พิกัดที่เที่ยวหน้าฝน 2567 ภาคอีสาน เคล้าบรรยากาศธรรมชาติอันเขียวขจี

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2795983

พิกัดที่เที่ยวหน้าฝน 2567 ภาคอีสาน เคล้าบรรยากาศธรรมชาติอันเขียวขจี

25 มิ.ย. 2567 16:44 น.

พิกัดที่เที่ยวหน้าฝน 2567 ภาคอีสาน เคล้าบรรยากาศธรรมชาติอันเขียวขจี

รวมที่เที่ยวฤดูฝน 2567 ที่เป็นไฮไลต์ มีแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ของจังหวัดต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเทศไทย

ฤดูฝน ถือเป็นอีกช่วงเวลาดีๆ ในการสัมผัสกับบรรยากาศการท่องเที่ยวแบบใหม่ที่ต่างไปจากเดิม แม้ว่าจะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น (Low Season) แต่ธรรมชาติในช่วงหน้าฝนนั้นถือว่ามีความสวยงาม และโดดเด่นมากจนบางสถานที่ พลิกโฉมกลับกลายมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวไฮซีซั่น (High Season) ได้เลย

ไทยรัฐออนไลน์ ได้รวบรวมข้อมูลจาก ททท. ภาคอีสาน ที่ร่วมแนะนำพิกัดแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นไฮไลต์ในจังหวัดต่างๆ ที่มีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝนที่คอยเติมพลัง และสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางได้เป็นอย่างดี

โดยสถานที่ทั้งหมดจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสวยงามธรรมชาติ ทุ่งดอกไม้หลากสีสัน และจุดชมวิวพร้อมวิวหมอกของช่วงฤดูฝนที่สวยงาม 

1. อุทยานแห่งชาติป่าหินงาม จ.ชัยภูมิ 

หนึ่งในอุทยานยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมากันในช่วงฤดูฝน เพราะเป็นหนึ่งในฤดูแห่งการท่องเที่ยวที่สามารถพบทุ่งดอกกระเจียวที่สวยงามได้ในช่วงมิถุนายน-สิงหาคม พร้อมกับวิวสุดอลังการจากผาสุดแผ่นดิน พร้อมสัมผัสลมอันเย็นสบายได้ตลอดตั้งแต่ช่วงฤดูฝน-ช่วงฤดูหนาว

2. อุทยานแห่งชาติผาแต้ม จ.อุบลราชธานี 

อุทยานแห่งชาติผาแต้ม ถือได้ชื่อว่าเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย พร้อมยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่มากมายไม่ว่าจะเป็น ธรรมชาติ วัฒนธรรม และกิจกรรม โดยในช่วงฤดูฝนธรรมชาติในพื้นที่จะมีเขียวชอุ่มไปด้วยต้นไม้ และดอกไม้ป่านานาพรรณ บางพื้นที่เราอาจได้เห็นดอกไม้ป่านานาพรรณเติบโตเรียงรายอย่างสวยงาม

3. ภูป่าเปาะ (ฟูจิเมืองเลย) จ.เลย 

ภูป่าเปาะ จะมีความสวยงาม และเขียวขจีในช่วงฤดูฝนที่มากไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์ ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ยิ่งไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จากตีนภูเขาถึงจุดชมวิว นักท่องเที่ยวก็จะได้พบความสวยงามที่เสมือนภูเขาไฟฟูจิ จึงได้รับฉายาว่า ภูหอ หรือฟูจิเมืองเลย 

บรรยากาศในช่วงฤดูฝนนี้ จะทำให้นักท่องเที่ยวที่นอกจากจะได้กลิ่นอายของฝนแล้ว ยังจะได้เห็นธรรมชาติ และภาพเมฆสีขาวราวกับปุภาพที่ถูกวาดไว้อย่างสวยงาม 

4. ถ้ำนาคา (อุทยานแห่งชาติภูลังกา) จ.บึงกาฬ 

ถ้ำนาคา เป็นถ้ำที่ถูกค้นพบใหม่ ภายในอุทยานแห่งชาติภูลังกา ซึ่งมีความสวยงามโดดเด่นจากความมหัศจรรย์ และซับซ้อนของธรรมชาติที่ทำให้หินบริเวณถ้ำนาคามีลักษณะคล้ายเกล็ดงู ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวด้วยศรัทธาได้เป็นอย่างดี 

ถ้ำนาคานอกจากจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวตามความเชื่อ และศรัทธาแล้ว ที่นี่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ ร่มรื่น และธรรมชาติที่สวยงามแปลกตาให้ค้นหาอีกมากมายในช่วงฤดูฝนนี้

5. ถ้ำนาคี (อุทยานแห่งชาติภูลังกา) จ.นครพนม

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตอีกที่หนึ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวสายธรรรมชาติ พร้อมทั้งมีแรงศรัทธาไปควบคู่กัน โดยฤดูฝนนี้ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2567 จะเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว 

นอกจากแหล่งท่องเที่ยว และจุดแวะชมสายศรัทธาอย่างถ้ำนาคีแล้ว ที่นี่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่ควรมาในช่วงฤดูฝนอย่างมากมาย เช่น น้ำตกตาดโพธิ์ เส้นทางศึกษาธรรมชาติที่สามารถเดินเรียบน้ำตก พร้อมชมกับธรรมชาติอันสมบูรณ์ได้

6. จุดชมวิวหนองสมอ จ.ขอนแก่น 

หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม และสามารถเที่ยวได้ทุกฤดูในบริเวณจุดชมวิวหนองสมอ อ.ภูผาม่าน ซึ่งเป็นหนองน้ำที่สะท้อนกับวิวภูเขาอย่างสวยงาม และสามารถมาได้ในทุกฤดูกาลที่มีเสน่ห์ที่แตกต่างกันออกไป

ทั้งนี้แล้วนอกจากจุดชมวิวหนองสมอ อ.ภูผาม่าน ยังมีกิจกรรมมากมาย และแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่น่าสนใจ พร้อมกิจกรรมให้ทำอีกมากมาย เช่น ล่องเรือ ดริปกาแฟ หรือไปกางเต็นท์พักผ่อนหย่อนใจรับอากาศดีๆ ได้เช่นกัน

7. อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ผามออีแดง จ.ศรีสะเกษ 

จุดชมวิวที่สวยงาม และทอดยาวกับปราสาทเขาพระวิหาร ของผามออีแดง จึงทำให้ที่นี่กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดศรีสะเกษ

โดยในช่วงฤดูฝน นักท่องเที่ยวก็ยังสามารถไปกางเต็นท์ ชมธรรมชาติ และสัมผัสกับบรรยากาศที่แปลกใหม่ และหนาวได้

8.  อ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก จ.บุรีรัมย์

อ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก เป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวสายชิลล์ที่ต้องการพักผ่อนหย่อนใน ในการมากางเต็นท์ ปิกนิก หรือสูดอากาศสดชื่นได้อย่างเต็มปอด เพราะที่นี่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นสถานที่ที่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพของธรรมชาติ มีต้นไม้หลากหลายชนิด ยิ่งในช่วงฤดูฝนจะมีความร่มรื่นเย็นสบายอย่างมาก 

ข้อมูล : ททท.

ภาพ : istock

เปิดเรือยอชต์หรู De Antonio Yachts D50 Coupe พร้อมโลดแล่นเจ้าพระยา ราคาเอื้อมถึง

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2795772

เปิดเรือยอชต์หรู De Antonio Yachts D50 Coupe พร้อมโลดแล่นเจ้าพระยา ราคาเอื้อมถึง

24 มิ.ย. 2567 20:29 น.

เปิดเรือยอชต์หรู De Antonio Yachts D50 Coupe พร้อมโลดแล่นเจ้าพระยา ราคาเอื้อมถึง

เรือยอชต์หรู De Antonio Yachts D50 Coupe ได้เข้าสู่น่านน้ำประเทศไทย ซึ่งเป็นลำแรกของเอเชีย นำเข้ามาบริการโดย โฟลว์ ยอร์ช คลับ พร้อมทั้งนำ Flow Yacht Experience Centre คลับ และคอมมูนิตี้สำหรับคนรักเรือยอชต์ เข้ามาให้ได้สัมผัสประสบการณ์ธุรกิจเรือยอชต์ครบวงจร ที่เทอร์มินอล 21 พระราม 3

โฟลว์ ยอร์ช คลับ (Flow Yacht Club) ได้นำเข้าเรือยอชต์สุดหรู ที่เป็นยนตรกรรมทางน้ำระดับไฮเอนด์ มาให้คนไทยได้สัมผัสเป็นที่แรก และเป็นเจ้าเดียวในเอเชีย พร้อมประสบการณ์ท่องเที่ยวใหม่ ด้วยราคาที่จับต้องได้ บนน่านน้ำเจ้าพระยา โดยเรือลำนี้มีชื่อว่า ‘De Antonio Yachts D50 Coupe’ เรือยอชต์ฟังก์ชันสุดทันสมัยจากประเทศสเปน

De Antonio Yachts เป็นแบรนด์เรือยอชต์หนึ่งที่เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มคนรักเรือยอชต์ทั่วโลก ซึ่งทาง โฟลว์ ยอร์ช คลับ มีหลายไซส์ให้ได้สัมผัส ทั้งรุ่น E23, รุ่น D28, รุ่น D32, รุ่น D36, รุ่น D42 และรุ่นใหม่ลำล่าสุดอย่าง De Antonio Yachts D50 Coupe ซึ่งเป็นเรือยอชต์ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่ล้ำสมัย และเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า 

เรือลำนี้มีพื้นที่ใช้สอยกว้างขวาง โดยมีฟังก์ชันภายในให้เลือกเริ่มต้น ตั้งแต่ห้องนอนในโถงเรือ ซึ่งสามารถปรับได้มากสุดถึงสามห้องนอน และห้องน้ำปรับได้ทั้งหนึ่งและสองห้องน้ำ รวมถึงครัวในและนอก อ่างจากุซซี ที่นั่งต่างๆ โดยจะปรับได้ตามความต้องการใช้งาน

เครื่องยนต์ของเรือ มีทั้งหมด 4 เครื่องยนต์ บนแรงม้ารวม 1,600 แรงม้า สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 45-47 นอต และสามารถรองรับแขกได้ถึง 10 คน (ไม่รวมบริการและคนขับ) ราคาเช่าเหมาลำ เริ่มต้นที่ 48,000 บาท และราคาสุทธิที่ 50 ล้านบาท 

การมาของ De Antonio Yachts D50 Coupe เรือยอชต์แบบ 4 เครื่องยนต์ ลำใหญ่ มักจะไม่ค่อยเห็นมากบนแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านอุปสรรคทางน้ำ เช่น จำนวนขยะเยอะกว่าในทะเล แต่ความพิเศษของเรือยอชต์ลำนี้ คือ การเป็นเครื่องยนต์เอาต์บอร์ด ซึ่งเปิดจัดการเครื่องเคลียร์ขยะได้ทันทีจากบนบก ซึ่งตอบโจทย์มากๆ สำหรับการสัญจรเดินทางบนแม่น้ำเจ้าพระยา

เส้นทางท่องเที่ยวบน De Antonio Yachts D50 Coupe

รูปแบบแรก คือ Private Sunset Cruise ครึ่งวัน ซึ่งสามารถเลือกเป็นกิจกรรมชมพระอาทิตย์ตก ล่องชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาตอนกลางคืน หรือเดินทางชมบรรยากาศบนเส้นทางบางกระเจ้า แลเมืองเก่าติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาในตอนกลางวัน

รูปแบบที่สอง ทริปเต็มวัน ซึ่งจะสามารถเดินทางไปยังอยุธยา ทริปไหว้พระ หรือจะทำกิจกรรมไปท่องเที่ยวบนเส้นทางทะเลจากพัทยา จ.ชลบุรี ได้

นอกจากเรือยอชต์สวยๆ ที่มีให้บริการท่องเที่ยวแล้ว ทาง โฟลว์ ยอร์ช คลับ ยังได้เปิดตัว Flow Yacht Experience Centre ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 1 ศูนย์การค้าเทอร์มินอล 21 พระราม 3

โดย Flow Yacht Experience Centre จะเป็นศูนย์บริการเรือยอชต์ครบวงจร สำหรับให้คำปรึกษา และผู้ที่กำลังสนใจจะมีเรือยอชต์เป็นของตัวเอง เพื่อทำธุรกิจต่างๆ โดยทาง Flow Yacht Experience Centre นี้ จะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย ผู้ดูแล และให้คำแนะนำ ตลอดจนถึงการวางแผนการตลาดเพื่อให้เรือยอชต์ของลูกค้าเกิดผลประโยชน์สูงสุด ทำให้ไม่จอดไว้เสียเปล่า ได้เป็นเจ้าของเรือยอชต์ และสามารถสร้างรายได้เพิ่มได้ด้วย

นฤมล ยงสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โฟลว์ ยอร์ช คลับ จำกัด

นฤมล ยงสกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โฟลว์ ยอร์ช คลับ จำกัด กล่าวว่า “บริษัทของเราในปีนี้ มาในคอนเซปต์ 3-I ซึ่งมาจาก Inspiration, Innovation และ Infinite” เราก่อตั้ง Flow Yacht Experience Centre จากแรงบันดาลใจที่ต้องการให้ที่นี่เป็นสถานที่สำหรับผู้ที่สนใจในเรือยอชต์ หรือผู้ที่ชื่นชอบอยู่แล้วได้เข้ามาสอบถามข้อมูล และปรึกษาปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับเรือ ซึ่งนับว่าเป็นการมอบประสบการณ์รูปแบบใหม่แก่คนรักเรือยอชต์ แบบที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน

“Flow Yacht Club ยังคงความมุ่งมั่นที่จะสร้าง Community เพื่อคนรักเรือยอชต์ เราอยากเป็นมากกว่าผู้ให้บริการในการซื้อ ขาย และเช่าเรือยอชต์ สิ่งที่เราอยากมอบให้กับทุกท่าน คือประสบการณ์สุดพิเศษที่ท่านจะได้สัมผัสจาก Flow Yacht Club เพียงที่เดียว ทั้งบริการดูแลเรือ ดูแลลูกค้า ตั้งแต่ก่อนและหลังการขาย พร้อมเอกสิทธิ์พิเศษเหนือระดับด้วยค่ะ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โฟลว์ ยอร์ช คลับ กล่าว

ภาพ : deantonioyachts

เปิด 5 ทริกเที่ยวหน้าฝนให้ใจฟู พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2795441

เปิด 5 ทริกเที่ยวหน้าฝนให้ใจฟู พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

23 มิ.ย. 2567 14:24 น.

เปิด 5 ทริกเที่ยวหน้าฝนให้ใจฟู พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

หน้าฝน อาจเป็นฤดูที่หลายคนไม่อยากไปท่องเที่ยว เพราะกลัวความชื้นแฉะและเปียกปอนทำให้ไม่สะดวกต่อการท่องเที่ยวและเดินทาง แต่ความจริงแล้วเสน่ห์ของการเที่ยวหน้าฝนมาพร้อมความสวยงามแห่งธรรมชาติที่ชุ่มฉ่ำ เขียวขจี สบายตา สบายใจ คุ้มค่ากับการเปิดประตูบ้าน สะพายกระเป๋า และก้าวออกไปสู่โลกของการเดินทาง

อย่างไรก็ตาม การท่องเที่ยวในช่วงหน้าฝนจะต้องวางแผนให้ดีทั้งเรื่องความปลอดภัยและความพร้อมในด้านต่างๆ ก่อนจะเก็บกระเป๋าออกเดินทาง ซึ่งเว็บไซต์ Airpaz แนะนำ 5 ทริกเตรียมตัวเที่ยวหน้าฝนให้ใจฟู เพื่อให้ทุกการเดินทางสนุกแบบไม่มีสะดุด ประหยัดงบประมาณแบบสบายกระเป๋า ได้เปิดประสบการณ์สุดพิเศษ และยังปลอดภัยอย่างไร้กังวลอีกด้วย

1. ตรวจเช็กสภาพอากาศ

หน้าฝนเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติฟื้นคืนความสดชื่น ต้นไม้เขียวขจี น้ำตกและลำธารเปี่ยมไปด้วยน้ำใสไหลเย็น ทำให้ทัศนียภาพรอบกายล้วนสวยงามและน่าตื่นตาตื่นใจมากยิ่งขึ้น ทว่าท่ามกลางความงดงามของภูเขาใหญ่ที่มีหมอกบางๆ ปกคลุม หรือสายน้ำใสที่สาดกระเซ็นในป่าสีเขียวขจีของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ สิ่งหนึ่งที่เราต้องเช็กเพื่อชัวร์ก่อนไปคือ สภาพอากาศในช่วงเดินทาง เพราะหลายสถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอาจมีข้อกำหนดเพื่อความปลอดภัยตามแต่ละฤดูกาล และจะทำให้เตรียมแผนสำรองได้หากมีฝนตกหนักจนไม่สามารถเดินทางไปยังสถานที่ดังกล่าว

ภาพจาก iStock

2. ตรวจสอบสภาพรถยนต์ให้สมบูรณ์

ถนนลื่นถือเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้งในฤดูฝน เพราะฉะนั้นผู้ที่เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว หรือเช่ารถเพื่อเดินทางจากสนามบิน ควรตรวจสอบรถยนต์ให้ดีทุกครั้งก่อนออกเดินทาง ทั้งยางรถยนต์ที่ต้องมีดอกยางพร้อมเกาะถนน ที่ปัดน้ำฝนที่ใช้งานได้ดี รวมถึงเช็กสภาพเครื่องยนต์ให้พร้อมใช้งานอย่างสมบูรณ์

3. วางแผนที่พักและวิธีการเดินทาง

จากสถิติการท่องเที่ยวของประเทศไทย พบว่า จำนวนผู้เยี่ยมชมในช่วงฤดูฝนลดลงถึง 30% เมื่อเทียบกับฤดูท่องเที่ยวหลัก เช่น ช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน ทำให้การเดินทางในช่วงนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงการแออัด แต่ยังได้รับประสบการณ์ที่เป็นส่วนตัวมากยิ่งขึ้น

ภาพจาก iStock

ซึ่งการเลือกที่พักและวิธีเดินทางในช่วงหน้าฝน ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้การเดินทางราบรื่น และเป็นฤดูที่ราคาของพักและค่าบริการต่างๆ ลดลง การเดินทางครั้งนี้จึงสบายกระเป๋าสตางค์มากขึ้น โดยสามารถค้นหาตั๋วเครื่องบินและที่พักราคาประหยัดได้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ในการจองตั๋วและที่พัก ซึ่งมีให้เลือกมากมายหลายเจ้า เช่น Airpaz ที่ผู้ใช้บริการสามารถค้นหาและจองตั๋วเที่ยวบินในประเทศและระหว่างประเทศจากสายการบินพันธมิตรมากกว่า 395 สายการบินชั้นนำทั่วโลก และมีโรงแรมให้เลือกหลากหลายตั้งแต่ระดับ 3 ดาว ถึง 5 ดาว มากกว่า 3.4 ล้านแห่งทั่วโลก ครอบคลุมพื้นที่ในเมืองและท้องถิ่นตามจุดหมายปลายทางของนักเดินทาง 

4. ค้นหากิจกรรมพิเศษ สุด Exclusive เฉพาะหน้าฝน

หน้าฝน เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสกับกิจกรรมที่มีเอกลักษณ์และเฉพาะตัว หลายกิจกรรมที่เหมาะสำหรับการทำในช่วงฤดูนี้ยิ่งทำให้การเดินทางท่องเที่ยวมีเสน่ห์และน่าจดจำมากขึ้น หนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมคือการนั่งเรือในเขื่อน เช่น เขื่อนรัชชประภา หรือเขื่อนเชี่ยวหลาน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีทิวทัศน์ที่สวยงามของทะเลสาบที่ล้อมรอบด้วยภูเขาหินปูนและหมอกบางๆ ที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำ

ภาพจาก iStock

รวมถึงการชมดอกไม้ที่บานในช่วงหน้าฝน อาทิ ทุ่งดอกกระเจียวที่อุทยานแห่งชาติไทรทอง จังหวัดชัยภูมิ ดอกกระเจียวสีชมพูสดจะบานสะพรั่งเต็มทุ่งหญ้าในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม สร้างทิวทัศน์ที่งดงามและมีชีวิตชีวา การทำกิจกรรมเหล่านี้ในช่วงหน้าฝนไม่เพียงแค่ให้เราได้สัมผัสกับธรรมชาติที่งดงามและสดชื่น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ได้ประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำใครและเต็มไปด้วยความทรงจำที่น่าประทับใจอีกด้วย

5. เตรียมไอเทมให้พร้อมทุกสถานการณ์

ถึงจะเป็นเรื่องพื้นฐาน แต่ก็ห้ามมองข้ามเด็ดขาด เพราะสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่นเลย จะไปเที่ยวช่วงฤดูฝนทั้งทีต้องอย่าลืมเช็กลิสต์ ร่ม กระเป๋ากันน้ำ เสื้อกันฝน เสื้อผ้าสำรอง ยารักษาโรค ยาทาป้องกันแมลงต่างๆ จะได้เที่ยวกันแบบไร้กังวล

ภาพจาก iStock

การเที่ยวหน้าฝนในเมืองไทยมีข้อดีมากมายที่เราอาจนึกไม่ถึง ลองเปิดใจให้กว้างกับหน้าฝน เตรียมตัวให้พร้อมแล้วออกเดินทางกันเลย เสน่ห์สุดพิเศษของฤดูแห่งความเขียวขจีรอคุณอยู่ ให้ใจฟูไปด้วยกัน.

เทศกาลดูผีเสื้อ 2567 ณ อุทยานแห่งชาติปางสีดา ปีนี้จัดเต็มกิจกรรม และอีเวนต์เพียบ

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2795278

เทศกาลดูผีเสื้อ 2567 ณ อุทยานแห่งชาติปางสีดา ปีนี้จัดเต็มกิจกรรม และอีเวนต์เพียบ

22 มิ.ย. 2567 14:33 น.

เทศกาลดูผีเสื้อ 2567 ณ อุทยานแห่งชาติปางสีดา ปีนี้จัดเต็มกิจกรรม และอีเวนต์เพียบ

เทศกาลดูผีเสื้อ เป็นหนึ่งในกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวต่างรอคอย เพราะในหนึ่งปีมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น โดยในปี 2567 ได้ขนกิจกรรม และอีเวนต์มาให้ทำเพียบ งานจะจัดขึ้นในวันที่ 28–30 มิถุนายน 2567 บริเวณด้านหน้าทางเข้าอุทยานแห่งชาติปางสีดา ตั้งแต่ เวลา 16.30 น. ถึงเวลา 23.00 น. ตลอดท้ัง 3 วัน

กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่น่าสนใจ และสามารถท่องเที่ยวได้ทุกเพศทุกวัย เป็นหนึ่งในกิจกรรมเรียนรู้ที่ได้สัมผัสกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด และมีคุณค่าที่สามารถค้นพบได้ด้วยตนเองจากผืนป่าธรรมชาติมรดกโลก เขาใหญ่–ดงพญาเย็น “อุทยานแห่งชาติปางสีดา-ตาพระยา” ช่วงเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม ของทุกปี ซึ่งนั่นก็คือ “กิจกรรมดูผีเสื้อ” ที่หนึ่งปีมีครั้งเดียวเท่านั้น

เทศกาลดูผีเสื้อ ปี 2567 นี้ จัดเต็มกิจกรรม และอีเวนต์ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในเรื่องของแนวทางในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว และการส่งมอบประสบการณ์ที่มีคุณค่าให้กับนักท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน 

ต้นทุนทรัพยากรทางการท่องเที่ยวในประเทศไทยล้วนมาจากธรรมชาติ ดังนั้นภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจึงให้ความสำคัญและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ เพื่อให้ทุกคนได้เป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างยั่งยืน

โดยกิจกรรมดูผีเสื้อ ปี 2567 นี้ นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัส และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ผ่านกิจกรรม และอีเวนต์ เพื่อเชื่อมโยงอยู่กับธรรมชาติ วัฒนธรรม วิถีชีวิต ภูมิปัญญา ของพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ที่ล้วนเป็นเสน่ห์ และอัตลักษณ์ที่สวยงาม 

กิจกรรมดูผีเสื้อ ปี 2567 จัดขึ้นในวันที่ 28–30 มิถุนายน 2567 บริเวณด้านหน้าทางเข้าอุทยานแห่งชาติปางสีดา ตั้งแต่ เวลา 16.30 น. ถึงเวลา 23.00 น. ตลอดท้ัง 3 วัน ซึ่งมีกิจกรรมดังต่อไปนี้

  • กิจกรรมงาน Butterfly Night Market 

งานตลาดกลางคืนที่รวบรวมร้านค้า และสินค้า OTOP มากมาย พร้อมกับการแสดงดนตรีจากศิลปินชื่อดัง รวมทั้งการแสดงการประกวดภาพถ่ายผีเสื้อซึ่งเป็นผลงานจากนักเรียนและนักศึกษา

  • กิจกรรมการประกวดภาพถ่ายผีเสื้อปางสีดา ในเทศกาลดูผีเสื้อปางสีดา จังหวัดสระแก้ว ครั้งที่ 19 ประจําปี 2567

งานประกวดถ่ายภาพผีเสื้อ ของอุทยานแห่งชาติปางสีดา ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เมืองผีเสื้อของผืนป่าตะวันออก” ที่เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาชมผีเสื้ออย่างต่อเนื่อง ทำให้จังหวัดสระแก้วได้จัดเทศกาลดูผีเสื้อปางสีดา มาตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา 

การจัดงานฯ ทุกปีจะมีกิจกรรมประกวดภาพถ่ายผีเสื้อเป็นเวทีของการนําเสนอความสวยงามของผีเสื้อสายพันธุ์ต่างๆ ที่พบในแต่ละปีผ่าน ความพยายามของช่างภาพที่เฝ้าสังเกตและถ่ายภาพมา แล้วยังเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ในการค้นพบผีเสื้อชนิดสายพันธุ์ใหม่ๆ เป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองการถ่ายภาพผีเสื้อทั้งช่วงกลางวันและกลางคืน โดยการแข่งขันนี้จะจัดในหลายระดับไม่ว่าจะเป็นประเภทรุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี, ประเภททั่วไป (กล้อง Digital และ กล้อง Smart Phone ทุกรูปแบบ) 

นักท่องเที่ยวที่สนใจ หรือผู้ที่สนใจร่วมกิจกรรมสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก สํานักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดสระแก้ว 

ภาพ : iStock

สมุย คว้าอันดับ 1 เกาะที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก 2024 พร้อม 6 รางวัลในประเภทสาขาต่างๆ

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2794397

สมุย คว้าอันดับ 1 เกาะที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก 2024 พร้อม 6 รางวัลในประเภทสาขาต่างๆ

19 มิ.ย. 2567 12:02 น.

สมุย คว้าอันดับ 1 เกาะที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก 2024 พร้อม 6 รางวัลในประเภทสาขาต่างๆ

เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี หนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยมสำหรับชาวไทย และชาวต่างประเทศ ได้รับรางวัลเกาะที่ดีที่สุดในโซนเอเชียแปซิฟิก พร้อมทั้งรางวัลในสาขาต่างๆ จากผู้ประกอบการ

T+L Luxury Awards Asia Pacific 2024 เป็นรางวัลที่จัดขึ้นโดยนิตยสารท่องเที่ยวชื่อดังของเอเชียอย่าง Travel + Leisure Southeast Asia, Hong Kong and Macau เพื่อจัดอันดับให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในสาขา และหมวดหมู่ต่างๆ ของโซนเอเชียแปซิฟิก 

การจัดอันดับดังกล่าวเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ซึ่งเกิดขึ้นจากการโหวต โดยนับคะแนนจากผู้อ่านที่เข้าร่วมโหวตกว่า 200,000 คะแนน โดยมีการเก็บคะแนนเป็นระยะเวลา 3 เดือน ในช่วงมกราคม-มีนาคม 2024 ที่ผ่านมา

ผลปรากฏว่า “เกาะสมุย” ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี คว้าชัยเป็นอันดับที่ 1 ของรางวัล “เกาะที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก (Best Island Destination)” จากการประกาศรางวัลในครั้งนี้ (T+L Luxury Awards Asia Pacific 2024) 

รวมถึงยังมีรายชื่อสถานประกอบการในเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ที่ได้รับรางวัลตามประเภทสาขาต่างๆ ในปี 2024 อีกมากมายรวม 6 รายการ ดังนี้

รางวัล Beach Island Resorts (Thailand) ในเกาะสมุย 4 อันดับ 

  • อันดับที่ 2 : Cape Fahn Hotel 
  • อันดับที่ 3 : Four Seasons Resort Koh Samui 
  • อันดับที่ 5 : Silavadee Pool Spa Resort 
  • อันดับที่ 7 : Centara Reserve Samui 

โดยมีอันดับที่ 1 เป็น JW Marriott Khao Lak Resort & Spa จ.พังงา นอกจากนี้ในอันดับดังกล่าวยังมีสถานประกอบการใน จ.ภูเก็ต และ จ.กระบี่ ที่คว้าอันดับ 4, 6, 8, 9 และ 10 ในรายการดังกล่าว

รวมทั้งยังคว้า อันดับที่ 9 ในประเภท Best Hotel Spas Six Senses Samui และ ท่าอากาศยานนานาชาติ เกาะสมุย ยังได้อันดับที่ 4 ในประเภท Transportation “Best Airports” 

แน่นอนว่า เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ตบเท้าเข้ามาติดอันดับมากมายในหลายรายการ ด้วยอันดับรางวัลที่กล่าวมาทั้งหมดทำให้เกาะสมุยนั้นกลายเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าเที่ยว และน่าพักผ่อนที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิก จนคว้ารางวัลอันดับหนึ่งเกาะที่ดีที่สุดในเอเชียแปซิฟิกในที่สุด.

ข้อมูล : travelandleisure

ภาพ : istock

ไฮไลต์สถานที่ท่องเที่ยว เส้นทางเชื่อมโยงทางทะเล ภาคตะวันออก ไทย กัมพูชา เวียดนาม

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2793200

ไฮไลต์สถานที่ท่องเที่ยว เส้นทางเชื่อมโยงทางทะเล ภาคตะวันออก ไทย กัมพูชา เวียดนาม

14 มิ.ย. 2567 13:44 น.

ไฮไลต์สถานที่ท่องเที่ยว เส้นทางเชื่อมโยงทางทะเล ภาคตะวันออก ไทย กัมพูชา เวียดนาม

รวมสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจบนเส้นทางเชื่อมโยงทางทะเล CVTEC (Cambodia Vietnam Thailand Economic Corridor) เส้นทางที่กำลังจะเกิดขึ้นใหม่ในปี 2568 บนภาคตะวันออกของประเทศไทย ที่ทำงานร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้างอย่าง กัมพูชา และเวียดนาม เพื่อร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของทั้ง 3 ประเทศอย่างยั่งยืน

CVTEC (Cambodia Vietnam Thailand Economic Corridor) เส้นทางเชื่อมโยงกันทางชายฝั่งทะเลทั้ง 3 ประเทศ ประกอบด้วย ไทย เวียดนาม และกัมพูชาในเส้นทางการเดินเรือ เป็นหนึ่งในโครงการที่มีความน่าสนใจที่ทางทีเส็บ หรือสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หน่วยงานภาครัฐของประเทศไทย มองว่ามีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวประชุมธุรกิจ การท่องเที่ยวสัมมนา หรือแม้แต่การเดินทางสัญจร สิ่งเหล่านี้จะเป็นประตูเศรษฐกิจที่ต้องการสนับสนุน เพื่อส่งเสริมให้เกิดขึ้นจริงภายในปี 2568 บนเส้นทาง เกาะฟู้โกว๊ก-สีหนุวิลล์-ตราด (ท่าเทียบเรือคลองใหญ่)

โดยการเดินทางในเส้นทางเชื่อมโยงนี้จะใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง จากท่าเรือคลองใหญ่ จ.ตราด เชื่อมต่อไปที่ สีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา และสามารถต่อเรือได้อีก 1 ชั่วโมง เพื่อเดินทางไป เกาะฟู้โกว๊ก โดยในอนาคตอาจมีแผนต่อยอดทางฝั่งทะเลไทย จาก จ.ตราด ลงไปที่ จ.ระยอง จ.จันทบุรี และ จ.ชลบุรี ได้อีกด้วย

แน่นอนว่าหากเส้นทางเชื่อมโยงนี้เกิดขึ้นในปี 2568 จะทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทย หรือแม้แต่กระทั่งนักท่องเที่ยวชาวเขมร ชาวเวียดนาม รวมไปถึงนักท่องชาวต่างชาติอื่นๆ มีทางเลือกในจุดหมายปลายทางเพิ่ม มีเส้นทางการเดินทางที่สะดวก ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถดึงดูดและเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว รวมถึงการเดินทางหมุนเวียนยัง 3 เส้นทางเชื่อมโยงทางทะเลให้เติบโตไปอย่างพร้อมเพรียงกันและยั่งยืน

ไทยรัฐออนไลน์ จึงได้รวบรวมสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ในเส้นทางเชื่อมโยงของทั้ง 3 ประเทศ (ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม) พันธมิตรในฝั่งภาคตะวันออกของประเทศไทย 

ไฮไลต์สถานที่ท่องเที่ยว เส้นทางเชื่อมโยงทางทะเลภาคตะวันออก (ไทย-กัมพูชา-เวียดนาม)

  • เส้นทางเชื่อมโยงทางทะเล ประเทศไทย

พื้นที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในเส้นทางนำร่องนี้จะอยู่ใน “จ.ตราด” ซึ่งเป็นหนึ่งในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญที่มีชื่อเสียงอย่างมากในประเทศไทย เดินทางไม่ไกลมากจากเมืองหลวง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเล อาทิ เกาะช้าง เกาะหมาก เกาะกูด เกาะขาม ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก โดยทะเลใน จ.ตราด และภาคตะวันออกนี้ โดยส่วนใหญ่จะสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้เกือบทั้งปี มีชายหาดและน้ำทะเลที่สวยงาม เหมาะอย่างมากกับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการดำน้ำ หรือแม้แต่กระทั่งการพักผ่อนริมชายหาดที่เป็นที่นิยม 

นอกจากทะเลแล้ว จ.ตราด ยังมีสิ่งที่น่าสนใจในการท่องเที่ยวอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นสวนผลไม้ต่างๆ ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยววิสาหกิจชุมชน เช่น สวนผลไม้อำไพ หนึ่งในสวนที่มีอายุกว่า 50 ปี มีการเรียนรู้ในการทำเกษตรอินทรีย์ สวนเกษตรแปลงใหญ่ ท่ากุ่ม-เนินทราย สวนไพฑูรย์ และสวนสละสมโภชน์ ที่ผลไม้ขึ้นชื่อมีให้เลือกรับประทานอย่างมากมายในจังหวัดในช่วงฤดูกาล

แหล่งท่องเที่ยวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่อยู่คู่ จ.ตราด ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น วัดโยธานิมิต, วัดบุปผาราม (วัดปลายคลอง), วัดสลักเพชร, วัดท่าโสม, วัดไผ่ล้อม ศาลเจ้าแม่ทับทิบ, ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองตราด เป็นต้น สถานที่เหล่านี้นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะทางอาเซียน มักเดินทางเข้ามาเพื่อขอพร กราบสักการะกันอย่างล้นหลาม หรือแม้แต่กระทั่งแหล่งท่องเที่ยวชุมชน เช่น ชุมชนบ้านน้ำเชี่ยว ชุมชนบ้านแหลมกัด ชุมชนบ้านไม้รูด และชุมชมบ้านสลักคอก (เกาะช้าง) โดยแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเหล่านี้ส่วนใหญ่จะพาไปรู้จักกับวิธีชาวประมง การใช้ชีวิตติดชายฝั่งทะเล นั่งเรือชมบรรยากาศอันเงียบสงบไปกับธรรมชาติที่สวยงาม

  • เส้นทางเชื่อมโยงทางทะเล ประเทศกัมพูชา

เส้นทางเชื่อมชายฝั่งทะเลไปยังประเทศกัมพูชา จะอยู่ใน ‘พื้นที่สีหนุวิลล์’ เป็นเมืองติดทะเลท่าสำคัญของประเทศกัมพูชา ที่เป็นท่าเรือที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดในประเทศ ติดฝั่งทะเลอ่าวไทย และมีความเงียบสงบ บรรยากาศสวยงาม แถมยังติดอันดับชายหาดสวยจากการจัดอันดับในหลายสำนักข่าว 

โดยหาดที่เป็นไฮไลต์ ได้แก่ หาด Serendipity, หาด Otres และหาด Ochheuteal ที่เหล่านักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาพักผ่อนริมชายหาด ทำกิจกรรมทางทะเล รวมถึงการเดินทางออกไปดำน้ำตื้นตามเกาะต่างๆ

นอกจากนี้ในเมืองสีหนุวิลล์ ยังมีความเจริญมากในด้านอาคาร บ้านเรือน รวมทั้งยังเป็นแหล่งรวม Entertainment Complex อีกมากมาย

  • เส้นทางเชื่อมโยงทางทะเล ประเทศเวียดนาม

หนึ่งในเกาะที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเกาะสวรรค์ของประเทศเวียดนามอย่าง เกาะฟู้โกว๊ก ที่น่าสนใจ และนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบชายหาดและทะเลต้องไปสักครั้ง 

เกาะฟู้โกว๊ก ติดอยู่กับฝั่งทะเลอ่าวไทย และสามารถเดินทางได้ไม่ยาก ที่นี่ขึ้นชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวพักผ่อนที่ขึ้นชื่ออีกหนึ่งที่ในฝั่งทะเลอาเซียน พร้อมทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย ประกอบด้วย แกรนด์เวิลด์ฟู้โกว๊ก อุทยานธรรมชาติซันเวิลด์ฮอนเทิม ซานาโต บีชคลับ ส่วนหาดที่ขึ้นชื่อจะเป็น หาดปลาดาว หรือหาดไบ่สาว (Bai Sao Beach)

3 สถานที่ท่องเที่ยวที่กล่าวไปข้างต้น นอกจากจะสามารถเดินทางได้โดยสายการบินต่างๆ ที่ให้บริการอย่างสะดวกสบาย ในอนาคตต้องรอติดตามกับเส้นทางเชื่อมโยงกันทางชายฝั่งทะเลทั้ง 3 ประเทศ ที่ประกอบด้วย ไทย เวียดนาม และกัมพูชา ในเส้นทางการเดินเรือที่กำลังทำงานร่วมกันเพื่อเปิดพื้นที่น่านน้ำให้เดินทางกันได้สะดวกมากยิ่งขึ้นจากฝั่งตะวันออกไทย คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวน่าจะได้ใช้บริการในปี 2568 ที่จะถึงนี้ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวของทั้ง 3 ประเทศให้เกิดเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน

ภูริพันธ์ บุนนาค รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ

ภูริพันธ์ บุนนาค รองผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ กล่าวถึงการประชุมในโครงการ CVTEC หรือ 3 เส้นทางเชื่อมโยงว่า “เป็นการประชุมร่วมกันระหว่างพื้นที่ 3 ประเทศ ที่มีแผนจะให้ภาคตะวันออกของประเทศไทยเกิดการเดินทางเชื่อมโยงทางทะเลอย่างสมบูรณ์ ในเส้นทางเริ่มต้นจากแหลมฉบัง ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ไปยังในส่วนของประเทศกัมพูชาในเส้นทางสีหนุวิลล์ กัมโพช แกบ และพื้นที่เวียดนามอย่าง เปียงยาง กาเมา และเกาะฟู้โกว๊ก โดย 3 ประเทศได้ยินดีที่จะทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรือท่องเที่ยว หรือเรือส่วนตัว”

“ความพร้อมในปัจจุบันในพื้นที่ของ จ.ตราด ที่จะเริ่มเดินทางออกไป สีหนุวิลล์ และเกาะฟู้โกว๊ก ทางภาครัฐก็พร้อมเต็มที่ที่จะสนับสนุน แต่แน่นอนว่า 3 ประเทศยังต้องทำงานร่วมกันอย่างหนัก เพื่อที่จะให้เกิดการเดินทางที่สะดวกสบายและง่ายที่สุด ซึ่งความพร้อมในปัจจุบันได้ประสบความสำเร็จส่วนหนึ่ง และปีหน้าคาดว่าน่าจะสมบูรณ์และสามารถเดินทางได้” ภูริพันธ์ บุนนาค กล่าวทิ้งท้าย

Love Pride Parade 2024 ฉลองส่งท้ายเดือนไพรด์สุดยิ่งใหญ่ เตรียมจัดขบวนพาเหรดยาวที่สุดในเอเชีย

https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2792668

Love Pride Parade 2024 ฉลองส่งท้ายเดือนไพรด์สุดยิ่งใหญ่ เตรียมจัดขบวนพาเหรดยาวที่สุดในเอเชีย

12 มิ.ย. 2567 17:10 น.

Love Pride Parade 2024 ฉลองส่งท้ายเดือนไพรด์สุดยิ่งใหญ่ เตรียมจัดขบวนพาเหรดยาวที่สุดในเอเชีย

Love Pride Parade 2024 เตรียมจัดขบวนพาเหรดยาวที่สุดในเอเชีย 6 กิโลเมตรอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อฉลองส่งท้ายเดือนแห่งเทศกาลไพรด์ โชว์ศักยภาพความกลมเกลียว รวมทั้งการแสดงออกเพื่อความเท่าเทียม ความเสมอภาค และความสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวของกลุ่มเพศทางเลือกของคนไทย

วันที่ 12 มิถุนายน 2567 ในงานแถลงข่าวเทศกาล Love Pride Parade 2024 ณ ศูนย์การค้าเอ็มควอเทียร์ กรุงเทพฯ หนึ่งในงานเทศกาลที่มีทางภาครัฐ ประกอบด้วยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงพาณิชย์, กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กระทรวงวัฒนธรรม, คณะกรรมการพัฒนาซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ, กรุงเทพมหานคร, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และการกีฬาแห่งประเทศไทย จับมือกับภาคีเครือข่ายภาคเอกชนธุรกิจชั้นนำมากกว่า 100 องค์กร ประเทศไทย เพื่อเฉลิมฉลองส่งท้ายเดือนแห่งเทศกาลไพรด์ สุดยิ่งใหญ่ เป็นครั้งแรกในประเทศไทย  

Love Pride Parade 2024 มาในแนวคิด Love Equality Peace ที่แสดงออกถึง ความรัก ความกลมเกลียว ความเท่าเทียม และความเสมอภาค ด้วยอีเวนต์การเดินขบวนพาเหรด ที่มีการตั้งขบวนพาเหรดยาวที่สุดในเอเชียด้วยระยะทาง 6 กิโลเมตร ตั้งแต่สนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย ไปจนถึงอุทยานเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท 

ถือได้ว่างาน Love Pride Parade 2024 เป็นอีกหนึ่งในคอนเทนต์ปิดท้ายเดือน เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลไพรด์ ของประเทศไทย ในกรุงเทพมหานคร แถมยังเป็นการแสดงศักยภาพ และปักหมุด Pride Festival Destination ที่พร้อมต่อยอดผลักดันกรุงเทพฯ ขึ้นแท่นเมืองหลวงแห่งกิจกรรม และความบันเทิง หรือ Entertainment Hub of Asia ภายใต้ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ 

ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานภาคีเครือข่ายภาคเอกชน กล่าวในงานแถลงข่าว Love Pride Parade 2024 ในฐานะผู้แทนภาคีภาคเอกชน

ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานภาคีเครือข่ายภาคเอกชน กล่าวในงานแถลงข่าว ฐานะผู้แทนภาคีภาคเอกชนว่า “สำหรับงาน Pride Month ซึ่งผู้คนทั่วโลกให้ความสำคัญ และจัดกิจกรรมในเมืองสำคัญต่างๆ โดย Love Pride Parade 2024 จะเป็นหนึ่งในคอนเทนต์เทศกาลไพรด์ ของประเทศไทย ที่จะช่วยปักหมุด Pride Festival Destination สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQIAN+ อีกทั้งยังเป็นโอกาสอันดีที่จะผลักดันกรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของประเทศไทยให้สามารถแข่งขันได้กับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย สำหรับการก้าวสู่ Entertainment Hub of Asia เมืองหลวงแห่งกิจกรรมและความบันเทิงของเอเชีย เพื่อบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ควบคู่กับการสร้างภาพลักษณ์ประเทศไทยในการเป็น LGBTQIAN+ Friendly ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพกลุ่ม LGBTQIAN+ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั่วโลกทุกปี” 

“Love Pride Parade 2024 ซึ่งกำลังจะจัดขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ จะเป็นการร่วมสนับสนุนยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ ภายใต้แนวทางเศรษฐกิจสีรุ้ง บนเทศกาลไพรด์ ซึ่งเป็นหนึ่งใน Creative Economy โดยใช้ขบวนพาเหรดของ Love Pride Parade 2024 แสดงถึงความรัก ความเท่าเทียม และความเสมอภาคอันเป็นเสน่ห์ของสังคมไทย เพื่อให้เป็นภาพปรากฏแก่นักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างเป็นรูปธรรมในการจัดงานส่งท้ายเทศกาลด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคมไทย นับเป็นการแสดงพลังสร้างสรรค์ครั้งสำคัญ อันนำมาซึ่งประโยชน์ทั้งในมิติเศรษฐกิจ และสังคม” รองประธานภาคีเครือข่ายภาคเอกชน กล่าว

แพทองธาร ชินวัตร คณะทำงานยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ เดินทางร่วมงานแถลงข่าว Love Pride Parade 2024

ภายในงานยังมี แพทองธาร ชินวัตร คณะทำงานยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ ที่ได้เข้าร่วม และกล่าวเปิดงานแถลงว่า “ดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง สำหรับการร่วมแสดงพลังในการเป็นส่วนหนึ่งในงานเทศกาลไพรด์ 2024 ในกรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการแสดงออก ซึ่งการเปิดรับความหลากหลายทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัด Love Pride Parade 2024 ที่จะขึ้นในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ จะเป็นขบวนพาเหรดฉลองเทศกาลไพรด์ที่ยิ่งใหญ่ และยาวที่สุดในเอเชีย”

แพทองธาร ชินวัตร คณะทำงานยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์แห่งชาติ กล่าวแถลงในงาน Love Pride Parade 2024

“นี่จะเป็นหนึ่งในครีเอทีฟอีเวนต์ที่มีส่วนผลักดันแนวคิด Soft Power ให้เกิดประสิทธิผล ด้วยการแสดงออก ให้นักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQIAN+ เห็นว่า สังคมไทยมีความเป็นมิตร กับความหลากหลาย โดยเฉพาะธุรกิจบันเทิง แฟชั่น ร้านอาหาร เป็นธุรกิจที่ช่วยผลักดัน เศรษฐกิจสีรุ้ง Soft Power ที่ช่วยยกระดับอุตสาหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้กับประเทศ ซึ่งคอนเทนต์ในธุรกิจบันเทิง เป็นหนึ่งใน Soft Power ที่ถูกกำหนดให้เป็นเป้าหมายสำคัญในการสร้างรายได้เชิงเศรษฐกิจ การนำเทศกาลไพรด์ มาร่วมต่อยอด ผลักดันธุรกิจเอนเตอร์เทนเมนต์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ กิน ดื่ม เที่ยว สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQIAN+ จะช่วยเพิ่มมิติของหมุดหมายการท่องเที่ยวในประเทศไทยที่มีอยู่แล้วสู่หมุดหมายใหม่ คือ Hub Of Entertainment ที่จะเป็นเสน่ห์ ดึงดูดนักท่องเที่ยวได้เพิ่มขึ้น และสามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านในการเชื้อเชิญกิจกรรมด้านเอนเตอร์เทนเมนต์สำคัญๆ ให้เข้ามาจัดในประเทศไทยเป็นหนึ่งยุทธศาสตร์ที่นำมาซึ่งความสำเร็จของประเทศไทย ในการเป็นศูนย์กลางเมืองท่องเที่ยว ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมของประเทศโดยรวมให้เจริญก้าวหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน” แพทองธาร กล่าวทิ้งท้าย

แน่นอนว่างาน Love Pride Parade 2024 จะกลายเป็นหนึ่งในพลังสำคัญ ต่อยอดจาก Bangkok Pride 2024 ที่เป็นตัวช่วยในการดันกรุงเทพฯ ในการเป็นเจ้าภาพจัด World Pride ในปี 2030 ภายใต้ยุทธศาสตร์ซอฟต์พาวเวอร์ โดยนำเสน่ห์กรุงเทพฯ ร่วมเชื้อเชิญนักท่องเที่ยว มาปักหมุดวางแผนท่องเที่ยวในประเทศไทยเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลระดับโลกนอกเหนือจากเทศกาลสงกรานต์ 

นักท่องเที่ยวสามารถสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 5 วัน ถึง 2.8 พันล้านบาท สำหรับเทศกาลไพรด์ รัฐบาลคาดการณ์ว่า จะมีเม็ดเงินไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท โดยงาน Love Pride Parade 2024 ในวันที่ 30 มิถุนายนนี้  จะเป็นหนึ่งในอีเวนต์ที่คาดว่าจะมีส่วนช่วยให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจของเทศกาลไพรด์ ได้อีกทางหนึ่ง เนื่องจากคาดว่า จะมีประชาชนทั่วไป ชาวต่างชาติ รวมถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก เข้าร่วมชมงานตลอดเส้นทางขบวน 6 กิโลเมตรกว่า 1,000,000 คน ในย่านศูนย์กลางธุรกิจ การค้า การบริการ การพยาบาล วัฒนธรรม การศึกษา การทูต และศูนย์การค้าชั้นนำ ตั้งแต่ สนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย ไปตามถนนพระราม 1 ผ่านย่านปทุมวัน ย่านสยาม ย่านราชประสงค์ ย่านเพลินจิต ย่านอโศก ย่านสุขุมวิท สิ้นสุดที่อุทยานเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท 

รูปแบบขบวน Love Pride Parade 2024 จะประกอบด้วยขบวนรถเทรลเลอร์ที่ตกแต่งนำเสนอธีมแห่งความภาคภูมิใจ หลากหลายรูปแบบ ภายใต้การนำเสนอของภาคีเครือข่ายธุรกิจที่ร่วมจัดงาน ได้แก่ ธุรกิจการเงิน การท่องเที่ยว สายการบิน โรงแรม กีฬา แฟชั่น เอนเตอร์เทนเมนต์ ไลฟ์สไตล์ รถซุปเปอร์คาร์ รถเปิดประทุน รถมอเตอร์ไซค์ และรถตุ๊กๆ ซึ่งเป็นสีสันของหนึ่งในอัตลักษณ์ไทยที่ทั่วโลกรู้จัก 

โดยภายในขบวนพาเหรดนี้จะมีการตกแต่ง สีรุ้งหลากหลายรูปแบบ นำเสนอคอนเทนต์ที่แสดงออกถึงความรักความเท่าเทียมและความเสมอภาค นอกจากนี้ยังมีศิลปิน ดารา นักแสดง นางงาม กลุ่มคนรักสัตว์ คู่สมรสเท่าเทียม เซเลบริตี้จากทุกแวดวงสังคม ร่วมนำเสนอคอนเทนต์ตลอดระยะทาง 

นักท่องเที่ยว ผู้ที่สนใจร่วมงาน และผู้ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการแสดงออกถึงความเท่าเทียมและความเสมอภาค ส่งท้ายเทศกาลไพรด์ เดือนแห่งความภาคภูมิใจหรือ Pride Month ของกลุ่ม ผู้มีความหลากหลายทางเพศ สามารถเข้าร่วมขบวนได้ตลอดเส้นทาง

ขบวนจะเริ่มตั้งแต่เวลาประมาณ 16.00-18.30 น. โดยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน เป็นประธานในการปล่อยขบวน Love Pride Parade 2024 บริเวณสนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย ในวันอาทิตย์ที่ 30 มิถุนายน 2567 นี้ โดยตลอดเส้นทางขบวนพาเหรดในจุดสำคัญ จะมีการอำนวยความสะดวกประชาชนที่เข้าร่วมชมขบวนด้วยอาหาร เครื่องดื่ม เป็นต้น  

ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานภาคีเครือข่ายภาคเอกชน และ ธนวลัย วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานคอนเทนต์ออนไลน์ ไทยรัฐกรุ๊ป

ภายในงานแถลงข่าว Love Pride Parade 2024 ทาง ไทยรัฐกรุ๊ป นำโดย ธนวลัย วัชรพล เจ้าหน้าที่บริหารสายงานคอนเทนต์ออนไลน์ ได้เป็นตัวแทนเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในภาคีเครือข่ายภาคเอกชนของกิจกรรมนี้ ซึ่งทางไทยรัฐกรุ๊ป พร้อมแสดงจุดยืนที่จะสนับสนุนความหลากหลายทางเพศอย่างเต็มที่ โดยยืนหยัดในการช่วยเสริมสร้างความเท่าเทียมระดับองค์กร ไปจนถึงการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความเท่าเทียม และเคารพความแตกต่างในระดับสังคมของประเทศไทยอย่างเต็มกำลัง

ศุภลักษณ์ อัมพุช รองประธานภาคีเครือข่ายภาคเอกชน (ขวา) และ ธนวลัย วัชรพล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานคอนเทนต์ออนไลน์ ไทยรัฐกรุ๊ป (ซ้าย) ถ่ายภาพร่วมกัน

นอกจากนี้หากท่านใดสนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสาร พร้อมรับชมผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ในเพจ The Mall, Emporium Emquartier และ Emsphere หรือ YouTube ของ The Mall พร้อมร่วมกิจกรรมบันเทิง คอนเสิร์ตเฉลิมฉลองส่งท้ายเดือนแห่งเทศกาลไพรด์ ภายในอุทยานเบญจสิริ ถนนสุขุมวิท ตั้งแต่เวลา 18.30 น. เป็นต้นไป 

ภาพ : เอกลักษณ์ ไม่น้อย

“ฉลามวาฬ” ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งอันดามัน ต้นแบบ..การท่องเที่ยวยั่งยืน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2791416

"ฉลามวาฬ" ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งอันดามัน ต้นแบบ..การท่องเที่ยวยั่งยืน

8 มิ.ย. 2567 05:32 น.

“ฉลามวาฬ” ยักษ์ใหญ่ใจดีแห่งอันดามัน ต้นแบบ..การท่องเที่ยวยั่งยืน

โลกในปัจจุบันกำลังถูกคุกคามด้วยภัยพิบัติ ภาวะโลกร้อน และการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ ภาคธุรกิจจำนวนไม่น้อยจึงหันมาสนใจกับการทำธุรกิจภายใต้แนวคิด Sustainability ที่เน้นความยั่งยืนของระบบนิเวศและธรรมชาติ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในหลากหลายรูปแบบ

ล่าสุด เพลินพิศ โกศลยุทธสาร ผอ.ส่วนส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยวและพันธมิตร บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ ต่อพงษ์ วงเสถียรชัย ประธานกรรมการผู้จัดการ เลิฟอันดามัน และบริษัทบัตรเครดิต เคทีซี นำเสนอการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ภายใต้แฮชแท็ก #GLOรักษ์โลก #GLOZerowaste

เปิดตัวทริปแรกกับ “เรือฉลามวาฬ” ซึ่งเป็นเรือ Speed Catamaran ขนาด 2 ท้อง 4 เครื่องยนต์ ที่ปรับขนาดความจุจาก 75 ที่นั่งให้เหลือ 44 ที่นั่ง เพื่อความสะดวกสบายกว่าเดิม

สตางค์-ต่อพงษ์ วงเสถียรชัย ผู้เปิดตำนานเกาะตาชัยให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามติดอันดับต้นๆของเอเชียมาแล้ว เล่าถึงแนวคิดในการออกแบบเรือฉลามวาฬ ว่า เราเลือกฉลามวาฬเพราะว่าน้องคือสัตว์ทะเลยักษ์ใหญ่ใจดีของท้องทะเลอันดามันและเรือลำนี้ก็เป็นเรือสองชั้นลำใหญ่ลำแรกของบริษัทเลิฟอันดามัน ก็เลยอยากให้ฉลามวาฬเป็นตัวแทนของการสื่อสารถึงความรักที่เรามีต่อสัตว์ทะเล และทะเลอันดามันไปพร้อมๆกัน เพื่อให้คนที่ได้พบเห็นตระหนักถึง การท่องเที่ยวทางทะเล ยังมีสัตว์ทะเลที่อยู่ใต้น้ำอีกเป็นล้านล้านชีวิต ที่เราเองก็ต้องมีส่วนในการรับผิดชอบทุกครั้งเมื่อออกมาท่องเที่ยวด้วยกัน

ประธานกรรมการผู้จัดการ เลิฟอันดามัน บอกว่า เราอยากให้การล่องเรือกับฉลามวาฬเป็นการท่องเที่ยวแนวรักษ์โลก ที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม การที่เราทำคอลเลกชันเรือออกมาให้เป็นลายสัตว์ทะเล ก็เพื่อให้ทุกคนได้มีความผูกพันกับสัตว์ทะเลมากขึ้น เมื่อรู้จักกันแล้ว ก็จะมีความรักและความหวงแหน

“ในทริปท่องเที่ยวกับฉลามวาฬ เราจะสื่อสารให้นักท่องเที่ยวได้ตระหนักถึงการรักษาสิ่งแวดล้อมโดยให้ข้อมูลว่า ในแต่ละปีถ้าเราทิ้งขยะลงในทะเลจะใช้เวลาย่อยสลายกี่ปี โดยมีข้อความติดที่ด้านหลังยูนิฟอร์มของพนักงานเลย” สตางค์บอกพร้อมกับบอกว่า ใครที่เคยท่องเที่ยวกับเลิฟอันดามันจะรู้ว่าไกด์และลูกเรือของเราจะได้รับการเทรนด์มาอย่างดีในการให้ข้อมูลเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อม แต่คราวนี้ก็จะได้รู้เรื่องราวของเจ้าฉลามวาฬยักษ์ใหญ่ใจดี ที่ในแต่ละปีมีจำนวนลดน้อยลงมาก และมีโอกาสเสียชีวิตสูงจากการกินเศษพลาสติกหรือขยะที่ตกค้างอยู่ในทะเล

สำหรับเรือฉลามวาฬ ถือเป็นเรือน้องใหม่ล่าสุดของเลิฟอันดามัน ที่ทุกอย่างเป็นสัญลักษณ์ของการอนุรักษ์ท้องทะเล ตั้งแต่สีและลายเส้นที่ถ่ายทอดเป็นลายเรือสัตว์ทะเล ซึ่งเลิฟอันดามันเป็นตัวแทนที่ใช้การออกแบบเพื่อสื่อสารให้กับนักท่องเที่ยวที่ได้มาพบเห็นและเข้าใจถึงเรื่องราวเหล่านี้ นอกจากนี้ ท้ายเรือยังมีแพนท้ายเรือ เพื่อให้นักท่องเที่ยวขึ้นลงเรืออย่างสะดวกและปลอดภัย ซึ่งเป็นบริษัทแรกๆที่เลือกใช้เรือที่มีแพนท้าย และสำคัญที่สุดคือ เลือกใช้เครื่องยนต์รุ่นใหม่ ที่ไม่ทิ้งคราบน้ำมันลงทะเลด้วย

เราเดินทางกับทริปฉลามวาฬด้วยความอิ่มเอมใจ นอกจากตัวเรือและคอนเซปต์ที่ชัดเจนแล้ว ทั้งก่อนและระหว่างการเดินทาง น้องๆไกด์ และทีมงานจะคอยให้ข้อมูลถึงการรักษาสิ่งแวดล้อม ทั้งปะการัง ปลานกแก้ว ไปจนถึงการเลือกใช้ครีมกันแดด

เอมมี่…ไกด์ร่างใหญ่หัวใจสาวงาม บอกกับพวกเราว่า ปลานกแก้ว 1 ตัว สามารถสร้างหาดทรายและผืนทรายใต้ท้องทะเลได้ถึงปีละ 9 กิโลกรัม จากการขับถ่ายออกมาเป็นทราย ไม่รวมการที่น้องๆปลานกแก้วจะช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของสาหร่ายบนแนวปะการัง ที่มีส่วนทำให้แสงแดดส่องไม่ถึงและอาจทำให้ปะการังตายได้ นอกเหนือจากปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่แล้ว

ส่วนครีมกันแดด เธอบอกว่า บริษัทของเธอเน้นมากที่จะไม่ให้มีการใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมของสารที่ทำลายปะการัง เช่น Oxybenzone หรือ Benzophenon, Octinoxate หรือง่ายๆก็คือ แนะนำนักท่องเที่ยวให้ใช้ครีมกันแดดที่มีคำว่า “reef-safe”, “Ocean Friendly”, หรือมีตราสัญลักษณ์ “Protect Land & Sea” ที่ข้างขวดเท่านั้น

ทั้งนี้ เรื่องนี้เคยมีงานวิจัยโดย Downs และคณะ เพื่อองค์กร National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA) และองค์กรอื่นๆในสหรัฐฯ ชี้ให้เห็นว่าปะการังอ่อนที่สัมผัสกับสาร Oxybenzone และ Octinoxate ที่มีในสารกันแดดแสดงออกถึงภาวะเครียด โดยมีสีซีดจางลง ทำให้ปะการังติดเชื้อได้ง่ายและไม่สามารถได้รับสารอาหารได้เต็มที่อย่างที่เคย อีกทั้งสารทั้งสองชนิดยังสร้างความเสียหายต่อดีเอ็นเอ แถมทำให้โครงสร้างปะการังเจริญเติบโตผิดปกติด้วย และในแต่ละปีแทบไม่น่าเชื่อว่ามีครีมกันแดดถึง 6,000 ตันตกค้างอยู่ในทะเลทั่วโลก โดยจะกระจุกตัวอยู่ในบริเวณที่นักท่องเที่ยวมาว่ายน้ำหรือดำน้ำดูปะการังเป็นส่วนใหญ่

สุดท้าย การเที่ยวทางทะเลไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำอาหารหรือขนมปังไปให้ปลา เพราะจะทำให้ระบบนิเวศทางทะเลเสียหาย ส่งผลถึงชีวิตของทั้งสัตว์และสิ่งมีชีวิตที่ควรจะอยู่คู่กับทะเลเพื่อเป็นความสวยงามของโลกต่อไปนานๆ.

Airbnb เผยนักท่องเที่ยวอินเดีย กลุ่ม Gen Z และ Millennium นิยมเดินทางในไทยเพิ่มขึ้น 80%

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2789552

Airbnb เผยนักท่องเที่ยวอินเดีย กลุ่ม Gen Z และ Millennium นิยมเดินทางในไทยเพิ่มขึ้น 80%

4 มิ.ย. 2567 14:12 น.

Airbnb เผยนักท่องเที่ยวอินเดีย กลุ่ม Gen Z และ Millennium นิยมเดินทางในไทยเพิ่มขึ้น 80%

กระแสการท่องเที่ยวในประเทศไทยกำลังฟื้นตัว และมีนักท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น ล่าสุด Airbnb เผยถึงเทรนด์การท่องเที่ยวในประเทศไทย ที่กำลังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย โดยมีสัดส่วนมากถึง 80% โดยส่วนใหญ่เป็นนักเดินทางกลุ่ม Gen Z และมิลเลนเนียล (Millennials) ของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียทั้งหมด

Airbnb (แอร์บีเอ็นบี) ได้เผยข้อมูลนักท่องเที่ยวระหว่างปี 2565-2566 พบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวอินเดียจองที่พักผ่าน Airbnb ในประเทศไทย เพิ่มขึ้นกว่า 60% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว

ความร้อนแรงของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว เช่น เทศกาลโฮลี และเทศกาลอีสเตอร์ พบว่าชาวอินเดียได้เข้ามาค้นหาที่พักในประเทศไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 200%

ข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาระบุว่า ประเทศอินเดีย รั้งอันดับ 5 (เป็นรองประเทศจีน ประเทศมาเลเซีย ประเทศเกาหลีใต้ และประเทศรัสเซียของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเที่ยวประเทศไทยมากที่สุด ทำให้รัฐบาลได้ใช้นโยบายสนับสนุน และประกาศขยายระยะเวลาฟรีวีซ่าเพิ่มอีก 6 เดือน ไปจนถึง 11 พฤศจิกายน 2567 นี้

อมันพรีท บาจาจ ผู้จัดการทั่วไปประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย ฮ่องกง และไต้หวัน ของ Airbnb เปิดเผยว่า “นักเดินทาง Airbnb ชาวอินเดียยังคงชื่นชอบและสนใจที่จะท่องเที่ยวไปยังจุดหมายปลายทางต่างๆ ในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น และยังพบว่านักท่องเที่ยวชาวอินเดียเริ่มเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ๆ ที่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก ซึ่งนับเป็นการสนับสนุนการท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วมมากขึ้น และยังเป็นการช่วยกระจายเศรษฐกิจไปยังชุมชนต่างๆ ที่ไม่ใช่เพียงแค่เมืองใหญ่เท่านั้น”

“นอกจากนี้การที่รัฐบาลไทยขยายระยะเวลาฟรีวีซ่าทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและอินเดียเป็นการสนับสนุนและช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งสองประเทศอย่างต่อเนื่อง และยังส่งผลให้ความต้องการในการเดินทางมายังประเทศไทยสูงขึ้น ซึ่ง Airbnb พร้อมสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในประเทศไทย และสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางในดวงใจของนักเดินทางชาวอินเดีย” ผู้จัดการทั่วไปประจำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ Airbnb กล่าวทิ้งท้าย

ปัจจุบันได้มีกระแสความนิยมในการเดินทางเที่ยวเมืองไทยของกลุ่มนิวเจนชาวอินเดียเพิ่มมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่นักเดินทางชาวอินเดียจะเป็นกลุ่มเจนซี (Gen Z) และมิลเลนเนียล (Millennials) ที่เข้ามาจองที่พัก ซึ่งมีสัดส่วนมากถึง 80% ของนักท่องเที่ยวชาวอินเดียทั้งหมด จากการรายงานของ Airbnb

ทั้งหมดมาจากที่ประเทศอินเดียมีประชากรกลุ่มเจนซีและมิลเลนเนียลมากที่สุดในโลก โดยเทรนด์และจุดหมายปลายทางยอดนิยมในประเทศไทยของนักเดินทางชาวอินเดีย 5 อันดับแรก ได้แก่ กรุงเทพฯ, ภูเก็ต, เชียงใหม่, กระบี่ และเกาะสมุย ตามลำดับ

พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวอินเดีย

ส่วนใหญ่เดินทางมาประเทศไทยเพื่อพักผ่อนในบริเวณชายหาดและในเมือง ส่วนประเภทที่พักในไทยที่นักท่องเที่ยวชาวอินเดียเลือกจองมากที่สุด ได้แก่ ที่พักที่มีสระว่ายน้ำ, มีสถานที่ท่องเที่ยว เช่น ชายหาด อุทยานแห่งชาติ รวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในจังหวัดดัง

โดยนักท่องเที่ยวชาวอินเดียส่วนใหญ่จะเดินทางเป็นคู่และเดินทางคนเดียว ในขณะที่การเดินทางแบบกลุ่มเล็ก (3-5 คน) และการเดินทางแบบกลุ่มขนาดกลาง (5 คนขึ้นไป) มีการเติบโตเร็วที่สุด โดยนักท่องเที่ยวแบบกลุ่มเล็กเพิ่มขึ้น 67% และแบบกลุ่มขนาดกลางเพิ่มขึ้น 68% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีก่อน

พาชมงานศิลป์ เช็กอินที่ Antibes เมืองเก่าที่น่าหลงใหลของฝรั่งเศส

https://www.thairath.co.th/news/local/2790017

พาชมงานศิลป์ เช็กอินที่ Antibes เมืองเก่าที่น่าหลงใหลของฝรั่งเศส

2 มิ.ย. 2567 05:17 น.

พาชมงานศิลป์ เช็กอินที่ Antibes เมืองเก่าที่น่าหลงใหลของฝรั่งเศส

“พี่ม้ามังกร” ลัดฟ้าไปเกาะติดพรมแดง เทศกาลหนังเมืองคานส์ ร่วมกับคณะของ กระทรวงวัฒนธรรม มีโอกาสชะแว้บไปเสพงานศิลป์ และเช็กอินที่ เมือง Antibes (อานทีบส์) เมืองเก่าที่น่าหลงใหลของประเทศฝรั่งเศสตอนใต้ จึงนำความประทับใจมาบอกเล่าแก่น้องๆครับ

เริ่มจากที่แรกเข้าชม พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ หรือ Musee Picasso สถานที่เก็บรวบรวมผลงานที่หาชมได้ยากของ ปาโบล รุยซ์ ปิกัสโซ จิตรกรเอกของโลกชาวสเปน ตั้งอยู่ในปราสาท Chateau Grimaldi เป็นปราสาทหินตั้งตระหง่านอยู่บนเนินเล็กๆ มีห้องจัดแสดง 2 ชั้น นำเสนอผลงานจิตรกรรม ภาพเขียน ภาพพิมพ์ งานแกะสลัก ประติมากรรม และเซรามิก บอกเล่าเรื่องราวการใช้ชีวิตอยู่ในอานทีบส์เป็นระยะเวลาสั้นๆในปี 1946 โดย ปิกัสโซ ใช้พื้นที่ส่วนหนึ่งของปราสาทจัดทำเป็นสตูดิโอสร้างสรรค์ผลงาน

ขณะเดินชมนิทรรศการ จะสัมผัสได้ถึงความน่าทึ่งในความสามารถและพรสวรรค์ของศิลปินผู้นี้ ที่ผลิตผลงานได้หลากสไตล์ หลายแนวคิด ที่มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ โดยเริ่มจากการนำรูปทรงทางด้านเรขาคณิตมาเป็นพื้นฐานของผลงานศิลปะ

ผลงานของ ปิกัสโซ แบ่งออกเป็นหลายยุคหลักๆ คือ ยุค Blue Period นำเสนอออกมาในแนวเศร้าหม่นหมอง ตามสภาวะของชีวิตและจิตใจในช่วงนั้นที่ต้องสูญเสียเพื่อนรัก จึงถ่ายทอดออกมาด้วยความรู้สึกเศร้าหมอง ไร้ชีวิตชีวา ใช้สีโทนฟ้าและน้ำเงินเป็นหลัก ขณะที่ ยุค Rose Period ถ่ายทอดความรู้สึกถึงความเบ่งบานในใจ เมื่อได้พบรักกับ แฟร์น็องด์ ออลิวีเย ซึ่งเป็นรักแรก จึงสร้างผลงานที่มีความสุข มีชีวิตชีวา เน้นสีแดง ชมพู ส้ม

ส่วน ยุค Cubism Period มีการใช้เทคนิคที่ได้พัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ลงในผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวิวัฒนาการความเจริญทางวิทยาศาสตร์ รูปแบบหน้ากากของชนเผ่าดั้งเดิมในแอฟริกา ส่งผลให้งานศิลปะมีการนำเอารูปทรงเรขาคณิตมาประกอบกันเป็นภาพคนหรือสิ่งของต่างๆ และมีการนำหนังสือพิมพ์หรือเศษกระดาษมาตัดแปะกลายเป็นภาพศิลปะด้วย

นอกจากผลงานของ ปิกัสโซ แล้ว ยังมีคอลเลกชันศิลปะร่วมสมัยของศิลปินระดับโลก เช่น Nicolas de Stael ที่เคยอาศัยอยู่ในอานทีบส์, Hans Hartung, Anna–Eva Bergman และ Joan Miro รวมทั้งมีประติมากรรมยอดเยี่ยมจาก Joan Miro, Germaine Richier, Bernard Pages และศิลปินคนอื่นๆบนลานระเบียงปราสาท ส่วนด้านนอกอาคารยังสามารถชมวิวทิวทัศน์อันน่าประทับใจของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอีกด้วย

ออกจากพิพิธภัณฑ์แล้วก็แวะเดินเล่นที่ Marche Provencal ตลาดในร่มขายสินค้ามากมาย ทั้งดอกไม้ ผลไม้ ผักสด ชีส เครื่องหอม เครื่องเทศ อาหารสด สินค้าหัตถกรรม ส่วนด้านนอกเป็นถนนที่เต็มไปด้วยร้านอาหารและคาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึกให้เลือกซื้อกันเต็มที่เลยครับ.