มุ่งสร้างต้นเเบบเเนวคิดเเก้วิกฤตยางพารา โดยนำเสนอนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่หลากหลายมิติแล้ว จังหวัดบึงกาฬ และ อบจ. บึงกาฬ ยังได้จัดเวทีเสวนาเพื่อระดมสมองจากนักวิชาการ เกษตรกรคนเก่งเข้ามาแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับเทคนิคลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้เพิ่มในสวนยางพารา เพื่อยกระดับความมั่นคงทางอาชีพและรายได้แก่เกษตรกรชาวสวนยางอย่างยั่งยืน

“กยท. หนุนปลูกยาง

แบบผสมผสาน เพิ่มรายได้”

คณะผู้จัดงานเปิดประเดิมเสวนาเวทีแรก โดยเชิญ คุณไกรสร นนทเกษม หัวหน้าสำนักผู้อำนวยการ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มาพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหายางพารา ในหัวข้อ “สถานการณ์ราคายางในปัจจุบัน เกษตรกรจะอยู่รอดได้อย่างไร”

คุณไกรสร กล่าวว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้ กยท. ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางให้มีรายได้เพิ่มขึ้น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต ใน 2 รูปแบบ คือ

1. โครงการสร้างความเข้มแข็งให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง โดยจ่ายเงินชดเชยสนับสนุนให้เกษตรกร 1,500 บาท ต่อไร่ แต่ไม่เกิน 15 ไร่ ต่อครัวเรือน (1 ครัวเรือน 1 สิทธิ์)

2. โครงการส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศ ผ่าน 8 หน่วยงาน โดย กยท. เป็นผู้รับซื้อยาง จำนวน 100,000 ตัน จากเกษตรกร โดยเริ่มต้นโครงการตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา โดยรับซื้อยางแผ่น ชั้น 3 ในราคา 45 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนยางประเภทอื่น ราคาจะลดหลั่นกันลงไป โดยมีกติกาว่า จะรับซื้อยางจากเกษตรกร รายละไม่เกิน 15 ไร่ เฉลี่ยไร่ละ 10 กิโลกรัม หากปลูกยาง 15 ไร่ จะขายยางได้ 150 กิโลกรัม หากใครมีพื้นที่ปลูกยางน้อย ก็มีโอกาสขายยางได้หลายครั้ง จนครบจำนวน 150 กิโลกรัม เชื่อว่าทั้ง 2 โครงการ จะช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรได้ในช่วงฤดูปิดกรีดยาง

เพื่อความอยู่รอด เกษตรกรชาวสวนยางต้องเร่งลดต้นทุนการผลิตยาง อย่าปลูกยางเป็นพืชเชิงเดี่ยว ต้องกระจายความเสี่ยงปลูกพืชหลายชนิดในพื้นที่ เช่น ปลูกพืชเสริม พืชแซมในสวนยาง รวมทั้งเลี้ยงสัตว์เพื่อให้มีรายได้เข้ากระเป๋าหลายทาง โดยภาครัฐสนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการลงทุนแก่เกษตรกร ครัวเรือนละ 100,000 บาท ไม่เกิน 1 ล้านครัวเรือน ขณะนี้เกษตรกรแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการยังไม่ครบจำนวนที่กำหนด ยังมีช่องว่างให้เกษตรกรที่สนใจอาชีพเสริมในครัวเรือนสามารถยื่นใบสมัครได้

ขอแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางหันมาแปรรูปใบยางหรือดอกไม้จากใบยางออกขาย เพราะเป็นสินค้าที่ต้องการสูงในตลาดญี่ปุ่น ซึ่งกระบวนการแปรรูปใบยางไม่ยุ่งยาก ใช้เงินลงทุนน้อย สร้างบ่อหมักใบยาง นอกจากนี้ ใบยางยังสามารถมาแปรรูปในลักษณะดอกไม้จันทน์ ก็เป็นสินค้าที่ขายดี เป็นที่ต้องการของตลาดเช่นกัน

ยุคปลาเร็วกินปลาช้า…

เร่งปรับตัวให้อยู่รอด

คุณบัณฑิต หลิมสกุล เลขาธิการกรอบความร่วมมือเอเซีย (ACD) พูดคุยในเวทีเสวนา หัวข้อ “ยางพารา การพัฒนาอย่างยั่งยืนในบริบทของโลกไร้พรมเเดน” โดยกล่าวว่า สถานการณ์ยางในขณะนี้ มีกำลังผลิตมากกว่าความต้องการของตลาด ทั้งไทยและเพื่อนบ้านปลูกยางกันเยอะ แต่ว่าหลังปี 2560 ปริมาณความต้องการใช้ยางจะเพิ่มขึ้น ในอดีตเราคิดว่า ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เเต่ยุคนี้ปลาเร็วกินปลาที่ช้ากว่า ปลาตัวใหญ่ที่ช้าอุ้ยอ้าย อาจจะถูกปลาตัวเล็กกว่ากินได้ ดังนั้น ไทยต้องเร่งปรับตัวเพื่อรองรับความเปลี่ยนเเปลงของตลาดโลก

ที่ผ่านมา ไทยเน้นส่งออกยางถึง 86 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเจอปัญหาราคายางผันผวนก็จะได้รับผลกระทบทันที ควรเร่งปรับปรุงตัวเอง โดยมองมาเลเซียเป็นตัวอย่าง จากเดิมเป็นผู้ผลิตยาง วันนี้เขายกฐานะเป็นผู้แปรรูปยาง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ดังนั้น ไม่ว่ายางโลกจะตกลงหรือผันผวนเเค่ไหน ก็ไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศมาเลเซีย หากจะแข่งขันกับมาเลเซีย ควรผลิตสินค้าที่แตกต่างจากเขา เช่น หมอนยางพารา ที่นอนยางพารา ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ คนจีนที่มาเที่ยวไทยซื้อหมอนยาง ที่นอนยางพารากลับบ้านไปเยอะมาก เพราะมีคุณภาพดีกว่าเเละราคาถูก นโยบายจีนเปลี่ยนแล้ว จากเดิมมีลูกคนเดียว ก็เปิดโอกาสให้มีลูกเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ตลาดจีนจะมีโอกาสขยายตัวมากขึ้น

เช่นเดียวกับ ประเทศอินเดีย ที่เศรษฐกิจดีขึ้น นโยบายรถทำให้อินเดียมีปริมาณความต้องการใช้ยางพาราเพิ่มมากขึ้น เป็นตลาดใหม่ที่มีลู่ทางเติบโตสดใส ในอนาคตคาดว่า เวียดนาม จะเป็นคู่แข่งขันสำคัญบนเวทีตลาดโลกเพราะเวียดนามเร่งปรับตัวเรียนรู้ผลิตเทคโนโลยีด้านยางจากฝรั่งเศสและนำเข้าเทคโนโลยีการผลิตยางแท่งจากมาเลเซีย ทำให้ยางเวียดนามมีคุณภาพดี

“เทคนิคการปลูกสับปะรดในสวนยาง”

เกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดบึงกาฬได้มีโอกาสเรียนรู้ “เทคนิคการปลูกสับปะรดในสวนยาง” จาก คุณเสถียร ซื่อตรง เกษตรกรจังหวัดนครพนม โดยก่อนหน้านี้คุณเสถียรเคยปลูกมะม่วง มะขามหวาน มาก่อน แต่มีรายได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย วันหนึ่งเขามีโอกาสไปเรียนรู้เรื่องการปลูกสับปะรดในสวนยางจากเพื่อนเกษตรกรในท้องถิ่น

คุณเสถียร เริ่มต้นปลูกสับปะรด ตั้งแต่ 2551 โดยส่งตัวอย่างดินให้สำนักงานพัฒนาที่ดินจังหวัดนครพนมตรวจสอบว่า มีสภาพดินเหมาะสมกับการปลูกสับปะรดหรือไม่ ก็ได้รับคำตอบว่า ดินนครพนมมีสภาพเหมาะสมสำหรับปลูกสับปะรด เพราะมีดินร่วนปนทราย 30% ดินร่วน 20% เมื่อปลูกแล้ว จะได้เนื้อสับปะรดที่มีรสหวาน ซึ่งจังหวัดบึงกาฬ อุบลราชธานี มีชุดดินคุณภาพเดียวกับจังหวัดนครพนม สามารถปลูกสับปะรดได้อย่างสบาย

หากใครสนใจปลูกสับปะรด ควรเลือกทำเลพื้นที่ที่มีสภาพลาดเอียง ระบายน้ำได้ดี เพราะสับปะรดเป็นพืชที่ไม่ชอบน้ำ ประการต่อมา ต้องคัดเลือกสับปะรดพันธุ์ดีมาปลูก หลังไถพรวนดินเสร็จ คุณเสถียรได้นำหน่อพันธุ์สับปะรดปัตตาเวียมาปลูกแซมในสวนยาง โดยปลูกในระยะห่าง ประมาณ 30 เซนติเมตร บำรุงด้วยปุ๋ย สูตร 15-15-15 ใส่ปีละ 1 ครั้ง เติมปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) ใส่ทุกๆ 2 เดือน หากใช้หน่อ ปลูกดูแล 8-9 เดือน ก็มีผลผลิตออกขาย แต่หากนำจุกสับปะรดมาปลูก ต้องใช้เวลานานกว่าประมาณ 11 เดือน จึงเก็บเกี่ยวผลผลิตออกขายได้

การผลิตสับปะรดนอกฤดู เกษตรกรโดยทั่วไปนิยมใช้วิธีหยอดฮอร์โมน ซึ่งมีราคาแพง แต่คุณเสถียรมีเทคนิคส่วนตัวที่ได้ผลดีคือ ใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) และปุ๋ย สูตร 25-5-5 ผสมน้ำ 200 ลิตร ใช้กระป๋องปลากระป๋องเปล่าตักส่วนผสมที่เตรียมไว้หยอดข้างต้นสับปะรด รอไปอีกประมาณ 45-60 วัน ก็จะได้ผลผลิตสับปะรดตามที่ต้องการ การเก็บเกี่ยวผลผลิตทำได้ง่าย หากพบว่าผลสับปะรดเริ่มมีสีเหลือง ประมาณ 3 แถว ก็แสดงว่าเนื้อสุกแล้ว พร้อมเก็บเกี่ยวได้

การปลูกสับปะรดในสวนยาง นอกจากเกษตรกรมีผลสับปะรดสด น้ำหนักเฉลี่ย ลูกละ 1.5-4 กิโลกรัม ออกขายแล้ว ยังสามารถขายหน่อพันธุ์สับปะรดให้ผู้สนใจนำไปปลูกขยายพันธุ์ต่อได้อีก หากช่วงไหนมีผลผลิตเหลือจากการจำหน่าย ก็นำไปแปรรูปเป็นสับปะรดกวนได้อีก หากสามารถรวมกลุ่มผู้ปลูกสับปะรดในท้องถิ่นได้ ก็จะมีโอกาสกำหนดราคาขายได้สูงขึ้น

โค่นยางเก่า

แก้วิกฤตราคายาง

ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ทำให้เกษตรกรต่างได้รับความเดือดร้อนกันถ้วนหน้า รัฐบาลพยายามเร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวสวนยาง โดยลดพื้นที่ปลูกยาง เพื่อสงเคราะห์ปลูกแทน โดยทั่วไปการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จะสนับสนุนให้มีการโค่นต้นยางเก่าที่ให้ผลผลิตต่ำ ปีละ 200,000 ไร่ ก็ปรับจำนวนสงเคราะห์ปลูกใหม่เป็น 400,000 ไร่ ทำให้มีไม้ยางป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมไม้ยางพาราเพิ่มมากขึ้นในปี 2559

ไม้ยางพารา ถือว่าเป็นโบนัสก้อนพิเศษที่เกษตรกรจะได้รับหลังจากหยุดกรีดน้ำยางแล้ว ในช่วงที่น้ำยางมีราคาดีเกษตรกรยังไม่อยากขาย ทำให้ไม้ยางพาราค่อนข้างขาดแคลนและมีราคาสูง ขณะนี้ไม้ยางพาราเป็นที่ต้องการของผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมทำไม้แปรรูปมาก เนื่องจากไม้อย่างอื่นไม่สามารถตัดนำมาใช้ได้เพราะฉะนั้นไม้ยางพารามีมากเท่าไร โรงงานก็รับซื้อทั้งหมด ซึ่งเป็นผลดีแก่ชาวสวนยาง

คุณเกษตร แนบสนิท ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัย ศูนย์วิจัยยางหนองคาย สถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มาร่วมพูดคุย ในหัวข้อ “เทคนิคการตัดไม้ยางพาราเพื่อการค้าและการแปรรูป” โดยกล่าวว่า เกษตรกรควรเรียนรู้ประมาณราคาไม้ยางได้ด้วยตนเอง เพื่อเป็นข้อมูลอ้างอิงป้องกันการกดราคาซื้อจากพ่อค้าหรือนายหน้าที่มาซื้อไม้ยาง ก่อนอื่นเกษตรกรควรรู้ว่า ไม้ยางพาราแต่ละสวนมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน ทั้งเชิงปริมาณ เชิงคุณภาพ และเชิงการบริหารจัดการ ทำให้ราคาไม้ยางในสวนยางพาราแต่ละสวนมีราคาแตกต่างกัน

โดยทั่วไป พ่อค้าจะตีราคาไม้ยาง โดยคำนวณจากจำนวนไม้ยางที่ปลูก เฉลี่ย 70 ต้น ต่อไร่ หากต้นยางตายมาก เหลือไม่ถึง 50 ต้น ต่อไร่ การตีราคาต่อไร่ก็จะต่ำลง นอกจากนี้ น้ำหนักไม้ยาง ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด ที่จะทำให้เกษตรกรขายไม้ได้ราคาสูงหรือต่ำ โดยอาศัยการคำนวณน้ำหนักไม้ยางจากพันธุ์ยาง ลักษณะดินและขนาดต้นยาง เช่น ต้นยางขนาดเดียวกันแต่คนละพันธุ์ มีน้ำหนักไม่เท่ากัน เช่น ยางพื้นเมือง (ยางบ้าน) พันธุ์ GT1 มีน้ำหนักมากที่สุด รองลงมาคือ ยางพันธุ์ GT1 และ RRIM600 เบาที่สุด เพราะพันธุ์ยางที่ให้ปริมาณน้ำยางยิ่งมาก จะทำให้น้ำหนักไม้ยิ่งเบา

ขณะเดียวกัน ไม้ยางที่ปลูกในดินเหนียวจะมีน้ำหนักสูงกว่าไม้ยางในดินทราย (ขนาดต้นเท่ากัน) ซึ่งพ่อค้าส่วนใหญ่นิยมคิดคำนวณราคาไม้ยางจากขนาดต้นยางเป็นหลัก เพราะเห็นเด่นชัดที่สุดและบ่งบอกถึงน้ำหนักไม้ยาง หากเจ้าของสวนยางรายใดใส่ใจดูแลรักษาสวนยางให้ถูกต้องตั้งแต่ปลูกจนถึงโค่น เช่น ปลูกในระยะที่เหมาะสม ตัดแต่งกิ่งถูกต้อง มีการกำจัดวัชพืชที่ดี ใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยางอย่างเพียงพอ เปิดกรีดยางอย่างถูกต้อง และแรงงานกรีดมีฝีมือ ก็จะช่วยให้ไม้ยางมีคุณภาพสูง ขายได้ราคาดี

การซื้อขายไม้ยาง เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำสัญญาระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย เพื่อให้เกิดความสบายใจทั้ง 2 ฝ่าย เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรกรจำนวนไม่น้อยประสบปัญหาพ่อค้ายางทำสัญญาจ่ายเงินมัดจำไว้ แล้วไม่ยอมมาโค่น ยื้อเวลาจนเจ้าของสวนเดือดร้อน เลยระยะเวลาปลูกใหม่ เกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันปัญหา ในสัญญาต้องระบุให้ชัดว่า จ่ายเงินมัดจำเท่าไหร่ และกำหนดวันโค่นให้ชัดเจน หากไม่โค่นภายในเวลาที่กำหนด จะทำอย่างไร เช่น ยกเลิกสัญญา เป็นต้น

ไม้ยางที่ได้ขนาด หรือ “ไม้เกรด” ปัจจุบันขายได้ตันละประมาณ 2,000-3,000 บาท ส่วนไม้ตกเกรด หรือไม้ฟืน มีราคาต่ำ เฉลี่ยตันละประมาณ 500-700 บาท พ่อค้าจะไม่เพิ่มราคารับซื้อสำหรับไม้ตกเกรด ส่วนไม้เกรดของโรงงาน คือไม้ยางที่ตัดเป็นท่อนแล้ว วัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ตั้งแต่ 6 นิ้ว ขึ้นไป ซึ่งสามารถนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ได้ ส่วนไม้ตกเกรด ที่ขนาดไม่ถึง 6 นิ้ว จะนำไปทำไม้ลัง พาเลต และไม้อัด ฯลฯ

หากวิสาหกิจชุมชนหรือกลุ่มเกษตรกรแห่งใดประสงค์จัดตั้งโรงเลื่อยชุมชน เพื่อแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่มไม้ยางพาราในท้องถิ่น จะต้องยื่นขอใบอนุญาตจากกรมป่าไม้เสียก่อน เนื่องจากโรงเลื่อยชุมชนจำเป็นต้องใช้ใบเลื่อยที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเกินกว่า 12 นิ้ว การลงทุนทำโรงเลื่อยชุมชน ต้องคำนวณปริมาณวัตถุดิบไม้ยางพาราในท้องถิ่นว่า มีปริมาณมากเพียงพอสำหรับป้อนโรงเลื่อยแห่งนี้ได้ทุกวันหรือไม่ หากยังมีปริมาณไม้ยางไม่มากพอ ก็ต้องทำข้อตกลงกับพื้นที่ข้างเคียงให้จัดหาไม้ยางส่งขายโรงเลื่อยชุมชน

สำหรับพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) มีสวนป่า จำนวน 3 แห่ง คือ สวนป่าบึงกาฬ สวนป่าเซกา สวนป่าโซ่พิสัย ปัจจุบัน ออป. มีกิจการโรงเลื่อยเป็นของตัวเอง เกษตรกรสามารถขอคำแนะนำความรู้เรื่องโรงเลื่อย จาก ออป. ได้โดยตรง เช่น การจัดตั้งโรงเลื่อย เทคนิคการเลื่อยไม้ การบริหารจัดการตลาด การแสวงหาวัตถุดิบป้อนโรงงาน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโรงเลื่อยไม้ การดูแลจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ฯลฯ

เทคนิคการปลูก

ลิ้นจี่ ในสวนยาง

คุณสวัสดิ์ ภาษา ผู้บุกเบิกปลูกลิ้นจี่ นพ.1 อันเลื่องชื่อของจังหวัดนครพนม มาแนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางหันมาปลูกลิ้นจี่ นพ.1 ในสวนยาง เนื่องจากลิ้นจี่ชนิดนี้เป็นสายพันธุ์เบา ให้ผลผลิตช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ของทุกปี นับว่าให้ผลผลิตเข้าสู่ตลาดเร็วกว่าพันธุ์ฮงฮวยและพันธุ์จักรพรรดิ ที่นิยมปลูกในภาคเหนือ ที่สำคัญลิ้นจี่พันธุ์นี้ติดผลง่าย ไม่ต้องรอให้อากาศหนาวจัด มีรสชาติหวานอร่อย เนื้อแห้ง ขายได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 100 บาท เป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ยังมีความต้องการเพิ่มอีกจำนวนมาก

ต้นลิ้นจี่ นพ. 1 ปลูกดูแลง่าย โดยให้น้ำต้นลิ้นจี่สัปดาห์ละครั้ง เมื่อต้นลิ้นจี่ติดดอกได้ 40-50 เปอร์เซ็นต์ จึงเพิ่มปริมาณน้ำให้มากขึ้น หลังให้น้ำครั้งแรก ควรพักการให้น้ำระยะหนึ่งก่อน รอจนกิ่งที่ติดผลคล้อยลงต่ำ จึงเริ่มให้น้ำอีกครั้ง และให้ปุ๋ยบำรุงต้น สูตร 8-24-24 หรือ 13-21-21 ประมาณ 1 กำมือ หว่านรอบต้นลิ้นจี่ ห่างจากโคนต้นประมาณ 1 เมตร

ปัจจุบัน ต้นลิ้นจี่ที่ปลูกในสวนคุณสวัสดิ์มีอายุ 18 ปี แต่ยังให้ผลผลิตดี เพราะหลังเก็บเกี่ยวทุกครั้ง จะตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มให้ได้ขนาด เรียกว่าเป็นขั้นตอน “การทำสาวต้นลิ้นจี่” ทุกครั้งเพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี จำนวนมากตามที่ต้องการ

ปัจจุบัน สวนลิ้นจี่ของคุณสวัสดิ์มีคุณภาพดี จึงขายส่งเข้าตลาดห้างสรรพสินค้าท็อปส์ แม็คโคร และป้อนตลาดส่งออก ส่วนสินค้าตกเกรดจำหน่ายในตลาดท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังมีรายได้ก้อนโตจากการจำหน่ายกิ่งตอนให้แก่เกษตรกรที่สนใจนำไปปลูกขยายพันธุ์ ในราคา ต้นละ 100-200 บาท ตามขนาดของลำต้น หากใครสนใจอยากได้กิ่งพันธุ์ลิ้นจี่ นพ. 1 ไปทดลองปลูก สามารถติดต่อสั่งซื้อได้ที่ คุณสวัสดิ์ ภาษา โทร. (081) 320-6447 หรือบุตรสาว (081) 058-9664 (คุณต่าย)

เลี้ยง ไก่ดำ หมูดำ

วัวดำ รายได้ดี

น.สพ. วิศุทธิ์ เอื้อกิ่งเพชร นายสัตวแพทย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้างานศึกษาและพัฒนาด้านปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาโครงการตามพระราชดำริ อำเภอภูพาน จังหวัดสกลนคร มาชวนเกษตรกรชาวสวนยางให้ทดลองเลี้ยงไก่ดำ หมูดำ วัวดำ สัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่เลี้ยงง่าย กินอาหารท้องถิ่นได้ เลี้ยงแล้วไม่ขาดทุน ขายได้กำไร

ทุกวันนี้เกษตรกรหันมาเลี้ยงไก่ดำกันมาก เพราะสร้างรายได้ดีกว่าการเลี้ยงวัว ไข่ไก่ดำภูพาน ฟักขายในราคาฟองละ 50 บาท แล้ว ใช้เวลาเลี้ยง 4-5 เดือน ก็ขายได้ หากเลี้ยงเป็นไก่ใหญ่ ขายได้ราคาตัวละ 250 บาท ราคาเนื้อไก่ดำซื้อขายที่กิโลกรัมละ 180 บาท สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงให้แก่เกษตรกรจำนวนมาก ตั้งแต่ ปี 2548 จนถึงปัจจุบัน ตอนนี้มีผู้ซื้อจากเวียดนามติดต่อขอซื้อไก่ดำจำนวนมากจากไทย เพราะคนเวียดนามมีความเชื่อเรื่องการบริโภคไก่ดำเป็นยาบำรุงร่างกายเช่นกัน

ไก่ดำภูพาน มีต้นทุนการเลี้ยงที่ต่ำมาก เลี้ยงง่ายเหมือนกับไก่บ้านทั่วไป ใช้เวลาเลี้ยงไม่นาน การเลี้ยงไก่ดำ ใครๆ ก็เลี้ยงได้ แค่ดูแลให้น้ำสะอาด ให้อาหาร คือปลายข้าวหรือข้าวเปลือก และให้อาหารผสมทุกเช้า-เย็น เช่น ปลายข้าว รำข้าว ปลาป่น ข้าวโพดป่น ข้าวเปลือก กากถั่ว กากมะพร้าว หัวอาหารไก่สำเร็จรูปชนิดเม็ด พร้อมคอยเปลี่ยนน้ำทุกวัน ช่วยให้ไก่เจริญเติบโตเร็ว

ไก่ดำภูพาน มีความเสี่ยงในเรื่องโรคเช่นเดียวกับพันธุ์ไก่ทั่วไป เช่น โรคนิวคาสเซิล โรคหลอดลมอักเสบ ฯลฯ จึงต้องดูแลฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ แนะนำเรื่องการใช้สมุนไพรฟ้าทลายโจรในทุกช่วงของการเลี้ยงไก่ดำ โดยผสมกับอาหารที่ใช้เลี้ยงไก่ดำ จะช่วยป้องกันโรคหวัดและโรคท้องเสียได้เป็นอย่างดี

หมูดำ มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “สุกรภูพาน 1” ที่มีลักษณะเลี้ยงง่าย โตเร็ว ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี ทนทานต่อโรค ให้ลูกดก เลี้ยงลูกเก่ง เลี้ยงง่าย ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี หากินเก่ง แข็งแรง เนื้อมันมีน้อย ตรงกับความต้องการของเกษตรกรและตลาด

น.สพ. วิศุทธิ์ แนะนำให้เกษตรกรชาวสวนยางนำหมูดำมาเลี้ยงแบบปล่อยอิสระในสวนยาง เพื่อเป็นรายได้เสริม โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนการเลี้ยงอะไรมาก เพราะหมูดำสามารถกินต้นหญ้าและลูกยางในสวนยางเป็นอาหารได้ เนื่องจากมีงานวิจัยหลายชิ้นที่ระบุว่า ลูกยางพารา มีคุณประโยชน์สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ และได้ผลพลอยได้คือ มูลหมู เป็นปุ๋ยคอกช่วยบำรุงต้นยาง นอกจากนี้ หมูดำยังเป็นแหล่งอาหารโปรตีนราคาถูกสำหรับบริโภคในครัวเรือนเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง

วัวดำ (ทาจิมะภูพาน) ถูกเลี้ยงในสไตล์อีสาน ใช้เหล้าสาโทเลี้ยงวัวดำแทนการใช้เบียร์ เพื่อพัฒนาระบบกล้ามเนื้อและโลหิต พร้อมเปิดเพลงหมอลำกล่อมแทนเพลงคลาสสิกแบบญี่ปุ่นที่ใช้เลี้ยงวัวดำ ส่วนอาหารใช้ฟางข้าวและสูตรอาหารข้นที่กรมปศุสัตว์คิดค้นขึ้นมาแทน ปรากฏว่า การเลี้ยงวัวดำสไตล์อีสานประยุกต์ ได้คุณภาพเนื้อ ทัดเทียมกับวัวดำของญี่ปุ่น เมื่อส่งวัวดำไปสหกรณ์โคเนื้อโพนยางคำชำแหละ ปรากฏว่า เนื้อวัวสไตล์อีสานของเรามีคุณภาพเนื้อสูงกว่าวัวเนื้อทุกสายพันธุ์ที่เลี้ยงในไทย

น.สพ. วิศุทธิ์ บอกว่า ทุกวันนี้ ต้นทุนการเลี้ยงวัวดำไม่สูง คนที่เคยเลี้ยงวัวขุน สามารถใช้ความรู้ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้เลี้ยงวัวดำพันธุ์นี้ได้เลย ดูแลฉีดวัคซีนตามคำแนะนำของกรมปศุสัตว์เป็นระยะ ผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นแนะนำเคล็ดลับการเลี้ยงวัวดำวากิว มี 2 ประการ คือ อาหารและสายพันธุ์ ซึ่งทางกรมปศุสัตว์ได้พัฒนามาครบแล้วทุกด้าน

ตอนนี้ เกษตรกรคนไทยทุกรายสามารถยื่นขอน้ำเชื้อวัวดำภูพานได้ฟรี ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ น้ำเชื้อวัวดำภูพานสามารถนำไปผสมกับวัวได้ทุกสายพันธุ์ หากนำน้ำเชื้อวัวดำภูพานไปผสมกับวัวพันธุ์ชาร์โรเล่ส์ จะสามารถพัฒนาคุณภาพเนื้อได้เพิ่มขึ้น 0.5-1 เกรด จะได้มัดกล้ามเนื้อก้อนใหญ่ ซึ่งตลาดยุโรป ที่นิยมบริโภคสเต๊กเนื้อวัวลักษณะนี้มาก ปัจจุบัน เนื้อวัวดำภูพานเป็นที่ต้องของร้านอาหารญี่ปุ่นและเกาหลี ที่ต้องการใช้เนื้อสำหรับเมนูอาหารประเภทปิ้ง ย่าง

หากใครมีสวนยางอยู่แล้ว ก็สามารถนำวัวมาเลี้ยงได้ในสวนยาง หากประสงค์เลี้ยงแบบง่ายๆ ใช้เวลา 8 เดือน เลี้ยงวัวออกขายได้ก็มีกำไรแน่ๆ หากใครมีสายป่านทางการเงินยาว ใช้เวลาเลี้ยงอีก 18 เดือน เพื่อผลิตเป็นวัวขุนคุณภาพดีทัดเทียมของญี่ปุ่น ก็จะได้ผลกำไรอีกทวีคูณ

ด้านตลาด ไม่ต้องกลัวว่าเลี้ยงวัวดำแล้วจะขายไม่ได้ เพราะสหกรณ์โคเนื้อโพนยางคำ สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคขุนนางแก จังหวัดนครพนม สหกรณ์หนองสูง จำกัด จังหวัดมุกดาหาร ประกาศรับซื้อเนื้อวัวดำภูพานไม่อั้น เพราะขายดีมาก จนผลิตไม่ทันกับความต้องการของตลาด สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร โทร. (042) 477-470 ในวันและเวลาราชการ

ไก่งวง เลี้ยงง่าย ขายดี

คุณเชษฐา กัญญะพงศ์ โทร. (085) 014-9679 ประธานชมรมไก่งวงจังหวัดนครพนม และผู้นำกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้ม จังหวัดนครพนม ซึ่งเป็นชุมชนต้นแบบการเลี้ยงไก่งวงแบบครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย มาร่วมพูดคุยเกี่ยวกับเทคนิคการเลี้ยงไก่งวงให้ประสบความสำเร็จ

ไก่งวง กินหญ้าเป็นอาหารถึงร้อยละ 70 ในแต่ละวัน หากนำไก่งวงไปปล่อยเลี้ยงในสวนยางพารา นับเป็นความคิดที่ดี เพราะจะช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางประหยัดต้นทุนค่าสารเคมีกำจัดวัชพืช แถมสารเคมียังสร้างปัญหาทำให้ดินเสีย ดินแน่น ขณะเดียวกันมูลไก่งวงยังเป็นปุ๋ยคอกช่วยบำรุงดินในสวนยางอีกต่างหาก ช่วยปรับสภาพดินในสวนยางได้อย่างยั่งยืน แถมช่วยกำจัดวัชพืชโดยใช้ต้นทุนต่ำอีกด้วย

หากมีพื้นที่ปลูกยาง 10 ไร่ ควรเลี้ยงไก่งวง สัก 50 ตัว ตอนแรกก็ใช้ตาข่ายตีวงกินหญ้าของไก่งวงเสียก่อน เมื่อหญ้าถูกกินเรียบ ก็ค่อยๆ ย้ายพื้นที่เลี้ยงไก่งวงออกไป กลางวันก็ปล่อยให้ไก่งวงหากินในแปลงสวนยาง ตอนกลางคืน ก็ให้พักในโรงเรือนยกพื้นสูง มีฉากบังลม มีรั้วรอบขอบชิด เพื่อป้องกันสุนัข งู และพังพอน

หากแปลงไหนมีต้นหญ้าสูงใหญ่เต็มแปลง ไก่งวงจะค่อยๆ กัดกินใบหญ้าทีละใบ จนเหี้ยนเตียนหมดภายใน 3 เดือน หลังจากถอนหญ้าให้หมด ไก่งวงก็จะใส่ปุ๋ยให้กลับคืนสู่ผืนดิน สุดท้าย เกษตรกรจะขายเนื้อไก่งวงได้ในราคาที่ดี หากไม่มีแหล่งหญ้าให้ไก่งวงกิน ก็จำเป็นต้องปลูกหญ้าเนเปียร์ เพราะมีสารอาหารสูงมาก ช่วยให้ไก่งวงมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี การปลูกหญ้าเนเปียร์ทำได้ไม่ยาก แค่เรียงเป็นแถว ไม่ต้องกลบดินก็ได้ หญ้าเนเปียร์ก็สามารถเติบโตได้ดี ไก่งวงแต่ละรุ่นจะมีลักษณะการกินอยู่ไม่เหมือนกัน ผู้เลี้ยงต้องคอยศึกษาพฤติกรรมการกินอยู่ของไก่งวงอย่างใกล้ชิด

หากใครสนใจอยากเลี้ยงไก่งวง ให้เริ่มจากวางแผนก่อนว่า อยากจะเลี้ยงในช่วงไหน คุณเชษฐา แนะนำให้เริ่มจากการเลี้ยงไก่งวงพ่อแม่พันธุ์ก่อน เพื่อศึกษาธรรมชาติการกินอยู่ของไก่งวงเสียก่อน วิธีนี้จะเรียนรู้ชีวิตไก่งวงได้ดีกว่าการซื้อลูกไก่งวงมาเลี้ยง แค่เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ไม่ถึงเดือน ก็ออกไข่แล้ว สมมติว่าอยากได้ลูกไก่งวงเดือนธันวาคม ช่วงเดือนตุลาคม ก็เริ่มซื้อพ่อแม่พันธุ์ไก่งวงมาเลี้ยงรอล่วงหน้า 3 เดือน เพราะหลังจากออกไข่ ต้องใช้เวลาฟักไข่อีก 1 เดือน

กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่งวงบ้านคำเกิ้มมีบทบาทเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ราคาไก่งวงที่ทางกลุ่มรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร ในราคา 140 บาท ต่อกิโลกรัม และจำหน่ายสินค้าเข้าสู่ตลาด ในราคาขายที่กิโลกรัมละ 140 บาท ส่วนราคาขายปลีกไก่งวงของทางกลุ่มมีหลายระดับราคา ตั้งแต่กิโลกรัมละ 150 -200 บาท โดยทั่วไป ช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม ซึ่งตรงกับช่วงเทศกาลคริสต์มาส ขอบคุณพระเจ้า ราคาซื้อขายไก่งวงจะค่อนข้างสูง ประมาณกิโลกรัมละ 250 บาท

ทำสวนผลไม้ในสวนยาง

ไม่ยาก อย่างที่คิด

คุณวาสนา บุญคำ เกษตรกรตัวอย่างในพื้นที่อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ มาร่วมพูดคุยถึงความสำเร็จจากการทำสวนผลไม้ในสวนยางของเขาว่า เกิดวิกฤตยางราคาถูก ก็พยายามปรับตัวสู้ปัญหา โดยหยุดลงทุนทำสวนยาง นำพื้นที่ว่าง 30 ไร่ มาทดลองปลูกไม้ผล เช่น เงาะ จำนวน 300 ต้น ทุเรียน 30 ต้น ลองกอง 35 ต้น มังคุด 40 ต้น สะตอ 10 ต้น

ก่อนปลูกไม้ผล ควรสำรวจทำเลที่ตั้งว่า พร้อมสำหรับทำสวนผลไม้หรือไม่ พื้นที่ที่ไม่เหมาะสมคือ มีทำเลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่สูงและมีหินดานมาก หากเป็นดินลูกรังขนาดเล็กๆ ยังพอสู้ไหว เช็กแหล่งน้ำว่าเพียงพอสำหรับเพาะปลูกหรือไม่ หากเก็บกักน้ำไม่อยู่ ก็คงปลูกไม้ผลไม่ได้ ปัจจุบัน กรมพัฒนาที่ดิน ให้งบฯ สนับสนุนขุดบ่อ ขนาด 1 ไร่ ประจำไร่นา สามารถติดต่อขอรับการสนับสนุนเรื่องการขุดบ่อได้ โดยประสานงานกับหมอดินอาสาในท้องถิ่นของท่าน เมื่อขุดบ่อเสร็จ ให้ทดลองปลูกไม้ผลสัก 2-3 ไร่ ก่อน ปลูกจากน้อยไปหามาก ค่อยๆ เรียนรู้ไป เพื่อลดอัตราเสี่ยงในการลงทุน

เมื่อวางแผนปลูกไม้ผล ต้องเริ่มจากไถพรวน และตากดินให้แห้ง หว่านปูนโดโลไมท์ เพื่อเพิ่มแคลเซียมและฆ่าเชื้อราในเนื้อดิน หว่านเสร็จก็ไถกลบอีกครั้งหนึ่ง และใส่ปุ๋ยรองพื้น ได้แก่ ปูนขาว 1 กำมือ ปุ๋ยร็อกฟอสเฟต 1 กำมือ ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 และปุ๋ยยูเรีย ในอัตรา 3 : 1 คลุกเคล้าผสมกันจนได้ที่ จนค่อยนำไม้ผลที่เตรียมไว้มาปลูก สำหรับ ต้นเงาะ ปลูกในระยะห่าง 8×8 เมตร มังคุด ปลูกในระยะห่าง 50×50 เมตร เมื่อนำต้นไม้ลงหลุมเอาหน้าดินที่ขุดไว้ตอนแรกกลบลงหลุมให้มีความหนาสัก 2 นิ้ว ตามด้วยดินชั้นใน (ที่ขุดขึ้นมา) กลบตามอีกครั้ง เหยียบดินให้แน่นเพื่อไม่ให้อากาศเข้าไปได้

เนื่องจากธรรมชาติของต้นสะตอ เป็นไม้ใหญ่ อาจบังแสงแดดในสวนผลไม้ได้ จึงนำมาปลูกแยก ปลูกห่างจากไม้ผล ประมาณ 20 เมตร เพราะต้นเงาะเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดมาก โดยทั่วไปต้นเงาะและมังคุดเป็นพืชที่พึ่งพาอาศัยกัน สามารถปลูกแซมกันไปได้ ต้นเงาะที่ปลูกได้ 5 ปี จะเริ่มผลิดอก ก็เริ่มขึ้นน้ำให้ต้นเงาะทันที โดยใช้เครื่องคูโบต้า ปั่นน้ำขึ้นมาตามท่อ พีวีซี พื้นที่ 30 ไร่ โดยปล่อยการให้น้ำเป็นโซน เริ่มขึ้นน้ำตั้งแต่เวลา 07.00-15.00 น. ก็เสร็จแล้ว จะใช้วิธีการขึ้นน้ำทุกๆ 7 วัน

เงาะ อำเภอปากคาด มีรสชาติอร่อยกว่าเงาะที่ปลูกในพื้นที่ภาคตะวันออก เพราะเนื้อเงาะแห้ง ลูกใหญ่ สดกว่าเงาะจันทบุรี ที่สำคัญมีรสหวาน กรอบ ผลดกมาก ขนาดต้องใช้ไม้ไผ่ค้ำต้นเงาะทุกกิ่ง เวลาผลผลิตออก แทบจะไม่เห็นใบเงาะเลย เห็นแต่ลูกเงาะเต็มต้นไปหมด เงาะปากคาดส่งไปขายในท้องถิ่นและจังหวัดใกล้เคียง เช่น อุดรธานี ทั้งนี้ เงาะปากคาด ขายได้กิโลกรัมละ 20 บาท เงาะจันทบุรี ขายได้แค่กิโลกรัมละ 12-15 บาท

เมื่อถึงหน้าผลไม้ ทุเรียนจะให้ผลผลิตก่อน ที่นี่ปลูกทุเรียน 2 สายพันธุ์ คือ หมอนทอง และพันธุ์ชะนี มีจุดเด่นในเรื่องรสหวาน อร่อย ที่นี่เน้นใช้สมุนไพร เช่น ต้นสาบเสือ บอระเพ็ด ตะไคร้ ขิง ข่า ฯลฯ และกากน้ำตาล นำมาหมัก 7 วัน ตามสูตรของกรมพัฒนาที่ดิน จนได้ปุ๋ยน้ำหมักสารชีวภาพ โดยนำมาผสมเจือจางกับน้ำ ในอัตรา 1 : 5 ฉีดพ่นเพื่อเพิ่มความหวานและป้องกันแมลงในสวนผลไม้

หมดฤดูทุเรียน ก็จะเจอกับเงาะ ทุกวันนี้สามารถฉีดพ่นฮอร์โมนเพื่อบังคับให้ต้นเงาะมีผลผลิตพร้อมกันทั้ง 30 ไร่ สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้วันละ 5-6 คันรถ หมดหน้าเงาะก็เจอมังคุดกับลำไยสุกในระยะเวลาใกล้เคียงกัน สามารถเก็บมังคุดได้วันละ 2 ตะกร้า ประมาณ 24-25 กิโลกรัม ต่อวัน หลังจากนั้น ก็เก็บหวาย จำนวน 3 ไร่ ที่ปลูกแซมตามร่องเงาะและมังคุดออกขาย โดยทั่วไป หน่อหวาย จำนวน 4-5 หน่อ ขายได้ในราคา 20 บาท

นอกจากนี้ ยังมีต้นผักหวานป่าให้เก็บขาย ผักหวานป่า เป็นพืชที่ใจเสาะมาก หากใส่ปุ๋ย ต้นผักหวานก็จะตาย ผักหวานต้องปลูกตามธรรมชาติ เก็บเมล็ดผักหวานมาตากแดดตามธรรมชาติ ช่วงฤดูฝน ประมาณเดือนมิถุนายน -พฤษภาคม นำเมล็ดผักหวานมาปลูกในบริเวณที่ต้องการ

อีกด้านหนึ่งของสวนก็ปลูก ต้นแก้วมังกร ปลูกไม่ยาก เลือกปลูกในพื้นที่ที่มีแสงแดดรำไร โดยเลือกปลูกแก้วมังกรพันธุ์เวียดนามที่มีเนื้อสีชมพู รสหวาน ลูกโต หมดฤดูแก้วมังกร ก็ขายกล้วยน้ำว้าที่ปลูกอยู่ริมขอบบ่อน้ำ เนื้อที่ 9 ไร่ และในบ่อก็เลี้ยงปลาที่กินพืช เพื่อประหยัดค่าหัวอาหาร โดยปลาที่เลี้ยง ได้แก่ ปลานิล ปลาหมอ ปลาจีน ปลายี่สก ฯลฯ ปลาที่จับออกขายได้มีเนื้อแน่น รสชาติอร่อย เพราะไม่ใช้หัวอาหารเลี้ยงปลา ข้อควรระวังคือ เวลาหน้าฝน จะต้องมีระบบป้องกันน้ำที่ดี ระวังอย่าให้น้ำจากแหล่งอื่นที่ปะปนสารเคมีฆ่าหญ้าไหลเข้าบ่อ เพราะจะทำให้ปลาตาย

นอกจากนี้ ยังปลูกไผ่เลี้ยง เนื้อที่ 2 ไร่ ขายหน่อที่ต้มแล้ว จำนวน 4 หน่อ ในราคา 20 บาท นอกจากขายหน่อแล้ว ยังอาศัยต้นไผ่นำมาใช้ค้ำต้นเงาะ ประหยัด ไม่ต้องซื้อหากิ่งไม้ไผ่จากภายนอก ทุกวันนี้ ยังเปิดกรีดยาง จำนวน 200 ไร่ ทุกวัน และมีรายได้เสริมจากการปลูกไม้ผลผสมผสาน 30 ไร่ โดยนำผลผลิตที่มีอยู่วางขายหน้าบ้าน ก็มีรายได้เข้ากระเป๋าทุกวัน หากเงาะขายได้ ในราคากิโลกรัมละ 20 บาท หลังหักต้นทุนค่าใช้จ่ายแล้ว จะมีรายได้เหลือเก็บ ประมาณ 300,000-400,000 บาท ต่อปี

หากยางราคาดี ก็สามารถปลูกต้นยางพันธุ์ 251 แซมในสวนผลไม้ได้ เนื่องจากยางเป็นพืชที่โตเร็ว หากินเก่ง เมื่อเก็บผลผลิตเงาะ ตัดแต่งกิ่งเงาะเสร็จ ก็นำต้นยางมาปลูกแซมในสวนได้เลย ต้นยางส่วนใหญ่มักหากินปุ๋ยใต้ต้นเงาะ ซึ่งต้นเงาะก็ขึ้นน้ำทุกๆ 7 วัน อยู่แล้ว จะช่วยต้นยางแทบจะไม่มีอาการใบร่วงเลย เพราะดินมีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา ต้นยางเติบโตเร็วมาก ลำต้นใหญ่ 30-40 เซนติเมตร เมื่อปลูกแซมร่วมแปลงไม้ผล

ปลูกสตรอเบอรี่

เพิ่มรายได้ให้ชาวสวนยาง

คุณสมพิศ ชูสังฆ์ เกษตรกรชาวสวนยาง วัย 48 ปี อาศัยอยู่ในพื้นที่ตำบลพิมาน อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ได้ผันอาชีพ ไปปลูกสตรอเบอรี่ทดแทน ทำรายได้เดือนละกว่าแสนบาทในช่วงหน้าหนาว ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา คุณสมพิศ ยึดอาชีพทำสวนยางพารา ประมาณ 20 ไร่ เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว แต่ระยะหลังเจอวิกฤตราคายางพาราตกต่ำกว่า 2 ปี ทำให้ครอบครัวเขาประสบปัญหาขาดแคลนรายได้และแบกภาระหนี้สินก้อนโตจากการทำสวนยาง คุณสมพิศ จึงมองหาอาชีพใหม่เพื่อเสริมรายได้ช่วงราคายางตกต่ำ

คุณสมพิศ สนใจปลูกสตรอเบอรี่ ผลไม้เมืองหนาว เพราะมองว่า สตรอเบอรี่ เป็นผลไม้ที่หายากและมีราคาแพง เนื่องจากสตรอเบอรี่เป็นพืชใหม่ ทำให้เขาต้องเดินทางไปศึกษาดูงานแหล่งปลูกสตรอเบอรี่ จนมั่นใจจึงเริ่มทดลองปลูกสตรอเบอรี่ พันธุ์พระราชทาน 80 ที่นำมาจากทางภาคเหนือ เมื่อ ปี 2556 ลองผิดลองถูกนานข้ามปี จนถึงปัจจุบัน สวนสตรอเบอรี่ของเขาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่พอใจในด้านผลผลิตและรายได้ กลายเป็นที่ศึกษาดูงานของเกษตรกรและผู้สนใจทั่วไป

ระยะแรก สวนสตรอเบอรี่แห่งนี้ เน้นขายผลสตรอเบอรี่ แต่หลังจากกิจการของเขาเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ทำให้มีเกษตรกรจำนวนมากมาติดต่อขอซื้อต้นสตรอเบอรี่บรรจุกระถาง จำนวนมากกว่า 10,000 ต้น เพื่อนำไปปลูกในท้องถิ่นของตัวเอง ทุกวันนี้เขาจึงเน้นจำหน่ายต้นพันธุ์สตรอเบอรี่ ในราคากระถางละ ประมาณ 120-150 บาท สามารถทำให้มีรายได้เดือนละเป็นแสน

โดยทั่วไป ต้นสตรอเบอรี่ มักจะให้ผลผลิตปีละครั้งในช่วงฤดูหนาว ใช้เวลาปลูกดูแลไม่ยาก เพียงแค่ดูแลให้น้ำ ให้ปุ๋ย ประมาณ 3-4 เดือน ต้นสตรอเบอรี่ก็จะผลิดอกออกผลให้เก็บผลออกขายได้ เรียกว่า เป็นไม้ผลที่ทำเงินได้เร็ว หากมีต้นทุนต่ำ แต่ขายได้กำไรสูงทีเดียว

เทคนิคการขยายพันธุ์สตรอเบอรี่เป็นเรื่องง่ายที่ใครๆ ก็ทำได้ เริ่มจากเพาะชำต้นกล้าสตรอเบอรี่ใส่กระถาง ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน กิ่งลำต้นของสตรอเบอรี่จะออกรากติดกับกระถางเพาะชำขนาดเล็ก ก่อนนำมาลงดินบรรจุในกระถางใหญ่ ดูแลใส่ปุ๋ยรดน้ำประมาณ 1 เดือน รวมระยะเวลา ประมาณ 2 เดือน จนกล้าพันธุ์มีความแข็งแรง สามารถขายกล้าเพาะชำ ต้นสตรอเบอรี่ให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจทดลองนำไปปลูก

คุณสมพิศ บอกว่า สตรอเบอรี่ เป็นผลไม้เมืองหนาวที่มีอนาคตสดใส เพราะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจำนวนมากในพื้นที่ภาคอีสาน เกษตรกรสามารถขายผลสตรอเบอรี่สดได้ในราคาสูง ถึงกิโลกรัมละ 300-350 บาท การปลูกดูแลสตรอเบอรี่ไม่ใช่เรื่องยาก พื้นที่ราบสูงในภาคอีสานสามารถปลูกสตรอเบอรี่ได้อย่างสบาย หากใครอยากเรียนรู้เทคนิคการปลูกดูแลอย่างถูกวิธี สามารถแวะชมได้ที่สวนของ คุณสมพิศ ชูสังฆ์ หรือขอคำแนะนำได้ที่เบอร์โทร. (088) 533-5337 รับรองไม่ผิดหวังแน่นอน

สัมภาษณ์พิเศษ “พินิจ จารุสมบัติ” ผู้นำยุทธวิธี “บึงกาฬโมเดล” แก้ปัญหายางครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเทคโนโลยีชาวบ้าน

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05050150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 28 ฉบับที่ 617

รายงานพิเศษ “บึงกาฬโมเดล” ยุทธวิธีแก้ปัญหายางครบวงจรอย่างยั่งยืน

จิรวรรณ โรจนพรทิพย์

สัมภาษณ์พิเศษ “พินิจ จารุสมบัติ” ผู้นำยุทธวิธี “บึงกาฬโมเดล” แก้ปัญหายางครบวงจร

คนไทยหลายล้านคนต่างรู้จักและคุ้นเคยกับชื่อเสียงของ “คุณพินิจ จารุสมบัติ” อดีตรองนายกรัฐมนตรี ผู้มีบารมีทางการเมืองที่มากล้น ได้ประกาศยุติบทบาททางการเมือง ขอทำหน้าที่เป็นแค่กุนซือให้คำแนะนำแก่นักการเมืองรุ่นหลังเท่านั้น คุณพินิจมุ่งมั่นบุกเบิกปลูกยางพาราในจังหวัดบึงกาฬ จนมีพื้นที่ปลูกยางมากเป็นอันดับ 1 ของภาคอีสาน

คุณพินิจ ทำงานช่วยเหลือสังคมในฐานะนายกสมาคมวัฒนธรรมและเศรษฐกิจไทย-จีน และใช้ช่องทางดังกล่าวดึงนักลงทุนจากจีนเข้ามาตั้งโรงงานแปรรูปยางพาราที่จังหวัดบึงกาฬ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวน ทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดบึงกาฬดีวันดีคืน และใช้ยางพาราเป็นจุดขายจัดงานประจำปี ภายใต้ชื่อ “งานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ” อย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี ในครั้งนี้ นิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ได้รับเกียรติจากคุณพินิจมาพูดคุยเกี่ยวกับทิศทางตลาด การลงทุนในอุตสาหกรรมยางพารา และยุทธวิธี “บึงกาฬโมเดล” ต้นแบบของวงการอุตสาหกรรมยางพาราสำหรับแก้ปัญหายางครบวงจร

ปลื้ม รัฐบาลยกย่อง “บึงกาฬโมเดล” แก้ไขปัญหายางได้ยั่งยืน

ดร. วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิด วันยางพารา และกาชาดบึงกาฬ 2559 ได้กล่าวยกย่องชาวบึงกาฬว่า เป็นผู้มีความพากเพียรที่จะช่วยตัวเองและร่วมมือกับรัฐ ตามหลักประชารัฐ สำหรับแก้ปัญหาตัวเองและชาติบ้านเมือง ถือเป็นแบบอย่างที่น่าสนใจ เรียกว่า บึงกาฬโมเดล เป็นแบบอย่างที่จังหวัดอื่นๆ พึงมาเรียนรู้และดัดแปลงเอาอย่าง

ที่ผ่านมา จังหวัดบึงกาฬเน้นผลิตวัตถุดิบต้นน้ำคือ ยางพารา และวัตถุดิบกลางน้ำคือ ยางเเท่ง ปัจจุบัน ผมได้ร่วมทุนกับจีน จัดตั้งโรงงานผลิตยางแท่ง มูลค่า 200 ล้านบาท ที่บ้านโนนไพศาล อำเภอบุ่งคล้า คาดว่า การก่อสร้างโรงงานจะเสร็จสมบูรณ์ก่อนสิ้นปี 2559 เมื่อโรงงานแห่งนี้เปิดดำเนินงาน จะรับซื้อน้ำยางสดไม่ต่ำกว่าวันละ 60 ตัน ซึ่งยางแท่งดังกล่าวจะเน้นผลิตส่งออกป้อนตลาดจีน เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบผลิตยางล้อรถยนต์ในอนาคต

ต่อไปจังหวัดบึงกาฬจะมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มกันเพื่อแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าจะขายวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม การเเปรรูปยางพาราเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ต้องศึกษาเรื่องการพัฒนาตลาดควบคู่กันไปด้วยว่า ผลิตภัณฑ์ไหนเป็นที่ต้องการของตลาด ไม่ใช่ส่งเสริมแปรรูปหมอนอย่างเดียวหมดทั้งประเทศ มีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับยางอีกเยอะ

“บึงกาฬรับเบอร์กรุ๊ป” ประชารัฐร่วมแก้วิกฤตยาง

หนึ่งในตัวอย่างนำร่อง “บึงกาฬโมเดล” ที่เกิดจากความร่วมมือประชารัฐที่ดี คือ “โครงการบึงกาฬรับเบอร์กรุ๊ป” ของชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางจังหวัดบึงกาฬ จำกัด ภายใต้การดำเนินการของจังหวัดบึงกาฬ องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ ที่ร่วมลงทุนก่อสร้างโรงงานแปรรูปยางพาราสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยโรงงานแห่งนี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่อำเภอเซกา จังหวัดบึงกาฬ เมื่อเปิดดำเนินงานคาดว่า โรงงานแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตหมอน-ที่นอนยางพาราใหญ่สุดในไทย พร้อมผลิตยางแผ่นรมควัน สนามเด็กเล่น กรวยแปดเหลี่ยมยางพารา ในอนาคตจะพัฒนาเป็นล้อรถยนต์ ล้อรถแทรกเตอร์ รถไถนาด้วย โดยคาดหวังว่า จะเป็นทางออกของวิกฤตยางพาราที่ยั่งยืนที่สุด ช่วยแก้ไขปัญหาราคายางให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพตามนโยบายของรัฐบาล

โครงการบึงกาฬรับเบอร์กรุ๊ป เป็นการบริหารจัดการยางพาราอย่างเป็นระบบครบทุกมิติ สร้างทางเลือกและเพิ่มมูลค่าผลผลิตยางพารา สร้างโอกาสให้กับเกษตรกรทั้งภาคผลิตและการตลาด สร้างโอกาสการแข่งขันในทุกระดับ เมื่อโรงงานแห่งนี้เปิดดำเนินงาน จะมีความต้องการใช้น้ำยางสดจำนวนมาก ซึ่งจะทำให้เกษตรกรชาวสวนยางต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากเดิมที่เคยผลิตยางก้อนถ้วย ต้องหันมาผลิตน้ำยางสดแทน ซึ่งเกษตรกรจะทำงานได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญได้น้ำยางบริสุทธิ์ ที่สะอาด ปลอดภัยมากขึ้นเพราะไม่ต้องใช้สารเคมีคือ น้ำกรดหยดในถ้วยยางเหมือนในอดีต นอกจากนี้ ชุมนุมสหกรณ์ฯ ประกาศรับซื้อน้ำยางสดจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าท้องตลาด 1.50-2 บาท/กิโลกรัม อีกต่างหาก แถมสิ้นปีจะได้รับเงินปันผลจากค่าหุ้นสมาชิกอีกก้อนหนึ่ง เรียกว่า โครงการนี้เกษตรกรมีแต่ได้กับได้

โครงการบึงกาฬรับเบอร์กรุ๊ป หมดห่วงเรื่องการหาตลาด เพราะ “คุณบัณฑิต หลิมสกุล” เลขาธิการกรอบความร่วมมือเอเชีย (ACD) ยืนยันว่า ผลิตภัณฑ์หมอนยาง เป็นสินค้าที่มีอนาคตสดใสมาก เพราะเป็นสินค้าเพื่อสุขภาพที่ราคาไม่สูง เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคในตลาดจีน และกลุ่มสมาชิกอาเซียน เช่น พม่า เวียดนาม ลาว เป็นต้น

นอกจากนี้ ท่านรองนายกฯ วิษณุ รับปากว่าจะสนับสนุนเรื่องผลิตภัณฑ์กรวยยางแปดเหลี่ยม ท่านอยากเห็น อบต. จัดซื้อสินค้าตัวนี้ไปใช้ และติดชื่อ อบต. บนผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เนื่องจากผลิตภัณฑ์ตัวนี้สามารถช่วยสร้างความปลอดภัยทางชีวิตและทรัพย์สินแก่ผู้ใช้เส้นทางในระบบจราจร แถมสินค้าชนิดนี้ยังมีโอกาสพัฒนาเป็นสินค้าส่งออกป้อนตลาดอาเซียนหลายล้านชิ้น ยังไม่นับรวมตลาดจีน ในระยะยาวผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้จะมีโอกาสส่งออกได้อีกมหาศาล โดยทั่วไป การผลิตสินค้ากรวยยางแปดเหลี่ยม จำนวน 1 ชิ้น จะใช้วัตถุดิบน้ำยางสดหรือยางก้อนถ้วยในกระบวนการผลิต ประมาณ 2 กิโลกรัม หากผลักให้เกิดแรงซื้อภายในประเทศและผลักดันเป็นสินค้าส่งออก 100 ล้านชิ้น ก็เท่ากับใช้ปริมาณยาง 200 ล้าน กิโลกรัมแล้ว ช่วยกระตุ้นการแปรรูปยางภายในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น มั่นใจรัฐบาลแก้ไขปัญหายางพาราได้ถูกทาง

นโยบายรัฐบาลที่มุ่งเเก้ปัญหาราคายางตกต่ำ โดยส่งเสริมเรื่องการแปรรูปและให้หน่วยงานของรัฐเป็นตัวนำในการใช้ผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ให้กระทรวงคมนาคมใช้ยางพาราผสมในการทำถนน เเละสนับสนุนให้หน่วยงานต่างๆ ใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น รวมถึงการผลักดันราคายางกิโลกรัมละ 45 บาท นับเป็นการแก้ไขปัญหายางพาราที่ดี และเเก้ปัญหายางพาราได้ถูกทางเเล้ว

ยุทธศาสตร์การแก้ปัญหายางพารา ต้องเน้นเพิ่มมูลค่าด้วยการแปรรูป เพราะเป็นทางออกที่ชัดเจนและเห็นผลเป็นรูปธรรมที่สุด ขณะเดียวกัน เกษตรกรเรียนรู้พึ่งพาตนเองโดยการรวมกลุ่มกันให้เข้มแข็ง เช่น ชุมชนสหกรณ์ยางพาราจังหวัดบึงกาฬ ทำอยู่ในขณะนี้ เมื่อส่งเสริมการแปรรูปแล้วก็ให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแล เช่น กระทรวงพาณิชย์ไปดูในเรื่องช่องทางการตลาด กระทรวงอุตสาหกรรมไปดูในเรื่องบรรจุภัณฑ์ เพื่อช่วยเกษตรกรเพิ่มมูลค่ายาง

สถานการณ์สวนยางจังหวัดบึงกาฬ

แม้วิกฤตราคายางพาราในตอนนี้ จะค่อนข้างหนักมากในรอบ 10 กว่าปี แต่ชาวสวนยางส่วนใหญ่ในจังหวัดบึงกาฬ ยังคงรักษาพื้นที่ทำสวนยางพารา เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่กรีดยางเอง ไม่เจอขาดทุนมากจนถึงขั้นโค่นสวนยางทิ้ง เพราะมีรายได้เข้ามาอยู่เเล้วเเต่อาจจะน้อยลงบ้าง

ภาวะเศรษฐกิจโลกที่หดตัวลง ทำให้เงินฝืด คนไม่มีกำลังซื้อรถยนต์ ทำให้ราคายางชะลอตัวลง เเต่ความต้องการยางพารายังไม่ลดลง ตลาดยังมีความต้องการจะใช้ยางพาราอยู่ต่อเนื่อง ในอนาคตยางสังเคราะห์ที่ผลิตจากน้ำมันดิบจะมีแนวโน้มลดลงเพราะโรงกลั่นหลายแห่งปิดตัวลงจากภาวะราคาน้ำมันที่ลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ตลาดโลกหันมาใช้ยางธรรมชาติเพิ่มขึ้น ประมาณ 30-40 เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลกปรับตัวดีขึ้น เชื่อว่าสถานการณ์ราคาพาราภายในปี 2560 จะขยับตัวดีขึ้นอย่างแน่นอน

ในอนาคตจังหวัดบึงกาฬ มีเส้นทางการค้าที่สำคัญคือ สะพานมิตรภาพเเห่งที่ 5 เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ตอกย้ำบทบาทบึงกาฬ เมืองหลวงยางพารา เพราะทันทีที่สะพานมิตรภาพแห่งที่ 5 สร้างเสร็จ จะช่วยอำนวยความสะดวกทำให้การขนส่งสินค้าจากบึงกาฬ ไปถึงท่าเรือ จังหวัดฮาติงห์ ประเทศเวียดนาม และส่งต่อวัตถุดิบทางเรือไปประเทศจีน ญี่ปุ่น เเละไต้หวัน ซึ่งอยู่ไม่ห่างกันมาก ที่จะเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญในอนาคต

พัฒนา “งานยางบึงกาฬ” เป็นงานอินเตอร์ระดับภูมิภาค

การจัดงานวันยางพาราบึงกาฬในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “บึงกาฬเมืองแห่งยางพารา การค้า และการท่องเที่ยว” เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้จังหวัดบึงกาฬเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมยางพาราของภาคอีสาน และตอกย้ำภาพลักษณ์ เมืองแห่งการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในอนาคตอีกด้วย บรรยากาศงานวันยางพาราบึงกาฬในปีนี้จัดอย่างเข้มข้น มุ่งเน้นสู่การยกระดับเกษตรกร สู่การแปรรูปและการยกระดับนวัตกรรมการเเปรรูปยางพารา โดยกลุ่มชุมชนสหกรณ์ผลักดันให้เกิดการตั้งโรงงานผลิตหมอน ผลิตที่นอนยางพารา สนามเด็กเล่นจากยางพารา ผลิตกรวยจราจรแปดเหลี่ยมจากยางพารา และเปิดตัวนวัตกรรมพิเศษ คือเครื่องกรีดยางอัตโนมัติ มีชาวสวนยางหลายภูมิภาค เช่น ตรัง พังงา กระบี่ นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี หนองคาย สกลนคร และอุดรธานี ฯลฯ อยากเรียนรู้กลไกการทำงานของเครื่องกรีดยางอัตโนมัติที่นำมาเปิดตัวในงานวันยางพาราบึงกาฬ

งานวันยางพาราบึงกาฬถูกพัฒนาเป็นงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติ รูปเเบบการจัดงานเป็นระบบ 2 ภาษา คือภาษาไทยเเละอังกฤษ เน้นให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรชาวสวนยาง นำเสนอนวัตกรรมใหม่สำหรับลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้ในสวนยาง ทำให้มีเกษตรกรชาวสวนยางจากภาคใต้ มีตัวเเทนชาวสวนยางพาราจากเเขวงบอลิคำไซ แขวงคำม่วน แขวงเชียงขวาง ประเทศลาว กลุ่มรับเบอร์ วัลเล่ย์ จากประเทศจีน กัมพูชา เเละมาเลเซียเข้าร่วม เเละมีเลขาธิการกรอบความร่วมมือเอเชีย ACD มาร่วมงานเป็นปีเเรกด้วย

ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เป็นยุทธปัจจัยที่มีความสำคัญต่อโลก ต่อความมั่นคงทางการทหาร เนื่องจากยางเป็นยุทธปัจจัยในการรบด้วย ในปีหน้าวางแผนยกระดับงานแสดงสินค้ายางพาราอย่างยิ่งใหญ่ระดับภูมิภาคอาเซียน โดยเชิญประเทศผู้ผลิตยางรายอื่น เช่น ศรีลังกา อินโดนีเซีย เวียดนาม อินเดีย ฯลฯ เข้ามาร่วมงานในอนาคต

ฝากการบ้านถึงภาครัฐ

ผมอยากให้รัฐบาลต้องเป็นผู้นำด้านการแปรรูปยาง โดยสนับสนุน เงินทุนปลอดดอกเบี้ย หรือจัดหาผู้เชี่ยวชาญด้านยางพาราเข้ามาช่วยสอนเรื่องการแปรรูปยางให้แก่กลุ่มสหกรณ์ เพราะในต่างประเทศ เช่น เกาหลี ไต้หวัน ญี่ปุ่น แม้ไม่มีสวนยางเป็นของตัวเอง แต่ละประเทศล้วนมีสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง เช่น ล้อรถยนต์ ขอบกระจกรถ เครื่องบิน รั้ว สายพานลำเลียง ฯลฯ ภายใต้การสนับสนุนของภาครัฐ ที่ผ่านมา จีนก็ต้องส่งคนไปเรียนรู้เรื่องการแปรรูปในกลุ่มประเทศยุโรป เช่น ผู้ผลิตยางมิชลินของฝรั่งเศล และเยอรมนี ฯลฯ หากไทยมีการพัฒนาต่อยอดความรู้เหล่านี้อย่างต่อเนื่อง ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะกลุ่มเกษตรกรไทยจะผลิตล้อยางรถยนต์ ล้อรถมอเตอร์ไซค์ ฯลฯ ออกขายได้เช่นเดียวกับไต้หวัน เกาหลี ญี่ปุ่น