ฝรั่งเศสสั่งล็อคดาวน์อีกครั้ง โรงพยาบาลแบกรับไม่ไหว #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636722

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 09:59 น.ฝรั่งเศสสั่งล็อคดาวน์อีกครั้ง โรงพยาบาลแบกรับไม่ไหวฝรั่งเศสและเยอรมนีกลายเป็นประเทศใหญ่ในยุโรปรายล่าสุดที่สั่งล็อคดาวน์รอบที่สอง

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครงของฝรั่งเศสประกาศเมื่อวันพุธ ได้สั่งล็อคดาวน์เพื่อสกัดกั้นโคโรนาไวรัสรอบใหม่ไปจนถึงวันที่ 1 ธันวาคมเป็นอย่างน้อยโดยหวังว่าจะสามารถควบคุมการระบาดได้เนื่องจากตอนนี้โรงพยาบาลเกือลจะแบกรับผู้ป่วยไม่ไหวแล้วในไม่กี่วันข้างหน้านี้

การล้อคดาวน์เริ่มตั้งแต่คืนวันพฤหัสบดี บาร์ ร้านอาหาร และธุรกิจที่ไม่จำเป็นจะถูกบังคับให้ปิด และผู้คนที่ต้องการออกจากบ้านจะต้องมีอกสารยืนยันความจำเป็น โดยมาครงบอกประชาชนว่า “อยู่บ้านให้มากที่สุดและเคารพกฎ” 

“ไวรัสกำลังแพร่กระจายไปทั่วฝรั่งเศสด้วยความเร็วที่แม้แต่คนที่มองโลกในแง่ร้ายที่สุดก็ไม่อาจคาดเดาได้” มาครงกล่าวทางการถ่ายทอดสดโทรทัศน์

เขายอมรับว่าเคอร์ฟิวสำหรับปารีสและเมืองใหญ่อื่นๆ ที่บังคับใช้เมื่อสองสัปดาห์ก่อนล้มเหลวในการหยุดยั้งการระบาดระลอกสองที่ส่งผลให้ผู้เสียชีวิตในฝรั่งเศสเกือบ 35,000 ราย

“เช่นเดียวกับที่อื่นๆ ในยุโรปเราถูกคลื่นลูกที่สองถล่มอย่างท่วมท้นซึ่งอาจจะยากลำบากและร้ายแรงกว่าครั้งแรก” มาครงกล่าว “ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย … ภายในสองสามเดือนเราจะมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 400,000 คน” 

ตอนนี้มีผู้ป่วยหนักกว่า 3,000 คนทำให้โรงพยาบาลมีเตียงไม่พอและต้องแย่งเตียงกันและมาครงกล่าวว่า “ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ตามผู้ป่วยเกือบ 9,000 คนจะต้องกลายมาเป็นผู้ป่วยหนักภายในกลางเดือนพฤศจิกายนนี้”

หน่วยงานด้านสาธารณสุข Sante Publique France ผ่านมารายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากไวรัสรายใหม่ 244 รายในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาและมีผู้ติดเชื้อมากกว่า 36,000 ครั้ง

ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นแหล่งการระบาดหลายแห่งตั้งแต่เดือนกันยายนจะให้เรียนในชั้นเรียนออนไลน์เท่านั้น แต่นักเรียนที่อยู่ในระดับมัธยมปลายจะยังคงไปโรงเรียนได้

โรงงานและฟาร์มจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินการได้และบริการสาธารณะบางอย่างจะให้บริการต่อไป เพื่อจำกัดความเสียหายทางเศรษฐกิจที่จะมาจากการปิดประเทศโดยสิ้นเชิง ส่วนนักกีฬาอาชีพจะได้รับอนุญาตให้ฝึกซ้อมและแข่งขันต่อไป

“เศรษฐกิจต้องไม่หยุดนิ่งหรือล่มสลาย”มาครงกล่าว และเขาสัญญาว่าจะผ่อนปรนทางการเงินเพิ่มเติมสำหรับธุรกิจ โดยยอมรับว่าหลายคนหวังว่าจะยังคงเปิดให้บริการก่อนเทศกาลวันหยุดที่สำคัญซึ่งดูเหมือนในตอนนี้อาจจะเป็นไปได้ยาก

“หากในสองสัปดาห์เรามีสถานการณ์ภายใต้การควบคุมที่ดีขึ้นเราจะสามารถประเมินสิ่งต่างๆ อีกครั้ง และหวังว่าจะเปิดธุรกิจบางอย่างโดยเฉพาะในช่วงวันหยุดคริสต์มาส” เขากล่าว “ผมหวังว่าเราจะสามารถฉลองคริสต์มาสและปีใหม่กับครอบครัวได้”

Photo by Ludovic MARIN / AFP

เยอรมนีสั่งล็อคดาวน์อีกรอบโควิดระบาดหนักอีก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636720

วันที่ 29 ต.ค. 2563 เวลา 09:46 น.เยอรมนีสั่งล็อคดาวน์อีกรอบโควิดระบาดหนักอีกสถานการณ์ที่ยุโรปน่าวิตกอีกครั้ง เมื่อการระบาดโผล่ขึ้นมาอีกท่ามกลางกระแสต่อต้านการล็อคดาวน์

เมื่อวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น รัฐบาลเยอรมนีสั่งล็อคดาวน์ใหม่ในส่วนของกิจกรรมสันทนาการและการพักผ่อน ตลอดจนสั่งปิดร้านอาหาและเครื่องดื่มเพื่อหยุดยั้งการระบาดอีกครั้งของโคโรนาสายพันธุ์ใหม่

ข้อจำกัดที่เข้มงวดซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายนนี้ไปจนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน โดยจะจำกัดจำนวนคนที่รวมตัวกันได้สูงสุด 10 คนจากสองครัวเรือน

รัฐบาลขอให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ไม่จำเป็นทั้งหมดโดยที่พักค้างคืนจะเปิดให้เฉพาะสำหรับผู้ที่มี “จุดประสงค์ที่ไม่ใช่การท่องเที่ยว” นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิลกล่าวภายหลังการเจรจากับผู้นำระดับภูมิภาคของ 16 รัฐของเยอรมนี

ร้านอาหาร คาเฟ่ และบาร์จะปิดให้บริการพร้อมกับโรงละครและโรงภาพยนตร์

สระว่ายน้ำ ห้องออกกำลังกาย และสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬาอื่นๆ จะปิดให้บริการและสั่งให้การแข่งกีฬาอาชีพแข่งกันโดยไม่มีผู้ชมในสนาม

อย่างไรก็ตาม ผู้นำเยอรมันกล่าวว่าโรงเรียนและร้านค้าต่างๆ จะได้รับอนุญาตให้เปิดอยู่

เพื่อลดแรงกดดันทางเศรษฐกิจเยอรมนีจะเสนอเงินช่วยเหลือมากถึง 10,000 ล้านยูโร เพื่อช่วยเหลือภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการล่าสุด

แมร์เคิลยอมรับว่ามาตรการนี้ “เข้มงวด” และ “ลำบาก” แต่เธอตั้งข้อสังเกตว่าอัตราการติดเชื้อรายใหม่ในปัจจุบันน่าวิตกและระบบสาธารณสุขอาจจะแบกรับไม่ไหว”

จำนวนผู้ป่วยรายใหม่เพิ่มขึ้นสองเท่าจากสัปดาห์ก่อนหน้าในขณะที่จำนวนผู้ป่วยหนักเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วง 10 วันที่ผ่านมา

ทำไมพลังของคนรุ่นใหม่จึงไปไม่ถึงฝัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636699

วันที่ 28 ต.ค. 2563 เวลา 21:05 น.ทำไมพลังของคนรุ่นใหม่จึงไปไม่ถึงฝันไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่มีพลัง แต่เพราะพลังที่ล้นปรี่จึงทำให้มองไม่เห็นกับดักที่รออยู่ข้างหน้า แถมกับดักนั้นพวกเขายังเป็นคนวางไว้เองด้วย

เมื่อพูดถึงพลังของคนรุ่นใหม่ เราไม่ได้พูดถึงแค่ความเคลื่อนไหวทางการเมือง เรายังมีพลังคนรุ่นใหม่ที่ออกมาเคลื่อนไหวหลายๆ ด้าน ในด้านที่ทรงพลังที่สุดในตอนนี้คือการนัดหยุดเรียนเพื่อกดดันให้ผู้ใหญ่แก้ปัญหาโลกร้อน หรือขบวนการ School strike for climate ซึ่งมีแกนนำคนสำคัญคือเกรต้า ธูนแบร์ เด็กหญิง (ที่ตอนนี้เป็นสาวรุ่น) ชาวสวีเดน

ขบวนการเด็กนัดหยุดเรียนมีผู้เข้าร่วมแสดงพลังถึง 1.4 – 4 ล้านคนในหลายประเทศทั่วโลกรวมถึงไทย ในบางช่วงมีการนัดหยุดเรียนรวมกันถึง 4,500 ครั้ง ดูจากตัวเลขแล้วมันเป็นการเคลื่อนไหวที่ทรงพลังมาก และหากผู้ใหญ่ไม่ขยับตามข้อเรียกร้องเห็นทีคงจะอยู่ลำบาก

แต่ปรากฎว่ารัฐบาลต่างๆ ก็ไม่ได้ขยับทำอะไรมากนักเกี่ยวกับการแก้ปัญหาโลกร้อน การประชุมเพื่อแก้ปัญหาเรื่องนี้ถูกเลื่อนครั้งแล้วครั้งเล่าจนเกรต้า ธูนแบร์ ต้องเดินทางย้ายจุดหมายปลายทางหลายครั้ง หากเป็นคนทั่วไปคนเหนื่อยและท้อไปนานแล้ว

ยังไม่นับการระบาดของโควิด-19 ที่บั่นทอนความพยายามแก้ปัญหาโลกร้อนอย่างมาก เพราะเศรษฐกิจที่ชะงักงัน ทำให้รัฐบาลประเทศต่างๆ ต้องทิ้งความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาโลกร้อนเอาไว้ก่อน แล้วหันมาสนับสนุนอุตสาหกรรม (ซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกมหาศาล) เพื่อปากท้องของประชาชน

เกรต้า ธูนแบร์จึงบอกว่ากระแสการประท้วงนัดหยุดเรียนทั่วโลกในปีที่ผ่านมา “ไม่ได้บรรลุอะไรเลย” เนื่องจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหตุผลก็อย่างที่กล่าวไป

เราจะเห็นว่าแม้พลังเยาวชนจะมากมายมหาศาลแค่ไหน แต่มันเป็นเพียงปริมาณ แต่ขาด “คุณสมบัติ” คุณสมบัติในที่นี้ก็คือพลังทางการเมืองที่จะบีบให้รัฐบาลยอมทำตาม บีบให้ภาคธุรกิจต้องยอมสยบ การแสดงพลังจึงเป็นเพียงแค่ “การแสดง” แต่ “ไร้พลัง”

พลังเด็กมีแต่ใจ แต่ไม่มีอำนาจ

ไม่ใช่แค่นั้น พลังเด็กยังถูกผู้ใหญ่ต่อต้านและต่อว่าอย่างรุนแรง ตัวอย่างเช่น เกรต้า ธูรแบร์ถูกประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน “สั่งสอน” ว่า “ไม่มีใครอธิบายให้เกรตาเข้าใจว่าโลกสมัยใหม่มีความซับซ้อนและแตกต่างกันและ … ผู้คนในแอฟริกาหรือในหลายประเทศในเอเชียต้องการอยู่ในระดับความมั่งคั่งเช่นเดียวกับในสวีเดน”

คำพูดของปูตินหมายความว่าเกรต้าอยู่ในประเทศพัฒนาแล้วที่ทันสมัยและค่อนข้างมีอันจะกิน ดังนั้นจึงมีต้นทุนมากที่จะแก้ปัญหาโลกร้อนได้โดยไม่กระทบกับปากท้อง ตรงกันข้ามกับคนในแอฟริกาและเอเชียที่ยังยากจนมากหากรัฐบาลของประเทศเหล่านี้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรม ก็จะกระทบต่อปากท้องประชาชนแน่นอน

สิ่งที่ปูตินบอกว่า “โลกสมัยใหม่มีความซับซ้อน”ความซับซ้อนนี้เกิดขึ้นจากความยุ่งยากทางการเมืองและผลประโยชน์ที่พัวพันกันทุกชนชั้นและฐานะทางสังคม

ถ้าขนาดการแก้ปัญหาโลกร้อนยังหาข้อสรุปไม่ได้เพราะความซับซ้อนทางการเมือง แล้วปัญหาการเมืองจะซับซ้อนเกินที่จะแก้ขนาดไหน?

การไม่เข้าใจความซับซ้อนทางการเมืองเป็นสาเหตุให้ “พลังบริสุทธิ์” ของคนรุ่นใหม่ต้องแปดเปื้อนหรือล่มสลายลง

ตัวอย่างเช่นกรณีของเกรต้า ธูนแบร์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อเดือนกรกฎาคมปีนี้ เธอรีทวีตโพสต์ของโจชัว หว่อง แกนนำเรียกร้องทางการเมืองในฮ่องกง เธอยังเขียนแคปชั่นว่า “ฉันขอเคียงข้างประชาชนชาวฮ่องกง”

แม้จะมีคนสนับสนุนและยินดีกับรีทวีตนี้ แต่ก็ปรากฎว่าเธอถูกวิจารณ์และ “สั่งสอน” จากผู้ต่อต้านการประท้วงฮ่องกงอย่างหนัก บางคนบอกว่าให้เธอสนใจกับปัญหาโลกร้อนเหมือนเดิมจะดีกว่า แต่หลังจากนั้นเกรต้าก็ยังแสดงจุดยืนสนับสนุนผู้ประท้วงที๋ฮ่องกงอีกในเดือนตุลาคม

การแสดงจุดยืนสนับสนุนการเมืองของเกรต้าเป็นสิทธิพื้นฐานของมุนษย์ทุกคน แต่เธอไม่ได้ตระหนักว่าการแสดงจุดยืนทางการเมืองอาจทำให้สิ่งที่เธอต่อสู้มาตลอดต้องสูญเปล่า

ปัญหาโลกร้อนแก้ไขไม่สำเร็จเพราะการนัดหยุดเรียนประท้วง แต่เกิดขึ้นจากอำนาจการตัดสินใจของรัฐบาล การที่เธอแสดงจุดยืน “ปรปักษ์” กับรัฐบาลจีน อาจจะทำให้เธอหมดโอกาสที่จะไปเคลื่อนไหวอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในจีน

ถามว่าเรื่องนี้สำคัญอย่างไร? สำคัญตรงที่จีนเป็นผู้ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก (อันดับที่สองคือสหรัฐ) หลังจากที่สหรัฐถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่นานาประเทศจะร่วมกันแสดงเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซ จีนก็ขันอาสาขอมาเป็นผู้นำในโลกในการแก้ปัญหาโลกร้อน และที่ผ่านมาจีนแสดงความมุ่งมั่นอย่างมากในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม

แทนที่เธอจะใช้จีนมาเป็นตัวอย่างที่ดี หรือแทนที่จะใช้ความตั้งใจของจีนมากดดันสหรัฐ หรือใช้ตอบโต้โดนัลด์ ทรัมป์ที่เย้ยหยันเธอ เธอกลับแสดงตัวเป็นศัตรูกับจีนในเรื่องที่ไม่ควรจะเป็นศัตรู นี่คือความ “ไร้เดียงสาทางการเมือง” อย่างหนึ่งที่บั่นทอนความฝันของตัวเธอเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นกับเกรต้าคือปัญหาของการไม่โฟกัสที่เป้าหมายเดียว แต่กวาดทุกเป้าหมายที่คนรุ่นใหม่ต้องการให้เปลี่ยนแปลงแบบปัจจุบันทันด่วน ในขณะที่โลกร้อนก็ต้องการเจตนารมณ์ทางการเมือง เธอกลับปิดทางนั้นไปเสีย แล้วดันมาแสดงจุดยืนทางการเมืองเรื่องประชาธิปไตยฮ่องกง ซึ่งนอกจากจะไม่เกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนแล้ว ยังทำให้การแก้ปัญหาโลกร้อนต้องล่าช้าออกไปอีก

แม้ว่ารัฐบาลจีนจะไม่แยแสจุดยืนของเกรต้า แต่มันทำให้เธอถูกตำหนิจากผู้คนมากมายและทำให้เธอต้องเสียแนวร่วมแก้ปัญหาโลกร้อนไปเปล่าๆ เพราะเห็นว่าเธอไม่ได้จริงจังกับการแก้ปัญหาสากลแต่สนใจปัญหาภายในของประเทศอื่น

นี่คือตัวอย่างของความล้มเหลวของขบวนการที่เกิดจากการผลักแนวร่วมออกไปโดยไม่จำเป็นและมีเป้าหมายที่ “มั่วไปหมวด”

อีกตัวอย่างก็คือฮ่องกง การประท้วงในฮ่องกงสิ่งเริ่มต้นจากการประท้วงต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน แต่ต่อมาข้อเรียกร้องเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ กลายเป็นห้าข้อที่เรียกว่า Five Demands ซึ่งมีข้อเดียวที่เกี่ยวกับกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน นอกจากนั้นไปเกี่ยวกับสถานะการประท้วง เกี่ยวกับการปราบผู้ประท้วง และเกี่ยวกับการขอให้ผู้บริหารฮ่องกงลาออก

จะเห็นได้ว่าข้อเรียกร้องเริ่ม “ออกทะเล” ไปเรื่อยๆ แต่ข้อที่ห้านั้นออกนอกโลกไปไกลจนชัดเจนว่าจีนไม่มีทางยอมได้ นั่นคือขอให้แคร์รี่ หลั่ม ผู้บริหารฮ่องกงลาออกและให้สิทธิประชาชนออกเสียงเลือกตั้งผู้บริหารฮ่องกงและสมาชิกสภานิติบัญญัติ

ข้อนี้ถือว่า “ก้าวล่วง” อำนาจการปกครองของจีนอย่างมาก มากจนนอกจากจะทำไม่ได้แล้วยังเสี่ยงที่จีนจะตอบโต้อย่างรุนแรง เพราะอำนาจการแต่งตั้งผู้บริหารฮ่องกงคืออำนาจของรัฐบาลจีนและการให้ชาวฮ่องกงเลือกผู้นำเองเป็นการสั่นคลอนอธิปไตยของจีนที่เป็นรัฐเดี่ยวบริหารจากส่วนกลางที่ปักกิ่ง เป็นการทำให้ฮ่องกงกลายสภาพจากเขตปกครองพิเศษเป็น “รัฐปกครองตนเอง” ที่เป็นอิสระจากรัฐบาลที่ปักกิ่ง

มันคือข้อเรียกร้องที่ทำลายรากฐานของประเทศจีนกันเห็นๆ 

ปัญหาก็คือผู้ประท้วงฮ่องกงไม่ยอมให้ลดราวาศอกเด็ดขาด ทุกห้าข้อของ Five Demands ต้องได้รับการตอบสนอง ดังนั้น การประท้วงจึงนำไปสู่ทางตันในที่สุด

เมื่อทุกอย่างเดินมาถึงทางตัน การเจรจาไม่อาจทำได้อีก วิธีการผ่าทางตันที่เหลืออยู่ก็คือการวัดกันว่าใครมีอำนาจที่แท้จริงมากกว่ากัน

ผลปรากฎว่าไม่ใช่ผู้ประท้วง ไม่ใช่ฝ่ายบริหารฮ่องกง แต่เป็น “รัฐบาลจีน” ที่เป็นฝ่ายที่มีอำนาจที่แท้จริง ด้วยการออกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติแบบสายฟ้าแล็บ ด้วยมาตราเอาผิดที่ครอบคลุมและเกือบจะเข้าข่ายตีความตามอำเภอใจได้และเท่ากับ “ปิดประตูตีแมว” เพราะจีนไม่สนอีกต่อไปว่านานาประเทศจะตอบโต้อย่างไร

นับตั้งแต่แกนนำและผู้ประท้วงก็ถูกจับกุมเป็นว่าเล่น การชุมนุมก็เริ่มมอดลงเพราะถูกตีกระหน่ำด้วยไม้เดียวเข้าที่กล่องดวงใจ นั่นคือการทำให้ม็อบหวาดกลัวว่าเมื่อไรตัวเองจะถูกเล่นงาน จากเดิมที่ตำรวจไม่กล้าลงมือเต็มที่เพราะถูกประชาคมโลกจับตา

การประท้วงในฮ่องกงแม้จะมีบ้างประปราย แต่มันไม่อาจทรงพลังเท่าเดิมอีก เพราะการเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตามจะถูกกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเล่นงานอย่างไร้ความปราณี

ประเด็นก็คือถ้าผู้ประท้วงยังยึดมั่นกับการต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน พวกเขาก็มีโอกาสที่จะขับเคลื่อนประเด็นอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ ได้ ซึ่งอันที่จริงแล้วรัฐบาลยอมถอยด้วยการระงับร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปแล้วด้วยซ้ำ แต่ผู้ประท้วงเองที่ “ได้คืบจะเอาศอก” โดยไม่ดูว่าตัวเองพาตัวเองไปจนมุม

การต่อสู้ที่ผลักแนวร่วมออกไปโดยไม่จำเป็น การเคลื่อนไหวที่หวังสูงเกินกำลัง มีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่าจะทำให้การเคลื่อนไหวไปสู่จุดจบเช่นไร

แน่นอนว่า สำหรับผู้มีหัวใจนักสู้ ถึงแม้ว่าจะมีอุปสรรคแค่ไหนพวกเขาก็ยังต้องสู้ แต่การมีหัวใจสู้อย่างเดียวยังไม่พอ พวกเขาต้องรู้จังหวะที่เหมาะสมของทุกๆ ความเคลื่อนไหวด้วย

เพราะหาไม่แล้วก็จะเหมือนที่เกรต้า ธูนแบร์บอกไว้ก็คือสุดท้ายแล้วพวกเขาจะ “ไม่ได้บรรลุอะไรเลย”

บทความโดยกรกิจ ดิษฐาน

Photo by Isaac LAWRENCE / AFP

ฝรั่งเศสระแวง! แจ้งเตือนระเบิดปารีส ขณะชาวมุสลิมยังโกรธหนัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636685

วันที่ 28 ต.ค. 2563 เวลา 19:00 น.ฝรั่งเศสระแวง! แจ้งเตือนระเบิดปารีส ขณะชาวมุสลิมยังโกรธหนักปารีสตื่นตระหนก แจ้งเตือนระเบิดหลังพบกระเป๋าปริศนาท่ามกลางความโกรธแค้นของชาวมุสลิม

รอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม มีการแจ้งเตือนระเบิดในพื้นที่บริเวณประตูชัยฝรั่งเศสและหอไอเฟลซึ่งอยู่ใจกลางกรุงปารีส ส่งผลให้ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่ดังกล่าวรวมถึงสถานีรถไฟโดยรอบ

เช่นเดียวกับบริเวณสวนสาธารณะช็องเดอมาร์สใกล้กับหอไอเฟลก็มีการแจ้งอพยพในช่วงสั้นๆ เนื่องจากมีการพบกระเป๋าที่เต็มไปด้วยกระสุนหลายชนิด

ทั้งนี้ ภายหลังพื้นที่ดังกล่าวกลับมาเปิดอีกครั้งรวมถึงการจราจรกลับสู่สภาวะปกติในวันเดียวกัน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาฝรั่งเศสมีการแจ้งเตือนระเบิดผิดพลาดหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นที่สถานีรถไฟลียงเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว และที่หอไอเฟลเมื่อเดือนที่แล้ว

ขณะนี้ฝรั่งเศสกำลังตื่นตัวและหวาดระแวงอย่างมากหลังจากเกิดเหตุการณ์ที่ชาวมุสลิมไม่พอใจเกี่ยวกับการใช้ภาพการ์ตูนล้อเลียนศาสดามูฮัมหมัดประกอบการเรียนการสอนในฝรั่งเศส

นอกจากนี้ยังได้มีการเตือนพลเมืองฝรั่งเศสที่อาศัยอยู่ในประเทศมุสลิมหลายประเทศให้ระวังตัวท่ามกลางความโกรธแค้นของชาวมุสลิม

โดยชาวมุสลิมในหลายประเทศกำลังประท้วงต่อต้านฝรั่งเศส อาทิ ชาวบังกลาเทศราว 10,000 คนรวมตัวกันเพื่อประท้วงประธานาธิบดีฝรั่งเศสพร้อมถือป้ายว่า “มุสลิมทั่วโลกสามัคคิกัน” และ “คว่ำบาตรฝรั่งเศส” 

ในโซมาเลียมีการออกมาชุมนุมประท้วงร้องเพลงคำขวัญต่อต้านฝรั่งเศส ถือป้ายประท้วง รวมถึงแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ด้วยการทำลายธงชาติฝรั่งเศส

รวมถึงในอิสราเอลมีการติดป้ายต่อต้านประธานาธิบดีฝรั่งเศสที่เมืองเยรูซาเลม และในอินเดียมีผู้คนออกรวมตัวกันถือป้ายประท้วงในมุมไบ

ฮ่องกงรวบ 3 แกนนำม็อบนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636678

วันที่ 28 ต.ค. 2563 เวลา 17:00 น.ฮ่องกงรวบ 3 แกนนำม็อบนักศึกษาเรียกร้องประชาธิปไตย3 อดีตแกนนำเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงถูกจับกุม ส่งผลให้มีผู้ถูกจับกุมตั้งแต่ปีที่แล้วรวมกว่าหมื่นคน

เอพีรายงานจากฮ่องกง เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม อดีตแกนนำนักศึกษา 3 คนที่เรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกง ถูกจับกุมในข้อหามีพฤติการณ์พยายามแบ่งแยกดินแดน รวมถึงเผยแพร่เนื้อหาที่ยุยงปลุกปั่นให้เกิดความแตกแยกบนโซเชียลมีเดีย ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ มาตรา 21

ผู้ถูกจับกุมได้แก่ โทนี่ จง อายุ 19 ปี อดีตแกนนำกลุ่มนักศึกษาท้องถิ่นนิยม (Student Localism) พร้อมด้วย วิลเลียม เฉิน และ ยานนี โห อดีตสมาชิกกลุ่ม

โทนี่ จงถูกจับกุมใกล้สถานกงสุลสหรัฐในฮ่องกงเมื่อเช้าวันอังคาร ขณะกำลังเดินทางไปเพื่อขอลี้ภัยไปยังสหรัฐอเมริกา โดยในวันเดียวกันมีผู้ขอลี้ภัยไปยังสหรัฐรวม 4 คน ซึ่งภายหลังสหรัฐได้ออกมาปฏิเสธคำขอลี้ภัยทั้งหมดโดยไม่มีการระบุเหตุผล

ส่วนผู้ถูกจับกุมอีกสองคนถูกจับกุมตัวขณะไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจ โดยก่อนหน้านี้ทั้งสามคนเคยถูกจับกุมภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติเมื่อเดือนกรกฎาคมและได้รับการประกันตัวในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ ตามรายงานระบุว่านับตั้งแต่ปีที่แล้วรัฐบาลฮ่องกงได้จับกุมผู้ที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตยไปแล้วมากกว่า 10,000 คน ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าจะยังคงดำเนินการจับกุมกลุ่มผู้เรียกร้องประชาธิปไตยต่อไป

สหรัฐลั่นจะส่งทหารไปช่วยปกป้องเกาะญี่ปุ่นจากจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636656

วันที่ 28 ต.ค. 2563 เวลา 15:08 น.สหรัฐลั่นจะส่งทหารไปช่วยปกป้องเกาะญี่ปุ่นจากจีนกองทัพสหรัฐร่วมมือญี่ปุ่นส่งทหารป้องกันหมู่เกาะเซ็งกากุจากการ “คุกคาม” ของจีน ขณะที่จีนก็อ้างว่าเกาะนี้เป็นเกาะเตียวหยูของตน

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พลโท เควิน ชไนเดอร์ ผู้บัญชาการกองทัพสหรัฐในญี่ปุ่นกล่าวว่าทหารอเมริกันอาจถูกส่งไปเพื่อปกป้องหมู่เกาะเซ็งกากุ ซึ่งเป็นหมู่เกาะพิพาทระหว่างญี่ปุ่นและจีน ขณะที่สหรัฐและญี่ปุ่นกำลังซ้อมรบท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับกิจกรรมทางทหารของจีน

โดยญี่ปุ่นอ้างสิทธิเหนือหมู่เกาะนี้ซึ่งเรียกชื่อว่า “หมู่เกาะเซ็งกากุ” ขณะที่จีนก็อ้างสิทธิ์เหนือพื้นที่ดังกล่าวเช่นกันโดยเรียกว่าเป็น “หมู่เกาะเตียวหยู”

ด้านชไนเดอร์แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหมู่เกาะพิพาทในทะเลจีนตะวันออกโดยกล่าวว่าสหรัฐร้อยละ 100 แน่วแน่และมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือญี่ปุ่นในสถานการณ์ดังกล่าว

ขณะที่การซ้อมรบร่วมกันของสหรัฐและญี่ปุ่นจัดขึ้นทุกๆ 2 ปี และในปีนี้จัดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งกองกำลังทหารสหรัฐและญี่ปุ่นจัดการฝึกซ้อมรบร่วมกันทั้งทางอากาศ, ทะเล และทางบก มาเป็นเวลา 10 วันแล้ว โดยมีทหารญี่ปุ่น 37,000 นายและทหารจากสหรัฐ 9,000 นาย รวมถึงเรือรบ 20 ลำและเครื่องบินรบ 170 ลำ

โดยในปีนี้จะมีการฝึกสงครามไซเบอร์และอิเล็กทรอนิกส์เป็นครั้งแรกซึ่งจะมีกองทัพแคนาดาเข้าร่วมด้วย

ขณะที่จีนระมัดระวังอย่างมากในการที่สหรัฐเข้ามามีส่วนร่วมด้วย โดยในปี 2014 อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา กล่าวว่าหมู่เกาะเซ็งกากุอยู่ภายใต้สนธิสัญญาป้องกันสหรัฐ-ญี่ปุ่น ซึ่งจีนคัดค้านอย่างมากโดยกล่าวว่าเป็นข้อตกลงที่ถูกปลอมขึ้นในช่วงสงครามเย็น

นอกจากนี้สหรัฐยังกล่าวว่าได้อนุมัติการขาย “ฮาร์พูน” ระบบอาวุธป้องกันชายฝั่ง จำนวน 10 ชิ้นให้กับไต้หวัน ซึ่งเกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่จีนกล่าวว่าจะคว่ำบาตรบริษัทในสหรัฐ 3 แห่ง ได้แก่ ล็อกฮีด มาร์ติน, เรย์เธียน และโบอิ้ง เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับการขายอาวุธรวมมูลค่า 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐให้แก่ไต้หวัน

สหรัฐแจกเงินเดือนคนจนลดเหลื่อมล้ำ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636648

วันที่ 28 ต.ค. 2563 เวลา 13:00 น.สหรัฐแจกเงินเดือนคนจนลดเหลื่อมล้ำคอมป์ตัน เพลดจ์ โครงการรับประกันรายได้ประชาชนยากจนแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

CNN รายงานว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม นายกเทศมนตรีเอจา บราวน์ แห่งเมืองคอมป์ตัน ในรัฐแคลิฟอร์เนีย แถลงการณ์เปิดตัวโครงการ “คอมป์ตัน เพลดจ์” ซึ่งเป็นโครงการที่รับประกันรายได้ให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อย 800 คน เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของโครงสร้างสวัสดิการและเศรษฐกิจ

โดยโครงการนี้มีกำหนดเริ่มต้นในปลายปีนี้ ซึ่งผู้ที่ได้ทำการยืนยันสิทธิล่วงหน้าจะได้รับเงินรายเดือนเป็นระยะเวลา 2 ปี แต่ยังไม่ได้มีการกำหนดจำนวนเงินที่แน่นอน

บราวน์ กล่าวว่า ประชาชนกำลังผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ดังนั้นการดูแลให้ประชาชนทุกคนสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรีเป็นสิ่งที่พึงกระทำ

นอกจากนี้โครงการคอมป์ตัน เพลดจ์ ยังรับประกันรายได้สำหรับประชาชนที่ทำงานที่ไม่มั่นคง, ผู้อพยพ และผู้ที่เพิ่งพ้นคุก โดยคุณสมบัติอีกประการของโครงการนี้คือมีรูปแบบการชำระเงินออนไลน์เพื่อช่วยให้ผู้รับเงินสามารถทำธุรกรรมทางการเงินได้อย่างสะดวก

โดยขณะนี้ได้มีการระดมเงินทุนจากการบริจาครวมทั้งสิ้นกว่า 2.5 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งเงินจำนวนนี้จะนำเข้ากองทุนเพื่อรับประกันรายได้ให้แก่ผู้ยากจน

ทั้งนี้ ชาวคอมป์ตันราว 1 ใน 5 มีฐานะยากจน และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้อัตราการว่างงานเพิ่มสูงขึ้นซึ่งขณะนี้อยู่ที่ร้อยละ 21.9

วิจัยชี้โควิดทำลายสมอง อาจเสื่อมลงถึง 10 ปี #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636643

วันที่ 28 ต.ค. 2563 เวลา 11:15 น.วิจัยชี้โควิดทำลายสมอง อาจเสื่อมลงถึง 10 ปีผลวิจัยพบว่าผู้ป่วยโควิด-19 มีประสิทธิภาพในการทำงานของสมองลดลง

รอยเตอร์สรายงานว่า งานวิจัยที่นำโดย อดัม แฮมเชอร์ แพทย์จากอิมพิเรียลคอลเลจลอนดอน ได้สำรวจกลุ่มตัวอย่างมากกว่า 84,285 คน พบว่า ผู้ที่หายจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาอาจได้รับผลกระทบต่อการทำงานสมองเป็นอย่างมาก หรืออาจรุนแรงถึงการทำงานของเสื่อมลง 10 ปี

การวิจัยครั้งนี้ได้ทำการทดสอบความรู้ความเข้าใจและการทำงานของสมองของผู้ป่วยโควิด-19 เช่น การจำคำศัพท์หรือการต่อตัวต่อ ซึ่งเป็นการทดสอบที่แพทย์ใช้กันอย่างแพร่หลายในการประเมินประสิทธิภาพของสมองของผู้ป่วยโรคต่างๆ

โดยพบว่าผู้ป่วยโควิด-19 ขาดความรู้ความเข้าใจอย่างมีนัยสำคัญ โดยกรณีที่รุนแรงที่สุดพบว่าการทำงานของสมองเสื่อมลงถึง 10 ปี

อย่างไรก็ตามงานวิจัยยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆ และนักวิทยาศาสตร์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการศึกษาครั้งนี้

โจอันน่า วาร์ดลอว์ ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยเอดินเบอระ กล่าวว่า พวกเขาไม่ได้ทราบความสามารถในการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างก่อนที่จะติดเชื้อ และผลกระทบที่เกิดขึ้นก็ไม่ได้สะท้อนถึงการฟื้นตัวในระยะยาว ดังนั้นผลกระทบใดๆ ที่เกิดขึ้นต่อความรู้ความเข้าใจอาจเป็นเพียงแค่ระยะสั้นเท่านั้น

เช่นเดียวกับ เดเร็ค ฮิล ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยลอนดอนตั้งข้อสังเกตว่าผลการศึกษาไม่สามารถเชื่อถือได้ทั้งหมดเนื่องจากไม่ได้มีการเปรียบเทียบการทำงานของสมองก่อนที่จะติดเชื้อไวรัสโคโรนา จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าโควิดมีผลกระทบกับการทำงานของสมองหรือไม่

อดีตกษัตริย์เบลเยี่ยมยอมพบหน้าลูกนอกสมรสครั้งแรก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636600

วันที่ 28 ต.ค. 2563 เวลา 09:30 น.อดีตกษัตริย์เบลเยี่ยมยอมพบหน้าลูกนอกสมรสครั้งแรกอดีตกษัตริย์อัลแบร์และเจ้าหญิงเดลฟีนแห่งเบลเยี่ยมพบกันครั้งแรกหลังปฏิเสธไม่รับเป็นลูกมานานกว่า 50 ปี

เรื่องราวอันยาวนานเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1999 เมื่อ “เดลฟีน โบเอล” ศิลปินสาวชาวเบลเยี่ยมออกมาแฉว่ามารดาของเธอคือ “บารอนเนส ซีบิล เดอ เซลีส ลองฌองป์ส” ซึ่งมาจากตระกูลขุนนางเบลเยี่ยมที่เคยมีความสัมพันธ์อย่างลับๆ กับ “สมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ที่ 2” มานานเกือบ 20 ปี โดยเฉพาะในช่วงปี 1960 ที่พระองค์ยังทรงเป็นเจ้าชาย ดังนั้นเธอจึงเป็นลูกนอกสมรสของกษัตริย์ ซึ่งคำกล่าวหานี้กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวในราชวงศ์เบลเยี่ยมนับแต่นั้นมา

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาอดีตกษัตริย์อัลแบร์ทรงปฏิเสธมาโดยตลอดเนื่องจากหลีกเลี่ยงข่าวฉาวและข้อครหาซึ่งอาจกระทบต่อสถาบัน จนกระทั่งปี 2019 โบเอลในวัย 50 ปี ยื่นฟ้องต่อศาลในกรุงบรัสเซลล์ เพื่อให้ตรวจดีเอ็นเอ และพิสูจน์ว่าอดีตกษัตริย์ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุ 84 พรรษา เป็นบิดาแท้ๆ ของเธอหรือไม่

อดีตกษัตริย์ปฏิเสธคำสั่งศาลในการเข้ารับการตรวจดีเอ็นเอและทรงยื่นอุธรณ์คำสั่งดังกล่าว จนกระทั่งศาลมีคำสั่งให้ปรับอดีตกษัตริย์วันละ 5,000 ยูโรในการที่ไม่ให้ความร่วมมือ ภายหลังพระองค์จึงยอมเข้ารับการตรวจดีเอ็นเอเพื่อสะสางเรื่องราวทั้งหมด โดยส่งมอบพระเขฬะ (น้ำลาย) เพื่อใช้ในการตรวจ

ในที่สุดเมื่อต้นปี 2020 อดีตกษัตริย์อัลแบร์ได้ออกมายอมรับต่อสาธารณชน หลังพระองค์รับทราบผลการตรวจดีเอ็นเอที่บ่งชี้ว่าโบเอลเป็นพระธิดานอกสมรสของพระองค์กับขุนนางเบลเยี่ยมเมื่อ 50 ปีที่แล้ว

ผลการพิพากษาตัดสินให้โบเอลได้รับฐานันดรศักดิ์เป็น “เจ้าหญิงแห่งเบลเยี่ยม” พระราชธิดาพระองค์ที่ 4 ของอดีตกษัตริย์เบลเยี่ยม และมีสิทธิในพระราชมรดกด้วย

ตั้งแต่นั้นมาเจ้าหญิงได้เปลี่ยนไปใช้นามสกุล “ซัคเซิน-โคบวร์ก” ตามพระบิดา รวมถึงลูกๆ ของเธอก็ได้รับพระยศเช่นเดียวกัน

เจ้าหญิงเดลฟีนแห่งเบลเยี่ยม ตรัสว่าชีวิตของพระองค์เป็นดั่งฝั่นร้ายอันยาวนานเพราะสงสัยเกี่ยวกับตัวตนของตนเอง พระบิดาผู้ให้กำเนิดปฏิเสธพระองค์อย่างไร้เยื้อใย การออกมาต่อสู้ครั้งนี้เพียงเพื่อปกป้องลูกๆ ที่จะต้องมาแบกรับเรื่องนี้ต่อจากพระองค์

ในที่สุดวันนี้ (27 ต.ค.) เจ้าหญิงเดลฟีนและอดีตกษัตริย์อัลแบร์ได้พบกันเป็นครั้งแรกพร้อมด้วยสมเด็จพระราชินีเปาลาแห่งเบลเยียม พระมเหสีในสมเด็จพระราชาธิบดีอัลแบร์ที่ 2

Photo by AFP

ตามหาท่อน้ำเลี้ยงจากแดนไกล กรณีศึกษาจากฮ่องกง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636587

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 22:08 น.ตามหาท่อน้ำเลี้ยงจากแดนไกล กรณีศึกษาจากฮ่องกงการประท้วงมาด้วยใจ แต่ขบวนการพันธมิตรที่ผลักดันขบวนต่อต้านให้เดินหน้า แกนนำที่ออกสื่อ และสื่อบางรายได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลต่างประเทศ “ทางอ้อม”

ระหว่างที่เกิดการประท้วงที่ฮ่องกงมีข่าวออกมาไม่ขาดระยะว่า “ต่างชาติ” เข้ามาแทรกแซงด้วยการหนุนหลังผู้ชุมนุม เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้ม็อบ และพบปะกับแกนนำเรียกร้องประชาธิปไตย (หรือเอกราชฮ่องกง)

ข้อกล่าวหาเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากรัฐบาลจีน ซึ่งชี้ไปที่สหรัฐว่าเป็นตัวการแทรกแซง

จนถึงทุกวันนี้เรื่องนี้ก็ยังเป็นแค่ข้อกล่าวหา ยังไม่มีหลักฐานมัดตัวใครได้แบบจะๆ ยกเว้นการพบปะกันของจูลี อีเดห์ (Julie Eadeh) เจ้าหน้าที่สถานกงสุลสหรัฐในฮ่องกงกับแกนนำตัวเอ้อย่าง แอนสัน เฉิน ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงระดับอาวุโส, มาร์ติน ลีที่เป็นคนสนิทของจิมมี่ ไหล เจ้าพ่อสื่อ Apple Daily ที่ต่อต้านจีนและโปรม็อบฮ่องกง หลังจากนั้นก็ไปพบโจวชัว หว่องกับนาธาน ลอว์

เมื่อมีการเปิดเผยภาพการพบปะกันของคนเหล่านี้ ปฏิกิริยาของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐแทนที่จะนิ่งกลับด่ารัฐบาลจีนว่าเป็น “อันธพาล” มีปล่อยภาพนี้ออกไปรวมถึงข้อมูลส่วนตัวของจูลี อีเดห์

จูลี อีเดห์ เป็นที่ปรึกษาฝ่ายการเมืองของสถานกงสุลสหรัฐในฮ่องกง หลักฐานที่เชื่อมโยงรัฐบาลสหรัฐกับแกนนำประท้วงฮ่องกงแบบจะๆ มีอยู่แค่นี้ แต่สื่อของทางการจีนและสื่อที่ต่อต้านสหรัฐในประเทศอื่นๆ หยิบไปขยายผลต่อเพื่อชี้ชวนให้เห็นว่าสหรัฐแทรกแซงฮ่องกงเพื่อที่จะเจาะยางจีนจริงๆ

บทความส่วนใหญ่ชี้ให้เห็นการเป็น “ท่อน้ำเลี้ยง” สนับสนุนกิจกรรมของเอ็นจีนโอในฮ่องกงโดยกองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National Endowment for Democracy หรือ NED) ซึ่งเป็นองค์กรกึ่งรัฐกึ่งอิสระแต่รับเงินจากสภาคองเกรสเพื่อส่งเสริมประชาธิปไตยทั่วโลก

แต่ NED เป็นองค์กรที่น่าสงสัย และความน่าสงสัยนี้ถูกเอ่ยถึงไปแล้วในบทความเรื่อง “ในนาม “ประชาธิปไตย” สหรัฐจะแทรกแซงชาติไหนก็ได้“

ที่บอกว่า NED เป็นท่อน้ำเลี้ยงองค์การเคลื่อนไหวในฮ่องกงไมได้หมายความว่าทำกันแบบลับๆ แต่เป็นเรื่องที่เปิดเผยอย่างโปร่งใส เงินที่มอบให้

แม้จะโปร่งใส แต่เราไม่อาจล่วงรู้ถึงเจตนาจริงๆ ที่ NED ให้เงินองค์กรเหล่านี้ และเราก็เชื่อความพยายามโยงสื่อทางการจีนทั้งหมดไม่ได้เช่นกัน เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีนัยทางการเมือง

เท่าที่เราพบเห็นก็คือ หลังจากที่รัฐบาลฮ่องกงพยายามผลักดันกฎหมายส่างผู้ร้ายข้ามแดนอันเป็นชนวนเหตุของการประท้วงยืดเยื้อ ไม่กี่วันหลังจากนั้น NED เชิญแกนนำเคลื่อนไหวไปเสวนาเรื่อง “ภัยคุกคามใหม่ต่อประชาสังคมและหลักนิติธรรมของฮ่องกง” ที่กรุงวอชิงตัน หนึ่งในผู้ไปร่วมเสวนาคือ หลี่จัวเหริน เขาธิการใหญ่ของ HKCTU และนาธาน ลอว์ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรค Demosisto ร่วมกับโจหัว หว่อง

หลี่จัวเหริน เขาธิการใหญ่ของ HKCTU เป็นองค์กรเพื่อประชาธิปไตยต่อต้านรัฐบาลจีน ซึ่งรับเงินจาก “องค์กรท่อ” ซึ่งรับเงินจาก NED อีกต่อหนึ่งเป็นเงิน 540,000 ล้านเหรียญสหรัฐเมื่อ 2014 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดการประท้วงของขบวนการร่มเหลืองพอดีและ HKCTU เป็นหนึ่งในแกนนำ

“องค์กรท่อ” ที่รับ “น้ำเลี้ยง” จาก NED เป็นกรณีที่น่าสนใจที่ควรเอ่ยถึงไว้ ณ ที่นี้ แม้เพราะแม้ว่า NED จะให้เงินสนับสนุนที่ดูเหมือนจะโปร่งใส แต่บางครั้งเงินจาก NED ถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ ผ่านองค์กรตัวกลางหลายชั้นจนกระทั่งไปถึงปลายทาง หากไม่มีการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน เราอาจจะเห็นว่า NED ให้เงินกับองค์กรที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางการเมือง แต่เมื่อตรวจกันจริงๆ จังๆ แล้วจะพบว่าเงินพวกนี้ไปถึงขบวนการทางการเมืองที่เข้มข้นมาก

ตัวอย่างเช่น NED ให้เงินสนับสนุนองค์กรที่มีชื่อว่า Solidarity Center ซึ่งเป็นองค์กรเอกชนด้านขบวนการแรงงานทั่วโลก เป็นองค์กรที่ตั้งวขึ้นมาโดย AFL-CIO ซึ่งเป็นสมาพันธ์แรงงานที่ทรงอิทธิพลของสหรัฐและทำงานด้านแรงงานพร้อมๆกับส่งเสริมประชาธิปไตยและต่อต้านคอมมิวนิสต์โดยรับการสนับสนุนจาก CIA

เมื่อตั้ง Solidarity Center แล้วก็หยุดรับการสนับสนุนจาก CIA แต่โดยผ่าน Solidarity Center ได้หันมารับรับเงินจาก NED จนกลายเป็นผู้รับเงินรายหลักจึงมีความโปร่งใสทางการเมืองมากกว่าแต่ก่อน (อย่างที่เคยชี้ให้เห็นในบทความก่อนว่า CIA ทำงานในที่ลับ ส่วน NED ทำงานในที่แจ้ง)

Solidarity Center ให้เงินช่วยเหลือแก่ HKCTU ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานที่ทรงอิทธิพลในฮ่องกงเพราะมีอุดมการณ์เดียวกันนั่นคือสิทธิแรงงานและผลักดันประชาธิปไตย เฉพาะในปี 2018 NED ให้เงิน Solidarity Center มาทำงานกิจกรรมในฮ่องกงถึง 200,000 เหรียญสหรัฐ

HKCTU ไม่ได้ทำงานด้านแรงงานเท่านั้นแต่เป็นหนึ่งในแกนนำการประท้วงในปี 2014 และปี 2020

นี่เป็นเพียงตัวอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีอีกหลายองค์กรในฮ่องกงที่ได้รับเงินจากท่อน้ำเลี้ยงแบบนี้ ตัวอย่างเช่น องค์กรตรวจสอบสิทธิมนุษยชนฮ่องกง HKHRM สมาคมผู้สื่อข่าวฮ่องกง HKJA และพรรคการเมืองอย่างพรรคแรงงานและพรรคประชาธิปไตย

แต่ลุยซา เกรฟ (Louisa Greve) รองประธานของ NED สาขาเอเชีย, ตะวันออกกลาง และแอฟริกาเหนือบอกว่า ทางองค์กรไม่ได้เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมประชาธิปไตยโดยตรง

การบอกแบบนี้เหมือนเป็นการปัดความรับผิดชอบพร้อมๆ กับกบฎต่อหลักการของตัวเอง เพราะองค์การนี้ชื่อก็บอกว่าส่งเสริมประชาธิปไตย ในเมื่อองค์กรให้เงินผ่านท่อสายต่างๆ ไปช่วยองค์กรท่องถิ่นในฮ่องกง ทำไมจึงไม่ยอมรับตรงๆ?

แน่นอนว่า NED ไม่ได้ให้เงินตรงๆ ไม่ได้ช่วยตัวต่อตัว แต่ปฏิเสธความเกี่ยวโยงไม่ได้ และการบอกปัดเท่ากับทำให้ NED ถูกมองว่าทำตัวลับๆ ล่อๆ

อย่างที่เปรยเอาไว้ทั้งในบทความและบทความก่อนว่าการสนับสนุนของ NED ต่อองค์กรต่างๆ ในนามของประชาธิปไตยเป็นการทำอย่างโปร่งใสมีรายละเอียดชัดเจน ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องความลับๆ ล่อๆ ในแง่การกระทำ แต่เจตนานั้นเราไม่อาจทราบได้

ในมุมมองของรัฐบาลประเทศหนึ่งๆ การที่องค์การต่างชาติที่ได้รับเงินจากรัฐบาลตัวเองแล้วนำเงินมาอุดหนุนขบวนการต่อต้านรัฐบาลประเทศอื่น ย่อมเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ยากว่าทำโดยบริสุทธิ์ใจโดยปราศจากวาระซ่อนเร้นที่เป็นประโยชน์กับประเทศเจ้าของเงิน

ในแง่มุมนี้ จีนจึงพยายามประโคมให้ชาวโลกเชื่อว่ามีต่างชาติแทรกแซงขบวนประท้วงในฮ่องกงโดยพยายามชี้ให้เห็นถึงความเชื่อโยงกับกลุ่มต่างๆ ในฮ่องกงกับ NED

แต่จีนก็ทำได้แค่นั้น ทำได้แค่ “แฉ” ว่ามีใครบ้างที่รับเงินจาก NED มา แต่ไม่สามารถเอาผิดกับขบวนการเหล่านั้นได้ ดังนั้นขบวนการในฮ่องกงจึงยังเคลื่อนไหวต้านจีนไปได้เรื่อยๆ อาศัยทุนรอนจากสหรัฐโดยที่จีนได้แต่โวยวาย

หากมองในแง่ของกลยุทธ์ “สมมติว่า” หากสหรัฐต้องการเข้าแทรกแซงประเทศไหนก็ตาม การแทรกแซงโดยอาศัยเงินของ NED จะเป็นการรบที่เสียแรงน้อยที่สุดแต่สร้างความปั่นป่วนให้กับเป้าหมายมากที่สุด และประเทศเป้าหมายยังเล่นงานไม่ได้ด้วยเพราะเงินที่ได้มานำมาขับเคลื่อนประชาธิปไตย หากโจมตีขบวนประชาธิปไตย สหรัฐและพันธมิตรชาติตะวันตกจะรุมถล่มแน่นอน

ยังไม่นับการที่เงินสนับสนุนหรือความช่วยเหลืออื่นๆ อาจทำกันแบบลับๆ หรือส่งต่อๆ กันมาจนหาต้นทางไม่เจอ เราจะเห็นว่าแม้แต่จีนที่มีกองทัพนักรบไซเบอร์ที่ถล่มสหรัฐอยู่บ่อยๆ ยังจับไม่ได้คาหนังคาเขาว่าสหรัฐแทรกแซงฮ่องกง ได้แต่โจมตี NED แบบขี่ม้าเลียบค่าย

ดังนั้นสำหรับจีนแล้ววิธีการเดียวที่จะตัดท่อน้ำเลี้ยงให้ราบคาบลงได้ก็คือการใช้วิธีขั้นเด็ดขาดนั่นคือ “กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ” ซึ่งกำหนดโทษกับผู้ที่สมคบกับต่างชาติ ซึ่งเป็นกำหนดโทษที่ “ครอบจักรวาล” เอามากๆ เพราะไม่มีใครรู้ว่าการสมคบต่างชาตินี้รวมถึงการรับเงินจากองค์กรแบบ NED หรือไม่

ยังไม่พอ จีนยังปิดช่องให้สนิทด้วยมาตราที่ 38 ซึ่งสามารถเล่นงานชาวต่างชาติที่ทำผิดกฎหมายข้อนี้โดยไม่จำเป็นว่าจะอยู่ในฮ่องกงหรือไม่ ผลก็คือมีองค์กรหลายแห่งต้องปิดสาขาในฮ่องกงลงอย่างสิ้นเชิงเพื่อหนีภัยจากกฎหมายตัวนี้

ดังนั้นองค์กรต่างๆ ที่เคยเคลื่อนไหวทางการเมืองอาจจะรับเงิน NED ต่อไปได้ แต่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงว่ารัฐบาลจะใช้กฎหมายตัวนี้เล่นงานตนเมื่อไรก็ได้

แน่นอนว่าการใช้มาตรการแบบนี้มีต้นทุนสูงมาก มันทำให้ฮ่องกงเสียสถานะเมืองท่าเสรีและศูนย์กลางทางการเงิน ซึ่งจีนดูเหมือนจะชั่งน้ำหนักดูแล้วว่าเสียสถานะแบบนี้ยังดีกว่าเสียเอกราชของทั้งประเทศ อีกทั้งเมืองเศรษฐกิจของแผ่นดินใหญ่ก็เริ่มน่าดึงดูดใจกว่าฮ่องกงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นทางที่ดีจึงใช้มีดตัดเนื้อร้ายไปดีกว่าเลี้ยงไข้ไปเรื่อยๆ

อย่างที่บอกไปว่าองค์กรต่างๆ ที่เคยเคลื่อนไหวในฮ่องกงเริ่มปิดตัวหนีจากฮ่องกง และในอนาคตเงินที่ NED เคยสนับสนุนองค์กรที่เคลื่อนไหวในจีน (ซึ่งให้มากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ) อาจจะไหลออกไปยังประเทศอื่นที่น่าจะหวังผลได้มากกว่า

น่าสงสัยว่าองค์กรและเงินพวกนั้นจะไหลไปยังประเทศไหนกันแน่?

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน