พิพิธภัณฑ์ศิลป์เวียนนาโชว์ภาพนู้ดผ่าน OnlyFans หลังถูกเซ็นเซอร์หลายครั้ง #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666214

วันที่ 22 ต.ค. 2564 เวลา 18:00 น.พิพิธภัณฑ์ศิลป์เวียนนาโชว์ภาพนู้ดผ่าน OnlyFans หลังถูกเซ็นเซอร์หลายครั้งพิพิธภัณฑ์ในออสเตรียไม่ง้อโซเชียลมีเดียหันไปโชว์งานศิลป์แนวนู้ดผ่าน OnlyFans หลังถูกเซ็นเซอร์หลายครั้ง

คณะกรรมการการท่องเที่ยวกรุงเวียนนาของออสเตรียเผยว่า พิพิธภัณฑ์ศิลปะหลายแห่งในกรุงเวียนนาพากันนำผลงานศิลปะไปโชว์บนแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยมจากการเผยแพร่เนื้อหาสำหรับผู้ใหญ่และต้องสมัครสมาชิกอย่าง OnlyFans หลังจากผลงานศิลปะที่เป็นแนวนู้ดถูกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย อาทิ Facebook, Instagram และ TikTok เซ็นเซอร์หลายครั้ง

นอร์เบิร์ต เคตต์เนอร์ ประธานคณะกรรมการการท่องเที่ยวกรุงเวียนนาเผยว่า บัญชี OnlyFans ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาแบบถาวร แต่เป็นการประท้วงการเซ็นเซอร์และเรียกร้องให้หันหน้ามาคุยกันเกี่ยวกับการเซ็นเซอร์งานศิลปะและบทบาทหน้าที่ของปัญญาประดิษฐ์และอัลกอริทึมของโซเชียลมีเดียมากกว่า

เคตต์เนอร์เผยอีกว่า ไอเดียนี้เกิดขึ้นหลังจากหลายพิพิธภัณฑ์ต้องพบกับความยุ่งยากในการโปรโมทนิทรรศการงานศิลปะ เนื่องจากโซเชียลมีเดียบางแพลตฟอร์มมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดในการพิจารณาว่าอะไรบ้างที่เข้าเกณฑ์เป็นภาพลามกอนาจาร

ที่ผ่านมา Facebook, Instagram และ TikTok เซ็นเซอร์ผลงานศิลปะหลายชิ้น อาทิ เมื่อปี 2018 Facebook ลบภาพถ่ายรูปแกะสลักหญิงเปลือย Venus of Willendorf งานชิ้นโบแดงจากยุคหินเก่าอายุ 25,000 ปี จากเพจของพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ทางธรรมชาติเวียนนาโดยอ้างว่าเป็นภาพอนาจาร

ภาพ: Venus of Willendorf Wikipedia/MatthiasKabel

เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาคลิปวิดีโอฉลองวันครบรอบของพิพิธภัณฑ์เลโอโปลด์ถูกอัลกอริทึมของ Facebook และ Instagram บล็อก เนื่องจากมีภาพ Liebespaar หรือ Lovers ซึ่งเป็นภาพเขียนคู่รักเปลือยเปล่ากำลังโอบกอดกันของ โคโลมัน โมเซอร์ ปรากฏอยู่ในคลิปด้วย

นอกจากนี้ ยังมีผลงานของศิลปินดังอีกหลายชิ้นที่ถูกเซ็นเซอร์ เช่น ภาพวาดของ เอกอน ชีเลอ และพอล รูเบนส์

คลอส โพกอร์นี ตัวแทนจากพิพิธภัณฑ์เลโอโปลด์เผยว่า “มันดูแปลกหรืออาจไร้สาระมากที่ร่างกายที่เปลือยเปล่ายังเป็นประเด็นการในการวิพากษ์วิจารณ์ มันควรจะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น”

โพกอร์นีเผยอีกว่า เหตุการณ์เช่นนี้บีบบังคับให้พิพิธภัณฑ์ต้องหาทางออก “เราไม่ต้องการเปิดบัญชี OnlyFans…แต่มันเกิดขึ้นเพราะแพลตฟอร์มที่เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอย่าง TikTok, Facebook หรือ Instagram ไม่ยอมรับงานของเรา”

Facebook และ Instagram มีข้อยกเว้นให้โพสต์ภาพของภาพวาดหรือรูปปั้น รูปแกะสลักที่จำลองร่างเปลือยเปล่า ส่วน TikTok แบนภาพอนาจารแต่เผยว่าอาจอนุญาตให้มีข้อยกเว้นสำหรับงานศิลปะ

ทว่า โอลิวิเย เอิร์ตซ์ไชด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีจากมหาวิทยาลัยน็องส์ของฝรั่งเศสเผยว่า ความเป็นจริงคือ หากเป็นภาพของร่างกายโดยเฉพาะร่างกายผู้หญิง ไม่มีอะไรเปลี่ยนจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะหรือไม่ก็ตาม

REUTERS/Andrew Kelly/File Photo

ซิตี้แบงก์ เผย เอเชียเร่งปรับตัวบริหารซัพพลายเชน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666209

วันที่ 22 ต.ค. 2564 เวลา 16:51 น.ซิตี้แบงก์ เผย เอเชียเร่งปรับตัวบริหารซัพพลายเชนซิตี้แบงก์ เผย เอเชียเร่งปรับตัวบริหารซัพพลายเชน เผย 9 ปัจจัยดึงดูดเม็ดเงินลงทุน

ธนาคารซิตี้แบงก์ เผยผลรายงาน “การวิจัยอนาคตของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” (Disruption, Digitization, Resilience: The Future of Asia-Pacific supply chains)” จัดทำโดย “ดิ อิโคโนมิสต์ อินเทลลิเจนซ์ ยูนิต” (The Economist Intelligence Unit : EIU) สำรวจข้อมูลช่วงไตรมาสแรกของปี 2564 จากบริษัททั่วโลกครอบคลุมอุตสาหกรรมหลัก 6 ประเภท ประกอบด้วย

1. ยานยนต์

2. รองเท้าและเครื่องแต่งกาย

3. อาหารและเครื่องดื่มฃ

4. การผลิต

5. ไอที/เทคโนโลยี/อิเล็กทรอนิกส์

และ 6.การดูแลสุขภาพ/ยาเทคโนโลยีชีวภาพ

พบว่า 5 ปัจจัยของการหยุดชะงักในซัพพลายเชนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้แก่ หยุดการผลิต 36.4% ตามมาด้วยปัญหาการขนส่งทางอากาศ ทะเล รถไฟ และถนน 20.9% ปัญหาการเข้าถึงวัตถุดิบการผลิตหลัก เช่น ฝ้าย แร่เหล็ก แร่หายาก 17.3% ข้อจำกัดทางการค้า เช่น การควบคุมการส่งออก ภาษีนำเข้า 11.8% และการเข้าถึงปัจจัยการผลิตของสินค้าขั้นกลาง เช่น เหล็ก ส่วนประกอบ เซมิคอนดักเตอร์ 6.4%

นอกจากนี้จากผลสำรวจยังเผยให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ซัพพลายเชนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา พบว่า 44.6% ดำเนินการเปลี่ยนแปลงบางอย่างแต่กลยุทธ์หลักยังคงเหมือนเดิม 32.6% กำลังดำเนินการยกเครื่องกลยุทธ์ใหม่ทั้งหมด และ 22.9% ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ โดย 5 กลยุทธ์หลักสำหรับการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่

1. การกระจายความหลากหลาย เช่น ปรับซัพพลายเชนของบริษัทให้มาจากซัพพลายเออร์ที่หลากหลาย หรือขายในตลาดที่กว้างขึ้น

2. ย้ายซัพพลายเชนของบริษัทไปยังประเทศรอบ ๆ ตลาดหลัก หรือตลาดของผู้ใช้ปลายทาง

3. การโลคัลไลเซชันด้วยการย้ายซัพพลายเชนให้อยู่ในตลาดหลักหรือตลาดผู้ใช้ปลายทาง

4. ย้ายการผลิตกลับไปยังประเทศบ้านเกิดของบริษัท

และ 5. China Plus One แนวคิดการลงทุนในประเทศอื่นที่ไม่ใช่จีนอย่างเดียว อย่างไรก็ดียังพบว่าอุตสาหกรรมไอที เทคโนโลยี และอิเล็กทรอนิกส์ มีการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ซัพพลายเชนน้อยกว่าภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ

พร้อมกันนี้ผลสำรวจยังเผยให้เห็นประเทศที่บริษัทต่างๆ ลงทุนตลอดทั้งปีที่ผ่านมาหรือกำลังวางแผนที่จะทำในปีหน้า โดยบริษัทในเอเชียมีการลงทุนในประเทศ อินโดนีเซีย บังคลาเทศ ออสเตรเลีย ฮ่องกง เกาหลีใต้ เมียนมาร์ มาเลเซีย และศรีลังกา ในขณะบริษัทที่อยู่ในอเมริกาเหนือและยุโรปมีความสนใจลงทุนในฟิลิปปินส์ อินเดีย จีน สิงคโปร์ เวียดนาม และญี่ปุ่น โดยปัจจัยที่ทำให้ประเทศเหล่านี้เป็นที่น่าลงทุนจากมากไปน้อย ประกอบด้วย

1. ค่าแรง 2.ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ 3.เข้าถึงตลาดหลัก โครงสร้างพื้นฐาน และสภาพแวดล้อมด้านกฎระเบียบ 4.ผลผลิต 5.ฝีมือแรงงาน 6.เงินอุดหนุน/สิ่งจูงใจจากรัฐบาล และทักษะต่าง ๆ 7.การแปลงสกุลเงิน 8.เสถียรภาพทางการเมือง และอัตราภาษี 9.การเข้าถึงการเงิน ตามลำดับ

สุดท้ายนี้ผลสำรวจแสดงให้เห็นถึงความกังวลในอนาคตที่อาจส่งผลกระทบ พบว่าบริษัททั่วโลกส่วนใหญ่มีความกังวลในเรื่อง 1. โรคระบาดครั้งต่อไป 2. การล่มสลายของระบบการค้าโลก และ 3. วิกฤตเศรษฐกิจหรือการเงิน อย่างไรก็ตามการระบาดของโรคโควิด-19 ได้นำไปสู่การเพิ่มการลงทุนในเครื่องมือและกระบวนการดิจิทัลเพื่อจัดการซัพพลายเชน โดยบริษัทส่วนใหญ่มีการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในเครื่องมือและกระบวนการดิจิทัล ทั้งกระบวนการผลิต การบริการลูกค้า การคาดการณ์ความต้องการซื้อและความต้องการขาย การจัดการสินค้าคงคลัง ฯลฯ

รายงานดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่าทุกภาคอุตสาหกรรมต่างมีการตอบสนองต่อความท้าทายต่าง ๆ ที่กำลังเผชิญ ซึ่งทั้งหมดล้วนมีเป้าหมายร่วมกันเพื่อรักษาความยั่งยืนของการดำเนินธุรกิจในระยะยาว รวมถึงทำให้ภาคธุรกิจในภูมิภาคมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซิตี้แบงก์ในฐานะธนาคารชั้นนำที่มีการดำเนินงานอยู่ในกว่า 100 ตลาดทั่วโลก มีความมุ่งมั่นในการใช้ประโยชน์จากเครือข่ายด้วยความสามารถในการให้คำปรึกษาผสานความเชี่ยวชาญในระดับท้องถิ่น พร้อมการเดินหน้าสำรวจภาคธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดนิ่ง ควบคู่ไปกับการเป็นพันธมิตรกับลูกค้านักลงทุนอย่างใกล้ชิด

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายงานดังกล่าวสามารถดูได้ที่ Citi Report The Future of Asia-Pacific supply chains รวมถึงติดต่อธนาคารซิตี้แบงก์ ประเทศไทย หรือ http://www.citibank.co.th

จีนระดมฉีดวัคซีนเข็ม 3 โควิดระบาดอีกระลอก #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666199

วันที่ 22 ต.ค. 2564 เวลา 15:30 น.จีนระดมฉีดวัคซีนเข็ม 3 โควิดระบาดอีกระลอกทางการจีนฉีดบูสเตอร์ให้ผู้ที่ได้รับวัคซีนเชื้อตายครบ 2 เข็มมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน

เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์รายงานว่าเมืองต่างๆ ในประเทศจีนเริ่มฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้แก่ประชาชนที่ได้รับวัคซีนเข็มที่ 2 มาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน

หลังจากที่ประชากรเกือบ 80% ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มแล้ว แต่มีข้อมูลเพิ่มเติมแสดงให้เห็นว่าระดับภูมิคุ้มกันของผู้ฉีดวัคซีนชนิดเชื้อตายที่ใช้เป็นวัคซีนหลักในประเทศจีนลดลงหลังเวลาผ่านไปหลายเดือน

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่กีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวซึ่งมีปักกิ่งเป็นเจ้าภาพจะเริ่มต้นขึ้นในเดือนก.พ. ปีหน้า ซึ่งผู้จัดงานยืนยันว่าจะปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวด โดยเบื้องต้นระบุว่าจะมีเพียงชาวจีนเท่านั้นที่สามารถเข้าชมการแข่งขันได้

ขณะที่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจากองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำว่าผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปที่ได้รับวัคซีนชนิดเชื้อตายของ Sinovac หรือ Sinopharm ควรได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 หรือบูสเตอร์เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกัน

โดยในเดือนก.ค. ที่ผ่านมาคณะผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ใช้วัคซีนชนิด mRNA เป็นเข็มกระตุ้น เนื่องจากมีรายงานอัตราประสิทธิภาพสูงในการทดลองและถูกใช้อย่างแพร่หลายในตะวันตก

อย่างไรก็ตาม ประกาศที่ออกโดยหน่วยงานกำกับดูแลในท้องถิ่นของจีนไม่ได้ระบุถึงยี่ห้อหรือชนิดของวัคซีนที่ใช้เป็นเข็มกระตุ้น

ทั้งนี้ รายละเอียดของการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นแตกต่างกันไปตามจังหวัดและเมืองต่างๆ โดยมีหลายพื้นที่ที่ฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ให้แก่ประชาชนที่อายุต่ำกว่า 60 ปีด้วย

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์กวางโจวเดลี่ระบุว่า ผู้ที่มีอายุ 18 ถึง 59 ปีในเมืองกวางโจวที่ได้รับวัคซีน Sinopharm, Sinovac หรือ Cansino ครบ 2 เข็มมาแล้วอย่างน้อย 6 เดือน สามารถรับวัคซีนตัวเดิมเป็นเข็มที่ 3 ได้

ขณะที่กรุงปักกิ่งระดมฉีดวัคซีนให้แก่ประชาชนจำนวนมากนอกเหนือจากกลุ่มเสี่ยง แต่ยังรวมไปถึงผู้ที่ทำงานในร้านค้า สถานศึกษา และสถานที่สาธารณะอื่นๆ

พื้นที่อื่นๆ รวมถึงมณฑลเหอเป่ย์และมณฑลเสฉวนจะให้สิทธิ์ผู้สูงอายุในการรับวัคซีนเข็มที่ 3 ก่อนเป็นลำดับแรก และจะจัดสรรวัคซีนให้ประชาชนกลุ่มอื่นๆ เป็นลำดับถัดไป

ขณะที่หลายพื้นที่เผชิญกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยมีการสั่งยกเลิกเที่ยวบินในประเทศหลายร้อยเที่ยว รวมทั้งปิดโรงเรียน และเร่งตรวจคัดกรองเชิงรุกในประชาชนหลายพื้นที่

ทางด้านผู้เชี่ยวชาญที่ให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลฮ่องกงคาดว่าจะมีการประชุมในสัปดาห์หน้า เพื่อหารือว่าควรให้วัคซีนเข็มที่ 3 แก่ประชาชนในฮ่องกงหรือไม่ ขณะที่มีผู้ได้รับวัคซีนครบโดสแล้วไม่ถึง 70%

Photo by STR / AFP

ไบเดนประกาศพร้อมปกป้องไต้หวันจากจีน #SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่ง

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666191

วันที่ 22 ต.ค. 2564 เวลา 14:07 น.ไบเดนประกาศพร้อมปกป้องไต้หวันจากจีนไบเดนย้ำสหรัฐจะปกป้องไต้หวันหากถูกจีนโจมตี

ประธานาธิบดี โจ ไบเดน เผยระหว่างร่วมรายการสดของสำนักข่าว CNN ว่า สหรัฐพร้อมจะปกป้องไต้หวันจากการโจมตีของจีน ซึ่งเป็นความเห็นที่ค่อนข้างชัดเจนผิดกับท่าทีก่อนหน้านี้ของสหรัฐที่ดำเนินนโยบาย strategic ambiguity หรือความคลุมเครือทางยุทธศาสตร์ คือการไม่แสดงเจตนารมย์จะปกป้องไต้หวันอย่างโจ่งแจ้ง แต่ก็ยังให้การสนับสนุนที่เพียงพอเพื่อป้องปรามการรุกรานจากจีน อาทิ การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์

เมื่อถูกถามว่าจะให้คำมั่นว่าจะปกป้องไต้หวันได้หรือไม่ ไบเดนตอบว่า “ได้” และยังบอกว่า “ผมไม่ต้องการทำสงครามเย็นกับจีน ผมแค่ต้องการให้จีนเข้าใจว่าเราจะไม่ยอมถอย เราจะไม่เปลี่ยนใจ”

และเมื่อถูกรุกต่อว่าสหรัฐจะปกป้องไต้หวันหรือไม่หากถูกจีนโจมตี ไบเดนตอบว่า “แน่นอน เรามีพันธกิจที่จะทำอย่างนั้น”

ไบเดนยังกล่าวถึงพัฒนาการด้านเทคโนโลยีทางการทหารของจีนว่า ไม่ต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับศักยภาพทางการทหารของสหรัฐ เพราะจีน รัสเซีย และโลกต่างทราบดีว่าสหรัฐมีกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก สิ่งที่น่ากังวลคือบางประเทศจะเข้าร่วมกิจกรรมที่อาจทำให้ตกอยู่ในตำแหน่งที่อาจทำผิดพลาดร้ายแรงหรือไม่

ในเวลาต่อมาโฆษกทำเนียบขาวยืนยันว่า ไบเดนไม่ได้ประกาศการเปลี่ยนแปลงนโยบายและไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐต่อไต้หวัน “เราจะรักษาคำมั่นสัญญาภายใต้กฎหมาย เราจะสนับสนุนการป้องกันตนเองของไต้หวันต่อไป และจะเดินหน้าคัดค้านการเปลี่ยนแปลงสถานะที่ดำเนินการโดยฝ่ายเดียวต่อไป” โดยอ้างถึงกฎหมายความสัมพันธ์ไต้หวันที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการระหว่างสหรัฐกับไต้หวัน

ด้านจ้าวลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนโต้กลับว่า ไต้หวันคือไต้หวันของจีน สหรัฐไม่มีสิทธิ์แสดงความเห็นที่ไร้ความรับผิดชอบเช่นนี้

Photo by Nicholas Kamm / AFP

นายกฯอังกฤษยันไม่ยกระดับคุมโควิด แม้ติดเชื้อพุ่งทะลุ 5 หมื่นต่อวัน #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666181

วันที่ 22 ต.ค. 2564 เวลา 13:00 น.นายกฯอังกฤษยันไม่ยกระดับคุมโควิด แม้ติดเชื้อพุ่งทะลุ 5 หมื่นต่อวันนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ยืนยันไม่เปลี่ยนแผนควบคุมโควิด แม้ผู้ติดเชื้อพุ่งแต่ไม่เกินความคาดหมาย

เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ทีผ่านมากระทรวงสาธารณสุขอังกฤษรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่อยู่ที่ 52,009 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. ขณะที่ผู้ติดเชื้อรายวันเฉลี่ยของสัปดาห์นี้สูงกว่าสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 16% ขณะที่มีการเรียกร้องให้รัฐบาลปรับแผนเพื่อรับมือกับการแพร่ระบาด

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ยืนกรานว่ารัฐบาลไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแผนเพื่อควบคุมโควิด-19 เนื่องจากตัวเลขผู้ติดเชื้อไม่ได้เพิ่มขึ้นเกินความคาดหมาย และสถานการณ์ขณะนี้ดีกว่าช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้วเป็นอย่างมาก

พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลกำลังจับตาสถานการ์อย่างใกล้ชิดด้วยความระมัดระวัง

ซาจิด จาวิด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้จะไม่มีการบังคับใช้มาตรการหรือข้อจำกัดเพิ่มเติมเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่เรียกร้องให้ประชาชนป้องกันตัวด้วยการสวมหน้ากากอนามัยในสถานที่ที่มีผู้คนพลุกพล่าน

รัฐบาลอังกฤษกล่าวว่าวัคซีนเป็นกำแพงสำคัญในการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัส แต่ขณะนี้อัตราการฉีดวัคซีนบูสเตอร์ของประชาชนชะลอตัวลงอย่างมาก

ขณะที่นายกรัฐมนตรียืนยันว่าอังกฤษไม่ได้ขาดแคลนวัคซีนและยังมีวัคซีนเหลืออีกจำนวนมากทั้ง Pfizer และ AstraZeneca พร้อมเรียกร้องให้ประชาชนเข้ารับการฉีดวัคซีนบูสเตอร์ เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ทุกคนสามารถทำได้ในขณะนี้

ทั้งนี้ ในเดือนก.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลอังกฤษประกาศคลายล็อกดาวน์และมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเรียกว่าวันแห่งเสรีภาพ (Freedom day) แม้ว่ายอดผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องแตะที่กว่า 40,000 รายต่อวัน

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าการผ่อนคลายมาตรการครั้งนี้อาจส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ถึง 200,000 รายต่อวัน

AFP PHOTO / Jessica Taylor /UK Parliament

นาทีสุดท้าย! Evergrande จ่ายหนี้พันธบัตรรอดผิดนัดชำระหนี้ #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666176

วันที่ 22 ต.ค. 2564 เวลา 12:30 น.นาทีสุดท้าย! Evergrande จ่ายหนี้พันธบัตรรอดผิดนัดชำระหนี้Evergrande จ่ายหนี้ดอกเบี้ยพันธบัตรในนาทีสุดท้ายก่อนที่ระยะเวลาผ่อนผันจะสิ้นสุดลงในวันพรุ่งนี้

สำนักข่าว Bloomberg รายงานโดยอ้างผู้ที่มีความรู้ในเรื่องนี้ว่า Evergrande เตรียมจ่ายดอกเบี้ยพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์ 83.5 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยผู้ถือพันธบัตรจะได้รับเงินดังกล่าวก่อนวันเสาร์นี้ (23 ต.ค.) ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลาผ่อนผัน 30 วัน ส่งผลให้ Evergrande รอดจากการผิดนัดชำระหนี้ก้อนดังกล่าว

ข่าวนี้ส่งผลให้หุ้นของ Evergrande ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงพุ่งขึ้น 5% หลังเปิดการซื้อขาย

การคาดการณ์เกี่ยวกับการผิดนัดชำระหนี้ของ Evergrande วนเวียนอยู่หลายเดือน ส่งผลสะเทือนไปยังบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหาภาพคล่องอื่นๆ และทำลายความเชื่อมั่นของตลาดอสังหาริมทรัพย์จีนซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ

Bloomberg ระบุว่า ความเคลื่อนไหวล่าสุดบ่งชี้ว่า Evergrande อาจให้ความสำคัญกับการชำระหนี้พันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์มากกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า ในขณะที่ Evergrande ยังพยายามระดมเงินมาชำระหนี้กับธนาคาร ซัพพลายเออร์ และผู้ถือพันธบัตรในประเทศ

อู๋ฉง กรรมการบริหาร BOC International Holdings เผยว่า “การชำระหนี้ดูเหมือนเป็นความพยายามเลื่อนปัญหาออกไปเรื่อยๆ เนื่องจากสภาพคล่องตึงตัว อย่างไรก็ดีการชำระดอกเบี้ยพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์ถือเป็นเรื่องดีและช่วยซื้อเวลาให้ Evergrande ได้ขายทรัพย์สิน และปูทางไปสู่การปรับโครงสร้างด้วยความราบรื่น”

ทั้งนี้ Evergrande มีกำหนดชำระดอกเบี้ยพันธบัตรสกุลเงินดอลลาร์ 4 ฉบับในปีนี้ และปีหน้าจะมีพันธบัตรที่ครบกำหนดไถ่ถอนมูลค่าราว 7,400 ล้านเหรียญสหรัฐ

Photo by Hector RETAMAL / AFP

ที่แรกของโลก! รถไฟฟ้ากรุงมอสโกจ่ายเงินด้วยใบหน้า #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666173

วันที่ 22 ต.ค. 2564 เวลา 11:45 น.ที่แรกของโลก! รถไฟฟ้ากรุงมอสโกจ่ายเงินด้วยใบหน้ารถไฟฟ้าใต้ดินกรุงมอสโกติดตั้งระบบชำระเงินด้วยเทคโนโลยีจดจำใบหน้ากว่า 200 สถานี

เว็บไซต์ The Moscow Times รายงานว่ารถไฟฟ้าใต้ตินในกรุงมอสโก เมืองหลวงของรัสเซีย เปิดตัวระบบชำระค่าโดยสารที่ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าเป็นที่แรกของโลก

โดยระบบนี้ถูกเรียกว่า “Face Pay” ซึ่งได้รับการติดตั้งไว้ที่ทางเข้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ตินในมอสโกแล้วมากกว่า 240 สถานี เพื่ออำนวยความสะดวกของผู้โดยสารให้สามารถชำระเงินได้โดยไม่จำเป็นต้องพกเงินสด บัตร หรือโทรศัพท์มือถือ เพียงแค่มองไปที่กล้องที่ติดตั้งไว้ตรงประตูทางเข้าเท่านั้น

Maxim Liksutov รองนายกเทศมนตรีกรุงมอสโกซึ่งรับผิดชอบด้านการขนส่ง กล่าวว่า ระบบนี้จะช่วยลดการสัมผัสของผู้โดยสารรถไฟฟ้าใต้ดิน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในรัสเซียซึ่งมีผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตรายวันที่สร้างสถิติใหม่ ประกอบกับอัตราการฉีดวัคซีนที่ค่อนข้างต่ำ

โดยขณะนี้ รัสเซียรายงานผู้ป่วยโควิด-19 รายวันทะลุ 3 หมื่นคน ขณะที่ผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่กว่า 7.97 ล้านคน และผู้เสียชีวิตกว่า 2 แสนคน

ทั้งนี้ ผู้โดยสารจะต้องลงทะเบียนใบหน้า บัตรธนาคาร และบัตรโดยสาร ผ่านแอปพลิเคชันก่อนเพื่อใช้งานระบบ Face Pay โดยข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้จะถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัย

รองนายกเทศมนตรีคาดการณ์ว่าภายใน 3 ปีข้างหน้าจะมีผู้โดยสารที่ชำระค่าโดยสารรถไฟฟ้าใต้ดินผ่านระบบ Face Pay มากถึง 15%

พร้อมกล่าวว่ามอสโกเป็นเมืองแรกของโลกที่ใช้งานระบบดังกล่าว ซึ่งเหนือกว่าการชำระเงินรูปแบบอื่นๆ ทั้งในแง่ของคุณภาพและความสะดวกในการใช้งาน อย่างไรก็ตามประชาชนบางส่วนมีความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว

Photo by Natalia KOLESNIKOVA / AFP

จีนยังไม่รอด! เจอโควิดระบาดรอบใหม่ในหลายมณฑล #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

https://www.posttoday.com/world/666170

วันที่ 22 ต.ค. 2564 เวลา 10:55 น.จีนยังไม่รอด! เจอโควิดระบาดรอบใหม่ในหลายมณฑลจีนเร่งตรวจเชิงรุก ยกเลิกเที่ยวบิน ปิดโรงเรียนในหลายพื้นที่หลัง Covid-19 ระบาดรอบใหม่

ทางการจีนสั่งยกเลิกเที่ยวบินในประเทศหลายร้อยเที่ยว รวมทั้งปิดโรงเรียน และเร่งตรวจคัดกรองเชิงรุกในประชาชนหลายพื้นที่ เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของ Covid-19 รอบใหม่ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปหลายมณฑล

จีนพบผู้ติดเชื้อในประเทศ 5 วันติดต่อกัน โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ทางตอนเหนือและตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศ และอีก 1 เคสในกรุงปักกิ่ง

การระบาดรอบล่าสุดเชื่อมโยงกับสองสามีภรรยาสูงอายุคู่หนึ่งที่อยู่ในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เริ่มเดินทางในเซี่ยงไฮ้ก่อนจะบินไปยังมณฑลซีอานของมณฑลส่านซี มณฑลกานซู่ และเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน โดยเกือบครึ่งของผู้ติดเชื้อรายใหม่ 26 รายที่พบเมื่อวันจันทร์และอังคารที่ผ่านมาล้วนเป็นผู้สัมผัสใกล้ชิดกับสองสามีภรรยาคู่นี้

อย่างไรก็ดี ยังไม่ชัดเจนว่าสามีภรรยาสูงวัยคู่นี้ติดเชื้อจากไหนและเป็นต้นตอของการระบาดรอบใหม่หรือไม่

หลังจากประวัติการเดินทางของสามีภรรยาคู่นี้เปิดเผย ทางการท้องถิ่นหลายแห่งสั่งตรวจคัดกรองเชิงรุกครั้งใหญ่ รวมทั้งขอให้ผู้ที่เคยเดินทางไปสถานที่เดียวกับที่ผู้ติดเชื้อเคยเดินทางไปไปรายงานตัวกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและเข้ารับการตรวจหาเชื้อโดยเร็ว

ทางการเมืองเจียอวี้กวนทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลกานซู่ถึงกับสั่งตรวจหาเชื้อทั่วทั้งเมืองเป็นรอบที่ 2 หลังจากรอบแรกไม่พบผลบวก หลังมีรายงานว่าผู้ติดเชื้อรอบล่าสุดบางคนเพิ่งเดินทางเข้ามา

เช่นเดียวกับพื้นที่เสี่ยงอื่นๆ ที่นอกจากจะสั่งตรวจเชิงรุกแล้วยังสั่งปิดสถานที่ท่องเที่ยว โรงเรียน สถานบันเทิงหลายแห่ง รวมทั้งยังสั่งล็อกดาวน์ในบางพื้นที่ รวมทั้งในเมืองหลานโจวทางตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งมีประชากรราว 4 ล้านคนที่สั่งห้ามประชาชนเดินทางออกนอกพื้นที่โดยไม่จำเป็น

ขณะที่สนามบินในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบยกเลิกเที่ยวบินหลายร้อยเที่ยว โดย 2 สนามบินหลักในเมืองซีอานและหลานโจวต้องยกเลิกเที่ยวบินราว 60%

Photo by AFP

U.S. military carries out strike on al-Qaida leader in northern Syria, Pentagon says #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40007879


The U.S. military carried out an airstrike on a senior al-Qaida leader in Syria along the Turkish border in an operation that will disrupt the terrorist organizations ability to plot attacks against American interests, defense officials said.

The Pentagon disclosed the strike in a statement on Friday evening, saying it hit a leader named Abdul Hamid al-Matar. The strike was carried with an MQ-9 Reaper drone in the town of Suluk, north of Raqqa, Syria, said Army Maj. John Rigsbee, a U.S. military spokesman.

“Al-Qaida continues to present a threat to America and our allies,” Rigsbee said. “Al-Qaida uses Syria as a safe haven to rebuild, coordinate with external affiliates, and plan external operations.”

Suluk was among the town that Turkish forces advanced into in 2019, as Ankara attempted to push out Kurdish forces. U.S. troops had been in the region but withdrew at the order of President Donald Trump.

Rigsbee said that there was no initial indication that the strike caused any civilian casualties. In a brief phone interview, he said the strike had been planned for days and had nothing to do with an attack on U.S. troops on Wednesday in Tanf, where the U.S. military has maintained a garrison with about 200 troops along a highway that runs from Damascus to the Iraqi capital of Baghdad. That attack was carried out with both indirect fire and unmanned aircraft, U.S. military officials said.

About 900 U.S. troops remain in Syria, including a number of Special Forces personnel, U.S. military officials have said. The majority are in northeast Syria, where Kurdish forces still have influence. U.S. officials have said the deployment is meant as a hedge against a resurgence of the Islamic State, which seized broad swaths of Syria and Iraq, prompting U.S. military intervention beginning in 2014.

By Dan Lamothe

Published : October 23, 2021

By : The Washington Post

The voter-fraud allegation that perfectly captures the post-2020 Republican Party #SootinClaimon.Com

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ The Nation.

https://www.nationthailand.com/international/40007877


A few days after the 2020 election, a group of high-profile supporters of President Donald Trump held a news conference in Nevada to allege rampant fraud in the state. Former Nevada attorney general Adam Laxalt was there, as were conservative personality Matt Schlapp and Ric Grenell, who served in Trumps administration in various capacities.

As part of the campaign’s blitz to allege as much fraud as possible, the group brought forward a woman, Jill Stokke, who alleged that she tried to vote in person before being told a mail-in ballot had already been submitted in her name. It later turned out that the state had already adjudicated the woman’s claim and that she had refused to sign an affidavit that might lead to criminal charges against the person who’d allegedly cast that mail-in ballot, a ballot that included a signature that matched her own. Reporters couldn’t ask Stokke about the claim, though, because no questions were allowed.

“You’re here to take in information,” Grenell told reporters. “Go do your job; it’s pretty easy.”

A few days later, after the election had been called for Joe Biden, Laxalt and Schlapp tried again. This time, they had a new angle: dead people voting in the election.

“Dead people voted in Clark County,” Schlapp claimed. “That is a tricky thing because obviously for these families this is a very tragic reminder of a loss that they have just recently had to go through.”

He pointed to two examples. One was Rosemarie Hartle; the other, Fred Stokes. “Miraculously,” Schlapp said, “they both voted.”

The implication was that fraud was so rampant that one couldn’t take at face value the eventually certified results of the vote in the state: Biden won by more than 33,000 votes.

The Hartle case became a media sensation. The Nevada Republican Party highlighted the case, chastising the media for not understanding that it was “finding concrete cases of voter irregularities.” Conservative commentator Dinesh D’Souza promoted a local news interview with her husband, Kirk Hartle, instructing his viewers to show it to those skeptical of fraud. In the interview, Kirk Hartle appears perplexed, saying that it “made no sense to him” that his wife had cast a ballot. He described it as “sickening.”

A few days later, Fox News’s Tucker Carlson picked up the allegation. On his show, he included the deaths of Rosemarie Hartle and Stokes along with several others as he similarly argued for the existence of rampant illegal voting.

“We don’t know who did this. We wish we did, because it’s fraud,” he said. “It’s a threat to our system, and it’s being hidden by a news media totally vested in a Joe Biden presidency.”

Carlson was right that the Hartle case does appear to have been actual fraud. On Thursday, the office of Nevada Attorney General Aaron Ford announced that Kirk Hartle himself was being charged with two felony counts for submitting a ballot on behalf of his wife.

Hartle, a registered Republican, is an executive for a conglomerate called the Ahern Family of Companies. One of those companies is Xtreme Manufacturing, which stepped in to provide space for a Trump rally outside Las Vegas in September 2020 in defiance of state rules limiting large crowds during the pandemic. The company was later fined.

All of this is part and parcel for Trump’s post-election fraud claims. There was never robust evidence of rampant fraud, just anecdotal examples such as the Hartle case that were used to imply widespread illegality. Sometimes, as with a woman in Georgia who was accused by Carlson of voting illegally for her dead husband, there was no fraud at all. In other cases, the incident was neither evidence of rampant illegality nor of efforts to illegally swing the election to Biden. That appears to describe the Hartle situation well.

But, of course, there’s been little effort by those involved to correct their mistakes. Carlson admitted on air that he’d been mistaken on the Georgia case. A story about his initial report on the Fox News website vaguely shrugs at the misleading story that follows: “[O]n Friday, we began to learn some of the specific dead voters reported to us as deceased are in fact alive. We initially corrected this on Friday. We regret not catching it earlier. But the truth remains: dead people voted in the election” – people such as Kirk Hartle’s wife. Others such as Trump and Schlapp have simply moved on to other allegations.

This is how it has so often gone over the past year: a claim made and amplified, with later context mostly ignored. For Trump, this is good enough; even a lingering scent of impropriety helps him wave off the whole election as suspect.

Laxalt, too, has moved on. He recently announced that he would seek the Republican nomination for the U.S. Senate from Nevada. His campaign site doesn’t mention his post-election efforts to undercut the results of voting in the state, in keeping with a recent pattern of Republicans trying to navigate the barrier between Trump’s world and reality as they appeal to both Republican and moderate voters. His site does, however, mention that he’d been endorsed by Trump.

“Adam Laxalt is running for Senate in Nevada to defeat Harry Reid’s, Chuck Schumer’s, and Nancy Pelosi’s handpicked successor, and win an America First majority in the U.S. Senate,” Trump’s endorsement reads. It mentions that Laxalt is a veteran and former attorney general. “He fought valiantly against the Election Fraud, which took place in Nevada. He is strong on Secure Borders and defending America against the Radical Left. Adam has my Complete and Total Endorsement!”

On the candidate’s website, the part about Laxalt’s valiant fight against “election fraud” does not appear.

By Philip Bump

Published : October 23, 2021

By : The Washington Post