รัสเซียอ้างทหารยูเครนนับพันในมารีอูปอลยอมแพ้แล้ว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680651

วันที่ 14 เม.ย. 2565 เวลา 10:42 น.รัสเซียอ้างทหารยูเครนนับพันในมารีอูปอลยอมแพ้แล้ว

สื่อรัสเซียเผยแพร่ภาพทหารยูเครนในเมืองมารีอูปอลกว่า 1,000 นายยอมวางอาวุธ

Reuters รายงานว่า กระทรวงกลาโหมรัสเซียอ้างว่า ทหารยูเครน 1,026 นายจากกองพันนาวิกโยธินที่ 36 รวมทั้งเจ้าหน้าที่ 162 รายในเมืองมารีอูปอลประกาศยกธงขาวยอมแพ้ต่อรัสเซียแล้ว

“ในเมืองมารีอูปอล ใกล้กับบริษัท Ilyich Iron and Steel Works ทหารยูเครน 1,026 นายจากกองพันนาวิกโยธินที่ 36 ได้วางอาวุธยอมแพ้โดยสมัครใจ อันเป็นผลมาจากความสำเร็จของปฏิบัติการของกองทัพรัสเซียและกองกำลังติดอาวุธของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์” แถลงการณ์ของกระทรวงกลาโหมรัสเซียระบุ

สถานีโทรทัศน์ของรัสเซียเผยแพร่ภาพที่อ้างว่าเป็นทหารยูเครนที่ยอมแพ้ โดยในคลิปผู้ชายที่สวมเครื่องแบบทหารซึ่งไม่มีอาวุธ ชูมือเหนือศีรษะยอมแพ้กำลังเดินไปหาทหารที่ถือปืนไรเฟิงคุมเชิงอยู่

อีกคลิปหนึ่งนาวิกโยธิน 4 นายเดินออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายโดยช่วยกันแบกผู้บาดเจ็บรายหนึ่งที่นอนอยู่บนเปลหาม และหนึ่งใน 4 นายถือธงขาวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการยอมแพ้ โดยผู้บาดเจ็บถูกแยกขึ้นรถบัสสีเหลือง

ด้าน โอเล็กซานเดอร์ โมตุซยานิค โฆษกกระทรวงกลาโหมยูเครนเผยว่า ยังไม่ได้รับข้อมูลว่าทหารยูเครนยอมแพ้ตามที่รัสเซียกล่าวอ้าง

ทั้งนี้ เมืองมารีอูปอลซึ่งเป็นเมืองท่าหลักในทะเลอะซอฟถือเป็นเป้าหมายหลักของรัสเซีย หากถูกยึดเมืองนี้จะเป็นเมืองสำคัญเมืองแรกของยูเครนที่ตกอยู่ในมือรัสเซียนับตั้งแต่เปิดฉากสงคราม

การยึดเมืองมารีอูปอลจะช่วยเชื่อมต่อเส้นทางทางบกของรัสเซียระหว่างภูมิภาคดอนบัสและภูมิภาคไครเมียซึ่งรัสเซียผนวกเป็นดินแดนของตัวเองเมื่อปี 2014

RURTR/via Reuters TV/Handout via REUTERS

ทำไมฟินแลนด์รอดเงื้อมมือรัสเซียและเป็นกลางได้? (แต่หลังจากนี้จะไม่เป็นอีกแล้ว)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680631

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 19:24 น.ทำไมฟินแลนด์รอดเงื้อมมือรัสเซียและเป็นกลางได้? (แต่หลังจากนี้จะไม่เป็นอีกแล้ว)

ฟินแลนด์กำลังพิจารณายุติสถานะเป็นกลางด้านการทหารที่ธำรงมาได้นานหลายทศวรรษ และกำลังจะพิจารณาเป็นสมาชิกของนาโต โดยชี้ว่าการรุกรานยูเครนทำให้ฟินแลนด์ต้องเปลี่ยนท่าทีไปตลอดกาล

1. สิ่งที่ทำให้ฟินแลนด์รักษาเอกราชมาได้แทนที่จะถูกผนวกโดยสหภาพโซเวียต/รัสเซีย คือหลักการที่เรียกว่า “การทำให้เป็นฟินแลนด์” (Finlandization) ซึ่งทุกวันนี้หมายถึงการที่ประเทศที่มีอำนาจประเทศหนึ่งทำให้ประเทศเพื่อนบ้านที่มีขนาดเล็กกว่าละเว้นจากการต่อต้านหลักการนโยบายต่างประเทศของประเทศใหญ่ ส่วนประเทศใหญ่ก็จะปล่อยให้ประเทศเล็กที่ไม่ทำตัวเป็นศัตรูกับตนรักษาความเป็นอิสระเล็กน้อยและระบบการเมืองของตนเองเอาไว้ได้

2. Finlandization เกิดขึ้นจากการใช้อิทธิพลของสหภาพโซเวียตที่มีต่อนโยบายของฟินแลนด์ในช่วงสงครามเย็น ก่อนหน้านั้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 สหภาพโซเวียตแม้ว่าจะทำข้อตกลงกับนาซีเยอรมันแต่ก็ระแวงว่านาซีจะเป็นศัตรูกับสหภาพโซเวียตเช่นกัน และมองว่าฟินแลนด์คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องยึดกุมไว้เพื่อต้านทานการบุกของนาซีที่อาจเกิดขึ้นได้ สหภาพโซเวียตจึงต่อรองของพื้นที่จากฟินแลนด์ แต่ตกลงกันยังไม่ได้ สหภาพโซเวียตก็รุกรานฟินแลนด์เสียก่อนเรียกว่า “สงครามฤดูหนาว” ซึ่งฟินแลนด์สามารถต้านทานได้อย่างเหลือเชื่อ

3. แต่หลังจากนั้นนาซีเยอรมันรุกรานสหภาพโซเวียตในที่สุด แต่ทว่าต้องพ่ายแพ้กลับไป กอปรกับสหภาพโซเวียตกลายเป็นพันธมิตรกับชาติตะวันตกแล้ว ฟินแลนด์ที่ต้องถ่วงดุลมหาอำนาจทุกฝ่ายอย่างยากลำบาก แม้จะต้านสหภาพโซเวียตเอาไว้ได้ ก็เริ่มคิดว่าตนเองเริ่มอยู่ตามลำพังไม่มีมหาอำนาจไหนมาช่วย จึงเริ่มคิดหาแนวนโยบายใหม่ที่จะทำให้ตนรักษาเอกราชเอาไว้ได้ เพราะเพื่อนบ้านรอบๆ ตัวหากไม่ถูกสหภาพโซเวียตผนวกไป (เช่น เอสโตเนีย ลัทเวีย และลิทัวเนีย) ก็ตกอยู่ใต้อิทธิพลอำนาจของสหภาพโซเวียต (เช่น โปแลนด์)

4. หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงไม่นาน ฟินแลนด์จึงใช้หลักการนโยบายต่างประเทศที่เรียกว่า “หลักกการพาอาซิคิวี-เคกโคเนน  (Paasikivi–Kekkonen doctrine) ตามชื่อของประธานาธิบดียูโฮ คุสติ พาอาซิคิวี (Juho Kusti Paasikivi) แห่งฟินแลนด์ และผู้สืบทอดตำแหน่งต่อจากเขา คือ ประธานาธิบดีอูร์โฮ  เคกโคเนน (Urho Kekkonen) หลักการนี้มุ่งเป้าไปที่ความอยู่รอดของฟินแลนด์ในฐานะประเทศอิสระที่ปกครองโดยมีอธิปไตยโดยสมบูรณ์ และใช้ระบอบประชาธิปไตยและทุนนิยมแม้จะตั้งอยู่ประชิดกับสหภาพโซเวียต 

5. แม้จะต้านทานการรุกรานได้ แต่เพื่อรักษาเอกราชเอาไว้จากการถูกรุกรานเต็มที่ ฟินแลนด์ต้องยอมตกลงกับสหภาพโซเวียต โดยยกพื้นที่เกือบ 10% ของอาณาเขตของตนรวมถึงเมืองวิอิพูริ เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองของฟินแลนด์ ให้สหภาพโซเวียต จ่ายเงินจำนวนมาก การชดใช้ค่าเสียหายจากสงครามแก่สหภาพโซเวียต ดังนั้น เพื่อรักษาสถานะของตัวเองหลังสงครามให้มั่นคงยิ่งขึ้น ฟินแลนด์จึงต้องทำข้อตกลงกับสหภาพโซเวียตให้ชัดเจนกันอีกครั้ง

6. ฟินแลนด์และสหภาพโซเวียตได้ลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพปารีสในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2490 เนื้อหาคือ 

  • การจำกัดขนาดของกองกำลังป้องกันประเทศฟินแลนด์
  • ยกพื้นที่เพตซาโม บนชายฝั่งอาร์กติกให้เป็นของสหภาพโซเวียต
  • การปล่อยเช่าคาบสมุทรพอร์กกาคา นอกกรุงเฮลซิงกิให้กับโซเวียตเพื่อใช้เป็นฐานทัพเรือเป็นเวลา 50 ปี (ต่อมาคืนก่อนกำหนด)
  • การให้สหภาพโซเวียตเดินทางขนส่งโดยเสรีในพื้นที่นี้ไปยังทั่วอาณาเขตของฟินแลนด์
  • และการชดใช้ค่าเสียหายจากสงครามให้กับสหภาพโซเวียตเป็นเงิน 300 ล้านดอลลาร์ทองคำ

7. ต่อมา ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2491 ฟินแลนด์ได้ลงนามในข้อตกลงมิตรภาพ “ความร่วมมือและความช่วยเหลือซึ่งกันและกันกับสหภาพโซเวียต” ภายใต้ข้อตกลงช่วยเหลือซึ่งกันและกันนี้ ฟินแลนด์มีพันธะที่จะต้องต่อต้านการโจมตีด้วยอาวุธโดย “เยอรมนีหรือพันธมิตร” (หมายถึงนาโต) ต่อฟินแลนด์หรือต่อสหภาพโซเวียตผ่านทางฟินแลนด์ (และหากจำเป็นฟินแลนด์ต้องรับความช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียต)

8. ข้อตกลงนี้ แลกกับการที่สหภาพโซเวียตยอมรับความปรารถนาของฟินแลนด์ที่จะอยู่นอกเหนือความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจต่างๆ ข้อตกลงนี้ได้รับการต่ออายุเป็นเวลา 20 ปีในปี พ.ศ. 2498 ในปี พ.ศ. 2513 และอีกครั้งในปี พ.ศ. 2526 ทำให้ฟินแลนด์สามารถรักษาเอกราชในกิจการภายในได้ เช่น ระบบรัฐสภาหลายพรรค และไม่เข้าร่วมกลุ่มยุโรปตะวันออก (ภายใต้อิทธิพลโซเวียต) และห้ามเข้าร่วมนาโตหรือร่วมเป็นพันธมิตรอื่นๆ อย่างเปิดเผยกับตะวันตก และนโยบายต่างประเทศของฟินแลนด์มักถูกจำกัดด้วย

9. แม้จะมีข้อตกลงพวกนี้ แต่กองทัพโซเวียตมีหน่วยเฉพาะที่จะใช้เตรียมพร้อมที่จะบุกเฮลซิงกิ เมืองหลวงของฟินแลนด์จากทาลลินน์ เมืองหลวงของเอสโตเนีย (ในขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต) ในกรณีที่เกิดสงคราม แผนซึ่งมีการอัปเดตตลอดนี้ ถูกทิ้งไปหลังการถอนทหารโซเวียตออกจากเอสโตเนีย หลังจากที่เอสโตเนียได้รับเอกราชในปี 2534

10. หลังการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ฟินแลนด์ก็ยังพยายามรักษา “ความเป็นกลาง” เอาไว้อย่างเข้มงวด จนถึงช่วงที่รัสเซียเริ่มที่ผงวดขึ้นมาอีกครั้งหลังการมีอำนาจของวลาดิมีร์ ปูติน ฟินแลนด์ก็ยังไม่เข้าเป็นส่วนหนึ่งของนาโต ทั้งๆ ที่นาโตใช้นโยบาย “รุกตะวันออก” เพื่อเก็บเกี่ยวสมาชิกใหม่ซึ่งเป็นประเทศใกล้เคียงฟินแลนด์ที่เคยถูกสหภาพโซเวียตผนวกไป (เช่น เอสโตเนีย ลัทเวีย และลิทัวเนีย) หรือที่อยู่ใต้อิทธิพลอำนาจของสหภาพโซเวียต (เช่น โปแลนด์)

11. ฟินแลนด์รักษาสถานะ Finlandization อย่างมั่นคง จนกระทั่งรัสเซียแทรกแซงยูเครนครั้งแรกและตามด้วยการเพิ่มกำลังรายล้อมยูเครนในปี พ.ศ. 2564 ทำให้ฟินแลนด์เริ่มที่จะแสดงท่าทีใหม่ แต่ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 กระทรวงการต่างประเทศรัสเซียได้กดดันฟินแลนด์ (รวมถึงสวีเดนที่ยังไม่เป็นสมาชิกนาโต) ให้ละเว้นจากการเข้าร่วมนาโต รัสเซียอ้างว่าการที่นาโตเชิญทั้งสองประเทศเข้าร่วมกลุ่มอย่างไม่ลดละ จะมีผลกระทบทางการเมืองและการทหารที่สำคัญ ซึ่งจะคุกคามเสถียรภาพในภูมิภาคนอร์ดิก นอกจากนี้ รัสเซียมองว่าการรวมฟินแลนด์เป็นสมาชิกนาโต เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติของรัสเซีย เนื่องจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มว่าจะสามารถปรับใช้ยุทโธปกรณ์ทางทหารในฟินแลนด์ได้หากฟินแลนด์เข้าร่วมนาโต

12. อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2565 ประธานาธิบดี เซาลี นีนิสเตอ (Sauli Niinistö) ของฟินแลนด์ได้ยืนยันอำนาจอธิปไตยของฟินแลนด์อีกครั้งโดยระบุว่ารัฐบาลฟินแลนด์สงวนสิทธิ์ในการสมัครสมาชิกนาโต นอกจากนี้ นีนิสเตอ ยังกล่าวว่า ข้อเรียกร้องของรัสเซียคุกคาม “ระเบียบความมั่นคงของยุโรป” นอกจากนี้ เขาเชื่อว่าจำเป็นต้องมีความร่วมมือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกเพื่อรักษาอำนาจอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปบางประเทศ รวมทั้งฟินแลนด์ หลังการรุกรานยูเครนของรัสเซียในปี 2022 การสนับสนุนจากชาวฟินแลนด์ในการเป็นสมาชิกนาโตก็เพิ่มขึ้น

13. ณ วันที่ 13 เมษายน 2565 Reuters รายงานว่านายกรัฐมนตรีซานนา มาริน แห่งฟินแลนด์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดนว่าฟินแลนด์จะตัดสินใจว่าจะสมัครเข้าร่วมกลุ่มพันธมิตรนาโต 30 ประเทศในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าหรือไม่ โดยกล่าวว่า “มีมุมมองที่แตกต่างกันในการสมัครสมาชิกนาโต หรือไม่ควรสมัคร และเราต้องวิเคราะห์สิ่งเหล่านี้อย่างระมัดระวัง”

รายงานโดย ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์

Manhunt under way for gunman in NYC subway shooting that injured at least 20

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40014504


Police mounted an intense manhunt on Tuesday (April 12) for a gunman who set off two smoke bombs and opened fire in a New York subway car, injuring at least 20 people in a morning rush-hour attack that prompted new calls to fight a surge of violence in the city’s transit system.

Manhunt under way for gunman in NYC subway shooting that injured at least 20

Police said the gunman was believed to have acted alone and immediately fled the crime scene. The attack unfolded as a Manhattan-bound subway train on the N line was pulling into an underground station in Brooklyn’s Sunset Park neighbourhood.

Ten people were hit directly by gunfire, including five hospitalized in critical but stable condition, authorities said.

Police said 13 more people suffered from smoke inhalation or were otherwise injured in the chaos as panicked riders fled the smoke-filled subway car. Some collapsed to the pavement as they poured onto the platform of the 36th Street station. The fire department said two of those hurt were treated at the scene.

All of the victims were expected to survive their injuries, police said.

New York Police Department (NYPD) Commissioner Keechant Sewell said a U-Haul van believed to be connected to the shooting was later located in Brooklyn, but the perpetrator remained at large several hours after the shooting.

At an early evening news briefing, police named a “person of interest” in the investigation as Frank James, who investigators believed had rented the U-Haul vehicle.

Police said they recovered the key to the van at the crime scene and it had been rented in Philadelphia. James had addresses in Philadelphia and Wisconsin, officials said. Attempts by Reuters to reach any of the phone numbers associated with James were unsuccessful.

The subway assailant was described by police from eyewitness accounts as a man of heavy build, wearing an orange vest, a grey sweatshirt, a green helmet and a surgical mask.

The commissioner said the attack began in the train car as it was about to enter the station. The gunman removed two canisters from his bag and opened them, sending smoke throughout the train car.

Police said the man then fired 33 rounds from a Glock 9 mm semi-automatic handgun, which was later recovered along with three extended ammunition magazines, a hatchet, some consumer-grade fireworks and a container of gasoline.

Sewell said earlier that the shooting was not being immediately treated as an act of terrorism. There was no known motive for the attack, but investigators found several social media posts linked to an individual named Frank James that mentioned homelessness and the New York City mayor, Sewell said.

Published : April 13, 2022

By : Reuters

U.S. inflation surges 8.5 pct in March, hitting fresh four-decade high

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40014503


U.S. inflation continued to accelerate in March, as the Consumer Price Index (CPI) soared to an annual rate of 8.5 per cent, hitting its highest level since December 1981, the country’s Labor Department reported on Tuesday.

U.S. inflation surges 8.5 pct in March, hitting fresh four-decade high

The latest data is another reminder that inflation has been persistently high, which would warrant the U.S. Federal Reserve’s more aggressive rate hikes at its upcoming policy meetings.

The CPI, which measures the prices of a basket of goods and services from gasoline to groceries and rent, came in at 8.5 per cent in March, slightly higher than the estimated 8.4 per cent.

The CPI climbed 1.2 per cent last month, said the Labor Department, adding that rising costs of energy, living and food due to the Russia-Ukraine conflict and supply chain interruptions contributed to the inflation jump.

Excluding the volatile food and energy categories, core prices jumped 6.5 per cent in March from a year earlier, the hottest since August 1982, after rising 6.4 per cent in February. The so-called core CPI nudged up 0.3 per cent following a 0.5 per cent growth in February.

The gasoline index rose 18.3 per cent in March and accounted for over half of the items’ monthly increase, said the report, adding that the food index rose 1.0 per cent.

U.S. Federal Reserve Governor Lael Brainard recently said it is “of paramount importance” to get inflation down, noting that the central bank is “prepared to take stronger action” if inflation indicators show such action is warranted.

According to the minutes of the Fed’s March policy meeting released last week, many participants noted that one or more 50 basis point increases in the target range could be appropriate at future meetings, particularly if inflation pressures remained elevated or intensified.

The central bank could begin reducing the size of its balance sheet as soon as May, with officials signalling their support for a monthly cap of 95 billion U.S. dollars, a much faster pace of decline in securities holdings than over the 2017-19 period.

Published : April 13, 2022

By : Reuters

From Kimchi to biryani, inflation drives up prices of staple meals in Asia

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40014501


Russia’s invasion of Ukraine, persistent supply chain bottlenecks and production snags caused by local COVID flare-ups have all added to Asia’s commodity cost pressures.

From Kimchi to biryani, inflation drives up prices of staple meals in Asia

Profits at Ma Hong’s spicy hotpot restaurant have been squeezed by about a fifth since he opened in downtown Beijing last year, crushed by beef tripe prices that have shot up by more than 50% and the surging costs of other key ingredients.

“We sell it at the same price as before. Also with the impact of the pandemic, everybody is hanging in there. It is the same all over Beijing, we are not the only restaurant suffering,” Ma said.

Asian restaurants and street food hawkers like Ma’s face the tough choice of taking the hit from higher costs or passing them on and risk losing loyal customers.

Spiralling prices for ingredients and materials that started with supply chain snags during the COVID-19 pandemic and are now being propped up by the war in Ukraine are squeezing businesses and consumers.

Households in Asia, where tasty and affordable street food is an integral part of society and the economy, are feeling the pressure the most.

Mohammad Ilyas, a cook at a biryani store in Karachi, Pakistan, said the price of a kilogram of the seasoned rice dish, enough to feed three to four people, has doubled to 400 Pakistani rupees ($2.20).

“I have been working in this kitchen for the last 15 years,” he said. “These days prices of rice and spices have gone up so much that poor people can’t afford to eat it.”

Some businesses are dealing with the cost pressures by cutting portion sizes.

At one of Jakarta’s street food corners, nasi goreng vendor Syahrul Zainullah has reduced his servings of the signature Indonesian fried rice dish rather than raise prices or use lower grade ingredients.

In South Korea, where consumer inflation is at a decade-high, Choi Sun-Hwa, a 67-year-old kimchi shop owner, only gets seven heads of cabbage for the price she used to pay for 10.

The spicy pickled cabbage is traditionally served as a free side dish with other meals at Korean eateries, but even that has become an extravagance.

Seo Jae-Eun, a customer at Choi’s store, quips kimchi should now be called “keum-chi”, keum being Korean for gold.

“I can’t ask restaurants to give more kimchi these days and it’s too expensive to make my own at home due to high-priced vegetables…so I came here to buy it,” she said.

Choi says she won’t be able to continue if she can’t raise prices.

The price pressures are changing the eating habits of some Asian consumers.

Steven Chang, a 24-year-old service sector worker, is a regular at Just Noodles, a popular ramen store in Taipei but is reconsidering his spending.

“I live away from my parents, so I rely on restaurant food a bit more,” Chang said. “So, I will try to limit eating out and cook at home more.”

Published : April 13, 2022

By : Reuters

Ukraine secret service says it has arrested top Putin ally


Ukraine’s security services on Tuesday (April 12) said they had arrested pro-Russian politician Viktor Medvedchuk, who is President Vladimir Putin’s closest and most influential ally in Ukraine.

Ukraine secret service says it has arrested top Putin ally

President Volodymyr Zelenskiy had earlier published a photo of a tired-looking and handcuffed Medvedchuk, who says Putin is godfather to his daughter.

In February, Kyiv said Medvedchuk, the leader of the Opposition Platform – For Life party, had escaped from house arrest. Last year authorities opened a treason case against Medvedchuk, who denies wrongdoing.

“You can be a pro-Russian politician and work for the aggressor state for years. You may have been hiding from justice lately. You can even wear a Ukrainian military uniform for camouflage,” the security services said in an online post.

“But will it help you escape punishment? Not at all! Shackles are waiting for you and same goes for traitors to Ukraine like you.”

The post cited Ivan Bakanov, head of the secret services, as saying his operatives had “conducted a lightning-fast and dangerous multi-level special operation” to arrest Medvedchuk but did not give details.

Last month Zelenskiy said the Opposition Platform – For Life, which is Ukraine’s largest opposition movement, and several other smaller political parties with ties to Russia had been suspended.

A spokesperson for Medvedchuk was not immediately available for comment.

Published : April 13, 2022

By : Reuters

อีกไม่กี่ปีรัสเซียกับจีนจะมีเทคโนโลยีอวกาศโจมตีเป้าหมายสหรัฐ-พันธมิตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680613

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 13:58 น.อีกไม่กี่ปีรัสเซียกับจีนจะมีเทคโนโลยีอวกาศโจมตีเป้าหมายสหรัฐ-พันธมิตร

คำเตือนจากรายงานงานด้านอวกาศของกระทรวงโหมสหรัฐ ชี้รัสเซียกับจีนหวังจะขึ้นมาเป็นผู้นำด้านอวกาศรายใหม่ของโลก

ตามรายงานของสำนักงานข่าวกรองด้านความมั่นคง (Defense Intelligence Agency) ฉบับใหม่ที่เผยแพร่เมื่อวันอังคาร ชื่อ Challenges to Security in Space 2022 ระบุว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้ามีแนวโน้มที่จีนและรัสเวียจะปรับใช้เทคโนโลยีเลเซอร์ ขีปนาวุธ และอาวุธนอกอวกาศอื่นๆ ที่มีความสามารถมากขึ้น ที่สามารถนำมาใช้เพื่อทำลายหรือทำลายดาวเทียมที่กองทัพสหรัฐฯ 

รายงานระบุว่า ระหว่างปี 2019 ถึงปี 2021 กองยานอวกาศที่ปฏิบัติอยู่จีนและรัสเซียเติบโตขึ้นรวมกันประมาณ 70% การขยายตัวล่าสุดและต่อเนื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากช่วงการเติบโต (2015–2018) ซึ่งจีนและรัสเซียได้เพิ่มกองทัพดาวเทียมรวมกันมากกว่า 200% แรงผลักดันในการปรับปรุงและเพิ่มขีดความสามารถสำหรับทั้งสองประเทศนั้นสะท้อนให้เห็นในเกือบทุกหมวดหมู่พื้นที่หลัก ทั้งในการสื่อสารผ่านดาวเทียม (SATCOM), การสำรวจระยะไกล, เกี่ยวกับการนำทาง และการสาธิตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีนและรัสเซียกำลังพัฒนาวิธีการต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์จากการตระหนักถึงการที่สหรัฐฯ พึ่งพาระบบอวกาศ และท้าทายสถานะของสหรัฐฯ ในอาณาเขตอวกาศ ปักกิ่งและมอสโกพยายามกำหนดสถานะตัวเองในฐานะผู้นำด้านอวกาศ โดยตั้งใจที่จะสร้างบรรทัดฐานโลกใหม่ในด้านนี้ ด้วยการใช้ความสามารถด้านอวกาศและการต่อต้านอวกาศ ทั้งสองปรารถนาที่จะบั่นทอนความเป็นผู้นำระดับโลกของสหรัฐฯ”

รายงานระบุว่า อวกาศกำลังกลายเป็นสนามรบทางทหารมากขึ้น บางประเทศได้พัฒนา ทดสอบ และติดตั้งดาวเทียมหลายดวงและอาวุธอวกาศบางส่วน จีนและรัสเซียกำลังพัฒนาระบบอวกาศใหม่เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพทางทหารและลดการพึ่งพาระบบอวกาศของสหรัฐฯ เช่น Global Positioning System (GPS) ปักกิ่งและมอสโกต่างฝ่ายต่างก็ได้สร้างกองกำลังอวกาศ ในขณะที่ขีดความสามารถด้านอวกาศและอวกาศของจีนและรัสเซียเพิ่มขึ้น ทั้งสองประเทศผนึกแนวทางด้านอวกาศเข้ากับการฝึกทหาร

“พวกเขา (จีนและรัสเซีย) ยังคงพัฒนา ทดสอบ และเพิ่มจำนวนอาวุธต่อต้านดาวเทียม (ASAT) ที่ซับซ้อนเพื่อให้ทรัพย์สินของสหรัฐและพันธมิตรตกอยู่ในความเสี่ยง ในเวลาเดียวกัน จีนและรัสเซียกำลังดำเนินการตามข้อตกลงด้านอวกาศที่ไม่ใช่อาวุธในสหประชาชาติ รัสเซียแสดงความกังวลเกี่ยวกับอาวุธอวกาศเป็นประจำและกำลังดำเนินการตามกฎหมายที่มีผลผูกพันข้อตกลงควบคุมอาวุธอวกาศเพื่อควบคุมสิ่งที่เห็นว่าเป็นความแข็งแกร่งของสหรัฐฯ ในอวกาศ” รายงานระบุ 

“ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การวิจัยด้านการป้องกันประเทศของจีนได้เสนอให้มีการพัฒนา DEWs (อาวุธพลังงานทางตรง) เพื่อตอบโต้ด้านอวกาศแบบกู้กลับได้และไม่สามารถกู้กลับได้หลายแบบ ทั้งอาวุธที่กู้กลับได้กับเซ็นเซอร์แสงแบบอิเล็กโทร-ออปติคอล และอาจทำลายส่วนประกอบดาวเทียมได้” รายงานฉบับใหม่ของเพนตากอนเกี่ยวกับความท้าทายด้านความปลอดภัยในอวกาศ ระบุ

รายงานระบุว่า จีนมีอาวุธเลเซอร์ที่ใช้ภาคพื้นดินหลายชนิดซึ่งมีระดับพลังงานต่างกันไปในการขัดขวาง ลดระดับ หรือทำลายดาวเทียม ซึ่งรวมถึงความสามารถ “จำกัด” ในการใช้ระบบเลเซอร์กับเซ็นเซอร์ดาวเทียม 

“ช่วงกลางถึงปลายทศวรรษที่ 2020 จีนอาจใช้ระบบพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งขยายภัยคุกคามต่อโครงสร้างของดาวเทียมที่ไม่ใช่ออปติคัล” รายงานเตือน

ในขณะเดียวกัน รัสเซียมีเลเซอร์บนพื้นดินหลายเครื่อง รวมถึง Peresvet ที่สามารถทำให้เซ็นเซอร์ดาวเทียมจับสัญญาณไม่ได้  รายงานระบุว่า “รัสเซียอาจจะยิงเลเซอร์ที่สามารถทำลายดาวเทียมได้มากกว่าในช่วงกลางถึงปลายทศวรรษที่ 2020 ภายในทศวรรษที่ 2030 รัสเซียอาจใช้ระบบพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งขยายภัยคุกคามต่อโครงสร้างของดาวเทียมทุกดวง ไม่ใช่แค่ ISR แบบออปติคัลไฟฟ้า” 

ขีปนาวุธ ASAT ภาคพื้นปฏิบัติการของกองทัพปลดแอกประชาชนจีน (PLA) มีจุดมุ่งหมายเพื่อกำหนดเป้าหมายระบบในวงโคจรต่ำ (LEO) อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาวิจัยระบุว่า ขีปนาวุธของจีนสามารถขยายไปสู่วงโคจรค้างฟ้า (GEO) ได้

“จีนอาจตั้งใจที่จะติดตามอาวุธ ASAT เพิ่มเติมที่สามารถทำลายดาวเทียมได้จนถึง GEO” ตามรายงาน

“PLA ถือว่าความสามารถของการสงครามอิเล้กทรอนิกส์ (EW) เป็นสินทรัพย์ที่สำคัญสำหรับการทำสงครามสมัยใหม่ และหลักคำสอนของ PLA เน้นการใช้ EW เพื่อปราบปรามหรือล่อหลอกอุปกรณ์ของศัตรู ในการฝึกของ PLA มักรวมเอาเทคนิคการสกัดและการต่อต้านการรบกวน ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายการสื่อสารบนอวกาศ ระบบเรดาร์ และระบบนำทาง GPS หลายประเภทที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวทางทหารและการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ที่มีการนำทางที่แม่นยำ” รายงานกล่าว

“จีนอาจกำลังพัฒนาเครื่องส่งสัญญาณรบกวนที่มุ่งเป้าไปที่ [เรดาร์รูรับแสงสังเคราะห์] รวมถึงบนแพลตฟอร์มลาดตระเวนทางทหาร การแทรกแซงดาวเทียม SAR มีแนวโน้มสูงที่จะปกป้องทรัพย์สินบนภาคพื้นด้วยการป้องกันไม่ให้ดาวเทียมถ่ายภาพและกำหนดเป้าหมายในกรณีที่มีความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นซึ่งเกี่ยวข้องกับสหรัฐอเมริกาหรือพันธมิตร นอกจากนี้ จีนอาจกำลังพัฒนาอุปกรณ์ส่งสัญญาณรบกวนเพื่อกำหนดเป้าหมาย SATCOM ผ่านย่านความถี่ต่างๆ ซึ่งรวมถึงการสื่อสารความถี่สูงมากที่ได้รับความคุ้มครองโดยกองทัพ” รายงานระบุ 

ส่วนรัสเซียรายงานระบุว่า “แม้ว่ารัสเซียจะอธิบายต่อสาธารณะว่า Nudol เป็นระบบป้องกันขีปนาวุธ แต่ในสถานะจริงๆ ของมันก็มีความสามารถต่อต้านอวกาศ” และมีรายงานข่าวว่า รัสเซียกำลังพัฒนาขีปนาวุธ ASAT แบบยิงทางอากาศที่เรียกว่า Burevestnika ซึ่งสามารถยิงจากเครื่องบินทหารของรัสเซียและยานอวกาศเป้าหมายใน LEO ได้

ทั้งนี้ การขยายตัวของอาวุธอวกาศของจีนและรัสเซียและอาวุธต่อต้านอวกาศ รวมกับความสามารถด้านอวกาศที่เพิ่มขึ้นของต่างประเทศอื่นๆ  กำลังผลักดันให้หลายประเทศกำหนดนโยบายด้านอวกาศของตนให้เป็นทางการเพื่อให้มีสถานะที่ดีขึ้นในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่อวกาศและอำนวยความสะดวกในการให้บริการพื้นที่ของตนเอง

Photo – Sputnik/Evgeny Biyatov/Kremlin via REUTERS

รัสเซียเผยทิ้งดอลลาร์ซบเงินหยวน ช่วยลดแรงกระแทกจากคว่ำบาตร

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680626

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 17:10 น.รัสเซียเผยทิ้งดอลลาร์ซบเงินหยวน ช่วยลดแรงกระแทกจากคว่ำบาตร

แม้ว่าชาติตะวันตกจะคว่ำบาตรรัสเซียเรื่อยๆ แต่รัสเซียก็ยังประกาศว่าไม่ได้ผลกระทบรุนแรงนัก เหตุผลล่าสุดที่ได้รับการเปิดเผยออกมาคือการเปลี่ยนสัดส่วนการถือครอง/ใช้เงินตราต่างประเทศแทนที่ดอลลาร์

สำนักข่าว RT รายงานว่า เอลวิรา นาบิอูลลินา (Elvira Nabiullina) ผู้ว่าการธนาคารแห่งรัสเซียกล่าวว่ารัสเซียมีเงินสำรองในรูปของเงินหยวนและทองคำเพียงพอที่จะจำกัดผลกระทบของการคว่ำบาตรจากตะวันตก แม้ว่าการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกจะทำให้เงินสำรองระหว่างประเทศของรัสเซียในรูปของสกุลเงินดอลลาร์และสกุลเงินอื่นๆ ถึงครึ่งหนึ่งถูกอายัดในต่างแดนก็ตาม

“สถานการณ์ที่ไม่ปกติและน่าตกใจนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” นาบิอูลลินากล่าวในรายงานประจำปีของเธอต่อรัฐสภาเมื่อวันจันทร์ “กระบวนการที่ยากลำบากในการปรับตัวให้เข้ากับเงื่อนไขใหม่จะนำไปสู่การหดตัวของ GDP อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เศรษฐกิจรัสเซียจะสามารถกลับสู่วิถีการเติบโตได้”

ทั้งนี้ ธนาคารกลางรัสเซียลดส่วนแบ่งของเงินสำรองดอลลาร์อยู่ที่ 10.9% ณ วันที่ 1 มกราคมจาก 21.2% ในปีก่อนหน้า ในขณะเดียวกัน มีรายงานว่าการถือครองยูโรเพิ่มขึ้นเป็น 33.9% จาก 29.2% ในเวลาเดียวกัน การถือครองหยวนเพิ่มขึ้นเป็น 17.1% จาก 12.8% ในปีก่อนหน้า ในขณะที่ส่วนแบ่งของทองคำทรงตัวที่ 21.5%

ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน กล่าวเมื่อวันอังคารว่า ระบบการเงินของรัสเซียทำงานได้ดี และ “การจุ่โจมแบบสายฟ้าแลบ” ทางเศรษฐกิจของตะวันตกนั้นล้มเหลว

อย่างไรก็ตาม ปูติน กล่าวว่าเช่นกันว่า ผลกระทบอาจเพิ่มขึ้นในระยะกลางและระยะยาวจากความเสี่ยงของการคว่ำบาตรจะมีต่อเศรษฐกิจรัสเซีย จากการายงานของ Reuters 

Photo – REUTERS/Maxim Shemetov/Illustration

รัฐบาลสหรัฐชี้อำนาจรัฐในไทยละเมิดสิทธิมนุษยชนหนัก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680597

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 11:05 น.รัฐบาลสหรัฐชี้อำนาจรัฐในไทยละเมิดสิทธิมนุษยชนหนัก

แต่ไม่ใช่แค่ในไทยเท่านั้น รายงานประจำปีด้านสิทธิมนุษยชนของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐชี้ว่า สิทธิมนุษยชน-ประชาธิปไตยโลกถดถอย

• กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยรายงาน “2021 Country Reports on Human Rights Practices” โดยระบุว่า “รายงานดังกล่าวให้ภาพชัดเจนว่าสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยอยู่ภายใต้การคุกคาม รายงานเน้นย้ำว่ารัฐบาลได้จำคุก ทรมาน หรือแม้แต่สังหารฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง นักเคลื่อนไหว นักปกป้องสิทธิมนุษยชน หรือนักข่าวอย่างไม่เป็นธรรม” และ “เน้นถึงกรณีที่น่ากังวลของการกดขี่ข้ามชาติ ซึ่งรัฐบาลเอื้อมมือข้ามพรมแดนเพื่อคุกคาม ข่มขู่ หรือสังหารผู้เห็นต่างและผู้ที่พวกเขารัก”

•  รายงานสรุปปัญหาสิทธิมนุษยชนในประเทศต่างๆ อย่างละเอียด ในส่วนของรายงานเกี่ยวกับประเทศไทย ระบุว่า “ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ ได้แก่ รายงานที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับ การทรมานและกรณีการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรีโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ การจับกุมและกักขังตามอำเภอใจโดยหน่วยงานของรัฐ นักโทษการเมือง การแทรกแซงทางการเมืองต่อศาล การแทรกแซงความเป็นส่วนตัวโดยพลการและไม่ชอบด้วยกฎหมาย ข้อจำกัดที่ร้ายแรงเกี่ยวกับการแสดงออกอย่างเสรีและสื่อ”

“รวมถึงการจับกุมและดำเนินคดีกับผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล การเซ็นเซอร์ และกฎหมายหมิ่นประมาททางอาญา ข้อ จำกัด ที่ร้ายแรงเกี่ยวกับเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต การแทรกแซงเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและเสรีภาพในการสมาคม ข้อจำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนไหว การส่งกลับผู้ลี้ภัยกลับที่ถูกคุกคามต่อชีวิตหรือเสรีภาพของพวกเขา ข้อจำกัดการมีส่วนร่วมทางการเมือง การทุจริตของรัฐบาลที่ร้ายแรง การล่วงละเมิดองค์กรสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ การค้ามนุษย์ และข้อจำกัดที่สำคัญเกี่ยวกับเสรีภาพในการสมาคมของคนงาน” รายงานระบุ

• “ทางการ (ไทย) ได้ดำเนินการบางอย่างเพื่อตรวจสอบและลงโทษเจ้าหน้าที่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการทุจริต อย่างไรก็ตาม การละเว้นโทษต่อเจ้าหน้าที่การยังคงเป็นปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งกฎอัยการศึกยังคงมีผลบังคับใช้ในจังหวัดยะลา ปัตตานี และนราธิวาส ขณะที่พระราชกำหนด การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินมีผลบังคับใช้ในทุกอำเภอ ยกเว้น 7 อำเภอในจังหวัดเหล่านั้น” รายงานระบุ

• ในปีนี้มีการปรับปรุงที่ดีขึ้น รายงานระบุว่า “ต่างจากปีก่อนๆ ไม่มีรายงานใดเกี่ยวกับการที่รัฐบาลหรือตัวแทน (ของภาครัฐ) ทำการสังหารโดยพลการหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย” ทว่า “คดีก่อนหน้านี้ที่มีการสังหารโดยพลการหรือโดยมิชอบด้วยกฎหมายยังคงไม่คลี่คลาย” และยัง “มีรายงานว่าตำรวจทำร้ายร่างกายบุคคลจำนวนมากที่ถูกคุมขัง”

• “มีรายงานว่าตำรวจทำร้ายและขู่กรรโชกนักโทษและผู้ถูกคุมขัง โดยทั่วไปแล้ว (ตำรวจ) ไม่ต้องรับโทษ มีการร้องเรียนเพียงเล็กน้อยที่กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจล่วงละเมิดส่งผลให้มีการลงโทษผู้ถูกกล่าวหา และมีตัวอย่างการสอบสวนที่ยาวนานหลายปีโดยไม่มีการแก้ไขข้อกล่าวหาว่ามีการใช้กำลังด้านความมั่นคงในทางที่ผิด” และ “ตัวแทนขององค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) และหน่วยงานด้านกฎหมายงานว่าบางครั้งตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารทำการทรมานและทุบตีผู้ต้องสงสัยเพื่อให้สารภาพ และหนังสือพิมพ์รายงานกรณีที่ประชาชนจำนวนมากกล่าวหาว่าตำรวจและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอื่นๆ ใช้ความรุนแรง” พร้อมกันนั้นนี้รายงานยังระบุถึงรายงานการซ้อมและทำร้ายร่างกายโดยสมาชิกของหน่วยทหารด้วย

• รายงานระบุว่า “การยกเว้นโทษในกองกำลังรักษาความมั่นคงเป็นปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดภาคใต้ที่ยังคงใช้กฎอัยการศึก กระทรวงกลาโหมกำหนดให้ทหารได้รับการฝึกอบรมด้านสิทธิมนุษยชน การฝึกอบรมประจำเกิดขึ้นในหลายระดับ รวมทั้งสำหรับเจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่ชั้นสัญญาบัตร บุคลากรเกณฑ์ และทหารเกณฑ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติกำหนดให้นักเรียนนายร้อยทุกคนที่โรงเรียนแห่งชาติต้องเรียนหลักสูตรกฎหมายสิทธิมนุษยชน”

• ในด้านเสรีภาพพลเมือง รายงานระบุว่า “รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีเสรีภาพในการแสดงออก รวมทั้งสื่อมวลชนและสื่ออื่นๆ อย่างไรก็ตาม สิทธินี้ถูกจำกัดโดยกฎหมายและการดำเนินการของรัฐบาล ตัวอย่างเช่น รัฐบาลกำหนดข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและสถาบันพระมหากษัตริย์ สนับสนุนองค์กรสื่อที่สนับสนุนรัฐบาลในการดำเนินการด้านกฎระเบียบ รังควานนักวิจารณ์ต่อต้านรัฐบาล จับตาสื่อและอินเทอร์เน็ต และบล็อกเว็บไซต์”

• “รัฐบาลเป็นเจ้าของคลื่นความถี่ทั้งหมดที่ใช้ในการออกอากาศสื่อและให้เช่าแก่ผู้ประกอบการสื่อเอกชน ทำให้รัฐบาลสามารถใช้อิทธิพลทางอ้อมต่อภูมิทัศน์ของสื่อ บริษัทสื่อบางครั้งมีการเซ็นเซอร์ตัวเอง” รายงานระบุ 

Photo by Jack TAYLOR / AFP

ไบเดนกล่าวหารัสเซียก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/680593

วันที่ 13 เม.ย. 2565 เวลา 09:57 น.ไบเดนกล่าวหารัสเซียก่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในยูเครน

หลังเกิดความกังวลเรื่องการใช้อาวุธเคมีในยูเครนแต่ยังไม่ได้รับการยืนยัน ส่วนเซเลนสกี้เยาะเย้ยปูตินว่ามีแผนโจมตี

ประธานาธิบดีสหรัฐโจไบเดนกล่าวเป็นครั้งแรกว่าการบุกโจมตียูเครนของรัสเซียถือเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยไบเดนใช้คำว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (genocide) ซึ่งเป็นการยกระดับถ้อยคำที่ใช้อย่างมีนัยสำคัญ ในการปราศรัยที่โรงงานเอทานอล ในรัฐไอโอวา และต่อมาเขายืนตามคำอธิบายขณะเตรียมขึ้นเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน

“ใช่ ผมเรียกมันว่าการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เพราะมันชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าปูตินกำลังพยายามทำลายล้างความคิดที่จะให้มีคนยูเครนมีอยู่ และหลักฐานก็เพิ่มมากขึ้น” ไบเดนกล่าวกับนักข่าวเมื่อวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น

“เราจะให้ทนายความตัดสินในระดับสากลว่ามีคุณสมบัติ (ของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์) หรือไม่ แต่สำหรับผมแล้วดูเหมือนว่ามันจะเป็นแบบนั้น”

ด้านประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนกล่าวว่ายกย่องไบเดนที่ใช้คำว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยกล่าวว่า ‘การเรียกสิ่งนั้นด้วยนิยามที่แท้จริง มีความสำคัญต่อการยืนหยัดต่อสู้กับความชั่วร้าย’

ไบเดนเรียกปูตินว่าเป็นอาชญากรสงครามหลายครั้ง แต่ในวันอังคารนี้ ถือเป็นครั้งแรกที่เขากล่าวหารัสเซียเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

รัสเซียปฏิเสธหลายครั้งแล้วว่าไม่ได้มุ่งเป้าไปที่พลเรือน และกล่าวว่าข้อกล่าวหาของยูเครนและตะวันตกเกี่ยวกับอาชญากรรมสงครามถูกสร้างขึ้นเพื่อทำให้กองกำลังรัสเซียเสื่อมเสียชื่อเสียง

เมืองหลายแห่งที่รัสเซียถอยทัพจากทางตอนเหนือของยูเครน ถูกทิ้งเกลื่อนด้วยศพพลเรือนที่ถูกสังหาร รัฐบาลยูเครนระบุว่าเป็นการรณรงค์สงครามเพื่อทำการสังหาร การทรมาน และการข่มขืน

การบุกโจมตีที่ยาวนานเกือบ 7 สัปดาห์ของมอสโก ซึ่งเป็นการโจมตีรัฐในยุโรปครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2488 ส่งผลให้มีผู้อพยพออกไปต่างประเทศมากกว่า 4.6 ล้านคน เสียชีวิตหรือบาดเจ็บหลายพันคน และนำไปสู่การแยกตัวของรัสเซียเกือบทั้งหมดในเวทีโลก

เมื่อวันอังคาร ปูตินแสดงความคิดเห็นสาธารณะครั้งแรกของเขาเกี่ยวกับความขัดแย้งในระยะเวลากว่าหนึ่งสัปดาห์เพื่อกล่าวว่ารัสเซียจะ “ดำเนินไปอย่างเป็นจังหวะและสงบ” ต่อไป และแสดงความมั่นใจว่าเป้าหมายของเขา รวมทั้งด้านความปลอดภัย จะประสบความสำเร็จ

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครนเยาะเย้ยปูตินในการปราศรัยตอนเช้าตรู่ในวันพุธ “แผนการจัดหาที่ตายของทหารของพวกเขาเองนับหมื่นในสงครามมากกว่าหนึ่งเดือนจะเกิดขึ้นได้อย่างไร”

ปูตินกล่าวว่าการเจรจาสันติภาพครั้งแล้วครั้งเล่า “ได้หวนคืนสู่สถานการณ์ทางตันอีกครั้งสำหรับเรา”

ในระหว่างการแสดงความคิดเห็น ปูตินมักจะพูดตะกุกตะกักหรือพูดติดขัด มีเพียงบางครั้งเท่านั้นที่เขาแสดงท่าทางเยือกเย็นและมั่นใจซึ่งเป็นท่าทีเฉพาะตัวของเขามานานกว่า 22 ปีในฐานะผู้นำของรัสเซีย

ปูติน ตอนแสดงตัวผ่านทางโทรทัศน์ของรัสเซียบ่อยครั้งในช่วงแรกๆ ของสงคราม ได้ถอยห่างจากสายตาของสาธารณชนมากขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่รัสเซียถอนตัวออกจากยูเครนตอนเหนือเมื่อสองสัปดาห์ก่อน

Source – Reuters 

Photo – by MANDEL NGAN / AFP