จีนเล็งดีลน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683622

วันที่ 20 พ.ค. 2565 เวลา 14:45 น.จีนเล็งดีลน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย ท่ามกลางวิกฤตน้ำมันแพง

แหล่งข่าวเผยรัฐบาลจีน-รัสเซีย เจรจาซื้อขายน้ำมันราคาถูก ขณะที่พลังงานรัสเซียถูกคว่ำบาตรจากตะวันตก

เมื่อวันที่ 20 พ.ค. บลูมเบิร์กรายงานว่าจีนกำลังกระชับความสัมพันธ์ด้านพลังงานกับรัสเซีย โดยการเจรจาซื้อน้ำมันราคาถูกเพื่อเติมเต็มคลังน้ำมันดิบของประเทศ ท่ามกลางความพยายามของยุโรปที่ต้องการแบนการนำเข้าพลังงานจากรัสเซียอันเนื่องมาจากสงครามในยูเครน

โดยแหล่งข่าวเผยว่ารัฐบาลจีนกำลังหารือกับรัฐบาลรัสเซียเพื่อซื้อขายน้ำมันดิบ โดยน้ำมันเหล่านี้จะนำมาเก็บในคลังสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์ของจีน

ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นในปีนี้เนื่องจากการปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียในยูเครน แต่น้ำมันจากรัสเซียร่วงลงเมื่อถูกคว่ำบาตร เนื่องจากผู้ซื้อหลีกเลี่ยงเพราะเกรงว่าจะส่งผลต่อชื่อเสียงหรืออาจถูกคว่ำบาตรทางการเงินไปด้วย จึงเป็นโอกาสสำหรับจีนในการเติมเต็มคลังน้ำมันของประเทศจำนวนมากในราคาถูก

ซึ่งแหล่งข่าวกล่าวว่ารายละเอียดเกี่ยวกับปริมาณน้ำมันหรือเงื่อนไขอื่นๆ ในข้อตกลงที่อาจเกิดขึ้นระหว่างจีนและรัสเซียนั้นยังไม่ได้ถูกระบุอย่างชัดเจน และยังไม่มีการรับประกันว่าจะมีการสรุปข้อตกลงระหว่างทั้งสอง

ด้านกระทรวงการต่างประเทศของจีนและรัสเซียยังไม่แสดงความเห็นใดๆ ต่อรายงานข่าวของบลูมเบิร์ก

ทั้งนี้ คณะกรรมการการพัฒนาและปฏิรูปแห่งชาติจีน (NDRC) กล่าวในแถลงการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมาว่าจีนได้จัดให้มีวิธีการต่างๆ ในการนำเข้าเชื้อเพลิงเพื่อรับมือกับปัญหาราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก

ขณะที่สหรัฐและสหราชอาณาจักรให้คำมั่นที่จะแบนการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย และสหภาพยุโรปกำลังหารือเพื่อดำเนินการในลักษณะเดียวกัน แต่น้ำมันดิบจากรัสเซียยังคงถูกส่งไปยังประเทศที่เต็มใจซื้อ รวมถึงจีนและอินเดีย

รายงานระบุว่าโรงกลั่นในจีนซื้อน้ำมันดิบของรัสเซียอย่างเงียบๆ นับตั้งแต่การบุกรุก แม้ว่าการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะทำให้ความต้องการน้ำมันของจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกลดลง

ก่อนหน้านี้รอยเตอร์สรายงานโดยอ้างรองนายกรัฐมนตรีอเล็กซานเดอร์ โนวัค ของรัสเซีย ว่ารัสเซียจะส่งน้ำมันที่ถูกปฏิเสธโดยประเทศในยุโรปไปยังเอเชียและภูมิภาคอื่นๆ และเสริมว่ายุโรปจะต้องหาน้ำมันทดแทนที่จะมีราคาแพงกว่า

Photo by REUTERS/Alexei Nikolsky/RIA Novosti/Kremlin

จับตาเกาหลีเหนืออาจยิงมิสไซล์ข้ามทวีปอีกครั้ง เมื่อไบเดนเยือนเอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683600

วันที่ 20 พ.ค. 2565 เวลา 12:45 น.จับตาเกาหลีเหนืออาจยิงมิสไซล์ข้ามทวีปอีกครั้ง เมื่อไบเดนเยือนเอเชีย

เกาหลีเหนืออาจยิงขีปนาวุธรับไบเดนเยือนเอเชีย ญี่ปุ่นเชื่อผู้นำคิมพร้อมทดสอบนิวเคลียร์อีกครั้ง

สืบเนื่องจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐมีกำหนดการเยือนเอเชียระหว่างวันที่ 20-24 พ.ค. โดยจะเดินทางไปยังญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ เพื่อกระชับความร่วมมือในอินโด-แปซิฟิก และรับมือกับอิทธิพลของจีนที่แผ่ขยายในภูมิภาค โดยอาจมีการหารือทั้งในประเด็นจีนและเกาหลีเหนือ ซึ่งถือเป็นการเยือนเอเชียครั้งแรกของไบเดนในฐานะประธานาธิบดี

สำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่นรายงานเมื่อวันที่ 20 พ.ค. โดยอ้างโนบุโอะ คิชิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมว่ามีความเป็นไปได้ที่เกาหลีเหนืออาจกระทำการยั่วยุบางอย่าง ซึ่งรวมถึงการทดสอบยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) อีกครั้งในช่วงที่ผู้นำสหรัฐเยือนเอเชีย

นอกจากนี้ คิชิยังเชื่อว่าเกาหลีเหนืออาจเตรียมการสำหรับการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งที่ 7 ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนนี้ ซึ่งจะเป็นการทดสอบนิวเคลียร์ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2017

“ความตั้งใจของเกาหลีเหนือที่จะดำเนินการโครงการพัฒนาอาวุธต่อไปโดยไม่สนใจประชาคมระหว่างประเทศนั้นชัดเจน และเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้” คิชิกล่าว พร้อมเสริมว่าญี่ปุ่นจะทำงานร่วมกับสหรัฐเพื่อรวบรวมข้อมูลและติดตามสถานการณ์

รายงานระบุว่าญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐกังวลว่าเกาหลีเหนืออาจทำการทดสอบนิวเคลียร์หรือขีปนาวุธระหว่างที่ไบเดนเดินทางเยือนประเทศพันธมิตรทั้งสอง

โดยเมื่อปลายเดือนมี.ค. ที่ผ่านมาเกาหลีเหนือทำการยิงขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) ฮวาซอง-17 ซึ่งเป็นที่จับตามองจากนานาชาติ โดยสื่อต่างประเทศรายงานว่าเป็นการยิงขีปนาวุธที่ทรงพลังที่สุดของเกาหลีเหนือนับตั้งแต่ปี 2017

ขีปนาวุธดังกล่าวเป็นเป็นขีปนาวุธข้ามทวีปขนาดใหญ่ที่เปิดตัวครั้งแรกในเดือนต.ค. ปีที่แล้ว และได้รับการขนานนามจากบรรดานักวิเคราะห์ว่าเป็น “ขีปนาวุธปีศาจ” ซึ่งอาจโจมตีเป้าหมายในสหรัฐอเมริกาได้

นอกจากนี้คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือได้เคยให้คำมั่นว่าจะดำเนินการเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ของประเทศอย่างรวดเร็ว โดยเสริมว่ากองกำลังนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือต้องพร้อมที่จะทำงานทุกเมื่อ และกล่าวถึงฮวาซอง-17 ว่า “ขีปนาวุธใหม่นี้จะปฏิบัติภารกิจและหน้าที่อย่างน่าเชื่อถือในฐานะผู้ยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ที่ทรงพลัง…ให้คนทั้งโลกรู้ซึ้งถึงพลังของกองกำลังติดอาวุธของเราอีกครั้ง…และพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเผชิญหน้ากับจักรวรรดินิยมอเมริกาที่มาพร้อมกับอันตรายของสงครามนิวเคลียร์”

Photo by KCNA via REUTERS

บิ๊กทหารสหรัฐ-รัสเซียต่อสายคุยครั้งแรก หวังการทูตสยบวิกฤตยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683585

วันที่ 20 พ.ค. 2565 เวลา 10:30 น.บิ๊กทหารสหรัฐ-รัสเซียต่อสายคุยครั้งแรก หวังการทูตสยบวิกฤตยูเครน

นายพลระดับสูงของสหรัฐ-รัสเซีย ต่อสายคุยครั้งแรกหลังเกิดสงครามในยูเครน

Reuters รายงานเมื่อวันที่ 19 พ.ค. พลเอกมาร์ก มิลลีย์ ประธานคณะเสนาธิการร่วมกองทัพสหรัฐ สนทนาทางโทรศัพท์กับพลเอกวาเลรี เกราซิมอฟ เสนาธิการใหญ่กองทัพรัสเซีย ซึ่งเป็นการสนทนาครั้งแรกของทั้งสองนับตั้งแต่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเมื่อเดือนก.พ.

โฆษกของมิลลีย์เผยว่าผู้นำทางทหารได้หารือกันในประเด็นปัญหาด้านความมั่นคงหลายประเด็น และตกลงที่จะเปิดช่องทางการสื่อสารต่อไป แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดในการสนทนา โดยกล่าวว่าตามแนวทางปฏิบัติที่ผ่านมา รายละเอียดเฉพาะของการสนทนาจะถูกเก็บเป็นความลับ

ขณะที่พลอากาศเอก ท็อด วอลเตอร์ส ผู้นำกองกำลังสหรัฐทั้งหมดในยุโรปหวังว่าการพูดคุยกันระหว่างมิลลีย์และเกราซิมอฟในครั้งนี้จะเป็นอีกก้าวหนึ่งที่นำไปสู่ทางออกของปัญหาทางการทูตในยูเครน

ด้านสำนักข่าว RIA ของรัสเซียรายงานโดยอ้างข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมว่าผู้นำกองทัพทั้งสองหารือกันในประเด็นที่มีผลประโยชน์ร่วมกัน รวมถึงยูเครนด้วย

โดยการสนทนาเกิดขึ้นหลังจากที่ลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐ พูดคุยกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมรัสเซียเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งทางสหรัฐเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีในยูเครน

ทั้งนี้ สงครามในยูเครนที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 3 เดือนส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บหลายพันคน ทำให้เมืองต่างๆ กลายเป็นซากปรักหักพัง และบีบให้ผู้คนกว่า 5 ล้านชีวิตต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ

Photo by REUTERS/Evelyn Hockstein/Pool

Boeing’s Starliner space capsule launched on key test flight to orbit

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40015741


Boeing’s new Starliner capsule was launched Thursday (May 19) on a do-over uncrewed test flight bound for the International Space Station, aiming to deliver the company a much-needed success after more than two years of delays and costly engineering setbacks.

Boeing's Starliner space capsule launched on key test flight to orbit

The gumdrop-shaped CST-100 Starliner blasted off shortly before 7 p.m. EDT (2300 GMT) from the Cape Canaveral Space Force Station in Florida, carried aloft atop an Atlas V rocket furnished by the Boeing-Lockheed Martin joint venture United Launch Alliance (ULA).

If all goes as planned, the capsule will arrive at the space station in about 24 hours and dock with the research outpost orbiting some 250 miles (400 km) above Earth on Friday evening.

The Boeing craft is to spend four to five days attached to the space station before undocking and flying back to Earth, with a parachute landing cushioned by airbags on the desert floor of White Sands, New Mexico.

A successful mission will move the long-delayed Starliner a major step closer to providing NASA with a second reliable means of ferrying astronauts to and from the space station.

Since resuming crewed flights to orbit from American soil in 2020, nine years after the space shuttle program ended, the U.S. space agency has had to rely solely on the Falcon 9 rockets and Crew Dragon capsules from Elon Musk’s company SpaceX to fly NASA astronauts.

Previously the only other option for reaching the orbital laboratory was by hitching rides aboard a Russian Soyuz spacecraft.

Thursday’s launch also comes at a pivotal time for Boeing as the Chicago-based company scrambles to climb out of successive crises in its jetliner business and its space-defence unit. The Starliner program alone has forced Boeing to take $595 million in charges since the failure of its first uncrewed test flight to orbit in 2019.

The Starliner was not flying to orbit empty. The capsule was carrying a research mannequin to collect data on crew cabin conditions during the journey, plus 500 pounds of cargo for delivery to the space station’s crew – three NASA astronauts, a European Space Agency astronaut from Italy and three Russian cosmonauts.

Two of the U.S. astronauts will have the task of boarding the capsule during Starliner’s stay to take measurements of its interior environment and unload the supplies.

Thursday’s launch marked a repeat of a 2019 test mission that failed to achieve a successful rendezvous with the space station because of a flight-software malfunction. Subsequent problems with Starliner’s propulsion system, supplied by Aerojet Rocketdyne, led Boeing to scrub an attempt to launch the capsule last summer.

The spacecraft remained grounded for nine more months while the two companies sparred over what caused its fuel valves to stick shut and which firm was responsible for fixing them, as reported by Reuters last week.

Boeing says it has since resolved the glitch with a temporary workaround and plans to redesign the propulsion system’s fuel valve system after this week’s flight.

The Starliner was developed with a $4.5 billion fixed-price NASA contract to provide the U.S. space agency a second avenue to low-Earth orbit, along with SpaceX.

If the second uncrewed trip to orbit succeeds, Starliner could fly its first team of astronauts in the fall, though NASA officials caution that time frame could get pushed back.

NASA astronauts Butch Wilmore and Mike Fincke had been designated to fly Starliner’s maiden crewed mission. But NASA officials, reluctant to tie down two astronauts to a flight whose launch date is uncertain, said on Wednesday (May 18) that the mission could end up carrying at least two of any of the four astronauts now training to test-fly Starliner.

Published : May 20, 2022

By : Reuters

Taliban orders female TV presenters to cover faces

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40015740


Taliban authorities in Afghanistan have asked television broadcasters to ensure that female presenters on local stations cover their faces when on air, an official said on Thursday.

Taliban orders  female TV presenters to cover faces

The move comes days after authorities ordered women to cover their faces in public, a return to a policy of the Taliban’s past hardline rule and an escalation of restrictions that are causing anger at home and abroad. Read full story

“Yesterday we met with media officials… they accepted our advice very happily,” Akif Mahajar, spokesman for the Taliban’s Ministry of Vice and Virtue, told Reuters, adding this move would be received well by Afghans.

While he framed the move as “advice,” Mahajar added: “The last date for face covering for TV presenters is May 21,” referring to when compliance with the new requirement should begin.

He did not respond to a query on what the consequences would be of not following the advice. Mahajar said female presenters could wear a medical face mask, as has been widely used during the COVID-19 pandemic.

Most Afghan women wear a headscarf for religious reasons, but many in urban areas such as Kabul do not cover their faces. During the Taliban’s last rule from 1996 to 2001, it was obligatory for women to wear the all-encompassing blue burqa.

Published : May 20, 2022

By : Reuters

UN chief in urgent talks on restoring Ukraine grain exports amid global food crisis

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40015722


UN Secretary-General Antonio Guterres said on Wednesday that he is in “intense contact” with Russia, Ukraine, Turkey, the United States and the European Union to restore Ukrainian grain exports as the global food crisis worsens.

UN chief in urgent talks on restoring Ukraine grain exports amid global food crisis

“Iam hopeful, but there is still some way to go,” said Guterres, who visited Moscow and Kyiv late last month. “The complex security, economic and financial implications require goodwill on all sides.”

Addressing a food security meeting at the United Nations hosted by US Secretary of State Antony Blinken, Guterres appealed to Russia to allow “the safe and secure export of grain stored in Ukrainian ports” and for Russian food and fertiliser to “have full and unrestricted access to world markets”.

Russia’s war in Ukraine has caused global prices for grains, cooking oils, fuel and fertiliser to soar, and Guterres warned this would worsen food, energy and economic crises in poor countries.

“It threatens to tip tens of millions of people over the edge into food insecurity, followed by malnutrition, mass hunger and famine, in a crisis that could last for years,” Guterres warned.

Ukraine used to export most of its goods through seaports but since Russia’s February 24 invasion, it has been forced to carry out exports by train or via its small Danube River ports.

UN food chief David Beasley appealed to Russian President Vladimir Putin: “If you have any heart at all, please open these ports.” Beasley heads the World Food Programme, which feeds some 125 million people and buys 50 per cent of its grain from Ukraine.

“This is not just about Ukraine. This is about the poorest of the poor who are on the brink of starvation as we speak,” Beasley said.

Russia and Ukraine together account for nearly a third of global wheat supplies. Ukraine is also a major exporter of corn, barley, sunflower oil and rapeseed oil, while Russia and Belarus – which has backed Moscow in its war in Ukraine – account for more than 40 per cent of global exports of potash, a crop nutrient.

Blinken said Russia must be compelled to create corridors so that food and other vital supplies can safely leave Ukraine by land or sea.

“There are an estimated 22 million tonnes of grain sitting in silos in Ukraine right now – food that could immediately go toward helping those in need if it can simply get out of the country,” Blinken said.

Blinken also said it was “false” to blame sanctions because the United States had created exceptions and was working to ensure measures imposed by Washington “are not preventing food or fertilisers from leaving Russia or anywhere else”.

The United Nations has said 36 countries count on Russia and Ukraine for more than half of their wheat imports, including some of the poorest and most vulnerable in the world, including Lebanon, Syria, Yemen, Somalia and the Democratic Republic of Congo.

Published : May 19, 2022

By : Reuters

What about dogs, judge asks lawyer trying to free elephant from zoo

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40015720


Would granting an elephant some of the same rights as humans mean people could no longer keep dogs as pets? That was among the questions that judges on New York state’s top court during arguments in Albany Wednesday asked a lawyer for an animal rights group that is pushing to free Happy the elephant.

What about dogs, judge asks lawyer trying to free elephant from zoo

The 51-year-old Asian elephant has been called the venerable New York City zoo home since 1977. Happy has been kept apart from other elephants in a one-acre (0.4-hectare) enclosure at the zoo since around 2006, court records show.

Four years ago, the Florida-based Nonhuman Rights Project began asking New York courts to release Happy to one of two elephant sanctuaries in the United States, saying the animal was being illegally imprisoned.

The group has said that Happy was entitled to habeas corpus, a legal process in which illegally detained people or someone acting on their behalf may inquire about the reason they are being held.

New York’s habeas corpus law does not define a “person,” and the group said Happy should be recognized as one. The Court of Appeals session was meant to address that question, after two lower courts sided with the Bronx Zoo, which maintains that Happy is well cared for.

The judges appeared sceptical of the Nonhuman Rights Project’s arguments, with some asking why habeas corpus would apply since the group was seeking to trade Happy’s confinement at a zoo for confinement at a sanctuary. Other judges appeared concerned that expanding certain legal rights to elephants could be a slippery slope.

“Does that mean I couldn’t keep a dog?” Associate Judge Jenny Rivera asked.

Monica Miller, a lawyer for the group, replied that there is not as much evidence about dogs’ cognitive abilities as there is for elephants.

According to a 2006 study, Happy passed a “mirror self-recognition” test, considered an indicator of self-awareness. The animal rights group argues that is among the many cognitive abilities Happy shares with humans. The Bronx Zoo, run by the Wildlife Conservation Society, has said the group is exploiting Happy without concern for the animal’s wellbeing. The judges quizzed Ken Manning, a lawyer for the zoo, on whether habeas corpus would apply to zoo animals if there was evidence they were being kept in unsuitable conditions.

Manning said that it might, but that zoo animals were “highly regulated” and Happy’s conditions complied with the law.

“No one’s claiming any harm to this animal. There’s been no harm to the animal. And you have three affidavits from the people at the zoo attesting to that. The animal is treated well,” Manning said.

Happy’s longtime companion, Grumpy, was attacked by two other elephants in the early 2000s. Grumpy never recovered from the injuries and was euthanized. Another of Happy’s companions, Sammie, later died.

The zoo’s other elephant, Patty, lives in an adjacent enclosure separated from Happy by a fence. The zoo has said the two interact with each other.

Prior efforts to grant legal personhood to animals, including chimpanzees, have been unsuccessful.

The Court of Appeals did not specify when it will rule.

Published : May 19, 2022

By : Reuters

“The devil I know or the devil I don’t know”: Australians split on election choice

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40015704


Australians remain split on their election choice just days out from the national poll, with voters highlighting the rising cost of living, climate change and the unpopularity of Prime Minister Scott Morrison as key electoral issues.

"The devil I know or the devil I don't know": Australians split on election choice

With Australia going to the polls on Saturday (May 21), polls released on Wednesday (May 18) showed Morrison’s Liberal-National coalition losing narrowly to centre-left Labor, led by Anthony Albanese, ending nine years of conservative government.

Rising living costs have dominated the final stretches of the campaign with voters rating it as the most critical issue in some polls.

Australian wage growth ticked up by only a fraction last quarter, Wednesday’s data showed, even as a tightening labour market and record vacancies heightened competition for workers. But consumer price inflation has risen twice as fast as wages, keeping real income in the red.

Adding to cautious instincts on both sides ahead of the election, leaders are leery of spooking voters with talk of major policy shifts at a time when pandemic, war, inflation, climate change, and an increasingly assertive China have left voters keen for reassuring voices.

Paul Georgiou, co-owner of Bondi Surf Seafoods, said Morrison had his vote, believing he handled the COVID pandemic better than what Albanese could have done.

“Should I keep the devil I know or the devil I don’t know and I think I’m going to go with the devil I know,” he told Reuters.

Among criticisms of Morrison in his time in office since August 2018 have been his handling of bushfires that killed 24 people and left thousands homeless. He took a family holiday to Hawaii in December 2019 during the crisis, for which he apologised.

His popularity recovered briefly as COVID-19 hit but resumed its slide from mid-2020, Newspoll shows, due to his responses to shortfalls of COVID-19 vaccines and then rapid antigen tests, as well as allegations of sexual abuse and discrimination against women in parliament.

Morrison acknowledged last Friday (May 13) about being a “bulldozer” but said he would change after the election.

“I don’t like Morrison’s aggressiveness and I certainly don’t like his lying,” Sydney voter Robert McDonald said after voting early.

“He’s the worst liar – I’ve been following politics since I could vote and he’s the worst liar I’ve ever seen in the position of prime minister.”

But McDonald has not been overly impressed with Albanese’s performance either, with local media seizing on the Opposition Leader’s stumbles on policy details and him forgetting the national unemployment rate on the first day of the six-week campaign.

Rising numbers of climate-concerned voters in affluent parts of Sydney and Melbourne have meanwhile embraced environment-focused independent candidates in traditionally conservative seats, prompting speculation that neither party may win an outright majority and raising the prospect of another minority government.

With a rising number of public attacks on Morrison’s character from within his party and international leaders, voters are questioning whether they can trust their leaders and the support for a federal Independent Commission Against Corruption (ICAC) is rising, especially after Morrison failed to follow through on his 2019 election promise to legislate an anti-corruption commission.

All Australian states and territories have an integrity commission, leaving the federal government the only government in the country to not have one.

Other issues raised by voters include better healthcare and education funding.

Nearly 6 million voters out of an electorate of 17 million have already cast their ballots through postal votes or early in-person voting, official data showed on Wednesday. An additional 1.1 million postal votes have been received so far versus the 2019 election.

Published : May 19, 2022

By : Reuters

เมื่อยุโรปไม่เอาน้ำมัน รัสเซียจะส่งให้เอเชีย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683547

วันที่ 19 พ.ค. 2565 เวลา 18:35 น.เมื่อยุโรปไม่เอาน้ำมัน รัสเซียจะส่งให้เอเชีย

พร้อมเปิดเผยว่าผู้ซื้อก๊าซครึ่งหนึ่งของรัสเซียตกลงจ่ายเงินเป็นสกุลรูเบิล

สำนักข่าวรอยเตอร์ – รัสเซียจะส่งน้ำมันที่ถูกปฏิเสธโดยประเทศในยุโรปไปยังเอเชียและภูมิภาคอื่น ๆ รองนายกรัฐมนตรีอเล็กซานเดอร์ โนวัค ของรัสเซีย กล่าวเมื่อวันพฤหัสบดี และเสริมว่ายุโรปจะต้องหาน้ำมันทดแทนที่จะมีราคาแพงกว่า

คณะกรรมาธิการยุโรปเมื่อวันพุธเปิดเผยแผนมูลค่า 210,000 ล้านยูโร (220,00 ล้านดอลลาร์) สำหรับยุโรปที่จะยุติการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลของรัสเซียภายในปี 2570 และใช้เรื่องนี้เป็นการสลัดตัวจากการพึ่งพาพลังงานรัสเซียเพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียว

ยุโรปได้รับน้ำมันรัสเซียประมาณ 4 ล้านบาร์เรลต่อวัน (bpd) โนวัคกล่าว และเสริมว่ารัสเซียพร้อมที่จะเปลี่ยนเส้นทางเสบียงเหล่านั้นออกจากยุโรป และยุโรปต้องแทนที่น้ำมันดิบที่มีราคาแพงกว่าจากแหล่งอื่น

มาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกที่บังคับใช้กับรัสเซียหลังจากกองทหารบุกเข้าไปในยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ บีบให้ผู้ซื้อน้ำมันจำนวนหนึ่งต้องชะลอหรือปฏิเสธการขนส่งสินค้า ซึ่งทำให้การผลิตน้ำมันของรัสเซียลดลง

โนวัคกล่าวว่าการผลิตน้ำมันของรัสเซียลดลงประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน แต่เพิ่มขึ้น 200,000-300,000 บาร์เรลต่อวันในเดือนพฤษภาคม โดยคาดว่าจะมีปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นอีกในเดือนหน้า

เขากล่าวว่าการส่งออกน้ำมันของรัสเซียค่อยๆ ฟื้นตัว และประเทศจะสามารถค้นหาตลาดส่งออกได้เนื่องจากทรัพยากรพลังงานสามารถแข่งขันได้

ด้านสำนักข่าว  RIA Novosti รายงานว่า รองนายกรัฐมนตรีอเล็กซานเดอร์ โนวัค ผู้นำเข้าก๊าซของรัสเซีย 54 ราย หรือประมาณครึ่งหนึ่งของผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติได้เปิดบัญชีชำระเงินด้วยสกุลเงินรูเบิลกับ Gazprombank 

“ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เราจะเห็นรายชื่อสุดท้ายของผู้ที่จ่ายเป็นรูเบิลและผู้ที่ปฏิเสธที่จะจ่าย” โนวัคกล่าว เขาเสริมว่าบริษัทขนาดใหญ่ทั้งหมดได้เปิดบัญชีชำระค่าสินค้า หรือพร้อมที่จะจ่ายเมื่อถึงกำหนด

เขย่าบัลลังก์สีจิ้นผิง ศึกนอกรุมจีนจะเอาให้ตาย มรสุมภายในยิ่งแรง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/683336

วันที่ 19 พ.ค. 2565 เวลา 20:01 น.เขย่าบัลลังก์สีจิ้นผิง ศึกนอกรุมจีนจะเอาให้ตาย มรสุมภายในยิ่งแรง

ไม่มีช่วงเวลาไหนที่บัลลังก์ของสีจิ้นผิงจะสั่นคลอนได้เท่ากับตอนนี้อีกแล้ว จับตา The Purge แผ่นดินจีน เปิดทางสีจิ้นผิงกุมอำนาจเด็ดขาด

ไม่มีช่วงเวลาไหนที่บัลลังก์ของสีจิ้นผิงจะสั่นคลอนได้เท่ากับตอนนี้อีกแล้ว

ไม่ใช่เพราะสงครามยูเครน ไม่ใช่เพราะไต้หวัน ไม่ใช่เพราะการยั่วยุของสหรัฐและพันธมิตร

แต่มาจากนโยบายภายในที่เขา “ยึดมั่น” อย่างยิ่ง นั่นคือ “การทำให้โควิดเป็นศูนย์อย่างมีพลวัตร” (Dynamic zero COVID)

ในเวลานี้ไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะไล่กักตัวผู้ติดเชื้อ ไล่ตามตรวจผู้ใกล้ติดกันแบบบ้ำระห่ำเหมือนจีนอีก เพราะมันถึงเฟสที่จะต้องอยู่ร่วมกับโรคกันได้แล้ว และที่สำคัญการทำแบบจีนใช้งบประมาณมหาศาล และดูเหมือนต้องทำกันไม่รู้จักจบสิ้น ยิ่งทำให้เศรษฐกิจของชาติป่นปี้

เศรษฐกิจของจีนอ่อนแอลงบ้างเพราะมาตรการนี้ รัฐบาลจีนก็ยังพอรับได้ แต่นอกจีนนั้นเขารับกันไม่ได้ เพราะจีนเป็นกลไกหนึ่งของเศรษฐกิจโลก ยิ่งจีนปิดประเทศ ล็อคดาวน์ศูนย์กลางการเงิน/เศรษฐกิจ และปิดๆ เปิดๆ โรงงาน ซัพพลายเชนของโลกก็ยิ่งสั่นคลอน

เสียงกดดันให้จีนเลิกใช้นโยบายแบบนี้ดังขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะต้องการแทรกแซง แต่เพราะจีนทรุดโลกก็จะทรุดตามไปด้วย แม้แต่ ผอ. องค์การอนามัยโลกยังทนไม่ไหว บอกว่าแนวทางของจีนนั้น “จะไม่ยั่งยืน”

ปรากฏว่า ความเห็นของ ผอ. อนามัยโลกถูกถล่มในจีน หลังจากนั้นก็ถูกเซนเซอร์หายเข้ากลีบเมฆไป

ดูเผินๆ เหมือนคนจีนจะสามัคคียึดมั่นกับ Dynamic zero COVID แต่เปล่าเลย ในจีนตอนนี้บรรยากาศเขม็งเกลียวเพราะเจ้าสิ่งนี้

คลิปและข่าวหลุดอกมาจากจีนในต่อเนื่องเรื่องการประกาศในพื้นที่ล็อคดาวน์ มีทั้งความไม่พอใจที่ถูกล็อคแบบไร้ความหวัง การช่วยเหลือของภาครัฐไร้ประสิทธิภาพ

เซี่ยงไฮ้นั้นเกิดการประท้วงถี่เป็นพิเศษ แต่ “คิดเล่นๆ” เรายังพอเข้าใจได้ว่าคนเซี่ยงไฮ้มีชีวิตที่สุขสบายกว่าพื้นที่อื่นๆ ในจีน จึงอาจจะทนไม่ไหวเมื่อเจอกับมาตรการเข้มงวด พออยู่ในกฎระเบียบขึ้นมาจึงโวยวาย

แต่ไปๆ มาๆ ที่ปักกิ่งอันเป็นกล่องดวงใจของรัฐบาลจีนก็เกิดเรื่องทำนองเดียวกัน คราวนี้นักศึกษามหาวิทยาลัยปักกิ่งรวมตัวกันก่อหวอด ไม่พอใจที่จะมีการตั้งกำแพงปั้นหอพักกันเลย ทั้งๆ ที่นักศึกษาถูกล็อคห้ามเข้าห้ามออกจนลำบากลำบนกันอยู่แล้ว

มีรายงานวาจุดตรวจเชื้อในจีนบางแห่งต้องวางกำลังเจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบกันแล้ว จากที่เดิมไม่มีแบบนี้ (ซึ่งที่ประเทศไหนๆ ก็ไม่น่าจะมี) นั่นแสดงถึงความตึงเครียดได้อย่างดี

และในโลกออนไลน์มีการเผยแพร่บทความยกย่องผู้นำคนจีนรุ่นก่อน เช่น จูหรงจี ในการควบคุมการระบาดโรค Hepatitis A ในปี 1988 ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นการตีวัวกระทบคราด

ยังไม่นับมนุษย์โซเชียลบางคนที่บ่น “คิดถึงทศวรรษที่ 90” ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่จีนเหมือนหนุ่มสาวที่ร่าเริงกับยุคใหม่ ไม่ตึงเครียดเหมือนทุกวันนี้

ก่อนนี้ ผู้เขียนเขียนเคยบอกว่าชาตินิยมในจีนกำลังแข็งแกร่ง ซึ่งมันจริงในแง่ของการรับแรงกระแทกจากการ “บูลลี่” ภายนอก

แต่พอเจอเข้ากับความล้มเหลวของนโยบายภายใน ชาตินิยมจีนก็เริ่มปริแตก คนจีนตอนนี้เริ่มเถียงกันเองแล้วว่า ควรจะเชื่อมั่นกันแนวทางรับมือโควิดที่รัฐบาลเชื่อมั่นศรัทธาแค่ไหนดี

นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เป็นความท้าทายทางการเมืองต่อสีจิ้นผิงโดยตรง เพราะนี่คือนโยบายที่เคยทำให้จีนรอดมาโดยตลอดการระบาดใหญ่ หากรอดไปได้จนสิ้นสุดการระบาด มันจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงของประธานสี

แต่พอส่วนใหญ่ของโลกเขากำลังจะออกจากการระบาดใหญ่ จีนกลับติดกับดักของตัวองซะอย่างนั้น และผลงานชิ้นโบแดงกำลังกลายเป็นภยันตรายทางการเมืองต่อรัฐบาลจีน

สีจิ้นผิงที่ไม่ค่อยพูดไม่ค่อยโผล่ช่วงการระบาดใหญ่ ยังต้องมีแอ็กชั่นผ่านการประชุมกรมการเมือง เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม ซึ่งที่ประชุมประกาศกร้าวว่าจะ “ยึดมั่นในนโยบายทั่วไปของ ‘Dynamic zero COVID’ อย่างแน่วแน่ และต่อสู้อย่างเด็ดเดี่ยวกับคำพูดและการกระทำใดๆ ที่บิดเบือน ตั้งข้อสงสัยหรือปฏิเสธนโยบายป้องกันการแพร่ระบาดของประเทศเรา”

มันอาจวิเคราะห์ได้ว่าเป็นทั้งการตอบโต้แรงกดดันภายนอกในจีนเลิกนโยบายปิดบ้านปิดเมือง หรืออาจมองได้ว่าเป็นการติงความไม่พอใจของประชาชน “บางกลุ่ม” และยังอาจมองได้ว่าเป็นการเตือนไปยังกลุ่มการเมืองอื่นๆ ที่อาจฉวยโอกาสนี้สั่นคลอนอำนาจของสีจิ้นผิง

ใครไม่ทราบก็ควรทราบไว้ว่า การเมืองจีนนั้นแม้จะมีพรรคคอมมิวนิสต์เป็นผู้กุมอำนาจสูงสุด แต่ในพรรคนั้นมีกลุ่มก้อนทางการเมืองที่แตกต่างกัน พูดภาษาจีนเรียกว่า “พ่าย” หรือ “สี่” ภาษาการเมืองไทยคือ “มากันคนละสาย”

เพียงแต่เขาจะไม่ประกาศตัวกันว่าใครเป็นสายใคร เพราะเป็นเรื่องต้องห้ามของพรรค

ขณะนี้ ยังไม่มีสัญญาณการหาแพะทางการเมืองในจีน แต่มันมีโอกาสจะมีหรือไม่นั้นเป็นเรื่องน่าคิดเพราะสถานการณ์การเมืองของจีนปีนี้ไม่ธรรมดา

ในปีนี้ ซึ่งคาดว่าเป็นครึ่งหลังของปี จะมีการประชุม “คณะกรรมาธิการถาวรกรมการเมืองแห่งกรรมาธิการศูนย์กลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน” ครั้งที่ 20

การประชุมนี้จะเป็นการคัด “หัวกะทิ” ของผู้บัญชาการการเมืองจีน และจะบอกได้ว่าสีจิ้นผิงจะอยู่หรือจะไป หากอยู่ต่อสมาชิกใหม่ที่จะมาแทนคณะกรรมาธิการกรมการเมืองจะเป็นคนของเขาหรือไม่ เพราะหากใช่ มันจะยิ่งเสริมอำนาจของสีจิ้นผิง

ตามปกติแล้ว ในการประชุมครั้งนี้เป็นวาระที่สีจิ้นผิงต้องลงจากตำแหน่งได้แล้ว แต่จนแล้วจนรอดก็ยังไม่มีอาการว่าจะสละเก้าอี้ แถมยังกุมมั่นกว่าเดิมด้วยการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเรื่องการครองตำแหน่งผู้นำแบบไม่มีกำหนด และผลักดัน “แนวคิดสีจิ้นผิง” ซึ่งทำให้เขามีสถานะประหนึ่งผู้นำในตำนานของจีนที่มี “แนวคิด” ให้คนทั้งประเทศต้องดำเนินตาม นั่นคือเหมาเจ๋อตงและเติ้งเสี่ยวผิง

พูดสั้นๆ คือสีจิ้นผิงไม่ลงแน่ แต่ความวุ่นวายตอนนี้นั่นแหละที่จะทำให้เขาต้องทำงานหนักเพื่อทำให้พรรคฯ มั่นใจได้ว่าเขาเป็นที่พึ่งได้

เสียงต่อว่าต่อขานเรื่อง ‘Dynamic zero COVID’ ในเซี่ยงไฮ้นั้นสะเทือนมาถึงสีจิ้นผิงด้วย เพราะในโซเชียลมีเดียไม่พอใจบอกให้เขายอมรับว่าทำผิดพลาด และถึงขนาดเรียกร้องให้ “หลี่เฉียง” เลขาธิการพรรคฯ เซี่ยงไฮ้ลาออกกันเลยทีเดียว

สื่อต่างประเทศระบุว่าหลี่เฉียงคนนี้เป็นคนของสีจิ้นผิงและเป็นบุคคลที่จะถูกดันเข้ามานั่งคณะกรรมาธิการกรมการเมือง แต่เมื่อสถานการณ์ออกมารูปนี้ มันจะทำให้เก้าอี้ของสีจิ้นผิงสั่นคลอนไปด้วย

สื่อฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลจีนอย่าง The Epoch Times วิเคราะห์ว่าสถานการณ์ในเซี่ยงไฮ้ที่ล็อคดาวน์จนประชาชนอดอยากไม่น่าเกิดขึ้นได้ เว้นแต่มีคนตั้งใจให้เกิดหรือมีบางคน “ล้อฟรี” กับการจัดการล็อคดาวน์ ซึ่งอาจเป็น “สาย” ฝ่ายตรงกันข้ามกับท่านผู้นำประเทศ

เรื่องนี้ต้องฟังหูไว้หู เพราะเป็นสื่อ The Epoch Times แต่ถึงไม่ฟังจากสื่อรายนี้ มันมีเงื่อนงำให้ชวนคิดได้เหมือนกันว่า “ความไม่เป็นเอกภาพในเซี่ยงไฮ้เกิดจากอะไรกันแน่?” คำตอบนั้นมี 2 ข้อคือ 1. เจ้าเมืองไร้ประสิทธิภาพ 2. มีคนคิดเลื่อยขาเก้าอี้ ซึ่งจะสะท้อนไปถึงบัลลังก์ของผู้นำประเทศด้วย

ดังนั้น เพื่อรักษาความชอบธรรมของเจ้าของไอเดีย ‘Dynamic zero COVID’ เอาไว้ ดีไม่ดีในเมืองจีนอาจเกิดเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีก นั่นคือการ Purge (การกวาดล้างทางการเมือง)

หนทางเดียวก็คือต้องปราบโควิดในเซี่ยงไฮ้ให้เร็วที่สุด และหลังจากนั้นทำการ “Purge” ผู้ที่เป็นเบี้ยหมากทางการเมือง แต่จะไม่ถึงกับระดับม้าระดับระดับโคน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตัวขุนอย่างหลี่เฉียง

นับตั้งแต่การระบาดเกิดขึ้นมา ในพื้นที่ต่างๆ มีการ Purge กันเป็นล่ำเป็นสัน ต้องจับตาว่าคราวนี้จะมีหรือไม่

Purge ไม่ใช่ชื่อภาพยนต์ทริลเลอร์เลือดสาด แต่เป็น “ประเพณีทางการเมือง” อย่างหนึ่งในประเทศคอมมิวนิสต์ ที่จะกวาดล้างฝ่ายที่มี “อุดมการณ์ไม่ถูกต้อง”

เช่นพวกที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นฝ่ายขวาอีแอบ เป็นพวกปฏิกิริยา ฯลฯ แต่มีไม่น้อยที่เป็นคนบริสุทธิ์ที่ถูกเหมารวมกำจัดทิ้งไปด้วย เพื่อไม่ให้เป็นก้างขวางคออำนาจ

เมื่อ Purge แต่ละที นอกจากสมาชิกพรรคคอมิวนิสต์จะโดนกันระนาวแล้ว ยังมีปัญญาชน นักเขียน นักข่าว หมอ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ บุคคลสาขาอาชีพต่างๆ โดนหางเลขไปด้วย เพราะถูกมองว่าเป็น “ฝ่ายเทคนิค” ที่รองรับ “อุดมการณ์ที่ไม่ถูกต้อง”

Purge ครั้งใหญ่ๆ ในโลกคอมมิวนิสต์ก็เช่น Great Purge (การกวาดล้างใหญ่) ของสตาลิน และ Cultural Revolution (การปฏิวัติใหญ่ทางวัฒนธรรม) ของเหมาเจ๋อตง ทำให้ผู้คนในสหภาพโซเวียตและจีนสิ้นวาสนา ต้องถูกบีฑา เช่นฆ่ามากมาย ในจีนนั้นตายกันเป็นหลักล้าน

นั่นเป็นเรื่องสมัยสงครามเย็น เชื่อว่าจีนคงจะไม่ทำ Purge ที่บ้าระห่ำกันอีก เพราะจีนนั้นศิวิไลซ์แล้วและการทำ Purge มันน่ากลัวนักหนา

แต่ที่เป็นได้มากกว่าคืออาจจะมีการหา “ผู้รับผิดชอบ” คือระดับปลายแถว

แต่ก็น่าคิดว่ามันจะลามไประดับการตำหนิและวิจารณ์ผ่านที่ประชุมใหญ่ของพรรคหรือไม่ การชำแหละนโยบายเพื่อชี้จุดบกพร่องแบบนี้ อาจนำไปสู่ความเปลี่ยนทางการเมืองครั้งใหญ่ได้เช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น การประชุม “ที่ประชุมใหญ่ 7,000 คน” เป็นการประชุมสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ในปี 1962 เพื่อ “ประเมิน” นโยบายของเหมาเจ๋อตงที่ต้องการยกระดับจีนด้านอุตสาหกรรมและการเกษตร แต่ล้มเหลวไม่เป็นท่าจนทำให้มีผู้คนตายหลายล้าน นั่นคือนโยบาย “ก้าวกระโดดใหญ่”

การประเมินครั้งนี้ที่จริงมันคือการตำหนิกลายๆ ทำให้เหมาเจ๋อตงต้องวิพากษ์ตนเองซึ่งก็คือยอมรับผิด และหลบฉากถอนตัวจากการเมือง ไปเป็น “ผู้นำกิตติมศักดิ์” ถูกริดรอนอำนาจบริหารไป ผู้ที่เข้ามามีอำนาจบริหารแทนคือหลิวซ่าวฉีและเติ้งเสี่ยวผิง

แต่เหมาเจ๋อตงไม่ยอมรามือง่ายๆ ในวันที่ 16 พฤษภาคม 1966 เหมาเจ๋อตงก็ได้โอกาสเอาคืน ดำเนินการออกเอกสารที่ชื่อ “จดหมายเหตุ 5/16” เนื้อหาสำคัญคือการวางแนวทาง “การปฏิวัติวัฒนธรรม” เพื่อทำให้การนำในวงการต่างๆ ทั้งการเมือง แรงงาน การเกษตร วรรณคดี ศิลปะ วิทยาศาสตร์ ต้องอยู่ในมือของชนชั้นแรงงาน ไม่ใช่ “ชนชั้นกระฎุมพี” และต่อต้าน “พวกปฏิกริยาต่อต้านการปฏิวัติ”

เป้าหมายนี้ดูเผินๆ เหมือนเป็นการขับเคลื่อนเพื่อสร้างวัฒนธรรมจีนใหม่ที่เป็นสังคมนิยมและอิงกับชนชั้นแรงงาน แต่เป้าหมายจริง คือการกวาดล้างกลุ่มอำนาจที่เขี่ยเหมาเจ๋อตงตกกระป๋องไป หนึ่งในนั่นคือ หลิวซ่าวฉีและเติ้งเสี่ยวผิง โดยเฉพาะเติ้งเสี่ยวผิงถูกเล่นงานด้วยข้อหาเป็นพวกฝ่ายขวาอีแอบ และต่อต้านการปฏิวัติ

ทั้งสองคนจึงถูก Purge อย่างรุนแรง หลิวซ่าวฉี ทั้งๆ ที่เป็นประธานาธิบดียังถูกเล่นงานจนเสียชีวิต เติ้งเสี่ยวผิงถูกทารุณกรรมอย่างหนัก แต่ก็เอาตัวรอดมาได้

เหมาเจ๋อตงกลับมามีอำนาจอีกครั้ง พร้อมด้วยพลังมหาประชาชน (โดยเพาะพวกคนหนุ่มสาวที่ชักจูงง่ายที่เรียกว่า “ยุวชนแดง”) ที่เขาชักนำด้วยสโลแกนการปฏิวัติวัฒนธรรมให้มาร่วมกันกวาดล้างวัฒนธรรมเก่า สร้างโลกสังคมนิยมใหม่ แต่กลับเป็นเครื่องมือเครื่องไม้ในการกำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในห้เหมาโดยไม่รู้ตัว

นี่คือตัวอย่างของการใช้อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ บงการมติมหาชนเพื่อทำการ Purge ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

จากตัวอย่างทางประวัติศาสตร์ที่ยกมา บางคนคงได้กลิ่นทะแม่งๆ แล้วอดคิดไม่ได้ว่าประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือไม่หนอ?

แต่ก็อย่างที่บอกว่าในช่วงการระบาดใหญ่ จีนทำ Purge กันเรื่อยๆ ที่โดนมักเป็นตัวเล็กๆ ตัวใหญ่ๆ ระดับหลี่เฉียงแห่งเซี่ยงไฮ้นั้นมีน้อย เว้นแต่ที่อู่ฮั่น

ขณะที่จีนเราต้องเดาไปก่อน ที่เกาหลีเหนือที่กำลังเจอสถานการณ์เดียวกับจีนคือ “ด่านแตก” ไม่รีรอที่จะส่งสัญญาณการ Purge กันแล้ว

เกาหลีเหนือนั้นใช้แนวทาง zero COVID เหมือนจีน แต่มันไม่ Dynamic ตรงที่เกาหลีเหนือบอกกับชาวโลกหน้าตาเฉยไม่มี้ไม่มีโควิดเลยในบ้านเมืองเรา ซึ่งมันแทบเป็นไปไม่ได้ และที่ผ่านมาก็พบการระบาดประปรายโดยบอกว่าเป็น “ไข้”

คราวนี้ก็เช่นกัน เกาหลีเหนือยังปากแข็งบอกว่าเป็น “ไข้” ที่ทำให้คนนับล้านคนติดพร้อมๆ กันใน้วลาอันสั้น

เรื่องนี้ก็เรื่องหนึ่ง แต่หากสังเกตดีๆ คิมจองอึนนั่งหัวโต๊ะประชุมกรมการเมือง วันแรกสิ่งแรกๆ ที่ทำคือตำหนินโยบายการรับมือการระบาด หลังจากผ่านมาถึงวันที่ 16 สถานการณ์เลวร้ายลง คิมจองอึนเป็นประธานประชุมกรมการเมืองอีก และเป็นอีกครั้งที่ตำหนิมาตรการรับมือ

มาถึงวันที่ 18 อีกครั้งที่คิมจองอึนตำหนิระดับบริหารว่าทำงานไม่น่าพอใจ การย้ำๆ แบบนี้ เป็นการเตือนว่าผู้รับผิดชอบอาจหัวขาดเอาง่ายๆ 

แม้ว่าคนผู้นั้นจะไม่ใช่เจ้าของไอเดียและนโยบายแบบนี้มันควรจะมาจากคิมจองอึนก็ตาม นี่เป็นศิลปะของการเป็นผู้นำที่โหดเหี้ยมอย่างหนึ่ง คือ “ต้องรู้จักหาแพะรับบาป”

ในเกาหลีหนือคนที่ถูก Purge จนต้องจบชีวิตมีหลายเหตุผล ตั้งแต่ขวางทางอำนาจท่านผู้นำ เป็นเครือข่ายฝ่ายตรงข้าม หรือแม้แต่เถียงท่านผู้นำ เช่น ชเว ยอง-กอน รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงป่าไม้ เกิดไปคัดค้านนโยบายป่าไม้ของคิมจองอึนก็เลยชะตาขาด ถูกประหารในปี 2015

แต่ในจีน สีจิ้นผิงไม่ได้มีอำนาจสั่งเป็นสั่งตายแบบคิมจองอึน โครงสร้างของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีการถ่วงดุลที่มีประสิทธิภาพ แม้ว่าจะมี “สาย” ต่างๆ แต่นอกจากสีจิ้นผิงจะต้องกุมเสียงส่วนใหญ่ให้ได้แล้ว เสียงส่วนที่เหลือก็ต้องประสานให้มีเอกภาพ การใช้สายตนเองเข้าไปนั่งคงไม่พอ แต่ต้องทำคณะกรรมการบริหารทั้งหมดมั่นใจว่าสีจิ้นผิงคือคนที่พึ่งพาได้

ผลจากการประชุมกรมการเมืองเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมค่อนข้างชัดว่าเสียงส่วนใหญ่หนุนสีจิ้นผิง

และที่สำคัญ หากลองเข้าไปนั่งในความคิดของผู้นำจีนแล้ว สิ่งที่ควบคุมได้ยากกว่าคือปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน จีนสามารถเคลียร์ได้ในเวลาอันสั้น ดังจะเห็นได้จากในเวลาที่เขียนบทความนี้เซี่ยงไฮ้เคลมแล้วว่าควบคุมการระบาดได้ และบรรยากาศคุกรุ่นในหมู่ประชาชนเริ่มเบาบางลงไปบ้าง

ที่จริงแล้วรัฐบาลเริ่มการ Purge ในระดับประชาชนแล้ว โดยสั่งให้แพล็ตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ จัดการเคลียร์โพสต์ที่ “เป็นพิษ” ต่ออุดมการณ์การเมืองหลักของประเทศออกไป นี่คือก้าวแรกในการสร้างเอกภาพทางความคิด คล้ายๆ กับการปฏิวัติวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง

ดังนั้นภัยภายในไม่ยากจะจัดการ แต่ภัยคุกคามจากมหาอำนาจอื่นต่อจีนไม่ซาลงเลย กลับจะหนักขึ้นทุกวัน ระดับนำของจีนสายต่างๆ คงจะมองเห็นแล้วว่าหากขัดขากันองในเวลานี้มีแต่จะตายยกรัง เพราะอีกฝ่ายปั่นบรรยากาศการเผชิญหน้าไม่หยุดหย่อน

ด้วยมาตรการที่ดูไม่ธรรมดาของรัฐบาลจีน (เช่น ขอความร่วมมือจากประชานไม่ให้เดินทางไปต่างประเทศ) กระทั่งคนในจีนเองก็ยังรู้สึกหวั่นๆ ว่า “เรากำลังเตรียมรบกับใครหรือเปล่า?”

ดังนั้น มีแต่ต้องสนับสนุนสีจิ้นผิงนั่งเทอมสามต่อไปเท่านั้นเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคใหญ่หลวงครั้งนี้

โดย กรกิจ ดิษฐาน

Photo – REUTERS/Florence Lo