ชวนสัมผัส โรงแรมสุโขทัย เซี่ยงไฮ้ แลนด์มาร์กที่ต้องมาเยือน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2771824

ชวนสัมผัส โรงแรมสุโขทัย เซี่ยงไฮ้ แลนด์มาร์กที่ต้องมาเยือน

19 มี.ค. 2567 19:26 น.

ชวนสัมผัส โรงแรมสุโขทัย เซี่ยงไฮ้ แลนด์มาร์กที่ต้องมาเยือน

โรงแรมสุโขทัย เซี่ยงไฮ้ นับเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กที่หลายคนอยากมาเยือนของมหานครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งตั้งอยู่ในเขตจิ้งอัน (Jing’an district) ใกล้กับศูนย์ไลฟ์สไตล์ ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์ HKRI Taikoo Hui ย่านดาวน์ทาวน์ ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างประณีตงดงาม ด้วยรูปแบบการดีไซน์ ที่แม้จะเรียบง่าย แต่ตอบโจทย์การให้บริการ การดูแลต้อนรับ ในความเป็นไลฟ์สไตล์ที่ร่วมสมัย

โรงแรมสุโขทัย เซี่ยงไฮ้ ได้รับการออกแบบโดย Neri&Hu Design and Research Office ที่เน้นโครงสร้าง และการออกแบบอย่างยั่งยืน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีการใช้วัสดุจากธรรมชาติ สร้างสรรค์ผ่านการจัดวาง และการตกแต่งด้วยหิน ไม้ ผ้าไหม กับทองเหลืองขัดเงา เพื่อส่งมอบประสบการณ์การสัมผัสความหรูหรา ซึ่งภายในโรงแรมยังได้สัมผัสความสุนทรีย์จากผลงานศิลปะที่ผ่านการร่วมกันสร้างสรรค์โดยศิลปินในและต่างประเทศกว่า 30 ผลงาน รวมทั้ง 2 ผลงานดิจิทัลอาร์ต จากทีมแล็บ (teamLab) ญี่ปุ่น คือ “Flowers and People” และ “Four Seasons, a 1000 Years Terraced Rice Fields – Tashibunosho”

สำหรับห้องพักของโรงแรมสุโขทัย เซี่ยงไฮ้ พร้อมต้อนรับแขกผู้มาเยือนนี้ มีขนาดห้องพักพื้นที่ 44-172 ตารางเมตร โดยมีห้องพักแบบห้องชุดหรู (Residence-style suites) 31 ห้อง และอีก 170 ห้องพักที่ออกแบบมาอย่างมีรสนิยมร่วมสมัย ใส่ใจในรายละเอียดตั้งแต่แสงจากโคมไฟที่อบอุ่น และที่สำคัญยังออกแบบระบบเพื่อสร้างความสมดุลของอากาศภายในห้อง ความชื้น ไปจนถึงการใช้วัสดุที่ช่วยเรื่องการดูดซับเสียง เพื่อมอบความเป็นส่วนตัวตลอดเวลาของการพักผ่อน ไปจนถึงผลิตภัณฑ์ที่เตรียมไว้ในห้องน้ำ ที่มาจากผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกจากแบรนด์ Grown Alchemist ออสเตรเลีย

นอกจากนี้ยังมีสิ่งอำนวยความสะดวก ที่นอกเหนือจากความบันเทิงภายในห้องพัก ผ่านจอทีวีขนาด 55 หรือ 65 นิ้ว ที่พร้อมให้เปิดรับชมช่องรายการต่างๆ จากเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (IPTV) และทีวีดาวเทียม ยังมีเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้เชื่อมต่ออีกด้วย

ที่โรงแรมสุโขทัย เซี่ยงไฮ้ นอกจากมีห้องประชุมที่พร้อมรองรับการจัดงานสำคัญ อย่าง Grand Shanghai Ballroom แล้ว ยังมีร้านอาหาร เครื่องดื่ม ที่รอต้อนรับทุกคนให้มาลองลิ้มรสชาติมื้ออาหารที่มีความหมาย อย่าง The ZUK Bar ที่รอต้อนรับแขกผู้มาเยือนที่ชอบบรรยากาศสวนสวยนอกอาคาร มองเห็นทิวทัศน์ในเมือง พร้อมลิ้มรสเมนูเด่นของอาหารเมดิเตอร์เรเนียน และเครื่องดื่มค็อกเทลที่บาร์แห่งนี้รังสรรค์เป็นพิเศษ ส่วนใครที่ชื่นชอบอาหารและบรรยากาศสไตล์อิตาเลียน ต้องไปที่ห้องอาหาร La Scala ที่ออกแบบร้านอย่างสุดแสนโรแมนติก

อีกจุดที่ไม่ควรพลาด คือ URBAN Lounge ที่มีจิน และสมุนไพรกว่า 350 ชนิดให้เลือกดื่มจากทั่วโลก และยังมีอาหารไทยไว้คอยต้อนรับ ฝีมือการปรุงโดยเชฟคนไทย ที่เรียนรู้การทำอาหารจากครอบครัวที่มีพื้นเพจากจังหวัดเชียงใหม่

ห้องอาหาร Beans & Grapes พร้อมเสิร์ฟขนมอบหลากหลายชนิดและสดใหม่ ทั้งขนมปัง เค้ก คุกกี้ รวมไปถึงเครื่องดื่ม กาแฟ ชา ที่เลือกสรรวัตถุดิบอย่างดีไว้คอยให้บริการ

แน่นอนว่าอีกจุดหนึ่งของโรงแรมสุโขทัย เซี่ยงไฮ้ ที่เตรียมพร้อมไว้บริการ คือสิ่งอำนวยความสะดวกสบายสำหรับการดูแลสุขภาพอย่างเต็มที่ ทั้งสตูดิโอสำหรับฟิตเนส พื้นที่สำหรับโยคะ การเล่นพิลาทิส สระว่ายน้ำในร่ม ขนาด 25 เมตร ห้องซาวน่า อบไอน้ำ และบริการสปาสไตล์อาเซียนที่หลายคนประทับใจ

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยวที่พร้อมเลือกจุดหมายปลายทางที่มีความหมาย จากจุดเริ่มต้นบริการมาตรฐานและเป็นเอกลักษณ์ ของเครือข่ายของโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ

4 จุดท่องเที่ยวปักษ์ใต้ยอดฮิต การันตีโดยนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่มาหลบร้อนช่วงซัมเมอร์

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2771487

4 จุดท่องเที่ยวปักษ์ใต้ยอดฮิต การันตีโดยนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่มาหลบร้อนช่วงซัมเมอร์

18 มี.ค. 2567 18:07 น.

4 จุดท่องเที่ยวปักษ์ใต้ยอดฮิต การันตีโดยนักท่องเที่ยวทั่วโลก ที่มาหลบร้อนช่วงซัมเมอร์

แนะนำจุดหมายปลายทางที่น่าสนใจ สำหรับนักท่องเที่ยวในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่นชอบการดำน้ำ เที่ยวหมู่เกาะและหาดทราย อ้างอิงจากผลสำรวจของทาง Booking.com ที่สอบถามถึงสถานที่พักผ่อนหย่อนใจยอดนิยมในภาคใต้ ประเทศไทย กับนักท่องเที่ยวทั่วโลก

เข้าใกล้ช่วงซัมเมอร์แล้ว หนึ่งในฤดูท่องเที่ยวสำคัญที่นักท่องเที่ยวนิยมเดินทาง ‘หนีร้อนไปพึ่งเย็น’ โดยมีจุดหมายปลายทางสำคัญ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวประเภทเขื่อน ทะเล หมู่เกาะ และหาดทราย เป็นจุดหมายในใจอันดับต้นๆ

ผลการสำรวจล่าสุดของ Booking.com (บุ๊กกิ้งดอทคอม) เผยให้เห็นว่า เทรนด์ของการท่องเที่ยว 2567 ได้เปลี่ยนนิยามการเดินทางจาก “การหลีกหนีความวุ่นวาย” ไปสู่การให้ความหมายที่เหนือกว่าอย่าง “การเดินทางคือชีวิต” 

โดย 89% ของผู้เดินทางชาวไทย และ 78% ของผู้เดินทางทั่วโลก ระบุว่า การออกเดินทางทำให้พวกเขารู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้นกว่าเดิม ในขณะเดียวกันด้วยสภาพอากาศที่ร้อนระอุ และคลื่นความร้อนทั่วโลกกระตุ้นให้ผู้เดินทางมองหาที่ที่มีสภาพภูมิอากาศเย็นกว่าในชีวิตประจำวันที่กำลังเผชิญอยู่ เพื่อหาช่วงเวลาพักผ่อนสำหรับคลายร้อนและความกังวล

เหตุผลที่สอดคล้องกับผลสำรวจนี้ คือ ความเห็นจากผู้เดินทางชาวไทย ทั้งหมด 84% เห็นด้วยว่าการได้พักผ่อนใกล้ชิดกับสายน้ำ ทำให้รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นได้ทันที และอีก 40% สนใจและชื่นชอบการท่องเที่ยวพักผ่อนที่เน้นใกล้ชิดกับน้ำ

เหตุผลทั้งหมดข้างต้นนี้ ส่งผลให้ความต้องการในการเดินทางเพื่อ “หนีร้อนไปพึ่งเย็น” (Cool-cationers) หรือการเดินทางที่เน้นกิจกรรมทางน้ำเป็นหลัก มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

สถานที่ท่องเที่ยว คลายร้อนยอดฮิต จากภาคใต้

สถานที่ท่องเที่ยวทั้งหมดนี้ อ้างอิงจากสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในบริเวณ ‘ที่พักใกล้น้ำยอดฮิต’ ในประเทศไทย ที่ได้รับรางวัล Traveller Review Award ประจำปี 2567 ประกอบไปด้วย

  • เขาสก (เขื่อนเชี่ยวหลาน) จังหวัดสุราษฎร์ธานี

อุทยานแห่งชาติเขาสก จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเขื่อนสุดสวยที่นักท่องเที่ยวนิยมไปสัมผัสอากาศอันบริสุทธิ์ ท่ามกลางป่าไม้สีเขียวขจีและผืนน้ำสีฟ้าในทั่วทุกทิศทาง ซึ่งเป็นผืนป่าดิบชื้นที่ใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทย 

ไฮไลต์ของธรรมชาติที่นี่มาจากภูมิประเทศที่มีภูเขาสลับซับซ้อนในป่าฝนอันอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมมากมายให้ผู้เดินทางได้เลือกทำตามความชอบ ทั้งการส่องนกหลากสายพันธุ์ เดินป่าสำรวจดูพันธุ์ไม้หายาก รวมถึงเที่ยวชมดูน้ำตก และป่าชายเลน 

  • เกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา 

เกาะยาวน้อย ตั้งอยู่ทางใต้ของอุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา รายล้อมไปด้วยหาดทรายอันสวยงาม ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ และมีความเป็นส่วนตัว นักท่องเที่ยวยังได้เพลิดเพลินไปกับกิจกรรมมากมาย เช่น การปั่นจักรยาน เที่ยวชมเกาะ นั่งเรือออกไปชมทิวทัศน์ พร้อมเยี่ยมชมฟาร์มปลา และเรียนรู้วิธีการทำประมงพื้นบ้าน

เกาะยาวน้อย ยังเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีกิจกรรมคลายร้อนมากมาย เช่น การว่ายน้ำ ดำน้ำตื้น ในน้ำทะเลสีฟ้าใส และปิดท้ายวันด้วยการหย่อนใจนั่งดูพระอาทิตย์ในบรรยากาศสุดผ่อนคลาย ได้บริเวณแนวหาดหินที่ทอดยาวรอบเกาะ

  • เขาหลัก จังหวัดพังงา 

หนึ่งในสถานที่ที่มีแสงพระอาทิตย์ขึ้นและตกริมชายหาดที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในชายฝั่งอันดามัน ถือเป็นจุดหมายปลายทางในอุดมคติของผู้เดินทาง ยิ่งไปกว่านั้นผู้เดินทางสามารถสนุกสนานไปกับกิจกรรมต่างๆ ได้มากมายที่นี่ เช่น ดำน้ำ เดินป่า พายเรือแคนู และเซิร์ฟบอร์ด

เขาหลัก ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวตามท้องถิ่นที่น่าสนใจ เช่น การเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ รวมถึงการเป็นสถานที่เชื่อมต่อกับแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ที่ขึ้นชื่อ ซึ่งไม่ว่าผู้เดินทางจะมองหาการเดินทางแบบผจญภัย หรือเพียงต้องการความผ่อนคลาย ที่เขาหลักแห่งนี้ก็พร้อมมอบประสบการณ์อันน่าจดจำ และประทับใจให้กับผู้เดินทางได้เสมอ

  • เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ 

เกาะลันตา หนึ่งในหมู่เกาะที่รายล้อมด้วยน้ำทะเลอันสวยงามของชายฝั่งอันดามัน สถานที่แห่งนี้ยังมีความหลากหลายทางชีวภาพที่น่ามหัศจรรย์ สามารถชมได้ผ่านกิจกรรมการสำรวจป่าชายเลน

การเที่ยวชมน้ำตกและเนินเขาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์ และเต็มไปด้วยหาดทรายละเอียดสีขาว และหาดทรายสีทอง ที่เกิดจากการทอแสงระยิบระยับของแสงแดด 

เกาะลันตา เป็นเกาะห่างไกล ดังนั้นสิ่งมีชีวิตใต้ท้องทะเลของเกาะลันตาจะยังคงอุดมสมบูรณ์ เผยเสน่ห์ของแนวปะการังหลากสีสัน และปลาสวยงามหลายชนิดให้ผู้เดินทางสามารถชื่นชมและดื่มด่ำกับความสวยงามใต้น้ำได้อีกด้วย

ภาพ : istock

ธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 มีวันไหน แจกตารางศิลปิน 12 คืน พร้อมวิธีเดินทาง

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2771370

ธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 มีวันไหน แจกตารางศิลปิน 12 คืน พร้อมวิธีเดินทาง

18 มี.ค. 2567 11:40 น.

ธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 มีวันไหน แจกตารางศิลปิน 12 คืน พร้อมวิธีเดินทาง

ธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 จัดเต็มทั้งกิจกรรม แสง สี เสียง ร้านอาหารคาวหวาน และศิลปินตลอดทั้ง 12 วัน 12 คืน ใครที่อยากไปสัมผัสความสนุก สามารถเช็กตารางศิลปินและวิธีการเดินทางไปยังงานธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 กันได้ที่นี่

ธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 คืองานอะไร

งานธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต วันที่ 18-29 มีนาคม 2567 มาในคอนเซปต์ “FAIR” หรือ “Food Art Innovation Relax” ภายในงานมีทั้งร้านค้า ร้านอาหาร จากชุมชนรอบมหาวิทยาลัย นักศึกษา และเครื่องเล่นหลากหลายสไตล์ กิจกรรม รวมไปถึงศิลปินที่พร้อมจะมอบความบันเทิงและความสนุกให้ตลอดทั้งงาน 

งานธรรมศาสตร์แฟร์ ศิลปินมีใครบ้าง

งานธรรมศาสตร์แฟร์ 67 จัดขึ้น 12 วัน 12 คืน โดยในแต่ละคืนก็จะมีศิลปินหลายสไตล์มาสร้างความสนุกสนานให้ผู้มาร่วมงาน ดังนี้

  • วันที่ 18 มีนาคม 2567 คาราบาวเต็มวง
  • วันที่ 19 มีนาคม 2567 กองสันทนาการแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (RCATU)
  • วันที่ 20 มีนาคม 2567 ศิลปินเพลงรังสิตมันร้าย
  • วันที่ 21 มีนาคม 2567 ชุมนุมเชียร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
  • วันที่ 22 มีนาคม 2567 วิด ไฮเปอร์ อาร์สยาม
  • วันที่ 23 มีนาคม 2567 แพรวพราว แสงทอง
  • วันที่ 24 มีนาคม 2567 ลิงรมย์
  • วันที่ 25 มีนาคม 2567 บิ๊ก สุรินทร์
  • วันที่ 26 มีนาคม 2567 Indigo
  • วันที่ 27 มีนาคม 2567 Lomosonic
  • วันที่ 28 มีนาคม 2567 SLUM artist
  • วันที่ 29 มีนาคม 2567 แจ๋ม พลอยไพลิน และป๊ายปาย โอริโอ้
ขอบคุณภาพจากเฟซบุ๊ก ตลาดนัดธรรมศาสตร์

ธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 จัดขึ้นที่ไหน เดินทางไปอย่างไรได้บ้าง 

ธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 จัดขึ้นบริเวณเชียงราก-ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต โดยสามารถเดินทางมาได้ ดังนี้ 

รถไฟฟ้า 

  • รถไฟฟ้า BTS สายสีแดง ลงสถานีดอนเมือง จากนั้นต่อรถแท็กซี่ หรือรถเมล์
  • รถไฟฟ้า BTS สายสีเขียว ลงสถานีแยก คปอ. จากนั้นต่อรถแท็กซี่ หรือรถเมล์

รถโดยสารประจำทาง

  • ปอ.372 สถานีรถไฟฟ้ารังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต) 
  • ปอ.510 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต)-อนุสาวรีย์ชัยฯ
  • ปอ.39/39 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ศูนย์รังสิต)-อนุสาวรีย์ชัยฯ
  • ปอ.520 ตลาดไท-มีนบุรี

รถตู้โดยสารประจำทาง สามารถขึ้นได้ที่ท่ารถอนุสาวรีย์, BTS หมอชิต, ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต หรือท่ารถท่าพระจันทร์
รถยนต์ส่วนตัว สามารถเลือกจอดรถได้โดยรอบตามบริเวณที่จัดไว้ภายในมหาวิทยาลัย โดยเดินทางตามพิกัดกูเกิล แม็ป ดังนี้ https://maps.app.goo.gl/omxynZ3pZZ1pcA1C8 

งานธรรมศาสตร์แฟร์ 2567 จัดขึ้นเป็นครั้งแรก ตลอด 12 วัน 12 คืน นอกจากจะมีความบันเทิงหลากหลายรูปแบบรออยู่ ยังมีร้านอาหารและร้านค้าหลากหลายรูปแบบให้ไปเลือกช็อป ชิม ชิล กันได้อีกด้วย

ที่มาภาพ : เฟซบุ๊ก ตลาดนัดธรรมศาสตร์ และ iStock

สายมูเตลูห้ามพลาด เที่ยวฮ่องกง ต้องเช็กอินขอพรที่ไหนบ้าง

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2771231

สายมูเตลูห้ามพลาด เที่ยวฮ่องกง ต้องเช็กอินขอพรที่ไหนบ้าง

17 มี.ค. 2567 19:02 น.

สายมูเตลูห้ามพลาด เที่ยวฮ่องกง ต้องเช็กอินขอพรที่ไหนบ้าง

ไปเที่ยวฮ่องกงทั้งที สายมูเตลูต้องห้ามพลาด การท่องเที่ยวฮ่องกงแนะนำ 5 วัดฮ่องกงอันซีน และ 4 แหล่งท่องเที่ยวเสริมดวง พร้อมแชร์เคล็ดการมูฯ ที่ถูกต้อง จากอาจารย์คฑา ชินบัญชร

ฮ่องกงเป็นที่รู้จักอย่างดีในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการ ‘มูเตลู’ ที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ เรื่องความศักดิ์สิทธิ์ในการสมปรารถนา จึงมักมีเหล่าผู้ศรัทธาจากทั่วโลก โดยเฉพาะชาวไทย เดินทางมาสักการบูชา ขอพร และแก้บนเป็นจำนวนมาก แต่นอกจากวัดและเทพเจ้าที่คนไทยคุ้นเคยจากการบอกต่อกันปากต่อปากแล้ว ฮ่องกงยังมีวัดศักดิ์สิทธิ์อีกหลากหลายแห่งที่คนยังไม่ค่อยรู้จัก และยังมีแหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมอีกมากมาย ที่จะช่วยเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตต้อนรับปีมังกรทองนี้ “เส้นทางสายมูเตลู ฉบับปีมังกรทอง” จึงได้มัดรวมและอัปเดตวัดฮ่องกง “อันซีน” กิจกรรมที่สายมูฯ ทำได้ในฮ่องกง พร้อมเชิญกูรูชื่อดัง อาจารย์คฑา ชินบัญชร มาร่วมแบ่งปันเคล็ดลับการสักการะที่ถูกต้อง เพื่อเปิดทางให้ทั้งนักเดินทางสายมูฯ ระดับเซียน และมือใหม่ที่เพิ่งเข้าวงการสามารถไปตามรอยได้ทันที

1. วัดหวังต้าเซียน หรือหว่องไท่ซิน 


วัดหวังต้าเซียน หรือหว่องไท่ซิน (Wong Tai Sin) ในภาษากวางตุ้ง ถือเป็นวัดที่คนไทยรู้จักกันดี จากการผูกด้ายแดงเพื่อขอเนื้อคู่จากผู้เฒ่าจันทรา หรือ เทพเจ้าหยุคโหลว (Yuelao) โดยเคล็ดลับการขอคู่ที่ถูกต้องจะเริ่มจากการเกี่ยวนิ้วมือเข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถคล้องด้ายแดงที่นิ้วมือได้ (สามารถดูขั้นตอนได้ที่ป้ายแนะนำหน้าองค์เทพ) แล้วตั้งจิตอธิษฐานที่ด้านหน้าองค์เทพเจ้าหยุคโหลว

วัดหวังต้าเซียน หรือ หว่องไท่ซิน (Wong Tai Sin) ในภาษากวางตุ้ง ถือเป็นวัดที่คนไทยรู้จักกันดีจากการผูกด้ายแดงเพื่อขอเนื้อคู่ ภาพจาก iStock

สำหรับผู้ชายที่ชอบผู้หญิง ให้ผู้สักการะเริ่มต้นเดินจากรูปปั้นเจ้าบ่าว จากนั้นเดินหลับตาตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อไปผูกด้ายแดงที่รูปปั้นเจ้าสาว

สำหรับผู้หญิงที่ชอบผู้ชาย หลังจากเริ่มต้นตั้งจิตอธิษฐานที่องค์เทพเจ้าหยุคโหลวแล้ว ให้เริ่มเดินหลับตาจากรูปปั้นเจ้าสาว ไปผูกด้ายแดงที่ฝั่งรูปปั้นเจ้าบ่าว

สำหรับ LGBTQ+ ก็สามารถขอพรได้เช่นกัน ด้วยการขอพรที่ตรงกลางด้านหน้าองค์เทพเจ้าหยุคโหลว แล้วผูกที่ตรงกลางบริเวณมือขององค์ท่านเลย ระหว่างเดินต้องระวังไม่ให้นิ้วหลุดออกจากกัน และห้ามทำด้ายหลุดจากมือเด็ดขาด

ส่วนคนที่มีคู่แล้วก็สามารถสักการะขอให้ชีวิตคู่ราบรื่นได้เช่นกัน

นอกจากความสำเร็จด้านความรักแล้ว วัดหวังต้าเซียนยังมีเทพเจ้าหวังต้าเซียนที่ชาวฮ่องกงยกย่องบูชาว่าศักดิ์สิทธิ์ สามารถบันดาลคำขอให้สมปรารถนา ธุรกิจเจริญรุ่งเรือง ทำให้เจ้าสัวหลายคนแวะเวียนมาสักการะองค์หวังต้าเซียนอยู่บ่อยๆ

วัดแห่งนี้มักคลาคล่ำด้วยผู้คนในช่วงเทศกาลตรุษจีน โดยเคล็ดลับในการไหว้ก็คือ ขณะไหว้ห้ามสัมผัสถูกตัวของผู้สักการะท่านอื่นๆ เพราะอาจจะถูกถ่ายทอดโชคร้ายมาสู่ตนเองได้ แต่หากโดนธูปจากผู้อื่นจี้ก็อย่าถือสา เพราะคนฮ่องกงจะถือว่าเป็นการฟาดเคราะห์ครั้งยิ่งใหญ่ แต่ถ้าไม่อยากให้ควันธูปเข้าตา แนะนำให้ถือธูปชูสูงเหนือศีรษะ

นอกจากเทพเจ้าที่คนไทยรู้จักกันดีแล้ว วัดหวังต้าเซียนยังมีอีกหนึ่งจุดอันซีน ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในชั้นใต้ดิน ได้แก่ ห้องลับใต้ดิน (Taisui Yuenchen Hall) อันเป็นที่ประดิษฐานของ พระแม่เต้าบ้อ มารดาแห่งดวงดาว (Goddess of the Great Dipper) ผู้ให้กำเนิดจักรวาล และรูปปั้นเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย เทพผู้คุ้มครองดวงชะตาของมนุษย์ตลอดทั้งปี ช่วยขจัดปัดเป่าเคราะห์กรรมให้เบาบางลง มีทั้งหมด 60 องค์ แต่ละองค์มีรูปลักษณ์แตกต่างกัน มีทั้งบุคลิกเชิงบุ๋น บู๊ และดูสำราญ เชื่อกันว่าองค์ไท้ส่วยเอี๊ยประจำตัวจะมีบุคลิก นิสัย และการแต่งตัว คล้ายกับคนที่เกิดในปีนั้นๆ

การเข้า Taisui Yuenchen Hall จะมีค่าบริการ 100 เหรียญดอลลาร์ฮ่องกง โดยจะได้รับธูปกำยาน 3 ดอก และยันต์มังกร แต่ถ้าเกิดในปีชงประจำปีนั้นๆ ก็จะสามารถเข้าได้โดยไม่ต้องเสียค่าบริการ และยังสามารถทำบุญบริจาค 300 เหรียญดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อทำพิธีฝากดวง แก้ชงกับนักพรตด้านใน เมื่อเข้าไปจะพบกับบรรยากาศการตกแต่งอย่างยิ่งใหญ่งดงาม รายล้อมไปด้วยรูปปั้นของเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย ทั้ง 60 องค์ ตรงกลางคือรูปปั้นของพระแม่เต้าบ้อ ด้านบนเพดานจำลองท้องฟ้ายามค่ำคืนของฮ่องกงในฤดูใบไม้ผลิและใบไม้ร่วง

การสักการะ มี 3 ขั้นตอน ได้แก่

  1. เริ่มต้นจากการสักการะองค์พระแม่เต้าบ้อ โดยการนำธูป 1 ดอก เคารพพระแม่เต้าบ้อ 3 ครั้ง จากนั้นนำธูปไปปักที่กระถางธูปตรงกลางห้อง
  2. นำธูปอีก 1 ดอก ไปสักการะองค์ไท้ส่วยเอี๊ยประจำปีปัจจุบัน พร้อมเคารพ 3 ครั้ง เพื่อขอให้พระองค์คุ้มครองดวงของเราไปตลอดหนึ่งปี
  3. นำธูป 1 ดอกสุดท้าย สักการะองค์ไท้ส่วยเอี๊ยประจำปีเกิด พร้อมเคารพ 3 ครั้ง โดยสามารถดูหมายเลขไท้ส่วยเอี๊ยประจำปีของตนเองได้ที่กระดานด้านหน้าทางเข้า เพื่อให้องค์ไท้ส่วยเอี๊ยประจำปีเกิดคุ้มครองดวงชะตาของเราตลอดไป

โดยการนำธูปไปสักการะเทพเจ้าในห้องใต้ดิน จะใช้มือซ้ายยกธูปขึ้นจรดหน้าผาก และคำนับเทพทั้ง 3 จุด จุดละ 3 ครั้ง ก่อนกลับให้นำยันต์มังกรที่ได้รับ ไปวนที่กระถางธูปด้านหน้าองค์พระแม่เต้าบ้อ 3 ครั้ง ถือเป็นการปลุกเสกสำหรับนำยันต์กลับไปบูชาเพื่อสิริมงคล

2. วัดแชกงหมิว (Che Kung Temple) หรือวัดกังหัน


อีกหนึ่งวัดที่รีวิวแน่น เป็นที่รู้จักสำหรับคนไทยเป็นอย่างดี นั่นก็คือวัดแชกงหมิว (Che Kung Temple) หรือวัดกังหัน วัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 300 ปี โดยชาวบ้านในย่านซ่าถิ่น (Sha Tin) สร้างขึ้นเพื่ออุทิศแก่นายพลแชกง แม่ทัพฝีมือฉกาจแห่งราชวงศ์ซ่ง ในช่วงที่เกิดโรคระบาดร้ายแรง และเมื่อวันที่วัดสร้างเสร็จ โรคระบาดนี้ก็หายไป นายพลแชกงมักใช้กังหันมงคลเป็นสัญลักษณ์ในการนำทัพออกรบ ทำให้วัดแชกงมีกังหันเป็นสัญลักษณ์ประจำวัด โดยใบพัดทั้งสี่ของกังหันหมายถึง

  1. การปัดเป่าสิ่งไม่ดีออกจากตัว
  2. การพัดสิ่งดีเข้าหาตัว
  3. การพัดพาสุขภาพร่างกายแข็งแรงเข้ามา
  4. การพัดโชคลาภเงินทองเข้ามา

โดยขั้นตอนการสักการะจะเริ่มจากการเคารพทิศ และไหว้ศาลเจ้าที่ หรือที่เรียกกันว่าอากงอาม่า ซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าวัด จากนั้นก็ไหว้องครักษ์ทั้งสองฝั่ง ก่อนเข้าไปสักการะและขอพรต่อหน้าองค์แชกงในโถงกลาง ระหว่างไหว้ให้เอ่ยชื่อตนเอง พร้อมขอพรได้ตามที่ใจต้องการ ไม่จำกัดจำนวน แต่การขอพรต้องสบตากับองค์แชกงตลอดเวลา จากนั้นก็หมุนกังหัน 1 ครั้ง ตามเข็มนาฬิกา โดยห้ามหยุดกังหันเองเด็ดขาด และค่อยตีกลองอีก 3 ครั้งเพื่อปิดจบ เมื่อไหว้แล้ว องค์แชกงจะคอยเตือนใจให้ผู้สักการะมีความซื่อสัตย์ดังพลทหาร ป้องกันไม่ให้เผลอใจทำผิด ในปีมังกรแบบนี้ ชาวปีมะเมียควรมาไหว้องค์แชกง ซึ่งเป็นขุนพลสายกรำศึก ที่จะช่วยเสริมสิริมงคลแก่ผู้เกิดปีมะเมียตลอดปีมังกรทองได้เป็นอย่างดี

3. นองปิง (Ngong Ping) 


เริ่มต้นปีมังกรด้วยการทะยานขึ้นสู่ที่ราบสูงนองปิง ซึ่งนับเป็นการเดินทางแห่งจิตวิญญาณ เพื่อสัมผัสกับวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาและความงดงามของธรรมชาติ เริ่มต้นด้วยการขึ้นกระเช้า Ngong Ping 360 ชมวิวทะเลสุดตระการตาของเกาะลันเตาและอ่าวตุงชุง เพื่อเดินทางขึ้นไปสักการะวัดโป่หลิน (Po Lin Monastery) ที่มีอายุกว่า 115 ปี เรือนอาคารต่างๆ

ในวัดแห่งนี้ ถูกออกแบบอย่างถูกต้องตามหลักฮวงจุ้ย โดยอาคารต่างๆ จะสร้างให้อยู่ไม่ติดกัน เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก หากเกิดไฟไหม้ ไฟก็จะไม่ลามไปยังตัวอาคารอื่นได้โดยง่าย นอกจากนั้นยังมีอุโบสถหลัก (Main Shrine Hall of Buddha) ตั้งอยู่ใจกลางวัด เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธเจ้า 3 องค์ในนิกายมหายาน นั่นก็คือ

  1. พระศากยมุนี (พระประธานองค์กลาง) ที่จะมอบสติปัญญาให้กับมนุษย์
  2. พระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุฯ ประทานพรด้านสุขภาพ ให้หายป่วยในเร็ววัน มักแสดงพระหัตถ์โดยการประคองภาชนะน้ำมนต์ หรือสมุนไพร รวมถึงสถูปเจดีย์แบบจีน (หรือถะ)
  3. พระอมิตาภพุทธะ ประทานพรให้จิตใจสงบสุข ผ่องใส

นอกจากนี้ ผู้สักการะยังนิยมมาขอพรจากองค์พระใหญ่นองปิง (Tian Tan Buddha) พระพุทธรูปปางประทานพรองค์ใหญ่ ด้วยความสูงรวมส่วนฐาน 34 เมตร โดยขั้นตอนการสักการะจะเริ่มต้นจากจุดรับพลังที่ด้านล่าง ด้านหน้าองค์พระ โดยเริ่มจากการเอ่ยชื่อของตนเอง ทำความเคารพฟ้าดิน และทิศต่างๆ โดยอาจารย์คฑาได้เผยเคล็ดลับก็คือ คำขอต้องระบุเป้าหมาย สิ่งที่อยากได้ และระยะเวลาให้ชัดเจน พร้อมกล่าวจบด้วยคำว่า “หมื่นคำอธิษฐานสมปรารถนา” คำขอจึงจะเกิดผล

เมื่อเดินขึ้นบันได 268 ขั้น ไปที่ฐานองค์พระ อาคารด้านในส่วนฐานเป็นที่ประดิษฐานขององค์พระสารีริกธาตุ โดยส่วนฐานออกแบบภายนอกเป็นรูปดอกบัว มาจากชื่อของ Po Lin ที่แปลว่าดอกบัวอันล้ำค่า โดยกลีบดอกแต่ละกลีบจะสลักชื่อผู้บริจาคของวัด จะมีเพียงกลีบเดียวที่สลักชื่อของพระพุทธเจ้าศากยมุนี หากมองจากจุดนี้ก็จะได้สบตากับองค์พระใหญ่ได้ตรงๆ ถือเป็นจุดอันซีนอย่างยิ่ง

เมื่อขึ้นไปถึงด้านบนก็จะได้รับชมวิวภูเขา และหมู่บ้านนองปิงอันสวยงาม นอกจากนี้ผู้ที่มากราบไหว้ยังนิยมขอพรกับองค์พระใหญ่ และกลับมาขอบคุณโดยการเดินวิบากเส้นทางขึ้นเขาจากด้านล่างมายังนองปิงอีกด้วย ซึ่งนอกจากจะได้แสดงความขอบคุณแล้ว ระหว่างทางยังจะได้สัมผัสกับวิวธรรมชาติอันงดงามของฮ่องกงอีกด้วย


อีกหนึ่งจุดอันซีนของที่นี่ คือ ทางเดินเท้าแห่งจิตศรัทธาในนองปิง หรือ “Wisdom Path” มีผลงานศิลปะจัดวางกลางแจ้งขนาดใหญ่ ชื่อว่า “Heart Sutra” ที่ตัวอักษรจีนแกะสลักอยู่บนเสาไม้ขนาดยักษ์ สูง 8-10 เมตร ตั้งตระหง่านอยู่ที่เชิงเขาลันเตา โดยมีการจัดเรียงเป็นลักษณะรูปเลข 8 อันเป็น สัญลักษณ์ของความไม่มีที่สิ้นสุด และสื่อถึงหลักธรรมเทศนาเรื่อง “การไม่ยึดติดและการไม่ปิดกั้นทางจิตใจ” ผลงานชิ้นนี้จึงเป็นตัวอย่างของการผสมผสานหลักปรัชญาเข้ากับศิลปะได้อย่างลงตัว

ก่อนกลับขอแนะนำให้มาพักรับประทานอาหารกลางวัน ที่โถงรับประทานอาหารของวัดโป่หลิน ซึ่งเสิร์ฟเมนูมังสวิรัติรสชาติดีหลายเมนู จนอาจลืมไปเลยว่ากำลังทานอาหารมังสวิรัติอยู่

4. ต้นไม้ขอพร และวัดเจ้าแม่ทับทิมที่หลัมซุน 

หมู่บ้านเล็กๆ ในไต๋โป (Tai Po) แห่งนี้ อัดแน่นไปด้วยวัดเก่าแก่ และประเพณีทางวัฒนธรรมอันงดงาม เริ่มต้นกันที่ต้นไม้ขอพรหลัมซุน (Lam Tsuen Wishing Trees) หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนฮ่องกงมักจะมาขอพร โดยมีตำนานมาจากสามีภรรยาคู่หนึ่ง ฝ่ายชายต้องเดินทางไกลเพื่อเข้าเมือง ก่อนที่จะต้องแยกกัน ทั้งสองได้อธิษฐานจิตร่วมกันที่ใต้ต้นส้มและโยนส้มขึ้นไปบนต้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป สามีกลับมีเหตุให้หลงลืมภรรยา ทำให้ฝ่ายภรรยาเสียใจ ไปร่ำไห้ที่ต้นส้มต้นเดิม ทันใดนั้นลมได้พัดเอากระดาษขอพร ที่สามีได้ไปขอพรกับผู้หญิงคนใหม่ตกลงมาให้เห็นต่อหน้า ฝ่ายภรรยาจึงตั้งจิตอธิษฐานกับต้นส้มอีกครั้ง วอนขอให้สามีกลับมาหาตน เมื่อเวลาผ่านไป สามีมีโอกาสได้กลับมาที่ต้นส้มอีกครั้ง และทันใดนั้นกระดาษขอพรของภรรยาเก่าก็ตกลงมา ทำให้เขาสามารถจำภรรยาได้อีกครั้ง ในปัจจุบันทุกช่วงเทศกาลตรุษจีน ซึ่งถือเป็นปีใหม่ ผู้คนก็จะหลั่งไหลมาตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อให้เริ่มต้นปีอย่างเป็นมงคล และประสบความสำเร็จไปตลอดปีด้วย

โดยขั้นตอนการอธิษฐานเริ่มจากการเขียนคำขอลงในกระดาษขอพร แล้วมัดกระดาษด้วยเชือกสีแดงที่ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งให้ถ่วงน้ำหนักด้วยลูกส้ม จากนั้นให้ตั้งจิตอธิษฐาน โดยแนะนำให้ขอเพียง 1 ข้อเท่านั้น จึงจะได้ผล 100% มิฉะนั้นผลลัพธ์ก็จะเฉลี่ยกันไปหากขอหลายข้อ เมื่ออธิษฐานจบให้โยนเชือกขึ้นไปให้กระดาษพ่วงส้มไปติดกับกิ่งไม้ให้ได้ คำอธิษฐานนั้นจึงจะเป็นจริง หากกระดาษและส้มหล่นลงมา ต้องโยนใหม่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะติดกับกิ่งไม้เท่านั้น ห้ามยอมแพ้กลางคันเด็ดขาด

ทุกปี จะมีการจัดเทศกาล Hong Kong Well-Wishing Festival ที่ผู้คนทั้งในฮ่องกง และนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกจะแห่แหนกันมา โยนส้มเสี่ยงทาย ลอยกระทงอธิษฐาน ชมการแสดงเชิดสิงโต และการแสดงอื่นๆ อีกมากมาย ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญช่วงตรุษจีนในฮ่องกงมาอย่างยาวนาน โดยจัดตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 15 ของเทศกาลตรุษจีน (วันที่ 10-24 กุมภาพันธ์ 2567) บริเวณ Lam Tsuen Wishing Plaza

บริเวณใกล้ๆ ก็ยังมีวัดเจ้าแม่ทับทิม หรือ Tin Hau Temple ประจำ Lam Tsuen หนึ่งในเทพเจ้าที่คนฮ่องกงศรัทธา เพราะบันดาลความสงบแก่ชีวิตผู้กราบไหว้ เจ้าแม่ทับทิมเป็นเทพเจ้าที่คนในพื้นที่แถบริมทะเล และชาวประมงให้ความนับถือเป็นพิเศษ เนื่องจากจะคอยคุ้มครองให้การเดินเรือราบรื่น ปลอดภัย

5. สักการะเทพเจ้าห้ามังกร รับปีมังกรทอง ที่วัดเจ้าแม่ทับทิมย่านนัมชุง

จุดสุดท้ายที่จะขอแนะนำคือ เจ้าแม่ทับทิมย่านนัมชุง (Nam Chung Tin Hau Temple) ซึ่งเป็นวัดที่อันซีนสุดๆ เพราะวัดแห่งนี้เป็นวัดเล็กๆ ที่อยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองและย่านเศรษฐกิจ จึงทำให้สงบเงียบ ตั้งอยู่ในพื้นที่ของอุทยาน Pat Sin Leng Country Park (พัด ซิน เล้ง คันทรี พาร์ก) ริมอ่าว Starling Inlet ทำให้สามารถสัมผัสบรรยากาศสงบร่มรื่นของทิวเขา และทะเลริมอ่าวได้พร้อมกัน

ถนนรอบวัดมีลักษณะคับแคบและคดเคี้ยว จึงอนุญาตให้รถยนต์ส่วนตัว หรือรถมินิบัสเข้าไปเท่านั้น แต่ก็สามารถเดินเท้าโดยใช้เวลาประมาณ 10-15 นาที ได้เช่นกัน ระหว่างทางสามารถดื่มด่ำธรรมชาติอันงดงามได้อีกด้วย อีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของวัดแห่งนี้คือลักษณะทางภูมิศาสตร์ที่มีความสิริมงคล คือ บริเวณริมอ่าว มีเกาะขนาดเล็กตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับเทพเจ้ามังกร ซึ่งเกาะนี้เปรียบเสมือนไข่มุกที่ปากมังกรนั่นเอง

วัดแห่งนี้เป็นที่ประดิษฐานของเจ้าแม่ทับทิม และเทพเจ้าห้ามังกร สัญลักษณ์ของโชคลาภ ความสุข และอายุยืนยาวในปีมหามังกร โดยตำนานเล่าขานกันว่า มีเด็กหญิงคนหนึ่งบังเอิญไปพบไข่ปริศนา 5 ฟอง เธอจึงเก็บไข่ทั้งห้ามาฟูมฟัก แต่เมื่อไข่ฟักออกมากลับกลายเป็นตัวอ่อน สิ่งมีชีวิตประหลาด เป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป แต่เด็กหญิงก็ยังดูแลสิ่งมีชีวิตทั้งห้าเป็นอย่างดี จนเติบโตเป็นเจ้าพญามังกรทั้ง 5 องค์ ประจำทะเลทั้ง 4 ทิศ และแดนสวรรค์

เมื่อมาถึงวัดแห่งนี้แล้ว ให้เริ่มต้นสักการะองค์พระประธาน และศาลเจ้าแม่ทับทิมก่อน ต่อมาจึงลงไปสักการะองค์เทพเจ้ามังกรทั้งห้าที่อยู่ด้านล่าง ด้วยธูป และผลไม้ 5 ชนิด ได้แก่ แอปเปิล ส้ม ส้มโอ องุ่น และกล้วย โดย 5 เทพเจ้ามังกร จะดลบันดาลให้ผู้ขอประสบความสำเร็จไปทั่วทุกสารทิศ

ระหว่างไหว้ให้รำลึกถึงพระคุณของมารดา ดังพญามังกรที่สำนึกในบุญคุณของเด็กหญิงที่เปรียบดั่งมารดาผู้ให้กำเนิด อาจารย์คฑาจึงขอยกให้วัดแห่งนี้เป็นวัดห้ามพลาดในปีมังกรทองปีนี้ ซึ่งไม่ว่าคุณจะเกิดในปีนักษัตรใด ก็สามารถเดินทางมาไหว้เพื่อรับความมั่งมีได้

นอกจากจะขึ้นชื่อในเรื่องของวัดศักดิ์สิทธิ์แล้ว ฮ่องกงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวและกิจกรรมอีกมากมาย ที่จะช่วยเสริมสิริมงคลให้กับชีวิตรับปีมังกรทองนี้

จุดชมวิว sky100 ไปรับพลังแห่งปีมังกร ณ จุดชมวิวในร่มที่สูงที่สุดของฮ่องกง


หากจะเปิดรับพลังของปีมังกรได้อย่างเต็มที่ ก็ต้องขึ้นไปที่สูงเท่านั้น ขอแนะนำ จุดชมวิว sky100 จุดชมวิวในร่มที่สูงที่สุดของฮ่องกง ตั้งอยู่บนชั้น 100 ของอาคาร International Commerce Centre โดยนักท่องเที่ยวสามารถขึ้นไปด้วยลิฟต์โดยสารที่เร็วที่สุดในฮ่องกง ซึ่งใช้เวลาเพียง 60 วินาทีเท่านั้น ด้านบนสามารถรับชมวิวฮ่องกงแบบ 360 องศา พร้อมกิจกรรมอินเตอร์แอ็กทีฟที่จะทำให้คุณได้รู้จักฮ่องกงมากยิ่งขึ้น

ยอดเขา The Peak ขึ้นรถรางพีคแทรม เพื่อชมวิวฮ่องกงบนยอดเขา

อีกหนึ่งสถานที่มงคลรับปีมังกรก็คือ ยอดเขา The Peak การเดินทางเริ่มต้นจากการไต่ขึ้นเขาโดยพีคแทรม รถรางเก่าแก่ของฮ่องกง ที่มีการปรับปรุงให้สวยงาม และเห็นวิวได้อย่างชัดเจน ด้านบนเขายังมีกิจกรรมให้ทำอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร แหล่งช็อปปิ้ง พิพิธภัณฑ์ และจุดชมวิวสวยๆ หลายแห่ง แต่ถ้าอยากได้รับพลังแห่งปีมังกรทองไปแบบเต็มๆ ขอแนะนำ Sky Terrace 428 จุดชมวิวกลางแจ้งที่สูงที่สุดในฮ่องกง สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 428 เมตร และยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ตามหลักฮวงจุ้ย ที่สามารถมองเห็นวิวทะเลของอ่าววิกตอเรียและตัวเมืองฮ่องกงได้อย่างชัดเจน

ขึ้นเขา Dragon’s Back ไต่เขาหลังมังกรรับปีมังกรทอง

ฮ่องกงในสายตาของนักท่องเที่ยว มักจะเป็นภาพของเมืองอันครึกครื้น เต็มไปด้วยตึกระฟ้าเรียงราย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ฮ่องกงยังมีแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติแสนสงบ ที่นักท่องเที่ยวสามารถมาดื่มด่ำบรรยากาศสีเขียวได้เต็มปอด ในปีมังกรทองแบบนี้ จึงอยากชวนทุกคนออกมารับพลังธรรมชาติบนยอดเขาที่ Dragon’s Back หรือเขาหลังมังกร เส้นทางเดินเขาระดับปานกลาง ซึ่งเป็นเทือกเขาที่ทอดตัวยาวดูคล้ายสันหลังมังกร และเมื่อถึงส่วนหัวมังกร หรือ Shek O Peak ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของเขาหลังมังกรแห่งนี้ ก็จะเห็นวิวสุดลูกหูลูกตาของมหาสมุทร และเทือกเขาหลังมังกรที่ทอดยาวต่อกัน หากเดินจนสุดเส้นทางก็จะมาบรรจบที่ชายหาด Big Wave Bay หาดที่เหมาะสำหรับการเล่นเซิร์ฟสุดๆ

ถนนคนเดิน-ตลาดกลางคืน Temple Street Night Market 

วัดเคยเป็นแหล่งรวมตัว พบปะสังสรรค์กันของคนฮ่องกงในสมัยก่อน และเมื่อจบกิจกรรมในวัด ผู้คนก็จะออกมาสังสรรค์กันต่อด้านนอก จึงทำให้พื้นที่รอบๆ วัด เริ่มคึกคักด้วยแผงขายของของเหล่าพ่อค้าแม่ขาย จนกลายเป็นถนนคนเดินดังเช่นในปัจจุบัน ถนนคนเดิน Temple Street Night Market จึงเป็นสถานที่ที่อยากแนะนำในการปิดท้ายทริปสายมูฯ ของเรา


ถนนคนเดิน Temple Street Night Market แห่งนี้ เคยเป็นแหล่งช็อปปิ้งยามค่ำคืน ขายของที่ระลึกทั่วไป และร้านอาหารสตรีทฟู้ด หรือ Dai Pai Dong ตอนนี้ได้รับการปรับโฉมใหม่จากการท่องเที่ยวฮ่องกง ให้ครึกครื้นไปด้วยแหล่งช็อปปิ้งของที่ระลึกมากมาย โดยนำร้านอาหารชื่อดังของฮ่องกง มาออกบูธในช่วงกลางคืน อาทิ Kai Kai Dessert ร้านขนมหวานสไตล์ฮ่องกง ที่ได้รับรางวัลมิชลินไกด์ติดต่อกันหลายปี หรือของว่างสไตล์ฮ่องกงอย่าง ขนมจีบ และลูกชิ้นปลา และยังมีร้านอื่นๆ อีกมากมาย ที่จะทำให้เราได้สัมผัสวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นของฮ่องกงได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้บริเวณสองข้างทางของ Temple Street ยังประดับประดาด้วยงานศิลปะ Installation ไฟนีออน ซึ่งเป็นหนึ่งในภาพจำของฮ่องกงที่มีมายาวนาน ให้นักท่องเที่ยวได้ตามถ่ายรูปกันหลายจุด ซึ่งจะจัดตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงเดือนมิถุนายน 2567 (ตามกำหนดการปัจจุบัน) ที่สำคัญนักท่องเที่ยวสายมูฯ ยังสามารถแวะดูดวงกับหมอดูประจำถนนแห่งนี้ ที่จะตั้งบูธอยู่สองข้างถนนได้อีกด้วย

หากคิดว่าการมาไหว้พระขอพรในฮ่องกงนั้นจะจบในครั้งเดียว เราอยากให้คุณลองตัดสินใจดูใหม่ หลังจากที่อ่าน “เส้นทางสายมูฯ ฉบับปีมังกรทอง” เพราะฮ่องกงนั้นเต็มไปด้วยภูมิทัศน์สายมูเตลูที่หลากหลาย ไม่หยุดนิ่ง และมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะช่วงต้นปีมังกรทองแบบนี้ การเริ่มต้นปีอย่างเป็นสิริมงคลก็จะช่วยให้ตลอดทั้งปีของคุณราบรื่น ไร้อุปสรรค “เส้นทางสายมูฯ ฉบับปีมังกรทอง” นี้ จึงเหมาะสำหรับคนไทยทั้งสายมูฯ ตัวจริง และน้องใหม่ให้มาตามรอย ตามเก็บกันให้ครบทุกจุดเป็นอย่างยิ่ง

มหัศจรรย์ “ภูเขาสีรุ้ง” ใน..เปรู

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2770674

มหัศจรรย์ "ภูเขาสีรุ้ง" ใน..เปรู

16 มี.ค. 2567 05:38 น.

มหัศจรรย์ “ภูเขาสีรุ้ง” ใน..เปรู

สำหรับนักเดินป่าที่แสวงหาความท้าทายใหม่ๆ บอกเลยว่าเส้นทางเดินป่า Ausangate เพื่อมุ่งหน้าสู่ภูเขาสีรุ้ง ที่มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ทั้ง Ausangate Rainbow, Vinicunca ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาพื้นเมืองของเปรูแปลว่า ภูเขาสี เป็นอีกเส้นทางที่ไม่ควรพลาด

จริงๆแล้ว Ausangate เป็นชื่อของภูเขาขนาดใหญ่ในเทือกเขาแอนดีส ที่มีภูเขาหลายลูกตั้งอยู่ทางตอนใต้ของเมืองซัสโก ประเทศเปรูยอดเขาสูงที่สุดมีความสูงถึง 6,384 เมตร หรือ 20,945 ฟุต เป็นภูเขาในตำนานของชนเผ่าอินคา ชาวอินคาเชื่อว่าเทือกเขาแห่งนี้เป็นเทือกเขาแห่งจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ เหมือนกับที่บรรดาลามะและรินโปเชนิยมบำเพ็ญพรตบนเทือกเขาสูง เพื่อค้นหาจิตวิญญาณในตนเอง

แม้จุดหมายปลายทางของการเดินป่าที่มาชู ปิกชู คือการไปสัมผัสความสวยงามของภูเขาสีรุ้ง แต่ก็เชื่อว่าระหว่างทางก็เป็นอีกสีสันหนึ่งที่งดงามไม่แพ้กัน ทั้งภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะ ธารน้ำแข็ง ทะเลสาบที่ตกผลึก ทุ่งหญ้าอันสวยงาม ที่เต็มไปด้วยสัตว์หลายชนิดที่คุณอาจไม่เคยรู้จัก เช่น ลามา, อัลปากา, วิสคาชา รวมถึงแร้งที่อาศัยอยู่บนยอดเขาสูง และยังได้เห็นวัฒนธรรมประเพณีในดินแดนที่เคยเป็นอารยธรรมเก่าแก่ของโลก โดยภูมิประเทศที่นี่ยังบริสุทธิ์ ยังไม่ค่อยมีนักเดินป่าหรือนักเดินทางเข้าไปสัมผัสมากนัก

สีรุ้งที่ปรากฏบนภูเขา เกิดจากแร่ธาตุหลากสีสัน 14 ชนิด รวมทั้งทรายแดงที่สะสมมานานหลายล้านปี เกิดเป็นสีสันสดใส ไล่เฉดสีตั้งแต่สีโทนร้อนไปจนถึงสีโทนอุ่น เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งประติมากรรมที่เกิดขึ้นจากการสร้างสรรค์ของธรรมชาติ

ความสูงเฉพาะของภูเขาสีรุ้งอยู่ที่ 5,200 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ยังไม่ใช่ยอดเขาที่สูงที่สุดของ Ausangate ตัวภูเขามีอายุมากกว่า 5,000 ปี แต่เพิ่งมีการค้นพบภูเขาสีรุ้งเมื่อปี 2013 หรือ 11 ปีที่ผ่านมา เหตุที่ภูเขาสีรุ้งได้มีโอกาสอวดโฉมความงดงามแก่ชาวโลก ก็เพราะน้ำแข็งซึ่งปกคลุมทับภูเขาอยู่ละลาย เนื่องจากสภาวะโลกร้อน

ภายหลังการค้นพบภูเขาสีรุ้ง นักเดินทางต่างมุ่งมั่นที่จะได้มีโอกาสไปสัมผัสความงดงามนี้ด้วยตาตนเอง จนถูกจัดให้เป็น 1 ใน 100 สถานที่ที่ต้องไปเยือนก่อนตาย

เวลาที่ดีที่สุดในการเดินทางเยือนภูเขาสายรุ้งก็คือ เดือนเมษายน-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงฤดูแล้ง ท้องฟ้าแจ่มใส ฝนตกน้อย ทำให้การเดินทางง่ายขึ้น และยังได้มีโอกาสมองเป็นภูเขา Ausangate และภูเขา Salkantay ที่ปกคลุมด้วยธารน้ำแข็งได้เต็มตา

แต่สำหรับภูมิอากาศที่นี่ แม้จะเป็นช่วงฤดูแล้ง ก็อาจจะเอาแน่เอานอนไม่ได้เท่าไหร่ เพราะเป็นพื้นที่สูงบนยอดเขา บางครั้งก็อาจมีฝนหรือหิมะตก จึงต้องเตรียมเครื่องแต่งกายที่ให้ความอบอุ่นไว้เสมอ เพราะในบางช่วง โดยเฉพาะกลางคืน อาจมีอากาศหนาวเย็น ลมแรง และอุณหภูมิติดลบกว่า 0 องศา แนะนำว่าควรจิบชาอุ่นๆและกาแฟรสชาติดั้งเดิมของเปรู จะทำให้คุณได้สัมผัสความเป็นอินคาอย่างแท้จริง

การเดินป่า Ausangate เพื่อไปภูเขาสีรุ้ง ยังคงถูกกำหนดให้มีคนนำทาง ไม่สามารถไปด้วยตนเองได้ เพราะหลายจุดจำเป็นต้องมีคนที่ชำนาญพื้นที่ หรือไกด์ท้องถิ่น ต่างจากบางเส้นทางที่สามารถไปได้เอง

การเดินทางไปเพื่อเดินป่า หรือเทรลในเปรู เป็นความท้าทายอย่างหนึ่งของนักเดินป่าและปีนเขา โดยเฉพาะเส้นทางประวัติศาสตร์อินคา (Classic Inca Trail) ที่ถือว่ามีความสวยงาม เพราะเป็นเครือข่ายเส้นทางโบราณที่ครั้งหนึ่งเคยใช้โดยจักรวรรดิอินคา

ซึ่งเส้นทางเดียวกันนี้ สถานที่ที่ไม่ควรพลาดอีกแห่งก็คือ มาชู ปิกชู (Machu Picchu) หรือ เมืองสาบสูญแห่งอินคา ห่างจากเมืองกุสโกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 70 กิโลเมตรบนยอดของทิวเขามาชูปิกชู ที่ระดับ 2,350 เมตรจากระดับน้ำทะเล

มาชู ปิกชู ถือเป็นศูนย์กลางที่มีความสำคัญยิ่งทางโบราณคดีของอเมริกาใต้ และเป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยวเกือบทุกคนที่มาเยือนประเทศเปรู และยังเป็นหนึ่งใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ด้วย.

ชวนเปิดประสบการณ์ล่องเรือครูซเหนือระดับ

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2770678

ชวนเปิดประสบการณ์ล่องเรือครูซเหนือระดับ

16 มี.ค. 2567 05:15 น.

ชวนเปิดประสบการณ์ล่องเรือครูซเหนือระดับ

การล่องเรือครูซสุดหรูถือเป็นหนึ่งในเดสติเนชันในฝันของนักเดินทางทั่วโลก “Oceania Cruises” ชวนเดินทางบนเรือครูซระดับพรีเมียมลักชัวรี พร้อมเติมเต็มทุกประสบการณ์ด้วยอาหารที่รังสรรค์ระดับมาสเตอร์เชฟและบริการสุดครบครันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ตามแบบฉบับโปรแกรมใหม่ Simply MORETM ที่เหล่าครูซเซอร์ตั้งตารอ

ภายในงาน “Experience The Finest Cuisine At Sea® With Oceania Cruises and Deck 9” บริษัทเดคไนน์ (Deck 9) ลักชัวรีครูซเอเจนซีชั้นนำ เปิดตัวโปรแกรมใหม่ Simply MORETM ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเครือ “Oceania Cruises” โดย Simply MORETM เป็นบริการที่ทางเรือมอบให้เหล่าครูซเซอร์อย่างครบครันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมไล่ตั้งแต่อาหารรสเลิศระดับ Fine Dining ในห้องอาหารหลากหลายสไตล์บนเรือไปจนถึงแชมเปญ, ไวน์ และเครื่องดื่มชั้นเยี่ยมนานาชนิดในมื้ออาหาร รวมเครดิตสำหรับเที่ยวชายฝั่ง และฟรี Wi-Fi เพื่อเติมเต็มความสุขให้กับครูซเซอร์ตลอดการเดินทาง

ในฐานะเอ็มดีใหญ่ของเดคไนน์ “รังสิวิภา จินดาพร” บอกเล่าว่า “Oceania Cruises” เป็นหนึ่งในเรือครูซระดับพรีเมียมลักชัวรีที่ครองใจครูซเซอร์ทั่วโลก ด้วยความโดดเด่น 4 ประการ ได้แก่ บริการที่ดีเยี่ยม, เรือตกแต่งสวยงาม, สถานที่เที่ยวสุดประทับใจ และสุดยอดอาหาร สอดคล้องกับคอนเซปต์ดั้งเดิมคือ “The Finest Cuisine at Sea®” ซึ่งตั้งใจชูความเป็นเลิศของเมนูอาหารตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อ 20 ปีที่แล้วจนถึงปัจจุบัน โดยได้เชฟชื่อดังระดับโลกอย่าง “Jacques Pépin” และ “Giada De Laurentiis” เซเลบริตี้เชฟชาวอเมริกัน-อิตาเลียน มารังสรรค์ความอร่อยให้กับเรือลำใหม่ล่าสุด “Vista” ด้วยความเป็นเรือที่มีขนาดกลางถึงเล็ก ทำให้ผู้โดยสารไม่มาก จึงได้รับการบริการที่ดีเยี่ยมและทั่วถึง พร้อมมีบริการจัดทริปเที่ยวชายฝั่งที่เลือกสรรมาอย่างดีเพื่อให้ประสบการณ์ไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม แปลกใหม่ และตราตรึงใจ

ทั้งนี้ “Oceania Cruises” เป็นบริษัทครูซระดับพรีเมียมลักชัวรีจากสหรัฐอเมริกา มีเรือครูซสุดหรูขนาดกลางและเล็กทั้งหมด 7 ลำ คือ Riviera, Marina, Regatta, Insignia, Sirena, Nautiga และเรือลำใหม่ล่าสุด Vista ที่เริ่มให้บริการในปี 2023 สร้างความประทับใจให้ผู้โดยสารจากทั่วทุกมุมโลก และปีหน้ากำลังจะมีเรือลำใหม่คือ Allura ออกมาสร้างความสุขให้กับครูซเซอร์ทั่วโลก ความโดดเด่นของเรือขนาดกลางและเล็ก (จุได้ 684-1,250 คน) คือทำให้สามารถล่องไปยังเมืองเล็กๆที่เรือขนาดใหญ่จอดเทียบท่าไม่ได้ ทั้งยังมีความเป็นส่วนตัวสูง เพราะผู้โดยสารมีจำนวนไม่มาก ทำให้การเดินทางและการใช้ชีวิตบนเรือมีความสะดวกสบายด้วยบริการสุดเอกซ์คลูซีฟ บนเรือตกแต่งอย่างหรูหรา พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกและกิจกรรมหลากหลายให้ทุกท่านได้พักผ่อนกับเพื่อนฝูงและครอบครัว เช่น ฟิตเนส, สปา, บาร์, กาสิโน และเธียเตอร์ รับรองว่าคุ้มค่ามากกว่าเดิมในทุกช่วงเวลาของการล่องเรือ.

เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 42 ททท. ยกทุกมิติเทรนด์ท่องเที่ยวไทย ผ่านเอกลักษณ์ 5 ภาคทั่วไทย

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2770265

เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 42 ททท. ยกทุกมิติเทรนด์ท่องเที่ยวไทย ผ่านเอกลักษณ์ 5 ภาคทั่วไทย

13 มี.ค. 2567 17:39 น.

เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 42 ททท. ยกทุกมิติเทรนด์ท่องเที่ยวไทย ผ่านเอกลักษณ์ 5 ภาคทั่วไทย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ชวนผู้ร่วมงานสัมผัสเอกลักษณ์ของ 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ ทั้งด้านประเพณี วัฒนธรรม วิถีชีวิต ภูมิปัญญา และแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ผ่าน 9 โซนหลักภายในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 42 ที่จัดขึ้นในวันที่ 28 มีนาคม 2567-1 เมษายน 2567 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ 

“เทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 42” การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้ยกทัพพลัง Soft Power และวัฒนธรรมย่อย (Sub-Culture) มาเป็นจุดขายสะท้อนเอกลักษณ์ท้องถิ่น และแหล่งท่องเที่ยวของแต่ละภูมิภาค ด้วยการยกทุกมิติท่องเที่ยวไทยทั้งหมดมาไว้ในงานเดียว พร้อมเสนอ 9 โซนหลัก ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการสร้างแรงบันดาลใจ ต่อการเดินทางรับความสุขในการเที่ยวไทยในทุกมิติตลอดทั้งปี 

ภายในงาน ผู้ร่วมงานจะได้สัมผัสกับรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งในเมืองท่องเที่ยวหลักและเมืองรอง รวมทั้งสร้างความตระหนักรู้ถึงการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ (Responsible Tourism) โดยผนวกเทคโนโลยีนวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาเป็นเครื่องมือในการส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและความหมาย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการเดินทางรับความสุข กับสถานที่ท่องเที่ยวไทยตลอดทั้งปี (365 วัน) ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตรแบบครบวงจร 360 องศา

ททท. ยังตอกย้ำ DNA ขององค์กรในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา ด้วยกิจกรรม ลดโลกเลอะ Zero Waste to Landfills เป็นปีที่ 2 จากความสำเร็จที่สามารถส่งต่อขยะ เข้าสู่กระบวนการกำจัดอย่างถูกวิธี ได้ถึง 12,271 กิโลกรัม ช่วยลดปริมาณคาร์บอนฟุตพรินต์ จำนวน 27,420 กิโลคาร์บอน หรือเทียบเท่ากับการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้ 3,046 ต้นต่อปี 

ทั้งหมดถือเป็นอีกก้าวสำคัญของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน โดยปีนี้ ททท. ยังคงให้ความสำคัญกับการจัดงานที่ลดการสร้างขยะและจัดการขยะอย่างถูกวิธี โดยจัดจุดคัดแยกขยะทั้งหมด 20 จุด แต่ละจุดจะมีป้ายกำกับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ พร้อมเจ้าหน้าที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการแยกขยะอย่างถูกต้อง 

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมชมงานตลอด 5 วันจัดงานกว่า 150,000 คน สร้างการรับรู้ 20 ล้านคนต่อครั้ง สร้างรายได้ที่เกิดจากคนเข้าร่วมงานและการจ้างงานในครั้งนี้ ไม่ต่ำกว่า 90 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีโอกาสที่จะเกิดรายได้ต่อเนื่องจากการเดินทางมาเที่ยวชมงานฯ และการออกเดินทางไปยังแหล่งท่องเที่ยวที่จังหวัดต่างๆ ของประเทศไทยด้วย 

ภายในงานกิจกรรม ใช้ไอเดียที่จะชวนออกเดินทางตามคอนเซปต์ “สุขทันที ที่เที่ยวไทย” โดยในงานเทศกาลเที่ยวเมืองไทย ครั้งที่ 42 จะพาผู้ร่วมงานไปสัมผัสเอกลักษณ์ของ 5 ภูมิภาคทั่วประเทศ พร้อมนำเสนอความหลากหลายของแลนด์มาร์ก ผ่าน 9 โซนหลักภายในงาน ซึ่งแต่ละโซนมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • โซนที่ 1 Amazing Thailand : พบประสบการณ์ท่องเที่ยวเหนือระดับผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ LED Box จอภาพขนาดใหญ่ที่มาพร้อมมุมมองภาพรอบตัว และ Amazing Thailand VR Dome ที่จะพาออกผจญภัยท่องเที่ยวเสมือนจริงในสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก่อนเที่ยวจริง 

พร้อมลานกิจกรรมเล่นเกมและพักผ่อนในมุมกาแฟ และบาร์เครื่องดื่มวัตถุดิบพื้นบ้าน รวมถึงการพูดคุยกับน้อง VISTA Virtual Influencer, ชมนิทรรศการภาพอนุสาร อ.ส.ท. และพูดคุยกับนักเขียน ช่างภาพ อินฟลูเอนเซอร์สายท่องเที่ยว แบบ Exclusive รวมทั้งรับข้อมูลข่าวสารท่องเที่ยวกับเคาน์เตอร์ 1672 Travel Buddy เพื่อนร่วมทางจาก ททท. และช็อปสินค้าของที่ระลึกภายใต้แบรนด์ Amazing Thailand ในโซน TAT Shop 

  • โซนที่ 2 หมู่บ้านภาคตะวันออก Colorful Burapha : บอกเล่าทุกเฉดสีของดินแดนบูรพาผ่าน 4 แนวคิดหลัก “ยืนหนึ่งเรื่องกิน สุดฟินเรื่องเที่ยว เต็มเหนี่ยวเที่ยวสายศรัทธา (เที่ยวสายมู) เรียนรู้เรื่องรักษ์” นำเสนอแลนด์มาร์ก เช่น ประภาคารบางเบ้า เกาะช้าง จ.ตราด และหัวแหวนพลอย จ.จันทบุรี ตอกย้ำความอุดมสมบูรณ์ของภูมิภาค ผ่านวัฒนธรรมอาหาร ยกทัพอาหารทะเลและอาหารถิ่นมาพร้อมเสิร์ฟ กว่า 50 ร้าน 

เผยมุมท่องเที่ยวลับที่ตื่นตาตื่นใจไปกับจอ LED ฉายภาพแหล่งท่องเที่ยวทั้ง 9 จังหวัดในภาคตะวันออก พร้อมรับฟังดนตรีโจ๊ะๆ จากวงดุริยางค์ราชนาวี เคล้ากับบรรยากาศภาคตะวันออก 

พร้อมเอาใจสายมูกับตลาดพลอยเมืองจันทบุรี และเพิ่มความสนุกกับกิจกรรม DIY และสาธิตจากชุมชนต่างๆ อาทิ มโหตรหอมย้อมมะพร้าว ชุมชนตะเคียนเตี้ย จ.ชลบุรี สาธิตการนวดบำบัดรักษาอาการ Office Syndrome จากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี

  • โซนที่ 3 หมู่บ้านภาคกลาง : ในคอนเซปต์ กลางบุรี ราชธานีแห่งความสุข ความสนุกสนาน เปิดหมู่บ้านมากับประตูกำแพงวังพระนารายณ์ราชนิเวศน์ จ.ลพบุรี และโดดเด่นด้วยแลนด์มาร์ก หมู่เรือนไทยภาคกลาง ประดิษฐานพระแก้วมรกตเพื่อให้ผู้เข้าชมร่วมสักการะ 

พร้อมรื่นเริงไปกับธีม “งานวัด” ย้อนวันวานบรรยากาศสุดคิดถึง ด้วยกิจกรรมชิงช้าสวรรค์ ม้าหมุน และตู้คีบมนุษย์ ที่สอดแทรกการตกแต่งบรรยากาศ “สงกรานต์มนต์รักลูกทุ่ง” และจำลองตลาดบก-ตลาดน้ำ ในเรือพายแบบดั้งเดิม 

  • โซนที่ 4 หมู่บ้านภาคเหนือ : ชวนแอ่วเมืองล้านนาด้วยการชูงานเทศกาลประเพณี ความเชื่อ ความศรัทธาอย่าง “งานเทศกาลสงกรานต์ปี๋ใหม่เมือง” ด้วยบรรยากาศ “งานวัดภาคเหนือ” ที่ยกแลนด์มาร์ก องค์พระธาตุลำปางหลวง จ.ลำปาง มาให้ทำบุญสรงน้ำพระแก้วมรกตลำปาง ปักตุงมงคล รับขมิ้นส้มป่อย ก่อนจะแวะ กาดหมั้ว เติมเสบียงอาหารพื้นเมืองเหนือ ภายในโซนยังมี “365 วันแห่งการเดินทางของคนรักกาแฟ” ให้ผู้ร่วมงานได้เลือกชมสินค้า Handicraft และทำกิจกรรม DIY 

พร้อมไปกับศิลปินส่งตรงจากทางภาคเหนือ เช่น วงเขียนไขและวานิช, วงไม้เมือง, คณะลูกทุ่งวิจิตรศิลป์ และการแสดงศิลปวัฒนธรรม อาทิ ระบำชาวเขา ตีกลองสะบัดชัย และฟ้อนกิงกะหร่า คอยเติมบรรยากาศให้คึกคักมากยิ่งขึ้น

  • โซนที่ 5 หมู่บ้านภาคใต้ : ในคอนเซปต์ “Southern Village หมู่บ้านภาคใต้ หลบใต้บ้านเรา” เสิร์ฟอัตลักษณ์พหุวัฒนธรรม ตั้งแต่ก้าวผ่านซุ้มประตูสีสันร่วมสมัยลายผ้าปาเต๊ะ ผ้าบาติก และลูกปัดโนรา พร้อมแลนด์มาร์กสำคัญ หอนาฬิกาเมืองเบตง จ.ยะลา 

พร้อมชมการแสดง แสง เสียง ในทุกชั่วโมง พร้อมทั้งชวนเที่ยวภาคใต้แบบล้ำสมัยไปกับ VR180 “virtual หรอย reality” เสนอ Immersive Experience 

รวมถึงพาไปชิมอาหารปักษ์ใต้แท้ๆ ในหลาด “หรอยเพนิ” ที่มีอาหารมากกว่า 40 ร้าน อาทิ โกสุย หมูย่างตรัง เจริญข้าวไก่เบตงพันธุ์แท้ ชาชักอีซัน@โรตียะลา พร้อมกิจกรรม DIY มากมายในโซน “หลาด Craft…ลองแลต๊ะ” 

เพิ่มความสนุกกับเวทีการแสดง “หรอยเอ็นเตอร์เทนเม้นท์” จัดเต็ม โนรา ระบำตารีกีปัส และเพลิดเพลินกับศิลปินลูกหลานชาวปักษ์ใต้ ได้แก่ เอกชัย ศรีวิชัย โดม The Star อิงกฤต The Voice น้องฟลุ๊ก และไฮไลต์ ลานเวียนครก จำลองกิจกรรมรำวงเวียนครก จ.นครศรีธรรมราช พร้อมวงดนตรี แดนเซอร์ ที่จะพาย้อนยุคไปแดนซ์มันๆ ได้ทุกวันตลอดงาน

  • โซนที่ 6 หมู่บ้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : หลงรักถิ่นอีสานไปกับแนวคิด “Isan Festi “เว้า” เล่าเรื่องเมืองอีสาน” บอกเล่าความเป็นอีสานในบรรยากาศสีสันสดใส ยืนหนึ่งแลนด์มาร์กบั้งไฟตะไลล้าน และจุดถ่ายภาพ  

รวมของถิ่นตามคอนเซปต์ ISAN SoftPower ได้แก่ หน้ากากผีตาโขน มวยโบราณ และซุ้มประตูประเพณีแห่ต้นดอกไม้ พร้อมเพิ่มดีกรีความม่วนกับไฮไลต์ 4 เรื่องเล่า ได้แก่ การเล่าเรื่องอาหารอีสาน กับนิทรรศการข้าว และตอกย้ำอีสานไปไสกะแซ่บ กับร้านอาหารถิ่น 40 ร้าน 

กิจกรรม DIY สไตล์ Fashion Creative (อีสานสร้างสรรค์) อาทิ ออตโตฟาร์ม สตูดิโอ จ.นครราชสีมา โรงละครหมอลำหุ่นคณะเด็กเทวดา จ.มหาสารคาม หิมพานต์ มาชเมลโล จ.บึงกาฬ ไทรถแห่ อีสานรำซิ่ง และการแสดงของศิลปิน เช่น สิงโต นำโชค เฟิร์ส พรชิตา และเอาใจคอหนัง ชมภาพยนตร์ พร้อมรับฟังเสวนาทิศทางภาพยนตร์ไทย กับ อ.เหน่ง นิติพล รัตนดิลก ณ ภูเก็ต และคุณต้องเต ธิติ ผู้กำกับ 100 ล้าน 

  • โซนที่ 7 พันธมิตรท่องเที่ยวไทย : ชวนร่วมหาดีลสุดพิเศษจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว 8 หน่วยงาน เสนอแพ็กเกจท่องเที่ยวผ่าน “ห้าง ททท.” ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และผจญภัย (TEATA) สมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (ATTA) สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ (สทน.) สมาคมผู้ประกอบการนำเที่ยวไทย (สนท.) สมาคมส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวไทย (สธทท.) และสมาคมสมาพันธ์ธุรกิจท่องเที่ยวส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (TFOPTA)

พร้อมทั้งมีข้อมูลและสาระนำเสนอดีๆ จากองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), กระทรวงวัฒนธรรมหอการค้าไทย, บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, ตำรวจท่องเที่ยว, สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NARIT และบริษัท ปตท. จำกัด 

  • โซนที่ 8 เวทีกลาง : ส่งต่อความสุขผ่านการแสดงดนตรีศิลปินที่มีชื่อเสียงมากมาย นอกจากนี้ยังมีการแสดงร่วมสมัย การประกวดเทพีเทศกาลเที่ยวเมืองไทย การเดินแบบแฟชั่นโชว์ ที่มาร่วมสร้างความสุขตลอด 5 วันจัดงาน 
  • โซนที่ 9 Sustainable Tourism Goals : เอาใจนักท่องเที่ยวสายอนุรักษ์ และตอกย้ำหมุดหมายของการขับเคลื่อนท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืน (Sustainable Tourism) ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงประสบการณ์การเดินทางท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ พร้อมนำเสนอ โครงการ Shape Supply ด้านความยั่งยืนของ ททท. STGs, โครงการยกระดับมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน STGs STAR, CF-Hotels, รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และเส้นทางท่องเที่ยว Low Carbon ที่พรีเซนต์ในรูปแบบ Low Carbon Exhibition ได้อย่างน่าสนใจ

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย (ครั้งที่ 42) ประจำปี 2567” วันที่ 28 มีนาคม 2567-1 เมษายน 2567 ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. ได้ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สามารถเข้าร่วมงานฟรี 

ผู้เข้าร่วมงานสามารถเดินทางได้โดยบริการขนส่งสาธารณะ ได้แก่ รถไฟฟ้า MRT สถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ หรือเดินทางโดยรถแท็กซี่ ณ จุดบริการรับ-ส่ง ชั้น G บริเวณฝั่งทะเลสาบ, รถประจำทาง สาย 136 และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ TAT Contact Center 1672 Travel Buddy

13 มีนาคม วันช้างไทย พร้อมพิกัดที่เที่ยวอนุรักษ์ช้าง

https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2770134

13 มีนาคม วันช้างไทย พร้อมพิกัดที่เที่ยวอนุรักษ์ช้าง

13 มี.ค. 2567 11:45 น.

13 มีนาคม วันช้างไทย พร้อมพิกัดที่เที่ยวอนุรักษ์ช้าง

ช้าง เรียกได้ว่าเป็นสัตว์ประจำชาติของไทยที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองมายาวนานตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เพื่อเป็นการส่งเสริมการอนุรักษ์ช้าง จึงกำหนดให้วันที่ 13 มีนาคมของทุกปี เป็นวันช้างไทย

เพจข่าวสารการท่องเที่ยว ททท. ได้ให้ข้อมูลว่า ในอดีต ช้าง เป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ไทย เคยถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ในธงชาติในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ในประวัติศาสตร์ชาติไทยได้จารึกไว้ว่าช้างได้เข้ามามีส่วนในการปกป้องเอกราชและความเป็นชาติให้แก่ชาวไทยหลายยุคหลายสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ท่านได้ทำยุทธหัตถี และทรงประกาศเอกราชกับความเป็นชาติ พร้อมพระราชทานยศให้ช้างเป็นถึง “เจ้าพระยาปราบหงสาวดี”

นอกจากนี้ ช้างยังช่วยสร้างสัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสสิงคโปร์ และเบตาเวีย (จาการ์ตา) ประเทศอินโดนีเซีย พระองค์ได้พระราชทานช้างสำริดให้แก่ทั้ง 2 ประเทศนี้ด้วย นอกจากนี้ด้วยความที่ช้างเป็นสัตว์ใหญ่ มีความเฉลียวฉลาด มีพละกำลังมหาศาล ในยุคสมัยที่การคมนาคมยังไม่เจริญเทียบเท่ากับในปัจจุบัน ช้างจึงได้ถูกใช้เป็นพาหนะในการคมนาคมด้วย ดังนั้นจึงถือว่าช้างมีความสัมพันธ์และผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาโดยตลอด

เพื่อเป็นการยกย่องให้เกียรติช้าง เพื่อให้ประชาชนคนไทยสนใจช้าง รักหวงแหนช้าง ให้ความสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลือ และอนุรักษ์ช้างมากขึ้น คณะรัฐมนตรีได้มีมติตั้งแต่วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 เห็นชอบให้วันที่ 13 มีนาคมของทุกปี เป็น “วันช้างไทย” และได้ประกาศโดยสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 ลงในราชกิจจานุเบกษา ในวันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2541

ในปัจจุบันมีแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นการเรียนรู้เชิงอนุรักษ์ มีกิจกรรมให้ทำร่วมกับช้างอยู่หลายแห่ง เพจข่าวสารท่องเที่ยว ททท. รวมพิกัดไว้ให้ดังนี้

  1. วังช้างอยุธยา แล เพนียด
  2. ปางช้างแม่ตะมาน
  3. ปางช้างเผือก เชียงคาน
  4. ฮักช้างเชียงใหม่
  5. ปางช้างภัทร
  6. ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย (สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์)
  7. หมู่บ้านช้างศูนย์คชศึกษา (หมู่บ้านช้างบ้านตากลาง)
  8. ไร่อ้อมกอดภูเขา ออร์แกนิกฟาร์ม

ใครที่อยากไปเยี่ยมชม ทำกิจกรรม และสัมผัสวิถีชีวิตของช้างไทยก็มาสัมผัสกันได้เลย

วิธีจองตั๋วรถไฟออนไลน์ สะดวก รวดเร็ว ทำตามได้ง่ายๆ ทุกขั้นตอน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2769772

วิธีจองตั๋วรถไฟออนไลน์ สะดวก รวดเร็ว ทำตามได้ง่ายๆ ทุกขั้นตอน

12 มี.ค. 2567 16:48 น.

วิธีจองตั๋วรถไฟออนไลน์ สะดวก รวดเร็ว ทำตามได้ง่ายๆ ทุกขั้นตอน

เปิดทุกขั้นตอนในการจองตั๋วรถไฟออนไลน์ 2567 สำหรับใครที่ต้องการเดินทางไปต่างจังหวัดในช่วงวันหยุดยาว หรือวันหยุดพักผ่อน สามารถเลือกเดินทางโดยจองตั๋วรถไฟตู้นอนชั้น 1 และชั้น 2 เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศธรรมชาติสองข้างทาง ไทยรัฐออนไลน์นำวิธีจองตั๋วรถไฟออนไลน์แบบง่ายๆ มาฝากกัน ต้องจองล่วงหน้ากี่วัน ชำระเงินอย่างไร และรับตั๋วได้ที่ไหน บทความนี้นำคำตอบมาฝากกัน

10 ขั้นตอนจองตั๋วรถไฟออนไลน์ ตู้นอนชั้น 1 ชั้น 2 พร้อมวิธีชำระเงิน

1. เข้าสู่เว็บไซต์การรถไฟแห่งประเทศไทยที่ https://dticket.railway.co.th โดยวิธีการจองตั๋วรถไฟออนไลน์ผ่านเว็บไซต์นี้ เรียกอีกอย่างว่าจองตั๋วรถไฟผ่านระบบ D-Ticket หลังจากนั้นให้คลิก “สมัครสมาชิก” เพื่อสร้างบัญชีสมาชิกสำหรับเข้าสู่ระบบเพื่อเริ่มทำการจองตั๋ว

2. เมื่อสมัครสมาชิกแล้ว ให้คลิกเข้าสู่ระบบ สามารถเลือกล็อกอินผ่านอีเมล, เบอร์โทรศัพท์ หรือเลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลักก็ได้ กรอกรหัสผ่าน แล้วคลิก ข้าสู่ระบบ”

3. เลือกช่อง “ต้นทาง” เพื่อพิมพ์ชื่อสถานีต้นทางที่เราต้องการขึ้นรถไฟ และเลือก “ปลายทาง” เพื่อเลือกจุดหมายปลายทางที่เราต้องการเดินทางไป เลือกวันเดินทาง พร้อมกับจำนวนผู้โดยสาร แล้วคลิก “ค้นหา”

หมายเหตุ : สถานีหัวลำโพง ให้เลือกสถานีกรุงเทพ, สถานีกลางบางซื่อ ให้เลือกสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์

4. ในตัวอย่างนี้ได้เลือกต้นทางสถานีกรุงเทพอภิวัฒน์ เพื่อเดินทางไปยังสถานีเชียงใหม่ โดยระบบจะแสดงข้อมูลขบวนรถไฟที่วิ่งให้บริการในวันดังกล่าว พร้อมทั้งเวลารถไฟออกต้นทางและเวลารถไฟถึงปลายทาง หากใครต้องการจองตั๋วรถไฟตู้นอนชั้น 1 และ 2 ให้เลือก “ด่วนพิเศษ CNR” (ขบวนที่ 9)

5. รถไฟประเภทด่วนพิเศษ CNR ก็จะแบ่งออกเป็นตู้นอนปรับอากาศชั้น 1 (ห้องส่วนตัว) และตู้นอนปรับอากาศชั้น 2 (เตียงบน-เตียงล่าง) หากโบกี้เป็นแถบสีเทา แสดงว่าไม่มีที่นั่งว่างเหลือแล้ว ในตัวอย่างนี้คลิกเลือกตู้นอนปรับอากาศชั้น 2 

6. ระบบจะแสดงข้อมูลส่วนตัวของเราอีกครั้ง เพื่อให้ตรวจสอบข้อมูลต่างๆ หากมีผู้โดยสารหลายคน ก็สามารถกรอกเบอร์โทรศัพท์และอีเมลส่วนตัวของผู้เดินทางแต่ละคนแยกกันได้ หลังจากนั้นคลิก “เลือกที่นั่ง”

7. ในขั้นตอนการเลือกที่นั่ง ให้เราเลือกที่นั่งสีเขียว ซึ่งเป็นสถานะที่นั่งว่าง สามารถกดจองได้ โดยให้สังเกตสัญลักษณ์เตียงบน (รูปบันได) หรือเตียงล่าง เราสามารถคลิกดูที่ตู้ 1 และ 2 ได้ เพื่อเช็กว่ายังมีที่นั่งสถานะว่างอีกหรือไม่

8. เมื่อเลือกที่นั่งได้แล้ว ให้ตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งว่าเป็นเตียงบนหรือเตียงล่างตามที่ต้องการหรือไม่ หากต้องการเปลี่ยนที่นั่งใหม่ เราจะต้องคลิปรูปกากบาทเพื่อลบที่นั่งเดิมออกก่อน เมื่อเลือกได้แล้วให้คลิก “ถัดไป”

9. ตรวจสอบข้อมูลการสำรองที่นั่งอีกครั้ง อย่าลืมดูวันเดินทางและที่นั่งว่าข้อมูลถูกต้องหรือไม่ หลังจากนั้นคลิก “ชำระเงิน” ซึ่งแต่เดิมการจองตั๋วรถไฟออนไลน์ จะต้องชำระเงินผ่านบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิตเท่านั้น แต่อัปเดตล่าสุดสามารถชำระผ่าน QR Code ได้แล้ว

10. คลิกเลือกประเภทบัตร แล้วกรอกข้อมูลบัตรเพื่อทำธุรกรรมในการชำระเงิน แล้วคลิก “Submit” เพียงเท่านี้ก็เสร็จสิ้นกระบวนการจองตั๋วรถไฟออนไลน์ หากชำระเงินสำเร็จ ตั๋วรถไฟจะถูกส่งไปยังอีเมลที่เราระบุไว้

นอกจากนี้ ยังสามารถเข้าสู่ระบบเว็บไซต์ D-Ticket แล้วคลิกแถบเมนู “ประวัติการซื้อ” เพื่อตรวจสอบข้อมูลการจองของเราก็ได้เช่นกัน

โทรจองตั๋วรถไฟได้ไหม ต้องโทรเบอร์อะไร?

วิธีจองตั๋วรถไฟไทย สามารถทำได้ 3 วิธีด้วยกัน ได้แก่

  • จองตั๋วที่เคาน์เตอร์สถานีรถไฟทั่วประเทศ
  • จองตั๋วรถไฟผ่านเว็บไซต์การรถไฟแห่งประเทศไทย (ระบบ D-ticket)
  • จองตั๋วรถไฟทางโทรศัพท์ เบอร์ 1690 (จองได้ก่อนวันเดินทาง 5 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน)

จองตั๋วรถไฟออนไลน์ 2567 ต้องจองล่วงหน้ากี่วัน?

หากต้องการจองขบวนรถไฟประเภท “รถด่วน-รถด่วนพิเศษ” ผู้โดยสารสามารถซื้อตั๋วโดยสารล่วงหน้าได้สูงสุด 90 วันก่อนวันเดินทาง

หากต้องการจองขบวนรถไฟประเภท “รถเร็ว-รถนำเที่ยว” ผู้โดยสารสามารถซื้อตั๋วโดยสารล่วงหน้าได้สูงสุด 30 วันก่อนวันเดินทาง

หากต้องการจองขบวนรถไฟประเภท “ขบวนรถธรรมดา-ชานเมือง-ท้องถิ่น-รถแบบที่นั่งอิสระ (ไม่ระบุที่นั่ง)” สามารถซื้อได้ในวันเดินทาง ก่อนรถออกไม่เกิน 2 ชั่วโมง

อ่านรายละเอียดเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ในการจองตั๋วรถไฟล่วงหน้าเพิ่มเติม ที่นี่

จองตั๋วรถไฟออนไลน์ เริ่มจองได้ตั้งแต่กี่โมง?

เมื่อถึงวันแรกที่สามารถจองตั๋วรถไฟได้ ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยจะเปิดให้จองตั๋วพร้อมกันได้ทุกช่องทาง เริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 น. เป็นต้นไป ทั้งการโทรจองตั๋วรถไฟผ่านเบอร์ 1690 (นำรหัสที่ได้รับไปออกตั๋วที่สถานีรถไฟอีกครั้ง) ซื้อตั๋วที่สถานีรถไฟทั่วประเทศ และซื้อตั๋วรถไฟออนไลน์ผ่านระบบ D-Ticket

จองตั๋วรถไฟออนไลน์ ชำระเงินผ่านช่องทางไหน?

ในกรณีที่จองตั๋วรถไฟออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ หรือระบบ D-Ticket ในปัจจุบันจะต้องชำระเงินค่าตั๋วผ่านทางบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิตเท่านั้น หลังชำระเงินเสร็จสิ้น ระบบจะส่งตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ให้ทางอีเมลที่เราระบุไว้

แต่หากเป็นการจองตั๋วรถไฟที่หน้าสถานีรถไฟทั่วประเทศ หรือจองผ่านทางโทรศัพท์เบอร์ 1690 ของการรถไฟแห่งประเทศไทย สามารถชำระเงินสด หรือชำระผ่านคิวอาร์โค้ดได้ที่สถานีรถไฟ พร้อมกับรับตั๋วได้เลย

จองตั๋วรถไฟออนไลน์ 2567 สามารถจองผ่านระบบ D-Ticket ออกตั๋วออนไลน์ ใช้เดินทางได้เลย

จองตั๋วรถไฟออนไลน์ รับตั๋วที่ไหน?

จองตั๋วรถไฟออนไลน์ ต้องปรินต์ไหม? หากจองตั๋วรถไฟออนไลน์ผ่านเว็บไซต์หรือระบบ D-Ticket ไม่จำเป็นต้องปรินต์ตั๋วรถไฟ โดยสามารถเปิดอีเมลเพื่อแสดงตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอยู่ในรูปแบบไฟล์ PDF แสดงต่อเจ้าหน้าที่รถไฟตอนตรวจตั๋วเลยก็ได้ แต่หากใครสะดวกที่จะปรินต์ตั๋วก็สามารถทำได้เช่นกัน

เปิดโลกสัตว์ในตำนานรูปแบบใหม่ ผ่านนิทรรศการ “Mythical Dream” จาก 3 ศิลปินวัยรุ่นไทย

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2769028

เปิดโลกสัตว์ในตำนานรูปแบบใหม่ ผ่านนิทรรศการ "Mythical Dream" จาก 3 ศิลปินวัยรุ่นไทย

8 มี.ค. 2567 15:31 น.

เปิดโลกสัตว์ในตำนานรูปแบบใหม่ ผ่านนิทรรศการ “Mythical Dream” จาก 3 ศิลปินวัยรุ่นไทย

ทรู ดิจิทัล พาร์ค ร่วมกับ Madskills รังสรรค์โลกสัตว์ในตำนานรูปแบบใหม่ ผ่านนิทรรศการ “Mythical Dream”, Trio จาก 3 ศิลปินไทยมาแรง เข้าชมฟรีตลอดเดือนในวันที่ 9 มี.ค.-9 มิ.ย. 2567 นี้

ทรู ดิจิทัล พาร์ค และ Madskills แกลเลอรีชื่อดังในกรุงเทพฯ ที่ผลักดันศิลปินรุ่นใหม่มากมายร่วมกันเนรมิตพื้นที่ TDPK Studio ให้กลายเป็นโลกสุดมหัศจรรย์ของสัตว์ในตำนานอย่างยูนิคอร์น กริฟฟิน ฟีนิกซ์ และเพกาซัส ผ่านนิทรรศการ “Mythical Dream”, Trio exhibition by Cheese Arnon, Bluepalete & Kratai Dudu, curated by Madskills จาก 3 ศิลปินไทยมาแรง Cheese Arnon, Bluepalete และ Kratai Dudu เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวความท้าทาย ชัยชนะ และจิตวิญญาณที่ไม่มีวันแตกสลายในการไล่ตามความฝันของคนยุคใหม่ และเหล่าสตาร์ทอัพ

นิทรรศการ “Mythical Dream”, Trio exhibition by Cheese Arnon, Bluepalete & Kratai Dudu, curated by Madskills เป็นนิทรรศการศิลปะครั้งแรกที่รวบรวมผลงานของ 3 ศิลปิน ไทยชื่อดังอย่าง Cheese Arnon, Bluepalete และ Kratai Dudu เจ้าของผลงานศิลปะที่สร้างชื่อเสียงไปไกลในหลายประเทศ สู่การสร้างปรากฏการณ์ครั้งใหม่อันน่าตื่นเต้น 

ภายในงานนักท่องเที่ยวจะได้ออกเดินทางท่องไปยังโลกของสัตว์ในตำนาน พร้อมดื่มด่ำไปกับผลงานอันหลากหลายทั้งภาพวาดแคนวาส ภาพพิมพ์ ฟิกเกอร์ และประติมากรรม Pop Art สุดเจ๋ง ที่จัดทำขึ้นสำหรับนิทรรศการนี้โดยเฉพาะ 

ไฮไลต์พิเศษ เพื่อฉลองเปิดโซนจัดแสดงผลงานใหม่ TDPK Studio 1 มาด้วยกิจกรรมสุดพิเศษที่ให้ผู้เข้าชมได้ร่วมเป็นเจ้าของสินค้าคอลเลกชันพิเศษจากศิลปินให้ได้สะสมกัน อาทิ เสื้อยืด, หมวกแก๊ป, หมวกบักเก็ต, หมอน, สมุดโน้ตลายสุดคิวต์

ผู้ที่สนใจเข้าชมนิทรรศการ “Mythical Dream”, Trio exhibition by Cheese Arnon, Bluepalete & Kratai Dudu, curated by Madskills สามารถเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 9 มี.ค.-9 มิ.ย. 2567 ณ TDPK Studio 1, ชั้น 2 ทรู ดิจิทัล พาร์ค ฝั่งเวสต์ (BTS ปุณณวิถี) เปิดให้เข้าชมนิทรรศการทุกวัน เวลา 11.00-19.00 น. เข้าฟรี และสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ truedigitalpark

ดร. ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู ดิจิทัล พาร์ค จำกัด (True Digital Park) หรือ TDPK

ดร. ธาริต นิมมานวุฒิพงษ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ทรู ดิจิทัล พาร์ค จำกัด (True Digital Park) หรือ TDPK กล่าวว่า “กิจกรรมนี้เรามุ่งมั่นขับเคลื่อนชุมชนสตาร์ทอัพ ผู้ประกอบการ เหล่านักคิด และนักสร้างสรรค์ของไทย โดยการออกแบบให้ ทรู ดิจิทัล พาร์ค เป็นมากกว่าแค่พื้นที่พบปะแลกเปลี่ยน แต่ยังมอบประสบการณ์อันไร้ขีดจำกัดและสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้ผู้คน ผ่านการจัดกิจกรรมและนิทรรศการต่างๆ ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ความชอบของคนรุ่นใหม่ จึงเป็นที่มาให้วันนี้เพื่อร่วมกันสร้างปรากฏการณ์ความน่าตื่นเต้นในครั้งนี้

ดร. ธาริต เล่าต่อว่า “Mythical Dream”, Trio exhibition บอกเล่าเรื่องราวของสัตว์ในตำนานทั้ง 4 อย่างยูนิคอร์น กริฟฟิน ฟีนิกซ์ และเพกาซัส ซึ่งมาจากชื่อของตึกในทรู ดิจิทัล พาร์ค ผสมผสานเข้ากับโลกของเหล่าสตาร์ทอัพในรูปแบบศิลปะสมัยใหม่ พร้อมด้วยเหล่าพาร์ตเนอร์ชั้นนำอย่าง SASOM (สะสม) แพลตฟอร์มออนไลน์ที่เปิดให้ซื้อ-ขายสินค้าและของสะสมในงาน รวมถึงทรูคอร์ปอเรชั่น ที่ร่วมสนับสนุนการจัดนิทรรศการในครั้งนี้”

พิชย วิวัฒน์รุจิราพงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท Madskills

พิชย วิวัฒน์รุจิราพงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท Madskills กล่าวเสริมว่า “สำหรับคอนเซปต์ในนิทรรศการ “Mythical Dream”, Trio exhibition คือการนำเรื่องราวของสัตว์ในตำนานมาตีความในรูปแบบใหม่ ผ่านมุมมองและสไตล์ผลงานอันโดดเด่นของศิลปินไทยทั้ง 3 คน ได้แก่ Cheese Arnon, Bluepalete และ Kratai Dudu โดยเปรียบเปรยแง่มุมที่น่าสนใจต่างๆ ของสัตว์ในตำนานกับเรื่องราวการเดินทางและการเติบโตของคนรุ่นใหม่ ที่พยายามสร้างตัว ฝ่าฟัน และแสวงหาความสำเร็จ เหมือนกับการเดินทางตามความฝันของเหล่าสตาร์ทอัพคนรุ่นใหม่ ที่เปี่ยมไปด้วยพลังและจิตวิญญาณที่แน่วแน่ โดยผลงานศิลปะแต่ละชิ้นจะเป็นตัวแทนของเหล่าผู้คนและสตาร์ทอัพมากมายที่ได้มาเจอกัน”

อานนท์ เนยสูงเนิน (Cheese Arnon) ผู้สร้างสรรค์ตัวละครจิ้งจอกน้อยอันโด่งดัง

ด้านศิลปิน อานนท์ เนยสูงเนิน (Cheese Arnon) ผู้สร้างสรรค์ตัวละครจิ้งจอกน้อยอันโด่งดัง เปิดเผยว่า “เทคนิคการวาดภาพในงานนี้เป็นสไตล์การวาดในยุค Romanticism ผสมผสานกับการตีความใหม่ในโลกแฟนตาซี ทำให้ผลงาน The Fox ในเวอร์ชันนี้มีความลึกซึ้งมากกว่าแค่ใช้องค์ประกอบของยูนิคอร์น หรือฟีนิกซ์ แต่ยังมีการเชื่อมโยงภาพกับอารมณ์ของคนรุ่นใหม่และสตาร์ทอัพ อาทิ ฟีนิกซ์ที่มีวงจรชีวิตเกิดใหม่จากกองเถ้าถ่าน เล่าคู่ขนานไปกับเส้นทางชีวิตของบริษัทสตาร์ทอัพ”

รุ่งนภา คำน้อย (Bluepalete) เจ้าของผลงานเด็กหญิงในชุดขนเฟอร์

รุ่งนภา คำน้อย (Bluepalete) เจ้าของผลงานเด็กหญิงในชุดขนเฟอร์ เล่าว่า “งานศิลปะที่จัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้ นับเป็นข้อพิสูจน์ถึงความพร้อมในการลองทำอะไรใหม่ๆ ทั้งเทคนิคการใช้สีและการใช้จินตนาการเกี่ยวกับตัวละครสัตว์ในตำนาน จนได้ผลงานที่ออกมาเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกถึงความพร้อมและความทะเยอทะยาน ช่วยกระตุ้นให้ผู้ชมเข้าถึงความหมายที่เชื่อมโยงกับอารมณ์และช่วงเวลาที่คนรุ่นใหม่และสตาร์ทอัพต้องเผชิญอยู่เสมอ”

สุภาพร ชาวสวน (Kratai Dudu) เจ้าของผลงานลูกช่างซ่อมรถและเพื่อน ๆ

ปิดท้ายที่ สุภาพร ชาวสวน (Kratai Dudu) เจ้าของผลงานลูกช่างซ่อมรถและเพื่อนๆ ของเขา เล่าว่า “ผลงานชิ้นต่างๆ ได้มีการนำเอาองค์ประกอบของสัตว์ในตำนาน การจัดวาง และการสร้างสรรค์บรรยากาศในภาพที่ชวนฝัน ร่วมกับการแฝงสัญลักษณ์ เพื่อสื่อสารว่าแม้แต่สิ่งมีชีวิตในตำนาน หรือเหนือจินตนาการก็สามารถดำรงอยู่ได้ร่วมกันอย่างกลมกลืนเฉกเช่นคนเรา และยังสามารถทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นจริงได้ในสักวัน”