ชัยชนะอีกครั้งของ WeChat ศาลสหรัฐสั่งห้ามรัฐบาลแบน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636596

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 21:03 น.ชัยชนะอีกครั้งของ WeChat ศาลสหรัฐสั่งห้ามรัฐบาลแบนชั้นศาลศาลอุทธรณ์ของสหรัฐปฏิเสธคำร้องของรัฐบาลทรัมป์ที่ต้องการจะแบนแอปยอดนิยมจากจีนไม่ให้ใช้ในสหรัฐ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่าศาลอุทธรณ์ของสหรัฐฯ ปฏิเสธคำร้องของกระทรวงยุติธรรมที่ต้องการห้ามการใช้งาน “วีแชท” (WeChat) แอปพลิเคชันส่งข้อความ ชำระเงินผ่านมือถือ และโซเชียลมีเดียของบริษัทเทนเซนต์ (Tencent) ของจีน ในสหรัฐฯ โดยทันที

คณะผู้พิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 9 แห่งสหรัฐฯ ระบุว่ารัฐบาลไม่ได้แสดงให้เห็นว่าตนจะ “ได้รับความเสียหายชนิดที่ไม่อาจแก้ไขได้ในระยะเวลาอันใกล้ ระหว่างการรออุทธรณ์ซึ่งถูกเร่งให้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้”

เมื่อวันศุกร์ (23 ต.ค.) ลอเรล บีเลอร์ ผู้พิพากษาจากศาลแขวงเขตเหนือของรัฐแคลิฟอร์เนีย ยังปฏิเสธการคงคำสั่งห้ามใช้งานวีแชทของรัฐบาลเช่นกัน โดยเธอตัดสินว่าหลักฐานเพิ่มเติมของรัฐบาลนั้นไม่สามารถเปลี่ยนคำตัดสินของศาลในก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าผู้ใช้งานวีแชทในสหรัฐฯ มีสิทธิ์ได้รับคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา (Preliminary injunction)

เมื่อวันที่ 20 ก.ย. บีเลอร์ได้ระงับคำสั่งฝ่ายบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่สั่งห้ามการใช้งานวีแชทในสหรัฐฯ โดยออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนการพิพากษา ซึ่งระบุว่าข้อจำกัดสำหรับแอปวีแชทอาจเป็นการละเมิดสิทธิตามบทบัญญัติเพิ่มเติมในรัฐธรรมนูญ ของผู้ใช้ในสหรัฐฯ หลังจากเมื่อวันที่ 18 ก.ย. กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งห้ามทำธุรกรรมกับวีแชท

“ผลลัพธ์คือผู้บริโภคในสหรัฐฯ ไม่สามารถดาวน์โหลดหรืออัปเดตแอปวีแชทเพื่อใช้ส่งหรือรับเงินได้ และเนื่องจากจะมีการทำลายโฮสติงและหน่วยความจำ (Caching) สำหรับเก็บข้อมูลของวีแชทในสหรัฐฯ ซึ่งในทางเทคนิคแล้ว แม้จะยังใช้งานได้อยู่ แต่แอปนี้จะไม่มีประโยชน์ใดสำหรับผู้ใช้งานในสหรัฐฯ” บีเลอร์ระบุ

หลังจากนั้นในช่วงต้นเดือนนี้ รัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยื่นเรื่องไปยังศาลอุทธรณ์ เพื่อขอให้แก้ไขคำตัดสินของบีเลอร์

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 6 ส.ค. ทรัมป์ได้ออกคำสั่งฝ่ายบริหารห้ามมิให้ทำธุรกรรมในสหรัฐฯ ผ่านวีแชท ซึ่งเดิมมีกำหนดบังคับใช้ช่วงดึกของวันที่ 20 ก.ย

จากนั้น กลุ่มพันธมิตรผู้ใช้งานวีแชทแห่งสหรัฐฯ (U.S. WeChat Users Alliance – USWUA) ได้ออกมาต่อสู้เพื่อสิทธิตามกฎหมายของผู้ใช้งานวีแชททุกคนในสหรัฐฯ ด้วยการยื่นฟ้องเรื่องนี้ ซึ่งศาลได้เปิดคดีในวันที่ 17 ก.ย.

นอกจากกลุ่มพันธมิตรดังกล่าวแล้ว ยังมีโจทก์ซึ่งเป็นผู้ใช้งานรายอื่นที่ออกมาโต้แย้งว่า ในสหรัฐฯ วีแชทเป็นแอปที่ไม่มีแอปพลิเคชันใดสามารถแทนที่ได้

อนุเคราะห์ข่าวโดยสำนักข่าวซินหัว

Photo by Peter PARKS / AFP

เคาท์ดาวน์เลือกตั้งสหรัฐ : ตัวช่วยทรัมป์มาแล้ว! #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636579

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 20:00 น.เคาท์ดาวน์เลือกตั้งสหรัฐ : ตัวช่วยทรัมป์มาแล้ว!อัพเดทความเคลื่อนไหวของการเลือกตั้งสหรัฐ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่จะชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้นำมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกคนต่อไป

1. การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐมีตัวแปรสำคัญเพิ่มเข้ามาเมื่อ เอมี โคนีย์ บาร์เรตต์ ถูกรับรองให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลฎีกาแทน รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ที่ถึงแก่กรรมเมื่อเดินกันยายนที่ผ่านมา ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก 52 ต่อ 48 ส่งผลให้สัดส่วนผู้พิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐสายอนุรักษนิยมถือเสียงมากกว่าสายเสรีนิยม 6 ต่อ 3 เสียง

2. การแต่งตั้งให้บาร์เรตต์ดำรงตำแหน่งดังกล่าวมีวาระตลอดชีวิต และบาเรตต์จะมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางการเมืองสหรัฐหลังจากนี้ โดยเฉพาะการพิจารณาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เพราะบาร์เรตต์มีทัศนะเอียงไปทางอนุรักษ์นิยม/รีพับลิกัน และได้รับการเสนอชื่อโดยทรัมป์และอนุมัติโดยสภาที่เสียงข้างมากมาจากพรรครีพับลิกัน

3. บาเรตต์ยืนยันว่าเธอจะทำงาน “โดยปราศจากความกลัวและการเลือกข้าง” ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าการเลือกเธอเข้ามาตอนนี้เป็นเรื่องไม่เหมาะสมและบั่นทอนความน่าเชื่อถือของศาลสูง เพราะกระบวนการแต่งตั้งครั้งนี้ควรเกิดขึ้นหลักจากการเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยประชาชนบางส่วนมองว่าโดนัลด์ ทรัมป์ อาจใช้ศาลสูงสุดเป็นทางออกหากแพ้การเลือกตั้งต่อโจ ไบเดน

4. สมมติว่าการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐมีคะแนนเท่ากันและเรื่องต้องส่งไปให้ศาลสูงสุดชี้ขาด น้ำหนักก็จะเอียงไปทางทรัมป์ในทันที ซึ่งสถานการณ์แบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อคราวเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐปี 2000 เมื่อ จอร์จ ดับเบิลยู บุช จากรีพับลิกันและ อัล กอร์ จากเดโมแครตต้องแย่งคะแนนกันในรัฐฟลอริดาจนต้องนับคะแนนใหม่ เรื่องจึงถึงศาลสูงสุด ปรากฎว่าคณะตุลาการที่มีเสียงอนุรักษ์นิยมมากว่าตัดสินให้บุชชนะไป 

5. ในเวลานี้โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังเร่งหาเสียงอย่างหนัก โดยมีการลงพื้นที่หาเสียงวันละ 2-3 จุด ขณะที่โจ ไบเดนพยายามแสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่มกันซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา

6. ก่อนหน้านี้ทั้งคู่มีการหาเสียงที่รัฐเพนซิลเวเนีย ซึ่งอาจเป็นรัฐชี้ชะตาของทั้งคู่ โดยทรัมป์ให้ความสำคัญเนื่องจากเป็นรัฐที่เขาชนะการเลือกตั้งครั้งที่แล้วเมื่อ 4 ปีก่อน ในขณะที่ไบเดนมองว่าเป็นรัฐที่สำคัญของเขาเช่นกัน

7. ขณะนี้มีผู้ออกมาใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าแล้วกว่า 64 ล้านคน

เวียดนามจ่ออพยพ 1.3 ล้าน หนีไต้ฝุ่นโมลาเบ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636577

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 19:00 น.เวียดนามจ่ออพยพ 1.3 ล้าน หนีไต้ฝุ่นโมลาเบไต้ฝุ่นโมเลเบจ่อพัดเข้าเวียดนามหลังถล่มฟิลิปปินส์

CNN รายงานว่าเวียดนามเตรียมอพยพประชาชนราว 1.3 ล้านคน ก่อนที่พายุไต้ฝุ่นโมลาเบจะเข้าถล่มในวันพรุ่งนี้ (28 ตุลาคม) ด้วยความเร็วลม 125 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และลมกระโชกแรงถึง 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

เหงียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรีเวียดนามกล่าวว่า โมลาเบเป็นพายุที่มีกำลังแรงมากซึ่งจะส่งผลกระทบต่อพื้นที่ขนาดใหญ่ พร้อมเรียกร้องให้จังหวัดและเมืองต่างๆ เตรียมรับมือกับผลกระทบ

โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวให้มีการเตรียมกองกำลังเพื่อเข้าช่วยเหลือประชาชนรวมถึงระดมเฮลิคอปเตอร์, รถถัง และพาหนะขนส่งอื่นๆ หากจำเป็น

หน่วยงานภัยพิบัติเผยว่าไต้ฝุ่นดังกล่าวเคลื่อนตัวออกจากเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปฟินส์เมื่อวันจันทร์โดยส่งผลให้ฝนตกหนัก เกิดดินถล่ม 7 จุด และน้ำท่วมใน 11 พื้นที่

ด้านคณะกรรมการจัดการและบรรเทาความเสี่ยงภัยพิบัติแห่งชาติของฟิลิปปินส์เผยว่ามีรายงานผู้เสียชีวิต 3 คน และสูญหายไม่ต่ำกว่า 13 คน รวมถึงประชาชนอีกกว่า 70,000 คนต้องอพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงชั่วคราว

อย่างไรก็ตามขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังเข้าตรวจสอบพื้นที่โดยตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายอาจเพิ่มขึ้น

‘เจ้าหญิงเลโอนอร์’ ว่าที่ราชินีตัวน้อยความหวังใหม่ของราชวงศ์สเปน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636540

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 18:00 น.'เจ้าหญิงเลโอนอร์' ว่าที่ราชินีตัวน้อยความหวังใหม่ของราชวงศ์สเปนว่าที่ราชินีเลโอนอร์ จะสามารถกอบกู้ภาพลักษณ์สถาบันกษัตริย์สเปนได้หรือไม่?

เลโอนอร์ เจ้าหญิงแห่งอัสตูเรียส เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ในสมเด็จสมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 และสมเด็จพระราชินีเลตีเซียแห่งสเปน จึงอยู่ในลำดับแรกของการสืบราชสันตติวงศ์สเปน โดยมีพระขนิษฐา 1 พระองค์นามว่า อินฟันต้า โซเฟีย

ว่าที่ราชินีตัวน้อยทรงมีพระชนมายุเพียง 14 พรรษาเท่านั้น แต่เปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถและพระอัจฉริยภาพรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านภาษาโดยพระองค์สามารถตรัสได้ถึง 5 ภาษาทั้ง สเปน, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, จีน และอาหรับ รวมถึงยังช่างสังเกต ฉลาด และมีความรับผิดชอบ

ส่งผลให้พระองค์ทรงเป็นความหวังใหม่ของราชวงศ์สเปน เนื่องจากแม้ว่าสมเด็จพระราชาธิบดีฆวน การ์โลสที่ 1 แห่งสเปน อดีตกษัตริย์ซึ่งเป็นพระอัยกา (ปู่ของพระองค์) จะมีบทบาทสำคัญปฏิรูปให้สเปนก้าวสู้การเป็นประเทศประชาธิปไตยหลังถูกปกครองด้วยรัฐบาลเผด็จการทหารมาอย่างยาวนาน นำไปสู่การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยในปี 1977 ในที่สุด

อย่างไรก็ตามพระองค์ทรงมีเรื่องอื้อฉาวในราชวงศ์ทั้งการล่าสัตว์ป่าและพัวพันกับคดีทุจริตที่ว่าพระองค์ได้รับการถวายเงินจากซาอุดิอาระเบีย 100 ล้านเหรียญสหรัฐเข้าบัญชีลับของพระองค์ซึ่งเป็นบัญชีธนาคารแห่งหนึ่งในสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนเสด็จออกนอกประเทศในภายหลัง ซึ่งสร้างความสั่นสะเทือนต่อสถาบันกษัตริย์เป็นอย่างมาก

ขณะที่สมเด็จพระราชาธิบดีเฟลิเปที่ 6 กษัตริย์สเปนองค์ปัจจุบัน ทรงสละสิทธิในการรับพระราชมรดกและตัดสายสัมพันธ์ทางการเงินทั้งหมดกับพระราชบิดา รวมถึงงดพระราชทานเงินปีแก่พระราชบิดาเพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ที่ดีของราชวงศ์สเปนกลับคืนมาและเลี่ยงข้อครหา

แม้ว่าจะได้รับคำชื่นชมจากประชาชนว่าพระองค์ทรงมีพระราชจริยวัตรเรียบง่าย ดำเนินชีวิตเหมือนกันสามัญชนทั่วไป แต่ก็ยังคงมีประชาชนอีกฝ่ายวิพากวิจารณ์ว่าพระองค์ใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยจากเงินของพระราชบิดาในต่างประเทศหลายล้านเหรียญสหรัฐทำให้มีการเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และมีกลไกตรวจสอบที่รัดกุมขึ้น

รวมถึงก่อนหน้านี้ในปี 2014 มีการรวมตัวกันของผู้ประท้วงต่อต้านสถาบันกษัตริย์สเปนมากกว่า 20,000 คน และมีการรวบรวมรายชื่อผู้สนับสนุนยกเลิกสถาบันกษัตริย์มากกว่า 113,000 รายชื่อ โดยคนรุ่นใหม่ของสเปนมองว่าสถาบันกษัตริย์เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาในสเปน

Photo by Andres BALLESTEROS / POOL / AFP

สหรัฐจี้อินเดียร่วมมือทางทหารต่อต้านจีน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636573

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 16:30 น.สหรัฐจี้อินเดียร่วมมือทางทหารต่อต้านจีนสหรัฐ-อินเดียตกลงร่วมมือทางทหารเตรียมรับภัยคุกคามจากจีน

รอยเตอร์สรายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ พร้อมด้วยมาร์ก เอสเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ เยือนนิวเดลีเพื่อเข้าพบเจรจากับสุพรหมัณนัม ไชยศังกร รัฐมนตรีต่างประเทศอินเดีย และราชนาถ สิงห์ รัฐมนตรีกลาโหมอินเดีย

ปอมเปโอกล่าวว่า สหรัฐและอินเดียต้องร่วมมือกันเพื่อเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากจีนซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงและเสรีภาพ โดยวันนี้เป็นโอกาสใหม่สำหรับสองประเทศประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่อย่างสหรัฐและอินเดียจะได้มีโอกาสใกล้ชิดกันมากขึ้น

โดยเรื่องที่เจรจากันในวันนี้เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศในการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาที่มาจากจีน รวมถึงการเผชิญหน้ากับภัยคุกคามของจีน

เอสเปอร์กล่าวว่า ขณะนี้ควรมุ่งเน้นไปที่ความร่วมมือของทั้งสองประเทศเพื่อตอบสนองต่อการท้าทายของจีน และยึดมั่นในหลักการอินโด-แปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง

นอกจากนี้ทั้งสองฝ่ายจะลงนามในข้อตกลงทางทหารที่จะส่งผลให้อินเดียเข้าถึงดาวเทียมขั้นสูงและข้อมูลแผนที่ของสหรัฐเพื่อความแม่นยำในการขีปนาวุธและโดรน

ทั้งนี้ อินเดียมีข้อพิพาทกับจีนโดยความตึงเครียดในภูมิภาคกำลังทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งกองกำลังอินเดียเผชิญหน้ากับกองกำลังจีนที่ชายแดนหิมาลัยซึ่งเป็นพื้นที่พิพาท

ในเดือนมิถุนายน ทหารอินเดียเสียชีวิต 20 นายจากการปะทะกับกองกำลังทหารจีน ส่งผลให้อินเดียต่อต้านจีนและผลักดันให้รัฐบาลอินเดียกระชับความสัมพันธ์ทางทหารกับสหรัฐให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

Photo by ADNAN ABIDI / POOL / AFP

ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์! พ่วงก๊าซเรือนกระจกน้ำแข็งละลาย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636565

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 14:45 น.ร้อนสุดเป็นประวัติการณ์! พ่วงก๊าซเรือนกระจกน้ำแข็งละลายผลการวิเคราะห์เผยปี 2020 โลกร้อนสุดเป็นประวัติการณ์รวมถึงก๊าซเรือนกระจกเข้มข้นสูงสุด

ข้อมูลจากสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) เปิดเผยว่า ในปี 2020 อุณหภูมิโลกสูงสุดเป็นประวัติการณ์แม้ว่าจะไม่ใช่ปีที่มีสภาพอากาศเอลนีโญก็ตาม

โดยคาร์บอนบรีฟ เว็บไซต์ของสหราชอาณาจักรที่ศึกษาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ภูมิอากาศ และพลังงาน ได้ทำการวิเคราะห์จากกลุ่มวิจัยต่างๆ 6 กลุ่มรวมถึงนาซา และองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติที่รายงานบันทึกอุณหภูมิพื้นผิวโลก

การวิเคราะห์ดังกล่าวพบว่านอกจากในปีนี้อุณหภูมิโลกจะสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์แล้ว ในช่วง 9 เดือนแรกที่ผ่านมาของปีนี้ยังพบว่าความเข้มข้นของก๊าซสำคัญๆ ที่ก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจกเพิ่มขึ้นถึงระดับสูงสุด

โดยเป็นผลมาจากจากการปล่อยก๊าซของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็น การเผาไหม้เชื้อเพลิงจากถ่านหิน, การตัดไม้ทำลายป่าทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, เกษตรกรรมและปศุสัตว์ปล่อยก๊าซมีเทนและไนตรัสออกไซด์ รวมถึงควันจากท่อไอเสียรถยนต์ซึ่งปล่อยก๊าซโอโซน

การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ส่งผลให้ความเข้มข้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน และ ไนตรัสออกไซด์ เพิ่มขึ้นจนถึงระดับสูงสุดในรอบ 2-3 ล้านปีเป็นอย่างน้อย

รวมไปถึงยังพบว่าน้ำแข็งในอาร์กติกละลายจนเหลือน้อยที่สุดเป็นประวัติการณ์ โดยการลดลงของน้ำแข็งในฤดูร้อนนี้รุนแรงเป็นพิเศษและมีแนวโน้มว่าจะลดลงอีกมาก

อย่างไรก็ตามในช่วง 3 เดือนที่เหลือยังมีโอกาสที่ลานีญาจะเกิดขึ้นในแปซิฟิกเขตร้อนซึ่งอาจส่งผลให้อุณหภูมิโลกเย็นลง แต่ทั้งนี้จะเห็นผลในปี 2021 ให้มีแนวโน้มว่าในปี 2021 อุณหภูมิโลกจะต่ำกว่าในปีนี้

ม็อบฮ่องกงลี้ภัยอื้อ ออสเตรเลีย-แคนาดาเป้าหมายหลัก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636547

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 12:17 น.ม็อบฮ่องกงลี้ภัยอื้อ ออสเตรเลีย-แคนาดาเป้าหมายหลักชาวฮ่องกงยื่นขอลี้ภัยไปยังต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังเหตุการณ์ความไม่สงบ

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานชาวฮ่องกงขอลี้ภัยไปต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบนานหลายเดือน รวมถึงการกำหนดกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติที่กำลังเป็นที่ถกเถียงกัน โดยมีประเทศออสเตรเลียและแคนาดาเป็นจุดหมายหลักของผู้ลี้ภัย

โดยในปีนี้มีชาวฮ่องกงยื่นขอลี้ภัยไปยัง 5 ประเทศ รวมทั้งสิ้น 181 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 141 คนในที่แล้ว และ 62 คนในปี 2018 โดยมีนักเคลื่อนไหวหลายคนรวมถึงนักเคลื่อนไหวที่ถูกจับกุมในระหว่างการประท้วงเมื่อปีที่แล้วขอลี้ภัยด้วยเช่นกัน

ข้อมูลในเดือนกันยายนพบว่ามีชาวฮ่องกงขอลี้ภัยไปยังออสเตรเลีย 136 คนซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2019 ที่มี 120 คน และในปี 2018 มีเพียง 50 คน

สำหรับประเทศแคนาดา ข้อมูลล่าสุดในเดือนมิถุนายนพบว่ามีชาวฮ่องกงขอลี้ภัยไปยังแคนาดา 25 คน โดยในปี 2019 และ 2018 มีเพียง 9 และ 2 คนตามลำดับ

นอกจากนี้ยังมีผู้ขอลี้ภัยไปยังประเทศอื่นๆ อีก อาทิ สหราชอาณาจักร, เยอรมนี และนิวซีแลนด์ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่ามีชาวฮ่องกงกี่คนที่ประสบความสำเร็จในการขอลี้ภัย

รวมถึงยังมีรายงานว่ามีชาวฮ่องกงเดินทางไปยังประเทศต่างๆ เช่น ไต้หวันและสหราชอาณาจักรด้วยวิธีการทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมามีคู่สามีภรรยาที่เข้าร่วมการประท้วงเมื่อปีที่แล้วได้รับการยอมรับจากแคนาดาในฐานะผู้ลี้ภัย และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีนักศึกษาที่ถูกตั้งข้อหาก่อจลาจลได้รับอนุญาตให้ลี้ภัยในเยอรมนี

วิจัยชี้อีก 4 ปี รถยนต์ไฟฟ้าราคาเท่ารถใช้น้ำมัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636493

วันที่ 27 ต.ค. 2563 เวลา 09:30 น.วิจัยชี้อีก 4 ปี รถยนต์ไฟฟ้าราคาเท่ารถใช้น้ำมันวิจัยชี้ภายในปี 2024 ต้นทุนรถยนต์ไฟฟ้าจะเท่ากับรถใช้น้ำมัน ขณะยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในหลายประเทศกำลังเฟื่องฟู

งานวิจัยโดยธนาคารยูบีเอส ธนาคารรายใหญ่ที่สุดในสวิตเซอร์แลนด์ระบุว่า จากการวิเคราะห์รายละเอียดของแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจากโรงงานผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุด 7 แห่ง พบว่ารถยนต์ไฟฟ้าอาจมีราคาเทียบเท่ารถยนต์ใช้น้ำมันภายในปี 2024 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า เนื่องจากต้นทุนการผลิตแบตเตอรี่มีราคาถูกลง

โดยในปี 2022 ส่วนต่างในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ใช้น้ำมันจะลดลงเหลือเพียง 1,900 เหรียญสหรัฐ หรือราว 60,000 บาทต่อคัน และต้นทุนในการผลิตรถยนต์ทั้งสองจะเท่ากันภายในปี 2024

นับเป็นก้าวสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากรถยนต์ใช้น้ำมันมาเป็นรถยนต์ไฟฟ้าเนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายรายเลี่ยงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าเพราะแบตเตอรี่มีราคาแพง ซึ่งราคาแบตเตอรี่คิดเป็น 1ใน4 ถึง 2ใน5 ของราคารถทั้งคัน

แต่ยูบีเอสคาดว่าราคาแบตเตอรี่จะลดลงต่ำกว่า 100 เหรียญสหรัฐหรือราว 3,000 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง รวมถึงปัจจัยด้านเทคโนโลยีอื่นๆ จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าต่ำลง

การลดต้นทุนแบตเตอรี่อย่างรวดเร็วทำให้คาดว่าผู้คนจะสามารถเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้เร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ โดยยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในสหภาพยุโรปและจีนกำลังเฟื่องฟู

แมตเธียส ชมิดต์ นักวิเคราะห์รถยนต์คาดการณ์ว่าในปีนี้ สหภาพยุโรปจะสามารถขายรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ไฮบริดได้ถึง 1 ล้านคัน จากตลาดรถยนต์ทั้งหมด 11 ล้านคัน

นอกจากนี้ยูบีเอสยังประเมินส่วนแบ่งการตลาดของรถยนต์ไฟฟ้า โดยระบุว่าภายในปี 2025 รถยนต์ไฟฟ้าจะครองส่วนแบ่งการตลาด 17% และในปี 2030 อาจมีส่วนแบ่งถึง 40% ของยอดขายรถยนต์ทั่วโลก

ในนาม “ประชาธิปไตย” สหรัฐจะแทรกแซงชาติไหนก็ได้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636512

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 21:39 น.ในนาม "ประชาธิปไตย" สหรัฐจะแทรกแซงชาติไหนก็ได้จริงหรือไม่ที่สหรัฐยืมมือองค์กรที่เหมือนจะเป็นอิสระเพื่อที่จะแทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆ แล้วเปลี่ยนรัฐบาลให้ตอบสนองผลประโยชน์ของสหรัฐ

เมื่อปี 1984 หนังสือพิมพ์ Wall Street Journal ฉบับวันที่ 20 มิถุนายนได้ตีพิมพ์บทความหนึ่งชื่อว่า “กองทุนตัวปัญหาที่ได้รับการสนับสนุนจากเงินภาษีประชาชน” บทความนี้เริ่มต้นด้วยการบอกว่า “หากจะมีใครสักคนต้องการจะตั้งกลุ่มขึ้นมาสักกลุ่มที่จะช่วยออกเงินให้พวกเขาไปเที่ยวต่างประเทศ ได้คลอเคลียกับผู้นำต่างประเทศ และสนับสนุนขบวนการทางการเมืองที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และถึงแม้ว่าจะใช้เงินสาธารณะ พวกเขายังสามารถปกปิดข้อมูลและไม่ต้องถูกตรวจสอบโดยตรง … แล้วตั้งชื่อเสียสวยหรูอย่างกองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย”

กองทุนแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ก็คือ National Endowment for Democracy เป็นองค์กรกึ่งภาครัฐที่ได้รับเงินสนับสนุนจากสภาคองเกรสเพื่อนำเงินนั้นไปสนับสนุนองค์กรเอกเช่นเช่น เอ็นจีโอ ที่ทำงานด้านประชาธิปไตยในประเทศต่างๆ ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนจะดี

แต่บทความข้างต้นติติงว่า “กลุ่มนี้มอบเงินบริจาคให้กับอุดมการณ์อันยิ่งใหญ่อย่างการส่งเสริมประชาธิปไตยทั่วโลก มันยิ่งใหญ่เสียจนไม่มีใครกล้าตรวจสอบว่าพวกเขาจะทำแบบนั้นอย่างไร แถมกองทุนนี้ยังรับประกันด้วยว่าเงินบริจาคที่ให้ไปจะไปถึงมือองค์กรที่ทรงอิทธิพลที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจ แรงงาน และนักการเมือง ทุกๆ คนมีส่วนกับผลประโยชน์นี้ หากมีใครคัดค้าน คนๆ นั้นจะถูกเตือนให้ระลึกถึงอุดมการณ์อันสูงส่งของกองทุนนี้”

บทความนี้อาจเตือนให้เราระมัดระวังกับขบวนการ/องค์กรที่ชูธงประชาธิปไตย เพราะในฉากหน้านั้นพวกเขาอาจเรียกร้องประชาธิปไตยก็จริง แต่ในฉากหลังอาจเป็นกลุ่มผลประโยชน์ที่หลบอยู่หลังคำว่าประชาธิปไตย ซึ่งเป็นคำที่สูงส่งเสียจนไม่มีใครกล้าที่จะตรวจสอบ

เพราะหากมีใครสักคนตั้งคำถามกับขบวนการประชาธิปไตย แม้ว่ามันจะอื้อฉาวแค่ไหนก็ตาม คนๆ นั้นเสี่ยงที่จะถูกตราหน้าว่าเป็น “เผด็จการ”

National Endowment for Democracy หรือ NED ถูกกล่าวหามานานนับสิบปีแล้วว่าอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทางการเมืองของหลายๆ ประเทศ โดยดำเนินการสนับสนุนทางการเงินให้ขบวนการเอกชนในหลายประเทศที่มีการปกครองที่ “ไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย” ซึ่งเป็นเรื่องบังเอิญอีกที่ประเทศเหล่านั้นมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐ

ดังนั้นแม้ว่า NED “อาจจะ” ทำงานเพื่อประชาธิปไตยจริงๆ ปละองค์กรที่รับเงินจาก NED มากจะทำเพื่อประชษธิปไตนโดยไม่หวังผลอะไร แต่มันยังมีเงื่อนงำทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับองค์กรนี้มากจนอดคิดไม่ได้ว่ากิจกรรมของ NED ไม่เป็นไปเพื่อประชาธิปไตยอย่างบริสุทธิ์ใจ

ปัญหาเรื่องความบริสุทธ์ใจถูกหยิบยกมาพูดถึงตั้งแต่ที่ NED ถูกตั้งขึ้นในสมัยอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน โดยสื่อในสหรัฐเองที่ชี้ให้เห็นง่าองค์กรที่รับเงินจากรัฐบาลจะสามารถสร้างประชาธิปไตยในประเทศอื่นได้อย่างไร เพราะการสนับสนุนประชาธิปไตยควรเป็นกิจกรรมระหว่างประชาชนกับประชาชนด้วยกัน NED จึงเป็นแค่เครื่องมือของรัฐบาลสหรัฐในการแสวงหาผลประโยชน์เสียมากกว่า

หรือพูดกันตรงๆ ก็คือ มันอาจจะเป็นเงินตอบแทนให้องค์กรที่รัฐบาลสหรัฐชักใยอยู่เบื้องหลัง

ทำไมชวนให้คิดแบบนั้น?

ก่อนอื่นเราต้องย้อนกลับไปดูก่อนว่า NED ถูกตั้งขึ้นในสมัยอดีตประธานาธิบดีรอนัลด์ เรแกนจากพรรครีพับลิกัน และเรแกนมีจุดยืนทางการเมืองที่แข็งกร้าวในเรื่องการใช้ประชาธิปไตยเป็นธงนำกำจัดศัตรูของสหรัฐ แนวคิดแบบนี้เรียกว่า “ลัทธิเรแกน” (Reagan Doctrine)

หลักการลัทธิเรแกนก็คือการที่สหรัฐจะร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับ “ประชาชน” ในประเทศต่างๆ เพื่อลุกฮือต่อต้าน “ฝ่ายเผด็จการ”

เราต้องทำความเข้าก่อนว่า “ฝ่ายเผด็จการ” ในที่นี้อาจไม่ใช่เผด็จการจริงและ “ประชาชน” ในที่นี้ก็อาจไม่ใช่ประชาชนที่เป็นพลังบริสุทธิ์ เพียงแต่ “ฝ่ายเผด็จการ” คือฝ่ายที่ขัดผลประโยชน์ของสหรัฐ และ “ประชาชน” คือฝ่ายที่จะทำให้สหรัฐได้ประโยชน์

เผด็จการที่เรแกนต้องการทำลายคือพวกสหภาพโซเวียตและสมุนโซเวียต ใครก็ตามที่เป็นศัตรูกับโซเวียตก็ถือเป็นนักสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพกับเขาด้วย

ตัวอย่างเช่น รัฐบาลสหรัฐให้การสนับสนุนเงินและอาวุธแก่กลุ่มติดอาวุธคอนทรา (Contra) ซึ่งเป็นกลุ่มฝ่ายขวาที่ต่อต้านรัฐบาลฝ่ายซ้ายซันดินิสต้า (Sandinista) หรือพรรค FSLN ในนิคารากัว เพราะรัฐบาลซันดินิสต้าสนับสนุนขบวนการฝ่ายซ้ายในลาตินอเมริกาอันจะเป็นอันตรายต่ออิทธิพลของสหรัฐในภูมิภาคนี้

รัฐบาลซันดินิสต้ามีการกระทำที่บั่นทอนสิทธิเสรีของประชาชนเฉกเช่นรัฐบาลคอมมิวนิสต์/สังคมนิยมโดยทั่วไป แต่กลุ่มคอนทราที่เป็นมือเป็นไม้ให้รัฐบาลสหรัฐมีการกระทำที่ทารุณยิ่งกว่า มีการโจมตีประชาชนในเขตชนชทที่เป็นฐานเสียงสนับสนุนรัฐบาลฝ่ายซ้าย มีทั้งการฆ่า ข่มขืน และทรมานเพื่อบีบให้คนเหล่านี้กลัว

เราจะเห็นได้ว่าในนามของประชาธิปไตยและลัทธิเสรีนิยม รัฐบาลสหรัฐสามารถทำเรื่องที่ “อั๊กลี่” ได้ถึงขนาดนี้

เกรก แกรนดิน (Greg Grandin) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาตร์ชาวอเมริกันถึงกับบอกว่า “สิ่งที่คล้องจองกับอุดมคตินิยมที่ได้รับการยอมรับจากพรรครีพับลิกัน … จึงเป็นความหวาดกลัวทางการเมือง ในสงครามสกปรกที่สกปรกที่สุดในละตินอเมริกา ศรัทธาของพวกเขาในภารกิจของอเมริกาสร้างความชอบธรรมให้กับการสังหารโหดในนามของเสรีภาพ “

ปฏิบัติการในนิคารากัวเป็นปฏิบัติการปกปิด แต่มีข้อมูลหลุดออกมาสู่สาธารณชนจนสภาคองเกรสสั่งให้รัฐบาลเรแกนหยุดการกระทำนี้ในปี 1984 แต่เรแกนยังแอบทำลับๆ ต่อไป

ด้วยลัทธิเรแกน สหรัฐจึงสามารถบั่นทอนฝ่ายสหภาพโซเวียตลงทีละน้อยๆ จนกระทั่งโลกหลังม่านเหล็กพังทลายลงอีกไม่กี่ปีหลังจากนั้น

แต่ปฏิบัติการในนิคารากัวยังไม่จบลง ในสงครามครั้งก่อนสหรัฐ CIA ในปฏิบัติการลับสนับสนุนพวกคอนทรา ทุกวันนี้สหรัฐกลับไปที่นิคารากัวอีกครั้ง โดยไม่ได้ใช้องค์การที่อันตรายอย่าง CIA และไม่ใช่ปฏิบัติการลับที่อื้อฉาว เพราะพวกเขาใช้ NED เป็นเครื่องมือ

นั่นก็เพราะสหรัฐยังกำจัดพวกฝ่ายซ้ายในนิคารากัวคือพวก FSLN ไม่ได้ พวกนี้ยังกุมการเมืองและศรัทธาของประชาชนส่วนใหญ่เอาไว้ ในระยะหลัง NED จึงทุ่มเงินส่งเสริมขบวนการเยาวชนคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับเรื่องประชาธิปไตย (ที่เป็นประโยชน์กับสหรัฐ) และสอนให้ “โค่นล้มเผด็จการ” ทั้งๆ ที่พรรค FSLN ชนะเลือกตั้ง 3 ครั้งหลังมาทุกครั้ง

อันที่จริงแล้วในช่วงสงครามคอนทรา NED ก็เคลื่อนไหวในนิคารากัวอยู่แล้ว ขณะที่ CIA ช่วยปฏิบัติการลับที่เน้นการเข่นฆ่าและทารุณประชาชน NED ก็ทำหน้าที่เหมือนช่วย “ฟอกขาว” ให้ฝ่ายคอนทรา จากบทความวิชาการเรื่อง “นิคารากัวและจักรพรรดินิยมอเมริกันยุคร่วมสมัย” เผยว่า NED ให้เงินช่วยเหลือหนังสือพิมพ์ La Prensa ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพวกคอนทราเป็นเงินถึง 250,000 เหรียญสหรัฐซึ่งเป็นเงินที่สูงมากแม้แต่ในยุคนี้

งานของ La Prensa ก็คือการล้างภาพที่โหดร้ายของพวกคอนทราและสร้างภาพที่ชั่วร้ายของรัฐบาล บทความเรื่องนิคารากัวและจักรพรรดินิยมอเมริกันยุคร่วมสมัยบอกว่า “เงินทุนเข้าไปบงการความคิดเห็นของประชาชน โดยมีการจัดฉากเหตุการณ์เพื่อสร้างข่าวเท็จและเรื่องเล่าที่อาจบั่นทอนการสนับสนุนของสาธารณชนต่อการปฏิวัติซันดินิสตา”

เมื่อรบกันตรงๆ ไม่ได้ NED จึงไม่ได้ใช้วิธีฟอกขาวให้กลุ่มก่อการร้ายในนามประชาธิปไตยอเมริกันอีก แต่พวกเขาใช้แท็คติก “ย้อมดำ” เพื่อทำให้เป้าหมายเป็นพวกที่ชั่วร้ายในสายตาชาวโลก

สิ่งที่ NED ทำจึงไม่ใช้ปฏิบัติการปิดลับ แต่เป็นองค์กรที่โปร่งใสมากๆ เราจะพบว่า NED ให้เงินสนับสนุนใครบ้าง ประเทศไหนบ้าง กิจกรรมแบบใดบ้าง และองค์กรที่รับเงินจาก NED ก็เปิดเผยที่มาของเงินอย่างโปร่งใส

ที่เป็นเช่นนี้เพราะ NED เป็นองค์กรที่ส่งเสริมประชาธิปไตย เสาหลักของระบอบประชาธิปไตยต้องตั้งอยู่บนการมีสวนร่วมของประชาชน, ความโปร่งใส และการตรวจสอบได้ หากองค์กรที่เป็นปากเสียงให้ประชาธิปไตยไม่ทำตามหลักการนี้ก็เท่ากับทรยศหลักการตัวเอง

แต่ “ที่ที่อันตรายที่สุด คือที่ที่ปลอดภัยที่สุด” ฉันใด องค์กรที่เป็นประชาธิปไตยและตรวจสอบได้มากเท่าไร คนก็ยิ่งเกรงใจจนไม่กล้าตั้งคำถามกับองค์กรนั้น เหมือนกับบทความของ Wall Street Journal ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้

แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แค่ข้อสังเกต มันเป็นข้อเท็จจริงได้เลยด้วยซ้ำ อัลเลน ไวนสไตน์ (Allen Weinstein) ผู้ร่วมก่อตั้ง NED เคยบอกเองว่า “หลายสิ่งที่เราทำในวันนี้เราเคยทำอย่างลับๆ เมื่อ 25 ปีก่อนโดย CIA ความแตกต่างที่ชัดที่สุดคือเมื่อทำกิจกรรมดังกล่าวอย่างเปิดเผย โอกาสที่จะล้มเหลวก็ใกล้เคียงกับศูนย์ การเป็นองค์กรเปิดคือสิ่งที่ปกป้องตัวมัน (NED) เอง”

ดังนั้น NED จึงไม่ใช่องค์กรที่ไร้ข้อครหา เพราะมันเป็นด้านสว่างของ CIA นั่นเอง

คำถามก็คือ หากองค์กรหนึ่งรับเงินสนับสนุนจาก NED แล้วเกิดมีบทบาทในการชี้นำประเทศขึ้นมา เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าโรดแมปที่ชี้นำประเทศนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศจริงๆ มิใช่มีนัยซ่อนเร้นเพื่อเอื้อกับประเทศเจ้าของเงินสนับสนุนองค์กรนั้น?

บทความโดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo by Sue Gerrits/AFP

เคาท์ดาวน์เลือกตั้งสหรัฐ : สองฝ่ายเร่งหาเสียงช่วงโค้งสุดท้าย #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/636510

วันที่ 26 ต.ค. 2563 เวลา 19:31 น.เคาท์ดาวน์เลือกตั้งสหรัฐ : สองฝ่ายเร่งหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายอัพเดทความเคลื่อนไหวของการเลือกตั้งสหรัฐ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่จะชี้ขาดว่าใครจะเป็นผู้นำมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกคนต่อไป เกิดอะไรขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาและเริ่มต้นสัปดาห์นี้?

1. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเมืองเวสต์ปาล์มบีช รัฐฟลอริดา พร้อมกล่าวว่าการออกมาลงคะแนนด้วยตนเองปลอดภัยกว่าการลงคะแนนทางไปรษณีย์

2. ทรัมป์เดินสายลงพื้นที่หาเสียงในรัฐนอร์ทแคโรไลนา, โอไฮโอ และวิสคอนซิน ท่ามกลางความกังวลใจของผู้เชียวชาฐด้านสาธารณสุขว่าอาจเกิดเหตุการณ์ Super Spreader ในขณะที่กำลังเข้าสู่ฤดูหนาว ขณะที่ทีมงานของทรัมป์ยืนยันเรื่องความปลอดภัย

3. โจ ไบเดน หาเสียงในรัฐเพนซิลเวเนีย ในรูปแบบ Drive-in เพื่อเว้นระยะห่างและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19

4. ไบเดนเสนอยุทธศาสตร์ชาติเพื่อนำหน้าไวรัส โดยระบุว่าหากชนะเลือกตั้งจะมีการฉีดวัคซีนฟรีให้แก่ชาวอเมริกันทุกคน ในทันทีที่มีวัคซีนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ และจะมุ่งมั่นควบคุมการแพร่ระบาดของโรค พร้อมกล่าวโจมตีทรัมป์ในการรับมือกับโรคโควิด-19

5.  ข้อมูลจาก U.S. Elections Project เผยผลการลงคะแนนเสียงล่วงหน้าที่คูหา ริพับลิกันมีคะแนน 39.8% ส่วนเดโมแครต 37.9% และผลการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์ รีพับลิกันมีคะแนน 37.3% และเดโมแครต 45.8%

6. Lincoln Project ติดป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ที่เมืองนิวยอร์ก โดยเป็นภาพของอิวานกา ทรัมป์ ลูกสาวของโดนัลด์ ทรัมป์ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขย พร้อมตัวเลขยอดผู้เสียชีวิตจากไวรัสโคโรนาทั้งในนิวยอร์กและทั่วประเทศ และข้อความว่า “ชาวนิวยอร์กจะต้องทุกข์ทรมาน ซึ่งนั่นเป็นปัญหาของพวกเขา”

7. ภายหลังมาร์ก คาโซวิตซ์ ทนายความของทั้งคู่ยื่นจดหมายขู่ฟ้องเรียกค่าเสียหายและขอให้นำป้ายโฆษณาออกทันที แต่ทาง Lincoln Project ยังคงไม่ยอม

8. รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ลงพื้นที่หาเสียงรัฐแคโรไลนา แม้มีการยืนยันว่า มาร์ค ชอร์ต หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ประจำทำเนียบรองประธานาธิบดีติดโรคโควิด-19 ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากหลายฝ่าย 

9. ขณะที่เดวิน โอมัลลีย์ โฆษกรองผู้นำสหรัฐยืนยันว่าได้รับการอนุมัติจากคณะแพทย์แล้ว และโรเบิร์ต โอไบรเอน ทำปรึกษาด้านความมั่นคงยืนยันว่า เพนซ์ ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านสาธารณสุข และกำลังทำหน้าที่สำคัญในการหาเสียง

10. กมลา แฮร์ริส หาเสียงที่รัฐมิชิแกนโดยวิพากษ์วิจารณ์เพนช์ที่ออกมาหาเสียงและไม่ทำการกักตัว

11. มีการลงคะแนนเสียงทางไปรษณีย์และการลงคะแนนล่วงหน้าด้วยตนเองแล้วกว่า 59 ล้านคน ซึ่งมากกว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้วในปี 2559 ซึ่งอยู่ที่ 57 ล้านคน เนื่องจากความกังวลต่อการระบาดของโรคที่มีรายงานผู้ติดเชื้อมากกว่า 8.5 ล้านคนทั่วประเทศและมีผูเสียชีวิตเกือบ 225,000 คน

12. ดาราและนักร้องอเมริกันหลายคนออกมาเคลื่อนไหวเพื่อเชิญชวนให้ชาวอเมริกันออกมาเลือกตั้งไม่ว่าจะเป็น เทย์เลอร์ สวิฟต์, มารายห์ แครี, จาแนลล์ โมเน่, เบลล่า ฮาดิด และฮาลซีย์