เอาแล้ว! ปูตินรับรอง ‘เอกราช’ รัฐกบฏยูเครน สั่งทหารเข้าพื้นที่

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676280

วันที่ 22 ก.พ. 2565 เวลา 09:00 น.เอาแล้ว! ปูตินรับรอง 'เอกราช' รัฐกบฏยูเครน สั่งทหารเข้าพื้นที่

ปูตินรับรองเอกราช ‘โดเนตสก์-ลูฮันสก์’ เป็นรัฐอิสระ สั่งทหารเข้ายูเครน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ลงนามรับรองสถานะความเป็นเอกราชของสาธารณรัฐประชาชนโดเนตสก์และลูฮันสก์อย่างเป็นทางการ โดยมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ลงนาม

ในเอกสารฉบับเดียวกันนี้ ปูตินยังได้สั่งให้กระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย “สถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูต” กับ “สาธารณรัฐ”

ถือเป็นการเติมเชื้อไฟลงในวิกฤตยูเครนเนื่องจากดินแดนทั้งสองมีปัญหาแบ่งแยกดินแดนระหว่างยูเครนและกลุ่มโปรรัสเซีย โดยโดเนตสก์และลูฮันสก์แยกตัวออกมาตั้งสาธารณรัฐเอกราช ซึ่งไม่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ แต่สาธารณรัฐทั้งสองยอมรับว่าตนเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธัรฐรัสเซีย

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากนั้นปูตินสั่งให้กองทัพรัสเซียทำหน้าที่เป็น “ผู้รักษาสันติภาพ” ในสองภูมิภาคดังกล่าว ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะแบ่งฐานทัพทหารและร่วมกันปกป้องชายแดน

โดยรายงานระบุว่ารัสเซียเคลื่อนกำลังทหารหลายหมื่นนายไปยังพื้นที่ใกล้พรมแดนยูเครน ซึ่งตะวันตกกล่าวว่ารัสเซียมีแผนที่จะโจมตีได้ทุกเมื่อ

นอกจากนี้ ผู้นำรัสเซียเรียกร้องให้ทางการยูเครนหยุดปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดนทางตะวันออกของประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซีย “มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับการนองเลือดมากขึ้น” หลังจากที่มีรายงานเหตุปะทะระหว่างกองทัพยูเครนและกลุ่มกบฏแบ่งแยกดินแดน

ก่อนหน้านี้ ดมิทรี คูเลบา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูเครน กล่าวว่า การกระทำเช่นนี้ถือว่ารัสเซียถอนตัวออกจากข้อตกลงมินสก์ ซึ่งรัสเซียจะต้องยอมรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

ด้านฌอง-อีฟว์ เลอ ดริยอง รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศสเคยกล่าวว่า “นี่เป็นการโจมตีโดยไม่มีอาวุธ มันเป็นการละเมิดอธิปไตยของยูเครน”

Photo by Alexey NIKOLSKY / Sputnik / AFP

ครั้งหนึ่งคนอเมริกันถูก “พยานเก๊” ปั่นเรื่องเท็จเพื่อให้สนับสนุนสงคราม

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676251

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 19:05 น.ครั้งหนึ่งคนอเมริกันถูก "พยานเก๊" ปั่นเรื่องเท็จเพื่อให้สนับสนุนสงคราม

คำให้การของนายิราห์ (Nayirah testimony) เป็นคำให้การเท็จที่เด็กสาววัย 15 ปี ชื่อนายิราห์ได้ให้ไว้ต่อที่รัฐสภาคองเกรสแห่งสิทธิมนุษยชนของรัฐสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2533 มันเป็นการปั้นน้ำเป็นตัวเพื่อหาความชอบธรรมในการรุกรานอิรัก

1. ในปี 1990 อิรักทำให้โลกต้องตะลึงเมื่อส่งกองทัพรุกรานคูเวต โดยกล่าวหาคูเวตว่า คูเวตได้ขโมยน้ำมันของอิรักโดยการขุดเจาะน้ำมันแบบเฉียงเข้ามาใต้ดินแดนอิรัก แต่บางความเห็นก็ว่าการโจมตีครั้งนี้ เหตุผลส่วนหนึ่งมาจากการที่รัฐบาลอิรักเป็นหนี้คูเวตอยู่กว่า 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจากการกู้มาใช้จ่ายในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน และหลังจากนั้นคูเวตก็ได้ผลิตน้ำมันออกสู่ตลาดจำนวนมหาศาลส่งผลให้ราคาน้ำมันตกต่ำ ทำให้อิรักไม่มีรายได้มากพอจะมาชำระหนี้ก้อนนี้

2. การบุกครองคูเวตเริ่มขึ้นในเวลาตีสองของวันที่ 2 สิงหาคม1990 เนื่องจากกำลังทหารที่มากกว่าประกอบกับมีอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยจากการสนับสนุนของชาติตะวันตกในช่วงสงครามอิรัก-อิหร่าน ทำให้อิรักใช้เวลาเพียงสองวันในการบุกครองคูเวต กำลังทหารส่วนใหญ่ของคูเวตก็ต้องล่าถอยไปยังซาอุดีอาระเบียและบาห์เรนซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้าน คูเวตถูกผนวกดินแดนเข้ากับอิรัก

3. หลังจากนั้นมีรายงานข่าวการละเมิดสิทธิมนุษยชน การปล้นชิง และการทำลายล้างของอิรักต่อคูเวต แม้จะมีการกดดันจากประชาคมโลกอิรักก็ยังไม่ยอมถอนตัวจากคูเวต แต่สหรัฐยังไม่สามารถเข้าแทรกแซงได้ จนกระทั่งในเดือนกันยายนเริ่มมีรายงานว่าอิรักได้ปล้นโรงพยาบาลและเริ่มมีรายงานว่าอิรักปล้นตู้อบทารกแรกเกิดทำให้เด็กตายไป “เรื่องเล่า” เกี่ยวกับความโหดร้ายของอิรักนี้จะเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Kuwaiti baby story

4. “สตอรี่” นี้ The Washington Post สืบมาได้ว่า “มีต้นกำเนิดมาจากจดหมายจากเจ้าหน้าที่อาวุโสด้านสาธารณสุขของคูเวตที่ถูกลักลอบเข้าประเทศโดยนักการทูตยุโรป” โดยเล่าว่าอิรักปล้นชิงอุปกรณ์ทางการแพทย์กลับไปยังประเทศตัวเองหนึ่งในนั้นคือตู้อบทารกแรกเกิด อย่างไรก็ตาม The Washington Post ระบุว่ายืนยันข้อเท็กจจริงเรื่องนี้ไม่ได้

5. แต่มันได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางหลังจากที่ผู้แทนสหประชาชาติของคูเวตส่งจดหมายลงวันที่ 5 กันยายน 1990 ไปถึงเลขาธิการสหประชาชาติ ระบุว่า “เราได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้อย่างยิ่งในสถาบันสุขภาพของคูเวตว่าเจ้าหน้าที่การยึดครองอิรักได้ก่ออาชญากรรมที่โหดร้ายต่อไปนี้ ซึ่งอาจอธิบายได้ว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ: … 2. ตู้อบทารกในโรงพยาบาลแม่และเด็กที่ใช้สำหรับเด็กที่มีอาการปัญญาอ่อน (เด็กที่คลอดก่อนกำหนด) ถูกนำออกไป ทำให้เด็กที่อยู่ในระหว่างการรักษาเสียชีวิตทั้งหมด”

6. จนกระทั่งในวันที่ 29 กันยายน 1990 ในการพบปะระหว่างประธานาธิบดีจอร์จ บุชกับเชคญาบิร อัลอะห์มัด อัลญาบิร อัศเศาะบาห์ ผู้นำคูเวตบอกกับประธานาธิบดีบุชว่าชาวอิรักกำลัง “บุกโรงพยาบาล นำทารกออกจากตู้อบ และนำผู้คนออกจากเครื่องช่วยชีวิตเพื่อส่งอุปกรณ์กลับไปอิรัก” ในช่วงเวลาดังกล่ามีรายงานจากรัฐมนตรีคูเวตว่ามีทารกตายไป 22 รายเพราะน้ำมืออิรัก

7. แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า Kuwaiti baby story เป็นเรื่องจริงแค่ไหน แม้แต่บุชเองก็กล่าวระหว่างแถลงข่าววันที่ 30 กันยายนว่า “ตอนนี้ ผมไม่รู้ว่าเรื่องเหล่านี้สามารถพิสูจน์ว่าจริงได้กี่เรื่อง แต่ผมรู้ว่าเมื่ออาเมียร์ (ผู้นำคูเวต) มาอยู่ที่นี่ เขาพูดจากใจจริง และหลังจากนั้นก็ยังมี Amnesty International ที่ได้ซักถามหลายๆ คนที่ชายแดน ซึ่งมันน่าสะอิดสะเอียดมาก”

10. หลังจากนั้น Kuwaiti baby story ก็อยู่ในความสนใจเรื่อยมาท่ามกลางกระแสการเมืองระหว่างประเทศที่กดดันอิรักหนักขึ้น แต่ไม่มีใครรู้ว่าตอนนี้กำลังจะมี “ละคร” แสร้งอำพรางเกิดขึ้นด้วยความร่วมมือกันระหว่างองค์กรของชาวคูเวตที่เคื่อนไหวเพื่อให้ชาวอเมริกันเห็นด้วยกับการส่งทหารเข้าแทรกแซงอิรัก คือกลุ่ม Citizens for a Free Kuwait ในวอชิงตันซึ่งเป็นกลุ่มล็อบบี้ของคูเวตเพื่อเดินสายทงการเมืองผลักดันให้สหรัฐส่งกองทัพไปช่วยคูเวต กับบริษัทพีอาร์ Hill & Knowlton ในนิวยอร์ก

11. Hill & Knowlton ได้ทุ่มเงิน 1 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อศึกษาและกำหนดวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้คนอเมริกันสนับสนุนการทำสงครามกับอิรัก ผลการศึกษาพบว่าการเน้นที่ความทารุณโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องตู้อบเด็กทารกนั้นมีประสิทธิภาพมากที่สุด ในที่สุดบริษัทนี้กับกลุ่มล็อบบี้ชาวคูเวต ก็ตกลงจะ “ปั่น” เรื่องนี้ผ่านทางกลุ่มร่วมสองพรรคในรัฐสภา (หรือคอคัส/Caucus) คือ กลุ่มคอคัสรัฐสภาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Congressional Human Rights Caucus)

12. วันที่ 10 ตุลาคม 1990 กลุ่มคอคัสรัฐสภาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนก็เปิดเวทีให้หญิงสาววัย 15 ปีที่ชื่อ “นายิราห์” ซึ่งระบุตัวตนว่าเป็น “นางพยาบาลนาริยาห์” (Nurse Nayirah) ให้ปากคำ (โดยไม่ได้สาบานว่าเป็นความจริง) ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในคูเวตจากน้ำมือผู้รุกรา การให้การ 4 นาทีเต็มไปด้วยถ้อยคำที่บีบหัวใจ ตอนหนึ่งเธอบอกว่า “สิ่งที่ฉันเห็นเกิดขึ้นกับเด็กๆ ของคูเวตและประเทศของฉันได้เปลี่ยนชีวิตของฉันไปตลอดกาล ได้เปลี่ยนชีวิตของชาวคูเวตทั้งหมด ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เด็กธรรมดาหรือเด็กยิ่งกว่านั้น”

13. เธอบอกว่า “ขณะที่ฉันอยู่ที่นั่น ฉันเห็นทหารอิรักนำปืนมาที่โรงพยาบาล พวกเขาเอาทารกออกจากตู้อบ เอาตู้ไป และปล่อยให้เด็กตายบนพื้นเย็นๆ มันน่ากลัว ฉันอดไม่ได้ที่จะนึกถึงหลานชายที่คลอดก่อนกำหนดและอาจเสียชีวิตในวันนั้นเช่นกัน” นอกจากเรื่องเด็กทารกเธอยังเล่าถึงการทรมานผู้ใหญ่ด้วยว่า “ฉันพบและพูดคุยกับเพื่อนของฉันหลังจากที่เขาถูกทรมานและปล่อยตัวโดยชาวอิรัก เขาอายุ 22 แต่ดูเหมือนเป็นคนแก่ ชาวอิรักจุ่มศีรษะลงในสระว่ายน้ำจนเกือบจมน้ำตาย พวกเขาดึงเล็บของเขาออกแล้วใช้ไฟฟ้าช็อตาส่วนของร่างกายที่บอบบางและเป็นส่วนตัวของเขา เขาโชคดีที่รอดมาได้”

14. เหมือนกับต้องการให้ชาวอเมริกันรู้สึกมีอารมณ์ร่วมมากขึ้นเธอบอกว่า “ชาวอิรักล้อเลียนประธานาธิบดีบุช” คืนนั้น ส่วนหนึ่งของคำให้การที่ออกอากาศทางช่อง ABC’s Nightline และ NBC Nightly News เข้าถึงผู้ชมชาวอเมริกันได้ประมาณ 35 ถึง 53 ล้านคน หลังจากนั้นมีวุฒิสมาชิก 7 อ้างคำให้การของนายิราห์ในสุนทรพจน์ที่สนับสนุนการใช้กำลังต่ออิรัก ประธานาธิบดีจอร์จ เอช. ดับเบิลยู. บุชเล่าเรื่องนี้ซ้ำอย่างน้อยสิบครั้งในสัปดาห์ถัดมา

15. อิรักปฏิเสธเรื่องนี้อย่างแข็งกร้าว รัฐมนตรีกระทรวงข้อมูลข่าวสารของอิรักกล่าวว่า “ตอนนี้ (บุช) ใช้ในสิ่งที่ (ผู้นำคูเวต) บอกเพื่อให้สภาคองเกรสผ่านความเห็นชอบงบประมาณของคุณซึ่งขาดดุลเพราะนโยบายของคุณ” และอิรักยังได้เชิญผู้สื่อข่าวไปยังโรงพยาบาลแม่และเด็กของคูเวต ซึ่งแพทย์ที่นั่นปฏิเสธเรื่อง Kuwaiti baby story

16. แต่ในที่สุดวุฒิสภาสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารด้วยคะแนนเสียง 52–47 เสียง ซึ่งปฏิบัติการทางทหารนี้ได้รับความเห็นชอบจากคณะมนตรีความมั่นคงที่ได้ผ่านมติ 678 ซึ่งให้เวลาอิรักจนถึงวันที่ 15 มกราคม 1991 ให้ถอนตัวจากคูเวต และให้อำนาจประเทศต่างๆ ใช้ “วิธีการที่จำเป็นทั้งหมด” เพื่อบังคับให้อิรักออกจากคูเวตหลังเส้นตาย ซึ่งสหรัฐตอบสนองด้วยการระดมพันธมิตรส่งกำลังไล่ต้อนอิรักออกจากคูเวต ในปฏิบัติการพายุทะเลทราย (Operation Desert Storm) ในวันที่ 17 มกราคม 1991

17. ในเมื่อคณะมนตรีความมั่นคงเห็นชอบใน “วิธีการที่จำเป็นทั้งหมด” ซึ่งรวมถึงการทหารด้วย ทำไมจึงต้องมีการให้การเรื่อง Kuwaiti baby story ต่อสมาชิกรัฐสภาและเผยแพร่คำให้การนี้ต่อชาวอเมริกันนับล้าน? นั่นก็เพราะกลุ่มล็อบบี้ของคูเวตในวอชิงตันต้องการให้คนอเมริกันสนับสนุนรัฐบาลบุชในการส่งกำลังทหารไปช่วยคูเวตนั่นเอง มันคือ “ปฏิบัติการพีอาร์” เพื่อขับเคลื่อนมติการเมือง และใช้มติการเมืองบัญชาการปฏิบัติการทางทหาร

18. จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 6 มกราคม 1992 The New York Times ได้ตีพิมพ์ผลงานชิ้นหนึ่งโดยจอห์น แมคอาร์เธอร์ (John MacArthur) เรื่อง “Remember Nayirah, Witness for Kuwait?” (จำนาริยาห์ พยานของคูเวตได้หรือเปล่า?) ผู้เขียนค้นพบว่านาริยาห์เป็นลูกสาวของเอกอัครราชทูตคูเวตประจำสหรัฐอเมริกา คือ ซาอูด นาซีร์ อัศเศาะบาห์ และตั้งข้อสังเกตว่า “เรื่องราวของตู้อบทารกบิดเบือนวิวาทะของชาวของอเมริกาอย่างหนักเรื่องที่ว่าจะสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารหรือไม่”

19. ในเวลาต่อมา นายิราห์ถูกเปิดเผยว่ามีความเชื่อมโยงกับบริษัทพรอาร์ Hill & Knowlton โดยผ่านการโดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวชาวคูเวต Citizens for a Free Kuwait ซึ่งความเกี่ยวพันยังไม่หมดแค่นั้น เพราะกลุ่มนี้เช่าที่ทำการผ่านกลุ่มคอคัสรัฐสภาว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ด้วยสนราคาเช่าแบบกันเองด้วย แสดงว่าทั้งเด็กสาวคนนี้ (ซึ่งจริงๆ เป็นลูกทูตไม่ใช่พยาบาลหรือแม้แต่คนธรรมดา) และบริษัทพีอาร์ กลุ่มล็อบบี้ชองคูเวต และกลุ่มของสภาคองเกรสทำงานกันเป็นทีม

20. ทั้งหมดนี้ทำงานเป็นทีมเพื่อ “ปั่น” ให้คนอเมริกันเกิดอารมณ์ร่วมสนับสนุนการส่งทหารไปทำสงครามกับอิรัก มันอาจจะไม่ถึงเป็นการ “ปั้นน้ำเป็นตัว” เสียทีเดียว เพราะหลังสงครามแล้วรอยเตอร์รายงานว่าอิรักส่งอุปกรณ์การแพทย์คืนให้คูเวตถึง 98 คันรถ รวมถึงตู้อบทารก ทำให้ฝ่ายคูเวตชี้ว่านี่คือหลักฐานว่า Kuwaiti baby story เป็นความจริง

แม้บางคนจะอาจคิดว่าไม่ถึงกับโกหก (เพราะอิรักทำจริง) แต่มันเป็นเป็นกลเม็ดหลอกลวงเพื่อทำให้ประชาชนและสื่อถูกปั่นหัว “มั่นก็คือการโกหกรูปบบหนึ่ง” นั่นเอง

และแม้ไม่มีหลักฐานว่าทำเนียบขาวเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แต่การทำงานของบริษัทพีอาร์มันมีร่องรอยของลักษณะการทำงานของทำเนียบขาวอยู่ นี่คือความเกี่ยวข้องเดียวกับรัฐบาลสหรัฐ ซึ่งก็ไม่สามารถฟันธงได้อีกว่ามีการร่วมมือกันจริงๆ

แต่อย่างน้อยเราจับทางได้ว่าเพราะพยานเก๊รายนี้แหละ ที่ทำให้รัฐบาลสหรัฐได้รับเสียงสนับสนุนล้นหลาม จนได้รับไฟเขียวให้ส่งกำลังไปจัดการกับอิรักได้ 

สหรัฐเตือนรัสเซียลิสต์ไว้แล้วว่าจะฆ่าใครถ้าบุกยูเครน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676240

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 17:00 น.สหรัฐเตือนรัสเซียลิสต์ไว้แล้วว่าจะฆ่าใครถ้าบุกยูเครน

สหรัฐเตือนรัสเซียลิสต์รายชื่อชาวยูเครนที่ต้องการสังหาร รัสเซียโต้โกหกล้วนๆ

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่าสหรัฐส่งจดหมายถึงมิเชล บาเชเลต์ ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ระบุว่าสหรัฐมีข้อมูลว่ารัสเซียมีลิสต์รายชื่อชาวยูเครนที่ต้องการสังหารหรือส่งไปยังค่ายกักกันในกรณีที่เกิดการบุกรุก

“สหรัฐมีข้อมูลที่น่าเชื่อถือซึ่งบ่งชี้ว่ากองกำลังรัสเซียกำลังสร้างรายชื่อชาวยูเครนที่ระบุให้ถูกสังหาร หรือส่งไปยังค่ายกักกัน เมื่อรัสเซียเข้ายึดครองยูเครน” จดหมายระบุ

“เรายังมีข้อมูลที่น่าเชื่อถืออีกด้วยว่ากองกำลังรัสเซียมีแนวโน้มที่จะใช้มาตรการร้ายแรงเพื่อสลายการชุมนุมประท้วงอย่างสันติ หรือเพื่อตอบโต้การต่อต้านอย่างสันติของพลเรือน”

จดหมายดังกล่าวซึ่งลงนามโดยบาธเชบา เนลล์ คร็อกเกอร์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรสหรัฐประจำสหประชาชาติ ถูกส่งขณะที่สหรัฐเตือนว่ากองกำลังรัสเซียซึ่งเข้าประชิดชายแดนยูเครนพร้อมที่จะบุกโจมตีได้ทุกเมื่อ และการรุกรานยูเครนอาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ ซึ่งสหรัฐกล่าวว่ามีความกังวลอย่างยิ่ง และเตือนถึงหายนะด้านสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้น

พร้อมเตือนว่าหากรัสเซียรุกรานยูเครนอาจนำไปสู่การล่วงละเมิด ลักพาตัว ทารุนกรรม และพุ่งเป้าโจมตีผู้เห็นต่าง ชนกลุ่มน้อยทางศาสนา และกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นต้น

ทั้งนี้ สหรัฐและพันธมิตรตะวันตกคาดการณ์ว่ารัสเซียได้ระดมกำลังทหารมากกว่า 150,000 นายเข้าประชิดชายแดนยูเครนในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังระบุว่าทหารรัสเซียกว่า 30,000 นายอยู่ในเบลารุส ซึ่งเข้าร่วมในการฝึกซ้อมทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเย็น 

แม้รัสเซียจะยืนยันว่าไม่มีแผนที่จะบุกยูเครน แต่ต้องการการรับรองว่ายูเครนจะไม่เข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต

อย่างไรก็ตามบีบีซีรายงานว่า ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียปฏิเสธจดหมายดังกล่าวว่าเป็นเรื่องโกหก พร้อมกล่าวถึงรายงานก่อนหน้านี้ที่ระบุว่าประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐ และวลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เห็นพ้องที่จะจัดประชุมสุดยอดร่วมกัน เพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตยูเครนนั้น

เปสคอฟระบุว่ารัฐบาลรัสเซียยังไม่มีแผนที่เป็นรูปธรรมสำหรับการประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำทั้งสอง แต่รัสเซียพร้อมที่จะเจรจาในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ แต่หากมีความจำเป็นแน่นอนว่าผู้นำทั้งสองสามารถสนทนาทางโทรศัพท์หรือติดต่อกันด้วยวิธีอื่นได้

Photo by Handout / Russian Defence Ministry / AFP

ข้าราชการ-คนมีสีมีเอี่ยว สหรัฐชี้ค้ามนุษย์ไทยแก้ไปก็ไม่ดีขึ้น

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/676224

วันที่ 21 ก.พ. 2565 เวลา 15:57 น.ข้าราชการ-คนมีสีมีเอี่ยว สหรัฐชี้ค้ามนุษย์ไทยแก้ไปก็ไม่ดีขึ้น

ทวนสาเหตุที่สถานการณ์การค้ามนุษย์ไทยถูกลดระดับเป็น Tier 2 Watch List ประเทศที่ต้องจับตา

• สืบเนื่องจากที่นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 152 ว่า ปัญหาคอร์รัปชันจากเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งเชื่อมโยงกับขบวนการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะชาวโรฮีนจา ที่ถูกทรมานและโดนกระทำ ทำให้ระดับสถานการณ์การค้ามนุษย์อยู่ในระดับ Tier 2 Watch List 

• เมื่อเดือนก.ค. ปีที่แล้วกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ประจำปี 2021 โดยไทยถูกลดอันดับให้อยู่ใน Tier 2 Watch List (ประเทศที่ต้องจับตาสถานการณ์การค้ามนุษย์) โดยมีประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในระดับเดียวกันอย่างเช่น กัมพูชา และเวียดนาม

• ก่อนหน้านี้ไทยอยู่จัดอันดับให้อยู่ใน Tier 2 ติดต่อกัน 3 ปี แต่เมื่อปีที่แล้วถูกลดอันดับให้อยู่ใน Tier 2 Watch List โดยรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐระบุว่า “รัฐบาลไทยไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรฐานขั้นต่ำในการกำจัดการค้ามนุษย์อย่างเต็มที่ แต่กำลังพยายามอย่างมากที่จะทำเช่นนั้น” ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานกับภาคประชาสังคมในการสืบสวนการค้ามนุษย์และคุ้มครองผู้เสียหาย การจัดฝึกอบรมและการประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับอัยการและผู้พิพากษา และเริ่มต้นการสอบสวนเจ้าหน้าที่ 9 คนที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดในอาชญากรรมการค้ามนุษย์

• รายงานจากสหรัฐระบุว่ารัฐบาลไทยยังคงพยายามป้องกันการค้ามนุษย์ โดยนายกรัฐมนตรีกำกับดูแลความพยายามต่อต้านการค้ามนุษย์ของรัฐบาลผ่านคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รัฐบาลยังคงติดตามความคืบหน้าในการต่อต้านการค้ามนุษย์ผ่านการรวบรวมข้อมูลและรายงานประจำปีต่อนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี

• ในปี 2020 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ 4.02 พันล้านบาท เพื่อการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เพิ่มขึ้นจากประมาณ 3.8 พันล้านบาทในปี 2019 โดยมีการดำเนินการรณรงค์ผ่านหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ โซเชียลมีเดีย ป้ายโฆษณา และเอกสารแจกเพื่อสร้างความตระหนักรู้ของสาธารณชนทั่วประเทศ

• ทว่า รายงานจากสหรัฐระบุว่า “รัฐบาลไทยไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับรายงานครั้งก่อนหน้า” โดยรัฐบาลเปิดการสอบสวนการค้ามนุษย์น้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ ดำเนินคดีกับผู้ต้องสงสัยน้อยลง และตัดสินลงโทษผู้ค้ามนุษย์น้อยกว่าในปี 2019 แม้จะมีรายงานอย่างกว้างขวางว่าการบังคับใช้แรงงานเป็นที่แพร่หลายในหมู่แรงงานข้ามชาติในหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย แต่รัฐบาลกลับระบุเหยื่อการค้ามนุษย์จำนวนน้อยเมื่อเทียบกับขอบเขตของปัญหา

• นอกจากนี้ ทางการไทยไม่เคยรายงานการระบุตัวเหยื่อการค้าแรงงานอันเป็นผลจากการตรวจสอบเรือประมงที่ท่าเรือ การให้บริการของรัฐบาลไทยแก่เหยื่อยังไม่เพียงพอ และเหยื่อบางคนที่อาศัยอยู่ในที่พักพิงของรัฐบาลขาดเสรีภาพในการเคลื่อนไหว การทุจริตและการสมรู้ร่วมคิดของทางการยังคงเป็นอุปสรรคต่อความพยายามต่อต้านการค้ามนุษย์

การทุจริตบ่อนทำลายความพยายามในการขจัดปัญหาการค้ามนุษย์ของไทย

• รายงานจากสหรัฐยังระบุว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐบางคนมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงในอาชญากรรมค้ามนุษย์ รวมถึงการรับสินบน หรือเงินกู้ยืมจากเจ้าของธุรกิจและซ่องโสเภณีที่หาประโยชน์จากเหยื่อ

• เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่ทุจริตอำนวยความสะดวกในการค้ามนุษย์โดยรับสินบนจากนายหน้าและผู้ลักลอบขนแรงงานตามแนวชายแดนไทย โดยสหรัฐอ้างรายงานที่น่าเชื่อถือระบุว่ามีเจ้าหน้าที่ทุจริตปกป้องซ่องโสเภณี สถานที่ขายบริการทางเพศ เจ้าของโรงงาน และเจ้าของเรือประมงจากการบุกตรวจค้น ดำเนินคดี และสมรู้ร่วมคิดกับผู้ค้ามนุษย์

• ขณะที่นายรังสิมันต์ โรม อ้างว่าคนทำคดีที่ออกมาเปิดโปงอย่าง พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 อดีตหัวหน้าชุดทำคดีโรฮีนจากลับต้องขอลี้ภัย เนื่องจากถูกกดดันทั้งตำรวจและทหาร เพราะออกหมายจับ พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก

• นายรังสิมันต์ โรม จึงขอตั้งคำถามไปที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รวมถึง พล.อ.ประวิตร และพล.ต.อ.จักรทิพย์ ว่าเคยคิดจะคุ้มครอง พล.ต.ต.ปวีณ หรือไม่ แทนที่จะส่งเสริมให้ตำรวจน้ำดีเกษียณอายุราชการอย่างสงบสุข กลับต้องขอลี้ภัย ไปใช้ชีวิตแรงงานอย่างยากลำบากในต่างแดน ที่ถือเป็นความอยุติธรรม ที่คนชั่วได้ดี คนดีต้องลี้ภัยหรือไม่ รวมถึงรัฐบาลทำลายล้างคนทำดี ปลูกฝังระบบปรสิตหรือไม่

• อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าในปีที่ผ่านมาการดำเนินงานเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ของไทยมีพัฒนาการเชิงคุณภาพอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะอยู่ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19

 นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ภายใต้การนำของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความสำคัญกับปัญหาการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทยที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและเศรษฐกิจปากท้องของประชาชน ตลอดจนภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีผลกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลพร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความุ่งมั่นแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อย่างจริงจังมาโดยตลอด

• พร้อมยกผลสำรวจของซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ซึ่งชี้ว่าประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นรัฐบาลว่ามึความตั้งใจแก้ไขปัญหามากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา โดยร้อยละ 76.0 ระบุ รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ให้ความสำคัญต่อด้านมนุษยธรรมและการคุ้มครองมากกว่าอดีตที่ผ่านมา โดยเฉพาะการต่อต้านการค้ามนุษย์

“ในส่วนของเจ้าหน้าที่ภาครัฐหากเข้าไปมีส่วนร่วมกับการค้ามนุษย์จะต้องดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด ให้ถึงที่สุด ไม่ว่าจะมีตำแหน่งสูงแค่ไหนก็ตาม ห้ามละเว้นทุกกรณี”

Tier 2 Watch List คืออะไร?

• รัฐบาลสหรัฐจัดอันดับโดยอิงจากกฎหมายคุ้มครองเหยื่อการค้ามนุษย์ (TVPA) โดยแบ่งเป็น 4 อันดับ ได้แก่

  • Tier 1 ประเทศที่ดำเนินการสอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายในการป้องกันและต่อต้านการค้ามนุษย์
  • Tier 2 ประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมาย แต่มีความพยายามแก้ปัญหาการค้ามนุษย์
  • Tier 2 Watch List ประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมาย มีความพยายามแก้ปัญหา แต่มีรายงานการค้ามนุษย์เพิ่มขึ้น หรือไม่มีหลักฐานชัดเจนว่ารัฐบาลได้พยายามต่อต้านการค้ามนุษย์
  • Tier 3 ประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมาย และไม่มีความพยายามแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์

• อย่างไรก็ดี ในปี 2014 ไทยเคยตกอยู่ในสถานะ Tier 3 เป็นเวลา 2 ปี โดยอยู่ในอันดับเดียวกับเกาหลีเหนือ รัสเซีย อิหร่าน มาเลเซีย และซิมบับเว อันเนื่องมาจากปัญหาการค้ามนุษย์ ค้าประเวณี และบังคับใช้แรงงานผิดกฎหมายในอุตสาหกรรมประมง

ภาพประกอบ – ผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจานั่งบนเรือไม้ที่ท่าเรือ จังหวัดอาเจะห์ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2021 หลังจากที่กองทัพเรืออินโดนีเซียให้การช่วยเหลือในน่านน้ำนอกเมืองบิเรอูเอ็น (ภาพโดย AMANDA JUFRIAN / AFP) 

Russia to continue exporting gas without disruption, energy minister says

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40012634


Russia plans to continue exporting natural gas without any disruption, the country’s energy minister Nikolay Shulginov said on February 22 at a gas exporters conference in Doha.

Russia to continue exporting gas without disruption, energy minister says

“We are looking at natural gas as a cheap source of energy, and as the Russian Federation, we would like to assert our commitment to exporting natural gas without disruption. We are also looking towards further investments in the natural gas sector.” Shulginov said

“We support research and studies in the natural gas production arena. This includes looking at long-term gas contracts to maintain the market balance – knowing that the crisis we are facing has affected gas production. ” Shulginov added.

Earlier at the conference, Qatar’s Emir Sheikh Tamim bin Hamad al-Thani said that Qatar’s liquefied natural gas production capacity will rise to 126 million tonnes a year by 2027.

Speaking at a gas exporters summit hosted in Doha, al-Thani renewed calls for further dialogue among member countries of the gas forum, as well as gas importers and exporters to ensure the security of the global gas supply.

Reuter

Published : February 22, 2022

US, Russia possess 12,000 of world’s 13,000 nuclear warheads

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40012626


Nine countries possess an estimated around 13,000 nuclear warheads, according to the Federation Of American Scientists (FAS).

US, Russia possess 12,000 of world’s 13,000 nuclear warheads

Russia and the US top the list with a combined arsenal of close to 12,000, reflecting the hangover from the Cold War.

Initially, the United States had hoped to maintain a monopoly on nuclear weapons but the secrets and the technology for building the atomic bomb soon spread.

The United States conducted its first nuclear test in July 1945 and dropped two atomic bombs on the cities of Hiroshima and Nagasaki, Japan, in August 1945.

Four years later, the Soviet Union conducted its first nuclear test. The United Kingdom followed in 1952, France in 1960, and China in 1964.

The United States and other like-minded countries negotiated the nuclear Nonproliferation Treaty (NPT) in 1968 and the Comprehensive Nuclear Test Ban Treaty (CTBT) in 1996.

India, Israel, and Pakistan never signed the NPT and possess nuclear arsenals. Iraq initiated a secret nuclear programme under Saddam Hussein before the Persian Gulf War in 1991. North Korea announced its withdrawal from the NPT in January 2003 and has successfully tested advanced nuclear devices. Iran and Libya also pursued secret nuclear activities in violation of the treaty and Syria is suspected of having done the same.

At the time the NPT was concluded, the United States and the then Soviet Union had tens of thousands of nuclear stockpiles. Beginning in the 1970s, the US and Soviet/Russian leaders negotiated a series of bilateral arms control agreements and initiatives that limited, and later helped to reduce, the size of their nuclear arsenals.

According to Arms Control Association, the US currently deploys 1,357 while Russia deploys 1,456 strategic warheads on several hundred bombers and missiles, and are modernising their nuclear delivery systems.

US, Russia possess 12,000 of world’s 13,000 nuclear warheads

Related News

Nicaragua’s Ortega defends Russia’s stance over Ukraine

New US ‘Indo-Pacific strategy’ poses a threat to Asia, Chinese embassy says

Russia has destroyed peace efforts but we won’t give up our land, Zelenskiy says

Published : February 22, 2022

By : THE NATION

Nicaragua’s Ortega defends Russia’s stance over Ukraine

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40012624


Nicaraguan President Daniel Ortega became one of the first world leaders to back Russia’s stance over Ukraine, saying President Vladimir Putin was right to recognize two regions controlled by Moscow-backed separatists as an independent.

Nicaragua's Ortega defends Russia's stance over Ukraine

The former Marxist guerrilla, who has led Nicaragua since 2007 after having first come to power in 1979, defended Putin’s move to recognize the independence of Donetsk and Luhansk during a speech in Managua.

“Russia wants security,” said Ortega, a long-time opponent of U.S. influence in Central America.

Ortega also said Ukraine’s attempt to join the North Atlantic Treaty Organization (NATO) represented a threat to Russia.

“Hopefully they (European and U.S. leaders) will reason so they will not provoke a catastrophe for the planet.”

Last week, Russia’s Deputy Prime Minister Yuri Borisov visited Nicaragua, Venezuela, and Cuba, key Russian allies in Latin America, and said Russia would deepen bilateral ties with all three countries.

The United States said Nicaragua’s last election, in November, was rigged in Ortega’s favor and has imposed sanctions on Nicaraguan officials. U.S. Assistant Secretary of State Brian Nichols described Ortega’s government as being on the road to expulsion from the Organization of American States.

Published : February 22, 2022

Australia reports surging COVID-19 cases, reopens borders after 23 months

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40012618


Australia’s international border reopened to travelers who are fully vaccinated against COVID-19 on Feb. 21, marking an end to restrictions introduced to prevent the spread of the virus in March 2020.

Australia reports surging COVID-19 cases, reopens borders after 23 months

Australia reported more than 15,000 new COVID-19 cases on Monday when the country welcomed its first international tourists in almost two years after reopening its border.

Australia’s international border reopened to travelers who are fully vaccinated against COVID-19 on Monday, marking an end to restrictions that were introduced to prevent the spread of the virus in March 2020.

Fifty-six flights were due to land in Australia in the 24 hours after reopening.

Dan Tehan, the federal minister for trade, tourism and investment, was at the Sydney international airport on Monday morning to welcome the first arrivals and said it was a milestone for Australia.

“The first passengers had a huge smile on their face even though they have been on a plane for what, 20-odd hours,” he told Nine Network television. “The warmth of the welcome that the Australian people give our overseas visitors hasn’t gone away.”

The return of double vaccinated international visitors will reinvigorate Australia’s tourism sector, which supports 660,000 jobs and contributed 60.4 billion Australian dollars (about 43 billion U.S. dollars) to the economy in 2018-19, according to Tehan’s media release on Monday.

An Air New Zealand flight arrives at Sydney Airport in Sydney, Australia, on Feb. 21, 2022.  (Xinhua/Bai Xuefei)An Air New Zealand flight arrives at Sydney Airport in Sydney, Australia, on Feb. 21, 2022. (Xinhua/Bai Xuefei)

David Marshall, chair of the Canberra Region Tourism Leaders Forum, said it would take up to 18 months for the tourism industry to recover from the pandemic.

“We’re really playing catch-up,” he told The Canberra Times.

The country on Monday reported more than 15,000 new coronavirus infections and 17 deaths — seven in New South Wales, six in Queensland, three in Victoria and one in the Australian Capital Territory.

Monday marked one year since Australia administered its first coronavirus vaccines.

Health Minister Greg Hunt said that more than 53.2 million vaccinations have been administered in Australia.

An Air New Zealand flight arrives at Sydney Airport in Sydney, Australia, on Feb. 21, 2022.  (Xinhua/Bai Xuefei)An Air New Zealand flight arrives at Sydney Airport in Sydney, Australia, on Feb. 21, 2022. (Xinhua/Bai Xuefei)

Published : February 22, 2022

By : Xinhua

U.S. CDC doesn’t make most COVID-19 data public: NYT

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40012617


“Much of the withheld information could help state and local health officials better target their efforts to bring the virus under control,” read a report by The New York Times.

U.S. CDC doesn't make most COVID-19 data public: NYT

For more than a year, the U.S. Centers for Disease Control and Prevention (CDC) has collected data on hospitalizations for COVID-19 across the country and broken it down by age, race and vaccination status, but it has not made most of the information public, The New York Times reported.

When the CDC published the first significant data on the effectiveness of boosters in adults younger than 65 two weeks ago, it left out the numbers for a huge portion of that population: 18- to 49-year-olds, the group least likely to benefit from extra shots, because the first two doses already left them well-protected, said the report on Sunday.

The agency recently debuted a dashboard of wastewater data on its website that will be updated daily and might provide early signals of an upcoming surge of COVID-19 cases. Some states and localities had been sharing wastewater information with the agency since the start of the pandemic, but the CDC had never before released those findings.

A man wearing a face mask walks on a street in Manhattan of New York, the United States, Jan. 19, 2022. (Xinhua/Wang Ying)A man wearing a face mask walks on a street in Manhattan of New York, the United States, Jan. 19, 2022. (Xinhua/Wang Ying)

“Two full years into the pandemic, the agency leading the country’s response to the public health emergency has published only a tiny fraction of the data it has collected,” the newspaper quoted several people familiar with the data as saying.

“Much of the withheld information could help state and local health officials better target their efforts to bring the virus under control,” said the report, noting that detailed, timely data on hospitalizations by age and race would help health officials identify and help the populations at highest risk.

Information on hospitalizations and deaths by age and vaccination status would have helped inform whether healthy adults needed booster shots, and wastewater surveillance across the nation would spot outbreaks and emerging variants early, it added. 

Medical workers carry a patient to a hospital in New York, the United States, Dec. 13, 2021. (Xinhua/Wang Ying)Medical workers carry a patient to a hospital in New York, the United States, Dec. 13, 2021. (Xinhua/Wang Ying)

Published : February 22, 2022

By : Xinhua

New US ‘Indo-Pacific strategy’ poses a threat to Asia, Chinese embassy says

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40012610


The new US “Indo-Pacific strategy”, aimed at containing China, undermines the stability, development and cooperation of the region, and features obviously malicious motives and ill intentions, a spokesperson of the Chinese Embassy in Thailand said on Tuesday.

New US 'Indo-Pacific strategy' poses a threat to Asia, Chinese embassy says

The spokesperson’s written statement came in response to a Thai NGO’s question regarding China’s stance on the new version of the US’ “Indo-Pacific Strategy”.

“A Thai NGO sent a letter to the Chinese Embassy in Thailand on February 21, criticising the United States for desperately stirring up troubles in the region, using various means to hype up the complexity of the situation, fabricating disinformation, and inciting divisions and confrontations among countries,” the spokesperson said in a press release.

“The letter also pointed out that the new version of the ‘Indo-Pacific Strategy’ that the United States has just released claimed that stability in Asia means that the United States must be the leader and China cannot play a role.

“The United States claims to advance “freedom and openness” in the region, but is in fact forming an exclusive clique through Aukus and Quad. It asserts to strengthen regional security, but is generating grave nuclear proliferation risks that would undermine regional peace and stability. It professes to promote regional prosperity, but is stoking opposition and confrontation between regional countries, which undercut the Asean-centred regional cooperation architecture that has formed over the years, and poses a serious threat to regional cooperation outcomes and development prospects.

“If the US ‘Indo-Pacific strategy’ evolves without being reined in, this region would no longer be the centre of the world economy growth, but probably be reduced to another new source of turbulence,” the statement said.

“Maintaining regional peace and promoting common development is the common call of countries in the region. Any ‘strategy’ that resurrects the Cold War mentality and bloc politics will inevitably be greeted with nothing but vigilance and rejection from the people of all countries,” said the spokesperson.

“China adheres to the concept of a community with a shared future for mankind and is committed to the neighbourhood diplomacy of amity, sincerity, mutual benefit and inclusiveness. China always supports the centrality of Asean. China is willing to continue to work with countries in the region, including Thailand, to further enhance mutual trust, deepen cooperation, boost coordination, and eliminate interference, so as to give lasting and durable impetus to Asia’s peace, development and cooperation,” added the spokesperson.

Published : February 22, 2022

By : THE NATION