เจาะลึกอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ทำอย่างไรถึงสามารถก้าวสู่ความสำเร็จของคำว่า ‘เที่ยวยั่งยืน’

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2801946

เจาะลึกอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ทำอย่างไรถึงสามารถก้าวสู่ความสำเร็จของคำว่า ‘เที่ยวยั่งยืน’

24 ก.ค. 2567 18:53 น.

เจาะลึกอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ทำอย่างไรถึงสามารถก้าวสู่ความสำเร็จของคำว่า ‘เที่ยวยั่งยืน’

เจาะลึกสถานการณ์ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้ง 4 ประเภท ที่มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันเข้ามาเป็นหนึ่งในเทรนด์การท่องเที่ยว และเป็นกุญแจสำคัญ แห่งความสำเร็จ ที่สร้างภูมิคุ้มกันระยะยาวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย และทั่วโลก

ปัจจุบันต้องบอกว่าเทรนด์การท่องเที่ยวยั่งยืนของประเทศไทย กำลังมีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีข้อมูลที่นำเสนอมากขึ้น มีผลกระทบของปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ เกิดขึ้นให้ประชากรบนโลกได้พบเจอกันบ้างแล้ว เรื่องเหล่านี้ไปกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยเริ่มรับรู้ เข้าใจ และใส่ใจมากยิ่งขึ้น รวมถึงธุรกิจการท่องเที่ยวในประเภทต่างๆ เริ่มปรับตัว แก้ไข และหาแนวทางป้องกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ภาครัฐอย่าง การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และภาคเอกชน จึงเริ่มมีกิจกรรมที่คอยส่งเสริม และเติมองค์ความรู้ให้แก่คนทั่วไปมากขึ้นกว่าก่อน ตัวอย่างเช่น ททท. เองก็สนับสนุนเรื่องนี้มาตลอด เริ่มจาก หนังสือ อสท. ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ในอดีต ก่อนที่คนจะรู้จักคำว่าการท่องเที่ยวยั่งยืนเสียด้วยซ้ำ จวบจนถึงปัจจุบันก็มีแคมเปญมากมาย เช่น 7 Green Concept หรือแม้แต่ STGs ที่ผลักดันให้ธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะ การโรงแรมได้ผลักดันตัวเอง ปรับตัวเข้าสู่ความยั่งยืนโดยทั่วกัน ซึ่งนโยบายดังกล่าวของประเทศไทย มีความสอดคล้องกับนโยบายของโครงการจากสหประชาชาติอีกด้วย

สถานการณ์ปัญหาสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ณ ขณะนี้ ที่ส่งผลกระทบต่อทุกอุตสาหกรรม ประกอบไปด้วย ปัญหาแรกอย่างมลพิษ PM 2.5 ส่งผลต่อภาคการท่องเที่ยวไทยในทุกๆ ภาคส่วนอย่างกรุงเทพฯ หรือเชียงใหม่ และการแก้ไขที่เป็นไปได้ยาก ลำดับสอง คือ วิกฤติโลกรวน เอลนีโญ ลานีญา รวมถึงอากาศหนาวที่สั้นลง ทำให้ฤดูกาลท่องเที่ยวต่างๆ เน้นขยับออกไป ไม่สามารถวางแผนได้แบบตายตัว อีกทั้งปะการังฟอกขาวที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สุดท้าย คือ ความหลากหลายทางชีวภาพ ที่เห็นได้ชัดสุด ณ ขณะนี้ อย่างเอเลี่ยนสปีชีส์ที่มีมากขึ้นไปทำลายระบบนิเวศต่างๆ

ประเทศไทยในปีล่าสุด อยู่อันดับที่ 47 ของ เกณฑ์การประเมินความยั่งยืนทางพลังงาน และสิ่งแวดล้อมไทย (Thai Green Building Institute, TGBI) ซึ่งตกลงมาถึง 2 อันดับ รวมถึงตัวชี้วัดเรื่องความยั่งยืนของประเทศไทยในอันดับโลกตกไปอยู่ในกลุ่มบ๊วยอีกด้วย

สถานการณ์ทั้งหมดส่งผลให้อุตสาหกรรมในห่วงโซ่ความสัมพันธ์ของการท่องเที่ยวไทยเริ่มมีการผลักดัน และพัฒนาอย่างจริงจัง ทำให้เกิดการตื่นตัว และมีการปรับตัวเข้าสู่ความเป็นการท่องเที่ยวยั่งยืนมากยิ่งขึ้น อย่างน้อยก็เพื่อลดผลกระทบของปัญหาสภาพแวดล้อมต่างๆ ที่เกิดขึ้น และสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบวงกว้าง 

ยิ่งมีคนตระหนักรู้มากเท่าไร เทรนด์การท่องเที่ยวยั่งยืนนี้ ก็จะส่งผลเชิงบวกและการท่องเที่ยวยั่งยืนยังถูกมองว่าคือ กุญแจสำคัญในโอกาสที่จะกอบกู้โลก เสน่ห์ของการท่องเที่ยว และเศรษฐกิจให้กลับมาฟื้นตัวได้อีกครั้ง

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย เกิดปัญหาอะไร และต้องปรับตัวให้ยั่งยืนอย่างไรบ้าง

  • การท่องเที่ยวเดินป่า

การท่องเที่ยวเดินป่า เป็นหนึ่งประเภทการท่องเที่ยวที่เห็นการเปลี่ยนแปลง และผลกระทบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติมาโดยตลอด ทำให้การท่องเที่ยวแนวนี้เป็นการผลักดันให้นักท่องเที่ยว ได้เข้ามาศึกษาเรียนรู้ ให้เห็นถึงปัญหา และความสำคัญต่อการท่องเที่ยวยั่งยืนได้ดีอีกหนทางหนึ่ง 

อย่างไรก็ตาม กิจกรรมท่องเที่ยวเดินป่า ยังคงเป็นกิจกรรมใหม่ที่เฉพาะกลุ่ม มีคนสนใจไม่มากนัก และยังคงมีปัญหาเรื่องของการไม่รักษากฎระเบียบ เช่น การก่อไฟ ส่งเสียงดัง ทำลายทรัพยากรธรรมชาติ  

ดังนั้น การรณรงค์และเติมพลังให้กุญแจแห่งความยั่งยืนดอกนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากคนในเมืองหลวงที่สนใจเดินป่ายังมีไม่มากนัก เส้นทางเดินป่าที่มีให้บริการไม่ได้เยอะมากเท่าที่ควร รวมถึงยังขาดบุคลากรผู้ให้ความรู้ ความเข้าใจ ทำให้หากส่งเสริมการเติมสิ่งสำคัญที่กล่าวมาเหล่านี้ได้ให้กับการท่องเที่ยวเดินป่า จะทำให้กิจกรรมเดินป่านี้ทรงคุณภาพ และยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

  • การท่องเที่ยวชายฝั่งทะเล

แน่นอนว่าการท่องเที่ยวทางทะเล เป็นหนึ่งรายได้เศรษฐกิจหลักของประเทศไทย แต่ในภาวะโลกร้อนที่กำลังเกิดขึ้นนี้เอง ทำให้ระดับน้ำในทะเลนั้นสูงขึ้น ณ ตอนนี้ประเทศไทยยังไม่ได้พบเจอปัญหามากนัก แต่ฝั่งทะเลทางด้านมัลดีฟส์ รวมไปถึงศรีลังกาเริ่มหาที่อพยพกันบ้างแล้ว และในอนาคตปัญหาเหล่านี้อาจมาถึงประเทศไทยได้ในที่สุด

เครือข่ายหมู่เกาะที่รวมตัวกันกว่า 30 กว่าเกาะ ต่างพบปัญหาโลกรวนเป็นหลัก บนการท่องเที่ยวทางทะเลไทย จึงต้องตื่นตัวอีกครั้งในขณะนี้ ทั้งคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมถึงนักท่องเที่ยว ต้องพร้อมที่จะมองเห็นถึงสิ่งสำคัญที่จะต้องช่วยกันรักษา ป้องกัน และเตรียมตัวให้พร้อม เผื่อสักวันหนึ่งน้ำทะเลสูงขึ้น หรือมีปะการังฟอกขาวเพิ่มมากขึ้นจะได้มีการเตรียมตัว การผลักดันการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน บนการท่องเที่ยวชายฝั่งทะเลนี้ จึงเป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งของประเทศไทย ในการเติมความรู้ ความเข้าใจให้ทั้งผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยว 

ปัจจุบันผู้ประกอบการต่างช่วยกันค้นหาการท่องเที่ยวแนวใหม่ ที่ตอบโจทย์ และยั่งยืน ไม่ส่งกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงการเติมความรู้ความเข้าใจถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และแนวทางการยับยั้งป้องกันเพื่อให้เกิดการท่องเที่ยวที่มีคุณค่ามากยิ่งขึ้น

  • อุตสาหกรรมโรงแรม

อุตสาหกรรมโรงแรมเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์สำคัญอย่างมาก ต่อกิจกรรมการท่องเที่ยวยั่งยืน เพราะเป็นหนึ่งในประตูบานใหญ่ที่คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกประเภท ทำให้อุตสาหกรรมโรงแรมเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญสู่การเริ่มต้นของความยั่งยืนอย่างเป็นแบบแผน ที่นักท่องเที่ยวสามารถซึมซับ พัฒนา รับประสบการณ์ดีๆ และเรียนรู้ได้

ส่วนใหญ่สิ่งที่โรงแรมทำจะเป็นโครงการจำพวกกิจกรรมคาร์บอนฟุตพรินต์ พลังงานทดแทน การจัดการขยะ (แยกขยะ) อาหารขยะ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นส่วนใหญ่เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดกิจกรรมยั่งยืนให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทุกภาคส่วน รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆ ก็ค่อยๆ ขยับตามกันมา

นอกจากนี้ โรงแรม และที่พักในพื้นที่ชุมชนต่างๆ เริ่มมีการเรียนรู้มากขึ้น เริ่มใช้อาหารออร์แกนิก ผลิตภัณฑ์จากชุมชน กิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน และปลูกฝั่งความรู้ให้แก่นักท่องเที่ยวบ้างแล้ว

ปัญหาหลักๆ จากอุตสาหกรรมโรงแรม และที่พักส่วนใหญ่ คือ การปรับตัวที่ไม่เท่ากัน ของโรงแรมที่พักขนาดกลาง-เล็ก รวมถึงผู้ประกอบการหน้าใหม่ ที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนมากนัก ขาดความรู้ ความเข้าใจในองค์ประกอบสำคัญ อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน ททท. เริ่มเข้ามาผลักดันช่วยประชาสัมพันธ์มากขึ้น มีจัดทำโครงการต่างๆ เช่น STGs เพื่อเป็นข่าวสาร และแหล่งประชาสัมพันธ์ที่ดีต่อการตื่นตัวของโรงแรม และที่พักเหล่านั้นให้หันมาสนใจเรื่องความยั่งยืนมากขึ้น เพราะนอกจากจะเป็นการอนุรักษ์โลกไว้แล้ว ยังเป็นจุดขายที่ดีอย่างหนึ่งของธุรกิจโรงแรม และที่พักด้วยเช่นกัน

  • การท่องเที่ยวเชิงอาหาร

อาหาร คือ ปลายทางของความยั่งยืนที่ทุกคนได้พบเจอ ทำให้ความยั่งยืนของการท่องเที่ยวเชิงอาหารนั้นมีมากมายหลากหลายมิติ ตัวอย่างแรก วัตถุดิบจำพวกเอเลี่ยนสปีชีส์ที่เชฟส่วนใหญ่ก็พยายามช่วยกันรังสรรค์ให้วัตถุดิบเรานี้มีมูลค่ามากขึ้น รสชาติดี กินได้ เพื่อช่วยให้วัตถุดิบเหล่านี้ ในธรรมชาตินั้นสมดุลมากที่สุด และสร้างรายได้ให้กับประเทศ 

นอกจากนี้ การที่ร้านอาหารต่างๆ เข้าไปช่วยสนับสนุนชุมชนในเรื่องของวัตถุดิบอาหารที่มีคุณภาพ มีกรรมวิธีที่แตกต่าง และยั่งยืน สิ่งเหล่านี้นอกจากจะสร้างรายได้ให้กับชุมชน แรงผลักดันที่มีคุณค่าจากความยั่งยืนแล้ว ยังสามารถกลับมาสร้างมูลค่า เพิ่มกำไรให้กับตัวผู้ทำธุรกิจเองอย่างมหาศาล รวมถึงผู้บริโภคเองก็ได้รับประทานอาหารดีๆ ประสบการณ์ที่พิเศษโดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งหากทำงานร่วมกันในลักษณะนี้ได้ ความยั่งยืนต่อเศรษฐกิจในทุกอุตสาหกรรมจะมีคุณค่า และถูกนำมาประยุกต์ใช้อย่างไม่รู้จบอย่างแน่นอน

รวมถึงปัญหาหลักๆ ของอุตสาหกรรมอาหารนี้ยังคงเป็นปัญหาขยะ และอาหารเหลือทิ้งที่ขาดการจัดการที่ดีและใส่ใจ อย่างไรก็ตาม การช่วยกันปลูกฝัง การจัดการอาหารขยะให้ดี ไม่ว่าจะนำไปเป็นปุ๋ย พลังงาน เลี้ยงสัตว์ หรือทำน้ำหมัก เพียงเท่านี้ธุรกิจร้านอาหารในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันความยั่งยืนได้อย่างง่ายดาย

ความสำคัญนี้ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ The Cloud (เดอะ คลาวด์) ได้ร่วมมือจัดงาน Amazing Green Fest 2024 หนึ่งในเทศกาลที่ชวนทุกคนมาเที่ยวดี กินดี ช็อปของดี จากธุรกิจท่องเที่ยวยั่งยืนทั่วไทย เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ในมุมท่องเที่ยวยั่งยืนต่างๆ ให้แก่ นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ค้าขาย และอีกมากมายที่เกี่ยวข้อง

Amazing Green Fest 2024 ถูกจัดขึ้นภายใต้รูปแบบการจัดงานที่แบ่งเรื่องราวของความยั่งยืนออกเป็น 5 มิติ ประกอบด้วย การเที่ยวอย่างยั่งยืน การกิน-อยู่อย่างยั่งยืน การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ให้ความรู้กับเด็กเรื่องความยั่งยืน และการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ทั้งหมดมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน สร้างโอกาสทางธุรกิจให้พันธมิตรด้านการท่องเที่ยวที่ใส่ใจในเรื่องความยั่งยืน ตลอดจนถึงกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวที่ดี และมีความหมายต่อทั้งห่วงโซ่อุปทานธุรกิจให้พันธมิตรด้านการท่องเที่ยวที่ใส่ใจในเรื่องความยั่งยืน ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวที่ดี และมีความหมายต่อทั้งห่วงโซ่อุปทาน

ผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนสามารถมาร่วมงาน Amazing Green Fest 2024 รวมถึงงาน The Hotelier 2024 ได้ตั้งแต่วันที่ 15-18 สิงหาคม 2567 ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน

ภาพ : iStock

ชวนปักหมุด 12 ที่เที่ยวฮ่องกงฉบับอันซีน พร้อมวิธีเดินทาง

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2802696

ชวนปักหมุด 12 ที่เที่ยวฮ่องกงฉบับอันซีน พร้อมวิธีเดินทาง

23 ก.ค. 2567 16:54 น.

ชวนปักหมุด 12 ที่เที่ยวฮ่องกงฉบับอันซีน พร้อมวิธีเดินทาง

ฮ่องกง เป็นหนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวไทยเพราะเดินทางง่าย ใช้เวลาไม่นาน มีทั้งแหล่งท่องเที่ยว กิน ดื่ม ช็อปปิ้ง ไปจนถึงสายมู แต่ถ้าหากอยากเที่ยวฮ่องกงแบบอันซีน (Unseen) ให้ไม่ซ้ำใคร จะมีที่ไหนบ้าง และต้องเดินทางไปอย่างไร เรารวมข้อมูลมาให้แล้ว

การท่องเที่ยวฮ่องกง (Hong Kong Tourism Board: HKTB) เปิดตัวแคมเปญระดับภูมิภาคใหม่ล่าสุด “Summer Chill Hong Kong” โดยรวมรายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวอันซีนที่พร้อมให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส นอกจากตึกระฟ้าและถนนหนทางที่มีชีวิตชีวาแล้ว เมืองแห่งนี้ยังซ่อนขุมทรัพย์ไว้อีกมากมายรอให้ทุกคนมาค้นพบ ไม่ว่าจะเป็นนักผจญภัย ผู้หลงใหลในวัฒนธรรม นักช็อป หรือนักชิม ฮ่องกงก็พร้อมเสิร์ฟประสบการณ์สุดพิเศษที่หาไม่ได้จากที่ไหนอีกแล้ว

แคมเปญนี้ HKTB ได้รวบรวมรายชื่อแหล่งอัญมณีที่ซ่อนอยู่ 12 แห่ง จัดและแบ่งกลุ่มตามความสนุก และลักษณะประสบการณ์ที่นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัส ประกอบไปด้วยธรรมชาติและการผจญภัย ศิลปะและวัฒนธรรม ช็อปปิ้งและกิจกรรม และอาหารและเครื่องดื่ม

1. ธรรมชาติและการผจญภัย

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเดินป่าในฮ่องกงได้รับความนิยมมากขึ้น แต่น้อยคนที่จะรู้ว่าฮ่องกงนั้นเชื่อมต่อกับเกาะมากถึง 263 เกาะ ซึ่งมีเส้นทางเดินป่า ปั่นจักรยาน และปั่นจักรยานเสือภูเขาถึง 535 เส้นทาง สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ เกาะบางแห่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมือง ใช้เวลาเดินทางไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงด้วยการขนส่งสาธารณะ ก็สามารถเดินทางมาสำรวจภูมิประเทศอันน่าทึ่งของฮ่องกง และหลีกหนีความวุ่นวายสู่สถานที่พักผ่อนอันเงียบสงบ ที่ซึ่งความงดงามของธรรมชาติและความเงียบสงบ

1.1 เผิงเชา (Peng Chau)

หลีกหนีจากความวุ่นวายเร่งรีบของเมืองมาสู่เผิงเชา เกาะอันทรงเสน่ห์ที่ไม่มีการใช้รถยนต์ เกาะแห่งนี้มีเส้นทางเดินป่าที่สวยงาม คุณจะได้พบกับวัดโบราณและสัมผัสวิถีชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ของฮ่องกง เผิงเชาเคยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมที่มีโรงงานมากกว่า 100 แห่ง ปัจจุบัน โรงงานหนัง Fook Yuen ที่เคยรุ่งเรืองในอดีตได้รับการฟื้นฟูโดยผู้คนบนเกาะเผิงเชาผู้หลงใหลในงานศิลปะเพื่อเนรมิตสถานที่แห่งนี้ให้เป็นแหล่งเก็บชิ้นงานที่มีการจัดแสดงสุดชิคและกราฟฟิตีสีสันสดใส การจัดแสดงศิลปะเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปแบบอยู่ตลอดเพื่อให้ผู้เยี่ยมชมได้พบกับประสบการณ์ใหม่ๆ ที่ไม่จำเจ

  • ที่ตั้ง: เผิงเชา ฮ่องกง
  • วิธีการเดินทาง: ขึ้นเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือเซ็นทรัลหมายเลข 6 โดยคุณสามารถเดินทางไปยังท่าเรือได้จากสถานี MTR Hong Kong การเดินทางใช้เวลาประมาณ 25 นาทีสำหรับเรือเฟอร์รี่แบบด่วน และ 40 นาทีสำหรับเรือเฟอร์รี่ธรรมดา ค่าโดยสารอยู่ที่ HKD 9.90 ถึง HKD 28.40 สำหรับเรือเฟอร์รี่ธรรมดา และ HKD 18.40 ถึง HKD 54.30 สำหรับเรือเฟอร์รี่แบบด่วน
  • กิจกรรมน่าลอง: ถ่ายรูปที่อดีตโรงงานเครื่องหนัง และชายหาดแสนสวย ซึ่งมองเห็นฮ่องกงดิสนีย์แลนด์อยู่อีกฟากฝั่ง และยังเป็นหาดที่นักแสดงชาวไทยอย่าง วิน เมธวิน และนักแสดงสาวชาวฟิลิปปินส์ จาเนลลา ซัลวาดอร์ ได้ใช้ถ่ายทำฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่อง Under Parallel Skies นับเป็นสถานที่ยอดเยี่ยมที่จะดื่มด่ำไปกับผืนน้ำอันเงียบสงบและผ่อนคลาย

1.2 เกาะเฉิ่งเจ้า (Cheung Chau)

เกาะอันทรงเสน่ห์แห่งนี้ขึ้นชื่อจากเทศกาลซาลาเปาประจำปี อย่าง Bun Festival และซาลาเปานำโชค Ping An Bun ทั้งยังโอบล้อมด้วยชายหาดที่สวยงาม สถานที่ทางประวัติศาสตร์ เส้นทางเดินป่าที่เหมาะสำหรับครอบครัว และเป็นจุดหมายปลายทางสำหรับนักชิม มาร่วมค้นพบการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างความงามทางธรรมชาติและมรดกทางวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของเกาะเฉิ่งเจ้า สามารถเช่าจักรยานเพื่อเที่ยวชมเกาะ เยี่ยมชมถ้ำ Cheung Po Tsai หรือนั่งชิลบนหาด Tung Wan ได้ตามใจชอบ หลังจากสนุกกับกิจกรรมแบบจัดเต็มตลอดวัน ขอให้มาอิ่มอร่อยกับอาหารทะเลและอาหารท้องถิ่นที่ขายอยู่ตามริมทาง เช่น ลูกชิ้นปลาไซส์ยักษ์ราดซอสแกงกะหรี่ และโมจิเคี้ยวหนึบที่สอดไส้ผลไม้แท้ๆ

  • ที่ตั้ง: เฉิ่งเจ้า ฮ่องกง
  • วิธีการเดินทาง: ขึ้นเรือเฟอร์รี่จากท่าเรือเซ็นทรัลหมายเลข 5 โดยคุณสามารถเดินทางไปยังท่าเรือได้จากสถานี MTR Hong Kong การเดินทางใช้เวลาประมาณ 25 นาทีสำหรับเรือเฟอร์รี่แบบด่วน และ 40 นาทีสำหรับเรือเฟอร์รี่ธรรมดา ค่าโดยสารอยู่ที่ HKD 7.40 ถึง HKD 22.00 สำหรับเรือเฟอร์รี่ธรรมดา และ HKD 14.50 ถึง HKD 42.30 สำหรับเรือเฟอร์รี่แบบด่วน
  • กิจกรรมน่าลอง: สำรวจถ้ำ Cheung Po Tsai ซึ่งเคยเป็นที่เก็บสมบัติของโจรสลัดชื่อดังที่ขนานนามตามชื่อถ้ำแห่งนี้ในศตวรรษที่ 19

1.3 ยอดเขา Red Incense Burner

สถานที่แห่งนี้รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งว่า Braemar Hill นับเป็นเส้นทางเดินป่าระยะสั้นที่เดินค่อนข้างง่าย โอบล้อมด้วยทิวทัศน์ของเกาะฮ่องกง เกาลูน และอ่าววิคตอเรีย จุดชมวิวนี้เป็นหนึ่งในสถานที่ยอดฮิตที่ผู้คนนิยมมาชมพระอาทิตย์ตกและทิวทัศน์ยามค่ำคืนอันน่าหลงใหลของฮ่องกง ซึ่งรับรองได้ว่าคุณจะได้ภาพที่ตรึงตราอย่างแน่นอน หากท้องฟ้าโปร่งใสและเป็นใจ แนะนำให้เช็กเวลาพระอาทิตย์ตกกันก่อนออกเดินทางสู่ยอดเขา

  • ที่ตั้ง: นอร์ธพอยต์ เกาะฮ่องกง ฮ่องกง
  • วิธีการเดินทาง: หากต้องการเดินเขาแบบเต็มเส้นทาง ขอให้ออกเดินทางตั้งแต่ช่วงบ่าย หรือหากไม่อยากเดิน คุณสามารถขึ้นรถบัสไปยังสถานีขนส่ง Upper Braemar Hill แล้วเดินขึ้นเขาอีก 5 นาที
  • ข้อควรทราบ: ท้องฟ้าโปร่งจะให้ภาพที่สวยที่สุด ก่อนออกเดินทาง อย่าลืมตรวจสอบสภาพอากาศและเวลาพระอาทิตย์ตก โปรดนำไฟฉายติดตัวไปด้วยหากต้องการไปช่วงเย็น

1.4 เขตอนุรักษ์ธรรมชาติไมโป (Mai Po Nature Reserve)

สวรรค์สำหรับนักส่องนก เขตพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งนี้เป็นที่อยู่อาศัยของนกนานาชนิด นอกจากนี้ยังมีให้บริการทัวร์พร้อมไกด์ที่จะมาให้ความรู้แก่นักท่องเที่ยวเกี่ยวกับความสำคัญทางนิเวศวิทยา ผู้รักธรรมชาติห้ามพลาดสถานที่แห่งนี้โดยเด็ดขาด มาร่วมค้นพบสัตว์ป่าหลากหลายพันธุ์ เรียนรู้เกี่ยวกับความทุ่มเทในการอนุรักษ์ และดื่มด่ำไปกับความงามอันเงียบสงบของ Mai Po

ภาพจาก iStock
  • ที่ตั้ง: Mai Po นิวเทอร์ริทอรี่ส์ ฮ่องกง
  • วิธีการเดินทาง: ขึ้นรถมินิบัส หรือรถบัสจาก Sheung Shui และ Yuen Long หรือนั่งแท็กซี่
  • กิจกรรมห้ามพลาด: เข้าร่วมทัวร์ดูนกที่มาพร้อมไกด์ซึ่งจะพาคุณไปชมฝูงนกอพยพหายาก

2. ศิลปะและวัฒนธรรม

ดื่มด่ำไปกับมรดกอันยาวนานและโลกแห่งศิลปะที่มีชีวิตชีวาของฮ่องกง สถานที่ที่ประวัติศาสตร์และความคิดสร้างสรรค์มาบรรจบเพื่อพาทุกคนเดินทางผ่านกาลเวลาและวัฒนธรรม

2.1 อารามฉีซ่าน (Tsz Shan Monastery)

ตัวอารามตั้งอยู่บนเนินเขาเขียวชอุ่มของ Tai Po จึงเงียบสงบเหมาะสำหรับการทำสมาธิและสะท้อนตัวตน ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของอารามฉีซ่าน คือรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์สูง 70 เมตร ตั้งอยู่บนฐานหินแกรนิตขนาดความสูง 6 เมตร ใต้รูปปั้นเป็นพิพิธภัณฑ์แห่งแรกของฮ่องกงที่จัดแสดงเกี่ยวกับพุทธศิลป์และพระธาตุโดยเฉพาะ อารามแห่งนี้เปิดให้เข้าชมในปี 2558 โดยนายลี กาชิง ซึ่งสร้างอารามฉีซ่าน ให้เป็นสถานปฏิบัติธรรมและสถาบันสำหรับเรียนรู้ทางพุทธศาสนา ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าร่วมกิจกรรมเจริญสติมากมาย ซึ่งรวมไปถึงการทำสมาธิด้วยชา การฝึกเขียนอักษรวิจิตรโดยใช้พู่กัน การเดินจงกรม และการกรวดน้ำ

  • ที่ตั้ง: 88 ถนนยูนิเวอร์เซิล เกต ไทโป ฮ่องกง
  • วิธีการเดินทาง: รถบัสหรือรถมินิบัสจากสถานี MTR Tai Po Market หรือแท็กซี่
  • ข้อควรทราบ: เข้าชมฟรี ทั้งนี้ จำเป็นต้องสำรองการเข้าชมล่วงหน้า ซึ่งสามารถดูกำหนดการได้ทุกต้นเดือน อารามฉีซ่านสามารถรองรับผู้เยี่ยมชมได้ 400 คนต่อวัน โปรดแต่งกายให้เหมาะสม เช่น เสื้อมีแขน กระโปรงหรือกางเกงยาวคลุมเข่า

2.2 ทัวร์อเบอร์ดีน (Aberdeen)

ร่วมทัวร์ท่าเทียบเรือชาวประมงและพิพิธภัณฑ์เรือ เพื่อสัมผัสวัฒนธรรมทางทะเลอันเป็นเอกลักษณ์ของอเบอร์ดีน นั่งเรือชมหมู่บ้านลอยน้ำ ไปเยี่ยมชมตลาดปลาอเบอร์ดีน และเรียนรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตของชาวประมงในอดีต นับเป็นการบอกเล่าเรื่องราวมรดกของชีวิตชาวประมงและประเพณีการเดินเรือของฮ่องกงตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันได้อย่างน่าทึ่ง

  • ที่ตั้ง: ทางเดินริมน้ำอเบอร์ดีน (Aberdeen Promenade) อเบอร์ดีน ฮ่องกง
  • กิจกรรมต้องห้ามพลาด: ขึ้นเรือรับประทานอาหารกลางวัน เพื่อไปลิ้มลองก๋วยเตี๋ยวเรือปรุงสดจากฝีมือชาวประมงแท้ๆ ด้วยวัตถุดิบสดใหม่

3. ช็อปปิ้งและกิจกรรม

ร่วมสนุกทำงานฝีมือท้องถิ่น และสนุกไปกับพื้นที่ทำกิจกรรมใหม่ๆ ที่ถ่ายทอดความสร้างสรรค์อันมีชีวิตชีวาและจิตวิญญาณของร้านค้าต่างๆ ในฮ่องกง

3.1 เวิร์กช็อปไพ่นกกระจอก

เวิร์กช็อปนี้ริเริ่มโดยคาเรน อารูบา หลานสาวของหนึ่งในโรงงานไพ่นกกระจอกแห่งใหญ่ที่สุดในฮ่องกง คาเรนมีความมุ่งมั่นที่จะรักษางานฝีมือบนแผ่นไพ่นกกระจอกและมรดกทางวัฒนธรรมเอาไว้ เธอได้คิดค้นเวิร์กช็อปลงสีไพ่นกกระจอกโดยมีพ่อของเธอและผู้เชี่ยวชาญในการลงสีไพ่นกกระจอก อาจารย์ริคกี้ เฉิง เป็นผู้สอน ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของการทำไพ่นกกระจอก ได้แกะสลักไพ่นกกระจอก และนำไพ่นกกระจอกทำมือที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองกลับบ้านเป็นที่ระลึก

  • ที่ตั้ง: คาเรน อารูบา สตูดิโอ L6-15, 30 Pak Tin Street, JCCAC, Shek Kip Mei เกาลูน ฮ่องกง
  • กิจกรรมต้องห้ามพลาด: รังสรรค์ไพ่นกกระจอกในแบบของคุณด้วยลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์และการใช้สีเมทัลลิก
  • ข้อมูลเวิร์กช็อป: คาเรน อารูบา สตูดิโอ

3.2 เวิร์กช็อปป้ายไฟนีออน

หลายคนจดจำฮ่องกงจากภาพประทับใจของป้ายไฟนีออนสว่างไสว ซึ่งสร้างความสดใสและความตื่นตาตื่นใจให้กับท้องถนน รวมถึงใช้ในการโฆษณาของธุรกิจต่างๆ ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปสามารถมาเพลิดเพลินไปกับประสบการณ์การรังสรรค์ป้ายไฟนีออนด้วยตัวเอง แถมยังสามารถนำกลับไปเป็นของที่ระลึกได้อีกด้วย

  • ที่ตั้ง: อเมซซิ่ง นีออน ฮ่องกง แฟลต 2 ชั้น 13 ลอเรลส์ อินดัสเทรียล เซ็นเตอร์ 32 Tai Yau Street San Po Kong เกาลูน ฮ่องกง
  • กิจกรรมต้องห้ามพลาด: ออกแบบและรังสรรค์ป้ายไฟนีออนด้วยตัวคุณ พร้อมนำกลับบ้านไปเป็นของที่ระลึกที่ไม่ซ้ำใคร

3.3 The Mills

เดิมเคยเป็นโรงงานทอผ้า แต่ปัจจุบัน The Mills ได้รับการฟื้นฟูใหม่กลายเป็นศูนย์กลางด้านศิลปะ วัฒนธรรม และนวัตกรรม ที่มาพร้อมร้านค้า แกลเลอรี และร้านอาหารมากมาย ให้ทุกคนได้ทำความรู้จักประวัติศาสตร์อันยาวนานของอุตสาหกรรมสิ่งทอของฮ่องกง ไปพร้อมกับพื้นที่สร้างสรรค์สมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมและการออกแบบ

  • ที่ตั้ง: 45 Pak Tin Par Street Tsuen Wan ฮ่องกง
  • กิจกรรมต้องห้ามพลาด: เข้าร่วมเวิร์กช็อปงานฝีมือและเรียนรู้เกี่ยวกับชิ้นงานทำมือจากศิลปินในท้องถิ่น

3.4 Upper Lascar Row

ถนนที่มีชีวิตชีวาแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องร้านขายของเก่าและร้านขายของมือสองที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว คุณจะได้พบกับของหายากและสมบัติโบราณที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์สำหรับนักช็อปที่กำลังมองหาสินค้าที่ไม่ซ้ำใคร ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ แบบโบราณไปจนถึงของสะสมย้อนยุค

  • ที่อยู่: Upper Lascar Row, Sheung Wan ฮ่องกง
  • กิจกรรมต้องห้ามพลาด: ตามล่าหาของเก่าและของสะสมหายากไปตลอดสองข้างทาง

4. อาหารและเครื่องดื่ม

ออกเดินทางสู่โลกแห่งอาหารที่หลากหลายของฮ่องกง ตั้งแต่ร้านกาแฟลับไปจนถึงร้านอาหารแบบดั้งเดิมที่ทำให้เมืองแห่งนี้เป็นสวรรค์ของนักชิมอย่างแท้จริง

4.1 Tai Ping Koon

หนึ่งในร้านอาหารแนวตะวันตกที่เก่าแก่ที่สุด ที่เปิดให้บริการโดยชาวจีนที่อาศัยอยู่ในจีนและฮ่องกง Tai Ping Koon เป็นร้านอาหารเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อเรื่องการผสมผสานระหว่างอาหารตะวันตกและอาหารจีน ส่งมอบประสบการณ์การรับประทานอาหารที่ชวนให้คิดถึงช่วงเวลาดีๆ จึงเป็นร้านที่ต้องห้ามพลาดสำหรับคนที่ต้องการสัมผัสประวัติศาสตร์วงการอาหารฮ่องกง

  • ที่ตั้ง: มีหลายสาขา ได้แก่ เซ็นทรัล คอสเวย์เบย์ จิมซาจุ่ย เย่าหม่าเต่ย
  • เมนูห้ามพลาด: นกพิราบอบ ปีกไก่อบซอสสไตล์สวิส และซูเฟล่

4.2 Kinsman

อัญมณีที่ซ่อนเร้นแห่งนี้จะโอบกอดคุณด้วยบรรยากาศที่คุ้นเคยซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์คลาสสิกของหว่อง กา ไว และเครื่องดื่มค็อกเทลสุดสร้างสรรค์ที่ผ่านการรังสรรค์มาอย่างน่าประทับใจ Kinsman เป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการสังสรรค์ยามเย็นกับเพื่อนฝูง มอบบรรยากาศสบายๆ และให้คุณได้เต็มอิ่มไปกับสุรากวางตุ้งแบบดั้งเดิม บาร์แห่งนี้ยังเสิร์ฟของว่างและของหวานแบบโลคอลที่มีรสชาติที่น่าค้นหา เช่น ปลาหมึกซอสกะหรี่ และพุดดิ้งหยินหยางราดงาดำและวอลนัทบด

  • ที่ตั้ง: 27-33 ถนนคิมเบอร์ลีย์ จิมซาจุ่ย เกาลูน ฮ่องกง
  • เมนูห้ามพลาด: ลอง Kowloon Dairy ที่เสิร์ฟรสชาตินมพันช์แบบฮ่องกงผ่านการตีความใหม่ของร้าน

ทั้งนี้ แคมเปญ “Summer Chill Hong Kong” จากการท่องเที่ยวฮ่องกง มอบโปรโมชัน “Summer Triple Rewards” ให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางแบบค้างคืนจำนวน 500,000 ชุด พร้อมด้วยเวาเชอร์ที่สามารถใช้กับทั้งการเดินทาง/การเที่ยวชม ร้านอาหาร และช็อปปิ้ง มูลค่ารวมกว่า 100 ล้านดอลลาร์ฮ่องกง เพื่อยกระดับการท่องเที่ยวช่วงหน้าร้อนในฮ่องกงสำหรับกลุ่มประเทศเป้าหมาย โดยมุ่งเน้นไปที่การดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคนรุ่นใหม่และกลุ่มครอบครัว ให้มาเพลิดเพลินไปกับวันหยุดช่วงหน้าร้อนในฮ่องกง

อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน ไปยังไง แจกพิกัด พร้อมประวัติและที่มา

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2802083

อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน ไปยังไง แจกพิกัด พร้อมประวัติและที่มา

20 ก.ค. 2567 15:36 น.

อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน ไปยังไง แจกพิกัด พร้อมประวัติและที่มา

อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา สถานที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระพิฆเนศองค์ยืนที่มีขนาดสูงที่สุดในโลก ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อเรียกว่า พระพิฆเนศปางยืน องค์สำริด สำเร็จ สมปรารถนา ให้ผู้ที่นับถือและศรัทธาได้เดินทางมากราบไหว้และขอพรกันได้ตลอดปี

ประวัติและที่มาอุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน

พระพิฆเนศมีต้นกำเนิดจากความเชื่อในศาสนาฮินดูมานานกว่า 4,000 ปี ก่อนความเชื่อเหล่านี้จะเข้ามาสู่ประเทศไทย กลายเป็นหนึ่งในเทพเจ้าแห่งความสำเร็จที่ชาวไทยสักการบูชา ขอพร เพื่อเสริมสิริมงคล และนำมาซึ่งความสำเร็จแก่ตนเอง 

อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2551 โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง เป็นสถานที่รวบรวมประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยว ที่สร้างความเจริญให้กับชุมชน

องค์พระพิฆเนศทำจากเนื้อโลหะสำริด มีความสูง 30 เมตร รวมฐานด้วย 39 เมตร กำลังประทับอยู่ในท่าที่กำลังก้าวขาไปข้างหน้า แสดงถึงความเจริญก้าวหน้า พระหัตถ์ถือขนุน กล้วย มะม่วง และอ้อย บริเวณด้านบนมีสัญลักษณ์ของโอม ส่วนบริเวณกำไลเท้ามีสัญลักษณ์ของดอกบัว แสดงถึงปัญหา ด้านข้างฝั่งขวามีหนูมุสิกะอยู่ด้วย

อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน ปิดกี่โมง

อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน บริหารงานโดยมูลนิธิพระพิฆเนศคลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา เปิดให้นักท่องเที่ยวหรือผู้ที่ศรัทธาได้เดินทางมาสักการบูชาและกราบไหว้ ตามวันและเวลา ดังนี้

  • วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.30 น.
  • วันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 09.00-18.00 น.

นอกจากนี้อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน ยังมีการจัดงานพิธีพราหมณ์ในช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ทั้งหมด 3 รอบ ได้แก่ รอบเวลา 11.00 น. 14.00 น. และ 16.00 น. ให้ผู้ที่สนใจได้เข้าร่วมอีกด้วย

แจกพิกัด “อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน” ไปยังไง

อุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน ตั้งอยู่ถนน คสล. ม.4 ต.บางตลาด อ.คลองเขื่อน จ.ฉะเชิงเทรา หากเดินทางมาด้วยรถยนต์ส่วนตัว สามารถปักหมุดพิกัดกูเกิล แม็ป https://goo.gl/maps/nkP12ejmbJKuHKrHA 

ส่วนใครที่เดินทางด้วยรถโดยสารประจำทาง สามารถมาลงที่สถานีขนส่งแปดริ้ว และเรียกรถรับจ้างบริเวณนั้นเพื่อมายังอุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน ได้เช่นกัน

ภายในอุทยานพระพิฆเนศ องค์ยืน นอกจากจะมีองค์พระพิฆเนศองค์ยืนขนาดใหญ่แล้ว ยังมีศาลท้าวมหาพรหม ศาลาพราหมณ์ พิพิธภัณฑ์ และองค์เทพอื่นๆ ให้กราบไหว้และสักการบูชา เพื่อเสริมสิริมงคลและดวงชะตาอีกด้วย

ที่มาภาพ : iStock

“ซีรีส์-MV-ภาพยนตร์” ยกกองถ่าย..บุกไทย เม็ดเงินสะพัด…หลายพันล้าน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2801894

“ซีรีส์-MV-ภาพยนตร์” ยกกองถ่าย..บุกไทย เม็ดเงินสะพัด...หลายพันล้าน

20 ก.ค. 2567 07:01 น.

“ซีรีส์-MV-ภาพยนตร์” ยกกองถ่าย..บุกไทย เม็ดเงินสะพัด…หลายพันล้าน

ปิดฉากอย่างสวยงามสำหรับมิวสิกวิดีโอเพลง “ROCKSTAR” ของศิลปินชาวไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลก “LISA” ที่ทำให้ย่านไชน่าทาวน์อย่างเยาวราชในประเทศไทยดังเป็นพลุแตก แม้ว่าสถานที่ถ่ายทำมิวสิกวิดีโอชุดนี้จะไม่ได้มีแค่เยาวราช แต่รวมถึงโรงหนังเก่าออสการ์ ถนนเพชรบุรี ตัดใหม่ และการถ่ายทำในสตูดิโอที่มนตรีสตูดิโอ เขตบางกะปิ ซึ่งเป็นสตูดิโอยอดนิยมของกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศด้วย

จะว่าไป จริงๆแล้วประเทศไทยเรามีชื่อเสียงในระดับโลกอยู่แล้ว เป็น Real Soft Power ที่ไม่ต้องปรุงแต่งเพิ่ม โดยเฉพาะการเป็นสถานที่หรือ Location ในการถ่ายทำภาพยนตร์ ซีรีส์ มิวสิกวิดีโอ รวมทั้งหนังโฆษณาของต่างประเทศ ที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

ที่เพิ่งตื่นเต้นกันไปหมาดๆ เห็นจะเป็นการยกกองถ่ายทำภาพยนตร์ฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์อย่างจูราสสิก เวิลด์ ภาค 4 มาปักหลักถ่ายทำกันที่จังหวัดกระบี่ ตั้งแต่เมื่อต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา แม้จะยังไม่มีการ ยืนยันเป็นที่แน่นอนว่าดารานำของเรื่อง อย่าง สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน (Scarlett Johansson) ที่เคยโด่งดังจากบท นาตาชา โรมานอฟ หรือแบล็กวิโดว์ จากภาพยนตร์มาร์เวล “The Avengers” จะเดินทางมาเข้าฉากด้วยหรือไม่ แต่แค่โหมโรงเริ่มต้นการถ่ายทำ ก็ทำให้เศรษฐกิจของจังหวัดกระบี่คึกคักขึ้นทันที โดยเฉพาะชาวบ้านจุดที่เป็น Location การถ่ายทำอย่างหมู่บ้านบากัน ต.อ่าวลึกน้อย อ.อ่าวลึก คลองหรูด ต.หนองทะเล และน้ำตกห้วยโต้ ต.ทับปริก อ.เมืองกระบี่ ต่างได้รับอานิสงส์กันถ้วนหน้าทั้งจากการค้าขาย การให้บริการที่พัก รถเช่า ร้านอาหาร และยังมีบางส่วนที่ได้รับการว่าจ้างให้ร่วมเข้าฉากเป็นนักแสดงประกอบ รวมถึงการจ่ายชดเชยให้กับผู้ประกอบการในแต่ละพื้นที่ถ่ายทำที่ต้องหยุดให้บริการในระหว่างการถ่ายทำด้วย ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดรายได้หมุนเวียนในพื้นที่สำหรับการถ่ายทำครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท

ยังไม่รวมการที่บรรดาชาวกระบี่ต่างพากันโพสต์ภาพไดโนเสาร์ที่ตัดต่อให้เข้ากับสถานที่ท่องเที่ยวกลายเป็นไวรัลในโซเชียลมีเดีย ที่เชื่อว่าหลังจากภาพยนตร์ออกฉาย จะทำให้ นักท่องเที่ยวรู้จักสถานที่ถ่ายทำใน จ.กระบี่ และเดินทางตามรอยหนังเป็นจำนวนมาก ทุกพื้นที่ที่มีการถ่ายทำภาพยนตร์จะกลายเป็น New Destination ของการท่องเที่ยวในจังหวัดกระบี่ เหมือนที่ภาพยนตร์ The Beach ได้ทำให้อ่าวมาหยากลายเป็น Attraction ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาแล้ว

จริงๆแล้วประเทศไทยเป็นหนึ่งในสถานที่ที่เป็นหมุดหมายของการถ่ายทำภาพยนตร์ ซีรีส์ มิวสิกวิดีโอมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์ King the Land จากเกาหลีใต้ที่พาเที่ยวกรุงเทพฯแบบจัดเต็ม ซีรีส์สายลับ The Sympathizer ที่เนรมิตเมืองหาดใหญ่เป็นไซ่ง่อนยุคสงครามเย็น มิวสิกวิดีโอ Super nova สุดปั่นจากสี่สาว aespa ที่มีผู้ชม MV ผ่านช่องทางยูทูบมากกว่า 80 ล้านวิว ซีรีส์ระดับโลก “The White Lotus Season 3” ที่เลือกเกาะสมุยเป็นสถานที่ถ่าย และที่เพิ่งเป็นข่าวไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ก็คือซีรีส์ระดับโลก “Alien” ที่มีเงินลงทุนมากกว่า 3,000 ล้านบาท ใช้เวลาถ่ายทำในประเทศไทยถึง 123 วัน โดย Alien มีการจ้างงานคนไทยมากถึง 1,600 คนในทุกแผนกของกองถ่าย โดยใช้สตูดิโอในการถ่ายทำถึง 13 แห่ง และโรงแรมที่พักกว่า 20 แห่ง โดยบางแห่งต้องปิดโรงแรมเพื่อใช้เป็นที่พักสำหรับทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์โดยเฉพาะด้วย

ข้อมูลจากกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ (TFO Thailand Film Office) ระบุว่า ในช่วงครึ่งปี 2567 สถิติการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย (มกราคม-มิถุนายน 2567) มีภาพยนตร์ต่างประเทศซึ่งได้รับอนุญาตถ่ายทำในประเทศไทยจากคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ จำนวน 238 เรื่อง งบประมาณการถ่ายทำในประเทศไทยมากกว่า 3,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี พ.ศ.2566 จำนวน 1,332 ล้านบาท หรือคิดเป็น 59.33% โดยมีกองถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศเดินทางมาจาก 31 ประเทศทั่วโลก 5 อันดับประเทศ/เขตบริหารพิเศษที่มีงบประมาณการถ่ายทำสูงสุด ได้แก่ เขตบริหารพิเศษฮ่องกง สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐฝรั่งเศส สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

โลเกชันยอดฮิตของกองถ่ายต่างชาติ 5 อันดับแรก ในปี 2566 ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 282 เรื่อง ตัวอย่างสถานที่ถ่ายทำ เช่น สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) วัดอรุณราชวรารามราชวร มหาวิหาร ชลบุรี 77 เรื่อง ตัวอย่างสถานที่ถ่ายทำ เช่น เกาะล้าน เกาะสีชัง ถนนเลียบชายหาดพัทยา สมุทรปราการ 60 เรื่อง ตัวอย่างสถานที่ถ่ายทำ เช่น เมืองโบราณ The Studio Park ท่าเรือศุภนาวา ปทุมธานี 52 เรื่อง ตัวอย่างสถานที่ถ่ายทำ เช่น มหาวิทยาลัยกรุงเทพ มหาวิทยาลัยรังสิต ACTS Studio ภูเก็ต 47 เรื่อง ตัวอย่างสถานที่ถ่ายทำ เช่น ย่านเมืองเก่าภูเก็ต หาดพาราไดซ์ พระพุทธมิ่งมงคลเอกนาคคีรี ที่เหลืออีก 5 อันดับก็มี นนทบุรี 41 เรื่อง เชียงใหม่ 39 เรื่อง นครปฐม 27 เรื่อง กระบี่ 26 เรื่อง ราชบุรี 25 เรื่อง

สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2567 5 อันดับสถานที่ถ่ายทำในประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จำนวน 156 เรื่อง ปทุมธานี 45 เรื่อง ชลบุรี 33 เรื่อง นนทบุรี 22 เรื่อง สมุทรปราการ และภูเก็ต ที่ละ 21 เรื่อง ประเภทภาพยนตร์ต่างประเทศที่ยื่นขออนุญาตมากที่สุดคือโฆษณา 98 เรื่อง สารคดี 39 เรื่อง รายการท่องเที่ยว 33 เรื่อง และภาพยนตร์เรื่องยาว 23 เรื่อง เป็นต้น มีคณะถ่ายทำเดินทางมาจากต่างประเทศ จำนวน 4,591 คน และสร้างงานให้กับทีมงานชาวไทยกว่า 14,331 คน.

Amazing Green Fest 2024 ชวนเที่ยวแบบคุณภาพ กิน ช็อปดี เพื่อเปลี่ยนการท่องเที่ยวไทยให้ยั่งยืน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2801697

Amazing Green Fest 2024 ชวนเที่ยวแบบคุณภาพ กิน ช็อปดี เพื่อเปลี่ยนการท่องเที่ยวไทยให้ยั่งยืน

18 ก.ค. 2567 18:42 น.

Amazing Green Fest 2024 ชวนเที่ยวแบบคุณภาพ กิน ช็อปดี เพื่อเปลี่ยนการท่องเที่ยวไทยให้ยั่งยืน

เทศกาล Amazing Green Fest 2024 โดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมมือกับ The Cloud กิจกรรมที่มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ด้วยการชวนคนออกเดินทางท่องเที่ยวและสนับสนุนพันธมิตร ที่ดำเนินงานด้านการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ และสร้างความเข้าใจเรื่องการกิน-อยู่กับธรรมชาติอย่างสมดุล และยั่งยืน โดยงานจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-18 สิงหาคม 2567 ณ พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพมหานคร

การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ท่องเที่ยวแบบคุณภาพ เข้ามาเป็นหนึ่งในเทรนด์การท่องเที่ยวที่ถูกจับตาทั่วโลก และไม่ใช่พฤติกรรมการท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีกลุ่มนักเดินทางที่ใส่ใจเรื่องของความยั่งยืน ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเป็นมิตรต่อสังคมนี้มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในหลายๆ ประเทศรวมถึงประเทศไทยพร้อมผลักดัน และส่งเสริมอย่างเต็มที่ เพราะการท่องเที่ยวยั่งยืนนี้ นอกจากจะช่วยเหลือโลกให้ดีขึ้นแล้ว ยังเป็นแหล่งกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศเป็นสำคัญอีกด้วย 

ความสำคัญนี้ทำให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ The Cloud (เดอะ คลาวด์) ได้ร่วมมือจัดงาน Amazing Green Fest 2024 หนึ่งในเทศกาลที่ชวนทุกคนมาเที่ยวดี กินดี ช็อปของดี จากธุรกิจท่องเที่ยวยั่งยืนทั่วไทย เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ในมุมท่องเที่ยวยั่งยืนต่างๆ ให้แก่ นักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ค้าขาย และอีกมากมายที่เกี่ยวข้อง

Amazing Green Fest 2024 ถูกจัดขึ้นภายใต้รูปแบบการจัดงานที่แบ่งเรื่องราวของความยั่งยืนออกเป็น 5 มิติ ประกอบด้วย การเที่ยวอย่างยั่งยืน การกิน-อยู่อย่างยั่งยืน การทำธุรกิจอย่างยั่งยืน ให้ความรู้กับเด็กเรื่องความยั่งยืน และการเรียนรู้อย่างยั่งยืน ทั้งหมดมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน สร้างโอกาสทางธุรกิจให้พันธมิตรด้านการท่องเที่ยวที่ใส่ใจในเรื่องความยั่งยืน ตลอดจนถึงกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวที่ดี และมีความหมายต่อทั้งห่วงโซ่อุปทานธุรกิจให้พันธมิตรด้านการท่องเที่ยวที่ใส่ใจในเรื่องความยั่งยืน ตลอดจนกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวที่ดี และมีความหมายต่อทั้งห่วงโซ่อุปทาน

กิจกรรมภายในงาน Amazing Green Fest 2024 

  • โซน Green Tourism : พื้นที่บอกเล่าเรื่องราวของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ที่กำลังกลายเป็นกระแสหลักของการท่องเที่ยวทั่วโลกผ่านโครงการที่ ททท. ริเริ่มทำตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
  • โซน Green Business : รวบรวมธุรกิจที่ดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อความยั่งยืน ไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ที่พัก กิจกรรม DIY ร้านอาหาร ข้าวของเครื่องใช้สำหรับการเดินทาง รวมไปถึงแพ็กเกจท่องเที่ยวที่คัดสรรมาแล้วว่าเป็นมิตรกับสังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ที่นักเดินทาง และผู้ประกอบการ จะได้พูดคุย แลกเปลี่ยนแนวคิด และประสบการณ์ทางการท่องเที่ยวซึ่งกันและกัน
  • โซน Green Learning : พื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ว่าด้วยเรื่องของธรรมชาติ การเดินทาง แนวคิดการทำธุรกิจ ที่มีความหมาย ผ่านเวทีสัมมนา และ Workshop ตลอด 4 วัน 
  • โซน Green Food : ชิมอาหารจากวัตถุดิบที่ดี ปรุงโดยเชฟที่มีแนวคิดดีๆ เพื่อส่งต่อความยั่งยืนจากร้านดีๆ ทั่วไทย 
  • โซน Green Playground : มุมที่จะชวนเด็กๆ มาเล่นสนุก พร้อมกับการเรียนรู้ ที่จะทำให้อยากใกล้ชิดธรรมชาติ และปลูกฝังแนวคิดความยั่งยืน ผ่านกิจกรรมที่คัดสรรโดย Rain Tree Resident Hotel ที่จะขนทั้งกล้องดูดาว หนังสือ พร้อมนักเล่านิทานมาเล่าเรื่องเรื่องสนุกๆ  
  • โซน The Cloud Sharing Space : มุมสงบ สำหรับแบ่งปันความฝันเกี่ยวกับการเดินทาง

นอกจากนี้ยังมีเวทีเสวนา The Hotelier 2024 พื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากองค์ความรู้ด้านการจัดการโรงแรม การท่องเที่ยวยั่งยืนจากตัวจริง ที่อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนโรงแรมชั้นนำมากมาย เช่น ดุสิตธานี, ชีวาศรม, CROSSROADS Maldives, Eastin Grand Hotel Phayathai, THANN Wellness, Trisala, Sela, Thai Fight Hotel ฯลฯ เพื่อจุดประกายและสร้างแรงบันดาลใจสำหรับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ตั้งแต่ขนาดกลาง ถึงขนาดเล็ก ให้ยกระดับตนเองในการดูแลนักท่องเที่ยว หรือผู้เข้าพักอย่างไร ให้ครองใจ และเกิดการประสบการณ์ดีๆ ที่มีความหมาย

ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

ภายในงานแถลงข่าว ณ โรงแรมศิวาเทล วันที่ 18 กรกฎาคม 2567 ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการท่องเที่ยวยั่งยืนว่า “ปัจจุบันการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนไม่ใช่เทรนด์ หรือการท่องเที่ยวของคนเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่เป็นกุญแจแห่งความสำเร็จ และภูมิคุ้มกันระยะยาวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ ททท. มุ่งเดินหน้าขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาแบรนด์ Amazing Thailand ให้เป็นแบรนด์ท่องเที่ยวไทยที่มุ่งสู่ความยั่งยืนบนรากฐานของเสน่ห์ไทยอันเป็นเอกลักษณ์ สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี”

“เบื้องหลังของความสำเร็จ คือ การให้ความรู้ และผลักดันห่วงโซ่การท่องเที่ยวยั่งยืนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ประกอบด้วย การปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยไปสู่การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและยั่งยืน (High Value and Sustainability), ให้ความสำคัญกับกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ ใช้จ่ายสูง มีระยะพำนักนาน และมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และการยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Shape Supply) ให้มีความพร้อมรองรับนักท่องเที่ยว และผลักดันเกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืน ตลอดจนการส่งเสริมเมืองน่าเที่ยว เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง จึงจะนำไปสู่ปลายทางความสำเร็จของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยที่เติบโตอย่างยั่งยืนและสมดุล” ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวปิด

โดยคาดหวังว่า การจัดงาน Amazing Green Fest 2024 จะจุดประกายให้ผู้คนที่มีส่วนได้เสียทั้งในและนอกอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว รวมทั้งนักท่องเที่ยว ตระหนักถึงความจำเป็นที่จะต้องรักษาต้นทุนทางการท่องเที่ยว เข้าใจและสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนและธรรมชาติเพื่อใช้ชีวิตร่วมกันอย่างสมดุล ททท.เอง จะใช้โอกาสนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเดินหน้าขับเคลื่อนการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นกระบวนการ 

การดำเนินงานของ ททท. ที่มีเป้าหมายความยั่งยืนอย่างเข้มข้น จะถูกรับรองด้วยสัญลักษณ์ Amazing Thailand ที่มีใบไม้รูปหัวใจ ที่บอกถึงความใส่ใจ ในสามเหลี่ยมแห่งความยั่งยืน (สังคม-เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม) และเป็นจุดเริ่มต้นของงานที่เป็น Carbon Neutral Event ตรารับรองการแสดงความรับผิดชอบต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรืองานปลอดคาร์บอน 

ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการบริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด

ช้างน้อย กุญชร ณ อยุธยา กรรมการผู้จัดการบริษัท คลาวด์แอนด์กราวนด์ จำกัด เปิดเผยว่า งาน Amazing Green Fest 2024 เป็นงานที่ตั้งใจสร้างชุมชนสำหรับผู้ที่สนใจเรื่องการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนให้เป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใหม่ร่วมกัน โดยใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวเล่าเรื่องที่จะนำพาผู้คนไปค้นพบความหมายใหม่ๆ ของการท่องเที่ยวยั่งยืน ว่าเป็นเรื่องง่ายและใกล้ตัว สามารถนำมาปรับใช้ได้ในชีวิตจริง ซึ่งภายในงานจะได้พบกับกิจกรรมพิเศษมากมาย       

ผู้ที่สนใจร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนสามารถมาร่วมงาน Amazing Green Fest 2024 รวมถึงงาน The Hotelier 2024 ตั้งแต่วันที่ 15-18 สิงหาคม 2567 ณ พารากอน ฮอลล์ สยามพารากอน

รวม 7 จุดเช็กอินท่องเที่ยวหน้าฝน ในภาคเหนือ ชวนชุ่มฉ่ำหัวใจ

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2801045

รวม 7 จุดเช็กอินท่องเที่ยวหน้าฝน ในภาคเหนือ ชวนชุ่มฉ่ำหัวใจ

16 ก.ค. 2567 15:13 น.

รวม 7 จุดเช็กอินท่องเที่ยวหน้าฝน ในภาคเหนือ ชวนชุ่มฉ่ำหัวใจ

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เผยไฮไลต์แหล่งท่องเที่ยวในภาคเหนือที่น่าสนใจ และสวยงามอย่างยิ่งในช่วงฤดูฝน เพื่อผลักดันช่วง Green Season ของประเทศไทยให้กลับมาครึกครื้นอีกครั้ง

ภาคเหนือ ประเทศไทย หนึ่งในภูมิภาคที่มีอากาศเย็นสบาย จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว และฤดูหนาว แต่ถ้านักท่องเที่ยวได้มาเยือนภาคเหนือในช่วง Green Season หรือฤดูฝนแล้ว บรรยากาศจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน

โดยนักท่องเที่ยวจะได้รับประสบการณ์ท่องเที่ยวแบบใหม่ ทิวทัศน์ที่แปลกตา โดยมีฝนผนวกกับไอหมอกที่สวยงาม เคล้าไปด้วยไปด้วยธรรมชาติ ชวนผ่อนคลาย แถมยังมีสถานที่ท่องเที่ยว และกิจกรรมที่น่าสนใจในช่วงนี้อยู่ไม่น้อย

ถือได้ว่าแหล่งท่องเที่ยวทางภาคเหนือของประเทศไทยนั้นสามารถท่องเที่ยวได้ทุกฤดู และมีไฮไลต์โดดเด่น ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศให้มาเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ ได้ทุกฤดูอย่างไม่ขาดสาย

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่กำลังผลักดันช่วง Green Season เพื่อเศรษฐกิจของการท่องเที่ยวไทยให้กลับมาครึกครื้นอีกครั้ง โดยได้แนะนำ 7 จุดท่องเที่ยว จาก 7 จังหวัดที่เป็นจุดหมายปลายทางที่จะทำให้การเดินทางใน Green Season นี้แตกต่างและฉ่ำใจกว่าที่เคย

7 จุดไฮไลต์ท่องเที่ยวช่วงหน้าฝน ภาคเหนือ ประเทศไทย 

  • บ้านป่าบงเปียง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่

บ้านป่าบงเปียง เป็นหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวชุมชมที่น่าสนใจอีกหนึ่งหมู่บ้านในจังหวัดเชียงใหม่ โดยหมู่บ้านเล็กๆ นี้ก่อตั้งอยู่ท่ามกลางหุบเขาอันเขียวขจี ที่ชวนนักท่องเที่ยวได้เดินทางไปสัมผัสวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชาวปกาเกอะญอ รวมถึงศึกษาความรู้ และวัฒนธรรมต่างๆ ของคนที่นี่

ฤดูกาลท่องเที่ยวของบ้านป่าบงเปียงนั้นจะอยู่ในช่วงเดือนสิงหาคม-เดือนตุลาคม โดยไฮไลต์ที่พบเห็นได้บ่อยคือ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่จะถ่ายรูปเช็กอินกับทุ่งนาขั้นบันไดสีเขียวขจี ซึ่งช่วงเดือนเหล่านี้นักท่องเที่ยวจะมองเห็นนาขั้นบันไดสีเขียวขจีได้สวยที่สุด แถมบรรยากาศดี และต้นข้าวเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองที่พร้อมเก็บเกี่ยว ซึ่งเหมาะแก่การสัมผัสธรรมชาติอย่างแท้จริง

  • ดอยแม่สลอง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

ดอยแม่สลอง แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่แฝงกลิ่นอายของแหล่งท่องเที่ยวชุมชนไว้ในที่เดียว การได้มาที่นี่นอกจากจะได้สัมผัสธรรมชาติที่สวยงามกับบรรยากาศที่สดชื่นในช่วงฤดูฝนแล้ว นักท่องเที่ยวเองยังมีกิจกรรมเชิงประสบการณ์ให้ทำอีกมากมายไม่ว่าจะเป็น การชมทิวทัศน์ เลือกซื้อสินค้าพืชผักและผลไม้เมืองหนาวของพื้นเมือง พร้อมชมหลากหลายวิถีชีวิตชนเผ่ากับบรรยากาศสดชื่นยามเช้าใน “ตลาดสดหมู่บ้านสันติคีรี”

ชมวัฒนธรรมและทำกิจกรรมรอบๆ หมู่บ้านเจียงจาใส รวมทั้งได้ยังทำกิจกรรมชมชา ผลิตชา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของชุมชนบนดอยแม่สลอง 

  • บ้านห้วยห้อม อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน

บ้านห้วยห้อม สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติสุดสำคัญ ที่มีวิวหมู่บ้านเล็กๆ รายล้อมด้วยทิวทัศน์ธรรมชาติอันสวยงามในจังหวัดแม่ฮ่องสอน นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นแหล่งเพาะปลูกและผลิตกาแฟที่มีคุณภาพสำคัญที่มากไปด้วยคุณภาพ รวมถึงวิถีชีวิตพื้นบ้าน ชมการถักทอผ้าจากขนแกะซึ่งหาชมได้ยากแล้ว แถมที่นี่ยังเที่ยวได้ทุกฤดู ซึ่งช่วงหน้าฝนนั้นก็สวยงามไปอีกแบบ

  • บ้านนาคูหา อ.เมือง จ.แพร่

บ้านนาคูหา ถือเป็นแหล่งชุมชนอันเป็นแหล่งโอโซนที่ ติด 1 ใน 7 แห่งของไทยที่อยากชวนนักท่องเที่ยวมาสัมผัส พร้อมกิจกรรมท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์ด้วยการเที่ยวชมวิถีชีวิตชาวบ้านที่อาศัยอยู่กับธรรมชาติ เช่น การเก็บเตา หรือสาหร่ายน้ำจืด การเก็บใบเมี่ยงการนึ่งเมี่ยง การทำชาใบเมี่ยง ซึ่งถือเป็นอาชีพดั้งเดิมที่สืบทอดกันมานับร้อยปี และเดินเล่นชมความสวยงามของธรรมชาติบนสะพานไม้ไผ่กลางทุ่งนาอันเขียวขจี

นอกจากนี้ที่นี่ยังมี พระพุทธรูปปางฉันสมอสีทองอร่าม ที่ประดิษฐานอยู่ท่ามกลางทุ่งนา พร้อมให้นักท่องเที่ยวได้สักการะและชมวิหารแบบล้านนาดั้งเดิมในวัดนาคูหา พร้อมกิจกรรมทำผ้ามัดย้อม โดยใช้ฮ้อมในแบบต้นตำรับ

  • ดอยสกาด อ.ปัว จ.น่าน

น่าน เป็นหนึ่งในจังหวัดที่น่าเดินทางอย่างมากในช่วงฤดูฝน ซึ่งนอกจากถนนลอยฟ้าที่สวยงามและขึ้นชื่อแล้ว การที่ได้เดินทางขับรถชมวิวในช่วงนี้ถือว่าเป็นการปรับเปลี่ยนอารมณ์การเดินทางได้เป็นอย่างดี 

ซึ่งดอยสกาดเป็นสถานที่หนึ่งที่ควรลิสต์ไว้ในจุดหมายปลายทาง เพราะการเดินทางไปพักผ่อนในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาดอยภูคา ชมธรรมชาติผ่านไอน้ำและละอองฝน พร้อมปล่อยใจไปกับความเงียบสงบท่ามกลางธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ถือว่าเป็นหนึ่งสถานที่ฮีลใจได้เป็นอย่างดี โดยช่วงเวลาที่แนะนำในการท่องเที่ยวคือ ปลายเดือนตุลาคม-กลางเดือนพฤศจิกายน จะเป็นช่วงหน้าฝนที่ฝนตกไม่หนักมาก นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความสดชื่นไปกับธรรมชาติและสายหมอกบางๆ ได้เส้นทาง

  • บ้านนาต้นจั่น อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย

บ้านนาต้นจั่น เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่มีวิถีชีวิตแบบชาวบ้านแห่งล้านนา โดยที่นี่มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นมีโฮมสเตย์ให้ไปนอนพักผ่อนสบายๆ ชื่นชมธรรมชาติที่สวยงาม ยังมีจุดชมวิวที่สวยงาม และขึ้นชื่อเรื่องการชมวิวพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกอย่างห้วยต้นไฮ

บ้านนาต้นจั่น สามารถเที่ยวได้ตลอดปี แถมยังมีกิจกรรมที่สร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้แก่นักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมนั่งรถอีแต๊กชมวิถีชีวิตในหมู่บ้าน พร้อมมีเมนูอาหารพื้นบ้าน และผลไม้ตามฤดูกาลให้ลองซื้อลองชิมในตลาดฮิมห้วย ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงชุมชน

  • เขาหน่อ-เขาแก้ว อ.บรรพตพิสัย จ.นครสวรรค์

เขาหน่อ-เขาแก้ว เป็นอีกหนึ่งแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ประสบการณ์แก่นักท่องเที่ยวอย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ หรือมาชมความสวยงามของสถาปัตยกรรม ซึ่งเขาหน่อ-เขาแก้วเป็นเขาหินปูนขนาดใหญ่ที่นักท่องเที่ยวสามารถพิชิตยอดเขาเพื่อชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามได้ 

โดยจะมี วัดเขาหน่อ ตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาที่เด่นตระการตา พร้อมที่เที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรมผสมผสานกันอย่างลงตัว ซึ่งเป็นจุดเด่นของการมาเที่ยวเขาหน่อ โดยบริเวณปากถ้ำทางขึ้นเขาประดิษฐานพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์ใหญ่ให้นักท่องเที่ยวที่ไปเยือนได้สักการะ.

ภาพ : istock

ข้อมูล : ททท.

ไทย ติดอันดับ 5 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมุสลิม

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2800569

ไทย ติดอันดับ 5 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมุสลิม

14 ก.ค. 2567 15:35 น.

ไทย ติดอันดับ 5 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมุสลิม

ประเทศไทยติดอันดับ 32 จุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวมุสลิม และอยู่ใน 5 อันดับแรก สำหรับในกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่มุสลิมตามรายงาน GMTI 2024 (Global Muslim Tourism Index)

ผลการสำรวจดัชนีการท่องเที่ยวของชาวมุสลิมทั่วโลกประจำปี 2024 จาก The Mastercard-Crescent Rating Global Muslim Travel Index หรือ GMTI 2024 ระบุว่า ประเทศไทยยังคงรักษาตำแหน่งในการเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม โดยจัดอยู่ในอันดับที่ห้าในหมวดหมู่ประเทศสำหรับกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม (Non-OIC) และอันดับ 32 จากจุดหมายปลายทางทั้งหมด

GMTI 2024 เผยว่า ประเทศไทยได้รับคะแนนดัชนีโดยรวมอยู่ที่ 52 คะแนน ตามหลังสิงคโปร์ที่มีคะแนนสูงสุดเป็นอันดับที่หนึ่งอยู่ 14 คะแนน และต่ำกว่าฮ่องกงที่รั้งอยู่ในอันดับที่สองเพียง 2 คะแนน ในหมวดหมู่ Non-OIC ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการพัฒนาประเทศเพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยวชาวมุสลิม 

ทั้งหมดเผยถึงแนวโน้มการเติบโตของตลาดการท่องเที่ยวมุสลิมอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ โดยมีการคาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวมุสลิมระหว่างประเทศถึง 168 ล้านคนทั่วโลก ซึ่งสูงกว่าระดับก่อนการเกิดวิกฤติโควิด-19 ถึง 5% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญที่เพิ่มขึ้นของตลาดนักท่องเที่ยวมุสลิม อันเนื่องมากจากการเติบโตของประชากร และเศรษฐกิจ การพัฒนาบริการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวฮาลาล 

นอกจากนี้ยังรวมไปถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่มีการออกแบบขึ้นเพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ดีสำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิมโดยเฉพาะ เช่น แอปพลิเคชันต่างๆ ที่ใช้ค้นหาร้านอาหารฮาลาล ค้นหาทิศทางละหมาดหรือกิบลัต (Qibla) และแจ้งเตือนเวลาละหมาด 

การเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยออกแบบประสบการณ์การเดินทางให้สะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังคงปฏิบัติตามหลักความเชื่อทางศาสนา สำหรับรายงาน GMTI นับเป็นการจัดทำขึ้นเป็นปีที่เก้าแล้ว จากการวิเคราะห์ข้อมูลจากจุดหมายปลายทาง 145 จุดหมาย โดยใช้เกณฑ์ชี้วัด ทั้ง 4 ได้แก่ 

1. Access: การเข้าถึงหรือการเดินทางเข้าประเทศ 

2. Communications: การสื่อสารหรือการเข้าถึงกลุ่มตลาดและการสื่อสารไปยังตลาดกลุ่มเป้าหมาย 

3. Environment: สิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยว

4. Service: บริการหรือการให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกแก่นักเดินทางชาวมุสลิม 

ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป หลักเกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ได้พัฒนาไปตามความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของนักท่องเที่ยวมุสลิม ซึ่งปีนี้เองก็ได้มีการเพิ่มเกณฑ์ใหม่เกี่ยวกับความพร้อมของสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการสำหรับกลุ่มนักท่องเที่ยวคนพิการในตัวชี้วัด

โดยประเทศไทย ถือเป็นประเทศที่มีอาหารเยอะแยะมากมาย รวมถึงยังเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมอาหาร และผลิตภัณฑ์ฮาลาล เพื่อการเพิ่มตัวเลือกต่างๆ ให้แก่ชาวมุสลิม นั้นเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยประกอบไปด้วยชุมชนมุสลิมจึงมีความเข้าใจในวัฒนธรรม มีสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อนักท่องเที่ยวชาวมุสลิม รวมถึงการบูรณาการสิ่งอำนวย เช่น ห้องละหมาดตามสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งตรงตามแผนของยุทธศาสตร์  5 ปี ของกรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ในการมุ่งสู่การเป็น “ศูนย์กลางฮาลาล” ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในปี พ.ศ. 2570 

โดยแผนดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่การขยายอุตสาหกรรมฮาลาลของประเทศในภาคส่วนต่างๆ รวมถึงอาหาร เครื่องแต่งกาย การบริการ และการท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างงาน และสนับสนุนชุมชนมุสลิมในท้องถิ่น ทำให้เห็นว่าประเทศไทยมีเป้าหมายที่จะรักษาตำแหน่งจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักเดินทางชาวมุสลิมทั่วโลกในการจัดอันดับ GMTI

รายงานยังระบุอีกว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงเป็นภูมิภาคที่ได้รับความนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวมุสลิม โดยมาเลเซีย และอินโดนีเซียนั้นครองอันดับต้นๆ ของกลุ่มประเทศมุสลิม และประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่ได้รับความนิยมที่สุดในกลุ่มประเทศที่ไม่ใช่มุสลิม

ฟาซาล บาฮาร์ดีน ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ เครสเซนต์เรตติ้ง กล่าวว่า “เป็นเรื่องน่ายินดีที่ได้เห็นว่ากลุ่มประเทศในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถรักษาอันดับของตนไว้ได้ในรายงาน GMTI ปีนี้ อีกทั้งยังสามารถเพิ่มคะแนนโดยรวมของแต่ละประเทศ ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มในการให้ความสำคัญกับนักท่องเที่ยวมุสลิม เห็นได้จากคะแนนเฉลี่ยในดัชนีที่เพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์” 

ภาพ : istock

เผยพฤติกรรมกลุ่มนักเดินทางที่มีกำลังซื้อสูง ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโซนเอเชียแปซิฟิก

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2799395

เผยพฤติกรรมกลุ่มนักเดินทางที่มีกำลังซื้อสูง ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโซนเอเชียแปซิฟิก

9 ก.ค. 2567 17:04 น.

เผยพฤติกรรมกลุ่มนักเดินทางที่มีกำลังซื้อสูง ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวโซนเอเชียแปซิฟิก

ลักชัวรี กรุ๊ป โดย แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เผยรายงานที่แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนไปของพฤติกรรมกลุ่มนักเดินทางที่มีกำลังซื้อสูง ในการท่องเที่ยวระดับหรู ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) 

ผลวิจัยกลุ่มนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูง ในตลาดท่องเที่ยวฉบับล่าสุดของ ลักชัวรี กรุ๊ป โดย แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล เผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงไปของพฤติกรรมกลุ่มนักเดินทางท่องเที่ยวการท่องเที่ยวระดับหรู ของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) 

โดยนักท่องเที่ยวเหล่านี้ประมาณ 68% มีการใช้จ่ายมากขึ้นเพื่อการท่องเที่ยวพักผ่อน โดยส่วนใหญ่วางแผนที่จะท่องเที่ยวภายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) เป็นจำนวนถึง 74% ของทั้งหมด ทำให้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังคงเป็นเครื่องจักรแห่งการเติบโตสำหรับการท่องเที่ยวระดับหรู

จุดหมายปลายทางส่วนใหญ่สำหรับในอีก 12 เดือนข้างหน้า คือ ออสเตรเลีย เป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 46% ตามด้วยญี่ปุ่น 42% ส่วนฮ่องกง และประเทศจีนอยู่ที่ 27% 

กลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (High Net Worth หรือ HNW) ในเอเชียแปซิฟิกจากทั่วทั้งภูมิภาค 68% วางแผนที่จะใช้จ่ายมากขึ้น โดย 89% เป็นความเห็นจากผู้ตอบแบบสอบถามในหมู่ชาวอินเดีย ซึ่ง 74% วางแผนที่จะเดินทางภายในเอเชียแปซิฟิก และ 88% ระบุว่าประสบการณ์เรื่องอาหารเป็นเหตุผลสำคัญลำดับต้นในการเดินทาง และ 1 ใน 4 ของวันหยุดทั้งหมดที่วางแผนไว้ (25%) เป็นไปเพื่อการเฉลิมฉลอง 

กลุ่มนักท่องเที่ยว HNW ทั้งหมด 69% เป็นนักท่องเที่ยวชาวอินเดียที่มีฐานะมั่งคั่ง รองมาคือ นักท่องเที่ยวชาวอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ทำให้ตอนนี้ ชาวอินเดียเป็นผู้ที่มีการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวระดับหรูมากที่สุด โดยส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการเลือกรับประทานอาหารระดับไฮเอนด์ ซึ่งถูกมาว่าจะเข้ากลายเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก สำหรับการท่องเที่ยวระดับหรู

โดยพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในอาหารนี้ส่วนใหญ่ 88% เลือกจุดหมายปลายทางสำหรับวันหยุดของพวกเขาจากการค้นพบเมนูอาหารหรือประสบการณ์ด้านอาหารใหม่ๆ และเกือบครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม 49% อธิบายว่าประสบการณ์การรับประทานอาหารระดับหรูเป็นการท่องเที่ยวในอุดมคติ 

เพื่อเน้นย้ำประเด็นนี้ 83% จะเลือกจุดหมายปลายทางเพื่อที่จะไปเยือนร้านอาหารที่ได้รับรางวัล และ 35% เห็นด้วยว่าพวกเขาจะใช้จ่ายมากขึ้นสำหรับประสบการณ์ด้านอาหารที่ไม่เหมือนใคร 

การเลือกโรงแรม 81% ของนักท่องเที่ยวที่มีฐานะมั่งคั่ง ยังคงทำการเลือกโดยอิงจากตัวเลือกอาหารระดับหรู และ 83% เลือกจุดหมายปลายทางที่พวกเขาจะได้ไปยังร้านอาหารที่มีชื่อเสียงได้สะดวก

ปัจจุบันมีการกำหนดลักษณะของนักท่องเที่ยวระดับหรู 3 กลุ่มใหม่ ดังต่อไปนี้

1. Venture Travelist คือ นักท่องเที่ยวประเภทที่ผสมผสานการทำงานเข้ากับการพักผ่อน โดยส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับจุดหมายปลายทางวันหยุดที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจได้ ในขณะที่พวกเขาเพลิดเพลินกับวันหยุดกับครอบครัวและคนที่รัก 

พวกเขามักมองหาโอกาสที่จะทำธุรกิจเสมอ ด้วยจิตวิญญาณของผู้ประกอบการ โดยจะมีพฤติกรรมชอบสำรวจสถานที่ ซื้อผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และของโบราณ และมองหาการสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับสมาชิกในชุมชนท้องถิ่น

2. Experience Connoisseur ส่วนใหญ่เป็นชาวมิลเลนเนียลที่เดินทางเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ ซึ่งพวกเขาจะชอบเดินทางไปทั่วทุกมุมโลก และมองว่าประสบการณ์เป็นการลงทุนเพื่อสร้างสุขภาวะทั้งทางจิตใจ และร่างกาย โดยมักจะมองหาประสบการณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่ไม่เหมือนใครอย่างจริงจัง (exclusive one-of-a-kind experience) สำหรับแหล่งท่องเที่ยวจุดหมายปลายทาง

3. Timeless Adventurer ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีที่ออกแบบแผนการเดินทางของตัวเอง และสำรวจสถานที่ใหม่ๆ ก่อนที่จะได้รับความนิยมในอนาคต พวกเขาเป็นนักสำรวจที่กระตือรือร้น ต้องการดื่มด่ำกับจุดหมายปลายทางอย่างแท้จริง พวกเขาสนใจสถานที่ท่องเที่ยวน้อยลง และสนใจสิ่งที่ทำให้จุดหมายปลายทางนั้นเป็นสถานที่ที่มีความหมายซึ่งที่ไม่เหมือนใคร และเป็นที่น่าจดจำ

อริออล มอนทัล กรรมการผู้จัดการฝ่ายธุรกิจระดับหรู ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าว “ไม่ว่าจะเป็นการค้นพบประสบการณ์ด้านอาหารใหม่ๆ การเดินทางกับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง หรือการมองหาการสานสัมพันธ์กับชุมชนท้องถิ่น งานวิจัยของเราได้ระบุลักษณะของนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่และสร้างความเข้าใจใหม่ๆ แก่ แมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล ในการให้บริการแก่กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีรสนิยมและฉลาดเลือกเหล่านี้”

รายงาน New Luxe Landscapes ให้ข้อมูลเชิงลึกด้านพฤติกรรมและแรงจูงใจ เกี่ยวกับนักท่องเที่ยวกำลังซื้อสูงจากเอเชีย และแปซิฟิก ส่วนใหญ่เน้นประสบการณ์ที่ลึกซึ้ง และยาวนานขึ้นกับกลุ่มคนที่พวกเขารัก

การวิจัยในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีฐานะมั่งคั่งในออสเตรเลีย สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และอินเดีย เผยให้เห็นว่าพวกเขาเดินทางบ่อยขึ้นและมีวัน หยุดที่ยาวนานขึ้น โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก 

โดยเฉลี่ยมีการวางแผนการท่องเที่ยวพักผ่อน 6 ครั้งภายในอีก 12 เดือนข้างหน้า ในขณะที่ 33% ของผู้ตอบแบบสอบถามวางแผนที่จะใช้วันหยุดอย่างน้อย 7 ครั้งในปีนี้ โดยเฉลี่ยแล้วเป็นการพักแบบระยะสั้น 3 คืน ขณะที่การพักระยะยาว คือ 1-2 สัปดาห์ขึ้น โดยมากกว่า 70% เลือกที่จะเดินทางกับครอบครัว เพื่อน หรือคนใกล้ชิด

เริ่มแล้ว งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70 จัดหนักท่องเที่ยว 5 ภาค ดันกิจกรรมเที่ยวฤดูฝน

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/thaitravel/2796811

เริ่มแล้ว งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70 จัดหนักท่องเที่ยว 5 ภาค ดันกิจกรรมเที่ยวฤดูฝน

28 มิ.ย. 2567 15:09 น.

เริ่มแล้ว งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70 จัดหนักท่องเที่ยว 5 ภาค ดันกิจกรรมเที่ยวฤดูฝน

งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70 มาในคอนเซปต์ “อยากเที่ยวต้องได้เที่ยว” ที่ถูกจัดขึ้นโดย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่จะชวนทุกคนไปสัมผัสประสบการณ์เที่ยวครั้งใหม่ ทั้งทะเล ภูเขา น้ำตก เส้นทางธรรมชาติ ที่จะทำให้การเดินทางหน้าฝนครั้งนี้ แตกต่าง และฉ่ำใจกว่าที่เคย โดยงานจะมีตลอด 4 วัน ในวันที่ 27 – 30 มิถุนายน 2567 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

เริ่มแล้ววันนี้ สำหรับ งานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70 ในคอนเซปต์งาน “อยากเที่ยวต้องได้เที่ยว” พร้อมผลักดันประสบการณ์เที่ยวใหม่ที่ทาง ททท. ผลักดัน และโปรโมตอย่าง สุขทันที ที่เที่ยวหน้าฝน ทั้งการท่องเที่ยวทางทะเล ภูเขา น้ำตก และเส้นทางธรรมชาติ ที่จะเปลี่ยนมุมมองหน้าฝนแตกต่างกว่าเคย พร้อมทั้งกิจกรรมท่องเที่ยวเพื่อการฟื้นฟูและการผ่อนคลาย (Wellness Tourism) ที่รวมอยู่อย่างมากมายในงาน

โดยงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70 จะเต็มไปด้วยโปรโมชันต่างๆ จากผู้ประกอบการท่องเที่ยวในประเทศไทย พร้อมกิจกรรม และของรางวัลมากมาย โดยงานจะจัดขึ้นในวันที่ 27 – 30 มิถุนายน 2567 เวลา 10.00 – 21.00 น. ที่ศูนย์นิทรรศการ และการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

ไฮไลต์งานงานไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70 มีอะไรบ้าง

ไฮไลต์ของงานในครั้งนี้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้จัดบูธของการท่องเที่ยวทั้ง 5 ภูมิภาคหลักๆ ดังต่อไปนี้

  • ภาคกลาง 

ส่วนของภาคกลางมาในแนวคิด “Pet Café & Fun : สี่ขาพาตะลุยภาคกลาง” ที่จะนำความน่ารักสดใสในธีมคาเฟ่ มาผสมผสานรวมเข้ากับความเป็นเอกลักษณ์ และความโดดเด่นของแหล่งท่องเที่ยวในภาคกลาง ได้แก่ โซน Pet Café and Fun ที่จะนำพาไปรู้จักกับโรงแรม ร้านอาหาร คาเฟ่ และสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับผู้รักสัตว์ 

นอกจากนี้ ยังมีโซน Outdoor Activities : แนะนำประสบการณ์การท่องเที่ยวแบบผจญภัย ร่วมสัมผัสธรรมชาติไปกับกิจกรรม และสถานที่ท่องเที่ยวกลางแจ้ง

โซน Deal and Promotion : รวมโปรโมชันท่องเที่ยวคุ้มๆ ส่วนลด และข้อเสนอพิเศษสำหรับแพ็กเกจท่องเที่ยว ที่พัก และสินค้าอื่นๆ รวมทั้งโซนหน่วยงานพันธมิตรต่างๆ เช่น ททท., อสท., โครงการ CF Hotel, TAT Sustainability ให้นักท่องเที่ยวได้นำเสื้อผ้ามาบริจาคเพื่อเข้าสู่กระบวนการ Upcycling สร้างคุณค่าใหม่ 

  • ภาคเหนือ 

มาในคอนเซปต์ “แอ่วเหนือให้ฉ่ำ” ที่รวมแพ็กเกจที่เที่ยว ทางภาคเหนือ ที่เป็นไฮไลต์ในฤดูฝน พร้อมแพ็กเกจ และโปรโมชันจากที่พัก สปา กอล์ฟ หรือจะเป็นการท่องเที่ยวสายธรรมชาติ สายศรัทธา สายสุขภาพ ฯลฯ

  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ชวนเที่ยว “อีสานเขียว เที่ยวหน้าฝน” ยังคงผลักดันการท่องเที่ยวฤดูฝน โดยการนำผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว จาก 20 จังหวัด มารวมตัวกันอย่างมากมาย เช่น โรงแรม บริษัทนำเที่ยว และ สมาคมท่องเที่ยว จากจังหวัดต่างๆ มาร่วมผลักดันการท่องเที่ยวในฤดูฝนนี้ เช่น เที่ยวหน้าฝนกับคนเมืองหนาว จ.เลย คาราวานขับรถเที่ยว กินเงาะ เลาะโขง ไหว้พระจตุธาตุ จ.หนองคาย, สัมผัสวิถีคนเลี้ยงช้าง โปรแกรมทัวร์กินนอนป้อนช้าง จ.สุรินทร์ และที่พักราคาพิเศษจากโรงแรม ในจังหวัดอื่นๆ อีกมากมาย 

  • ภาคตะวันออก

ภาคตะวันออกกับธีมงานชวนเที่ยว “สีสันแห่งสายฝน@ตะวันออก” รวบรวมแพ็กเกจท่องเที่ยวต่างๆ จาก โรงแรม ที่พัก และร้านอาหาร พร้อมกิจกรรมล่องแก่ง ATV ดำน้ำ เที่ยวเกาะ กิจกรรมรักสุขภาพ สปา โปรปังพลังบุญเที่ยวหน้าฝน 

  • ภาคใต้ 

“เที่ยวใต้ เที่ยวง่าย ได้ประสบการณ์ระดับโลก” นำเสนอการท่องเที่ยว 3 แบบ 3 สไตล์ แบบแรก คือ ‘เที่ยวใต้…เที่ยวง่าย สายพรีเมี่ยม’ นำเสนอขายสินค้า และบริการทางการท่องเที่ยวแบบ Luxury พักหรูระดับ Premium ยกทัพโรงแรมดังระดับ 5-6 ดาว Spa จาก จ.ภูเก็ต พังงา กระบี่ และเกาะสมุย แบบที่สอง คือ ‘เที่ยวใต้…เที่ยวง่าย ข้ามพรมแดน’ นำเสนอขายเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยงจังหวัดภาคใต้ตอนล่างและประเทศเพื่อนบ้านร่วมกับพันธมิตร, บริษัททัวร์, สมาคมฯ จากหาดใหญ่ และสตูล แบบที่สาม ‘เที่ยวใต้…เที่ยวง่าย สไตล์คุณ’ นำเสนอขายเส้นทางท่องเที่ยว กิจกรรมสำหรับกลุ่มความสนใจพิเศษ

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวสามารถร่วมลุ้นรางวัลได้อีกมากมายภายในงานกว่า 200 รายการ พร้อมกับการแสดงมินิคอนเสิร์ตในแต่ละวัน อาทิ วงดนตรี Acoustic วงดนตรี Folk Song การบรรเลงเพลงวง Trio

โดยงานนี้ ททท. มั่นใจว่าการบูรณาการการทำงานร่วมกับพันธมิตรผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในการออกบูธภายในงานครั้งนี้ จะกระตุ้นให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวธรรมชาติ ในช่วงไตรมาส 3 ไปจนถึง 4 ได้เป็นอย่างดี โดยคาดว่างาน “ไทยเที่ยวไทย ครั้งที่ 70” จะสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท

ภาพ : istock

เปิด 5 ห้องบำบัดเติมพลังหัวใจใน “พาใจกลับบ้าน” Homecoming นิทรรศการศิลปะเชิงประสบการณ์ที่ MMAD

https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2796047

เปิด 5 ห้องบำบัดเติมพลังหัวใจใน “พาใจกลับบ้าน” Homecoming นิทรรศการศิลปะเชิงประสบการณ์ที่ MMAD

25 มิ.ย. 2567 18:05 น.

เปิด 5 ห้องบำบัดเติมพลังหัวใจใน “พาใจกลับบ้าน” Homecoming นิทรรศการศิลปะเชิงประสบการณ์ที่ MMAD

นิทรรศการ “พาใจกลับบ้าน” Homecoming Therapeutic Space By Eyedropper Fill at MMAD – MunMun Art Destination พื้นที่ที่จะชวนทุกคนไปชาร์จแบตและฮีลใจ ภายใต้นิทรรศการศิลปะเชิงประสบการณ์และ Therapeutic Space (พื้นที่เชิงบำบัด) ให้เวลาตัวเอง ได้ชาร์จแบตใจ ผ่านห้องต่างๆ ทั้ง 5 แบบ

กลับมาอีกครั้ง หลังจากมีกระแสตอบรับที่ดีเยี่ยม สำหรับงานนิทรรศการศิลปะเชิงประสบการณ์ และพื้นที่เชิงบำบัดที่น่าสนใจอย่าง “พาใจกลับบ้าน” นิทรรศการเชิงประสบการณ์ที่นำเอาศิลปะ และการดูแลสุขภาพจิตมาผสมผสานเข้าด้วยกัน โดยในปี 2566 นิทรรศการดังกล่าว ได้ติดเทรนด์โซเชียลจนกลายเป็นกระแสไวรัลที่มียอดวิวรวมสูงกว่า 10 ล้านครั้ง และมียอดผู้เข้าชมทะลุกว่า 40,000 คน

ในปี 2567 การกลับมาของนิทรรศการพาใจกลับบ้านในครั้งนี้ จะมีการเพิ่มเติมลูกเล่น และมิติใหม่ๆ อย่างเต็มรูปแบบ และอบอุ่นกว่าที่เคย โดยในนิทรรศการได้จัดพื้นที่ที่จะทำให้ทุกคนได้ชาร์จแบต และฮีลใจไปพร้อมๆ กันใน Therapeutic Space หรือพื้นที่เชิงบำบัด เพื่อให้เวลาตัวเองได้ชาร์จแบตหัวใจ ผ่าน 5 ห้องต่างๆ ดังต่อไปนี้

5 ห้องบำบัดเติมพลังหัวใจในงาน นิทรรศการ “พาใจกลับบ้าน” Homecoming 

  • ห้อง “สำรวจ” : ห้องที่ให้ทุกคนได้มานั่งทบทวนความรู้สึกของตัวเอง
  • ห้อง “โอบรับ” : ห้องที่เปิดโอกาสให้ทุกคนก้าวอย่างช้าๆ จัดระเบียบตัวเองเพื่อเอื้อมมือเข้าไปหาความรู้สึกในใจ
  • ห้อง “เฝ้าดู” : ห้องที่ให้เอนกายลงนอนช้าๆ เพื่อซึมซับกับบรรยากาศ แล้วหลับตาลง ทบทวน เฝ้าดู รับรู้ ความคิดที่ไหลผ่านตัวเรา
  • ห้อง “ข้ามผ่าน” : ห้องที่มีเสียงสะท้อนแผ่วเบาดังอยู่รอบตัว ให้เอนตัวลงบนหมอน ซึ่งห้องนี้เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างให้ผู้ร่วมงานรับฟังเรื่องราวของคนอื่น ในขณะที่ตั้งใจฟังเสียงในใจของตัวเองไปพร้อมกัน
  • ห้อง “ตกผลึก” ห้องที่ให้ผู้เข้าชมเขียน 1 คำลงบนหิน ที่เปิดเผยให้เห็นถึงเสียงภายในอันหนักแน่นและเป็นจริง

นิทรรศการ “พาใจกลับบ้าน” Homecoming Therapeutic Space by Eyedropper Fill at MunMun Art Destination (MMAD) เปิดตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม 2567-12 กรกฎาคม 2568 ทุกวันเวลา 11.00 น.-20.00 น. บริเวณชั้น 2 ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์